
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) กำหนดให้ทุกหน่วยงานและกระทรวงภายใต้ฝ่ายบริหาร เปลี่ยนมาใช้คำว่า “Super Intelligence” แทนคำว่า “Artificial Intelligence” หรือ AI ในเอกสารและการสื่อสารอย่างเป็นทางการทั้งหมดอย่างเด็ดขาด
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชี้ว่า ชาวอเมริกันกำลังกังวลกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI และไม่พอใจการรับมือในประเด็นนี้ของทรัมป์ โดยโพลจาก Quinnipiac University ระบุว่า มีผู้ที่พึงพอใจการจัดการเรื่อง AI ของทรัมป์เพียง 25% ขณะที่ 58% ไม่เห็นด้วย ซึ่งถือเป็นระดับคะแนนความพึงพอใจที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเด็นอื่น เช่น สงครามอิหร่าน (28%), เศรษฐกิจ (31%) หรือนโยบายสหรัฐฯ-จีน (34%)
การประกาศคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ ทำเนียบขาว ร่วมกับกลุ่มผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ได้แก่ ซุนดาร์ พิชัย (Google), อีลอน มัสก์ (Tesla/SpaceX), ดาริโอ อามอเดอี (Anthropic), มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Meta), เกรก บร็อกแมน (OpenAI) และ เจนเซน หวง (Nvidia)
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเอกสารที่มีการลงนาม มีจุดน่าสังเกตดังนี้
เอกสารที่ผู้บริหารเซ็น
ผู้บริหารเทคฯ ได้ร่วมลงนามในเอกสารแยกต่างหากความยาว 2 หน้า ชื่อ “White House Accord on Super Intelligence” ซึ่งเป็นเพียง “ข้อตกลงอย่างสมัครใจ” (Voluntary Agreement) ด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการภายในบริษัทตนเอง โดยไม่ได้ระบุถึงการยอมรับการเปลี่ยนชื่อเรียก AI แต่อย่างใด
ผลทางกฎหมาย
เมื่อถูกถามว่าข้อตกลงนี้มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่ ทรัมป์ระบุเพียงว่า มันเป็นข้อตกลงที่มี “ผลผูกพันทางจริยธรรม” (Morally binding)
การตอบโต้จากสภาคองเกรส
มาร์ก วอร์เนอร์ สว. พรรคเดโมแครต วิจารณ์ว่า การเปลี่ยนชื่อเรียกไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเสี่ยงที่แท้จริงจาก AI และเป็นเพียงการโยนภาระให้บริษัทเทคฯ กำกับดูแลกันเอง
นอกจากนี้ การพยายามรีแบรนด์ชื่อเรียกครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงพฤติกรรมการตั้งชื่อใหม่ของทรัมป์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น คำสั่งรีแบรนด์อ่าวเม็กซิโกเป็น “Gulf of America” และการสั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “Lake America” ในช่วงความตึงเครียดกับแคนาดาเมื่อเดือนก่อน
อ้างอิง: CNBC