
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดเงินเฟ้อหลักที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.4% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนสิงหาคม ขณะที่ดัชนี Core PCE (ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 3.0%
ตัวเลขทั้ง 2 ชะลอตัวลงและออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.7% และ 3.3% ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงวิธีคำนวณทางสถิติของสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) ในหมวดค่าบริการทางกฎหมาย ซอฟต์แวร์ และการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนก่อนหน้าถูกปรับลดลงเช่นกัน
ด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่า 1 ปี โดยการใช้จ่ายส่วนบุคคลที่ปรับตามเงินเฟ้อแล้วเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงรักษาระดับการใช้จ่ายในสินค้าราคาใหญ่ เช่น ยานพาหนะ เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการท่องเที่ยวและร้านอาหาร แม้จะเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันเบนซินและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ดี รายได้ส่วนบุคคลที่แท้จริงหลังหักภาษีกลับทรงตัว และอัตราการออมของครัวเรือนลดลงเหลือ 4.1% สะท้อนว่าการขยายตัวของการใช้จ่ายเริ่มสวนทางกับอัตราการเติบโตของรายได้
ข้อมูลเศรษฐกิจอีกชุดระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ ถูกปรับแก้เพิ่มขึ้นเป็น 2.2% จากประมาณการครั้งก่อนที่ 1.5% โดยได้แรงหนุนหลักจากการลงทุนของภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคภาคครัวเรือนที่แข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่ยอดขายสุทธิให้แก่ผู้ซื้อภาคเอกชนในประเทศ (Real final sales to private domestic purchasers) ซึ่ง Fed ใช้ติดตามอุปสงค์พื้นฐาน ปรับเพิ่มขึ้นถึง 4.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างแม้จะอยู่ภายใต้ทิศทางดอกเบี้ยระดับสูง
ตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ตลาดการเงินตอบรับในเชิงบวกทันที โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้น ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง นักลงทุนในตลาดเงินปรับลดคาดการณ์โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมลงอย่างมีนัยสำคัญ และขยับความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไปออกไปเป็นรอบการประชุมเดือนธันวาคมแทน สอดคล้องกับความเห็นของ จอห์น วิลเลียมส์ ประธาน Fed สาขานิวยอร์ก ที่ระบุว่า Fed ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนในการตัดสินใจ และมีเวลาเพียงพอในการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่า ตัวเลขเงินเฟ้อระดับ 3.0% ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2.0% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ตัวเลขเดือนสิงหาคมยังไม่ได้สะท้อนถึงการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลและพลังงานในช่วงเดือนกันยายน รวมถึงความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน ทำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินยังคงต้องประเมินอย่างระมัดระวังว่า นโยบายการเงินที่ใช้อยู่มีความตึงตัวเพียงพอที่จะกำราบเงินเฟ้อในระยะยาวได้หรือไม่
รายงานข้อมูลเศรษฐกิจรอบนี้นับเป็นสัญญาณที่ช่วยผ่อนคลายความกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นช่วงเริ่มต้นไตรมาส 4 เนื่องจากตัวเลขชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้โดยที่แรงกดดันด้านราคาสินค้าชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี ทิศทางนโยบายการเงินในช่วงปลายปี 2569 ยังคงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของข้อมูลตลาดแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนถัดไป ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความยั่งยืนของการบริโภคภาคครัวเรือนสหรัฐฯ
Source: Bloomberg