
Elon Musk เปิดเผยระหว่างรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ของ SpaceX ว่า ทั้ง SpaceX และ Tesla ได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษที่ประกอบด้วยกรรมการอิสระ เพื่อศึกษารายละเอียดและข้อตกลงในการควบรวมกิจการอย่างเป็นทางการ หากเกิดขึ้นจริงจะกลายเป็นดีล M&A ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่าบริษัทรวมกันเกือบ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น SpaceX ราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ และ Tesla ราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์
Musk ระบุว่าการควบรวมอาณาจักรครั้งนี้จะช่วยเตรียมความพร้อมรองรับยุค Superintelligence Singularity โดยบูรณาการห่วงโซ่เทคโนโลยี Physical AI ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบชิปประมวลผล ซอฟต์แวร์ AI หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ และโรงงาน Terafab ของ Tesla เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดาวเทียม Starlink คลาวด์คอมพิวติ้งในอวกาศ และการขนส่งด้วยจรวด Starship ของ SpaceX ร่วมกับกลุ่ม AI เดิมอย่าง xAI และ X
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Musk ถือหุ้นใหญ่และเป็นผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝั่ง เขาจึงอยู่ในฐานะ “ผู้มีส่วนได้เสียขัดกัน” และไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการตัดสินใจของคณะกรรมการพิเศษได้ นอกจากนี้ ดีลดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาอัตราส่วนการแลกหุ้นอย่างรัดกุม รวมถึงต้องได้รับมติอนุมัติจากผู้ถือหุ้น Tesla ไม่น้อยกว่า 50% ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญทางการเมืององค์กรและกฎหมายที่ต้องจับตา
การประกาศดีลยักษ์เกิดขึ้นพร้อมผลการดำเนินงานไตรมาส 3 อันแข็งแกร่งของ SpaceX โดยทำรายได้รวมพุ่งแตะ 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 161% YoY) และพลิกรับกำไรสุทธิสูงถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน AI (Super Intelligence) ที่ทำรายได้ 7.56 พันล้านดอลลาร์ จากลูกค้ารายใหญ่อย่าง Alphabet และ Anthropic ประกอบกับ Starlink ที่กวาดยอดผู้ใช้ทะลุ 13.6 ล้านราย
ด้านปฏิกิริยาตลาดทุน ตอบรับเชิงบวกทันทีในการซื้อขายช่วงขยายเวลา (Extended Trading) โดยหุ้น SpaceX พุ่งขึ้นถึง 8% ขณะที่หุ้น Tesla ปรับตัวขึ้นราว 1.8% สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ แม้ว่าโปรเจกต์หัวใจหลักอย่างการพัฒนาจรวด Starship เพื่อส่งระบบ AI สู่ชั้นบรรยากาศจะยังคงมีต้นทุนและความเสี่ยงสูง รวมถึงอยู่ระหว่างเตรียมทดสอบการเติมเชื้อเพลิงกลางวงโคจรช่วงต้นปีหน้าก็ตาม
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากการควบรวมสำเร็จ จะสร้างบริษัทเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก โดยเป็นเพียงแห่งเดียวที่ครองห่วงโซ่คุณค่า Physical-AI แบบ End-to-End ตั้งแต่ชิปประมวลผลและศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ไปจนถึงระบบยานยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์บนพื้นโลก ซึ่งจะขยายขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่งทุกรายอย่างมีนัยสำคัญ