
เหลืออีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) ทั้ง Kalshi และ Polymarket รวมถึงโพลระดับชาติจาก Reuters/Ipsos ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (Democratic Sweep) ส่งผลให้พรรครีพับลิกันเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียอำนาจในรัฐสภา
ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ระบุว่า คะแนนนิยมพรรคเดโมแครตนำพรรครีพับลิกันอยู่ที่ 50% ต่อ 41% โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงหลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ฉุดให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 32% ซึ่งใกล้เคียงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
แม้ ไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากรีพับลิกัน จะออกมาปฏิเสธว่าโพลไม่ได้สะท้อนความจริงในระดับพื้นที่ แต่นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงจากการฟ้องร้องทางกฎหมายหลังการเลือกตั้ง (Legal Challenges) อาจยืดเวลาความไม่แน่นอนทางการเมืองออกไป ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ตลาดการเงินกังวลอย่างมาก
ด้านนโยบายการเงิน ผลสำรวจ CNBC Fed Survey ระบุว่านักวิเคราะห์และสถาบันการเงิน 93% คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ถึง 76% คาดว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม เพื่อรับมือเงินเฟ้อที่ขยายวงกว้างนอกเหนือจากราคาพลังงาน
ภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อและแรงกดดันราคาน้ำมันดิบดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ทรงตัวเหนือระดับ 5% ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นกรอบฐานใหม่ (New Band) ที่สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากภาระหนี้สาธารณะและงบลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ข้อมูลการเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ชี้ว่า นักลงทุนเพิ่มสถานะซื้อ (Long Positions) ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือนเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตามสถาบันการเงินเตือนว่า หาก ประธาน Fed เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ส่งสัญญาณ Hawkish มากกว่าคาด พอร์ตการลงทุนที่กระจุกตัวในฝั่งซื้ออาจเสี่ยงต่อแรงเทขายอย่างรุนแรงทันที