Buy America สู่ Bye America

นับตั้งแต่วิกฤตซับไพรม์สิ้นสุดลงในปี 2009 กลยุทธ์ “Buy America” เคยให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมแก่นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การเติบโตของกำไรบริษัท และการครอบงำในภาคเทคโนโลยีที่นำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

แต่วันนี้ ภูมิทัศน์การลงทุนโลกกำลังเปลี่ยนไป เมื่อปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Bye America”

ข้อมูลจาก LSEG/Lipper ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนสหรัฐฯ ถอนเงินออกจากผลิตภัณฑ์หุ้นสหรัฐฯ มากกว่า 75,000 ล้านดอลลาร์ และเฉพาะเพียง 8 สัปดาห์แรกของปี 2026 มีเงินไหลออกสูงถึง 52,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นอัตราการไหลออกในช่วงต้นปีที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 

สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์ทุนไหลออกครั้งนี้ดูหนักแน่นเป็นพิเศษคือ การที่นักลงทุนอเมริกันยอมถอนเงินกลับ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงถึง 10% ซึ่งตามตรรกะปกติควรทำให้การซื้อสินทรัพย์ต่างชาติ “แพงขึ้น” สะท้อนว่า แรงจูงใจในการหนีความเสี่ยงจากสหรัฐฯ มีพลังเหนือกว่าต้นทุนค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ

3 แรงส่งสำคัญผลักเงินออกจากสหรัฐฯ

เบื้องหลังการเคลื่อนย้ายทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แรงส่งสำคัญ คือ

  1. กับดักราคาแพง เมื่อหุ้นสหรัฐฯ แบก “พรีเมียม” สูงลิ่ว

P/E หุ้นอเมริกา

P/E ของตลาดหุ้นทั่วโลก | Source: World PE Ratio as of 20 Feb 2026

  • ปัจจุตลาดหุ้นสหรัฐฯ เทรดอยู่ที่ P/E 27-28 เท่า 
  • ขณะที่ยุโรป (STOXX 600) อยู่ที่ P/E 15 เท่า 
  • ญี่ปุ่น (Nikkei) P/E 17 เท่า 
  • และจีน (CSI 300) P/E 13.5 เท่า 

ความแตกต่างนี้หมายความว่าหุ้นสหรัฐฯ แพงกว่ายุโรปราว 45% และแพงกว่าจีนถึง 61% โดยไม่ได้รับประกันผลตอบแทนที่สูงกว่าในสัดส่วนเดียวกัน เมื่อแรงเติบโตจากเทคโนโลยีเริ่มชะลอลง คำถามจึงดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “ทำไมต้องจ่ายแพงเกินไป ในเมื่อมีตลาดที่ถูกกว่าและให้โมเมนตัมดีกว่า”

  1. ภาวะ AI Fatigue จากความเชื่อมั่น สู่ความกังขา

แรงขับเคลื่อนที่ 2 คืออาการ “ล้า” ในกระแส AI จากเดิมที่เชื่อว่า “ต้องมีหุ้น AI ให้มากที่สุด” กลายเป็น “หุ้น AI ราคาแพงเกินไปแล้ว” เช่น หุ้น Big Tech ที่เคยเป็นหัวลากอย่าง Nvidia ซึ่งเคยพุ่งทะยานกว่า 200% ในปี 2023 กำลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก เมื่อนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าฮาร์ดแวร์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ขณะที่กำไรที่แท้จริง (ROI) ยังดูคลุมเครือ

สถานการณ์นี้บีบให้เงินไหลจากหุ้นเติบโต (Growth) ไปสู่หุ้นคุณค่า (Value) โดยหมุนจากเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไปสู่หุ้นอุตสาหกรรม ธนาคาร และหุ้นตั้งรับในยุโรปและญี่ปุ่นแทน

  1. ปัจจัย “ทรัมป์” และกับดักดอลลาร์

นโยบายการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่คาดเดาได้ยาก ตั้งแต่การขู่ขึ้นภาษีไปจนถึงการแทรกแซงธนาคารกลาง (Fed) ได้สร้างความผันผวนเชิงโครงสร้างและกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง 10% ตั้งแต่ต้นปี 2025

เมื่อตัวเลขพิสูจน์ความจริง สหรัฐฯ กำลังรั้งท้าย

ผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือนของตลาดหุ้นทั่วโลก

ผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือนของตลาดหุ้นหลักทั่วโลก | Source: MacroMicro, MSCI as of 23 Feb 2026

หากดูผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน ภาพจะยิ่งชัดจนน่าตกใจ

  • เกาหลีใต้ (KOSPI) +150%
  • ตลาดเกิดใหม่ (EM) +39%
  • ญี่ปุ่น (Nikkei) +36%
  • ยุโรป (STOXX 600) +31%
  • สหรัฐฯ (S&P 500) +15% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ +18%)
  • สหรัฐฯ (Nasdaq) +17%

 

ความอืดอาด (Stagnation) ของตลาดสหรัฐฯ ตัดกับความร้อนแรงของภูมิภาคอื่นอย่างสิ้นเชิง โดยคำอธิบายเชิงโครงสร้างอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในแต่ละภูมิภาค

  • เกาหลีใต้ กลายเป็นขุมพลังชิปแห่งใหม่ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าจีน
  • ญี่ปุ่น หลุดพ้นยุคเงินฝืดในรอบ 17 ปี พร้อมกฎเหล็กที่บังคับให้บริษัทต้องซื้อหุ้นคืนและปันผลมากขึ้น
  • ยุโรป รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้กำไรธนาคารพุ่งกระฉูด โดยมีราคา (P/E) ถูกกว่าสหรัฐฯ ถึง 31%

 

ทั้งหมดนี้กำลังก่อรูปเป็นสิ่งที่เรียกว่า “The Great Global Rotation” ซึ่งไม่ใช่แค่การหมุนจาก Growth ไป Value ภายในตลาดหุ้น Wall Street แต่เป็นการย้ายสนามเล่นระดับโลก 

  • เงินไหลเข้า Emerging Markets แล้ว 26,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 
  • โดยเกาหลีใต้รับ 2,800 ล้านดอลลาร์ 
  • บราซิล 1,200 ล้านดอลลาร์ 
  • ยุโรปเองมีเงินไหลเข้า 7,000 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ทรัมป์รับตำแหน่ง พลิกจากยุค 2017-2021 ที่เงินไหลออก 17,000 หมื่นล้านดอลลาร์

 

แก่นแท้ของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่การ “หนีอเมริกา” อย่างตื่นตระหนก แต่คือการตั้งคำถามกับราคาที่จ่ายและความเสี่ยงที่แบกรับ จากยุค “ถ้าเติบโตราคาเท่าไรก็ยอม” (Growth at Any Price) และ “ลงทุนเพราะกลัวพลาด” (FOMO-driven) สู่ยุคที่ “มูลค่าคือสิ่งสำคัญ” (Value Matters) โดยนักลงทุนให้ความสำคัญกับคุณภาพ เงินปันผล และผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงมากขึ้น

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะไม่ได้ล่มสลาย แต่การที่นักลงทุนอเมริกันเองเริ่มกระจายเงินออกไป คือสัญญาณว่าความเชื่อเดิมกำลังถูกท้าทาย และในโลกการลงทุน เมื่อความเชื่อเปลี่ยน ทิศทางเงินทุนก็เปลี่ยนตาม และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสมดุลใหม่ในภูมิทัศน์การเงินโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า

โอกาสลงทุนกระจายความเสี่ยงนอกสหรัฐฯ

TEMXCH เป็นกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) โดยจะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) หรือบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งนอกกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่มีการดำเนินธุรกิจหลักอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) บริหารและจัดการโดย Invesco Management S.A.


อ้างอิง: Reuters, MacroMicro, World PE Ratio

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

TOP11NVM