
สรุปกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนสิงหาคม 2026 Earnings-Led Rally กำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาแข็งแกร่ง หนุนตลาดหุ้นทั่วโลกเดินหน้าไปต่อ
ทิศทางการลงทุนประจำเดือนสิงหาคม 2026 ก้าวเข้าสู่เฟส “Earnings-Led Rally” ตลาดหุ้นทั่วโลกเปิดโอกาสเข้าสู่แดนบวกอย่างสดใส รับผลประกอบการและประมาณการกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งเกินคาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นญี่ปุ่น
ขณะที่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน เริ่มคลี่คลายลง โดยสหรัฐฯ กำลังหาทางลงเพื่อควบคุมความเสี่ยงทางการเมืองก่อนเข้าสู่การประชุมระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอม (Mid-term Election) ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเปิดทางให้ Fed มีท่าทีผ่อนคลาย (Less Hawkish) กว่าที่ตลาดเคยตระหนก
แม้ในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิป (Hardware, Semiconductor, Memory) จะเผชิญการปรับฐานแรง แต่ผลประกอบการและงบลงทุน (CapEx) ของกลุ่ม Big Tech ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดได้ช่วยสนับสนุนปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยีที่ย่อตัวลงมากลับสู่ระดับที่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย และกลายเป็น “โอกาสในการทยอยสะสม” เพื่อรับรอบการเติบโตระลอกใหม่
Finnomena Funds แนะนำกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนสิงหาคม 2026 โดยเน้นการเลือกสรรสินทรัพย์ (Selective) ผ่าน 3 แกนหลักการลงทุน ดังนี้
1. The Earnings Powerhouses
สินทรัพย์ศักยภาพสูงที่ถูกขับเคลื่อนด้วยวัฏจักรการเติบโตของกำไร (Earnings-Led) แข็งแกร่ง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดหุ้นหลักที่ได้รับอานิสงส์ตรงจากงบลงทุน AI CapEx และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- Global Equity: แนะนำกองทุน ONE-ELITE11 K-GNEXT-A(A) และ KKP GNP
- Global Technology: แนะนำกองทุน K-GTECH + B-INNOTECH (จับคู่ Upside Capture จาก Growth Manager และ Downside Buffer จาก Value Manager)
- US Equity: แนะนำกองทุน KF-SP500M และ A-AIRR
- Japanese Equity: แนะนำกองทุน KT-JAPANALL-A
- European Equity: แนะนำกองทุน ES-EG-A และ U-WXUSFX
- Thai Equity: แนะนำกองทุน TISCOHD-A (หุ้นปันผลสูง รับอานิสงส์ Foreign Flow และ FDI)
2. The Dip & Catalyst Recovers
สินทรัพย์ที่ราคาปรับฐานลงมาจน Valuation น่าสนใจ หรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว (Catalysts) ที่พร้อมหนุนการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
- Korean Equity: แนะนำกองทุน KT-KOREA (รับอานิสงส์ AI Capex Cycle และ DRAM S-Curve ใหม่)
- Chinese Equity (H-Shares): แนะนำกองทุน KFCHINA-T10PLUS-A (รับแรงหนุนจาก AI Monetization, Cloud Revenue และการเร่งตัวของ CAPEX)
- EM Equity: แนะนำกองทุน K-SEMQ
- Vietnamese Equity: แนะนำกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KT-VIETNAM-A
3. Structural Growth & Strategic Defense
สินทรัพย์ที่ได้อานิสงส์เชิงโครงสร้างระยะยาวจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ยุค Agentic AI ความต้องการพลังงาน ตลอดจนสินทรัพย์สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอและป้องกันความเสี่ยงพอร์ต
- Grid Infrastructure: แนะนำกองทุน A-GRID (เติบโตตามความต้องการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าสำหรับ Data Center)
- Global Infrastructure: แนะนำกองทุน K-GINFRA-A(D)
- Global Healthcare: แนะนำกองทุน KKP GHC-A (รับดีล M&A จากภาวะ Patent Cliff)
- Solar Energy: แนะนำกองทุน LHSOLAR
- European Banks: แนะนำกองทุน M-EUBANK
- Defense: แนะนำกองทุน LHGDEFENSE-A
- Rare Earth: แนะนำกองทุน SCBRARE(A)
- Gold: แนะนำกองทุน K-GOLD-A(A) และ A-RING
สรุปมุมมองรายสินทรัพย์


หุ้นสหรัฐอเมริกา: Buy
- กำไรตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดคาดอย่างมากใน 2Q26 ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักต่อผลตอบแทนของตลาดหุ้น
- เราคาดว่า Fed จะไม่ Hawkish เท่าที่ตลาดคาดเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังพยายามหาทางลงจากสงครามก่อนการประชุมทรัมป์และสี จิ้นผิงในสิ้นเดือนกันยายน และก่อนเลือกตั้งกลางเทอม ล่าสุดเริ่มเห็นท่าทีที่ผ่อนคลายลงจากทางฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง
- ระดับ Valuation ของตลาดหุ้นที่ถูกลง ท่ามกลางแนวโน้มกำไรที่แกร่งขึ้นเรามองเป็นโอกาสสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ
- แนะนำทยอยสะสม KF-SP500M A-AIRR
หุ้นยุโรป: Buy
- ความคืบหน้าดีลสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง ลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจยุโรป ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเยอรมนีช่วยหนุน Upside ต่อ GDP Growth
- หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งเป็นสัดส่วนสูงในดัชนีได้อานิสงส์จากระดับดอกเบี้ยที่สูง และตลาดทุนที่ดีช่วยหนุนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ขณะที่การซื้อหุ้นคืนยังคงสูงช่วยหนุนต่อ Total return ของตลาดหุ้นยุโรป
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน ES-EG-A U-WXUSFX
หุ้นญี่ปุ่น: Strong Buy
- แม้ดัชนี TOPIX จะมีค่า P/E ค่อนข้างสูง (+1 S.D.) แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มโตต่อจากการปรับประมาณการกำไรขึ้น นำโดยกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีน้ำหนักรวมกันกว่า 41% ของดัชนี โดยกลุ่มธนาคารได้อานิสงส์จากท่าที Hawkish ของ BOJ ที่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อ ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์โตแรงจากกระแส AI และยอดส่งออกที่พุ่งสูง ควบคู่กับเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมชิปและ Physical AI จากรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน จนหนุนให้การลงทุนภาคธุรกิจฟื้นตัวชัดเจน
- ในระยะยาว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแรงหนุนจากการปฏิรูป Corporate Governance ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมผ่านการกดดันจากนักลงทุนเชิงรุก และการทำ Share Buyback ที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยดึงดูด Fund Flow ต่างชาติให้ไหลเข้าต่อเนื่อง
- ด้านค่าเงินยังมองว่าเยนอาจอ่อนต่อ เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับที่ผ่านมาตลาดรับรู้เรื่อง Unwind Yen Carry Trade มามากแล้ว
- แนะนำซื้อกองทุน KT-JAPANALL-A
หุ้นจีน: ปรับเพิ่มุมมองเป็น Buy (H-shares), Hold (A-shares)
- H-share มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง แม้อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอแต่ตลาดได้สะท้อนไว้ในราคาแล้วเป็นส่วนใหญ่ ภาครัฐยังคงสนับสนุนกลุ่ม Physical AI, Hardware และ Chip Supply Chain อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจ EV และ Quick Commerce ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ Hyperscaler เช่น Alibaba และ Tencent ได้รับประโยชน์จากการปรับประมาณการรายได้ Cloud ขึ้น และการถือหุ้นใน Private AI/Hardware ที่จะเข้าจดทะเบียนในอีกราว 6 เดือน CAPEX ของกลุ่ม Hyperscaler และ Foundry เร่งตัวขึ้นตามทิศทางสหรัฐฯ หุ้นกลุ่มนี้ยังมีสถานะเงินสดสุทธิที่เอื้อต่อการซื้อหุ้นคืน ประมาณการกำไร HSTECH เร่งตัวทัน A-share Technology แล้ว โดยรวมมองว่าผลประกอบการเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักมากกว่าการรอมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน KFCHINA-T10PLUS-A (H-share) และคงสัดส่วนใน FP CNGLOV (A-share)
หุ้นอินเดีย: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Hold
- ภัยแล้งที่รุนแรงน้อยกว่าคาด ปริมาณน้ำฝนสะสมติดลบร้อยละ 14.6 เทียบกับร้อยละ 32 ต้นฤดู ทำให้ประมาณการเงินเฟ้อไตรมาส 3-4 ปรับลดลงเล็กน้อย สินเชื่อส่วนบุคคลโตร้อยละ 15.8 YoY ในขณะที่ LDR อยู่ระดับไม่สูงที่ร้อยละ 82.7 และประมาณการกำไรกลุ่มการเงินดีขึ้น ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ดีกว่าคาดร้อยละ 6 แม้ PMI ภาคการผลิตและบริการจะต่ำสุดในรอบ 4 ปี แต่ประเมินว่าตลาดรับรู้ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ RBI เริ่มมาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินผ่านบัญชี NRI ระดมทุนได้แล้ว 17,000 ล้านดอลลาร์จากเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เงินรูปีแข็งค่าขึ้น
- คงสัดส่วนการลงทุนใน TISCOINA-A / B-BHARATA
หุ้นเกาหลีใต้: ปรับเพิ่มุมมองเป็น Buy
- การใช้งาน AI ที่ยังแข็งแกร่ง และ CAPEX ที่เร่งตัวขึ้นทั้งฝั่ง Hyperscaler จีนและสหรัฐฯ ทำให้การขยายตัวรอบนี้กระจายตัวมากขึ้น ราคาหุ้นปรับฐานลงแล้วราวร้อยละ 20 จากมุมมองรอบก่อน และร้อยละ 50 จากจุดสูงสุด ช่วยลดความเสี่ยงด้าน Margin ลงได้ระดับหนึ่ง
- ธุรกิจ AI ถือเป็น S-curve ใหม่ที่ทำให้ DRAM ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์เต็มรูปแบบ ขณะที่อุปสงค์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อุปทานจากโรงงานใหม่คาดเริ่มเร็วสุดไตรมาส 2-3 ปี 2570 ซึ่งยังปลอดภัยในกรอบ 6 เดือนข้างหน้า
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-KOREA
หุ้นไทย: Buy
- อัตราดอกเบี้ยไทยที่ระดับ 1% หนุนให้นักลงทุนกลุ่ม Yield Seeker ปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจจากปันผลที่สูง ประกอบกับเริ่มมีเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) ไหลกลับเข้ามา ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขยายตัวจากการเร่งตุนสินค้าคงคลังรับมือความไม่แน่นอนจากสงคราม สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพใหญ่ การส่งออกยังขยายตัวระดับสองหลักนำโดยกลุ่ม Electronics เช่นเดียวกับเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่ไหลเข้าต่อเนื่องในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลโดยมีมาตรการ BOI Fast Pass ช่วยเร่งรัดการลงทุน ทางด้านภาคการท่องเที่ยวแม้จะชะลอตัวชั่วคราวจากผลกระทบของสงคราม แต่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวในอนาคตเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและค่าน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยกดดันให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงและกลับมาหนุนการท่องเที่ยวอีกครั้ง
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน TISCOHD-A ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นปันผลสูง
หุ้นเวียดนาม: Buy
- เวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อปลดล็อกการเติบโตในระยะยาว หนุนโดยเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานช่วงปี 2026–2030 ที่ดึงดูดทุนข้ามชาติ ควบคู่กับตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมที่ยังแข็งแกร่งจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยยอดขายปลีก (Retail Sales) ยังขยายตัวได้ดีที่ระดับ 12.7% ตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ควบคู่ไปกับภาคการผลิตที่กลับมาขยายตัวโดดเด่น (PMI 52.9) จากคำสั่งซื้อใหม่และการส่งออกที่เติบโตสูงถึง +28.1% รวมทั้งยังมีปัจจัยหนุนจากการอัปเกรดเข้าสู่ EM โดย Flow จะไหลเข้าในเดือนกันยายน
- แนะนำทะยอยสะสมกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A KT-VIETNAM-A
หุ้นโลก: Buy
- ตลาดหุ้นโลกในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังมีแนวโน้มเป็นบวก โดยมีแรงหนุนหลักจากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง ซึ่งสหรัฐฯ ได้แรงส่งจากกำไรใน 2Q26 ที่ออกมาดีกว่าคาดมาก ประกอบกับท่าทีของ Fed ที่ผ่อนคลายลงเนื่องจากสหรัฐฯ พยายามหาทางลงจากสงครามก่อนการประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง และการเลือกตั้งกลางเทอม ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับลงและระดับ Valuation ถูกลงจนน่าสะสม
- ขณะที่ยุโรปได้อานิสงส์จากดีลสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยลดราคาพลังงาน มาตรการกระตุ้นจากเยอรมนี รวมถึงกลุ่มธนาคารและการทำ Share Buyback ที่อยู่ในระดับสูง ส่วนญี่ปุ่นมีแรงขับเคลื่อนจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไร นำโดยกลุ่มธนาคารที่รับผลบวกจากการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI และการส่งออก ผสานกับการปฏิรูป Corporate Governance ที่ช่วยดึงดูด Fund Flow ต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน ONE-ELITE11 K-GNEXT-A(A) KKP GNP
หุ้น Emerging Market: ปรับเพิ่มุมมองเป็น Buy
- เราปรับเพิ่มมุมมอง EM ขึ้นเป็น Buy ตามการปรับเพิ่มมุมมองหุ้นจีน (H-shares) และหุ้นเกาหลีใต้เป็น Buy ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี EM จึงเลือกลงทุนผ่าน K-SEMQ เพื่อรับอานิสงส์จากมุมมองเชิงบวกทั้งสองตลาดนี้
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน K-SEMQ
หุ้นเทคโนโลยี: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Strong Buy
- ในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเผชิญกับความผันผวน และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะกลุ่ม Hardware, Semiconductor, Memory เกิดการปรับฐานแรง อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายเดือน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาฟื้นได้อีกครั้งหลังจากการประกาศงบของบริษัทใหญ่อย่าง Microsoft และ Amazon ที่รายงานงบออกมาดีกว่าที่คาด และประกาศเพิ่มวงเงินลงทุน ทำให้เกิดปัจจัยเชิงบวกอีกครั้งหลังจากที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเกิดการปรับฐาน
- ทำให้เมื่อมองในมุม Valuation หุ้นกลุ่มนี้กลับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย และคาดการณ์กำไรและเงินลงทุนยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้เรามีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
- แนะนำซื้อกองทุน K-GTECH + B-INNOTECH โดยแนะนำลงทุนทั้งสองกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง
หุ้น Healthcare: Buy
- ภาพรวมกลุ่ม Healthcare โตเด่นจากภาวะ Patent Cliff (สิทธิบัตรยาหมดอายุ) ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดดีล M&A พุ่งสูงจนเกือบเท่าครึ่งแรกของปีก่อน ด้านความกังวลเรื่องการกดดันราคายาจากโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มคลายตัวลงหลังส่งสัญญาณผ่าน Truth Social ส่วนยอดขายยาลดน้ำหนักและเบาหวานกลุ่ม GLP-1 ยังคงเติบโตอย่างร้อนแรง แม้อุตสาหกรรมจะเผชิญความเสี่ยงจากการประกาศ Tariff 100% ในกลุ่มยารักษาโรคที่จดสิทธิบัตร (Patented Drugs) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่บริษัทยังมีช่องทางเจรจาต่อรอง ทำให้ปัจจัยลบดังกล่าวสะท้อนไปในประมาณการกำไรที่ถูกปรับลดลงในช่วงสั้นแล้ว และหากสถานการณ์กำแพงภาษีชัดเจนขึ้น หุ้นกลุ่ม Healthcare จึงยังคงมีความน่าสนใจในระยะถัดไป
- แนะนำทยอยสะสม KKP GHC-A
หุ้น Grid Infrastructure: Buy
- ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการใช้งาน AI และ Data Center ซึ่งจะส่งผลโดยตรงมายังความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า (Grid Infrastructure) จากการเข้ามาของ Agentic AI ซึ่งจะทำให้ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นจากการที่ AI ทำงานตลอดเวลา ทำให้ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะแหล่งกักเก็บไฟสำหรับ Data Center
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน A-GRID
หุ้น Solar Energy: Buy
- โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีจุดเด่นสำคัญคือ Time-to-Market ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานรูปแบบอื่น ๆ ทำให้มีการเร่งสร้าง Solar Farm เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้นจากการใช้งาน Data Center อุปสงค์และอุปทานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าอยู่ในจุดที่สมดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปี 2023-24 ที่มีการเร่งผลิตแผง Solar จนเกิดภาวะ Oversupply และส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่ม Solar ในช่วงเวลานั้น
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน LHSOLAR
หุ้น Nuclear Energy: Sell
- ถึงแม้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีจุดเด่นที่สามารถ Operate ได้ตลอดเวลา แต่การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความเสี่ยงสำคัญในเชิงการดำเนินงาน เพราะอุบัติเหตุสามารถนำไปสู่ภัยพิบัติร้ายแรงได้ นอกจากนี้ยังมี Time-to-Market ที่นาน ทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง
- แนะนำทยอยลดสัดส่วน
หุ้น Blockchain: Hold
- ราคา Bitcoin เกิดการปรับฐานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 และในปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้น หุ้นกลุ่มเหมือง Bitcoin ส่วนใหญ่เริ่มปรับธุรกิจเป็นทำ Data Center และจำหน่ายพลังงานการคำนวณให้กับผู้เช่า อย่างไรก็ดีหุ้นกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงการทำธุรกิจ Data Center เมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มอื่น เรามองว่าหุ้นกลุ่ม Blockchain มีความน่าสนใจน้อยกว่าภาพรวมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่สามารถเข้าลงทุนระยะสั้นด้วยปัจจัยเทคนิคได้
- แนะนำลงทุนระยะสั้นตามสัญญาณเทคนิค
หุ้น Rare Earth: Buy
- ปัจจัยหนุนหลักของหุ้นกลุ่ม Rare Earth มาจากความพยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของแร่กลุ่ม Rare Earth จากจีน ซึ่งทำให้สหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตร ต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการขุดและสกัดแร่ดังกล่าวนอกจีน ซึ่งหนุนให้ปริมาณการขายแร่สูงขึ้น แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ $110/kg. สำหรับนีโอไดเมียม-แพรซีโอไดเมียม $2,050/kg. สำหรับเทอร์เบียม และ $575/kg. สำหรับไดสโปรเซียม ผ่านข้อตกลงการสนับสนุนกับ MP Materials และ USA Rare Earth เพื่อลดผลกระทบของการปรับตัวลดลงของแร่หายาก นอกจากนี้จับตาการพบปะกันระหว่างทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่สหรัฐฯ สิ้นเดือนกันยายน ซึ่งคาดว่าสหรัฐฯ มีโอกาสหารือเกี่ยวกับการจัดซื้อแร่ยุทธศาสตร์กับจีน
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน SCBRARE(A)
หุ้น Defense: Buy
- หุ้นกลุ่ม Defense เกิดการปรับฐานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จากปัจจัยเรื่อง Valuation ที่สูงเกินไป (ตลาด Price-in เรื่องความไม่สงบ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์จริง) และงบของหุ้นกลุ่ม Defense ที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มนี้ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากความต้องการเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์จากปัจจัยเรื่องความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
- แนะนำทยอยสะสม LHGDEFENSE-A
Global Infrastructure: Buy
- ความต้องการไฟฟ้าสหรัฐฯ เร่งตัวต่อเนื่องในอีก 30 ปี หนุนโดย CAPEX ของ Big Tech ที่ส่งผลบวกตรงต่อ US Utilities Infrastructure ขณะที่ LNG Exports สหรัฐฯ เติบโตต่อเนื่อง 5 ปีและอัตราการเติบโตเร่งขึ้น ด้านยุโรปได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังผ่อนคลาย โดยเฉพาะการปลดล็อก Debt Brake เยอรมนี และ ReArm Europe ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญในด้าน Valuation หุ้นกลุ่ม Global Infrastructure มี Valuation ที่ต่ำกว่าหุ้นโลก อย่างไรก็ดีหุ้นกลุ่ม European Infrastructure มี Valuation ที่แพงกว่าภาพรวม จึงแนะนำเน้นลงทุนใน U.S. Infrastructure มากกว่า
- แนะนำทยอยสะสม K-GINFRA-A(D)
Natural Gas: Strong Sell
- หุ้นกลุ่ม Natural Gas เป็นกลุ่มที่ราคาวิ่งตามราคาแก๊สโลก ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรงตามความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการขนส่งแก๊สธรรมชาติทางเรือ อย่างไรก็ดี ในมุมมองปัจจุบันที่เรามองว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ เราคาดว่าราคาแก๊สธรรมชาติจะปรับตัวลงในอนาคต จึงไม่แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้
- แนะนำลดสัดส่วน
European Banks: Strong Buy
- หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปกำไรเติบโตระดับกลางๆ แต่มีปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ECB หนุนต่อ NIM ด้านตลาดการเงินที่คึกคักช่วยหนุนต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของหุ้นธนาคาร การซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผลสูงมากคิดเป็น Shareholder yield 7% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อผลตอบแทนโดยรวม
- แนะนำซื้อ M-EUBANK
ตราสารหนี้โลก: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Strong Buy
- Bond Yield สหรัฐฯ มีโอกาสผ่านจุดพีคหลังสหรัฐฯ เสนอ FIMA Repo แก่ญี่ปุ่นในการแทรกแซงค่าเงินเยนเพื่อลดผลกระทบจากการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง (High Level of Yield) ดึงดูดมากพอที่จะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับ (Carrying Yield Cushion) ช่วยปกป้องผลตอบแทนรวม (Total Return) จากความเสี่ยงขาลงได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านกลับมามีท่าทีคลี่คลายลงจะหนุนให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง และทำให้ Fed มีโอกาสไม่ Hawkish อย่างที่ตลาดคาด เราจึงมองว่าตราสารหนี้ ณ ปัจจุบันมี Risk/Reward ที่น่าสนใจ
- แนะนำซื้อ K-GDBOND-A(A)
ตราสารหนี้ไทย: Buy
- Bond Yield ของไทยมีโอกาสปรับตัวลดลง ตาม Bond Yield สหรัฐฯ จากแนวโน้มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่คลี่คลายลง จากสถิติในอดีต Bond Yield ไทย มักเคลื่อนไหวตาม Bond Yield สหรัฐฯ ด้าน Valuation เริ่มน่าสนใจโดย Term Spread สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ GDP growth Regime ปัจจุบัน สำหรับ Ultra Long Bond เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นสะท้อนจาก 2-30Y Spread ที่กว้างขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ยังสูงกว่าในอดีต จึงเป็นโอกาสในการสะสม
- ทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น KKP PLUS หรือเพิ่ม Duration ผ่านกองทุนระยะกลาง KFAFIX-A ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม
USDTHB: ปรับลดมุมมองเป็น Hold
- ค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าด้วยตัวเองหลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายลง ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มผสมผสานจากรัฐบาลที่กำลังพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และ FDI ที่ไหลเข้า จึงทำให้แนวโน้ม USDTHB มีทิศทาง Sideways
- แนะนำถือกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศแบบไม่ Hedge ค่าเงิน กองทุน K-GSF(UH)
ทองคำ: Buy
- แรงซื้อจากฝั่งธนาคารกลางทั่วโลก (โดยเฉพาะจีน) ยังดำเนินต่อเนื่องซึ่งเป็น Structural Demand ของทองคำ ความคืบหน้าข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านจะช่วยให้ Bond Yield ปรับตัวลงช่วงสั้นๆ เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาของนักลงทุนรายย่อยซึ่งสะท้อนผ่าน ETF flow ในกลุ่ม Precious Metals ที่พลิกกลับมาเป็น Inflow ในเดือนกรกฎาคม
- แนะนำทยอยสะสม K-GOLD-A(A) A-RING
Commodities: Hold
- แม้ล่าสุดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะคลี่คลายลง แต่เรามองสินค้าโภคภัณฑ์ในฐานะ “Hedging position” โดยให้บทบาทเป็น real‑asset sleeve ขนาดจำกัดในพอร์ต (เช่น 5–10% ของมูลค่าพอร์ต) เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก shock ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของเงินเฟ้อ ซึ่งมักเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างจากหุ้นและตราสารหนี้
- แนะนำ Hedging พอร์ตด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านกองทุน SCBCOMP
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
- ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
- ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
- One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
- Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
- Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ
คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
A-AIRRA-GRIDA-RINGB-BHARATAB-INNOTECHDIYES-EG-AFINNOMENA PORTFINNOMENA PORT StrategyFP CNGLOVInvestment OutlookK-GDBOND-A(A)K-GINFRA-A(D)K-GOLD-A(A)K-GSF(UH)K-GTECHK-SEMQKeptKF-SP500MKFAFIX-AKFCHINA-T10PLUS-AKKP GHC-AKKP GINFRAEQ-HKKP GNPKKP PLUSKT-JAPANALL-AKT-KOREAKT-VIETNAM-ALHGDEFENSE-ALHSOLARM-EUBANKONE-ELITE11PORT StrategyPRINCIPAL VNEQ-ASCBCOMPSCBRARE(A)TISCOHD-ATISCOINA-AU-WXUSFXจัดพอร์ตเศรษฐกิจ
