
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “หุ้นจีน” กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงในหมู่นักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของ A-Shares ที่พุ่งขึ้นแรง การกลับมาของกระแส AI จีน หรือการเคลื่อนไหวของกองทุนต่างประเทศที่ทยอยหันมามองจีนอีกครั้ง
ความสนใจเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีจุดร่วมที่สำคัญคือ “ห่วงโซ่อุปทานชิป (China Chip Supply Chain)” ซึ่งกำลังถูกผลักดันทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อทำให้จีนลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ และสร้างฐานอุตสาหกรรมของตัวเองอย่างแข็งแรง
ห่วงโซ่อุปทานชิปจีน ภาพใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ “ทำชิปเองได้”
การผลิตชิปไม่ได้เป็นแค่เรื่องของโรงงานหรือการออกแบบเพียงขั้นตอนเดียว แต่มันคือระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการพัฒนา โดยห่วงโซ่อุปทานชิปจีนแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลัก
- Designer (Fabless) – ผู้ออกแบบชิป AI เช่น Cambricon, Huawei, Baidu, Alibaba ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่โลกอย่าง NVIDIA
- Foundries – โรงงานรับจ้างผลิต เช่น SMIC (ผลิตชิป 7nm), Hua Hong Group (28–55nm) เทียบกับ TSMC (3nm) ของไต้หวัน
- End Products – การนำชิปไปใช้จริงในสมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีชื่ออย่าง Huawei, BYD, Lenovo ซึ่งเป็นคู่แข่งตรงของ Apple, Tesla, Dell
นี่คือ Ecosystem ที่รัฐบาลจีนผลักดันเต็มที่ ทั้งการอัดเงินลงทุน และการสร้างแรงจูงใจให้อุตสาหกรรมในประเทศไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ
โดยล่าสุด IDC (International Data Corporation) บริษัทวิจัยตลาดและที่ปรึกษาชั้นนำจากสหรัฐฯ คาดว่า ส่วนแบ่งตลาดของชิปจีนอาจแตะ 40% ในครึ่งแรกของปี 2025 และทะลุ 50% ได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งถือว่าเป็น “จุดพลิกประวัติศาสตร์” หากเทียบกับช่วงหลายปีก่อนที่จีนยังแทบไม่มีที่ยืน
หุ้นชิปจีน ตัวเลขสะท้อนความเชื่อมั่น
ความคึกคักนี้สะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่พุ่งแรง
- Cambricon ผู้ออกแบบชิป AI | +11% ในวันเดียว (เมื่อวันที่ 27 ส.ค 2025) และ +447% YoY*
- Envicool ระบบทำความเย็น Data Center | +322% YoY*
- Zhongji Innolight โมดูลไฟเบอร์ออปติก | +180% YoY*
- Luxshare อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ | +148% YoY*
*หมายเหตุ: ราคาหุ้น ณ วันที่ 8 ก.ย. 2025
ขณะที่ยักษ์ใหญ่โรงงานผลิตอย่าง SMIC และ Hua Hong ก็เริ่มได้รับแรงซื้อกลับ หลังจากถูกจับตามองว่าเป็นแกนหลักของ Supply Chain จีน
AI คือเชื้อเพลิงใหม่ของเศรษฐกิจจีน
อีกประเด็นที่ทำให้หุ้นชิปจีนร้อนแรงคือ ‘คลื่น AI’ ที่กลับมาคึกคัก โดยมีข่าวว่า Baidu, ByteDance, Alibaba และ Tencent ต่างทุ่มลงทุนสร้าง Data Center ของตัวเอง ขณะที่ Alibaba เพิ่งประกาศแผนลงทุนใน AI 380,000 ล้านหยวน (ราว 53,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.6 ล้านล้านบาท) ภายใน 3 ปีข้างหน้า
นี่คือการเคลื่อนไหวที่สอดรับกับทิศทางโลก เพราะการใช้ AI ไม่ได้หยุดอยู่ที่ Chatbot หรือโมเดลภาษา แต่กำลังเชื่อมโยงไปยัง รถยนต์ไฟฟ้า เมืองอัจฉริยะ และการแพทย์ ซึ่งจีนมีจุดแข็งด้านการผลิตสินค้าจริง (Hardware) อยู่แล้ว
China Chip Supply Chain จีนกำลังเขียนเกมใหม่บนเวทีโลก
การลงทุนในจีนไม่ใช่เรื่องของ “เชียร์หรือไม่เชียร์” แต่คือการมองให้ออกว่า จีนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยี และหนึ่งในเสาหลักสำคัญก็คือ Chip Supply Chain ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ไปจนถึงการนำไปใช้ในสินค้าอย่างสมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์
ไม่กี่ปีก่อน การลงทุนในหุ้นจีนถูกมองว่าเสี่ยงเพราะเจอเศรษฐกิจชะลอและนโยบายรัฐที่ไม่แน่นอน แต่วันนี้ Narrative กำลังเปลี่ยน จีนไม่ได้แข่งแค่เรื่องปริมาณอีกต่อไป แต่กำลังแข่งด้วยเทคโนโลยีที่จะกำหนดตำแหน่งของประเทศในเศรษฐกิจโลก
กองทุนที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จาก China Chip Supply Chain
- MEGA10AICHINA-A – โฟกัสตรงไปที่หุ้น AI จีน และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์การประมวลผลยุคใหม่
- SCBMLCAA – ลงทุนหุ้นจีน All-China เพื่อการโอกาสไปกับเศรษฐกิจจีน คัดเลือกหุ้นโดยใช้ Machine Learning ด้วยข้อมูลหลากหลายมิติ
- ES-STARTECH – ลงทุนใน 50 บริษัทชั้นนำที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนในกระดานหุ้น STAR Market
- FP CNGLOV – โดดเด่นด้วยความเป็นกอง Active เน้นหุ้นจีนที่แข่งขันได้ในระดับโลก โดยมีน้ำหนักมากในกลุ่ม IT (30%), Industrials (25%) และ Consumer Discretionary (22%) รวมถึงหุ้นที่อยู่กลางห่วงโซ่ชิป เช่น Zhongji Innolight, Luxshare, Foxconn
เมื่อห่วงโซ่ชิปจีนกำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของเศรษฐกิจโลก คำถามอาจไม่ใช่ “จีนจะทำชิปได้เทียบโลกตะวันตกหรือไม่?” แต่คือ “เราจะเลือกอยู่ในเกมนี้ หรือแค่เฝ้าดูอยู่ข้างสนาม?”
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
