ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ประสบความสำเร็จ ในการเดินทางสานฝันสร้างเงินล้าน มาถึงจุดส่งต่อความมั่งคั่งกันแล้ว กว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เชื่อว่าหลายคนได้รับประสบการณ์ และบทเรียน ชีวิตมาไม่มากก็น้อย

อ่านย้อนหลัง
ตอนที่ 1 เงินสำรองฉุกเฉินสำคัญไฉน

ตอนที่ 2 ปกป้องเงินของคุณ ด้วย “ประกันชีวิต”
ตอนที่ 3 ลงทุนแบบไหนดีที่สุด
ตอนที่ 4 เคล็ด(ไม่)ลับ เปลี่ยนภาษีเป็นเงินเก็บ

การลงทุนเก็บเงิน เปรียบได้กับการปลูกต้นไม้ ที่ช่วงแรกเราคอยรดน้ำพรวนดินให้ต้นไม้นั้นเติบโตเร็วๆ หลายสิบปีผ่านไป ต้นไม้เจริญเติบโตเป็นไม้ใหญ่ มีลำต้นแข็งแรง ให้เราได้เก็บกินผลและหมั่นดูแลรักษาเท่านั้น

ส่วนการบริหารเงินยามบั้นปลายของชีวิต คล้ายกับการดูแลต้นไม้ใหญ่ เป็นการดูแลเงินต้นและสร้างดอกผลไว้เก็บกิน

เราสามารถแบ่งรูปแบบการส่งต่อความมั่งคั่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ

  1. ช่วงเวลาที่เจ้าของเงินยังมีชีวิตอยู่
  2. ช่วงเวลาภายหลังที่เจ้าของเงินจากไป หรือ ตายไปแล้วนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่เจ้าของเงินยังมีชีวิตอยู่นั้น การเตรียมความพร้อมเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งนั้น สามารถทำได้ผ่านทรัพย์สินประเภทต่างๆ เช่น โอนเงินสด ที่ดิน หุ้น กองทุน เป็นต้น ทั้งการมอบให้ลักษณะนี้มีข้อจำกัดและข้อควรระวังเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และภาษีการรับให้

นอกจากส่งต่อมรดกผ่านทรัพย์สินประเภทต่างๆ แล้ว อีกมีอีกประเภทที่คนส่วนมากนิยมใช้กัน นั่นก็คือวางแผนส่งมอบความมั่งคั่งผ่าน “กองมรดก” ภายหลังเสียชีวิตนั่นเอง เพราะในช่วงบั้นปลายชีวิตเจ้าของทรัพย์สินก็ได้เก็บกินดอกผลของเงินตัว

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อแล้วมีการเสียชีวิตแล้ว  สิ่งที่ตามมาทันทีคือ “มรดก”

มรดก คืออะไร?

มรดก คือ ทรัพย์สิน หนี้สิน และ สิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบ เช่น ความรับผิดที่ต้องชดเชยค่าเสียหายแทน และ สิทธิในสัญญาต่างๆ เป็นต้น

แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ สำหรับใครที่มีหนี้สิน และกลัวว่าลูกหลาน คนข้างหลัง จะต้องรับหนี้แทนเรา หากเราตายไปก่อนอการรับมรดกนั้น ผู้รับจะหนี้สินแทนผู้เสียชีวิต ไม่เกินทรัพย์สินที่มีอยู่แล้ว

ยกตัวอย่าง กรณีที่ 1

มีเงิน 1 ล้านบาท หนี้สิน 2 ล้านบาท –> ผู้รับมรดก จะรับหนี้สินเป็นจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งหักล้างกับเงิน 1 ล้านบาทพอดี เท่าศูนย์ ไม่ได้รับเงินเพราะคืนหนี้ไป 1 ล้าน และไม่เสียเงินเพิ่ม

ยกตัวอย่าง กรณีที่ 2

มีเงิน 1 ล้านบาทเหมือนเดิม หนี้สิน 8 แสนบาท –> ผู้รับมรดก จะรับหนี้สินเป็นจำนวน 8 แสนบาท และยังได้รับเงิน ส่วนต่างอีก 2 แสนบาท

นอกจากคำว่า “มรดก” แล้ว อีกคำที่อยากให้ทุกคนรู้จัก คือ “เจ้ามรดก”

เจ้ามรดก คืออะไร?

เจ้ามรดก คือ เจ้าของทรัพย์สินในกองมรดก หรือ เรียกง่ายๆ ว่าผู้เสียชีวิตนั่นเอง

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ

ใครเป็นผู้รับมรดก?

สำหรับเจ้ามรดกที่ไม่มีพินัยกรรม

หากเจ้ามรดกไม่เคยได้เตรียมทำพินัยกรรมไว้เลย มรดก ก็จะตกไปสู่ “ทายาทตามกฎหมาย” ซึ่งมี 6 ลำดับตามนี้

ทายาทลำดับ 1 ผู้สืบสันดาน คือ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายถึง ลูกที่เกิดภายใต้ทะเบียนสมรส หรือ ลูกที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองบุตร แต่ในกรณีเป็นมารดาก็ง่ายหน่อย เกิดมาจากท้องเรา ก็นับเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายทันที และรวมถึงบุตรบุญธรรม

ทายาทลำดับ 2 พ่อแม่ หากหมายถึงพ่อ ต้องเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ทายาทลำดับ 3 พี่น้องที่เกิดกับพ่อแม่เดียวกัน

ทายาทลำดับ 4 พี่น้องที่เกิดกับพ่อหรือแม่เดียวกัน

ทายาทลำดับ 5 ปู่ย่าตายาย

ทายาทลำดับ 6 ลุงป้าน้าอา

หลายคนสงสัยว่า… แล้วคู่สมรสไปไหน?

คู่สมรสที่จะมีสิทธิรับมรดกนั้น ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นนะคะ และสิทธิในการรับมรดกของคู่สมรสนั้น แตกต่างไปตามทายาทตามกฎหมายที่ได้รับมรดกค่ะ เพราะฉะนั้นการรับมรดกของคู่สมรสมจึงมีหลายกรณี ตัวอย่างเช่น

  1. มีคู่สมรส ทายาทลำดับ 1 เช่น ลูกเป็นผู้รับมรดก คู่สมรสจะมีสิทธิเท่ากับเป็นผู้รับมรดก 1 คน  จะต้องนำทรัพย์มรดกมาหารเท่าๆ กันตามจำนวนคนที่มีอยู่ เช่น มีภรรยาและลูก 3 คน ต้องนำทรัพย์สินมาหาร 4 โดยแต่ละคนจะได้รับมรดกไปคนละ 1/4 เท่ากัน
  2. มีคู่สมรส ทายาทลำดับ 2 คือ พ่อแม่ (ไม่มีลูก) เป็นผู้รับมรดก ในกรณีนี้คู่สมรสได้รับมรดกไปครึ่งหนึ่งของกองมรดก และเหลืออีกครึ่งหนึ่ง พ่อแม่จะได้รับไปคนละเท่าๆ กัน
  3. มีคู่สมรส ลูก และพ่อแม่ กรณีนี้จะคล้ายกับกรณีที่ 1 คือ ต้องนำมรดกมาแบ่งเป็นส่วนเท่าๆ กัน เช่น มีภรรยา ลูก 2 คน พ่อและแม่ จะต้องนำทรัพย์มรดกมาหาร 5 ส่วน แล้วจึงแบ่งกันไป

3 กรณีนี้เป็นกรณีที่มักพบเจอได้บ่อย ในรายละเอียดของการรับมรดกของคู่สมรสนั้น อาจมีกรณีอื่นๆ ที่มากกว่านี้ ขอไว้เขียนในครั้งหน้า เพื่อความไม่สับสนนะคะ

การรับมรดกตามกฎหมายนั้นถือหลัก ญาติสนิทตัดญาติห่าง นั่นหมายความว่า ถ้าทายาทลำดับต้นๆ ยังมีชีวิตอยู่ ทายาทลำดับหลังๆ ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดก เราจึงเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในละคร บ่อยครั้งที่มีการฆ่ากันเพื่อแย่งชิงมรดก

สำหรับเจ้ามรดกที่มีพินัยกรรม

พินัยกรรมเป็นเอกสารศักดิ์สิทธิ์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่เขียนในพินัยกรรมเลยค่ะ ไม่นำหลักเกณฑ์เรื่องทายาทโดยธรรมเข้ามาใช้ ถึงแม้ว่าบุคคลผู้รับมรดกจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันตามกฎหมายกับเจ้าของมรดกเลย ทุกอย่างเจ้าของทรัพย์ผู้เขียนพินัยกรรมสามารถกำหนดได้

วิธีการเขียนพินัยกรรมมีหลายวิธีนะคะ แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือ เราสามารถเขียนเองได้เลย โดยต้องเขียนด้วยลายมือเราเองทั้งฉบับ และเขียนไว้สองฉบับ และอย่าลืมบอกคนอื่นด้วยนะคะว่าเก็บไว้ไหน ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าพินัยกรรมที่เราเขียนไว้ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะไม่มีใครรู้

ไม่มีใครรู้วันสุดท้ายของลมหายใจ… เราไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน สิ่งที่ดีที่สุด เราควรวางแผนเตรียมการตั้งแต่วันที่มีแรงกาย แรงใจจะทำได้ การจัดทำพินัยกรรมไว้ถือเป็นแผนในการรับมืออย่างหนึ่งเพื่อการส่งต่อความมั่งคั่งให้ได้ตรงตามความต้องการของเรามากที่สุด


สำหรับใครที่สนใจพอร์ตการลงทุน แบบดูแลเงินต้น และสร้างดอกผลไว้เก็บกิน  ก่อนที่จะส่งความมั่งคั่งต่อให้คนข้างหลัง

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ