ง่ายคือไม่ง่าย

ได้อรรถรสกันเต็มที่กับภาพตลาดหุ้นทั่วโลกในตอนนี้ สั้น ๆ เลยว่า “พัง” ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปเจอสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติโควิดตอนเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

S&P500 Index ดิ่งลง -5.6% EURO STOXX ลง -7.4%

ขณะที่ SET Index ลงหนักเหลือเกิน โดย -1% เองจ้า บอกแล้วว่า เราเจอเรื่องหนัก ๆ มาจนชิน (โปรดย้อนกลับไปอ่านบทความ คำเตือนจากเยอรมัน)

ยุโรปเจอวิกฤติพบผู้ป่วยโควิด19 รายใหม่พุ่งขึ้นมหาศาล ทั้ง ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เยอรมัน สหราชอาณาจักร เบลเยียม สวิสเซอร์แลนด์ ทุกประเทศเจอกันหนักหน่วงมากกว่ารอบแรกในช่วง มี.ค.-พ.ค. หลายเท่าตัว

ฝรั่งเศส เป็นประเทศเศรษฐกิจแรกของยุโรปที่ประกาศปิดเมืองอีกครั้ง ส่วนประเทศอื่น ๆ อิตาลี สเปน เยอรมัน ยังปิดแค่บางส่วน (เช่น ปิดบาร์ หรือปิดสถานที่เสี่ยง) หรืออย่างสเปนเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวช่วงกลางคืน

คาดว่าอีกไม่นานประเทศต่าง ๆในยุโรปจะทำการปิดเมืองตามฝรั่งเศส ผมเองก็ลุ้นให้อังกฤษประกาศควบคุมโรคและหยุดแข่งฟุตบอลสักที เอาแบบหยุดไปยาว ๆ 3 เดือนแบบรอบที่แล้วยิ่งดี ทีนี้ภาพหลอน ความยากลำบากช่วงปิดเมือง ธุรกิจต่าง ๆ ต้องหยุดดำเนินการ กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เป็นแบบนี้ตลาดหุ้นก็ไปก่อนเพื่อนเลย

ตลาดหุ้นยุโรปลงหนักอันนี้เป็นไปตามสภาพ แต่ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐ การลงตามเหมือนแฝงความนัยไว้มากมาย

S&P500 ลง -3% ภายในวันเดียว หุ้นที่ปรับลงมีมากกว่า 90% ของทั้งตลาด ทั้ง ๆ ที่มีหลายบริษัทที่รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดมากมาย แปลว่าตลาดอยู่ในสภาวะเจอข่าวลบขนาดใหญ่ถล่มซ้ำจนโงหัวไม่ขึ้นจริง ๆ ไล่ตั้งแต่

1. ความผิดหวัง Stimulus Talks ที่ล่มแน่นอน กว่าจะมาคุยกันอีกทีนู่นเลยหลังเลือกตั้ง ม.ค. ปีหน้า

2. การ Lockdown ในยุโรป แม้ว่าสหรัฐจะไม่มีทางหวนกลับ/ปิดเมืองแบบเดิม แม้จำนวนผู้ป่วยจะขึ้นพีคทำจุดสูงสุดใหม่ก็ตาม แต่ตลาดเริ่มกลัวแล้วว่า หน้าหนาวที่จะมาถึงจะทำให้ทุกอย่างยิ่งเลวร้ายลง

3. ความผิดหวังเรื่องวัคซีน หลายบริษัทที่มีแผนจะประกาศผลทดลองระยะที่ 3 มาตอนนี้เลื่อนกันออกไปหมด

4. การเลือกตั้ง ปธน. สหรัฐที่ไม่ง่ายเสียแล้ว

ข้อ 4 ข้างต้น จะเป็นปัจจัยลบขนาดใหญ่ที่รออยู่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ โจ ไบเดน แทบจะนอนมา ทั้งผลโพลความนิยมส่วนตัวที่นำห่างทรัมป์อยู่ถึง 10 จุด และผลสำรวจตามรัฐต่าง ๆ เมื่อรวมจำนวนเสียงที่ไบเดนจะได้ทั้งจากรัฐฐานเสียงและรัฐตัวแปรอื่น ๆ ไบเดนได้ไปมากกว่า 280 เสียง ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่จะได้เป็น ปธน. 270 เสียง

การคำนวณความน่าจะเป็นว่าไบเดนจะได้เป็น ปธน. จากสำนักวิเคราะห์ต่าง ๆ ถึงได้พุ่งไปมากกว่า 60% ส่วนทรัมป์มีโอกาสต่ำกว่า 40%  แต่มาตอนนี้ อะไรที่ว่าง่าย มันเริ่มไม่ง่ายแล้ว เมื่อทรัมป์ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เน้นลุยหาเสียงในรัฐที่ตัวเองชนะแน่ ๆ และเน้นรัฐตัวแปร ที่ไบเดนเองก็ยังไม่ชนะขาด อย่าง ฟลอริดา มิชิแกน วิสคอนซิล และมินนิโซตา

จนตอนนี้คะแนนความนิยมของทรัมป์ เริ่มตีตื้น ไล่ตามเหลือเพียง 8 จุด ส่วนผลสำรวจตามรัฐต่าง ๆ ไบเดน ได้คะแนนไปเพียง 240 ส่วนทรัมป์ได้ 128 แต่รัฐตัวแปร (Swing State) ที่ยังไม่ชัดว่าใครได้มีสูงถึง 140 เสียง ทำให้ตลาดเริ่มมองแล้วว่า การเลือกตั้งรอบนี้อาจจะเฉือนกันด้วยคะแนนไม่กี่เสียง และแน่นอนว่า จะต้องมีฝ่ายที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งแน่นอน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ

เรื่องมันก็จะไปถึงศาลสูงสุด ซึ่งทรัมป์ เค้าวางแผนแล้วเดินเกมไปก่อนแล้ว ด้วยการเร่งแต่งตั้ง เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ เป็นผู้พิพากษาสูงสุด โดยวุฒิสภาให้การรับรองไปด้วยคะแนน 52-48 เสียง ถือเป็นการแต่งตั้งที่ถูกกล่าวขานมาก เพราะมาเร่งแต่งตั้งไม่กี่วันก่อนจะมีการเลือกตั้ง

ความสำคัญคือการแต่งตั้งนางเอมีทำให้ตอนนี้มีผู้พิพากษา “ฝั่งขวา” หรือฝั่งรีพับลิกันนำ “ฝั่งซ้าย” หรือฝั่งเดโมแครต 6-3 นับเป็นศาลสูงสุดสหรัฐที่มีผู้พิพากษาเป็น “ฝั่งขวา” มากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

หากการเลือกตั้งมันเฉือนกันด้วยคะแนนไม่กี่คะแนนและเรื่องต้องถูกลากไปถึงศาล ทีนี้หนังยาวแน่นอน เพราะฝั่งไบเดนก็ต้องใช้ Pack The Court หรือขอขยายจำนวนผู้พิพากษา ซึ่งต้องใช้เวลาสรรหาอีก

เศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังรอคอยมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ก็เตรียมเจอสภาวะนั่งรอตบยุง (เหมือนประเทศสารขัณฑ์ ที่ต้องเจอสูญญากาศการเมืองบ่อย ๆ)

หุ้นสหรัฐจากที่เคยมองกันว่าหลังเลือกตั้งจะสดใส ดูเหมือนจะต้องเดี้ยงลงมาก่อน

อย่างไรก็ตามนี่คือโอกาสแน่นอน แต่จังหวะไหนที่ดีที่สุด โปรดมารออ่านได้ในตอนต่อไป

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม