แจ้งเตือน

เน้น Absolute Return

ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ผ่าน

TISCO Omakase EXTRA FUND

Created by:

TISCO Asset Management

TISCO OMAKASE EXTRA FUND

จุดเด่น

อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดจาก บลจ.

เน้น Absolute Return ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ผ่าน TISCO Omakase Extra Fund

วัตถุประสงค์หลักของการจัดพอร์ตการลงทุน

ใช้กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายเพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยยึดหลักผลตอบแทนต่อความเสี่ยง โดยอิงตามหลักปัจจัยพื้นฐาน การกระจายการลงทุน และการลงทุนอย่างมีวินัย

สินทรัพย์ที่เลือกลงทุน

กองทุนรวมที่สามารถลงทุนได้ (investment universe) อาทิ กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนตราสารทุน กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนทางเลือก ทั้งในประเทศและ/หรือ ต่างประเทศ

หลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์

เลือกลงทุนสินทรัพย์โดยอิงตามหลักอัตราผลตอบแทนคาดหวังเมื่อเทียบกับความเสี่ยงไม่สูงเกินไป (risk-adjusted return)

คำแนะนำพอร์ตกองทุน

เน้น Absolute Return ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ผ่าน TISCO Omakase Extra Fund
ที่มา: TISCO Asset Management

กลยุทธ์หลักของพอร์ตการลงทุน

วิเคราะห์ลงทุนอิงตามภาวะเศรษฐกิจมหภาค ผลประกอบการ การเคลื่อนไหวของ fund flow

พอร์ตการลงทุนนี้เหมาะสมกับใคร

ปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร

สาเหตุในการปรับพอร์ต

ความถี่ในการปรับพอร์ตการลงทุน

มุมมองตลาดปัจจุบัน

เศรษฐกิจ

2019 = Synchronized slowdown

เศรษฐกิจโลกในปี 2019 IMF คาดว่าจะเติบโตได้เพียง +3.0% ซึ่งนับเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2008 กดดันจากภาคการผลิตทั่วโลกที่ได้เข้าสู่สภาวะถดถอย ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเงินเฟ้อในประเทศกลุ่ม Emerging markets อยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2009

2020 = Fear of recession is behind us

ในปี 2020 คาดว่าจะไม่เกิดภาวะ “Recession” หรือเศรษฐกิจถดถอย โดยเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้นและทั่วถึงมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2019 คาด 2020 GDP Growth +3.4%

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับปานกลางที่ +2.1% หนุนจากการ บริโภคภาคเอกชนที่ยังแข็งแกร่งชดเชยภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่อ่อนแอ

ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจโลกได้แก่

คาดเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ แต่เติบโตดีกว่าปี 2019 คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะสามารถพยุงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้

ประเด็นสงครามการค้า

ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2019 การเจรจาการค้ามีพัฒนาการในเชิงบวกมากขึ้น

ในช่วงปลายปี 2019 สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงทางการค้า Phase 1 โดยจะมีการลงนามในเดือนมกราคม 2020 โดยสหรัฐฯ ตกลงที่จะเลื่อนการเก็บภาษีในวันที่ 15 ธันวาคมออกไป และลดอัตราภาษีจากอัตรา 15% เป็น 7.5% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน  ส่วนจีนตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ในวงเงิน 4 -5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายโอนเทคโนโลยี และบริการทางการเงิน โดยปธน.ทรัมป์ระบุจะมีการเจรจาข้อตกลง Phase 2 ก่อนจะมีการเลือกตั้งปธน.ในเดือน พ.ย. 2020

ในปี 2020 มองว่าสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะสงบลงชั่วคราว แต่มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะทำสงครามการค้ากับประเทศอื่นๆ

นอกจากจีนแล้ว สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะประกาศสงครามการค้ากับประเทศในกลุ่มยูโรโซน โดยมีจุดชนวนจากการที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุน Airbus ซึ่งเป็นคู่แข่งทางตรงของ Boeing และประเด็นการเก็บ Digital tax นอกจากนี้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้

ในช่วงที่ผ่านมาดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเมื่อเทียบกับเกือบทุกสกุลเงิน ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียผลประโยชน์ทางการค้า ทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะประกาศสงครามการค้ากับประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่า ดังเช่นที่สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการยกเว้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมกับบราซิล และอาร์เจนตินา

ธนาคารกลาง

ปี 2020 ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกมีโอกาสปรับลดลงอย่างจำกัด

เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง ประกอบกับเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้ในปี 2019 ที่ผ่านมา ธนาคารกลาง 24 แห่งทั่วโลกได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในปี 2020 มองว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายอยู่ โดยจะมีการเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม แต่การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกบางส่วนให้ผลตอบแทนติดลบ

The Federal Reserve ได้ลดดอกเบี้ยทั้งสิ้น 3 ครั้งรวม 75 bps ในปี 2019 ทำให้ Fed Fund Rate ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50-1.75% โดยบ่งชี้ว่าเป็นเพียง Mid-cycle adjustment ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฎจักรการลดดอกเบี้ย และ Fed ได้ระบุว่าดอกเบี้ยในระดับนี้เป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับเศรษฐกิจ ในปี 2020 คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยที่ระดับนี้จนถึงอย่างน้อยกลางปี 2020

The European Central Bank ได้ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง -10 bps สู่ระดับ -0.50% และได้ออกมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ ในปี 2020 มองว่า ECB มีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตอนนี้ ECB ได้ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ และมีความสามารถในการซื้อสินทรัพย์ค่อนข้างจำกัด (QE)

ธนาคารในประเทศกลุ่ม Emerging Markets ยังมีความสามารถในการลดดอกเบี้ยอยู่ โดยคาดว่า PBoC จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ และคาดว่าธนาคารกลางอินเดียมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยได้อีก หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย

ล่าสุด กนง. ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย

ทองคำ

ปี 2019 ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากปัจจัยเสี่ยงสงครามการค้า และ การเมืองในหลายประเทศ ในขณะที่ด้านปัจจัยพื้นฐานอุปสงค์จากหลายธนาคารกลางเข้าถือทองคำเพิ่มขึ้น รวมถึง อุปสงค์จากการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก Gold-backed ETF

สำหรับปี 2020 เรายังมองว่าทองคำยังมีความน่าสนใจ การเข้าถือครองทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” จะยังถูกให้ความสำคัญอีกครั้ง แม้ว่าปลายปี 2019 หลายปัจจัยที่เคยสนับสนุนเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี เรามองว่าประเด็นสงครามการค้าเป็นแค่เพียงสงบลงชั่วคราว ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป  นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางยังคงดอกเบี้ยต่ำ และ กลับมาทำ QE ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำ

ตลาดหุ้น

หุ้นต่างประเทศ

ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2019 ตลาดหุ้นยังปรับเพิ่มขึ้นได้จาก re-rate P/E   โดยทั้งปี 2019 MSCI All Country World Index +23%  อย่างไรก็ดีเราพบว่าผลดำเนินงานของกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เติบโต ทำให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นมาจาก re-rate P/E หรือ Multiple expansion  (การเทรดที่ระดับ Valuation แพงขึ้น) เป็นหลัก หนุนโดยการผ่อนคลายนโบายการเงินของธนาคารทำให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ

ตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลังหนุนจากพัฒนาการเชิงบวกของประเด็นสงครามการค้าทำให้เราเห็น “Sector rotation” หรือการเปลี่ยนกลุ่มการลงทุนจากกลุ่มที่เป็น Yield play (อัตราเงินปันผลสูง) ได้แก่ Utilities, Real estate และ REITs  เป็นกลุ่ม Cyclical (หุ้นกลุ่มวัฏจักรที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจดี)

สำหรับการลงทุนใน 1H20 เรายังประเมินว่าการลงทุนในหุ้นต่างประเทศยังคงจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น โดยมีปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ดังนี้

ปัจจัยสนับสนุน

ปัจจัยเสี่ยง

หุ้นไทย

ในปี 2019 ตลาดหุ้นไทย underperform เมื่อเทียบกับ ตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยตลอดปี 2019 ได้แก่ (1) เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ตัวเลขเศรษฐกิจประกาศออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด (2) ผลดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาน้อยกว่าตลาดคาดทุกไตรมาส (ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี)   (3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงไตรมาส 1-2

ปัจจัยสนับสนุน

ปัจจัยเสี่ยง

เกี่ยวกับ TISCO Asset Management

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2535  ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยมีบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้น 100% โดยบลจ. ทิสโก้ เป็นหนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำของประเทศไทยที่ให้บริการการจัดการลงทุนครบวงจร ทั้งกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนรวม ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการรวมกันร่วม 280,000 ล้านบาท และให้บริการกับลูกค้ามากกว่า 700,000 ราย

จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจการเงินตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มทิสโก้ได้สร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คุณภาพในการให้บริการ ตลอดจนความโปร่งใสในการควบคุมและปฏิบัติงานจนได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าและน่าภาคภูมิใจต่างๆ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันมากมาย โดยล่าสุดทางบลจ.ทิสโก้ได้รับรางวัลดังนี้

TISCO Asset Management

สนใจรับข้อมูลพอร์ตการลงทุนนี้

แนะนำลงทุน: 1,000,000 บาทขึ้นไป


ชื่อ นามสกุล  *
อีเมล  *
เบอร์มือถือ  *
จำนวนเงินลงทุนตั้งต้น  *
บาท
ความคาดหวังจากการลงทุน  *
ประสบการณ์การลงทุน  *
เมื่อกดปุ่ม “ต่อไป” คุณจะได้รับการแนะนำหรือช่วยเหลือในขั้นตอนการใช้บริการ ซึ่งเป็นไปตามความสนใจและความต้องการของคุณ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของคุณ โปรดอ่านเพิ่มเติมใน นโยบายความเป็นส่วนตัวของ FINNOMENA

ดูรายละเอียดพอร์ต บลจ. อื่นๆ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต |  เนื่องจากมีกองทุนที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ |  ผู้ลงทุนสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมถึง FINNOMENA ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่เบอร์ 02-026-5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”