จะต้องประยุกต์ CANSLIM ให้เข้ากับตลาดหุ้นไทยอย่างไร ?

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับแนวคิดการลงทุนแบบ CANSLIM แต่ถึงอย่างไรนั้นการลงทุนแบบ CANSLIM ใช้ได้ดีกับตลาดหุ้นอเมริกา แล้วสำหรับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง?

บทความนี้ผมขอสรุปการสัมมนา จัดโดย สำนักพิมพ์ Nsix นำโดย คุณ Beer – Surat จากของ web : www.sarut-homesite.net  และจะมีการนำ ผลสรุป backtest ที่จัดทำโดย Siam Quant มาสรุปปิดท้ายด้วย

เริ่มจากสิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือ ข้อจำกัดของตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบกับ ตลาดหุ้น อเมริกา มีดังนี้

1. ตลาดหุ้นไทยมีลักษณะเป็น Cyclical – Commodity based Market

จะนำโดยหุ้นใหญ่ เช่น AOT, PTT , SCC , KBANK , CPALL จะหุ้นที่มีผลกระทบต้องการขึ้นลงของ SET หุ้นเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับ วัฏจักรของภาวะเศรษฐกิจ และราคาพวก Commodity ในตลาดโลก ที่สำคัญยังมีอ่อนไหวกับประเด็นนโยบายด้านการเมือง

2. บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยขาดขาดนวัตกรรม และการเป็นผู้เล่นระดับโลก

ทำให้อัตราการเติบโตของกำไรขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ  ปัจจัยด้าน Quality และ Growth อยู่ระดับต่ำ เมื่อเทียบกับ อเมริกา เทียบกับบริษัทจดทะเบียนในประเทศ อเมริกา เช่น Google , Facebook หรือ Amazon  เป็นผู้เล่นระดับโลก มีการเติบโตของกำไรต่อปีสูง

3. SET Index ไม่ค่อย Sustain มาก ขึ้นไปไม่ได้ไกลแบบตลาด อเมริกา

ถ้าย้อนกลับไปดู 5 ปีที่ผ่านมา SET Index จะขึ้นลงภาพใหญ่เป็นลักษณะ sideway เหมาะกับการเล่นรอบ ถ้าจบรอบแล้วออกไม่ทัน กำไรอาจจะหายหมดได้

หลักการประยุกต์หลักการ CANSLIM ให้เข้ากับตลาดหุ้นไทย มีดังนี้

การเติบโต สูตรเดิม จะใช้ทั้ง C และ A สูตรใหม่ เน้นไปที่ C

  • C = Current Quarterly EPS – กำไรต่อหุ้นของไตรมาสล่าสุด เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โตไม่น้อยกว่า 25% EPS Y-o-Y > 25%
  • A = Annual EPS – กำไรต่อหุ้นเติบโตติดต่อกัน 3 ปี และโตไม่น้อยกว่า 25% ต่อปี และ ROE ควรสูงกว่า 17% (Annual EPS – 3 Year > 25% และ ROE > 17%)

หมายเหตุ : ให้ความสำคัญกับ C : Current Quarterly EPS มากกว่า A : Annual EPS

ตัวเร่ง ยังคงใช้สูตรเดิมได้ N และ S

  • N = New Product – การออกสินค้าใหม่ บริการใหม่ กำลังการผลิตเพิ่ม มี Backlog ในมือเยอะ เป็นต้น นักลงทุนจะเรียกว่า หุ้นต้องมี story
  • S = Supply and Demand  – มีความต้องการซื้อหุ้นนั้นเป็นจำนวนมาก หุ้นที่มี free float ต่ำ จะเร็วขึ้นได้เร็วกว่า หุ้นที่จำนวนเยอะ

รายใหญ่ต้องการ สูตรเดิมยังใช้ได้แต่ปรับนิดหน่อย

  • I – Institutional Sponsorship – เลือกหุ้นที่มีกลุ่มสถาบันการเงินเข้ามาซื้อถือลงทุน มีชื่อคนธรรมดาที่เป็นรายใหญ่เข้ามาถือหุ้น จำนวนบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยที่ประเทศไทยคุณภาพ ที่จะให้กลุ่มสถาบันการเงิน มีอยู่จำกัด เมื่อเทียบกับ จำนวนบริษัทจดทะเบียนในประเทศ อเมริกา

ดังนั้น นักลงทุนรายย่อย จะต้องทำการบ้าน พยายามหาหุ้นที่ กลุ่มสถาบันการเงินพึ่งจะเข้ามาซื้อในสัดส่วนที่ยังไม่มากเกินไป ดังนั้น หุ้นพวกนี้จะไม่ได้อยู่ใน SET 50 หรือ SET100

สภาวะตลาด ยังคงใช้สูตรเดิม L และ M

  • M = Market Direction – ภาวะตลาดโดยรวมควรเป็น uptrend ซึ่งจะช่วยผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นตามด้วย ตลาดเปรียบเหมือนกระแสลม ก่อนจะออกเรือควรดูทิศทางลมด้วย อย่าฝืนลม
  • L = Leader – เลือกหุ้นนำตลาดในกลุ่มของตัวเอง โดยอาจวัดจาก Relative Strength ของราคา และ Business model ควบคู่ไปด้วยกัน
    หุ้นที่มี Relative Strength ราคาขึ้นเร็วกว่าตลาด และราคาปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาด เวลาจบการพักฐาน มักจะวิ่งนำหน้าหุ้นตัวอื่น
    หุ้นผู้นำ จะมี Ranking ของ relative Strength มากกว่า 80% ตัวเลขของ Ranking ยิ่งมาก ยิ่งมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดมาก

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากทราบผลของ CANSLIM ในเชิงของตัวเลข เป็นอย่างไร ผมขออ้างอิงตัวเลขของการทำ Backtest ของ Siam Quant ในงาน Strategies talk โดยนำมาบ้างส่วนเท่านั้น

กลยุทธ์การทำ Backtest จะมีการกำหนด จุดซื้อ และ จุดขาย ดังนี้

จุดซื้อ (Entry Point)

  • C = Current EPS YoY > 25%
  • A = Annual EPS -3Y YoY > 25%
  • N = Break out ราคาจุดสูงสุดของ 52 week
  • S = Supply/demand มีปริมาณการซื้อ มากกว่า 50% ของปริมาณการขาย
  • L = Leading stock มีค่า Relative Strength > 90%
  • I = Institutional Sponsorship – SET 100
  • M = Market Direction – SET ตัดขึ้น กับ เส้น Moving Average 200 วัน

จุดขาย (Exit Point)

  • 7% Stop Loss
  • Moving Average Exit ที่เส้น 200 วัน

Position Size Management

  • ทดสอบที่ 20% , ทดสอบที่ 33%
  • ทดสอบที่ 50%, ทดสอบที่ 100%

เลือกหุ้นจาก Relative Strength

ระยะเวลาทดสอบ 01-01-2007 to 31-12-2016

ผลที่ได้คือ

  • ทดสอบที่ 20% ผลตอบแทนอยู่ที่ 15.63%
  • ทดสอบที่ 33% ผลตอบแทนอยู่ที่ 20.94%
  • ทดสอบที่ 50% ผลตอบแทนอยู่ที่ 27.19%
  • ทดสอบที่ 100% ผลตอบแทนอยู่ที่ 21.1%

เทียบกับ ผลตอบแทนของ SET จะอยู่ที่ 9.17% เท่านั้น

แม้ กลยุทธ์การลงทุนแบบ CANSLIM จะกำเนิดจาก ประเทศ อเมริกา แต่เมื่อนำมาใช้กับประเทศไทย ก็ยังสามารถใช้งานได้ แต่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ แก่นแท้ของ CANSLIM ยังเป็น Timeless Principle เป็น high growth stock trading system เหมาะกับ Retail investor นักลงทุนทั่วไปก็เรียนรู้และทำตามหลักการได้ไม่ยากเกินไป

– WealthGuru –