
Ray Dalio นักลงทุนระดับตำนานและผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลกอย่าง Bridgewater Associates ออกมาเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสงครามอิหร่านไว้อย่างน่าสนใจ
เขาเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่เพียงความเห็นของนักลงทุนทั่วไป แต่มันคือมุมมองที่ตกผลึกจากการใช้เวลาหลายสิบปีศึกษาประวัติศาสตร์ “การรุ่งโรจน์และล่มสลาย” ของจักรวรรดิต่าง ๆ ตลอด 500 ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญ เขาคือคนที่ต้องวางเดิมพันด้วยเงินมหาศาลกับเหตุการณ์นี้
ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของโลก
Dalio มองว่าในประวัติศาสตร์ สงครามมักจะมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นเสมอ แต่สำหรับศึกอิหร่านครั้งนี้ ทุกสายตาจดจ้องไปที่จุดเดียว คือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงโลก
ช่องแคบฮอร์มุซคือช่องทางแคบ ๆ ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย (จุดที่แคบที่สุดกว้างเพียง 33 กิโลเมตร) ซึ่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องไหลผ่านจุดนี้ทุกวัน
หากมันถูกปิดหรือถูกควบคุมโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เศรษฐกิจโลกจะเกิดอาการช็อกทันที ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงลิ่ว และประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนี้จะเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่
ทำไมสหรัฐฯ ถึงแพ้ไม่ได้
Dalio อธิบายว่า หากสหรัฐฯ ปล่อยให้อิหร่านคุมช่องแคบและใช้มันเป็นอาวุธต่อรองได้ นั่นคือหลักฐานชัดเจนว่าสหรัฐฯ “หมดอำนาจ” ในการคุมสถานการณ์
ชัยชนะของสหรัฐฯ ในศึกนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้เสียชีวิต แต่อยู่ที่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” ถ้าสหรัฐฯ คุมฮอร์มุซไม่ได้ โลกจะตัดสินทันทีว่าสหรัฐฯ พ่ายแพ้ เพราะมันพิสูจน์ว่ามหาอำนาจเบอร์ 1 ไม่สามารถปกป้องเส้นทางขนส่งสำคัญของโลกได้
และเมื่อความเชื่อมั่นพังทลาย พันธมิตรต่าง ๆ จะเริ่มตีตัวออกห่าง และระเบียบโลกเดิมที่เคยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำจะเริ่มสั่นคลอน
บทเรียนจากอดีต วิกฤตคลองสุเอซและจุดจบจักรวรรดิอังกฤษ
Dalio เชื่อว่าเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เหมือนกับ “วิกฤตคลองสุเอซ” ในปี 1956 ที่เคยเป็นจุดจบของจักรวรรดิอังกฤษมาแล้ว ในตอนนั้นอังกฤษพยายามใช้กำลังทหารเข้าควบคุมคลองสุเอซแต่ล้มเหลว จนทั่วโลกเห็นความอ่อนแอและตัดสินว่าอังกฤษไม่ใช่มหาอำนาจอีกต่อไป
อังกฤษพยายามใช้กำลังทหารเข้าไปแทรกแซง แต่ในที่สุดก็ต้องถอนตัวออกมาท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และทั่วโลก ผลที่ตามมาคือโลกเห็นความอ่อนแอของอังกฤษ อังกฤษไม่ใช่มหาอำนาจอีกต่อไป และเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคจักรวรรดิอังกฤษอย่างเป็นทางการ
Dalio มองว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย หากสหรัฐฯ แสดงความอ่อนแอที่ช่องแคบฮอร์มุซให้โลกเห็น
เมื่อมหาอำนาจเบอร์ 1 แสดงความอ่อนแอ ทั้งทางการทหารและการเงิน พันธมิตรจะเริ่มสงสัย เจ้าหนี้จะเริ่มถอนตัว และสกุลเงินสำรองจะเสื่อมค่าลง
Dalio อธิบายว่า รูปแบบการล่มสลายของมหาอำนาจตลอด 500 ปีที่ผ่านมามักดำเนินไปในทิศทางเดียวกันเสมอ นั่นคือการที่ “ผู้ท้าชิง” กล้าลุกขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเบอร์ 1 เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในเส้นทางการค้าสำคัญ เช่น กรณีที่อียิปต์ท้าทายอังกฤษเหนือคลองสุเอซ หรือการชิงอำนาจทางทะเลของจักรวรรดิดัตช์และสเปนในอดีต
ในสถานการณ์เช่นนี้ มหาอำนาจเดิมมักใช้วิธีข่มขู่ให้ฝ่ายตรงข้ามยอมเปิดเส้นทาง ขณะที่คนทั้งโลกต่างเฝ้าจับตาผลลัพธ์ และถ้ามหาอำนาจเดิมรักษาไว้ไม่ได้ กระแสเงินทุนและผู้คนจะไหลออกจากฝั่งผู้แพ้ทันที ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพันธบัตร สกุลเงิน ทองคำ และการจัดระเบียบอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ทั้งหมด
ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ ชนะ
แน่นอนว่าเหรียญมี 2 ด้าน หากสหรัฐฯ สามารถแสดงความแข็งแกร่งทั้งทางการทหารและการเงินให้ประจักษ์ ความเชื่อมั่นจะถูกฟื้นฟูทันที โลกจะยังยินดีถือครองเงินดอลลาร์และลงทุนในสหรัฐฯ ต่อไป
Dalio ยกตัวอย่างในยุคของ ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (1981-1989) ที่สามารถกดดันให้อิหร่านปล่อยตัวประกันได้ทันทีหลังชนะการเลือกตั้งในปี 1981 และในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน เมื่ออิหร่านเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย เรแกนก็ได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าคุ้มกันทันที นับเป็นการแสดงอำนาจเหนือดินแดนเปอร์เซียที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ดังนั้น หากประธานาธิบดีทรัมป์สามารถคว้าชัยชนะในศึกนี้ด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สัญจรได้อย่างเสรี พร้อมทั้งกำจัดภัยคุกคามจากอิหร่านได้สำเร็จ มันจะเป็นการตอกย้ำสถานะมหาอำนาจของสหรัฐฯ ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
สงครามที่วัดกันที่ความอึด
สำหรับชาวอิหร่าน สงครามครั้งนี้คือการล้างแค้นและพันธสัญญาที่เดิมพันด้วยชีวิต ความพร้อมที่จะสละชีพคือบทพิสูจน์ศักดิ์ศรีและความศรัทธาอันสูงสุด ในขณะที่ชาวอเมริกันกำลังกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และผู้นำของอเมริกากำลังกังวลเรื่องการเลือกตั้งมิดเทอม
ในสมรภูมิ ความสามารถในการทนความเจ็บปวด สำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการสร้างความเจ็บปวด
อิหร่านรู้จุดอ่อนนี้ดี จึงพยายามลากสงครามให้ยาวนานที่สุด เพราะเชื่อว่าสุดท้ายสหรัฐฯ จะถอดใจไปเอง และเมื่อนั้นพันธมิตรทั่วโลก ทั้งไต้หวัน เกาหลีใต้ และยุโรปตะวันออก จะเห็นทันทีว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถปกป้องใครได้จริง
ข้อตกลงคือ “เศษกระดาษ” หากไม่มีอำนาจหนุนหลัง
แม้จะมีความพยายามเจรจาสันติภาพ แต่ Dalio มองว่าการเซ็นสัญญาใด ๆ จะไร้ความหมาย หากไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานของ “อำนาจที่แท้จริง” เพราะในเวทีโลก สัญญาจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษทันที หากฝ่ายที่เซ็นไม่มีกำลังทหารหรือความเด็ดขาดพอที่จะบังคับให้อีกฝ่ายทำตาม
ศึกสุดท้ายที่ช่องแคบฮอร์มุซจึงมีแนวโน้มจะรุนแรงมาก เพราะอิหร่านพร้อมจะทำลายทุกอย่างให้เป็นเถ้าถ่านหากถูกบีบคั้น และโลกกำลังรอดูว่าสหรัฐฯ จะมีทางออกที่ดีกว่านี้หรือไม่
Big Cycle และ 5 แรงขับเคลื่อนโลก
Dalio สรุปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ Big Cycle หรือ “วงจรประวัติศาสตร์” ที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำเดิมเสมอ เปรียบเสมือนฤดูกาลของโลก ที่มีช่วงรุ่งเรืองที่สุดและช่วงเสื่อมถอยวนเวียนไป โดยมี 5 แรงผลักดันสำคัญที่คอยหมุนโลกใบนี้
- วงจรหนี้: เมื่อประเทศมีหนี้ท่วมจนเกินจะรับไหว
- ความขัดแย้งภายใน: เมื่อคนในชาติทะเลาะกันเองจนการเมืองระส่ำระสาย
- ความขัดแย้งภายนอก: เมื่อมหาอำนาจเบอร์รองลุกขึ้นมาท้าทายเบอร์หนึ่ง
- ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี: ใครล้ำหน้ากว่า คนนั้นคุมเกม
- ภัยธรรมชาติ: ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างโรคระบาดหรือภัยพิบัติ
บทสรุปสำหรับเราทุกคน
บทวิเคราะห์ของ Ray Dalio ชี้ชัดว่า สงครามที่ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่มันคือ “บททดสอบครั้งใหญ่” ว่าสหรัฐฯ จะยังคงรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ของโลกไว้ได้ หรือจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมถอยตามรอยจักรวรรดิอังกฤษ ดัตช์ และสเปนในอดีต
ผลลัพธ์ของศึกนี้จะสั่นสะเทือนตลาดการเงินทั่วโลก ทั้งในตลาดพันธบัตร สกุลเงิน และราคาทองคำ ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นของเหล่าพันธมิตรและเจ้าหนี้ รวมถึงจัดระเบียบอำนาจโลกใหม่ไปอีกหลายทศวรรษ
ในฐานะนักลงทุนและพลเมืองโลก คำถามสำคัญที่ Dalio ทิ้งไว้ให้เราก็คือ
“เราเห็นวงจรนี้กำลังเกิดขึ้นจริงหรือไม่? และถ้าใช่ เราเตรียมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแล้วหรือยัง?”
อ้างอิง: X.com