ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการสกัดและเข้ายึดเรือสินค้าติดธงอิหร่านชื่อ “Touska” บริเวณอ่าวโอมาน โดยระบุว่าเรือลำดังกล่าวพยายามฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) และไม่ยอมหยุดเรือตามคำเตือน จนกองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องตัดสินใจยิงถล่มห้องเครื่องเพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนที่ ก่อนที่หน่วยนาวิกโยธินจะบุกขึ้นยึดเรือไว้ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงครั้งแรกนับตั้งแต่มีการประกาศมาตรการปิดล้อมเมื่อสัปดาห์ก่อน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวพร้อมเผยแพร่ฟุตเทจขณะปฏิบัติการ โดยระบุว่าเรือ Touska ซึ่งอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิกเฉยต่อคำเตือนนานถึง 6 ชั่วโมง การปะทะครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบ 8% ไปแตะระดับ 97.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ขณะที่ดัชนีหุ้นฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าวิกฤตพลังงานจะยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น

เหตุการณ์ยึดเรือครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์กำลังจะหมดอายุลงในวันอังคารนี้ แม้ทำเนียบขาวจะเตรียมส่งคณะผู้แทนระดับสูงนำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ รวมถึงที่ปรึกษาอย่าง จาเร็ด คุชเนอร์ เดินทางไปยังปากีสถานเพื่อเปิดการเจรจารอบที่ 2 แต่สถานการณ์ในสมรภูมิจริงกลับสวนทางกับความพยายามทางการทูตอย่างชัดเจน

ด้านอิหร่านออกมาตอบโต้ทันทีผ่านสื่อทางการ โดยปฏิเสธข่าวการเข้าร่วมเจรจารอบใหม่ และประณามการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง พร้อมระบุว่าตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อม อิหร่านก็จะไม่กลับสู่โต๊ะเจรจา นอกจากนี้ กองทัพอิหร่านยังเตือนว่าเรือลำใดที่พยายามเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซในช่วงนี้จะถูกถือว่าเป็นการร่วมมือกับศัตรูและจะตกเป็นเป้าโจมตีทันที

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงใช้ท่าทีแข็งกร้าว (Hardline) โดยส่งสารเตือนไปยังเตหะรานว่า “ไม่ต้องมาเป็นคนดีกันแล้ว” (NO MORE MR. NICE GUY!) พร้อมขู่ว่าหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอสันติภาพที่สหรัฐฯ ยื่นให้ กองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะทำลายโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งในอิหร่านให้สิ้นซากภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังกล่าวหาอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงก่อนด้วยการโจมตีเรือสินค้าของฝรั่งเศสและอังกฤษในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 20% ของโลก ตกอยู่ในสภาวะชะงักงันโดยสิ้นเชิง ข้อมูลจาก MarineTraffic แสดงให้เห็นว่าไม่มีการเคลื่อนที่ของเรือผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้วิกฤตพลังงานโลกเข้าสู่จุดวิกฤตอีกครั้ง ท่ามกลางการจับจ้องว่าการพบปะระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม จะสามารถคลี่คลายเงื่อนไขการเปิดทางน้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของโลกนี้ได้หรือไม่


อ้างอิง: BBC

TOP11NVM