
แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังตึงเครียดและราคาน้ำมันพุ่งสูงจนบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับสวนกระแสด้วยการสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนี S&P 500 พุ่งแตะระดับ 7,137.90 จุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ที่ดูย้อนแย้งนี้มีคำอธิบายพื้นฐานเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือ “ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน” ที่ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด จนนักลงทุนยอมมองข้ามความเสี่ยงทางการเมืองเพื่อเข้าถือครองความเป็นเจ้าในธุรกิจเหล่านี้
ย้อนกลับไปในช่วงต้นของสงคราม ความกลัวได้เข้าครอบงำตลาดจนดัชนีทรุดตัวลงเกือบ 10% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะจุดชนวนเงินเฟ้อระลอกใหม่ และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การลงทุนได้พิสูจน์อีกครั้งว่าความอดทนให้ผลตอบแทนเสมอ เมื่อตลาดสามารถฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดและทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยคลายความกังวลคือความคาดหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะหลีกเลี่ยง “สถานการณ์เลวร้ายที่สุด” (Worst-case scenario) เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอิหร่านที่ต้องการความอยู่รอดทางการเมือง แม้ข้อตกลงหยุดยิงจะยังเปราะบาง แต่การที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ย่อตัวลงจาก 119 ดอลลาร์ มาทรงตัวอยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็เป็นสัญญาณที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้ง
ในเชิงยุทธศาสตร์ ตลาดเริ่มมองว่าการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการปิดล้อมทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อาจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าการใช้กำลังทหารในการบีบให้เกิดการเจรจา นักวิเคราะห์มองว่าหากอิหร่านถูกตัดรายได้จากน้ำมัน สงครามอาจจบลงเร็วกว่าที่คาด
นอกจากนี้ ตลาดยังเริ่มมีความหวังริบหรี่ว่า Fed อาจมีช่องว่างในการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี หากภาวะเงินเฟ้อไม่ได้รุนแรงอย่างที่หวาดกลัวในตอนแรก
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนดัชนีคือผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2026 ที่รายงานออกมาแล้วกว่า 15% ซึ่งส่วนใหญ่ทำผลงานได้เหนือความคาดหมาย ตั้งแต่กลุ่มธนาคารอย่าง Citigroup ไปจนถึงยักษ์ใหญ่ด้านสุขภาพอย่าง UnitedHealth โดยคาดการณ์ว่ากำไรโดยรวมของบริษัทใน S&P 500 จะเติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะมีช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับการสู้รบ แต่ภาคธุรกิจสหรัฐฯ กลับแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเสถียร
อ้างอิง: Associated Press News