โดนัลด์ ทรัมป์ สี จิ้นผิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เริ่มต้นการประชุมสุดยอดระยะเวลา 2 วัน ณ กรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี โดยทรัมป์กล่าวเปิดงานด้วยความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจะดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ยาวนานกว่าผู้นำสหรัฐฯ และจีนคู่ใดในประวัติศาสตร์ 

ขณะที่สี จิ้นผิง ได้โยนคำถามสำคัญต่อหน้าสื่อมวลชนทั่วโลกถึงประเด็น “กับดักธูสิดิดีส” (Thucydides Trap) หรือสภาวะที่มหาอำนาจใหม่ก้าวขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิมจนนำไปสู่สงคราม ว่าทั้ง 2 ประเทศจะสามารถหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมนี้ได้หรือไม่

ศาสตราจารย์เกรแฮม อัลลิสัน (Graham Allison) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ทำให้แนวคิดนี้โด่งดัง วิเคราะห์ว่ากุญแจสำคัญของการหารือครั้งนี้คือ “เสถียรภาพ” โดยคาดหวังว่าการสงบศึกการค้าที่ตกลงกันไว้เมื่อปีที่แล้วจะถูกยกระดับเป็นข้อตกลงที่เป็นทางการมากขึ้น เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดที่ปกคลุมไปทั่วโลก ท่ามกลางวาระการประชุมที่อัดแน่นทั้งเรื่องภาษีนำเข้า ไต้หวัน สงครามในอิหร่าน และความมั่นคงด้าน AI

การกลับมาเยือนปักกิ่งของทรัมป์ในรอบเกือบ 10 ปีครั้งนี้ จีนก้าวเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วยความมั่นใจที่มากกว่าปี 2017 อย่างเห็นได้ชัด โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยนโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐฯ (CSIS) ระบุว่าตลอดปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จในการตอบโต้มาตรการทางภาษีของทรัมป์ และสามารถลดทอนผลกระทบจากมาตรการกดดันของสหรัฐฯ ได้หลายด้าน ทำให้สถานะของจีนในซัมมิทครั้งนี้ดูแข็งแกร่งและเท่าเทียมมากขึ้น

องค์ประกอบของคณะผู้แทนสหรัฐฯ สะท้อนถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของความขัดแย้ง โดยมี CEO ระดับโลกอย่าง Elon Musk (Tesla), Time Cook (Apple) และ Jensen Huang (Nvidia) ร่วมคณะเดินทางด้วย นอกจากนี้ยังมีการปรากฏตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ซึ่งตอกย้ำว่าการเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจและการทหารอย่างเข้มข้น

หลังเสร็จสิ้นการหารือช่วงเช้า ทรัมป์มีกำหนดการเข้าเยี่ยมชมหอฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) โบราณสถานสำคัญของจีน ก่อนจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรัฐพิธี (State Banquet) ในช่วงค่ำ ซึ่งบรรยากาศการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ระดับสูงสุดระหว่างสองมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อความมั่นคงของโลกมากที่สุด

แม้ความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่ (Grand Bargain) จะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่การประชุมครั้งนี้คือหมุดหมายสำคัญก่อนที่สี จิ้นผิง จะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เป็นการตอบแทน รวมถึงโอกาสในการพบปะกันอีกครั้งในการประชุม APEC และ G20 ปลายปีนี้ ซึ่งผลลัพธ์จากการหารือในปักกิ่งตลอด 36 ชั่วโมงนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงโลกในทศวรรษหน้าอย่างแท้จริง


อ้างอิง: CNBC

Morning Brief On Stage