อิหร่านยิง ฮ. อเมริกา

กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อการที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-64 Apache ของกองทัพบกสหรัฐฯ ตกบริเวณใกล้ชายฝั่งโอมานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักบินกำลังลาดตระเวนเหนือช่องแคบฮอร์มุซ โดยโชคดีที่นักบินทั้งสองนายได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แม้ในเบื้องต้นกองทัพสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัด แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันหนักแน่นผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องตอบโต้การกระทำที่เขามองว่าเป็นการรุกรานที่ไม่มีเหตุผลของอิหร่านในครั้งนี้

ทางฝั่งอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ผ่านสำนักข่าว Tasnim โดยขู่ว่าจะมีการตอบโต้การกระทำทางทหารของสหรัฐฯ กลับคืนอย่างแน่นอน แม้ว่าทางรัฐบาลอิหร่านจะไม่ได้ออกมายอมรับโดยตรงว่าเป็นผู้ยิงเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวก็ตาม โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านได้กล่าวในเชิงข่มขู่ว่า กองกำลังต่างชาติที่เข้ามาใกล้พรมแดนอิหร่านมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา และวิธีที่ดีที่สุดคือการถอนกำลังออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความหวังเรื่องสันติภาพที่ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาข้อตกลงที่ดีมาก และมีแนวโน้มจะบรรลุผลภายใน “2-3 วัน” เพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นใหม่จากการโจมตีโต้ตอบกันครั้งนี้ ได้ทำให้โอกาสในการทำข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้วดูห่างไกลออกไปมากขึ้น

ความผันผวนของสถานการณ์ได้สะท้อนผ่านตลาดน้ำมันโลก โดยราคาน้ำมันดิบ Brent และ West Texas Intermediate ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในเช้าวันอังคาร ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเกินกว่า 100 วันนี้ จะยังคงปิดกั้นเส้นทางการขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกต่อไป ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทั้งทำเนียบขาวและเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับราคาพลังงานในระดับสูง


อ้างอิง: Bloomberg

TOP11NVM