
ในระหว่างการประชุม G7 ที่ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่าน ได้จับมือลงนามข้อตกลง 14 ข้อ เพื่อยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ใจความสำคัญของข้อตกลงนี้คือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอิหร่านรับปากจะหยุดสะสมอาวุธนิวเคลียร์ โดยทำเนียบขาวเน้นย้ำว่าเป็นข้อตกลงแบบ “ทำก่อนได้ทีหลัง” (Performance-based) หมายความว่าอิหร่านจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ก็ต่อเมื่อทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ได้จริงเท่านั้น
สาระสำคัญ 14 ข้อของข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน
- ยุติศึกทุกแนวรบ สหรัฐฯ อิหร่าน และพันธมิตร ตกลงหยุดยิงถาวรในทุกสมรภูมิ รวมถึงในเลบานอน
- เคารพอธิปไตย ทั้งสองฝ่ายจะไม่แทรกแซงกิจการภายในและเคารพอธิปไตยของกันและกัน
- กรอบเวลาเจรจา 60 วัน ทั้งสองประเทศต้องบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน (ขยายเวลาได้หากตกลงร่วมกัน)
- เลิกปิดล้อม สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านภายใน 30 วัน และถอนทหารกลับสู่ฐานที่มั่นเดิมก่อนเกิดความขัดแย้ง
- เปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านรับปากจะเปิดให้เรือพาณิชย์แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- กองทุนฟื้นฟู 3 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ จะเป็นตัวกลางให้พันธมิตรในภูมิภาคลงทุนฟื้นฟูอิหร่าน โดยที่สหรัฐฯ ไม่ต้องจ่ายเงินเอง
- ยกเลิกการคว่ำบาตร สหรัฐฯ ตกลงยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด (ทั้งของ UN และของสหรัฐฯ เอง)
- อิหร่านไร้นิวเคลียร์ อิหร่านตกลงไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และยอมให้ตรวจสอบ/จัดการยูเรเนียมที่สะสมไว้ภายใต้การดูแลของ IAEA
- คงสภาพนิวเคลียร์ สหรัฐฯ จะไม่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรใหม่ในระหว่างขั้นตอนการเจรจา
- ผ่อนปรนส่งออก สหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตให้มีการส่งออกน้ำมันและทำธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องได้
- คืนเงินอายัด สหรัฐฯ จะทยอยคืนทรัพย์สินและเงินของอิหร่านที่เคยถูกอายัดไว้ ให้ตามความคืบหน้าของความร่วมมือ
- สร้างกลไกตรวจสอบ ทั้งสองฝ่ายจะตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลง
- เจรจาสัญญาฉบับสุดท้าย เริ่มกระบวนการเจรจาข้อตกลงระดับสูงทันทีหลังจากลงนามในบันทึกความเข้าใจนี้
- รับรองโดย UN ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะต้องผ่านการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) เพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ
อ้างอิง: Bloomberg