เศรษฐกิจไทยต้องการ ‘ระบบกองกลาง’ มากกว่า ‘กองกลางพรสวรรค์’

ในการประชุม IMF และ World Bank ประจำปี 2026 ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังของไทย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  ได้นำเสนอมุมมองว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยการใช้การลงทุนจากต่างประเทศ อาทิ การลงทุนทางตรงหรือ FDI มา พร้อมกับทำการ Reskill คนในประเทศ และ พัฒนาคนเพื่อให้ใช้ในการทำงานใหม่ๆ พร้อมกับให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนใน AI Infrastructure

โดยทั้งหมดเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตด้วยระดับมากกว่า 3% ในอนาคต โดยได้ยกตัวอย่างความสำเร็จในช่วงนี้ว่า Application ของต่างชาติที่เข้ามาสู่ BOI ในครึ่งปีแรกนี้ เติบโตถึง 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามาในส่วน New Economy ซึ่งทางรัฐบาลจะพยายามลดกฎระเบียบต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนและการจ้างงานของต่างชาติในประเทศไทย เพื่อแปลงให้ใบสมัครเหล่านี้ให้กลายเป็นเม็ดเงินการลงทุนภาคเอกชนจริงๆให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ทางรัฐมนตรีคลังยังเปรียบเทียบการทำงานของภาครัฐในส่วนของการสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติสู่ภาคเศรษฐกิจไทยคล้ายกับเกมการเล่นฟุตบอล โดยเปรียบเทียบภาครัฐเหมือนกองกลาง ที่ต้องนำเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่สมัครเข้ามาเพื่อรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ให้ไหลเข้าเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด ซึ่งรัฐบาลจะเชื่อมให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความต้องการของต่างชาติที่จะลงทุนในไทยผ่าน Skill bridge program นั่นคือเหมือนการจ่ายบอลให้กับกองหน้าซึ่งก็คือภาคเอกชน ที่ต้องพยายามให้ต่างชาติเข้าสู่โหมดการลงทุนให้มากที่สุด

ทั้งนี้ กองหลังของทีมเศรษฐกิจไทย เปรียบว่าคือความมีเสถียรภาพของนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายตลาดเงิน และนโยบายการค้าและตลาดแลกเปลี่ยน ซึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน ไทยเคยพลาดไม่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเหล่านี้จนทำให้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้นในปี 1997 ในที่สุด

มุมมองของผมต่อเรื่องนี้ คือ ในช่วงน้ำขึ้นให้รีบตักของเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศในช่วงนี้ ทำให้รัฐมนตรีคลังเหมือนจะเน้นกองกลางแนวผู้เล่นพรสวรรค์ในทีมมากเป็นพิเศษ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้ามาให้มากที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งผมมองว่าไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องนักหากพิจารณาในระยะยาว เนื่องจากธรรมชาติของ FDI ที่เข้ามาในประเทศนั้น ค่อนข้างจะมีความผันผวน นั่นคือเงินทุนทางตรงเข้ามาแล้วก็ออกไปได้ค่อนข้างรวดเร็วแม้จะไม่ได้ผันผวนแบบรายวันหรือรายสัปดาห์เหมือนกับตลาดหุ้นก็ตามที ทว่าหากบริษัทเอกชนต่างชาติเห็นผลประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้านที่นำเสนอให้ดีกว่า หรือหากเสถียรภาพทางการเมืองของบ้านเราเริ่มแย่ลง เงินทุนทางตรงเหล่านี้ก็พร้อมจะออกนอกประเทศอย่างค่อนข้างรวดเร็ว

ที่สำคัญ หากระบบการจัดการด้านพลังงาน ด้านข้อมูล และด้านสาธารณูปโภคอื่นๆในบ้านเรา ไม่ได้มีการถูกยกเครื่องให้ทันสมัยตามที่ตลาดโลกต้องการ บริษัทเหล่านี้ก็พร้อมจะถอนตัวจากบ้านเราได้แบบไม่ลังเล ซึ่งลำพังระบบราชการที่เป็นอยู่ น่าจะไม่สามารถตอบโจทย์การเตรียมตัวเหล่านี้ได้ดีนัก

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับมาเลเซีย ที่บ้านเรามีตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตจีดีพีต่ำกว่ามาเลเซียราว 2.5-3% ในปีนี้และปีหน้า หลายท่านอาจจะคิดว่าอัตราส่วนการลงทุนภาคเอกชนต่อจีดีพีของมาเลเซียในปัจจุบันจะสูงกว่าไทย

คำตอบที่ถูกต้องคือ ณ ปัจจุบัน อัตราส่วนการลงทุนภาคเอกชนต่อจีดีพีของมาเลเซียใกล้เคียงกับไทย

ทว่าหากพิจารณาไปที่ ‘ประสิทธิภาพที่จะสร้างผลผลิตต่อเม็ดเงินลงทุนในแต่ละบาท’ ว่าประสิทธิภาพของมาเลเซียสูงกว่าไทยค่อนข้างมากใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ใช่ โดยในปี 2024 พบว่า ‘ประสิทธิภาพที่จะสร้างผลผลิตต่อเม็ดเงินลงทุนในแต่ละบาท’ ของมาเลเซียสูงกว่าไทยกว่า 50%

นั่นคือ ปัญหาการลงทุนของบ้านเรา น่าจะไม่ใช่อยู่ที่ปริมาณหรือมูลค่าการลงทุนมากนัก แต่กลับมาอยู่ที่ ‘ประสิทธิภาพที่จะสร้างผลผลิตต่อเม็ดเงินลงทุนในแต่ละบาท’ ซึ่งต่ำกว่าของมาเลเซีย จนทำให้การเติบโตของระดับผลิตภาพของไทยต่ำกว่ามาเลเซียและประเทศในอาเซียนอื่นๆ จนอัตราการเติบโตจีดีพีของเศรษฐกิจไทยต่ำที่สุดในอาเซียนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

ทำให้ผมมองว่าทีมฟุตบอลของเศรษฐกิจไทยน่าจะต้องการระบบกองกลางที่เน้นเกมรับแน่น อย่างระบบของโฮเซ่ มูเรญโญ่ มากกว่าการเน้นกองกลางตัวพรสวรรค์แบบหวือหวาที่เน้นให้รับเงินลงทุนจากต่างชาติในช่วงนี้แล้วส่งต่อให้กองหน้าเศรษฐกิจไทยแบบทันที อย่างที่ทางการไทยพยายามที่จะเน้นกองกลางแนวนี้อยู่ ซึ่งโอกาสที่ลูกฟุตบอลจะหลุดจากเท้ากองหน้าของเราแล้วถูกคู่แข่งเลี้ยงลากเข้ามายิงประตูของบ้านเราได้ง่ายๆ

นั่นคือเงินทุนต่างชาติเหล่านี้จะไหลออกจากไทย หากพื้นฐานระบบกองกลางเราไม่มีความเหนียวแน่นพอเพราะเน้นเล่นเกมรุกเพลินไปหน่อย นั่นคือ กองกลางของเศรษฐกิจไทยต้องไม่ใช่ผู้เล่นพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ใช้ตัวระบบกองกลางที่ดีในการเล่น

นอกจากนี้ ทางรัฐมนตรีคลังของไทย ยังย้ำต่อไปว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่เลือกรายอุตสาหกรรมที่จะโฟกัส โดยจะเลือกกลุ่ม Smart agriculture, Smart food processing และ Smart electronics, การแปลงจากเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็น EV ของรถยนต์และ Creative economy ซึ่งในประเด็นนี้ ผมมองว่าจากอดีตที่ผ่านมา จะพบว่านโยบายการ Pick the Winner จากภาครัฐ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเหมือนกับที่ทางการจีนได้ทำมา อาจจะมีข้อยกเว้นคือ เซกเตอร์รถยนต์ในอดีต ซึ่งตอนนี้ ก็เริ่มจะเข้าสู่ขาลงแล้ว

มาถึงด้านผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย คุณวิทัย รัตนากร กันบ้าง ท่านได้กล่าวว่าแบงก์ชาติจะมุ่งเน้นไปที่ภาคเศรษฐกิจจริง เนื่องจากอัตราการเติบโตจีดีพีของบ้านเราต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยจะต้องให้นโยบายการจัดหาแหล่งเงินมีความสอดคล้องกับนโยบายการเงิน ซึ่งที่จะโฟกัสในช่วงนี้ คือ วิสาหกิจขนาดกลางและเล็กหรือ SME ที่ต่อไปจะเลือกช่วยเหลือเฉพาะในเซกเตอร์ที่มองว่าจะไปต่อได้เท่านั้น เนื่องจากงานวิจัยของในแบงก์ชาติชี้ว่าในบรรดา SME ที่แข็งแกร่งสุด 30% แรกยังสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้เพียง 21% เท่านั้นใ

มุมมองของผมต่อ SME ซึ่งผมเคยทำวิจัยเรื่องนี้ในงานวิจัยระดับเอเชียมา ประเมินว่าเราน่าจะต้องสร้างระบบราชการและหน่วยงานในภาคส่วนการสนับสนุน SME ให้มีความเข้มแข็งกว่าปัจจุบัน มากกว่าที่จะฟันธงไปว่า ผู้เล่น SME ของบ้านเราไม่เวิร์กเพราะมาจากตัว SME เอง รวมถึงมองว่าอาจต้องมีการบังคับแบงก์พาณิชย์ให้ปล่อยกู้ SME บ้างในบางส่วน รวมถึงสร้าง Facility ให้กับ SME มากกว่านี้

ที่สำคัญ ควรจัดเรียงความสำคัญของกระทรวง อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรมของบ้านเรา ต้องปรับขึ้นมาให้เป็น กระทรวงเกรด A (อาทิ ที่มาเลเซียได้ทำอยู่) เพื่อให้เป็น Back end ที่พึ่งได้ของ SME ซึ่งที่มาเลเซียนั้น ประสิทธิภาพ SME ของบ้านเขาดีกว่าบ้านเราราวๆ 2 เท่าเนื่องจากส่วนหลักมาจากภาครัฐช่วยเป็นกองหนุนที่ดีมากตลอดมา

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroView, macroviewblog.com