
โดยฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategist) Finnomena Funds ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2026
เกิดอะไรขึ้น ?
- เมื่อวานนี้ (5 พฤศจิกายน 2026) ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,353.73 ลดลง -4.36% เป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ Liberation Day (เมษายน 2025) Nasdaq 100 ลดลง -6.36% และเข้าสู่เขต Correction ส่วน Dow ลดลง -3.44% (−1,833 จุด) ดัชนี SOX ร่วง -12.2% ด้าน VIX พุ่งสู่ระดับ 28.18 เป็นการพุ่งในวันเดียวที่มากเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่ปี 1990 ทั้ง 11 Sector ปิดติดลบ ขณะที่เช้านี้ตลาดหุ้นเกาหลี (KOSPI) ปรับตัวลง -4.5% และดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX) ปรับตัวลง -5.4%
- ปัจจัยกดดันหลักยังคงเป็นผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่เพิ่มความเสี่ยงเชิงนโยบายต่อการลงทุน AI โดยเฉพาะเท็กซัส ซึ่งว่าที่ผู้ว่าฯ จะระงับการสร้าง Data Center การที่พรรคเดโมแครตชนะทั้ง 2 สภา และผลประชามติท้องถิ่นออกมาสนับสนุนการจำกัด Data Center ถึง 40 จาก 41 มาตรการ ใน 10 รัฐ (Ohio, California, Florida, Illinois, Kansas, Maine, New Jersey, Nevada, North Dakota และ Wisconsin) สะท้อนว่าแรงต่อต้านเรื่องค่าไฟ น้ำ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเกิดขึ้นทั่วประเทศ
- จุดที่ตลาดกังวลที่สุดคือเท็กซัส ซึ่งพลิกมาเป็นของเดโมแครต Gina Hinojosa ว่าที่ผู้ว่าฯ หาเสียงไว้ว่า จะสั่งระงับ Data Center ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการอนุมัติโครงการใหม่ทุกโครงการ จนกว่าสภาจะออกกฎหมายคุ้มครองชาวเท็กซัส นโยบายนี้เข้มกว่าของผู้ว่าฯ Abbott ที่ระงับใบอนุญาตบางประเภทเมื่อกันยายน ส่วน Hinojosa จะระงับใบอนุญาตทุกประเภท โดยรัฐเท็กซัสมี Data Center ที่ใช้งานอยู่แล้วกว่า 300 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนาอีกอย่างน้อย 253 แห่ง เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ รองจากเวอร์จิเนีย อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะใช้กับ Data Center ใหม่เท่านั้น และจะมีผลจริงหลัง Gina Hinojosa รับตำแหน่งต้นปี 2027
- อีกหนึ่งปัจจัยกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีคือ Reuters รายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 โดยอ้างแหล่งข่าวว่า มีชิป H200 สูงสุดราว 600,000 ชิ้นอยู่ที่ฮ่องกงเพื่อรอส่งเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ทางการจีนยังไม่อนุมัติการนำเข้าล็อตใหญ่ ทั้งที่บริษัทเทคฯ จีนต้องการชิปมาก ที่ผ่านมาอนุญาตเพียงบางล็อต บริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ได้ไปรายละประมาณ 10,000 ชิ้น ส่วนที่เหลือต้องซื้อผ่านคนกลาง จนราคาในตลาดนอกระบบพุ่งขึ้น ทำให้เซิร์ฟเวอร์ H200 แบบ 8 การ์ดขายกันเกิน 6 ล้านหยวน (~9 แสนดอลลาร์) เมื่อปลายตุลาคม แพงขึ้นราว 3 เท่าจากปีก่อน นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลจีนตั้งใจกดดันให้ใช้ชิป AI ที่ผลิตในประเทศและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ ความหมายต่อการลงทุนคือ ถึงอุปสงค์จะยังแข็งแกร่ง แต่ Nvidia ก็ปิดดีลในจีนได้ยาก เพราะถูกจำกัดจากทั้งรัฐบาลสหรัฐและจีน ข่าวนี้ซ้ำเติมความกังวลเรื่อง Capex AI ในสหรัฐฯ และกดให้ NVDA ปิดลบ -9.3% ดังนั้น ประเด็นถัดไปที่ต้องติดตามคือจีนจะอนุมัติล็อตใหญ่ หรือจะเพิ่มข้อจำกัดการนำเข้าฮาร์ดแวร์ AI
มุมมองการลงทุน
ในภาพรวมเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นทั่วโลก และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อพัฒนาการของการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มอื่น ๆ นอกเหนือจากหุ้นเทคโนโลยีเริ่มแสดงให้เห็นการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจัยดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าผู้ได้ประโยชน์จากพัฒนาการของ AI อาจไม่ใช่เพียงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ในส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั้นมีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัว นั่นคือความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นถึงกลางและอาจส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความผันผวนที่สูงหลังจากนี้
ด้วยเหตุนี้เราจึงมีคำแนะนำลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยเน้นการกระจายลงทุนออกจากกองทุนหุ้นที่มีความกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นโลกหรือกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่มีการกระจายลงทุนในหุ้นหลากหลาย Sector เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้นและสร้างผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงที่ดีขึ้นในระยะยาว
หุ้นโลก
- กองทุนหุ้นโลก แนะนำลงทุนผ่านกองทุน KKP GNP ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นโลกที่มีสัดส่วนการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI และมีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Healthcare และ Industrials ที่สูงกว่าดัชนีหุ้นโลกเล็กน้อย*
- สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แนะนำลงทุนผ่านกองทุน K-GNEXT-A(A) ซึ่งจะมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น* ทำให้มีความผันผวนที่สูงขึ้น
- ทั้ง 2 กองทุนบริหารด้วยระบบ Multi-Manager ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนจากการผสมผสานพอร์ตที่แตกต่างกันของผู้จัดการกองทุนหลายคน
*อ้างอิงจาก factsheet กองทุนหลัก as of 30 September 2026
หุ้นสหรัฐฯ
- กองทุนหุ้นสหรัฐฯ แนะนำลงทุนผ่านกองทุน KF-SP500M (F/X hedged) และ KF-SP500MFX (F/X unhedged) ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Invesco S&P 500 Momentum ETF (SPMO) คัดเลือกหุ้นสหรัฐฯ ที่มีโมเมนตัมดีเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ โดยไม่จำกัดว่าเป็นหุ้น Sector ใด โดยข้อมูลล่าสุดกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในการลงทุนหุ้นกลุ่ม Information Technology ประมาณ 50%**
**อ้างอิงจาก factsheet กองทุนหลัก as of 5 November 2026
หุ้นญี่ปุ่น
- เรามองว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นญี่ปุ่นยังไม่เปลี่ยนแปลง ความต้องการใช้งาน AI ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งใน Supply Chain หลักของ AI infrastructure ทั้งในกลุ่ม Semiconductor Equipment, Memory และวัสดุ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นบวก โดยเฉพาะทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ที่ช่วยหนุน net interest margin ของกลุ่มธนาคาร รวมถึงการปฏิรูป Corporate Governance และการซื้อหุ้นคืนที่ยังให้การสนับสนุนตลาด
- อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทานของ AI infrastructure ในสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่จะดำเนินนโยบายอย่างไรและกระทบการก่อสร้าง Data Center มากน้อยเพียงใด ประกอบกับหุ้นญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวสูงต่อ Sentiment ของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้น
- เรายังคงมีคำแนะนำ Strong Buy โดยยังคงมุมมองเชิงบวกจากปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้งาน AI หรือปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เรายังแนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-JAPANALL-A ซึ่งมีน้ำหนักในกลุ่มธนาคารค่อนข้างสูง และได้ประโยชน์โดยตรงจากทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ
- สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นใน AI Supply Chain ในระดับราคาที่ปรับตัวลงมา และรับความผันผวนได้สูง สามารถพิจารณากองทุน TOP11JPN ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 11 บริษัทแบบ Equal Weight โดยเน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีราว 25%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
- การที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง เกิดจากตลาดรับรู้ความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง Data Center และยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่ของแต่ละรัฐจะดำเนินนโยบายอะไรบ้างและมีผลกระทบต่อการก่อสร้าง Data Center มากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งเรามีมุมมองว่าถ้าหากมีความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ตลาดอาจมีโอกาสฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทาน (Supply) ของ AI infrastructure ในฝั่งของ Demand ยังคงมีข้อมูลว่ามีการใช้งาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากราคาค่าเช่า GPU ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
- การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ยังคงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ America’s AI Action Plan ที่ประกาศใช้ในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยมีหนึ่งในเป้าหมายหลักคือเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยการเร่งความเร็วในการขออนุมัติสร้าง Data Center และโปรเจกต์ด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง
- โดยสรุปเรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากความต้องการใช้งาน AI ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง Data Center ภายในสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนได้ในระยะสั้น การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาทำให้ระดับ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง เป็นสัญญาณให้ทยอยสะสม อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจเผชิญความผันผวนที่สูงในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนในแนวโน้มการก่อสร้าง Data Center
- สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ เราแนะนำทยอยสะสมกองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECH และ LHSUPERAI โดยกองทุนหลักของ K-GTECH บริหารกองทุนโดยผู้จัดการกองทุนที่บริหารกองทุนหุ้นเทคโนโลยีผ่านวิกฤติ Dot-Com Bubble ในช่วงปี 2000 มาแล้ว
- ปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือการดำเนินนโยบายของผู้ว่าการรัฐคนใหม่ในรัฐที่มีการก่อสร้าง Data Center ในปริมาณมาก เช่น Texas และ Georgia รวมถึงการประกาศงบของ CoreWeave ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI / Data Center Supply Chain
หุ้น Healthcare
- หุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งทำหน้าที่ Defensive Growth ได้ชัดเจนในปี 2026 ทุกครั้งที่ Tech ปรับฐาน Healthcare กลับปรับตัวขึ้น ขณะที่งบ Q3 ที่ประกาศแล้ว 60% ของบริษัทออกมาดีกว่าคาด ภาพรวม Earnings Surprise ราว 14% นำโดย Eli Lilly จาก Demand ยา GLP-1 และ AbbVie ที่ผ่านช่วง patent cliff ของ Humira มาได้
- ขณะที่เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่นระยะเวลาพัฒนายา (Drug Discovery) อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มียาใหม่ ๆ ไหลเข้าสู่กระบวนการทดลอง (Pipeline) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนใหญ่จะยังกระจุกตัวอยู่ใน Phase 1 แต่เป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยมีตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตามอย่าง Zasocitinib ยาสะเก็ดเงินแบบรับประทานของ Takeda ที่พัฒนาขึ้นด้วย AI ซึ่งล่าสุดได้รับ Priority Review จาก FDA และกำลังเข้าสู่การทดลอง Phase 3 โดยคาดว่าจะทราบผลการทดลองในไตรมาสหน้านี้ ซึ่งจะเป็น Benchmark สำคัญในการพิสูจน์ความสำเร็จของยาที่ใช้ AI พัฒนาเป็นตัวแรก ๆ ของตลาด
- หุ้นกลุ่ม Healthcare ยังมีปัจจัยหนุนเชิงนโยบายจากการที่พรรคเดโมแครต (Democrats) ชนะเลือกตั้งกลางเทอมและกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งโดยปกติมีจุดยืนสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณสุขมากกว่าพรรครีพับลิกัน โดยประเด็นสำคัญที่จะเร่งผลักดัน ได้แก่ การฟื้นฟูเงินอุดหนุนเบี้ยประกันสุขภาพตามกฎหมาย ACA , การคัดค้านมาตรการปรับลดงบประมาณการดูแลผู้มีรายได้น้อย (Medicaid) และการเร่งออกกฎหมายคุมราคายา รวมถึงการจำกัดเงื่อนไขของบริษัทประกันที่มักดึงเวลาอนุมัติการรักษา
- ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี การหมุนเงินลงทุน (Rotation) เข้าสู่กลุ่ม Healthcare จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะมีเกราะป้องกันความเสี่ยง (Defensive) ที่ช่วยลดผลกระทบช่วงตลาดขาลงได้ดีแล้ว เรายังคาดว่าจะเห็นกระแสเงินลงทุนกระจายตัวออกจากกลุ่มเทคมายังกลุ่มอื่นๆ (Broadening out) มากขึ้น ซึ่ง Healthcare มีโอกาสเป็นเป้าหมายแรก ๆ ทั้งจากปัจจัยหนุนเชิงนโยบายของพรรคเดโมแครตข้างต้น และความก้าวหน้าของการนำ AI มาช่วยพัฒนายาที่เริ่มเห็นสัญญาณบวกชัดเจนขึ้น
- แนะนำกองทุน KKP GHC-A ซึ่งลงทุนใน Janus Henderson Global Life Sciences Fund โดยจะเน้นลงทุนในกลุ่ม Pharmaceuticals และ Biotechnology ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในหุ้น 95 ตัว ซึ่งสอดรับทั้งธีม Defensive และนวัตกรรมการพัฒนายาใหม่
หุ้น Solar
- ในอดีตที่ผ่านมา พรรค Democrat มักจะมีนโยบายที่เป็นมิตรต่อพลังงานสะอาดมากกว่าพรรค Republican ดังนั้น การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่พรรค Democrat คว้าชัยชนะได้ในหลายรัฐ มีแนวโน้มว่าหุ้นกลุ่ม Solar โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานสะอาดจะได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากนโยบายภาครัฐมากขึ้นเมื่อเทียบกับรัฐบาลทรัมป์ในช่วงสองปีก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2018 ที่เกิดภาวะ Blue Sweep ในการเลือกตั้งกลางเทอมเช่นกัน โดยในปี 2018 หลังจากทราบผลการเลือกตั้ง TAN ETF ซึ่งเป็นกองทุนหลักของ LHSOLAR ปรับตัวขึ้น 13% ภายในระยะเวลา 60 วัน
- ในส่วนของหุ้น Solar ฝั่งจีน พบว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในการประกาศงบไตรมาสล่าสุด ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญคือการที่รัฐบาลจีนกำหนดราคาซื้อขั้นต่ำ (Price Floor) ของ Polysilicon ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแผงโซลาร์
- ด้วยระดับ Valuation ปัจจุบันที่ลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างทั้งจากฝั่งจีนและสหรัฐฯ จึงมีคำแนะนำ Buy ต่อหุ้นกลุ่ม Solar และแนะนำทยอยสะสมกองทุน LHSOLAR
DISCLAIMER: เอกสารฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จํากัด และ/หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ จัดทําโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือและ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็น หรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัทจึงไม่รับผิดชอบต่อการนําเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัทรวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทต่าง ๆ อาจจะทําการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูล และความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทําซ้ำ ดัดแปลง นําออกแสดง ทําให้ปรากฏหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัท เป็นการล่วงหน้า การกล่าวคัด หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทําโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้งการตัดสินใจลงทุน หรือซื้อ หรือขายหน่วยลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทําความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหน่วยลงทุนแต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหน่วยลงทุนและข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อหรือขายหน่วยลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กรณีผู้ลงทุนสนใจลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง/ซับซ้อน และมีสินทรัพย์อ้างอิงการลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิงมีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ผู้แนะนำการลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่โฆษณาไว้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
- ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
- ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
- ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
- บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
- One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
- Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
- Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ
