
รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก หรือ Hyperscalers กำลังสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า สงคราม AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และไม่มีบริษัทใดอยากจะตกขบวนการแข่งขันเพียงเพราะ “ลงทุนน้อยเกินไป” (Underspending)
สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองในรอบนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรหรือรายได้ แต่คือ “งบลงทุน” หรือ Capital Expenditure (Capex) ที่บริษัทยักษ์ใหญ่พร้อมทุ่มลงไปในโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่ Data Center ไปจนถึงชิปประมวลผลขั้นสูง
ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบ ตลาดเคยประเมินว่ากลุ่ม Big Four ซึ่งได้แก่ Alphabet (GOOG), Microsoft (MSFT), Amazon (AMZN) และ Meta Platforms (META) จะใช้เงินลงทุนด้าน AI ราว 670,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 แต่หลังการประกาศงบล่าสุด ตัวเลขดังกล่าวถูกปรับขึ้นเป็นประมาณ 725,000 ล้านดอลลาร์ทันที
-
Alphabet (GOOG)
Alphabet เป็นหนึ่งในบริษัทที่ส่งสัญญาณเชิงรุกมากที่สุด โดยประกาศเพิ่มงบลงทุนทั้งปีเป็น 180,000–190,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมทั้งกรอบบนและล่าง พร้อมระบุว่าปี 2027 งบลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
ส่วนตลาดก็ตอบรับทันที หุ้น Alphabet (GOOG) ปรับขึ้นราว 7% หลังผลประกอบการสะท้อนว่า Google Cloud ยังเติบโตสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ และกลายเป็นหลักฐานสำคัญว่า ตลาดเริ่มเชื่อแล้วว่าการทุ่มงบ AI สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จริงได้
นักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มมองว่า Alphabet อาจเป็นต้นแบบของ Hyperscaler รายอื่น ๆ ในปีต่อไป เพราะบริษัทพิสูจน์ให้เห็นว่า การลงทุนมหาศาลใน AI ไม่ได้แปลว่าจะกดดันหุ้นเสมอไป หากรายได้จาก Cloud และ AI เริ่มเติบโตเร็วพอที่จะรองรับต้นทุนเหล่านั้น
-
Microsoft (MSFT)
ด้าน Microsoft ระบุว่า Capex ในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 190,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่อัตราการลงทุนต่อปีอยู่ใกล้ระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทให้เหตุผลว่า ความต้องการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วทั้งแพลตฟอร์ม รวมถึงต้นทุนชิ้นส่วนที่แพงขึ้น โดยเฉพาะหน่วยความจำและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI Infrastructure ซึ่งเพียงส่วนนี้ก็คิดเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 25,000 ล้านดอลลาร์
แม้ผลประกอบการของ Microsoft จะออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดทั้งรายได้และกำไร แต่ราคาหุ้นกลับไม่ได้พุ่งแรงอย่างที่หลายคนคาดหวัง เพราะตลาดเริ่มกังวลว่า “งบลงทุนด้าน AI กำลังสูงเกินไป”
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองต่างออกไป โดยชี้ว่า หากหุ้น Microsoft (MSFT) ปรับฐานลงต่อจากความกังวลเรื่อง Capex นั้นอาจกลายเป็น “โอกาสสะสม” สำหรับนักลงทุนระยะยาว เพราะบริษัทมีทั้งฐานธุรกิจซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง ระบบ Cloud ขนาดมหาศาล และผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่สามารถต่อยอด AI ได้ในอนาคต
-
Amazon (AMZN)
Amazon ยังคงเป็นบริษัทที่มีแผนลงทุนสูงที่สุดในกลุ่ม โดยยืนยันว่า Capex ปี 2026 จะเข้าใกล้ระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์ตามแผนเดิม แม้จะไม่มีการเพิ่มงบเหมือนรายอื่น แต่ระดับการใช้จ่ายดังกล่าวก็ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และสะท้อนว่า AWS (Amazon Web Services) ยังคงต้องเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการแข่งขันด้าน AI ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
-
Meta Platforms (META)
ขณะที่ Meta Platforms เป็นบริษัทแรกที่ประกาศเพิ่มงบลงทุนสำหรับปี 2026 โดยขยับกรอบ Capex ขึ้นอีก 10,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 125,000–145,000 ล้านดอลลาร์ Meta อธิบายว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากราคาชิ้นส่วนและค่าใช้จ่ายในการสร้าง Data Center เพื่อรองรับกำลังการผลิตในอนาคต แม้ตลาดจะตอบรับเชิงลบจนหุ้นปรับตัวลงประมาณ 6% แต่ท่าทีของบริษัทชัดเจนว่า Meta เลือกที่จะลงทุนล่วงหน้า แม้จะกดดันกำไรระยะสั้นก็ตาม
เม็ดเงินมหาศาลจาก Big Tech ส่วนใหญ่กำลังไหลเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะ Nvidia และ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AI Infrastructure ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแส AI รอบนี้ไม่ได้ส่งผลบวกเฉพาะบริษัทชั้นนำเท่านั้น การขาดแคลนชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์เก็บข้อมูลยังทำให้บริษัทเทคโนโลยีรุ่นเก่าอย่าง Western Digital, Intel และ Seagate Technology กลับมาได้รับความสนใจจากตลาดอีกครั้ง
ภาพทั้งหมดกำลังสะท้อนว่า AI ไม่ใช่เพียงโอกาส แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกบริษัทจำเป็นต้องแบกรับ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และในวันนี้ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของ Big Tech อาจไม่ใช่ “การลงทุนมากเกินไป” แต่คือ “การลงทุนช้ากว่าคู่แข่ง”
โอกาสลงทุนกองทุนหุ้นเทคโนโลยีอเมริกา
ES-GTECH เป็นกองทุนหุ้นเทคโนโลยีอเมริกาเชิงรุก คัดเฉพาะกลุ่มผู้นำที่มีความเป็น Secular Growth ซึ่งกำลังสร้างการเติบโตในระยะยาว หรือธุรกิจอยู่ในช่วงค้นพบนวัตกรรม New S-Curve
อ้างอิง: Yahoo Finance
คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299