Finnomena Investment Outlook เดือนกันยายน 2026

สรุปกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนสิงหาคม 2026 Wake Me Up When September Ends เตรียมกระสุนรอช้อนหุ้นหลังจบเดือนกันยายน

ภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนเดือนกันยายน 2026 ได้ปรับลดระดับความ Bullish ต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวมลง โดยมองว่าโอกาสเกิด Correction ของสินทรัพย์เสี่ยงมีสูงขึ้น ซึ่งเป็นการปรับมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าลงทุนต่อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ปัจจัยกดดันหลักมาจาก September Effect หรือรูปแบบฤดูกาลเชิงลบที่มักเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ผนวกกับ Pattern Analysis ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Election) ที่ชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับฐานลงก่อนวันเลือกตั้ง

ด้านนโยบายการเงินสหรัฐฯ เรายังคงมุมมองว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ แม้ความเสี่ยงด้านขาขึ้นของดอกเบี้ยจะมีมากขึ้นจากทิศทางตลาดแรงงานที่ยังไม่ชัดเจน ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อส่วนหนึ่งยังมาจากสงครามซึ่งเราประเมินว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว

แม้เราจะปรับลดความ Bullish ลงในภาพรวม แต่ยังเป็นจุดยืนมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างรองรับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ยังคงคำแนะนำ Strong Buy จากแรงหนุนของ Corporate Governance Reform และ Share Buyback ที่แข็งแกร่ง รวมถึงหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป ที่มีมุมมอง Buy จาก Earnings ที่ยังแข็งแกร่ง

ในฝั่งตลาดเกิดใหม่ เรามีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นต่อหุ้นจีนและหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี Emerging Market โดยหุ้นจีนยังเผชิญแรงกดดันจาก Retail Sales, Credit Impulse และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ขณะที่หุ้นเกาหลีใต้เริ่มมีความเสี่ยงใหม่จากการพัฒนา Memory ของ CXMT ที่เร็วกว่าคาด ส่งผลให้เราปรับลดมุมมองภาพรวม EM ลงสู่ Hold เช่นกันกับหุ้นไทยเราปรับมุมมองเป็น Hold เนื่องจากกำไรเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ตลาดหุ้นเวียดนามยังได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการเตรียมอัปเกรดเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets ในวันที่ 21 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับความผันผวนเชิงฤดูกาลของตลาดโดยรวม

ด้านตราสารหนี้โลก เราปรับลดคำแนะนำลงสู่ Buy ก่อนการประชุม Fed ในเดือนกันยายนซึ่งมีโอกาสที่ตลาดตราสารหนี้จะผันผวน

ดาวน์โหลดฟรี! 

สไลด์ Monthly Investment Outlook Aug 2026 คลิกเลย


สรุปมุมมองรายสินทรัพย์

Finnomena Investment Outlook เดือนกันยายน 2026

Finnomena Investment Outlook เดือนกันยายน 2026

Finnomena Investment Outlook เดือนกันยายน 2026

หุ้นสหรัฐอเมริกา: ปรับลดมุมมองเป็น Buy จาก Strong Buy

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มผันผวนในเดือนกันยายนตามสถิติ September Effect ซึ่งครั้งนี้มีเหตุการณ์สำคัญคือการประชุม Fed โดยเราคาดว่า Fed จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่จะให้โทน Hawkish จากเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงเกินเป้าหมาย 2% ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนในช่วงกลางเดือนกันยายนก่อนการประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง ที่สหรัฐฯ ซึ่งจะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน
  • แนวโน้มประมาณการกำไรของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังถูกปรับเพิ่มขึ้น แม้การเติบโตในปี 2027 จะชะลอลงเหลือ 13% จาก 33% ในปี 2026 แต่ Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน KF-SP500M A-AIRR

หุ้นยุโรป: Buy 

  • การใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลของรัฐบาลยุโรปยังสนับสนุนต่อเศรษฐกิจยุโรปในภาพรวม รวมถึงรัฐบาลเยอรมนีกำลังทยอยแปลงข้อตกลงทั้ง 34 ข้อจากแผนปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นร่างกฎหมายรายฉบับ โดยตั้งเป้าให้รัฐสภาเยอรมนี (Bundestag) ลงมติผ่านร่างกฎหมายภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลต่อเศรษฐกิจในปี 2027 ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการมีทิศทางเร่งตัวขึ้นสะท้อนเศรษฐกิจยุโรปกำลังเติบโตดีขึ้น
  • ท่าที ECB มีแนวโน้ม Hawkish ขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่การขึ้นดอกเบี้ยในยามที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งและ Loan Growth ที่ฟื้นตัวขึ้นจะหนุนต่อทิศทางกำไรของหุ้นกลุ่มธนาคาร
  • หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่หุ้นยุโรปยังคงมีการประกาศซื้อหุ้นคืนสูงต่อเนื่อง และ ETF Flow ของหุ้นยุโรปยังไหลเข้าต่อเนื่อง
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน KKP EUROPE-UH ES-EG-A 

หุ้นญี่ปุ่น: Strong Buy 

  • แม้ดัชนี TOPIX จะซื้อขายอยู่ที่ระดับ P/E ค่อนข้างสูง (+1 S.D.) แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มเติบโตต่อจากการปรับประมาณการกำไรขึ้น นำโดยกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีน้ำหนักรวมกันกว่า 41% ของดัชนี
  • กลุ่มธนาคารได้อานิสงส์จากท่าที Hawkish ของ BOJ ที่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อ ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เติบโตแรงจากกระแส AI และยอดส่งออกที่พุ่งสูง รวมทั้งดัชนี PMI ภาคการผลิตยังคงขยายตัวและความเชื่อมั่นของผู้ผลิตยังคงปรับตัวขึ้น
  • ในระยะยาว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแรงหนุนจากการปฏิรูป Corporate Governance และการทำ Share Buyback ที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยดึงดูด Fund Flow ต่างชาติให้ไหลเข้าต่อเนื่อง ด้านค่าเงินยังมองว่าเยนอาจอ่อนต่อ เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับที่ผ่านมาตลาดรับรู้เรื่อง Unwind Yen Carry Trade มามากแล้ว
  • แนะนำทะยอยสะสมกองทุน KT-JAPANALL-A

หุ้นจีน: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy (H-shares), Hold (A-shares)

  • ภาพ Earnings และ Macro ยังไม่สนับสนุนตลาดอย่างชัดเจน โดยผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ออกมาตามคาด แต่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเป็นส่วนมาก ขณะที่ EPS Revision ยังไม่กลับมาเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาด
  • ด้านเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจาก Retail Sales, Credit Impulse และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ แม้ China Tech CAPEX ปี 2026E จะถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ประมาณการเริ่มเข้าใกล้ระดับปี 2027E ทำให้การเร่งตัวของ CAPEX อาจเข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว
  • ขณะที่ Valuation ของกลุ่ม Hardware Technology ยังอยู่ในระดับตึงตัว อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแออาจเพิ่มความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่จนกว่าจะมีมาตรการที่ชัดเจน ตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจาก Macro ในระยะสั้น
  • คงสัดส่วนกองทุน KFCHINA-T10PLUS-A (H-share) และคงสัดส่วนใน FP CNGLOV (A-share)

หุ้นอินเดีย: Hold

  • ตลาดหุ้นอินเดียได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ดีขึ้น หลังความเสี่ยงจาก El Niño และปริมาณน้ำฝนอยู่ในทิศทางที่ดีกว่าคาด ส่งผลให้ประมาณการ CPI ลดลงและช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ
  • แม้ Credit Growth ยังอยู่ในระดับดีและ Loan-to-Deposit Ratio อยู่ในระดับต่ำ แต่ประมาณการกำไรของกลุ่ม Financials ยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปัจจัยบวกด้านเศรษฐกิจยังไม่สะท้อนผ่าน Earnings Revision อย่างชัดเจน ขณะที่ Valuation ของตลาดโดยรวมอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย
  • คงสัดส่วนการลงทุนในกองทุน TISCOINA-A B-BHARATA

หุ้นเกาหลีใต้: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy

  • ตลาดหุ้นเกาหลียังได้รับแรงสนับสนุนจาก AI Capex Cycle, Semiconductor Export และ EPS Revision ของ KOSPI ที่ยังปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม เริ่มมีความเสี่ยงจากการพัฒนา Memory ของ CXMT ที่เร็วกว่าคาด หลังสามารถผลิต DRAM ในโทรศัพท์ (LPDDR6) ให้ Xiaomi ได้แล้ว แม้เทคโนโลยีหลักยังตามหลังคู่แข่ง
  • นอกจากนี้ Korea Margin Buying ปรับขึ้นจาก 27.4T Won เมื่อต้นเดือนสิงหาคมเป็น 33.34T Won ทำให้ระดับ Valuation และ Sentiment ไม่ได้อยู่ในจุดที่น่าสนใจต่อการเข้าซื้อเหมือนช่วงต้นเดือน
  • ขณะที่ Seasonal Effect ในเดือนกันยายนซึ่งหุ้น Technology มักให้ผลตอบแทนอ่อนแอในอดีต เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เราปรับลดมุมมอง Global Technology และหุ้นเกาหลีลง
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-KOREA

หุ้นไทย: ปรับลดคำแนะนำเป็น Hold จาก Buy

  • ตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Fund Flow) การส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะสั้นที่พอได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ
  • การผลักดันมาตรการสนับสนุนตลาดทุนใหม่ ๆ อย่าง TISA น่าจะช่วยดึงดูดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดได้ในระยะยาว อย่างไรก็ดี แรงส่งด้านกำไรเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว โดยประมาณการกำไรเริ่มถูกปรับลดลงหลังจากที่ทยอยปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้ ประกอบกับตลาดยังขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ (New Catalysts) จึงมองว่า Upside ในช่วงนี้เริ่มจำกัด
  • แนะนำถือกองทุน TISCOHD-A ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นปันผลสูง

หุ้นเวียดนาม: Buy 

  • ภาพรวมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งยอดค้าปลีก การส่งออก FDI และการเติบโตของสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังได้อานิสงส์จากการปรับขึ้นเงินเดือนภาครัฐ และสภาค่าจ้างแห่งชาติที่อนุมัติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 7.8% (เตรียมส่งต่อนายกฯ อนุมัติ และคาดมีผลใช้จริง 1 ม.ค. 2027) ซึ่งจะช่วยส่งแรงหนุนต่อเศรษฐกิจเพิ่มเติม
  • อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณความตึงตัวจากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ในแง่ตลาดทุนยังมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการคาดการณ์เงินทุนไหลเข้า หลังเตรียมได้รับการอัปเกรดเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets โดยมี Effective Date เริ่มรับ Flow 10% แรกในวันที่ 21 กันยายน 2026
  • ขณะที่ปัจจัยกดดันหลักอยู่ที่เสถียรภาพค่าเงินดอง เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มลดลงตามการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวขึ้น ประกอบกับตัวเลข Net Errors and Omissions ที่ติดลบมากขึ้น แต่ในแง่ Valuation ปัจจุบันยังอยู่ในระดับถูกและประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้น เพื่อรอรับแรงส่งจากการเข้าสู่ดัชนี FTSE EM ในระยะถัดไป
  • แนะนำทะยอยสะสมกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A KT-VIETNAM-A KKP VGF-UI*

หุ้นโลก: ปรับลดมุมมองเป็น Buy จาก Strong Buy

  • ภาพรวมตลาดหุ้นโลกในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) มีการปรับลดมุมมองลงเป็น Buy (จาก Strong Buy) ซึ่งหลัก ๆ เป็นผลมาจากการปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนใหญ่สุดในดัชนี เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันเชิงฤดูกาล (September Effect) รวมถึงความไม่แน่นอนจากการประชุม Fed ที่แม้อาจคงดอกเบี้ยแต่ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งสัญญาณ Hawkish หากเงินเฟ้อไม่ลงสู่เป้าหมาย ผนวกกับความผันผวนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
  • ระดับ Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอื่นยังมีแนวโน้มเชิงบวก โดยหุ้นยุโรปได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนี แนวโน้ม ECB ที่อาจมีท่าทีเข้มงวดขึ้นตามเงินเฟ้อ และกระแสเงินทุนไหลเข้า ETF อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นญี่ปุ่นยังมีแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไร นำโดยกลุ่มธนาคารที่รับผลบวกจากสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นของ BOJ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI รวมถึงการส่งออก ผสานกับการปฏิรูป Corporate Governance (Share Buyback) ที่ช่วยดึงดูด Fund Flow ต่างชาติ หลังตลาดรับรู้ผลกระทบของ Unwind Yen Carry Trade ไปมากแล้ว
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน ONE-ELITE11 K-GNEXT-A(A) KKP GNP

หุ้น Emerging Market: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy

  • เราปรับลดมุมมอง EM เป็น Hold ตามการปรับลดมุมมองหุ้นจีน (H-Shares) และหุ้นเกาหลีใต้เป็น Hold ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี EM
  • แนะนำถือกองทุน K-SEMQ

หุ้นเทคโนโลยี: ปรับลดมุมมองเป็น Buy จาก Strong Buy

  • ภาพรวมการเติบโตของการใช้งาน AI ยังคงเป็นบวก มีการประกาศหางานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น บริษัทมีแนวโน้มการใช้ AI เพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนไปที่การปรับประมาณการกำไรของหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Hardware และ Semiconductor ที่ถูกปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก และทำให้ Forward-Looking Valuation ของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง
  • อย่างไรก็ดี จากสถิติข้อมูลในอดีต เดือนกันยายนมักเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนได้ไม่ดี และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่) มีผลตอบแทนรายเดือนในเดือนกันยายนที่ไม่ดีเท่าเดือนอื่น จึงปรับลดคำแนะนำลงจาก Strong Buy เป็น Buy
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน K-GTECH + B-INNOTECH โดยแนะนำลงทุนทั้งสองกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง

หุ้น Healthcare: Buy 

  • ภาพรวมกลุ่ม Healthcare กำลังได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาวะ Patent Cliff หรือการทยอยหมดอายุของสิทธิบัตรยาครั้งใหญ่ ซึ่งกลายเป็นตัวเร่งให้บริษัทจำหน่ายยารักษารายใหญ่เร่งทำ M&A จนส่งผลให้ปริมาณดีล M&A เร่งตัวขึ้นอย่างมากจนแซงหน้าปี 2024 และเกือบเท่าครึ่งแรกของปีที่ผ่านมาแล้ว
  • นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่ากลุ่ม Biotech จะเกิดดีล M&A เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2025 ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจนและเริ่มมี Use Case มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Takeda ที่ใช้ AI ในการคิดค้นยาและผ่านขั้นตอนระยะสุดท้าย ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญ หรือการใช้ AI ช่วยในการผ่าตัดได้เป็นครั้งแรก และเริ่มเห็นการปรับประมาณการกำไรขึ้นของกลุ่ม Healthcare
  • แนะนำทยอยสะสม KKP GHC-A

หุ้น Grid Infrastructure: คงมุมมอง Buy 

  • ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการใช้งาน AI และ Data Center ซึ่งจะส่งผลโดยตรงมายังความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า (Grid Infrastructure) โดยการเข้ามาของ Agentic AI จะทำให้ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นจากการที่ AI ทำงานตลอดเวลา ทำให้ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะแหล่งกักเก็บไฟสำหรับ Data Center
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน A-GRID KT-GRID

หุ้น Solar Energy: Buy 

  • โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีจุดเด่นสำคัญคือ Time-to-Market ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานรูปแบบอื่น ๆ ทำให้มีการเร่งสร้าง Solar Farm เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้นจากการใช้งาน Data Center อุปสงค์และอุปทานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าอยู่ในจุดที่สมดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปี 2023-24 ที่มีการเร่งผลิตแผง Solar จนเกิดภาวะ Oversupply และส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่ม Solar ในช่วงเวลานั้น
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน LHSOLAR

หุ้น Nuclear Energy: Sell 

  • ถึงแม้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีจุดเด่นที่สามารถ Operate ได้ตลอดเวลา แต่การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความเสี่ยงสำคัญในเชิงการดำเนินงาน เพราะอุบัติเหตุสามารถนำไปสู่ภัยพิบัติร้ายแรงได้ นอกจากนี้ยังมี Time-to-Market ที่นาน ทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง
  • แนะนำทยอยลดสัดส่วน

หุ้น Blockchain: Hold 

  • ราคา Bitcoin เกิดการปรับฐานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 และในช่วงเดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี หุ้นกลุ่มเหมือง Bitcoin ส่วนใหญ่เริ่มปรับธุรกิจเป็นทำ Data Center และจำหน่ายพลังการคำนวณให้กับผู้เช่า อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงการทำธุรกิจ Data Center เมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มอื่น เรามองว่าหุ้นกลุ่ม Blockchain มีความน่าสนใจน้อยกว่าภาพรวมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่สามารถเข้าลงทุนระยะสั้นด้วยปัจจัยเทคนิคได้
  • แนะนำลงทุนระยะสั้นตามสัญญาณเทคนิค

หุ้น Rare Earth: Buy 

  • ปัจจัยหนุนหลักของหุ้นกลุ่ม Rare Earth มาจากความพยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของแร่กลุ่ม Rare Earth จากจีน ซึ่งทำให้สหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตรต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการขุดและสกัดแร่ดังกล่าวนอกจีน ซึ่งหนุนให้ปริมาณการขายแร่สูงขึ้น แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ 110 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับนีโอไดเมียม-แพรซีโอไดเมียม 2,050 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับเทอร์เบียม และ 575 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับไดสโปรเซียม ผ่านข้อตกลงการสนับสนุนกับ MP Materials และ USA Rare Earth เพื่อลดผลกระทบของการปรับตัวลดลงของแร่หายาก นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการพบปะกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิงที่สหรัฐฯ สิ้นเดือนกันยายน ซึ่งคาดว่าสหรัฐฯ มีโอกาสหารือเกี่ยวกับการจัดซื้อแร่ยุทธศาสตร์กับจีน
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน SCBRARE(A)

หุ้น Defense: Buy 

  • หุ้นกลุ่ม Defense เกิดการปรับฐานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จากปัจจัยเรื่อง Valuation ที่สูงเกินไป (ตลาด Price-in เรื่องความไม่สงบก่อนจะเกิดเหตุการณ์จริง) และงบของหุ้นกลุ่ม Defense ที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มนี้ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากความต้องการเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์จากปัจจัยเรื่องความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
  • แนะนำทยอยสะสม LHGDEFENSE-A

Global Infrastructure: Buy 

  • กลุ่ม Global Infrastructure ยังได้รับแรงหนุนจาก Theme การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก โดยกองทุนหลัก Wellington Enduring Infrastructure Fund มีทั้ง Positive Sales และ Earnings Surprise ในไตรมาส 2/2026 ขณะที่ EPS Revision ของ MSCI World Core Infrastructure ปรับตัวขึ้นและ Valuation ยังอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาว แม้ Bond Yield ที่สูงจะเป็นปัจจัยกดดัน แต่ Earnings Growth ที่แข็งแกร่งยังสนับสนุนมุมมองเชิงบวก
  • แนะนำทยอยสะสม K-GINFRA-A(D)

Natural Gas: Strong Sell 

  • หุ้นกลุ่ม Natural Gas เป็นกลุ่มที่ราคาวิ่งตามราคาแก๊สโลก ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรงตามความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการขนส่งแก๊สธรรมชาติทางเรือ อย่างไรก็ดี ในมุมมองปัจจุบันที่เรามองว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ เราคาดว่าราคาแก๊สธรรมชาติจะปรับตัวลงในอนาคต จึงไม่แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้
  • แนะนำลดสัดส่วน

European Banks: ปรับลดมุมมองเป็น Buy จาก Strong Buy

  • หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปได้ผ่านพ้นช่วงรายงานผลประกอบการแล้วทำให้ปัจจัยกระตุ้นในระยะสั้นลดลง แต่แนวโน้มระยะยาวยังแข็งแกร่งจากทิศทางกำไรเติบโตระดับกลางๆ จากปัจจัยหนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ECB ที่หนุนต่อ NIM ด้านตลาดการเงินที่คึกคักช่วยหนุนต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของหุ้นธนาคาร รวมถึงการซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผลสูงมาก
  • แนะนำสะสมกองทุน M-EUBANK

ตราสารหนี้โลก: ปรับลดมุมมองเป็น Buy จาก Strong Buy

  • Bond Yield ของตราสารหนี้อายุยาวมีแนวโน้มสูงขึ้นจากภาครัฐทั่วโลก (สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น) ที่มีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่มขึ้น และรัฐบาลญี่ปุ่นที่กำลังลด Balance Sheet ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง (High Level of Yield) ดึงดูดมากพอที่จะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับ (Carrying Yield Cushion) ช่วยปกป้องผลตอบแทนรวม (Total Return) จากความเสี่ยงขาลงได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเราจึงมองว่าตราสารหนี้ ณ ปัจจุบันมี Risk/Reward ที่น่าสนใจ
  • แนะนำสะสมกองทุน K-GDBOND-A(A)

ตราสารหนี้ไทย: Buy 

  • Bond Yield ไทยมีแนวโน้มปรับลดลงตามสหรัฐฯ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย ขณะที่ Valuation เริ่มน่าสนใจ ด้านเงินเฟ้อคาดว่าจะขยายตัวจำกัดเพราะมีปริมาณน้ำสำรองช่วยลดผลกระทบเอลนีโญและไทยเป็นผู้ส่งออกอาหาร จึงประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ ประกอบกับตลาดได้รับรู้ปัจจัยเรื่องโอกาสขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าและความเสี่ยงเรื่อง Bond Supply จากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปพอสมควรแล้ว ทำให้โอกาสที่ Yield จะปรับขึ้นอีกมีจำกัด
  • ทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น KKP PLUS หรือเพิ่ม Duration ผ่านกองทุนระยะกลาง KFAFIX-A ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

USDTHB: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Buy จาก Hold 

  • ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าระยะสั้นในช่วงการประชุม Fed เดือนกันยายนนี้ โดยเรามองว่า Fed จะคงดอกเบี้ยและโทนการแถลงจะยังคงมีทิศทาง Hawkish จากเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มผสมผสานจากรัฐบาลที่กำลังพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และ FDI ที่ไหลเข้า จึงทำให้แนวโน้ม USD มีทิศทางแข็งค่าขึ้นช่วงสั้นเมื่อเทียบกับ THB
  • แนะนำทยอยกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศแบบไม่ Hedge ค่าเงิน กองทุน K-GSF(UH)

ทองคำ: ปรับลดคำแนะนำเป็น Hold จาก Buy

  • ราคาทองหลุด 200-d MA สะท้อนเป็นสัญญาณขาลง (Bearish) หรือการเปลี่ยนทิศทางจากขาขึ้นเป็นแนวโน้มซบเซา ก่อนการประชุม Fed อาจทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำผันผวนตาม ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อทองคำยังมีอยู่ โดยเฉพาะแรงซื้อจากฝั่งธนาคารกลางทั่วโลกยังดำเนินต่อเนื่องซึ่งเป็น Structural Demand ของทองคำ โดยเฉพาะจีนที่มีการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำลดลง ความคืบหน้าข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านจะช่วยให้ Bond Yield ปรับตัวลงช่วงสั้น ๆ และเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาของนักลงทุนรายย่อยซึ่งสะท้อนผ่าน ETF Flow ในกลุ่ม Precious Metals ที่พลิกกลับมาเป็น Inflow ในเดือนกรกฎาคม
  • แนะนำถือกองทุน K-GOLD-A(A) A-RING

Commodities: Hold 

  • แม้ล่าสุดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะคลี่คลายลง แต่เรามองสินค้าโภคภัณฑ์ในฐานะ “Hedging Position” โดยให้บทบาทเป็น Real-Asset Sleeve ขนาดจำกัดในพอร์ต (เช่น 5-10% ของมูลค่าพอร์ต) เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก Shock ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของเงินเฟ้อ ซึ่งมักเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างจากหุ้นและตราสารหนี้
  • แนะนำ Hedging พอร์ตด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านกองทุน SCBCOMP

จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน


บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

 

คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

tax-saving-funds-2026