(เงินล้าน) RSI คืออะไร? สัญญาณซื้อขายที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้!! แน่ใจจริงหรือ? ว่าคุณใช้ถูกแล้ว?

RSI คืออะไร

RSI เป็นเครื่องมือชี้วัดทางเทคนิคประเภท Momentum ใช้สำหรับวัดการแกว่งตัวของราคาว่ามีภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ การขายมากเกินไป (Oversold) โดยมีค่าตั้งแต่ 0-100 

โดยค่ามาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปนั้นจะอยู่ที่ 30 และ 70 โดยหาก RSI อยู่ในระดับที่ตํ่ากว่า 30 จะถือว่าราคาอยู่ในภาวะ “ขายมากเกินไป” (Oversold) และหากมากกว่า 70 จะถือว่าราคาอยู่ในภาวะ “ซื้อมากเกินไป” (Overbought)

แล้วภาวะ “ซื้อมากเกินไป” และ “ขายมากเกินไป” คืออะไร?

ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought)

ภาวะ “ซื้อมากเกินไป” หรือ Overbought คือ การที่ราคาพุ่งไปสูงมากๆ จนอาจจะไม่มีคนซื้อต่อ เพราะ คนเริ่มรู้สึกว่าหากซื้อที่ราคานั้นตนจะขายของไม่ออกนั่นเอง

ตัวอย่างก็เช่น การซื้อสินค้าแบรนด์เนมรุ่น limited หายากมาขายเก็งกำไร หากเราซื้อตอนเปิดตัวเราอาจจะได้ราคาตั้งต้น ณ ตอนนั้น แต่หากเวลาผ่านไปคนเริ่มหาของชิ้นนั้นได้ยากราคาจึงเพิ่มขึ้น โดยเราอาจจะขายต่อ ณ จุดนั้น แต่ในขณะเดียวกันคนที่ซื้อต่อเราไปหากนำไปขายต่อก็มีแนวโน้มจะไปขายต่อในราคาที่แพงขึ้นเช่นกัน เพราะซื้อมาในราคาที่แพงกว่าบวกกับการที่สินค้าเป็นของหายาก และด้วยราคาที่แพงขึ้นก็อาจจะทำให้ขายได้ยากขึ้นเช่นกัน

ภาวะขายมากเกินไป (Oversold)

ภาวะ “ขายมากเกินไป” หรือ Oversold คือ การที่ราคาลดลงมากๆ หรือมีแรงขายจำนวนมากจนราคาเริ่มถูก จนทำให้ผู้ที่ต้องการซื้ออยากซื้อ หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราแห่เข้าไปซื้อสินค้าอย่างของกิน ของใช้ ในช่วงที่มีโปรโมชั่นหรือการลดราคา มาตุนไว้ใช้ในภายภาคหน้า

RSI ใช้ยังไง?

วิธีใช้งานอย่างง่าย

“น้อยกว่า 30 คือ Oversold ให้ [ซื้อ]”

“มากกว่า 70 คือ Overbought ให้ [ขาย]”

แค่นี้ครับ… สิ่งที่ควรเข้าใจ แต่ในตลาดจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการซื้อขายหุ้นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์

วิธีใช้งานแบบ advance หรือวิธีที่ควรทำควบคู่กับการใช้ RSI

วิธีที่ 1: ใช้บ่งบอกสัญญาณในการ Breakout

ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวผมมองว่า RSI สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเข้าซื้อ ในระหว่างที่กราฟเกิดการสะสมของราคาแบบไร้ทิศทางหรือ sideway เป็นรูปแบบ price pattern ต่างๆ ได้ดีตัวหนึ่ง

จากภาพจะเห็นได้ว่าราคามีการทำ sideway แบบไร้ทิศทาง โดย RSI ก็แสดงเป็นลักษณะ sideway เช่นเดียวกัน โดยเป็นในรูปแบบของ Double Bottom ดังนั้นเราอาจจะตีเส้นเป็นแนวต้านใน RSI และหลังจากเส้น RSI อยู่เหนือแนวต้านที่เราตี ในขณะที่แท่งเทียนด้านบนปิดตัวพอดีเราอาจจะลองเข้าซื้อดู

วิธีที่ 2: ใช้บ่งบอกการกลับตัวของแนวโน้ม

ในส่วนนี้จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ Bullish divergence และ Bearish convergence

ส่วนที่ 1: Bullish divergence

Bullish divergence คือการที่การเคลื่อนที่ของราคาในกราฟขัดแย้ง กับ การเคลื่อนที่ของ RSI บ่งบอกถึงโอกาสในการกลับตัวของราคา “ลง” โดยจะเกิดในแนวโน้มขาขึ้น 

จากภาพจะเห็นได้ว่าในกราฟมีการทำแนวโน้มขาขึ้น โดยเกิด lower high และ higher high ตามลำดับ แต่ในทางกลับกัน RSI กลับทำ low และ higher low ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลงและเป็นการขัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกราฟอย่างสิ้นเชิง

หลังจากนั้นจะสังเกตได้ว่ากราฟได้ลดตัวลงมาพอประมาณหลังจากเกิดสัญญาณ Bullish divergence ซึ่งหากเกิดสัญญาณนี้เราแนะนำให้ขาย

ส่วนที่ 2: Bearish convergence

Bearish convergence คือการที่การเคลื่อนที่ของราคาในกราฟขัดแย้ง กับ การเคลื่อนที่ของ RSI บ่งบอกถึงโอกาสในการกลับตัวของราคา “ขึ้น” โดยจะเกิดในแนวโน้มขาลง หรือ สรุปง่ายๆ คือความเข้าใจตรงกันข้ามกับ Buliish divergence นั่นเอง 

จากภาพแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มในกราฟเป็นแนวโน้มขาลงมีการทำ higher low และ lower low ตามลำดับ โดยในขณะที่ RSI มีการทำแนวโน้มขาขึ้นเป็น high และ lower high ซึ่งขัดแย้งกับกราฟ ในกรณีนี้เราแนะนำให้ “ซื้อ” เพราะ มีความเป็นไปได้ว่าราคาจะกลับตัวขึ้น

เกร็ดเล็กน้อย

จากประสบการณ์ส่วนตัวควรให้กราฟกับตัว RSI วิ่งไปในทางตรงกันข้ามอย่างแท้จริง ไม่ใช่วิ่งไปในทางเดียวกันเล็กน้อยแล้วมั่นใจว่าเกิด Bullish divergence หรือ Bearish convergence เพราะ บางทีตัว RSI อาจจะแค่พักตามแนวโน้มเฉยๆ ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ในการดูพอประมาณ

อ่านแล้วคันมืออยากลองตีกราฟ กดได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างเลย ฟรี!!
https://www.finnomena.com/stock/setindex

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

วิธีที่ 3: ใช้บ่งบอกจุดเข้าซื้อระหว่างแนวโน้ม

หลายๆ ครั้งที่หากแนวโน้มรันเทรนด์ไปแล้วเราไม่รู้จะเข้าซื้อในจังหวะไหนดี หรือกลัวว่าซื้อไปแล้วราคาที่เราซื้อจะแพงไปหรือติดดอย RSI เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ใช้บอกจุดเข้าได้ โดยที่ระดับตํ่ากวํ่า 30 เราอาจจะเข้าซื้อ โดยมีขั้นตอนดังนี้

3.1) ภาพรวมแนวโน้ม

ควรเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนดังภาพก่อนโดยดังภาพมีการเกิด high, lower high และ new high ตามลำดับซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มขาขึ้น

3.2) เข้าซื้อตามสัญญาณ RSI

หลังจากนั้นที่จุดเข้าซื้อจะสังเกตได้ว่า RSI อยู่ที่ระดับตํ่ากว่า 30 โดยเราก็เข้าซื้อได้เลย

ข้อควรระวัง

  1. ควรสังเกตให้ชัดเจนว่ามีสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน จึงเข้าซื้อตาม RSI 
  2. เคส 30 ในระหว่างแนวโน้ม เป็นเคสที่เกิดขึ้นยากพอสมควร เพราะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระดับราวๆ 50 แต่อย่างไรก็ตามในความเห็นส่วนตัวหากตํ่ากว่า 30 และเกิดระหว่างแนวโน้ม ถือว่าเป็นจุดเข้าซื้อที่เชื่อถือได้

สรุปและสิ่งที่ควรรู้

การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการบ่งบอกการซื้อขายถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะมีโอกาสผิดพลาดสูง โดยเราต้องใช้ความรู้ในด้านอื่นๆประกอบการตัดสินใจด้วย เช่น การเกิดแนวโน้ม รูปแบบราคา หรือรูปแบบแท่งเทียนต่างๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นการอ่านกราฟให้แม่นยำต้องเกิดจากประสบการณ์ลองผิดลองถูก สังเกตพฤติกรรมราคาของสินทรัพย์ที่ตนเทรดบ่อยๆ ดังนั้นการฝึกฝนเป็นสิ่งสำคัญ ผมเชื่อว่าหากเราพยายามทำสิ่งใดอย่างตั้งใจจริงแล้วไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ สุดท้ายนี้ผมขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเทรดครับ

อ่านแล้วคันมืออยากลองตีกราฟ กดได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างเลย ฟรี!!
https://www.finnomena.com/stock/setindex

Mr. Serotonin

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน