…และแล้ว มันก็เป็นไปอย่างที่คิด ที่เขียน รวมถึงออกรายการเพื่อเตือนหลายครั้งว่า วงจรอุบาทว์มันกำลังกลับมาอีกแล้ว?

เรื่องมันเริ่มด้วยการที่ ตลาดได้ New Money เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ที่โถมเข้ามานับตั้งแต่วันที่ MSCI เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 28 พ.ค.62 (ทั้ง Passive และ Active Fund) จนถึง 5 ก.ค.62 รวมกว่า 7.4 หมื่นล้านบาท ถือเป็นปริมาณเงินไหลเข้าตลาดหุ้นที่สูงที่สุดเมื่อเทียบประเทศอื่นๆในภูมิภาค Southeast Asia

New Money ที่เข้ามามันเป็นน้ำมันที่เพิ่มสภาพคล่องและฟื้นฟูตลาดที่กำลังแห้งเหือดให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ดัชนีทะยานกลับขึ้นมาเกินระดับ 1,700 จุด ซึ่งเป็นระดับที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าไปรับซื้อและติดค้างมาตั้งแต่ต้นปี 2561 เมื่อดัชนีกลับมาที่เดิม ทำให้ตลาดเข้าสู่วงจรเฟสที่ 2 คือ นักลงทุนรายบุคคลในประเทศสามารถที่จะหมุนหุ้น หรือขายหุ้นที่ค้างมานาน

เงินนอกไหลเข้า เงินในประเทศเริ่มทำงาน ตลาดจึงเข้าสู่วงจรเฟสที่ 3 คือ การเพิ่มวงเงินลงทุนของนักลงทุนในประเทศ เมื่อพอร์ตเริ่มได้กำไร ก็กล้าเสี่ยง กล้าลงทุนเพิ่ม หากเงินทุนของตัวเองมีไม่มากพอ ก็ขอวงเงิน Margin เพิ่ม และ Block Trade มันก็คือคำตอบ

Block Trade คืออะไร ก่อนจะไปรู้ความหมาย ของเกริ่มที่มาก่อนว่า แรกเริ่มเดิมทีตลาดอนุพันธ์จะมีผลิตภัณฑ์หนึ่งชื่อว่า Single Stocks Futures หรือการลงทุน Futures กับหุ้นรายตัว ซึ่งตั้งแต่ที่มีผลิตภัณฑ์นี้จนถึงปี 2556 ปัญหาใหญ่ที่เจอคือ ปัญหาสภาพคล่อง นักลงทุนไม่นิยมในผลิตภัณฑ์นี้มากนัก หุ้นแต่ล่ะตัวตั้งซื้อ-ขาย กันน้อยจนไม่น่าสนใจ จนเมื่อปี 2556 ทางตลาดจึงแก้ปัญหาด้วยการให้บริษัทหลักทรัพย์ (โบรเกอร์) เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้เพิ่มสภาพคล่อง วิธีการคือโบรกเกอร์เหล่านี้จะทำตัวเป็นคู่สัญญาให้กับผู้ซื้อทุกคน ทั้งขาซื้อหรือขาย โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ซื้อขายจะต้องทำสัญญา เป็นจำนวนขั้นต่ำตามเกณฑ์ที่มีกำหนดขึ้นมาจากตลาดหลักทรัพย์

กล่าวคือ เมื่อมีผู้ที่ต้องการจะซื้อล่วงหน้า Long โบรเกอร์ก็จะเป็นฝ่ายขายล่วงหน้า Short ให้ แต่โบรเกอร์ก็จะปิดความเสี่ยงตัวเองด้วยการไป “ซื้อหุ้นจริงในกระดาน” ประเด็นมันอยู่ตรงที่ นักลงทุนที่ทำการ Long ใช้แค่เงินหลักประกัน ซึ่งอาจใช้แค่ 1 ใน 10 ของมูลค่าหุ้นจริง ส่วนโบรเกอร์ก็ใช้เงินเต็มจำนวนไปซื้อหุ้นจริง

ในทางตรงกันข้าม เมื่อมีผู้ต้องการจะขายล่วงหน้า Short โบรเกอร์ก็จะเป็นผู้ซื้อล่วงหน้า Long ให้ และโบรเกอร์ก็จะหายืม หุ้นจริงมาขายในกระดาน ซึ่งเท่ากับว่า นักลงทุนสามารถขายหุ้นทั้งๆที่ตัวเองไม่มีหุ้น และใช้เงินแค่ใน 1 ใน 10 ของมูลค่าจริงในการขาย Short

นักลงทุนได้เสี่ยงในอัตราทด 10 เท่า ส่วนโบรกเกอร์ได้อะไร โบรกเกอร์ก็ได้ ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย และดอกเบี้ยจากวงเงินที่ต้องไปซื้อหุ้นในกระดานจริง

มาถึงบรรทัดนี้ไม่ต้องตีความให้มากมาย Block Trade มันก็คือการปล่อย Super Margin นั่นเอง ผมจำได้ว่าสมัยที่กำลังจะเริ่มมี Block Trade ใหม่ ผมเคยบอกเจ้านายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่ามันคือ Super Margin ที่จะทำให้ตลาดปั่นป่วนและนักลงทุนพังง่ายกว่าเดิม แต่ก็ไม่มีใครเชื่อผมกันมากนัก

Block Trade เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 แรกๆคนก็ยังไม่สนใจมากนัก วงเงินรวมทั้งระบบไม่เกิน 1 พันล้านบาท แต่พอมาปี 2559 ตลาดเริ่มฟื้นตัว จากต้นปีที่มีวงเงิน 3 พันล้านบาท พอถึงสินปีดัชนีปรับเพิ่มขึ้นกว่า 24% วงเงิน Block Trade ขยายเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาค้างที่ 2 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ พ.ค. – ส.ค.60 ก่อนที่ดัชนีจะดีดตัวจาก 1,550 จุด สู่ 1,830 จุด ที่น่าตกใจคือในช่วง Bullish จาก ก.ย.60- ก.พ.61 วงเงิน Block Trade พุ่งจาก 2 หมื่นล้านบาทเป็น 5.2 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน

หุ้นบางตัวมีวงเงินสูงถึง 3 พันล้านบาท นั่นคือเรื่องที่น่าสยดสยองมาก เพราะการลงทุน Block Trade มันมีอัตราทดในระดับ 5-20 เท่า หากวันใดตลาดเกิดความผันผวน ราคาหุ้นจริงปรับลดลงในระดับ 3-5% มันก็จะก่อนความเสียหายให้กับผู้ลงทุนผ่าน Block Trade อย่างหนัก และตามมาด้วยการขายตัดขาดทุน ซึ่งการขายตัดขาดทุนแบบ Block Trade มันมีปริมาณเยอะก็จะยิ่งซ้ำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ในปี 2561 ตลาดหุ้นไทยถูกนักลงทุนต่างประเทศ เทขายกระหน่ำกว่า 2.87 แสนล้านบาท โดยขายในช่วง ก.พ. – ม..ย.61 หนักกว่า 1.6 แสนล้านบาท หุ้นหลายตัวปรับลงแบบฉับพลัน ตามมาด้วยการถูก Force Sell ของ Block Trade เราถึงได้เห็นความพินาศของหุ้นที่ได้ขึ้นชื่อว่า Growth Stock หลายๆตัว

ผลจากการลงและตัดขาดทุนอย่างรุนแรงในปี 2561 ได้ทำให้วงเงิน Block Trade จากระดับ 5.2 หมื่นล้านบาทตอนต้นปี เหลือเพียง 1.8 หมื่นบาทในสิ้นปี มูลค่าหายไปถึง 3.3 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่านักลงทุนที่ลงทุนผ่าน Block Trade เสียหายยับเฉลี่ย 63%

ลูกค้าหลายคนของบริษัทเดิมของผม ซึ่งผมก็มักจะเตือนพวกเค้าให้ระวังการลงทุน แต่จะทำยังไงได้ ความโลภมันไม่ปราณีใคร สุดท้ายจาก 10 ล้านก็เหลือกันเพียง 1-2 ล้าน บาดเจ็บเลือดสาดกันถ้วนหน้า

ขอจบตอนที่ 1 ไว้ตรงนี้ก่อนครับ
ประกิต สิริวัฒนเกตุ


หมายเหตุ : ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ | ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนทำการลงทุน

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม