Analysis: 5 ข้อต้องรู้ ก่อนลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย หลังดัชนีทำจุดสูงสุดใหม่ ไม่สนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อ เจาะกองทุนหุ้นอินเดีย ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี เฉลี่ย 48%

ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย กำลังเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ หลายวันติดต่อกัน แม้ว่าอินเดียจะมีสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงกว่าจีน

ความแตกต่างระหว่างตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 และ อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชีย ทำให้นักลงทุนต่างชาติหมุนเวียนเงินทุนออกจากจีนเข้าสู่อินเดีย หลังการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีจีน ได้กวาดล้างมูลค่าหุ้นจีนไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ 5 ข้อต้องรู้ ก่อนลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย หลังดัชนีทำจุดสูงสุดใหม่ ไม่สนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อ มีดังนี้ 

🇮🇳  1) หุ้นจีนและหุ้นอินเดียมี Correlation ต่ำ

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหลักของทั้ง 2 ประเทศ มักเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกัน เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย หุ้นอินเดียมีความสัมพันธ์ต่อหุ้นจีนต่ำที่สุด เนื่องจากหุ้นในดัชนี Sensex ของอินเดียส่วนใหญ่ เน้นการบริโภคในประเทศ และการส่งออกซอฟต์แวร์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับจีน ในขณะที่ตลาดหุ้นอื่น อย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ มีความเชื่อมโยงกับจีนอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลจาก Refinitiv แสดงค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) เฉลี่ย 90 วันล่าสุด ระหว่างดัชนี Sensex ของอินเดีย  และ ดัชนี CSI 300 ของจีน อยู่ที่เพียง 0.04 เทียบกับ 0.16 ของไต้หวัน และ 0.25 ของเกาหลี โดยค่าสหสัมพันธ์ที่ใกล้ 0 หมายความว่า ตัวแปรทั้งสองไม่เชื่อมโยงกัน ในขณะที่ค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ 1 หมายความว่า ตัวแปรทั้งสองเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

Herald van der Linde หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นเอเชียจาก HSBC ฮ่องกง กล่าวว่า หุ้นจีนและหุ้นอินเดียมีการเคลื่อนไหวในแนวทางของตัวเอง เพราะบริษัทในอินเดียไม่ค่อยเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนหรือสหรัฐฯ โดยหากนักลงทุนต้องการเทขายหุ้นจีน ก็สามารถมานำเงินมาลงทุนในอินเดียแทนได้

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อินเดียกลายมาเป็นผู้รับเงินรายใหญ่ที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติรองจากจีน ในขณะที่ข้อมูลจาก Goldman Sachs รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายหุ้นในตลาดต่างๆ ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้และไต้หวัน ทำให้มีกระแสเงินไหลออกจากตลาดเอเชียเกิดใหม่มูลค่ากว่า 42,800 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 31 ส.ค. 

🇮🇳  2) อินเดียกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักลงทุน

ในบรรดาดัชนีประเทศขนาดใหญ่ ตลาดหุ้นอินเดียสามารถทำกำไรได้มากสุดในปีนี้ ซึ่งการปรับขึ้นดังกล่าว ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มการเงิน, สาธารณูปโภค, อุตสาหกรรม และ สินค้าฟุ่มเฟือย โดยนักลงทุนไม่สนใจต่อจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมากในอินเดีย โดยคาดว่ารัฐบาลและธนาคารจะยังดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลักดันให้เกิดการปฏิรูปต่อไป

นักลงทุนต่างชาติยังได้รับประโยชน์จากการลงทุนครั้งแรกของนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมากเนื่องจากผลตอบแทนจากเงินฝากในธนาคารลดลงเรื่อยๆ โดยหน่วยงานกำกับดูแลตลาด รายงานว่า มีนักลงทุนรายย่ยเพิ่มขึ้นเกือบ 35% สู่ 55 ล้านราย ในปีงบประมาณที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของนักลงทุนรายย่อยในประเทศ และการไหลออกของเงินทุนจากจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ทำให้อินเดียกลายเป็นจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจ โดยตั้งแต่ต้นปี มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียแล้วกว่า 7,200 ล้านดอลลาร์ ทำให้ประเทศมีสถานะซื้อสุทธิจากต่างประเทศ 3 ปี ติดต่อกัน

🇮🇳  3) 3 อันดับกองทุนหุ้นอินเดียผลงานย้อนหลังโดดเด่น (ข้อมูล ณ วันที่ 6 ก.ย. 2564)

จากข้อมูลของ FINNOMENA พบว่ากองทุนหุ้นอินเดีย ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปีอยู่ที่ 48.53% และ ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 10.45% โดยกองทุนที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น 3 อันดับแรก คือ

  1. B-BHARATA กองทุนเปิดบัวหลวงภารตะ
  • ผลการดำเนินงาน 1 ปี: 58.90%
  • ผลการดำเนินงาน 3 ปี: 15.07%

📌 ดูข้อมูลกองทุนนี้ต่อได้ที่: https://www.finnomena.com/fund/B-BHARATA

  1. ASP-INDIA กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อินเดีย ไดนามิกส์ อิควิตี้
  • ผลการดำเนินงาน 1 ปี: 58.52%

📌 ดูข้อมูลกองทุนนี้ต่อได้ที่: https://www.finnomena.com/fund/ASP-INDIA 

  1. TMBINDAE กองทุนเปิดทีเอ็มบี India Active Equity
  • ผลการดำเนินงาน 1 ปี: 56.11%
  • ผลการดำเนินงาน 3 ปี: 13.27%

📌 ดูข้อมูลกองทุนนี้ต่อได้ที่: https://www.finnomena.com/fund/TMBINDAE

คำเตือน: ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

🇨🇳  4) ตลาดหุ้นอินเดียสร้างสถิติใหม่ต่อเนื่อง ทำให้ Valuation อาจเริ่มแพงเกินไป

ดัชนี CSI 300 ซึ่งประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นปรับตัวลดลง 17% จากจุดสูงสุดในเดือน ก.พ. ในขณะที่ ดัชนี Sensex ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 20% จากจุดต่ำสุดในปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และสร้างสถิติใหม่อีกครั้งในวันศุกร์ (3 ก.ย.)

ขณะนี้ ตลาดหุ้นอินเดียซื้อขายที่ P/E 30 เท่าใน 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่า P/E เฉลี่ยเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่อยู่ 21 เท่า ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์เริ่มระมัดระวังการลงทุนในอินเดียมากขึ้น

Sunil Tirumalai หัวหน้ากลยุทธ์อินเดียจาก UBS Global Research กล่าวว่า ความท้าทายต่างๆ ที่หุ้นจีนต้องเผชิญ ทำให้หุ้นอินเดียดูน่าสนใจมากขึ้น แต่ด้วยมูลค่าที่แพงเกินไปของหุ้นอินเดีย อาจทำให้เงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นจีนจะเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วแทน โดยแม้หุ้นอินเดียอาจเป็นจุดที่ดีในการลงทุนระยะยาว แต่ในตอนนี้หุ้นอินเดียได้ปรับตัวขึ้นเร็วเกินไป และควรมีปัจจัยที่ลดความร้อนแรงดังกล่าวลง

🇨🇳  5) ระวัง เงินทุนบางส่วนเริ่มไหลกลับเข้าจีนแล้ว

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนเริ่มส่งสัญญาณกลับมาอีกครั้ง หลัง JD.com ผู้ค้าปลีกออนไลน์ เปิดเผยรายได้ที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเห็นของ Ray Dalio ที่กล่าวว่า หุ้นจีนควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นส่วนสำคัญของพอร์ตการลงทุน

Goldman Sachs รายงานว่า เงินทุนบางส่วนเริ่มไหลกับสู่หุ้นจีน โดยมีรายงานการเทขายหุ้นอินเดียถึง 100 ล้านดอลลาร์ (24 ส.ค.) ในขณะที่ Blackrock กำลังแนะนำให้ลูกค้าพิจารณาประเทศจีนแยกจากตลาดเกิดใหม่อื่น พร้อมแนะนำให้เพิ่มการลงทุนในจีน

แรงเทขายในหุ้นจีน ทำให้ P/E ratio ต่อ กำไรใน 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นจีน ลดลงอยู่ที่ 16 เท่า จาก 19 เท่า ในเดือน ก.พ. กระตุ้นให้เหล่าผู้จัดการกองทุนกลับเข้าซื้อหุ้นจีนในช่วงปลายเดือน ส.ค.

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง รายงานว่า เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นในเดือน ส.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าของเดือน ก.ค.

อ้างอิง: https://asia.nikkei.com/Spotlight/Market-Spotlight/Why-China-s-stock-market-tumble-is-giving-India-s-a-lift  

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน
10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม