เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”

หลายคนคงเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่าการลงทุนต้องใช้เวลา และความจริงก็เป็นจริงตามนั้น ในเรื่องการลงทุนยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดี และผู้เขียนมองว่าการใช้เวลาลงทุนในตลาดนานๆ สำคัญกว่าการมีเงินลงทุนเริ่มต้นเยอะๆ 

ก่อนที่ทัวร์จะลงหรือเกิดความเห็นแย้งขึ้นมาว่า “เฮ้ย เงินเยอะต้องได้เปรียบมากกว่าอยู่แล้ว ไม่งั้นคนรวยไม่ยิ่งรวยขึ้นไปหรอก” บทความนี้จะมาถกเถียงกันในหัวข้อนี้หน่อยว่า การเริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก ได้เปรียบกว่าการเริ่มด้วยเงินก่อนใหญ่แต่ลงทุนช้ากว่าอย่างไร เชิญติดตามครับ

3 ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ

หลายบทความของ FINNOMENA จะย้ำ 3 เรื่องนี้บ่อยมากๆ เรื่องของปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงกับผลลัพธ์ของการลงทุน 3 ข้อ ได้แก่ ระยะเวลา เงินต้น และอัตราผลตอบแทน

ที่ต้องรู้ 3 เรื่องนี้ก็เพื่อให้นักลงทุนมีความคาดหวังอยู่บนความเป็นจริง ไม่หวังรวยเร็วจากการลงทุน ไม่ดูแคลนเงินลงทุนเริ่มต้นน้อยๆ และเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้

และอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ผู้เขียนมองว่าเรื่องของ “ระยะเวลา” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ต่อไปนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมการเริ่มต้นลงทุนให้ไวจะสร้างประโยชน์ให้กับนักลงทุนมากกว่าที่คิด

5 ข้อได้เปรียบของคนเริ่มเร็ว

1.  แค่มีเวลาก็ลดความเสี่ยงในการลงทุนได้

นักลงทุนที่เคยลงทุนจะคุ้นเคยกับ “แบบประเมินความเสี่ยง” ที่ต้องทำก่อนเปิดบัญชีลงทุนหลักทรัพย์ไม่ว่าเปิดกับที่ใดก็ตาม คำถามข้อแรกที่แบบทดสอบจะถามคือ “ปัจจุบันคุณอายุเท่าไร?”

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”
ที่มา: www.sec.or.th

คำถามนี้เหมือนจะเป็นคำถามที่ถามข้อมูลส่วนตัวเฉยๆ แต่จริงๆ มันมีนัยสำคัญซ่อนอยู่ ในการคิดคะแนนความเสี่ยง ยิ่งคุณอายุมากเท่าไร (เช่นตัวเลือกแรก อายุมากกว่า 55 ปี) คะแนนการรับความเสี่ยงจะต่ำ ในขณะที่ยิ่งคุณอายุน้อยเท่าไร (เช่นตัวเลือกสุดท้าย อายุน้อยกว่า 35 ปี) คะแนนการรับความเสี่ยงจะสูง

นั่นหมายความว่าคนที่อายุน้อย จะสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากกว่าคนที่อายุเยอะ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบมีอยู่ 2 เหตุผล เหตุผลแรกเป็นเพราะว่าในการลงทุน ยิ่งมองในภาพระยะยาวความผันผวนยิ่งต่ำลง เช่น หุ้นบริษัทคุณภาพดี ในระยะสั้น 1-2 ปีอาจจะขึ้นๆ ลงๆ แต่ระยะยาว 10 ปีขึ้นไป กราฟหุ้นบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นขาขึ้น เพราะบริษัทที่ดีเหล่านี้จะเติบโตไปตามเศรษฐกิจเป็นปกติอยู่แล้ว ยิ่งเราอยู่ในการลงทุนนานเท่าไร โอกาสที่การลงทุนจะได้กำไรก็มีสูง

เหตุผลที่สองคือคนที่อายุน้อยจะยังไม่ต้องรีบใช้เงินมากนัก ถึงการลงทุนที่ถืออยู่จะขาดทุน แต่ในเมื่อยังไม่รีบใช้เงิน ก็ยังสามารถถือต่อไปได้ นี่คือความสามารถในการรับความเสี่ยง ในขณะที่ถ้าเราอายุ 55 ปีใกล้จะเกษียณ ใกล้ถึงเวลาต้องใช้เงิน ความผันผวนแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะทำให้แผนการใช้เงินของเราผิดเพี้ยนไปได้ ดังนั้นในเวลาที่ใกล้เกษียณก็ไม่ควรลงสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างพวกหุ้นเยอะ เพราะเรารับความเสี่ยงได้ไม่สูงเท่าคนที่อายุน้อย

ดังนั้น ไม่ว่าตอนนี้เราจะอายุเท่าไรก็ตาม เวลาที่เรามีถือเป็นทรัพยากรชั้นดีในการลงทุน เพราะการมีเวลาทำให้เราสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น และนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นในระยะยาวก็มีมากตามเช่นกัน

2.  ผลตอบแทนทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่

“Compound interest is the 8th wonder of the world. He who understands it, earns it; he who doesn’t, pays it.”

– Albert Einstein

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยพูดถึงดอกเบี้ยทบต้นไว้ว่า “ดอกเบี้ยทบต้นถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันที่ 8 ของโลก ใครที่เข้าใจมันก็จะได้รับมัน ในขณะที่ใครที่ไม่เข้าใจมัน ก็จะต้องจ่ายมัน” คำพูดนี้หมายความว่า ใครที่เข้าใจพลังของการทบต้น ก็จะนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อให้อัตราผลตอบแทนทบต้นเติบโตขึ้นไปทุกปี และได้รับเงินส่วนนั้นไป ส่วนคนที่ประมาทพลังของการทบต้น ก็จะเผลอกู้หนี้ยืมสินมากจนเกินตัว เมื่อใช้หนี้ไม่ได้ดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะทบต้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายคนนั้นก็ต้องจ่ายให้กับความไม่รู้นั้น

ผลตอบแทนแบบทบต้นจะทำงานได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมันมีเวลาที่มากพอ ถามว่าพอมันได้ทำงานของมันแล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไง ให้ภาพด้านล่างช่วยตอบน่าจะชัดเจนมากขึ้น

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”
ที่มา: https://www.finnomena.com/z-story/time-is-key/

ภาพนี้มาจากบทความที่ทางบ้านแชร์เข้ามาที่เว็บไซต์ของ FINNOMENA ซึ่งเปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจน ว่าระหว่างการที่เรามี “เวลาเยอะ” กับ “มีเงินเยอะ” แบบไหนที่จะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน โดยในที่นี้มีตัวละครอยู่ 2 คน คือ อ้วน กับ ผอม

อ้วนเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 21 ปี ลงทุน 12,000 บาททุกปีจนถึงอายุ 30 ปี (รวมต้นทุน 120,000 บาท) ส่วนผอมเริ่มลงทุนตอนอายุ 31 ปี ลงทุนปีละ 12,000 บาทเหมือนกันไปจนถึงอายุ 60 ปี (รวมต้นทุน 360,000 บาท) คิดอัตราผลตอบแทนทบต้นที่ 8% ต่อปี ให้ทายว่าอ้วนที่ลงทุน 120,000 บาท กับผอมที่ลงทุน 360,000 บาท พออายุ 60 ใครจะมีเงินเยอะกว่ากัน?

คำตอบคือ อ้วนมีเงินเยอะกว่าถึง 400,000 บาท! เป็นเรื่องที่น่าจะขัดกับ Common Sense ของคนส่วนใหญ่พอสมควร และนั่นแหละที่ทำให้มีแค่คนส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน สาเหตุที่อ้วนมีเงินเยอะกว่าทั้งๆ ที่ลงทุนน้อยกว่า เป็นเพราะว่าเงินของอ้วนแช่อยู่ในอัตราผลตอบแทนทบต้นนานกว่าผอม (นานกว่าประมาณ 10 ปี) และนี่คือผลลัพธ์ของการที่อัตราผลตอบแทนทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่

3.  ได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนผ่านประสบการณ์จริง

ทุกเรื่องถ้าอยากชำนาญต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ไม่มีใครเก่งเลยตั้งแต่ครั้งแรก การลงทุนก็เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ที่ต้องเรียนรู้ให้มาก ต้องเจอกับความผิดพลาด ต้องแก้ไข ถึงจะทำได้ดี และจะทำทั้งหมดนี้ได้ ต้องมี “เวลา”

ยิ่งเราเริ่มลงทุนเร็ว เรายิ่งได้เจอกับ “ของจริง” ได้เร็วขึ้น ของจริงที่ไม่เหมือนในตำราหรือคำบอกเล่าจากคนอื่น เจอกับความขัดแย้งข้างในจิตใจเวลาพอร์ตขาดทุน เจอกับความโลภที่มาครอบงำเวลาที่พอร์ตกำไร ทำให้ขายหมูออกมา เจอกับความผันผวนที่อาจจะทำให้เรานอนไม่หลับถ้าจัดการไม่ดี และเจอกับอะไรอีกมากมายที่ถ้าไม่ก้าวเข้ามาลงทุนก็ไม่มีวันได้สัมผัส ยิ่งเราเริ่มต้นด้วยเงินน้อยๆ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากทำผิดพลาดก็จะน้อยกว่า และทำให้เราลุกขึ้นใหม่ได้ไวกว่า กลับกันคนที่เข้ามาในตลาดด้วยเงินจำนวนมากและสูยเสียมันไปอย่างรวดเร็ว อาจจะเข็ดขยาดและเลิกลงทุนก่อนที่จะได้เรียนรู้ก็ได้

นักลงทุนที่เก่งๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่ใช้เวลาอยู่ในตลาดมานาน อาจจะมีบ้างกับคนที่ดวงดีและประสบความสำเร็จตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เข้ามาลงทุน แต่ในระยะยาวแล้วนักลงทุนทุกคนที่อยู่รอดในตลาด “ไม่มีคำว่าฟลุค” แน่นอน ทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยฝีมือที่ขัดเกลาจากประสบการณ์ตรงล้วนๆ

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”
Warren Buffett ลงทุนตั้งแต่อายุ 11 ตอนนี้อายุ 90 ก็ยังอยู่ในตลาด ตัวจริงไม่มีคำว่าฟลุค
ที่มารูปภาพ: www.businessinsider.com

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

อีกเรื่องนอกจากความสามารถในการตัดสินใจต่างๆ คือเรื่องของ “ความรู้” จุดสำคัญเลยที่ทำให้คนเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนเรียนรู้เกี่ยวกับตลาด เป็นเพราะว่าเค้ามีพอร์ตที่ต้องดูแลและไม่อยากลงทุนมั่วๆ เลยต้องศึกษาหาความรู้ไว้ ถามว่าถ้าเกิดเราไม่ได้มีพอร์ตที่ต้องดูแล เราจะสนใจศึกษาเพิ่มเติมไหม? ก็คงไม่ค่อยสนใจ

ทั้งของการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการหาความรู้เพิ่มเติม ถูกกระตุ้นหลังจากที่เราเริ่มต้นเข้ามาลงทุนทั้งนั้น (เหมือนถูกบังคับให้ว่ายน้ำโดยการโยนลงไปในสระ) แค่เราออกจาก Comfort Zone ในตอนแรกทุกอย่างก็ตามมาโดยอัตโนมัติ นี่เป็นอีกข้อดีหนึ่งของการเริ่มลงทุนให้ไว

4.  เป็นการสร้างนิสัยการเงินที่ดีตั้งแต่เนิ่นๆ

นิสัยแย่ๆ ไม่ได้แก้ได้ในวันหรือสองวัน ฉันใดก็ฉันนั้น นิสัยดีๆ ก็ต้องใช้เวลาสร้างเหมือนกัน ต้องอาศัยการทำบ่อยๆ จนเรื่องที่เคยฝืนในตอนแรก อย่างการประหยัดค่าใช้จ่าย หรือการเก็บเงินลงทุน ค่อยๆ กลายเป็นความเคยชิน และพอทำบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จากความเคยชินก็จะกลายเป็นธรรมชาติของเราที่ทำไปโดยอัตโนมัติ

ในข้อที่ 3 การเรียนรู้ต้องใช้เวลา ในข้อที่ 4 นี้เรื่องของการสร้างนิสัยทางการเงินที่ดีก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเหมือนกัน และเช่นเดียวกับเรื่องของการเรียนรู้ แค่เราเริ่ม ทุกอยากก็จะค่อยๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ

เรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”
การสร้างนิสัยเหมือนโดมิโน่ ต้องล้มตัวแรกให้ได้ก่อน แล้วตัวอื่นก็จะล้มตามมา

สิ่งที่จะตามมาหลังจากเราเริ่มลงทุนมีอะไรบ้าง? การลงทุนมันไม่ใช่แค่การเอาเงินไปซื้อสินทรัพย์แล้วจบ แต่ก่อนที่เราจะมีเงินก้อน ก็ต้องเกิดจากการเก็บออมเงิน จะเก็บออมได้เราก็ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ต้องมีวินัยทางการเงินที่แข็งแรงมากขึ้น หลังจากเอาเงินก้อนไปลงทุนในสินทรัพย์เรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องศึกษาเรื่องการลงทุนเพิ่มเติม ต้องติดตามข่าวสาร เพื่อให้เงินในพอร์ตของเราเติบโตได้ดียิ่งขึ้น และเนื่องจากการลงทุนเราลงทุนเพื่ออนาคต เพราะฉะนั้นเราก็จะถูกฝึกให้เป็นคนที่มองไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เราทำวันนี้จะออกดอกออกผลในวันข้างหน้า ฝึกให้เราอดทนรอ ฝึกให้เราอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

ทั้งหมดที่พูดมา เกิดจากการที่เราตัดสินใจ “เริ่มต้นลงทุน” แค่นั่นเอง เหมือนเราสร้างนิสัยที่ดีไว้หนึ่งอย่าง แล้วนิสัยที่ดีอื่นๆ ก็จะตามมา ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว และสำหรับคนที่ยังลังเล รับรองว่ากระสุนที่เรียกว่าการลงทุนจะยิงนกให้คุณได้หลายตัวแน่นอน

5.  เป็นอิสระจากภาระทางการเงินได้ไวกว่า

ประโยชน์ข้อสุดท้ายค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ต้องอธิบายเยอะ การลงทุนไม่ใช้การรวยเร็ว แต่เป็นการค่อยๆ รวย ดังนั้นใครเริ่มก่อนก็จะได้ดอกผลจากการลงทุนก่อน

เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก คล้ายๆ กับการลดน้ำหนัก แรกๆ มันจะยังไม่ค่อยเห็นผลและทำให้คนส่วนใหญ่ท้อแท้ แต่ถ้าเราอดทน มีวินัยทำอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์เล็กๆ ในแต่ละวันก็จะรวมกันเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ เหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก ความสำเร็จในการลงทุนก็คล้ายๆ กัน

รู้อะไรไม่เท่า “รู้งี้ลงทุนตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วดีกว่า” ดังนั้นเริ่มให้ไว และทำให้ต่อเนื่อง ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงาน FINNOMENA ครับ

สรุป

ถ้าจะสรุปบทความนี้ซึ่งยาวมากแล้ว ก็คงอยากบอกว่า ทุกคนควรเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุน จนมีความรู้ในระดับที่เรามั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน หลังจากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มลงทุนเลย

ไม่จำเป็นต้องรอให้มีความรู้ระดับมืออาชีพถึงค่อยเริ่มลงทุน เพราะคำว่าพร้อม 100% ไม่มีอยู่ในโลกของการลงทุนอยู่แล้ว จุดสำคัญคือขอให้เราเริ่มให้ไว และเราจะได้ประโยชน์ทั้ง 5 ข้อที่ได้กล่าวไว้ในบทความนี้แน่นอน

ทิ้งท้ายสำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน

สำหรับคนที่รู้สึกว่าสนใจจะเริ่มลงทุนแล้ว แต่ยังขาดความมั่นใจ ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี การมีที่ปรึกษาเรื่องการลงทุนคอยดูแลในช่วงแรกจะช่วยได้มาก เพราะที่ปรึกษาจะสามารถไกด์เราให้เรามีความรู้ที่ถูกต้องได้ ช่วยปรับจูนให้เราเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน ฝึกอัปเดตตลาดที่เราอาจจะไม่มีเวลาติดตามมากนัก และมีคนให้สอบถามได้หากเรามีข้อสงสัยที่ไม่รู้จะไปหาคำตอบจากไหน

สำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป สามารถลงชื่อเพื่อรับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลจากที่ปรึกษาของ FINNOMENA ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และที่ปรึกษาทุกคนมีใบอนุญาต (License) รับรองจาก กลต. และผ่านการฝึกอบรมจาก FINNOMENA เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนักลงทุนมั่นใจได้ว่าที่ปรึกษาจะเข้ามาช่วยดูแลเงินลงทุนของนักลงทุนได้แน่นอน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ที่ https://www.finnomena.com/campaign-ifa-services/ ครับ

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน