
วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติเห็นชอบให้ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ด้วยคะแนน 54 ต่อ 45 เสียง ซึ่งเป็นการโหวตที่แบ่งตามขั้วการเมืองชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมี จอห์น เฟตเตอร์แมน เป็นเดโมแครตเพียงคนเดียวที่โหวตสนับสนุน วอร์ชจะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก เจอร์โรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในวันศุกร์นี้ ท่ามกลางความคาดหวังจากประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ถูกมองว่าเป็น “Mission Impossible” เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสวนทางกับความต้องการของทำเนียบขาว โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายนพุ่งแตะ 3.8% และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) กระโดดสูงถึง 6% ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตพลังงานในสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก จนราคาน้ำมันและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
ในการพิจารณาตำแหน่ง วอร์ชยืนยันว่าจะไม่เป็นหุ่นเชิดของทรัมป์ และจะรักษาความเป็นอิสระของ Fed อย่างเต็มที่ ขณะที่ สว. ฝั่งเดโมแครตอย่าง เอลิซาเบธ วอร์เรน วิจารณ์ว่าเขาไม่เหมาะสมและถูกส่งมาเพื่อทำตามคำสั่งการเมืองเท่านั้น นอกจากเรื่องดอกเบี้ยแล้ว วอร์ชยังมีแผนปฏิรูป Fed ครั้งใหญ่ เช่น การทบทวนงบดุลมูลค่า 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ และการยกเลิก Dot Plot เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการตัดสินใจนโยบายการเงิน
ความท้าทายหลักของวอร์ชคือการรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันจากทรัมป์ที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำ กับความจำเป็นในการสกัดเงินเฟ้อที่กำลังร้อนแรง นักวิเคราะห์มองว่าหากวอร์ชไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ หรือยอมอ่อนข้อต่อการเมืองจนเกินไป เสถียรภาพของระบบการเงินสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นจากตลาดโลกอาจได้รับความเสียหายอย่างหนักในอนาคต
อ้างอิง: BBC