สรุปประชุม ทรัมป์-สี

การพบปะครั้งประวัติศาสตร์ ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แม้จะเต็มไปด้วยภาพลักษณ์ทางการทูตที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่มีการลงนามในข้อตกลงการค้าฉบับใหม่หรือสัญญาธุรกิจระดับแสนล้านดอลลาร์ตามที่ตลาดคาดหวัง 

โดยทรัมป์นิยามความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนว่าเป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุด” ขณะที่สี จิ้นผิง ย้ำถึงความสำคัญของการเลี่ยง “กับดักธูสิดิดีส” (Thucydides Trap) เพื่อไม่ให้มหาอำนาจทั้งสองต้องจบลงด้วยสงคราม

ไฮไลท์สำคัญของการเยือนครั้งนี้คือการที่ อีลอน มัสก์ จาก Tesla และ เจนเซน หวง จาก Nvidia ร่วมคณะต้อนรับเคียงข้างทรัมป์ สะท้อนว่าประเด็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิป AI คือหัวใจหลักของการเจรจา แม้จะมีรายงานว่าสหรัฐฯ ยอมเปิดทางให้บริษัทจีน 10 แห่งซื้อชิป H200 ได้แล้ว แต่มาตรการคุมเข้มเทคโนโลยีขั้นสูงยังคงเดิม เช่นเดียวกับจีนที่ยังคงมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อใช้เป็นแต้มต่อทางการเมือง

ในส่วนของความร่วมมือระดับนโยบาย ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง สภาการค้า (Board of Trade) และ สภาการลงทุน (Board of Investment) เพื่อคัดกรองการลงทุนในธุรกิจที่ไม่กระทบต่อความมั่นคง โดย Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เผยแผนยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปมูลค่าราว 30,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.09 ล้านล้านบาท) เช่น ดอกไม้ไฟและสินค้าเบ็ดเตล็ด เพื่อรักษาสถานะการพักรบทางการค้าที่ตกลงกันไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว

ด้านความมั่นคงภูมิรัฐศาสตร์ ไต้หวันยังเป็นประเด็นที่ตึงเครียดที่สุด โดยสี จิ้นผิง ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่านี่คือเส้นตายที่หากจัดการพลาดอาจนำไปสู่การปะทะกันรุนแรง ขณะที่ทรัมป์พยายามดึงจีนให้เข้ามามีบทบาทช่วยยุติความขัดแย้งในอิหร่านและช่วยเปิดเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังฉุดเศรษฐกิจโลกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเบื้องต้นว่าต้องสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับภาคธุรกิจ จีนยืนยันความพร้อมที่จะเปิดตลาดให้กว้างขึ้น โดยมีแผนเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ทั้งถั่วเหลือง เนื้อวัว และสัตว์ปีก รวมถึงการส่งสัญญาณจัดซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่จาก Boeing เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลการค้า อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเรื่องตัวเลขและระยะเวลาการส่งมอบยังไม่มีความชัดเจน ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าผลลัพธ์วันแรกเน้นไปที่การสร้าง “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” (Stabilization) มากกว่าการแก้ปัญหาโครงสร้างการค้าอย่างเบ็ดเสร็จ

ภาพรวมของซัมมิทวันแรกชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบหลายขั้วอำนาจอย่างถาวร สหรัฐฯ และจีนพยายามวางสถานะเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันบนโต๊ะเจรจา แม้กำแพงความระแวงด้านเทคโนโลยีจะยังสูงอยู่ แต่การเลือกใช้กลไกเจรจาแทนการประกาศกำแพงภาษีเพิ่มเติมก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มคลายความกังวลต่อความเสี่ยงในระยะสั้นได้บ้าง


อ้างอิง: BBC, Bloomberg

Morning Brief On Stage