Finnomena 2026 Mid-Year Outlook

ทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่เฟส “Moving On” ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) ที่นักลงทุนต้องเผชิญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยวัฏจักรการเติบโตของเทคโนโลยี AI ขณะที่ทรัมป์กำลังเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม (Mid-term Election) 

Finnomena Funds แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2026 โดยเน้นการเลือกสรรสินทรัพย์ควบคู่ ผ่าน 3 แกนหลักการลงทุน ดังนี้

Moving On เดินหน้าต่อในครึ่งหลังการลงทุน [อัปเดตมุมมอง 22 มิ.ย. 2026]

1. The AI Divergence

การลงทุนใน AI demand ยังคงแข็งแกร่งและสร้างวงจรกำไร (Earnings Cycle) เฉพาะตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนหลักจากงบลงทุน (CapEx) ของกลุ่ม Hyperscaler ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกเป็นวงกว้าง (Spillover Effect) ไปยังอุตสาหกรรมและภูมิภาคอื่น ๆ

สินทรัพย์แนะนำ (Top Buy)

  • Global Technology: แนะนำกองทุน K-GTECH
  • US Equity: แนะนำกองทุน KF-SP500M
  • Japan Equity: แนะนำกองทุน KT-JAPANALL-A
  • Grid Infrastructure: แนะนำกองทุน A-GRID

2. The Catch-Up Trade

มุมมองเชิงกลยุทธ์: ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นส่วนใหญ่ถูกลากขึ้นด้วยหุ้นกลุ่มกระจุกตัวขนาดเล็ก (โดยเฉพาะกลุ่ม Hardware AI) ส่งผลให้หุ้นกลุ่มที่เหลือ (Laggard) ยังมีโอกาสและระดับราคา (Valuation) ที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Selective โดยเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับหรือมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนเท่านั้น

สินทรัพย์แนะนำ (Top Buy)

  • Global Healthcare: แนะนำกองทุน KKP GHC-A
  • World ex-US: แนะนำกองทุน U-WXUSFX
  • Thai Dividend Equity: แนะนำกองทุน TISCOHD-A

3. Structural Geopolitics

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) จะยังคงอยู่และยืดเยื้อ ทำให้ระเบียบโลกใหม่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” (Security) มากกว่า “ประสิทธิภาพในการลดต้นทุน” (Efficiency) ปัจจัยนี้จะสร้างอุปสงค์เชิงโครงสร้าง (Structural Demand) ให้กับสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยและการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานให้ยืดหยุ่น (Supply Chain Resiliency) ทั้งนี้ แนะนำให้มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) พอร์ตการลงทุนบางส่วนไว้ด้วย

สินทรัพย์แนะนำ (Top Buy & Hedging)

  • Defense: แนะนำกองทุน LHGDEFENSE-A
  • US Industrials: แนะนำกองทุน A-AIRR
  • Gold Miner: แนะนำกองทุน A-RING
  • Broad Commodities (สำหรับ Hedging): แนะนำกองทุน SCBCOMP

สรุปมุมมองรายสินทรัพย์

สรุปมุมมองรายสินทรัพย์ Finnomena 2026 Mid-Year Outlook  สรุปมุมมองรายสินทรัพย์ Finnomena 2026 Mid-Year Outlook

สรุปมุมมองรายสินทรัพย์ Finnomena 2026 Mid-Year Outlook

ดาวน์โหลดฟรี! 

สไลด์ 2026 Mid-Year Outlook คลิกเลย

หุ้นสหรัฐอเมริกา: Buy

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่ยังเติบโตดี การลงทุนของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น และบทบาทของ AI ที่ช่วยยกระดับ Productivity ในระบบเศรษฐกิจ ภาพดังกล่าวช่วยสนับสนุนแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้อานิสงส์โดยตรงจาก AI demand รวมถึงกลุ่ม Industrial ที่มีแนวโน้มกำไรเร่งตัวขึ้นในปี 2027 และยังได้แรงหนุนจากกระแส Reshoring
  • ในเชิงนโยบายการเงิน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่คลี่คลายลงช่วยกดดันราคาพลังงานให้ลดลง ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ Fed มีท่าที less hawkish มากกว่าที่ตลาดเคยกังวล ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาวจึงยังอยู่ที่การเติบโตของกำไร มากกว่าการ rerating Valuation อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อน Midterm Election สถิติในอดีตชี้ว่าตลาดอาจมีโอกาสปรับฐานราว 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง และจะทยอยฟื้นตัวตามมา
  • แนะนำทยอยสะสม KF-SP500M A-AIRR

หุ้นยุโรป: Buy 

  • ตลาดหุ้นยุโรปเริ่มมีภาพที่น่าสนใจมากขึ้นจากหลายปัจจัยสนับสนุน โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผ่อนคลายลงหลังความคืบหน้าข้อตกลงสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยลดภาระต่อเศรษฐกิจยุโรป และเปิดโอกาสให้ ECB มีท่าที Hawkish น้อยลง ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณด้านกลาโหม
  • ในด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน ภาพรวมยังแข็งแกร่ง โดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Cyclical เช่น Industrial และ Energy ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีได้ประโยชน์จากดีมานด์ AI ส่วนกลุ่มธนาคารแม้กำไรเติบโตในระดับปานกลาง แต่ยังได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้นของ ECB และการซื้อหุ้นคืนที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน ES-EG-A U-WXUSFX

หุ้นญี่ปุ่น: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Strong Buy 

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้ระดับ Valuation ของดัชนี TOPIX จะอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอดีต โดยมี P/E อยู่ใกล้ +1 S.D. อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการปรับประมาณการกำไรขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันกว่า 41% ของดัชนี
  • กลุ่มธนาคารได้รับอานิสงส์จากท่าที Hawkish ของ BOJ ที่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อ ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้แรงหนุนจากกระแส AI ยอดส่งออกที่พุ่งสูง และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในอุตสาหกรรมชิปและ Physical AI เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
  • นอกจากนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนระยะยาวจากการปฏิรูป Corporate Governance การกดดันจากนักลงทุนเชิงรุก และการทำ Share Buyback ที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยดึงดูด Fund Flow ต่างชาติให้ไหลเข้าต่อเนื่อง
  • แนะนำซื้อกองทุน KT-JAPANALL-A

หุ้นจีน: Hold  (A-shares), ปรับลดมุมมองเป็น Hold  (H-shares)

  • หุ้นจีนยังมีภาพที่แตกต่างกันระหว่าง A-shares และ H-shares โดยฝั่ง H-shares ได้ประโยชน์จาก AI Adoption ในกลุ่ม Software หลัง Baidu และ Alibaba ปรับราคา Cloud Service ขึ้น 34% ใน Q1/26 ซึ่งสะท้อนสัญญาณ Monetization ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึง Instant Delivery War ที่จบลงและช่วยหนุนกำไรของกลุ่มนี้ให้ฟื้นตัว
  • อย่างไรก็ดี H-shares ยังเผชิญความเสี่ยงจาก Retail Sales ที่ติดลบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2022 และ Capital Control ที่กดดัน Fund Flow ส่วน A-shares ได้ประโยชน์จาก AI Adoption ฝั่ง Hardware ผ่านกองทุน FP CNGLOV แม้ Valuation จะเริ่มแพงแล้ว แต่ Sentiment ยังดีกว่า H-shares จากการ Crackdown ในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์
  • แนะนำคงสัดส่วนการลงทุนใน KFCHINA-T10PLUS-A (H-share) และ FP CNGLOV (A-share)

หุ้นอินเดีย: ปรับลดมุมมองเป็น Sell 

  • หุ้นอินเดียเริ่มมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับตลาด EM อื่น เนื่องจากพลาดกระแส AI Rally โดยอินเดียได้รับ AI FDI เพียง 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับจีนที่ 1.32 แสนล้านดอลลาร์ และสหรัฐฯ ที่ 7.57 แสนล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน FII ยังคงไหลออกต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่ระมัดระวังมากขึ้น
  • แม้สินเชื่อธนาคารยังเติบโต 16.2% YoY แต่ EPS Revision ของ Financials Sector ยังลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ Forward P/E อยู่ใกล้ค่าเฉลี่ย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เอลนีโญ ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อให้เร่งขึ้นถึง 5.9% ใน Q3 FY26-27 และทำให้ RBI มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย
  • ทยอยลดสัดส่วนการลงทุนใน TISCOINA-AB-BHARATA

หุ้นเกาหลีใต้: Hold 

  • ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์ชัดเจนจากวัฏจักร AI Infrastructure โดยเฉพาะกลุ่ม Memory หลังราคา Spot และ Contract ของ DRAM ฟื้นตัวต่อเนื่องทั้ง DDR5 และ Legacy DRAM ขณะที่ Semiconductor Export เติบโต 202% YoY ใน 20 วันแรกของเดือนพฤษภาคม สะท้อนอุปสงค์จาก AI Server ที่ยังแข็งแกร่ง
  • แม้ Inventory เริ่มสะสมมากขึ้น แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน ทำให้ความเสี่ยง Oversupply มีแนวโน้มเกิดขึ้นช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้ามากกว่าระยะสั้น ด้าน Fund Flow ต่างชาติที่ไหลออกส่วนหนึ่งมาจาก Rule-based Trimming มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ตลาดเริ่มมีสัญญาณเก็งกำไรจาก Margin Loan ที่เพิ่มขึ้นมาก และ Market Breadth ที่อ่อนแอ โดยมีหุ้นถึง 31% ทำจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์
  • คงสัดส่วนกองทุน SCBKEQTG  

หุ้นไทย: Buy 

  • ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำราว 1% ซึ่งเอื้อต่อนักลงทุนกลุ่ม Yield Seeker ให้ปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ประกอบกับตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจาก Dividend Yield ที่สูง และเริ่มเห็นสัญญาณ Foreign Flow ไหลกลับเข้ามา
  • ในเชิงเศรษฐกิจ การส่งออกยังขยายตัวระดับสองหลัก โดยมีแรงหนุนจากกลุ่ม Electronics ขณะที่ FDI ยังคงไหลเข้าต่อเนื่องในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยมีมาตรการ BOI Fast Pass ช่วยเร่งรัดการลงทุน ด้านการท่องเที่ยวแม้ชะลอตัวชั่วคราวจากผลกระทบของสงคราม แต่มีโอกาสทยอยฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันเครื่องบินลดลง ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการเดินทางลดลงและกลับมาหนุนภาคท่องเที่ยวในระยะถัดไป
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน TISCOHD-A ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นปันผลสูง

หุ้นเวียดนาม: Buy 

  • เวียดนามอยู่ในช่วงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ซึ่งอาจช่วยปลดล็อกศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยมีแรงหนุนจากเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานช่วงปี 2026-2030 ที่ดึงดูดเงินทุนข้ามชาติ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมที่ยังแข็งแกร่ง ทั้ง Retail Sales การส่งออก FDI และ Loan Growth
  • ตลาดทุนเวียดนามยังมีปัจจัยบวกจากความคาดหวัง Fund Flow ที่อาจไหลเข้าจากการเตรียมอัปเกรดเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงหลักอยู่ที่เสถียรภาพของค่าเงินดอง เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มลดลงจากการนำเข้าที่เร่งตัว รวมถึง Net Errors and Omissions ที่ติดลบมากขึ้น และ Months of Import Cover ที่ลดลงต่อเนื่อง
  • อย่างไรก็ตาม Valuation ที่ยังถูกและประมาณการกำไรที่ยังถูกปรับขึ้นทำให้ตลาดเวียดนามยังน่าสนใจ
  • แนะนำทะยอยสะสมกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A KT-VIETNAM-A 

หุ้นโลก: Buy 

  • ตลาดหุ้นโลกยังมีแรงหนุนหลักจากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งมากกว่า Valuation โดยสหรัฐฯ ได้แรงส่งจากเศรษฐกิจที่ยังแกร่ง การลงทุนด้าน AI และ Reshoring ขณะที่ยุโรปได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่ผ่อนคลาย แนวโน้ม ECB ที่ตึงตัวน้อยลง และแรงกระตุ้นการคลังด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม
  • ในฝั่งญี่ปุ่น ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการปรับกำไรขึ้นในกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ กระแส AI การฟื้นตัวของการลงทุนภาคธุรกิจ และการปฏิรูปบรรษัทภิบาลที่หนุนการทำ buyback และดึงดูด Fund Flow ต่างชาติ ดังนั้นภาพรวมตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในแนวโน้มบวก แม้อาจมีความผันผวนเป็นระยะจากปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ และระดับ Valuation ของบางตลาด
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน ONE-ELITE11 K-GNEXT-A(A) KKP GNP

หุ้น Emerging Market: ปรับลดมุมมองเป็น Hold 

  • แม้ประมาณการรายได้ของดัชนี MSCI Emerging Markets สำหรับ FY2026E ยังอยู่ในระดับดี แต่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวในอินเดียและกลุ่มประเทศ ASEAN ขณะที่ Earnings Breadth ของตลาด Developed Markets ยังแข็งแกร่งกว่า Emerging Markets ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ
  • แรงกดดันหลักของ EM มาจากจีนและอินเดีย แม้ไต้หวันยังโดดเด่นจากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ การอ่อนค่าของ DXY ไม่ได้เป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่าหุ้น EM จะให้ผลตอบแทนดีกว่า DM เหมือนในอดีตอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงปรับลดมุมมองต่อหุ้นจีน H-shares และอินเดีย ส่งผลให้ Rating หุ้น EM ถูกปรับจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ”
  • แนะนำคงสัดส่วนการลงทุนใน TEMXCH

หุ้นเทคโนโลยี: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Strong Buy 

  • หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาอยู่ในภาพที่แข็งแกร่งอีกครั้ง โดยดัชนีสำคัญหลายตัว เช่น Nasdaq 100, MSCI ACWI Information Technology และ Nasdaq Global AI & Big Data กลับขึ้นสู่ระดับ all-time high หลังการปรับฐานในเดือนมีนาคม ที่สำคัญคือระดับ Valuation ของกลุ่มเทคโนโลยียังไม่ถือว่าแพง เนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นต่อเนื่อง
  • แรงหนุนเด่นมาจากกลุ่ม Hardware ได้แก่ GPU, CPU, Memory, Storage และ Optics ขณะที่กลุ่ม Software เริ่มฟื้นตัวหลังปรับตัวลงแรงจากความกังวลเรื่อง AI Disruption ปัจจุบันตลาดเริ่มคลายความกังวลดังกล่าว ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดดีกว่าคาด และย้ำถึงการขยายตัวของการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น
  • แนะนำซื้อกองทุน K-GTECH + B-INNOTECH โดยแนะนำลงทุนทั้งสองกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง

หุ้น Healthcare: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Buy 

  • หุ้นกลุ่ม Healthcare มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นจากภาวะ Patent Cliff ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดดีล M&A เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Biotech ที่คาดว่าจะมีดีล M&A มากกว่าปี 2025 ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI ถูกกล่าวถึงมากขึ้นใน Earnings Call ล่าสุด สะท้อนโอกาสการนำ AI มาใช้ยกระดับการวิจัยและพัฒนายา
  • ความกังวลเรื่องแรงกดดันราคายาจากโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มคลี่คลาย หลังมีสัญญาณผ่าน Truth Social ขณะที่ยอดขายยาลดน้ำหนักและเบาหวานกลุ่ม GLP-1 ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง แม้กลุ่ม Healthcare เผชิญความเสี่ยงจาก Tariff 100% ในกลุ่มยาจดสิทธิบัตร แต่บริษัทต่างๆ ยังมีช่องทางเจรจาต่อรอง และปัจจัยลบส่วนหนึ่งได้สะท้อนในประมาณการกำไรที่ถูกปรับลดลงช่วงสั้นแล้ว
  • แนะนำทยอยสะสม KKP GHC-A

หุ้น Grid Infrastructure: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Buy 

  • Grid Infrastructure ได้รับแรงหนุนจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะจากการใช้งาน AI และ Data Center ซึ่งต้องการพลังงานจำนวนมากและมีความต่อเนื่องสูง การเติบโตของ Agentic AI ยิ่งทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เนื่องจาก AI มีแนวโน้มทำงานตลอดเวลาและต้องการโครงสร้างพื้นฐานรองรับที่มีเสถียรภาพ
  • ปัจจัยดังกล่าวทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า รวมถึงแหล่งกักเก็บพลังงานสำหรับ Data Center มีความสำคัญมากขึ้นในระยะยาว กลุ่มนี้จึงมีธีมการเติบโตที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการขยายตัวของ AI Infrastructure
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน A-GRID

หุ้น Solar Energy: Buy 

  • Solar Energy มีจุดเด่นด้าน Time-to-Market ที่สั้นกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานรูปแบบอื่น ทำให้สามารถเร่งสร้าง Solar Farm เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center ได้รวดเร็วกว่าแหล่งพลังงานหลายประเภท
  • นอกจากนี้ ภาวะอุปสงค์และอุปทานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เริ่มเข้าสู่สมดุลมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงปี 2023-24 ที่มีการเร่งผลิตแผง Solar จนเกิดภาวะ Oversupply และกดดันหุ้นกลุ่ม Solar ในช่วงเวลานั้น ภาพรวมจึงเริ่มกลับมาน่าสนใจมากขึ้น
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน LHSOLAR

หุ้น Nuclear Energy: Sell 

  • แม้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มีข้อได้เปรียบด้านความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอดเวลา แต่การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังมีความเสี่ยงสูงในเชิงการดำเนินงาน เนื่องจากอุบัติเหตุอาจนำไปสู่ภัยพิบัติร้ายแรงได้
  • นอกจากนี้ Nuclear Energy ยังมี Time-to-Market ที่ยาวนานและใช้ต้นทุนสูง ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่เร่งตัวขึ้นในระยะสั้นได้ดีเท่าพลังงานรูปแบบอื่น เมื่อเทียบความเสี่ยงและผลตอบแทนแล้ว จึงยังไม่ใช่กลุ่มที่น่าสนใจในปัจจุบัน
  • แนะนำทยอยลดสัดส่วน

หุ้น Blockchain: Hold 

  • ราคา Bitcoin ปรับฐานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 และปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้นที่ชัดเจน ขณะที่หุ้นกลุ่มเหมือง Bitcoin หลายบริษัทเริ่มปรับธุรกิจไปสู่ Data Center และจำหน่ายพลังการคำนวณให้กับผู้เช่า
  • อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มดังกล่าวยังไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงธุรกิจ Data Center เมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มอื่น จึงทำให้หุ้นกลุ่ม Blockchain มีความน่าสนใจน้อยกว่าภาพรวมของกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ยังสามารถใช้เป็นโอกาสลงทุนระยะสั้นตามสัญญาณเทคนิคได้
  • แนะนำลงทุนระยะสั้นตามสัญญาณเทคนิค

หุ้น Rare Earth: Buy 

  • หุ้นกลุ่ม Rare Earth ได้รับแรงหนุนจากความพยายามของหลายประเทศในการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานแร่ Rare Earth จากจีน โดยเฉพาะสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรที่ต้องการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์
  • แนวโน้มดังกล่าวทำให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขุดและการสกัดแร่ Rare Earth นอกจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนระยะยาวต่อหุ้นในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะเมื่อ Rare Earth มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และยุทโธปกรณ์
  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน SCBRARE(A)

หุ้น Defense: Buy 

  • หุ้นกลุ่ม Defense ปรับฐานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จากปัจจัยด้าน Valuation ที่อยู่ในระดับสูง หลังตลาด price-in ความไม่สงบไปก่อนเกิดเหตุการณ์จริง รวมถึงผลประกอบการของหุ้นบางบริษัทที่ออกมาต่ำกว่าคาด
  • อย่างไรก็ดี ภาพระยะยาวของกลุ่ม Defense ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์ อันเป็นผลจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ทำให้การลงทุนด้านกลาโหมยังเป็นธีมสำคัญในเชิงโครงสร้าง
  • แนะนำทยอยสะสม LHGDEFENSE-A

Global Infrastructure: Buy 

  • Global Infrastructure ได้รับแรงหนุนจากความต้องการไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่เร่งตัวต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะจาก CAPEX ของ Big Tech ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อ US Utilities Infrastructure ขณะเดียวกัน LNG Exports ของสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และอัตราการเติบโตมีแนวโน้มเร่งขึ้น
  • ฝั่งยุโรปได้รับแรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย โดยเฉพาะการปลดล็อก Debt Brake ของเยอรมนี และโครงการ ReArm Europe ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี ในเชิง Valuation หุ้นกลุ่ม European Infrastructure แพงกว่าภาพรวม จึงควรเน้นลงทุนใน U.S. Infrastructure มากกว่า
  • แนะนำทยอยสะสม K-GINFRA-A(D)

Natural Gas: Strong Sell 

  • หุ้นกลุ่ม Natural Gas มีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ผูกกับราคาแก๊สโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นแรงตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลกระทบต่อการขนส่งแก๊สธรรมชาติทางเรือ
  • อย่างไรก็ตาม หากมองว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ ราคาก๊าซธรรมชาติมีโอกาสปรับตัวลงในอนาคต ทำให้หุ้นกลุ่ม Natural Gas ขาดแรงหนุนในระยะถัดไป และยังไม่เหมาะสำหรับการลงทุนในจังหวะปัจจุบัน
  • แนะนำลดสัดส่วน

European Banks: Strong Buy 

  • หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปยังมีปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง แม้กำไรเติบโตในระดับกลางๆ โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ECB ซึ่งช่วยหนุน NIM ขณะที่ภาวะตลาดการเงินที่คึกคักยังสนับสนุนรายได้ค่าธรรมเนียม
  • อีกปัจจัยสำคัญคือการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงมาก โดยคิดเป็น Shareholder Yield ราว 7.5% ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของผลตอบแทนรวมในกลุ่มธนาคารยุโรป
  • แนะนำซื้อ M-EUBANK

ตราสารหนี้โลก: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Strong Buy 

  • ตราสารหนี้โลกยังเผชิญความผันผวนในระยะสั้นจากท่าทีของ Fed และเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นชั่วคราว อย่างไรก็ดี ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงและน่าดึงดูดมากพอที่จะทำหน้าที่เป็น Carry Yield Cushion ช่วยปกป้องผลตอบแทนรวมจากความเสี่ยงขาลงได้อย่างแข็งแกร่ง
  • แนวโน้มการปฏิรูป Fed ภายใต้ Kevin Warsh ที่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน รวมถึงราคาพลังงานที่ลดลง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงในระยะถัดไป จึงทำให้ตราสารหนี้โลกมีความน่าสนใจมากขึ้น
  • แนะนำซื้อ K-GDBOND-A(A)

ตราสารหนี้ไทย: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Buy 

  • Bond Yield ไทยมีโอกาสปรับตัวลดลงตาม Bond Yield สหรัฐฯ จากแนวโน้มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่คลี่คลายลง โดยในอดีต Bond Yield ไทยมักเคลื่อนไหวตามทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ
  • ขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้ไทยได้สะท้อนข่าวการสิ้นสุดรอบลดดอกเบี้ยของ กนง. และ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปพอสมควรแล้ว ทำให้แรงเทขายเริ่มชะลอตัว
  • ในเชิง Valuation ตลาดเริ่มกลับมาน่าสนใจ โดย Term Spread อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ GDP growth Regime ปัจจุบัน ขณะที่ Ultra Long Bond เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น สะท้อนจาก 2-30Y Spread ที่กว้างขึ้นและยังอยู่สูงกว่าระดับในอดีต จึงเป็นจังหวะสะสมตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • ทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น KKP PLUS หรือเพิ่ม Duration ผ่านกองทุนระยะกลาง KFAFIX-A ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

USDTHB: ปรับลดมุมมองเป็น Hold 

  • เงินบาทมีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้นจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อดุลบัญชีชำระเงินที่เคยอ่อนแอ ภาพดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงด้านค่าเงินลดลงบางส่วน
  • อย่างไรก็ดี มุมมองต่อ USDTHB ถูกปรับลดลงเป็น Hold เพื่อสะท้อนว่าปัจจัยบวกเริ่มถูกสะท้อนในตลาดไปบางส่วนแล้ว และควรเน้นการถือครองในเชิงกระจายความเสี่ยงค่าเงินมากกว่าการเพิ่มน้ำหนักเชิงรุก
  • แนะนำถือกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศแบบไม่ Hedge ค่าเงิน กองทุน K-GSF(UH)

ทองคำ: Buy 

  • ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งถือเป็น Structural Demand ที่ช่วยรองรับราคาทองคำในระยะยาว ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจช่วยให้ Bond Yield ปรับตัวลงในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
  • ด้วยบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และแรงซื้อเชิงโครงสร้างที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ภาพรวมจึงยังเหมาะสำหรับการทยอยสะสมในพอร์ตลงทุน
  • แนะนำทยอยสะสม K-GOLD-A(A) / A-RING

Commodities: Hold 

  • แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะคลี่คลายลง แต่สินค้าโภคภัณฑ์ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ Hedging Position โดยเฉพาะในพอร์ตที่ต้องการลดผลกระทบจาก shock ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเงินเฟ้อ
  • อย่างไรก็ดี ควรให้บทบาทสินค้าโภคภัณฑ์เป็น real-asset sleeve ขนาดจำกัดในพอร์ต เช่น 5-10% ของมูลค่าพอร์ต เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูง แต่มีประโยชน์ในเชิงกระจายความเสี่ยง เพราะมักเคลื่อนไหวแตกต่างจากหุ้นและตราสารหนี้
  • แนะนำ Hedging พอร์ตด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านกองทุน SCBCOMP

จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน


บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

 

คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Morning Brief On Stage