สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า

ยอดขาดดุลการค้าสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมพุ่งขึ้น 13.7% แตะระดับ 1.056 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones และ Reuters คาดการณ์ไว้ที่ 1.02 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศใช้มาตรการภาษีตอบแทน (Reciprocal Tariffs) กับประเทศคู่ค้า

ข้อมูลจากสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) และสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากร กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า แม้ยอดขาดดุลสะสมตั้งแต่ต้นปีจะยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 20% แต่ตัวเลขเดือนสิงหาคมกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางการเดินหน้ามาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่ามาตรการภาษียังไม่ได้ทำให้การนำเข้าลดลงอย่างชัดเจน โดยยอดนำเข้าเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 4.3% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.208 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าของภาคธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนจากมาตรการภาษีใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าต้นทุนแรงงานในสหรัฐฯ ที่สูงและข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตภายในประเทศ ทำให้การย้ายฐานการผลิตเพื่อทดแทนสินค้านำเข้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น

อีกปัจจัยสำคัญคือ อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการลงทุนของภาคธุรกิจในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าทุน (Capital Goods) เพิ่มขึ้น 6.2 พันล้านดอลลาร์ สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.464 แสนล้านดอลลาร์ นำโดยเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม ขณะที่การนำเข้าวัสดุและสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีก 9.1 พันล้านดอลลาร์ โดยมีน้ำมันดิบและทองคำเป็นสินค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้น

ด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น 1.4% สู่ระดับ 3.152 แสนล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม น้ำมันดิบ และเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ตั้งข้อสังเกตว่าการส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาจากการระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองเชิงพาณิชย์และคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) มากกว่าการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ ขณะที่การส่งออกเครื่องบินพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะเวชภัณฑ์ ปรับตัวลดลง

การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดยังส่งผลต่อมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดย Goldman Sachs ปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ไตรมาส 3 ลงเหลือ 3.1% จากเดิม 3.4% ขณะที่แบบจำลอง GDPNow ของ Fed สาขาแอตแลนตาปรับลดประมาณการลงเหลือ 3.7% พร้อมประเมินว่าการค้าสุทธิอาจฉุดการเติบโตของ GDP ในไตรมาสนี้ลงมากถึง 2.5 percentage points ซึ่งถือเป็นการฉุดรั้งต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม

ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนว่าอุปสงค์ในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีแรงส่ง โดยเฉพาะจากการลงทุนด้าน AI แม้ภาคการผลิตในประเทศจะยังไม่สามารถทดแทนสินค้านำเข้าได้ทันกับความต้องการ ขณะเดียวกันแรงกดดันด้านอุปสงค์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามในมุมของเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของ Fed


อ้างอิง: CNBC, Reuters

tax-saving-funds-2026