แจ้งเตือน

ผสมผสานตราสารหนี้

ให้เติบโตในระยะยาว ด้วย

Aberdeen “Single Blended” Portfolio

Created by:

Aberdeen Standard Investments

Aberdeen “Single Blended” Portfolio

จุดเด่น

  • อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ให้ความสำคัญกับการลงทุนสินทรัพย์ที่ดีมีมูลค่าที่เหมาะสม และเป็นการลงทุนในระยะยาว ดังนั้นการสร้างพอร์ตการลงทุนของเรายังคงยึดหลักเดียวกันกับหลักปรัชญาของบริษัทที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
  • มีความมุ่งหมายที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว การกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมไปยังสินทรัพย์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ คือเป้าหมายของการแนะนำการลงทุน ตลอดจนการปรับพอร์ตการลงทุนในตราสารทุนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
  • นักลงทุนสามารถเลือก สินทรัพย์ที่ลงทุนในกองทุนรวมที่อยู่ภายใต้ อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด ประเทศไทย

อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดจาก บลจ.

ผสมผสานตราสารหนี้ให้เติบโตในระยะยาว ด้วย Aberdeen “Single Blended” Portfolio

สินทรัพย์ที่เลือกลงทุนและกลยุทธ์ของพอร์ต

หลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์

สินทรัพย์ที่คัดเลือกมานั้นสร้างโดยการแบ่งสัดส่วนสินทรัพย์เป็นสองส่วน

ส่วนแรก การลงทุนในสินทรัพย์เพื่อการสร้างผลตอบแทนในตราสารที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ สินทรัพย์ในส่วนนี้ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสินทรัพย์การลงทุนประเภทตราสารหนี้เป็นหลัก โดย สินทรัพย์ที่เลือกเข้ามาในพอร์ตการลงทุนจะมีทั้งตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงในยุโรป (Euro High Yield) และ ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bond) โดยจะให้ถือว่า สัดส่วนการลงทุนนี้เป็นสัดส่วนหลักเพื่อสร้างความมั่นคง ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน อีกทั้งสินทรัพย์ที่ลงทุนสามารถสร้างโอกาสของผลตอบแทนในระดับที่ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาลๆ ต่าง ซึ่งปัจจุบันให้ผลตอบแทนที่ต่ำและไม่น่าดึงดูดต่อการลงทุน

ส่วนที่สอง การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสของผลตอบแทนในระยะยาว เช่น ตราสารทุน สินทรัพย์ในส่วนนี้จะประกอบด้วยสินทรัพย์การลงทุนประเภทตราสารทุนเป็นหลัก โดยสินทรัพย์ที่เลือกเข้ามาในพอร์ตการลงทุนจะเป็นตราสารทุนที่ลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ที่มีการกระจายน้ำหนักการลงทุนไปในหลายภูมิภาคเพื่อลดความความผันผวนหรือความเสี่ยงในกรณีที่ตลาดใดตลาดหนึ่งมีการปรับตัวของสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์หลักของพอร์ตและสัดส่วนการลงทุน

สัดส่วนการลงทุน

ผสมผสานตราสารหนี้ให้เติบโตในระยะยาว ด้วย Aberdeen “Single Blended” Portfolio
ที่มา: Aberdeen Standard Investments

หนี้ต่อ GDP ของตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets: EM) เฉลี่ยยังต่ำแค่ 50% เศษๆ ประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดที่พัฒนาแล้ว (เฉลี่ย > 100%) สหรัฐฯ ติดกับดักหนี้ เฟดจึงต้องกลับมาพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้จ่าย (เรียกสวยๆ ว่าเพิ่มขนาดงบดุล) และคงจะต้องลดดอกเบี้ยลงอีก วิธีดังกล่าวประกอบกับความแตกต่างของระดับหนี้สิน ส่งผลให้ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า สวนทางกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ ที่เริ่มฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเงินทุนให้ไหลกลับเข้าสู่ Emerging Markets

พอร์ตการลงทุนนี้เหมาะสมกับใคร

พอร์ตการลงทุนนี้เหมาะสมกับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าตราสารหนี้แต่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงมากนักในส่วนของตราสารทุน อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนควรเข้าใจถึงความเสี่ยงในการลงทุนต่างประเทศโดยเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดจากผลขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ที่ลงทุนและอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศ

ปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร

อาจมีการปรับน้ำหนักการลงทุนในพอร์ตการลงทุนเพื่อสะท้อนมุมมองเศรษฐกิจในอนาคตที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน พอร์ตการลงทุนคาดว่าจะไม่ปรับพอร์ตเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้น  จะมีการรีวิวพอร์ตการลงทุนอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้งหรือขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจนกระทบทิศทางการลงทุน

มุมมองตลาดปัจจุบัน ณ ปัจจุบัน

สภาพตลาดการลงทุนที่ผ่านมา

ในช่วงปีที่ผ่านมา สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน เป็นประเด็นหลักที่สร้างความไม่แน่นอนและความผันผวนต่อสภาวะการลงทุนทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่มีสภาวะเศรษฐกิจที่แข่งแกร่ง การเจรจาต่อรองและสร้างความได้เปรียบต่างๆ ที่เพ่งเล็งไปที่จีน ได้ส่งผลประกบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งโลก เนื่องจากฐานการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน ไม่เว้นแม้แต่กระทั้งผลิตภัณฑ์สัญชาติอเมริกาหลายยี่ห้อ

เมื่อความผันผวนและความไม่แน่นอนในการเจรจาข้อตกลงระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยืดเยื้อออกไป ผู้ผลิตและบริษัทห้างร้านทั้งหลายมองถึงความไม่แน่นอนในอนาคต สร้างมุมมองที่เป็นลบต่อธุรกิจจนหลายกิจการได้มีการปรับลดแผนงานขยายความสามารถในการผลิตหรือแม้กระทั่งลดกำลังการผลิตลง ในแง่ของผู้บริโภคก็มีความกังวล ทำให้การบริโภคและการค้าทั่วโลกลดลง ส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลงทั่วโลก

การชะลอตัวลงสร้างความไม่สบายใจต่อธนาคารกลางและรัฐบาลในหลายๆ  ประเทศและได้มีการนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ มาใช้เพื่อพยุงและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไป ไม่ว่าจาก สหรัฐฯ ยุโรป จีน ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ได้มีการปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยมาเป็นขาลงอย่างเต็มตัวเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

ในประเทศไทยช่วงต้นปีที่แล้วก็มีปัจจัยอย่างภายในประเทศเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งใช้เวลากว่าเกือบครึ่งปีจนสามารถจัดตั้งการเลือกตั้งและมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการได้ ประกอบกับประเด็นความยืดเยื้อทางสงครามการค้าส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยอย่างยิ่งในส่วนของการส่งออก ซึ่งที่ผ่านมา การส่งออกเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการเจริญเติบโตของตัวเลขจีดีพี อีกทั้งการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งเป็นลักษณะโครงสร้างจากการที่ Current account หรือดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกอยู่เสมอยิ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเรื่อยๆ

มุมมองการลงทุนในอนาคต

ปัญหาสงครามการค้าที่ดูผ่อนคลายมากขึ้น

สงครามการค้าดูเหมือนจะมีการผ่อนคลายลงในช่วงเดือนธันวาคมจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศว่าสามารถตกลงการสัญญาการค้ากับทางจีนในเฟสแรกได้ และจะมีการเซ็นสัญญากันอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมกราคม สหรัฐฯ ตกลงที่จะหยุดขึ้นภาษีในเดือนธันวาคม ชะลอการขึ้นภาษีเพิ่มเติมและลดภาษีเดิมบางส่วนที่ได้ขึ้นไปแล้ว ในทางด้านของจีน ได้มีการระงับแผนที่จะขึ้นภาษีสินค้าของสหรัฐฯ รวมถึงทางจีนได้สัญญาที่จะซื้อสินค้าเกษตรจากทางสหรัฐอเมริกามากขึ้น นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในภายในระยะเวลา 2 ปี ยกเลิกการบังคับให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่ตลาดจีน ประเด็นที่น่าติดตามต่อไปคือการเจรจาการค้าในเฟสต่อไป เนื่องจากการเจรจาในช่วงต่อไปจะเป็นในเนื้อหาส่วนของที่ยากจะเจรจามากขึ้น เช่น ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา หรือ สินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ 5G  ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญต่อทางจีน อาจจะมองได้ว่าการเจรจาขั้นต่อไปหรือประเด็นอื่นน่าจะใช้เวลาในการเจรจามากขึ้น

อัตราดอกเบี้ยยังจะคงอยู่ในระดับต่ำและยังไม่เข้าสู้การกลับมาขึ้นของดอกเบี้ย

ดังที่กล่าวไปข้างต้น สงครามการค้าได้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก ธนาคารกลางทั่วโลกจึงเห็นถึงความจำเป็นในการลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ทิศทางในปีข้างหน้ายังคงจะเป็นสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่างๆ จะยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำและยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาสู่การปรับตัวสู่ขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงการทำ Repurchasing agreement หรือ repo ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในเศรษฐกิจเพียงพอจะเป็นตัวช่วยให้ราคาสินทรัพย์ยังเจริญเติบโตต่อไปได้

การเจริญเติบโตในไทยช้าลง

จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1 ต่อปี  โดยเศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิมของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้มีสาเหตุจากการส่งออกหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสงครามการค้า การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนต่ำกว่าที่ประเมินจากการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน และการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลงโดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออกและหนี้ครัวเรือนที่สูง อย่างไรก็ตามภาวการณ์เงินที่ยังคงผ่อนคลาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องการเงินอยู่ในระดับสูง น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตต่อไปได้ สิ่งที่น่าติดตามคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลจากรัฐบาล การอนุมัติงบประมาณในช่วงต้นปีหน้า อัตราการเจริญเติบโตกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีแนวโน้มลดลง ความเสี่ยงเฉพาะภายในประเทศที่เริ่มมากกว่าเดิมจากภาวะในประเทศ การตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการเมืองต่างๆ ดังนั้นการลงทุนไปสู่ต่างประเทศน่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า

เกี่ยวกับ ABERDEEN STANDARD INVESTMENTS

อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ เป็นหนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวให้กับนักลงทุน โดยเกิดจากการรวมกันระหว่าง บริษัท อเบอร์ดีน แอสเสท แมเนจเมนท์ และบริษัท สแตนดาร์ด ไลฟ์ อินเวสเม้นท์ ในปี 2017 ทำให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 643.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (505.1 พันล้านปอนด์)* และสำนักงาน 50 แห่ง ที่พร้อมให้บริการลูกค้าใน 80 ประเทศทั่วโลก และจำนวนผู้จัดการกองทุนกว่า 1,000 คน กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงการลงทุนได้อย่างใกล้ชิด นอกเหนือจากเน้นลงทุนระยะยาวแล้วหลังจากมีการควบรวมกับบริษัท สแตนดาร์ด ไลฟ์ อินเวสเม้นท์ ทำให้เติมเต็มการลงทุนในระยะสั้นเพิ่มขึ้นรวมถึงกองทุนต่างๆที่อยู่ภายใต้บริษัท สแตนดาร์ด ไลฟ์ อินเวสเม้นท์ นักลงทุนอเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเม้นท์ก็สามารถเข้าถึงการลงทุนได้เช่นกัน เราเชื่อมั่นว่าการทำงานเป็นทีมเป็นหัวใจสำคัญ ในการที่จะสร้างผลการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างยอดเยี่ยมและต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 24 ปีในไทย ด้วยแนวทางการบริหารกองทุนในเชิงรุก

Aberdeen Standard Investments

สนใจรับข้อมูลพอร์ตการลงทุนนี้

แนะนำลงทุน: 1,000,000 บาทขึ้นไป


ชื่อ นามสกุล  *
อีเมล  *
เบอร์มือถือ  *
จำนวนเงินลงทุนตั้งต้น  *
ความคาดหวังจากการลงทุน  *
ประสบการณ์การลงทุน  *
เมื่อกดปุ่ม “ต่อไป” คุณจะได้รับการแนะนำหรือช่วยเหลือในขั้นตอนการใช้บริการ ซึ่งเป็นไปตามความสนใจและความต้องการของคุณ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของคุณ โปรดอ่านเพิ่มเติมใน นโยบายความเป็นส่วนตัวของ FINNOMENA

ดูรายละเอียดพอร์ต บลจ. อื่นๆ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต |  เนื่องจากมีกองทุนที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ |  ผู้ลงทุนสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมถึง FINNOMENA ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่เบอร์ 02-026-5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”