เพราะไม่ใช่ทุก Megatrend จะเหมาะลงทุนอยู่ตลอดเวลา หากซี้ซั๊วเข้าไปผิด timing ลงทุนอาจติดดอยเป็นเวลานานเกินไปได้ OMO จึงได้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ อยากเกาะกระแส Megatrend แต่ไม่รู้จะลงทุนอะไร และไม่เสี่ยงเกินไป

รายละเอียดเนื้อหาพอร์ตจะเป็นอย่างไรลองมาดูกัน

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ โดย BottomLiner
ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-bottomliner

 

เริ่มกันที่ประวัติความเป็นมา สตอรี่เจ้าของพอร์ต ประสบการณ์แน่นปึ้ก ตรงจุด มีความหลงใหลด้านการลงทุน พิสูจน์ผ่าน Facebook page ที่นำเสนอความรู้การลงทุนแบบเข้มข้น สม่ำเสมอ มียอดผู้ติดตามกว่า 90,000 คน

ประวัติเจ้าของพอร์ต

“เรามาเป็นทีม ไม่ใช่แค่กูรูเพียง 1 คน!!!”

ทีมงาน BottomLiner เชี่ยวชาญในการทำ research การลงทุนในต่างประเทศผ่านทั้งกองทุนรวม และหุ้นต่างประเทศรายตัว โดยเน้นการผสมผสานเทคนิค bottom up หุ้นต่างประเทศ ที่ดี ในภาพ macro ที่ใช่

นำทีมโดย…

คุณ วิธาน มีนาภินันท์ ผู้ก่อตั้ง BottomLiner และ Investic – ML lab for Investment ซึ่งดูในเรื่อง quantitative investment ให้กับทีม BottomLiner และยังจัดคอร์สอบรมปั้นคนสู่สายอาชีพ Quants Trader/ Fund Manager

ประสบการณ์ทำงานโดยย่อ : มีประสบการณ์ลงทุนในต่างประเทศมายาวนานกว่า 10 ปี และอดีตเป็นนักวิเคราะห์ นักกลยุทธ์เชิงปริมาณ ผู้จัดการกองทุนหุ้นต่างประเทศ และ Head of Data Science จึงเชี่ยวชาญในการใช้ Fundamental ควบคู่กับ Data  ในการวิเคราะห์ทั้งหุ้นรายตัว กองทุนรวมและปัจจัยมหภาค

ต่อมาผันตัวเป็นนักลงทุนอิสระ และเปลี่ยนเพจ BottomLiner ให้เป็นทีม Research ฉบับเม่าปีกเหล็ก สู่เม่า จากผู้มีประสบการณ์ ถ่ายทอดสู่มือใหม่  จึงได้สร้างทีมงานขึ้นมา แค่เฉพาะฝั่ง research ก็มีถึง 5 คนไปแล้ว และยังจ้างเพิ่มเรื่อยๆ โดยมีหัวหอกหลักอีกแรงคือ

คุณ ณัฐภาส ชุณหวัฒนกุล นักวิเคราะห์และนักลงทุน กองทุน หุ้นต่างประเทศ มามากกว่า 5 ปี ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะในฝั่ง semiconductor และนวัตกรรมใหม่ ๆ ศึกษามาโดยเฉพาะกว่า 3 ปี

แรงบันดาลใจและที่มาของการสร้างพอร์ต

โอกาสลงทุนใน Megatrend … วลีนี้ ฟังกันจนเบื่อ แต่ที่เลวร้ายกว่าคือ แล้ว Megatrend ไหน ลงทุนได้ มากกว่า .. ผมอยากให้นักลงทุนหลุดพ้นจากปัญหานี้ จึงได้สร้างพอร์ตที่คัด Megatrend ที่น่าลงทุนในช่วง 6-24 เดือนมาให้ ไม่ใช่แบบ เอ้อ ลงไปเลย 5 ปี 10 ปีนะ กำไรแน่ ๆ แบบนั้นใครก็พูดได้ และที่สำคัญการลงในแต่ละธีมนั้น “ความเสี่ยงไม่เท่ากัน” เราจะจัดการตรงนี้ด้วยเทคนิคเดียวกับ Ray Dalio All Weather Portfolio

จุดเด่นและกลยุทธ์ของพอร์ต

กลยุทธ์การลงทุนที่ผสมผสาน การเลือก Megatrend ที่ดี กองทุนที่ใช่

และแบ่งน้ำหนักการลงทุนด้วย Risk Budgeting เทคนิคเหมือน Ray Dalio มาช่วยในการจัดพอร์ตการลงทุน

ตัวอย่าง Megatrend ที่ BottomLiner ชอบ

  อยู่ในเทรนด์การเติบโต มี S Curve ใหม่ ๆ ไม่ใช่ megatrend ที่รอวันตายหรือ bubble เกินเหตุ

  มีรัฐบาลและกฎหมายสนับสนุน

  ปัจจัยภายนอกเร่งให้เติบโต เช่น น้ำมันแพงเร่งให้คนใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

Universe ของธีมต่าง ๆ คอยอัปเดตเรื่อย ๆ เราจัดกลุ่มดังนี้ สำหรับการประชุมภายในของทีม BottomLiner

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) by BottomLiner

ที่มาข้อมูล: BottomLiner

การควบคุมความเสี่ยง

แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

1. การจัดสรรน้ำหนักกองทุนหุ้น

กำหนดน้ำหนักลงทุนโดยใช้ Risk Budgeting โดยมองพอร์ตในรูปแบบของ Risk Contribution ไม่ใช่แค่น้ำหนักการลงทุน Traditional Allocation ทั่วไป

หลายคนอาจได้เคยฟังเรื่องนี้มาแล้ว หากไม่เคย ให้ดูรูปนี้ครับ

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) by BottomLiner

Source: รูปจาก Google

คำว่า risk contribution คือพอร์ตเราถูกขับเคลื่อนโดยอะไรเท่าไหร่ เช่นในรูปลงหุ้น 60 ตราสารหนี้ 40 แต่พอร์ตได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของหุ้นสูงถึง 80% ดังนั้นหากจะให้ risk parity สองฝั่งเสี่ยงเท่าๆกันจริงๆ จะต้องลง หุ้นเพียง 30% (ตัวเลขประมาณจากในรูป)

ในที่นี้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนเป็นธีมได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น multi-asset ตัวอย่างเช่น ต้องการลงทุนใน biotech กับลงใน EV เท่า ๆ กัน อย่างละครึ่ง ๆ คือ 50% .. แต่แบบนั้นจริงๆแล้ว พอร์ตเราอาจจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคากองทุน biotech สูงถึง 70% ส่วน EV ส่งผลต่อความผันผวนของพอร์ตเราเพียง 30%

ดังนั้น หากเราต้องการความเสี่ยงจาก biotech กับ EV เท่าๆกัน ก็ควรลง biotech น้อยกว่า EV เช่น 25% 75% (ตัวเลขสมมติ ของจริงจะได้จากการรันโมเดลความเสี่ยง)

2. และอีกระดับของการคุมความเสี่ยงคือการคุมเงินสดและตราสารหนี้ในพอร์ต

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) by BottomLiner

ที่มาข้อมูล: BottomLiner

สำหรับกลยุทธ์นี้ จะอิงตามนี้

โดยผสมผสานเทคนิคจากนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนชื่อดังต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และใช้เทคนิคของเราเองเช่น Semiconductor Inventory Cycle ร่วมด้วย

สินทรัพย์ในพอร์ต

การลงทุนจะเน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนรวมหุ้น และมีการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมลง หรือเพื่อประโยชน์ของการ “ซื้อถูก ขายแพง” ผ่าน Rebalance Mechanism

เกณฑ์การคัดเลือกกองทุน

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) by BottomLiner

ที่มาข้อมูล: BottomLiner

เนื่องจากเมื่อสกรีนแบ่งตาม Theme ออกมาได้แล้ว มักจะมีตัวเลือกกองทุนไม่มากนัก เราจะดูตามหลักเกณฑ์ดังนี้

  1.       อยู่ในธีมหรืออุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
  2.       กองทุนทำผลตอบแทนได้ดี และปัจจัยทางการตลาดอื่นๆเกื้อหนุน
  3.       Top 5 Holding ที่ลงทุน BottomLiner ดูแล้วชอบ ตรงนี้คือสิ่งที่แตกต่างกับการเลือกกองทุนโดยทั่วไป หากอยู่ในลิสที่ cover / top shelf จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
  4.       ตัวบริษัทจัดการกองทุนรวม และผู้จัดการกองทุนมีความน่าเชื่อถือ ค่าธรรมเนียมเหมาะสม

ผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest)

เปรียบเทียบกลยุทธ์ของ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) กับ ARKK (ARK Innovation ETF) ที่ลงทุนเน้นการเติบโต จะเห็นว่าตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2021 ที่ตลาดหุ้นตกแรง ฝั่ง ARKK ติดลบถึง -50% แต่ OMO ยังแข็งกว่าที่ราว -10%

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ Optimal Megatrend Opportunities (OMO) by BottomLiner

ภาพแสดงการทดสอบผลตอบแทนย้อนหลังพอร์ต OMO ที่มา: BottomLiner วันที่: 4 เมษายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ทั้งนี้ ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้การตันตีผลตอบแทนในอนาคต

พอร์ตนี้เหมาะกับผู้ที่…

ต้องการลงทุนในหุ้น Megatrend ทั่วโลก และมีการคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

อยากได้ผลตอบแทนจากภูมิภาคอื่น นอกเหนือจากหุ้นไทย

– ไม่รู้จะลงทุนอะไรดี อยากลงอะไรที่มันได้กำไร รับความเสี่ยงขาดทุนได้ พร้อมลงทุนระยะยาวเกิน 1 ปีขึ้นไป

การปรับพอร์ต

พิจารณาทุก 3 เดือนหรือมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น

มุมมองการลงทุนในปัจจุบัน

การลงทุนทั่วโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัย 3 เรื่อง คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ เงินเฟ้อที่เร่งตัว และราคาอาหารกับพลังงานที่แพง ซึ่งทั้งหมดกำลังเปลี่ยนภาพการลงทุนแบบเดิมที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต ทำให้กลยุทธ์แบบเดิมอาจไม่เหมาะสมกับสภาวะตลาดในปัจจุบันและอนาคต

พวกเรา BottomLiner มองว่านโยบายรัฐและธนาคารกลางจะมีผลมากในการกำหนดโอกาสการลงทุน และเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วไปยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งระหว่างยุโรปและรัสเซียทำให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในข้อต่อรอง บีบให้ยุโรปต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม Clean Energy

หรือการแบนห้ามบริษัทจีนบางรายซื้อสินค้าเทคโนโลยีจากสหรัฐ จึงเป็นแรงกดดันให้จีนต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมครบวงจรในประเทศ ส่วนฝั่งสหรัฐเองก็ยังเร่งชิงดีชิ่งเด่นกับทางจีน ดังนั้นจะเร่งให้ hardware tech, commodity ที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีสำคัญได้ประโยชน์

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาต่อไปคือการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องระมัดระวังต่อไป

หากพิจารณาในมุม Megatrend ที่มาแรง อยู่ใน S-Curve ช่วงแรก หรือได้รับอานิสงค์จากราคาน้ำมันที่สูง และภาครัฐผลักดัน จะได้คำตอบว่า EV เป็นธีมการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะเป็นทั้งต้นน้ำ ผู้ผลิตสารต้งต้นทั้ง IGBT Mosfet ไปจน semiconductor ปลายน้ำ ที่จ่ายกระแสไฟ หรือทำระบบปัญญาประดิษฐ์ขับเคลื่อนอัจฉริยะต่าง ๆ ไปจนถึงผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ อีกทั้ง valuation ความถูกแพงเทียบกับ growth หลายตัวอยู่ในระดับน่าสนใจทั้งฝั่งสหรัฐฯ และจีน

ส่วน Megatrend ที่เคยมาแรง ย่อลึก ดูผิว ๆน่าลงทุน เช่น Biotech แม้จะเริ่มมีโอกาสในการ ส่ง clinical trial ครั้งใหม่ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับช่วงเวลาเพิ่มทุน เม่าร้องระงม แต่เนื่องจากตลาดก็ได้ปรับฐานมาพอสมควรแล้ว สำหรับกลยุทธ์ OMO เราจึงพิจารณาให้ชะลอการลงทุนกลุ่มนี้  หันกลับมาเกาะหุ้นใหญ่อย่าง S&P500

ลงทุนใน Megatrend เด่น กับกองทุนที่ใช่ พร้อม Optimize ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ได้รับ โดย BottomLiner
ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-bottomliner

BottomLiner

ขั้นตอนการลงทุนในพอร์ตนี้เป็นอย่างไร?

คุณสามารถลงทุนในพอร์ต Optimal Megatrend Opportunities โดยผ่าน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ครับ

1. เลือกแผนการลงทุน

ศึกษาข้อมูลของแผนการลงทุน ตรวจสอบว่าเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณหรือไม่

2. เปิดบัญชีลงทุน​

สามารถเปิดบัญชีได้ทั้งในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ FINNOMENA เอง โดยบัญชีนี้สามารถลงทุนได้กว่า 1,000 กองทุนจาก 22 บลจ.

3. ลงทุนตามคำแนะนำ

รอรับคำแนะนำจากทางระบบทั้งผ่าน Notification และอีเมลในวันถัดไป และสามารถเริ่มลงทุนตามแผนที่วางไว้ได้ทันทีครับ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ผู้เขียน