FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

Chart of The Month

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 1 ตัวเลข DM PMI และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี l Source : Bloomberg

ประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้งกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมาตลอดเดือน หลังสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศ executive order ทำให้หลายบริษัทด้านสื่อสารและเทคโนโลยีทั่วโลกตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท Huawei ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี 5G สัญชาติจีน แม้จะมีการชะลอมาตรการดังกล่าวในเวลาถัดมาก็ตาม

นอกจากนี้ผลกระทบของประเด็นการค้าเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกของหลายประเทศทั่วโลกที่ชะลอตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่าน เช่นเดียวกับดัชนี Manufacturing PMI ของหลายประเทศลดลงไปแตะระดับต่ำกว่า 50.0 จุด สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะ 6-12 เดือน

ด้วยความไม่แน่นอนของทิศทางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก และปัจจัยเชิงพื้นฐานของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ คณะกรรมการการลงทุนฟินโนมีนา (FINNOMENA IC) แนะนำนักลงทุนปรับสมดุล ลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และเพิ่มการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ตามแนวการลงทุนแบบ Yield Play เช่น ตราสารหนี้ระยะกลาง, กองทุนอสังหาฯ และ REITs

สงครามการค้าระอุ หลังเจรจาไร้ข้อตกลงตลอด 4 เดือน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 2 ลำดับเวลาการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ของจีน l Source : Bloomberg

ความตึงเครียดดังกล่าวเริ่มขึ้นในช่วงกลางปีที่แล้ว โดยสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ จากนั้นการตอบโต้ระหว่างสองชาติมหาอำนาจก็ดำเนินเรื่อยมาจนสามารถสงบศึกได้ชั่วคราวผ่านการเจรจาระหว่างการประชุม G-20 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” (executive order) ให้อำนาจในการขึ้นบัญชีดำบริษัทที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะไม่มีการระบุชื่อบริษัท แต่ต่างเป็นที่เข้าใจว่าต้องการพุ่งเป้าไปยังบริษัท Huawei ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสัญชาติจีน

ผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้หลายบริษัทประกาศระงับการทำธุรกิจกับ Huawei ในด้านหนึ่ง คือ กดดันให้จีนตอบรับข้อตกลงการค้า ในอีกด้านสะท้อนความกังวลของสหรัฐฯ ต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลภายในของประเทศอื่น

ค่อนข้างแน่ชัดว่ายังไม่มีความชัดเจนในแนวทางและข้อตกลงจนกว่าจะถึงการประชุมสุดยอดผู้นำ G-20 ณ กรุงโอซาก้า ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ แต่ผลกระทบของสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ และคำขู่ที่จะปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนที่ยังเหลืออีก ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มส่งผลให้ปัจจัยเชิงพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อาทิเข่น ตัวเลขการส่งออก, ตัวเลข GDP และดัชนี PMI ด้วยเหตุนี้ FINNOMENA IC ยังติดตามสถานการณ์และวิเคราะห์ถึงผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

เฟดยังคงดอกเบี้ย ชี้แรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 3 แนวโน้มตัวเลข ISM Manufacturing PMI, Markit Manufacturing PMI และ Citi Economic Surprise Index l Source : Bloomberg

ธนาคารกลางสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) โดยในการใช้ความอดทนก่อนมีการปรับอัตราดอกเบี้ย โดยเมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวในระดับปานกลางและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระดับต่ำ นอกจากนี้คณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงต้นปี เช่น Brexit ทิศทางเศรษฐกิจโลก และการเจรจาการค้า เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GDP (เบื้องต้น) ไตรมาสแรกของปี อยู่ที่ 3.1% (QoQ) ขณะที่ ISM Manufacturing อยู่ที่ 52.1 จุด ต่ำกว่าคาดที่ 53.0 จุด เมื่อพิจารณาตัวเลขทั้งสองประกอบกับความเสี่ยงในประเด็นการค้า FINNOMENA IC แนะนำคงสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงดอกเบี้ยขาลง ตามแนวทางการลงทุนแบบ Yield Play

Tech War กระทบกลุ่มเทคฯ ในยุโรปต่ำกว่าภูมิภาคอื่น (Stoxx Info Tech Sector)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 4 เปรียบเทียบดัชนีอุตสาหกรรม Information Technology ตลาดที่สำคัญทั่วโลก l Source : Bloomberg

การยกระดับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ สู่การห้ามทำธุรกรรมกับบริษัทเทคโนโลยีจีนส่งผลต่อตลาดหุ้นยุโรปในระดับที่ต่ำ เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของยุโรปมีรายได้จากประเทศจีน เกาหลีใต้ และไต้หวันในระดับที่ต่ำ โดยมีบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ เพียงบริษัทเดียวที่มีรายได้จากกลุ่มประเทศดังกล่าวสูงกว่า 30%

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing PMI, เบื้องต้น) ประกาศออกมาต่ำกว่าคาดที่ระดับ 47.7 จุด สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรป ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Services PMI, เบื้องต้น) อยู่ที่ 51.6 จุด แม้จะสูงกว่าระดับ 50.0 จุด แต่ต่ำกว่าคาดการณ์

แม้อัตราการว่างงานจะต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี แต่ FINNOMENA IC มองว่าเศรษฐกิจยุโรปยังมีความเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอก อาทิเช่น ประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หรือกรณีที่สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป

จับตาพื้นฐานเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย หลังเจรจาการค้าไร้ทิศทาง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 5 ตัวเลขการส่งออก (Exports) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และกำไรภาคอุตสาหกรรม (Industrial Profits) ของประเทศจีน l Source : Bloomberg

ตัวเลขการส่งออกของประเทศจีน เดือนเมษายน หดตัว 2.7% (YoY) ส่วนตัวเลขการส่งออกของเกาหลีใต้ เดือนพฤษภาคม หดตัว 9.4% (YoY) ตามลำดับ เป็นผลจากประเด็นการค้าที่ตึงเครียด ด้านตัวเลขค้าปลีกของประเทศจีนขยายตัว 7.2% (YoY) ลดจากระดับ 9.4% (YoY) เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ขณะที่ตัวเลขราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเมษายน ของประเทศจีน ขยายตัวเพียง 0.9% (YoY) สะท้อนการลงทุนและความต้องการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง

แม้บรรยากาศภาพรวมจะยังคงซบเซา แต่นักวิเคราะห์เริ่มปรับเพิ่มประมาณการกำไร (EPS) ของบริษัทเทคฯ ในภูมิภาค Asia ex. Japan อาทิเช่น Tencent ซึ่งประมาณการการขยายตัวของ EPS ปี 2019 ที่ 48.3% (YoY) เช่นเดียวกับ Alibaba ซึ่งนักวิเคราะห์มองไว้ที่ 117.4% (YoY)

แม้ระดับ Valuation จะอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และตัวเลข Caixin Manufacturing PMI เดือนพฤษภาคม ปรับตัวขึ้นมาที่ 50.2 จุด แต่ด้วยแนวโน้มการเจรจาการค้าที่ไร้ปัจจัยบวก ประกอบกับมุมมองต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ FINNOMENA IC ยังติดตามสภาพเศรษฐกิจและค้นหาความน่าสนใจของภูมิภาค Asia ex. Japan อย่างใกล้ชิด

บริโภคภายในยังหนุนเศรษฐกิจไทย หลังการค้าโลกไตรมาสแรกซบเซา

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 6 ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/2562 l Source : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ผลกระทบการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก ยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 1/2562 ออกมาที่ 2.8% ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.6% เนื่องด้วยการส่งออกหดตัวที่ระดับ 4.9% สาเหตุเกิดจากกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักของไทยได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ตาม ยังมีภาคการบริโภค, การลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศ และการอุปโภคของรัฐบาล เป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

ในไตรมาสที่ผ่านมา การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.6% ในส่วนการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัว 3.3% เร่งตัวจากไตรมาส 4/2561 เนื่องจากการเบิกจ่ายด้านค่าสินค้าและบริการรวมถึงการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงิน

ประกอบกับการประกาศเพิ่มน้ำหนักลงทุนไทยอย่างเป็นทางการใน MSCI Emerging market จาก 2.43% เป็น 2.90% มีผลเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีเงินทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยทันที 12,534.95 ล้านบาท โดยนักวิเคราะห์คาดมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทั้งหมดราว 2,400 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 75,000 ล้านบาท)

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ

ความกังวลและแรงกดดันเงินเฟ้อที่ต่ำลง หนุนสินทรัพย์ Yield Play โดดเด่น

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 7 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ลดลงจนแตะระดับเดียวกับเมื่อปี 2016 l Source : Bloomberg

แม้ OPEC ประกาศขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปี 2019 เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมัน แต่ราคาน้ำมันดิบยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานลดลงไปพร้อมกัน และความกังวลการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ FINNOMENA IC คงมุมมองราคาน้ำมันดิบในกรอบแคบโดยเฉลี่ยที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นดัชนีที่ FED ใช้พิจารณาอัตราเงินเฟ้อ ยังต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่ 2.0% (YoY) ลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัว บวกกับมุมมองด้านอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลงมาต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ถือเป็นปัจจัยหนุนให้มีแรงซื้อในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะกลางและยาว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับตัวลงมาแตะระดับเดียวกับเมื่อปี 2016

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

รูปที่ 8 มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายของนักลงทุนในตลาด l Source : CME Group

พร้อมกันนี้ หากดูจากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของนักลงทุนในตลาดผ่าน Fed Fund Futures พบว่า นักลงทุนเชื่อว่าคณะกรรมการ FOMC มีความเป็นไปได้ที่จะลดดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2019 ซึ่งอาจเป็นสัญญาณสิ้นสุดขาขึ้นของดอกเบี้ยทั่วโลกที่เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นแรงหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ประกอบกับความไม่แน่นอนของประเด็นการค้าโลก จาก “Trade War” สู่ “Tech War” แล้ว จึงได้เห็นแรงซื้อในทองคำหนุนราคาทองคำขึ้นยืนเหนือ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ เช่นเดียวกับปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF ก็ปรับตัวขึ้นตาม นับเป็นสัญญาณยืนยันแรงซื้อในทองคำ

จากปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดซึ่งตีความได้ว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนในตลาดการเงินทั่วโลก FINNOMENA IC จึงยังแนะนำคงสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภท Yield Play และทองคำ ไว้ที่ 5 – 10% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม เพื่อลดความผันผวนของผลตอบแทนจากความไม่แน่นอนในระยะนี้

โมเดลพอร์ตการลงทุนแนะนำของ FINNOMENA

Global Conservative Port (GCP)

Global Absolute Return (GAR)

สำหรับพอร์ตการลงทุน GAR และ GCP ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นเพียง 20% เพื่อสร้างสัดส่วนของสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและกองทุน Absolute Return 40% เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมลง ควบคู่ไปกับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางทั้งในไทยและทั่วโลกตามแนวการลงทุนแบบ Yield Play เพื่อสร้างผลตอบแทนสร้างผลตอบแทนและรักษาอำนาจการซื้อให้ท่านอยู่เสมอ

TOP5

พอร์ต TOP5 ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนความเสี่ยงสูงสุด คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพียง 40% เท่านั้น ซึ่งเป็นการถือครองในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่จัดตั้ง เรามองว่าพอร์ตการลงทุนมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือความผันผวนของตลาดเรียบร้อยแล้ว

Global Income Focus (GIF)

ขณะที่พอร์ต GIF ยังคงน้ำหนักการลงทุนเช่นเดิม จากการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตราสารหนี้ และกองทุน Multi Asset ที่มีความผันผวนต่ำ และได้รับผลเชิงบวกจากแนวการลงทุนแบบ Yield Play ส่งผลให้กระแสเงินสดที่สร้างยังคงอยู่ในระดับเป้าหมายที่ 4.20% ต่อปี

GOAL Portfolio

1st Million Portfolio

โมเดล Goal และ 1st Million เรายังคงพอร์ตการลงทุนตาม Black Litterman Asset Allocation Model เช่นเดิม โดยแนะนำให้นักลงทุนทำการ DCA การลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยในส่วนของนักลงทุนที่ลงทุนแล้ว แนะนำ Rebalance เพื่อปรับสมดุลพอร์ต ในจังหวะที่ตลาดมีความผันผวน

Best in Class : Technology

แนะนำเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนจาก KF-HCHINAD เป็น K-USXNDQ-A(D) เนื่องจากกองทุน KF-HCHINAD ปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีอย่างมีนัยยะสำคัญต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้

Performance

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน: จาก “Trade War” สู่ “Tech War”

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @finnomenaport

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ