
สรุปกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนตุลาคม 2026 US Unstoppable – The AI Yield Surge โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นญี่ปุ่น พร้อมจับตาความร้อนแรงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ยืนเหนือ 5% ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะยาว
เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ยังเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง โดยกำไรบริษัทยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ EPS ของ S&P 500 นำโดยกลุ่ม Info Tech ขณะที่การลงทุนใน AI ที่เร่งตัวขึ้นในวันนี้มีแนวโน้มส่งผ่านไปสู่การยกระดับ Productivity ในอีกราว 1 ปีข้างหน้า และหนุน Margin ของบริษัทที่ Scale ได้ด้วยเทคโนโลยี ประมาณการกำไรของหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม Hardware และ Semiconductor ยังถูกปรับขึ้นต่อเนื่องตามการขยายตัวของ Data Center และ AI Infrastructure
ในเชิงฤดูกาลเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทคโนโลยีมักให้ผลตอบแทนโดดเด่น ประกอบกับสถิติที่ตลาดมักปรับตัวขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่ท่าที Hawkish ของ Fed ถูก Price-in ไปมากแล้ว แม้เราคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม เราจึงคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูง ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ หุ้นญี่ปุ่น หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นโลกสายเติบโต โดยให้น้ำหนักสูงสุด (Strong Buy) กับหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นญี่ปุ่น ส่วนหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นโลกปรับลดลงเป็น Buy จาก Strong Buy
อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ทรงตัวในระดับสูง US 10Y Yield ที่ยืนเหนือ 5% เป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะยาว เนื่องจากการเร่งลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะ AI Infrastructure ยังกดดันให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ขณะที่ผลของ AI Productivity ต่อการชะลอเงินเฟ้อ (Disinflation) ยังต้องใช้เวลา เราจึงมีมุมมองเชิงบวกน้อยลงต่อตราสารหนี้โลก โดยปรับลดเป็น Hold จาก Strong Buy แต่ยังถือครองสัดส่วนเดิมได้ และปรับลดตราสารหนี้ไทยเป็น Hold จากความเสี่ยงที่ Yield ระยะยาวปรับขึ้นตามอัตราผลตอบแทนโลก
แรงกดดันเดียวกันนี้ของ Bond Yield ยังส่งผ่านไปยังสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยทั้ง Global Infrastructure, Solar Energy และ Rare Earth ซึ่งถูกปรับลดเป็น Hold เพื่อรอจังหวะที่ Yield ย่อตัวลง ซึ่งมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นในช่วง Mid-Term Election
ฝั่งตลาดเกิดใหม่ (EM) ยังเผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง และ EPS Revision ของ MSCI EM เริ่มปรับตัวลดลง กลยุทธ์จึงต้อง Selective โดยเน้นหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้แรงหนุนจากวัฏจักร DRAM และการส่งออก Semiconductor ที่ทำสถิติใหม่ ขณะที่ปรับลดหุ้นเวียดนามเป็น Hold หลังตลาดขาดปัจจัยหนุนใหม่ภายหลังการเข้าดัชนี FTSE EM ส่วนในยุโรป ท่าที Hawkish ของ ECB ประกอบกับสินเชื่อภาคธุรกิจที่เร่งตัวช่วยหนุน NIM ของธนาคาร นำไปสู่การปรับเพิ่มหุ้นแบงก์ยุโรปเป็น Strong Buy ขณะที่ทองคำยังมีแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางรองรับ แม้ Real Yield จะปรับขึ้นมาใกล้ 3%
สรุปมุมมองรายสินทรัพย์
หุ้นสหรัฐอเมริกา: ปรับลดมุมมองเป็น Buy จาก Strong Buy
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะสั้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมตามสถิติในอดีต ขณะที่ตลาดได้รับรู้ (Price-in) ท่าที Hawkish ของ Fed ไปมากแล้ว และเรามองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม
- กำไรบริษัทยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของ EPS ของ S&P 500 นำโดยกลุ่ม Info Tech ซึ่งในระยะยาว AI จะช่วยยก Productivity และ Margin ของบริษัทที่ Scale ได้ด้วย Technology เราชอบกลุ่ม Winner เช่น AI & Tech, Semiconductor และ Biotechnology โดยผลตอบแทนของหุ้นสหรัฐฯ จะยังมีความกระจุกในกลุ่ม Winner
- แนะนำทยอยสะสม KF-SP500M หรือ TOP11USA (ถือต่อและเพิ่มน้ำหนักได้ ถ้ายังไม่มีสถานะทยอยเข้าลงทุนได้)
หุ้นยุโรป: Buy
- นโยบายการคลังแบบขาดดุลของรัฐบาลยุโรปยังสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยเยอรมนีตั้งเป้าให้รัฐสภาลงมติผ่านร่างกฎหมายตามแผนปฏิรูปทั้งหมดภายในสิ้นปี 2026 ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเร่งตัวขึ้น และ ECB มีแนวโน้ม Hawkish จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งหนุนกำไรของกลุ่มธนาคาร
- ภาพรวมผลตอบแทนหุ้นยุโรปหนุนจากแนวโน้มกำไรที่มีทิศทางดีขึ้น รวมถึงการซื้อหุ้นคืนที่สูง (Buyback ปี 2026 ทะลุ €320bn) โดย Shareholder yield ~4.1% หนุนต่อผลตอบแทนโดยรวม ขณะที่คุณภาพกำไรดีขึ้น จากปี 2026 ที่โต 18% เพราะหุ้นกลุ่ม Energy ฟื้นเป็นหลัก ขณะที่ P/E ratio ไม่ได้ re-rate ขึ้น
- ความผันผวนทางการเมืองฝรั่งเศสมองมีผลจำกัดเนื่องจากหุ้นฝรั่งเศสมีน้ำหนัก 13% ในดัชนีหุ้นยุโรป
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน KKP EUROPE-UH หรือ ES-EG-A (ถือต่อได้ ถ้ายังไม่มีสถานะทยอยเข้าลงทุนได้)
หุ้นญี่ปุ่น: Strong Buy
- แม้ P/E ของดัชนี TOPIX จะอยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่ +1 S.D. แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มเติบโตต่อจากการปรับประมาณการกำไรขึ้น นำโดยกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีน้ำหนักรวมกันกว่า 41% ของดัชนี
- กลุ่มธนาคารได้อานิสงส์จากท่าที Hawkish ของ BOJ ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เติบโตแรงจากกระแส AI และยอดส่งออก สอดคล้องกับคำสั่งซื้อ Semiconductor Equipment ที่ยังเติบโตในระยะยาว
- การปฏิรูป Corporate Governance และ Share Buyback ยังหนุนให้ Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง
- แนะนำทะยอยสะสมกองทุน KT-JAPANALL-A หรือ TOP11JPN (ถือต่อและเพิ่มน้ำหนักได้ ถ้ายังไม่มีสถานะทยอยเข้าลงทุนได้)
หุ้นจีน: Hold (H-shares และ A-shares) และ Selective Buy TCHCON
- หุ้นจีนถูกกดดันจากเศรษฐกิจแบบ K-shaped โดยการส่งออกสิงหาคม โต 25.0% YoY แต่ค้าปลีกโตเพียง 0.4% YoY, FAI (การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร) มกราคม-สิงหาคม อยู่ที่ −7.2% และ GDP ไตรมาส 2 โต 4.3%
- สหรัฐฯ–จีนต่อ Trade Truce ถึง 10 มกราคม 2027 แต่ประเด็น 4Ts (Tariff, Tech, Trade, Taiwan) ยังไร้ข้อตกลงเชิงโครงสร้าง ด้านนโยบาย PBOC ลดอัตรา PSL เหลือ 1.50% แต่จีนยังไม่ออก Bazooka Policy แบบปี 2024
- Valuation ของกลุ่ม Hardware Tech ยังสูง ขณะที่หุ้นกลุ่ม Consumer (ดัชนี Nasdaq Golden Dragon Index) ซื้อขายที่ Forward P/E ราว 12 เท่า ใกล้ระดับช่วง Global Financial Crisis ปี 2008
- แนะนำถือกองทุน KFCHINA-T10PLUS-A (H-shares) และ FP CNGLOV (A-shares) โดยสามารถทยอยสะสม TCHCON (All-shares) คาดว่าจีนจะออกมาตรการรับมือ Domestic Demand ที่อ่อนแอ
หุ้นอินเดีย: Hold
- เงินเฟ้ออินเดียเร่งตัวเป็น 4.82% ในสิงหาคม เนื่องจากฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและความเสี่ยง El Niño ขณะที่น้ำมันและ Bond Yield ที่สูงขึ้นกดดันค่าเงินรูปี FII ขายสุทธิราว US$26bn YTD แต่แรงขายเริ่มชะลอตัว RBI ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps เป็น 5.50% เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ด้านสินเชื่อยังโตราว 18% YoY และ Net Interest Spread ฟื้นตัว หนุนกำไรกลุ่มธนาคาร (Nifty Bank คาดกำไรปี 2027 โต 17.6%) อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้ออาหารยังเป็นความเสี่ยงหลัก
- แนะนำถือ B-BHARATA และ TISCOINA-A ไม่ซื้อเพิ่ม รอจังหวะที่เงินเฟ้อปรับตัวลดลง
หุ้นเกาหลีใต้: Buy
- ตลาดหุ้นเกาหลียังได้แรงหนุนจาก Semiconductor Cycle การส่งออก Semiconductor ใน 20 วันแรกทำสถิติใหม่ที่โตมากกว่า 250% YoY และ Micron ประกาศงบ Q4/2026 ทำสถิติสูงสุดใหม่พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรผู้ผลิต DRAM ทำสัญญา Take-or-Pay ระยะยาวกับ Big Tech จึงลดผลกระทบจากความเสี่ยงที่ CXMT เร่งพัฒนา DRAM EPS Revision ของ KOSPI เริ่มทรงตัว (คาดโต 22.4% CAGR ปี 2026–2028)
- ข้อควรติดตามคือราคา DRAM spot ที่แทบไม่ขยับใน 2 เดือน และ Margin Buying ที่ยังสูงกว่าต้นเดือนสิงหาคม
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-KOREA จากปัจจัย DRAM ที่ปรับตัวขึ้นนานกว่าที่คาด
หุ้นไทย: Hold
- ตลาดหุ้นไทยได้ปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ขยายตัว 24.3% และการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัว 21.9% ซึ่งสะท้อนในราคาแล้ว ขณะที่การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอ่อนแรง สินเชื่อโต 2.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 6.97% และ กนง. ระบุว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นเงิยทุนหมุนเวียน นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่อง และ SET ปรับขึ้นได้ชัดเจนเฉพาะช่วงที่ต่างชาติกลับมาซื้อ เราจึงคาดว่า SET จะปรับขึ้นได้อย่างจำกัด
- แนะนำถือกองทุน TISCOHD-A ยังไม่แนะนำสะสมเพิ่ม และอาจรอจังหวะที่ต่างชาติกลับมาซื้อหรือมีมาตรการใหม่ ๆ
หุ้นเวียดนาม: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy
- เศรษฐกิจเวียดนามยังแข็งแกร่ง ทั้งการส่งออก FDI และ Retail Sales แต่ตลาดหุ้นยังไม่มีปัจจัยหนุนใหม่ หลังเข้าดัชนี FTSE EM ที่มีผลเมื่อวันที่ 21 กันยายน ค่าเงินดองมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อจากการนำเข้าที่ยังสูง และ Net Errors & Omissions ที่ติดลบมากขึ้น ขณะที่ Gold Exchange ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจน ด้านกำไร ประมาณการเริ่มทรงตัว แม้ Valuation ยังไม่แพง
- แนะนำถือกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KT-VIETNAM-A ยังไม่แนะนำสะสมเพิ่ม
หุ้นโลก: ปรับลดมุมมองเป็น Buy จาก Strong Buy
- ปรับลดมุมมองหุ้นโลกเป็น Buy ตามหุ้นสหรัฐฯ ที่มีน้ำหนักมากที่สุดในดัชนีและถูกลดเป็น Buy (จาก Strong Buy) แม้ตลาดสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นระยะสั้นก่อนเลือกตั้งกลางเทอมตามสถิติในอดีต และได้ Price-in ท่าที Hawkish ของ Fed ไปมากแล้ว (เราคาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม)
- กำไรยังนำโดยกลุ่ม Info Tech และผลตอบแทนยังกระจุกในกลุ่ม Winner อย่าง AI & Tech, Semiconductor และ Biotechnology ด้านหุ้นยุโรป (Buy) ได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังแบบขาดดุล PMI ที่เร่งตัว ECB ที่ Hawkish ซึ่งหนุนกำไรกลุ่มธนาคาร และ Buyback ปี 2026 ที่ทะลุ €320bn (Shareholder yield ~4.1%)
- ส่วนหุ้นญี่ปุ่น (Strong Buy) ยังโตต่อจากการปรับประมาณการกำไรขึ้น นำโดยกลุ่มธนาคารจากท่าที Hawkish ของ BOJ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จากกระแส AI และการส่งออก แม้ P/E ของ TOPIX อยู่ที่ +1 S.D. ขณะที่การปฏิรูป Corporate Governance และ Share Buyback ยังดึง Fund Flow ต่างชาติเข้าต่อเนื่อง
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน ONE-ELITE11 K-GNEXT-A(A) KKP GNP
หุ้น Emerging Market: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy
- หุ้น EM ถูกกดดันจากแรงขายของ FII ในหุ้นอินเดีย ไทย เกาหลี และเวียดนามที่ยังต่อเนื่อง ขณะที่ EPS Revision ของ MSCI EM เริ่มปรับตัวลดลง แม้ EPS ยังคาดโต 18.7% CAGR (ปี 2026–2028) เราจึงปรับมุมมองเป็น Hold ต่อ EM โดยเกาหลียังเป็นตลาดที่เราชอบจากวัฏจักร DRAM และการส่งออก Semiconductor ที่แข็งแกร่ง
- แนะนำถือกองทุน TEMXCH
หุ้นเทคโนโลยี: Strong Buy
- การใช้งาน AI ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้มีข่าว Off-balance Sheet Items ของกลุ่ม Hyperscaler แต่เมื่อรวมกับ Balance Sheet แล้ว อัตราส่วนทางการเงินยังไม่น่าเป็นห่วง (ยกเว้น Oracle) ประมาณการกำไรของหุ้นเทคโนโลยียังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Hardware และ Semiconductor ซึ่งสนับสนุนการเติบโตของ Data Center และ AI Infrastructure
- นอกจากนี้ เดือนตุลาคมมักเป็นเดือนที่หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนดี เรายังแนะนำ K-GNEXT-A(A) ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นโลกสาย Growth ที่ลงทุนในผู้ใช้งาน AI ด้วย
- แนะนำสะสมกองทุน K-GTECH, LHSUPERAI และ K-GNEXT-A(A) (ถือต่อและเพิ่มน้ำหนักได้ ถ้ายังไม่มีสถานะทยอยเข้าลงทุนได้)
หุ้น Healthcare: Buy
- เราคงมุมมอง Buy ต่อกลุ่ม Healthcare จากแรงขับเคลื่อนเชิงพื้นฐานที่ยังแข็งแรง ตลาดยา GLP-1 ขยายตัวต่อจากการเข้าถึงยาเม็ด ซึ่งลดอุปสรรคจากการฉีดและเปิดฐานผู้ป่วยใหม่
- ด้านนโยบายความไม่แน่นอนเรื่อง FDA และราคายายังต้องติดตาม แต่ Headline Risk มักกด Sentiment ได้ในระยะสั้น Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นในรอบนี้ไม่ได้กดดันหุ้นกลุ่มนี้ และ AI-enabled Devices ที่ FDA อนุญาตเพิ่มขึ้นสร้างโอกาสเชิงโครงสร้างให้อุปกรณ์การแพทย์
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน KKP GHC-A (ถือต่อและเพิ่มน้ำหนักได้ ถ้ายังไม่มีสถานะทยอยเข้าลงทุนได้)
หุ้น Grid Infrastructure: คงมุมมอง Buy
- ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าเติบโตไปพร้อมกับการก่อสร้าง Data Center และ AI Infrastructure ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทใหญ่ในกลุ่มมีรายได้และ Order/Backlog เติบโตสูงขึ้น และหลายบริษัทปรับเพิ่ม Guidance โดยคาดว่า Data Center จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของกลุ่ม
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน A-GRID KT-GRID
หุ้น Solar Energy: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy
- ราคาหุ้นกลุ่ม Solar ถูกกดดันจาก Bond Yield สหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น ทำให้ Forward P/E ที่ 19.98 เท่ายังอ่อนไหวต่อ Valuation และ EPS Revision (1 เดือน, Forward 1 ปี) ของ TAN อยู่ที่ −8.43%
- โดยแรงกดดันกระจุกตัวในผู้ผลิต Polysilicon และโมดูล First Solar ไม่ได้รับผลกระทบจาก Section 232 เพราะใช้เทคโนโลยี Thin Film ส่วนผู้ผลิต Polysilicon ได้นโยบายจีนหนุนราคา Catalyst สำคัญคือผลพิจารณาของ ITC ต่อ AD/CVD เซลล์จากอินเดีย อินโดนีเซีย และลาว วันที่ 14 ตุลาคมนี้
- แนะนำถือกองทุน LHSOLAR ไม่ซื้อเพิ่ม และรอขายเมื่อ Yield ปรับตัวลง
หุ้น Nuclear Energy: Sell
- ถึงแม้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีจุดเด่นที่สามารถ Operate ได้ตลอดเวลา แต่การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความเสี่ยงสำคัญในเชิงการดำเนินงาน เพราะอุบัติเหตุสามารถนำไปสู่ภัยพิบัติร้ายแรงได้ นอกจากนี้ ยังมี Time-to-Market ที่นาน ทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง
- แนะนำทยอยลดสัดส่วน
หุ้น Blockchain: Hold
- ราคา Bitcoin เกิดการปรับฐานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 และในช่วงเดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี หุ้นกลุ่มเหมือง Bitcoin ส่วนใหญ่เริ่มปรับธุรกิจเป็นทำ Data Center และจำหน่ายพลังการคำนวณให้กับผู้เช่า อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีความโดดเด่นในเชิงการทำธุรกิจ Data Center เมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มอื่น เรามองว่าหุ้นกลุ่ม Blockchain มีความน่าสนใจน้อยกว่าภาพรวมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่สามารถเข้าลงทุนระยะสั้นด้วยปัจจัยเทคนิคได้
- แนะนำลงทุนระยะสั้นตามสัญญาณเทคนิค
หุ้น Rare Earth: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy
- ปรับเป็น Hold จากแรงกดดันระยะสั้น ราคา Lithium (ราว 40% ของ REMX) ถูก Supply ใหม่กดดันในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ US 10Y Yield เหนือ 5% และ Trump–Xi ยังไม่มีข้อตกลง Rare Earth แม้ Demand ระยะยาวจากความมั่นคง AI และ EV แต่ไม่มากพอที่จะชดเชยปัจจัยกดดันจากฝั่ง Supply โดยรอจังหวะเมื่อ Bond Yield ปรับตัวลงในระยะสั้นเป็นการทยอยลดสัดส่วน
- แนะนำถือกองทุน SCBRARE(A) ไม่ซื้อเพิ่ม รอทยอยขายเมื่อ Yield ปรับตัวลดลง
หุ้น Defense: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy
- ปัจจัยสนับสนุนหลักคือการจัดซื้ออาวุธและงบกลาโหมของประเทศต่าง ๆ ซึ่งยังคงอยู่ แต่ในดัชนีมีหุ้นเพียง 2 ตัวที่ประมาณการกำไร 12 เดือนข้างหน้าเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม คือ Palantir และ Hanwha Aerospace ส่วนหุ้นอื่นไม่โดดเด่น หุ้นกลุ่มนี้ยังปรับตัวขึ้นมาล่วงหน้า มี Valuation ที่ไม่ถูก และไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับ Thematic อื่น ๆ เราจึงปรับลดเป็น Hold
- แนะนำถือกองทุน LHGDEFENSE-A ไม่แนะนำเข้าลงทุนใหม่
Global Infrastructure: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy
- Bond Yield ที่ปรับขึ้นกดดัน Earnings Yield ของหุ้น Infrastructure ทำให้ Spread เทียบกับ US 10Y กลับมาติดลบ MSCI World Core Infrastructure Index ถูกปรับประมาณการกำไรลง แต่ Forward P/E ลงมาอยู่ที่ −1 S.D. แล้ว ขณะที่ Wellington Enduring Infrastructure Fund แทบไม่ถูกปรับประมาณการกำไรลงใน 1 เดือนที่ผ่านมา และการเติบโตของค่าไฟในสหรัฐฯ เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น Catalyst คือ Bond Yield ที่ปรับตัวลง
- แนะนำถือกองทุน K-GINFRA-A(D)
European Banks: ปรับเพิ่มมุมมองเป็น Strong Buy จาก Buy
- ECB มีแนวโน้ม Hawkish ส่งผลให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น และหนุน NIM ของแบงก์ ประกอบกับสินเชื่อภาคธุรกิจเร่งเป็น 4.4% YoY ขณะที่กิจกรรมทางตลาดทุนที่คึกคักช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียม และกำไรกลุ่ม Banks ปี 2027 โต 11% ด้านความผันผวนทางการเมืองฝรั่งเศสคาดผลกระทบจำกัดเนื่องจากหุ้นธนาคารฝรั่งเศสมีน้ำหนัก 2% ในดัชนีหุ้นยุโรป
- แนะนำสะสมกองทุน M-EUBANK
ตราสารหนี้โลก: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Strong Buy
- ในระยะสั้น Bond Yield มีโอกาสลดลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม หากสถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านคลี่คลาย แต่ในระยะกลางถึงยาว Bond Yield มีโอกาสขึ้นต่อจากเงินเฟ้อที่ยังสูงตามการเร่งลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะ AI Infrastructure ขณะที่ AI Productivity ยังต้องใช้เวลากว่าจะเกิด Disinflation เราจึงปรับลดเป็น Hold
- แนะนำถือกองทุน K-GDBOND-A(A) ยังไม่แนะนำให้ทยอยสะสม
ตราสารหนี้ไทย: ปรับลดมุมมองเป็น Hold จาก Buy
- เราคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปีไปจนถึงสิ้นปี แม้ PPI, CPI และราคาพืชผลสะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น เพราะแรงกดดันส่วนใหญ่มาจากด้านอุปทาน และเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นจึงมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่ระยะยาวยังเสี่ยงปรับขึ้นตามอัตราผลตอบแทนโลก และ Term Premium ที่สูง โดย 10–30 Spread ยังกว้างกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว เราจึงยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ระยะยาว
- แนะนำถือกองทุน KFAFIX-A ผู้ถือกองทุนระยะสั้น Duration ไม่เกิน 1 ปีสะสมได้ ส่วนผู้ยังไม่มีสถานะแนะนำ KKP PLUS (Duration ประมาณ 3 เดือน)
USDTHB: Buy
- ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งจากโทนของ Fed ที่ Hawkish กว่า ธปท. ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มถูกกดดันจากรัฐบาลที่กำลังพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จึงทำให้แนวโน้ม USD มีทิศทางแข็งค่าขึ้นช่วงสั้นเมื่อเทียบกับ THB
- แนะนำทยอยกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศแบบไม่ Hedge ค่าเงิน กองทุน K-GSF(UH)
ทองคำ: Buy
- แม้ US Real Yield (10 ปี) ปรับขึ้นมาที่ 2.95% ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังเป็น Structural Demand ที่ช่วยรองรับราคา โดยเฉพาะธนาคารกลางจีนสะสมทองคำต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศซื้อ 23.13 ตัน/เดือน สูงสุดนับตั้งแต่กันยายน 2023
- ขณะที่ราคาทองคำยืนอยู่ที่ราว 4,157 ดอลลาร์/ออนซ์ ความสัมพันธ์เชิงผกผันระหว่าง Real Yield กับราคาทองคำอ่อนลงชัดเจนตั้งแต่ปี 2022 แม้ Real Yield ปรับขึ้นจากแดนลบมาเกือบ 3% แต่ราคาทองคำยังทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง สะท้อนว่าแรงซื้อจากธนาคารกลางกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักแทนปัจจัยดอกเบี้ย จึงแนะนำทยอยสะสม
- แนะนำทยอยสะสมกองทุน K-GOLD-A(A) หรือหุ้นเหมืองทอง A-RING
Commodities: Hold
- เรามองสินค้าโภคภัณฑ์ในฐานะ “Hedging position” โดยให้บทบาทเป็น Real-asset sleeve ขนาดจำกัดในพอร์ต (เช่น 5–10% ของมูลค่าพอร์ต) เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก Shock ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของเงินเฟ้อ ซึ่งมักเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างจากหุ้นและตราสารหนี้
- แนะนำ Hedging พอร์ตด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านกองทุน SCBCOMP
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท (Definit) สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
สามารถเข้าถึงรายละเอียดกองทุนต่าง ๆ และ Fund Fact Sheet ได้จาก Link บนชื่อกองทุน
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
- ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
- ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
- One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
- Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
- Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ
คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
A-GRIDA-RINGB-BHARATADIYES-EG-AFINNOMENA PORTFINNOMENA PORT StrategyFP CNGLOVInvestment OutlookK-GDBOND-A(A)K-GINFRA-A(D)K-GNEXT-A(A)K-GOLD-A(A)K-GSF(UH)K-GTECHKeptKF-SP500MKFAFIX-AKFCHINA-T10PLUS-AKKP EUROPE-UHKKP GHC-AKKP GINFRAEQ-HKKP GNPKKP PLUSKT-GRIDKT-JAPANALL-AKT-KOREAKT-VIETNAM-ALHGDEFENSE-ALHSOLARLHSUPERAIM-EUBANKONE-ELITE11PORT StrategyPRINCIPAL VNEQ-ASCBCOMPSCBRARE(A)TCHCONTEMxCHTISCOHD-ATISCOINA-ATOP11JPNTOP11USAจัดพอร์ตเศรษฐกิจ




