แจ้งเตือน

ไปเก็บตังค์ที่…CANADA

เขียนโดย เงินเดือนจ๋าพี่มาแล้วจ้า

เมื่อพูดถึงช่องทางการหารายได้พิเศษในช่วงปิดเทอม หรือ Gap Year ในต่างประเทศ หลายๆคนอาจจะนึกถึง โปรแกรม Work&Travel ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือนที่เราจะสามารถใช้ชีวิตและเก็บตังค์ได้ในต่างประเทศซึ่งพอหักลบกลบหนี้กับค่าโครงการและค่า Shopping แล้ว คิดว่าน่าจะเก็บตังค์ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ วันนี้เราเลยมาแนะนำ โครงการ Working Holiday ที่มีระยะนานถึง 1 ปี ให้ได้ใช้ชีวิตและเก็บตังค์กันได้อย่างเต็มที่

วันนี้เราก็จะมาแชร์การทำงานและการใช้ชีวิตในต่างแดน ซึ่งเราไปอยู่มา 3 เมือง ก็จะแบ่งเป็น 3 part เพื่อความไม่ยาวนะคะ

1. Vancouver (Raincouver, Vancity)

เริ่มจากการหาบ้าน -> หลังจากย้ายออกมาจากบ้านโฮส เราก็มาหาบ้านเช่าอยู่เองซึ่งที่นี่เขาจะเรียกว่า share house เราก็จะใช้เว็บนี้ในการหาบ้าน http://www.kijiji.ca ซึ่งแรกๆเคยมีคนแนะนำอีกเว็บหนึ่งแต่เว็บนี้ต้องระวังตัวมากๆถ้าจะไปดูบ้านควรชวนเพื่อนผู้ชายไปด้วย -> https://vancouver.craigslist.ca/ ซึ่งราคาบ้านที่เราพออยู่ได้ก็จะเรทประมาณ 425$-550$ มากกว่านี้ก็คือแพงล่ะ

หลังจากนั้นเราก็มาดูเรื่องหางานกัน -> คือเรามีพี่ที่รู้จักมาอยู่ที่เมืองนี้ก่อน เขาก็พาเราเดินส่ง resume ตามร้านต่างๆใน downtown เลย ซึ่งบางร้านจะมีป้ายประกาศ Help Wanted!! หรือถ้าไม่มีเราก็สามารถเดินเข้าไปถามเขาได้ว่า Are you hiring? ตอนนั้นเราโชคดีมากที่ไปส่งใบสมัครที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งแล้วเขาขาดคนพอดี เขาเลยโทรมาเย็นวันนั้นเลย แล้วเราก็ได้ลองไปทำงานในครัว ตอนแรกๆที่พี่เขาสอนก็สนุกดี แต่หลังๆที่ต้องทำคนเดียวคือต้องจำทุกอย่างให้ได้ หั่นผักแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน แล้วเราก็ต้องทำแกง ทำยำ ส่วนผสมแต่ละแกงก็ต้องจำได้ แล้วก็ยังต้องล้างจานอีก ใช้คุ้มมากทีเดียวทำทุกอย่าง การเข้างานของที่นี่จะเป็น shift 7 hrs. ซึ่งเขาจะจ่าย paycheck 2 ครั้งต่อเดือน เราก็ทำงานประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์หลังเลิกเรียน ถือว่าหนักมากตอนนั้นเพราะไม่สบายบ่อยมากด้วยสภาพอากาศที่ต่างกันมาก และงานในครัวซึ่งเป็นงานหนักทำให้ตอนแรกๆ รู้สึกว่าทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ เราเคยล้มในครัวก้นไถลไปกับพื้นเลย แล้วคว้าที่เปิดเครื่องล้างจานไว้ ดีนะไม่ได้ดึงแรงมาก ถ้าเครื่องเปิด หัวกระแทกกับประตูเครื่องล้างจานเสร็จแน่เรา งานแรกก็อยากกลับบ้านละ  แต่เราก็มีเป้าหมายตั้งแต่ก่อนมาอยู่แล้วว่าจะไม่กลับก่อนเวลาแน่นอนเพราะเสียตังค์มาแล้ว พอเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น เราก็ได้ไปทำงานเสิร์ฟที่ร้านไทยอีกร้านหนึ่งแต่ได้แค่สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง เราก็ถือว่าไปฝึกงานในขณะที่ยังเรียนอยู่ละกัน พอเรียนจบเราก็ต้องเริ่มงานอย่างจริงจังว่าจะทำที่ไหนดี? ทำอะไรดี? ย้ายเมืองดีไหม? ถ้าทำร้านไทยก็จะไม่ได้ภาษาแน่เลย เลยตัดสินใจย้ายไปเป็น housekeeping @ Banff ถือว่าไปทำงานและได้เที่ยวไปในตัว

2. Banff (My Banff เมืองที่สวยดั่งภาพวาด)

เมืองที่สามารถเดินจากที่พักไปทำงานเพียงแค่ 2 นาที ไป hiking ไปดูน้ำตก ไปทะเลสาบ ไปตกปลา บลาๆๆๆๆ ทำทุกอย่างได้เพียงแค่เดินเท่านั้น!! ซึ่งตอน summer เราสามารถขี่จักรยานแทนการเดิน (เขามีเลนจักรยานให้เฉพาะเลยด้วย) ดื่มด่ำกับธรรมชาติ สูดออกซิเจนให้เต็มปอด สุดยอดอ่ะ สะดวกสบายมากๆ

ก่อนจะย้ายมาเมืองนี้มีแต่คนบอกว่าอย่ามาเลย เพราะจะเบื่อ ไม่มีอะไรทำมากเพราะเป็นเมืองเล็กๆ มี ถนน downtown แค่เส้นเดียว แต่ไม่เลย เราคิดว่าเราเลือกถูกแล้ว ตอนเรามาอยู่ที่นี่เดือนแรกเราไม่เคยเจอคนไทยเลยจนกระทั่งมีเพื่อนไปทำงานร้านอาหารจีนและมีเชฟเป็นคนไทยจึงได้เจอคนไทยครั้งแรกที่เมืองนี้แค่ 2 คน สำหรับเพื่อนๆที่อยากมาเก็บตังค์ควรเลือกเมืองเล็กๆแบบนี้ใช่เลย ตอนอยู่ที่แวนเก็บมาก็จ่ายค่าบ้าน ค่ารถค่าสังคมเมืองหมดพอดีเลย ไม่พอด้วยเพราะยังเรียนอยู่ทำงานไม่ได้มาก

งานแรกที่ทำที่เมืองนี้-> housekeeping ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็ได้พักที่ staff accommodation ซึ่งราคาถูกมาก มี staff meals ให้ ซึ่งก็ราคาไม่แพงดีกว่าเราไปซื้ออาหารข้างนอกกินเอง เราไม่เคยคิดอยากจะทำงานนี้มาก่อนเลยแต่พอทำๆไปมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แค่ไม่ชอบตอนโดนเร่งให้เร็วขึ้นงี้ จริงๆเขามีพักเบรกให้ ซึ่งเราแทบไม่เคยพักเพราะจะทำให้เราทำงานได้ช้าลง ไม่ทันคนอื่น แต่เพื่อนต่างชาติเขาไม่แคร์เขาถือว่าพักก็คือพัก มีแต่เอเชียอย่างเราๆนี่แหละ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์เขาก็จะทำกันอยู่

พอ Job 1 ลงตัวแล้ว ต่อมาเราก็มาเริ่มหา Job 2 เพราะเพื่อนส่วนมากทำ 2 Job กันทั้งนั้น แต่พอไปสมัครเขากลับต้องการคนพูดภาษาจีนและญี่ปุ่นได้ เพราะนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่นเยอะมาก ซึ่งเราก็พูดไม่ได้ แต่เราก็ยื่นใบสมัครทุกร้านอ่ะนะ 1 เดือนผ่านไปยังไม่ได้งานจนกระทั่งเราไปสมัครร้านอาหารจีนที่ food court แห่งหนึ่ง ก็คิดว่าเขาจะรับไหม พูดจีนก็ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็ให้มาเริ่มงานได้เลย เพราะเขาขาดคนพอดี แค่นี้ก็ดีใจแล้ว และหลังจากนั้นก็มีงานที่เราเคยส่งใบสมัครไว้ติดต่อเข้ามาอีก เราก็อยากรู้ว่างานจะเป็นยังไงเราเลยขอเขาทำแค่อาทิตย์ละ 2 วันพอ เพื่อนๆอาจจะเคยได้ยิน Beaver Tail เป็น Sweets ที่ขึ้นชื่อของแคนาดา คนที่มาแคนาดาที่พลาดไม่ได้เลยคือ Poutine และ Beaver Tail

ร้าน Beaver Tail เราก็เป็น Sale assistance อยู่ที่นี่ จริงๆแล้ว Beaver Tail ก็แนวๆโรตีอาบังที่เลือกหน้าได้เอง

ซึ่งที่นี่มีแต่เพื่อนต่างชาติที่พูดอังกฤษหมดเลย เราชอบที่นี่เลยไม่อยากออก ถึงแม้ต้องทำ 3 Job ก็เถอะ เพราะงานแม่บ้านพูดแต่กับเฟอร์นิเจอร์ในห้อง –“ ร้านจีนเขาก็พูดแต่ภาษาจีนกัน แต่เป้าหมายของเราคือมาฝึกภาษาอังกฤษ พอต่อมาเรารู้สึกเหนื่อยกับงานแม่บ้านแล้วและไม่ได้ช่วยให้ภาษาเราดีขึ้นเลย เลยเปลี่ยนมาเป็น sale assistance ที่ร้านขายของฝากแทน ตอนนั้นก็ดีใจที่สมัครได้แสดงว่าภาษาเราพัฒนาขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งต่อมาร้านจีนที่เราทำอยู่เจ้าของเขาจะเกษียณแล้วย้ายไปอยู่อีกเมือง ทำให้เราต้องหา Job 2 ใหม่อีก ซึ่งก็ได้เป็น Busser ที่ร้าน pizza เป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่อง Poutine อันดับ 1 ของ Banff เลย

ร้าน pizza ที่เราไปทำงานอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ ได้ pizza กลับบ้านไปแบ่งรูมเมทตลอดๆ ฟิน

แล้วเจ้าของก็ใจดีมากๆ รับเราด้วย ทั้งๆที่คิดว่าไม่ได้แหละ เพราะทุกคนดูคล่องกันมากแล้วเราก็ไม่เคยทำงานร้านอาหารฝรั่งมาก่อน แต่เพื่อนร่วมงานก็ดีมากๆคอยช่วยเหลือเราตลอด คือว่าร้านฝรั่งเนี่ยเขาชอบวางทุกอย่างไว้สูงๆเพราะเขาหยิบกันถึงอะเนอะแต่เอเชียอย่างเราเนี่ยหยิบไม่ค่อยจะถึงก็ต้องวานเขาตลอด เศร้าแปป หลังจากที่ทำงานมาได้สักพักเราคิดว่าเราชอบทุกงานที่เราทำ แล้วเราสนุกกับมัน ถึงแม้จะเหนื่อยกาย แต่เราคิดว่าเราไม่เหนื่อยใจ เราคิดว่าการทำงาน ได้พบปะพูดคุยเหมือนกับได้พบเจอคนใหม่ๆได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้สนุกไปกับทุกๆวัน ทำให้เวลาผ่านไปเร็วมาก ซึ่งช่วงนี้พีคมากเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานใหม่ งานเก่าก็ยังทำอยู่ งานใหม่ก็ต้องเทรนว่าเราจะโอเครไหม แล้วเขาจะโอเครกับเราไหม มีสัปดาห์หนึ่งเคยทำถึง 5 Job ด้วยกัน เป็นตารางที่วุ่นมาก เหมือนรถไฟจะชนกัน แต่คนนะไม่ใช่แฟน มีแต่งาน 555 ซึ่งเป็นชีวิตที่สนุกมาก เห็นเราทำงานเยอะๆแบบนี้ได้เที่ยวเยอะเหมือนกันน้า แล้วที่เมืองนี้ยังดีมากมีบัตรให้เที่ยวสถานที่ต่างๆได้ฟรีด้วย เขาเรียกว่าบัตร Ambassador เรียนโยคะฟรี  พายเรือ canoe ฟรี บัตรผ่าน Columbia Icefield ก็ฟรี และอื่นๆอีกมากมาย สุดยอดจริงๆ ซึ่งที่เขามีโครงการแบบนี้เพราะเขาเห็นว่าเรามาทำงานที่เมืองเขาเป็นเหมือน Ambassador ของเมือง เวลามีแขกมาถามถึงสถานที่ต่างๆเราจะได้อธิบายและแนะนำให้เขาฟังได้นั่นเอง

ต่อมาเราก็ต้องคิดเรื่องย้ายเมืองเพราะจะเข้าฤดูหนาวแล้ว ลืมบอกเราได้เห็นหิมะเป็นครั้งแรกก็เมืองนี้แหละ ตื่นเช้ามาแบบหิมะตกสวยมาก แต่ก็จะหนาวมากเช่นกัน เราว่าเราไม่ไหว เพราะขนาดยังไม่เข้าฤดูหนาวมือเราก็แตกแล้ว ต้องแปะพลาสเตอร์ทุกวันอยุ่แล้ว จึงตัดสินใจย้ายเมือง เอาไงไปไหนต่อดี? รัฐที่อบอุ่นที่สุดก็มีแค่ BC แล้วกระเป๋าเราก็ยังอยู่ Vancouver อีกใบ ตัดสินใจกลับไป BC ก็ต้องรีบหางานใหม่ให้ได้ก่อนจะลาออกจากงานเก่าเพราะว่าวีซ่าเราก็เหลือน้อยแล้วด้วย เพราะฉะนั้นร้านต่างชาติคงยากที่จะรับ โอกาสที่พอมีอยู่น่าจะเป็นร้านไทยหรือร้านเอเชียสักที่ แล้วก็ต้องการเป็นแค่ server เท่านั้นเพราะคิดว่าภาษาเราโอเครในระดับหนึ่งแล้ว ด้วยเงื่อนไขที่เยอะทำให้ต้องทำงานหนักกับการหางานมากๆ แล้วสุดท้ายสวรรค์ก็บันดาลให้มาอยู่ที่ Keremeos

3. Keremeos, BC เงียบ สงบ เหมาะแก่การเก็บตังค์ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน อิอิ

และแล้วก็มาถึงการผจญภัยครั้งใหม่ ที่คิดว่าไม่มีทางหนีไปไหนได้แน่ๆถ้าเกิดอะไรขึ้น เรานั่งรถ bus ซึ่งที่นี่ จะเรียกว่า greyhound (https://www.greyhound.ca/) ซึ่งถ้าเรามีบัตรstudent ก็จะขอส่วนลดได้ด้วย ตอนจาก Vancouver ไป Banff เราก็นั่ง Greyhound ไปเหมือนกัน ประมาณ 12 ชั่วโมงได้เกือบจะนั่งกลับไทยได้หละ 555 จาก Banff มา Keremeos ก็ประมาณเกือบ 10 ชั่วโมงได้ นั่งตูดบานกันเลยทีเดียว เรามาถึงที่ Keremeos ประมาณเที่ยงคืน แล้วทางเจ้าของร้านก็จะมารอรับที่สถานี ดีนะที่เขามารับจิงๆ ก่อนมานี่เราก็ไหว้พระ สวดมนต์ทุกคืนขอให้เจอคนดีๆ ขอให้เจอคนที่เขาสอนเราเหมือนเราเป็นส่วนนึงของครอบครัวเขาที่คิดแบบนี้เหมือนเป็นปมด้อยมาจากโฮสเลย ที่เราไม่เคยได้รับการเลี้ยงดูหรือความเป็นครอบครัวจากเขาเลย เราเลยอยากได้อะไรแบบนี้ก่อนกลับไทยสักครั้ง แล้วเราก็ได้อย่างที่เราคิดไว้จริงๆ เราก็ได้ทำงานเป็น Server ที่ร้านอาหารไทยที่นี่ ต้องเรียนรู้การผสมแอลกอฮอร์หลายๆอย่าง ถือเป็นงานที่ท้าทายงานหนึ่งเลยเพราะเราต้อง Face กับลูกค้าโดยตรง ถ้าลูกค้าเมามา หรืออารมณ์ไม่ดี เราก็ต้องไปรับมือ อยู่ที่นี่เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากๆ เราได้ผัดข้าวผัดเองครั้งแรกก็ที่นี่ ได้ไปดูการเลือกซื้อวัตถุดิบ การบริหารจัดการต่างๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แล้วเราก็อาศัยอยู่กับครอบครัวเจ้าของร้าน ตรงนี้ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของที่พัก และค่าอาหารไปได้มากเลยทีเดียวแลกกับการที่เราทำงานบ้านให้เขาก็โอเคร

ปล. ส่วนมากเราจะเลือกทำงานร้านอาหารเพราะทำให้ประหยัดค่าข้าวได้เยอะ แถมเราก็ไม่ต้องทำเอง และยังเอามาแบ่งเพื่อนได้อีกด้วย

ปล. 2 ก่อนที่เราจะตัดสินใจมาที่ร้านนี้เราเช็คประวัติของร้านมาพอสมควรเหมือนกัน ร้านนี้ถือว่าดังในระดับหนึ่งเลยที่เดียว -> แสดงว่ารสชาติดี เราก็กินได้ อยู่รอดหละ เพราะบางร้านถ้าไม่อร่อย แล้วเวลาที่เหลือเราก็ต้องกินอาหารร้านเขาทุกวันมันก็ไม่ใช่แล้วป่ะ 555 แล้วก็ไม่ใช่แค่ทางเราที่เช็คประวัติ ทางร้านเขาก็ต้องเช็คประวัติเหมือนกัน ที่แคนาดา Reference สำคัญมากๆ เกือบทุกที่เขาจะขอ Reference และโทรไปถามจริงๆด้วย

มาอยู่ที่เมืองนี้เราก็ไม่ค่อยได้เที่ยวไหนมากมายเพราะจะเก็บตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านหละ ก็ได้เที่ยว รอบๆเมือง เมืองนี้เล็กมากมีประชากรแค่พันกว่าคนซึ่งเล็กกว่าโรงเรียนบางโรงอีกนะเนี่ย แต่ก่อนกลับเราก็ได้ไป real rock climbing เป็นการปีนเขาจริงๆครั้งแรกในชีวิต

สรุปแล้วการมา Working Holiday ครั้งนี้หักค่าใช้จ่ายต่างๆรวมถึงค่าเรียนภาษาแล้ว เราเหลือตังค์เก็บเท่าๆกับเงินเดือนทั้งปีที่ไทยเลย ซึ่งผลพวงที่ได้มานอกเหนือจากการมาเก็บตังค์นั้นประเมินค่าไม่ได้เลย หวังว่า Content นี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครบางคน และเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่อยากไปลองใช้ชีวิต และตามหาความฝัน และเก็บตังค์ในต่างแดนกันนะคะ

ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านมาถึงจุดนี้นะ สำหรับเพื่อนๆที่สนใจอ่านฉบับเต็ม

สามารถติดตามกันได้ที่ Link นี้เลยนะคะ https://pantip.com/topic/36503207

…Let’s catch your dreams…

เงินเดือนจ๋าพี่มาแล้วจ้า
facebook.com/SalaryImComing/

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ