$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

ไม่ว่าใคร ๆ ก็คงมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น “มหาเศรษฐี” มีสินทรัพย์หลักร้อยล้านพันล้านไปจนถึงหลักแสนล้านกันแน่ ๆ แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกมีสินทรัพย์เป็นแสน ๆ ล้านเนี่ย เขาเป็นใครและทำธุรกิจอะไร? 

ในบทความนี้จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับสมาชิกใน “$100 Billion Club” กัน โดยคำนี้เป็นคำที่เอาไว้เรียกบุคคลที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็น “เศรษฐีแสนล้าน” (Centibillionaire) นั่นเอง ซึ่งในโลกมีเพียงแค่ 8 คนเท่านั้น! 8 ท่านนี้จะมีใครบ้าง แต่ละท่านทำธุรกิจอะไร ติดตามได้เลย

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

#1: Jeff Bezos

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Jeff Bezos

ที่มา: John Locher | AP Photo 

เริ่มกันที่มหาเศรษฐีท่านแรกที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขาเป็นผู้ก่อตั้ง “Amazon” บริษัทค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคนนั้นก็คือ “Jeff Bezos” นั่นเอง โดยในปี 2017 เขาได้กลายเป็นมหาเศรษฐีคนแรกที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบ 18 ปีหลังจากที่ Bill Gates ทำไปได้ในปี 1999

Jeff Bezos ก่อตั้ง Amazon ขึ้นในปี 1994 โดยเริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์และขยายกิจการไปสู่ตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ วิดีโอเกม เสื้อผ้า ฟอร์นิเจอร์ อาหาร ของเล่น และเครื่องประดับ ในปี 2015 Amazon สามารถแซงหน้า Walmart และกลายเป็นร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ตามมูลค่าตลาด Amazon ไม่เพียงแต่เปิดบริการในสหรัฐฯ เท่านั้นแต่ยังเปิดให้บริการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการส่งสินค้าข้ามประเทศอีกด้วย 

ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วทุกภาคส่วนแต่ไม่ใช่กับ Amazon เพราะในปี 2020 Amazon ทำรายได้ไปได้กว่า 3.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ Amazon กลายเป็นบริษัทที่มี Market Cap มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกด้วยมูลค่ากว่า 1.609 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 11/05/2021)

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 Bezos ได้ประกาศว่าในไตรมาสที่ 3 ปี 2021 เขาจะวางมือจากตำแหน่ง CEO ของ Amazon และเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของ Amazon โดย Andy Jassy จะเป็นผู้ที่มานั่งในตำแหน่ง CEO แทน

อยากลงทุนใน Amazon ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Amazon 8.46% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม K-USXNDQ-A (D) โอกาสลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีอเมริกา พร้อมรับ “ปันผล”

  • ONE-GECOM (ลงทุนใน Amazon 2.85% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่ประกอบธุรกิจ หรือมีรายได้ หรือได้รับประโยชน์จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น บริษัทที่ทำการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการทางออนไลน์ บริษัทที่เป็นช่องทางให้ผู้อื่นมาซื้อหรือขายสินค้าหรือให้บริการทางออนไลน์ บริษัทโลจิสติก บริษัทขนส่ง และ/หรือบริษัทคลังสินค้าที่ให้บริการขนส่งหรือจัดเก็บสินค้าที่มีการสั่งซื้อหรือขายผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก บริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับการซื้อหรือขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ผ่านทางออนไลน์ และ/หรือออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่ให้บริการเกี่ยวกับระบบชำระค่าบริการหรือสินค้าผ่านทางออนไลน์ เป็นต้น โดยกองทุน ONE-GECOM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-GECOM: เมื่อ E-Commerce กำลังเติบโตแบบสองหลัก

#2: Elon Musk

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Elon Musk

ที่มา: South China Morning Post | Getty Images

หากพูดถึงเจ้าพ่อแห่งวงการนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าก็คงต้องนึกถึง “Elon Musk” เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน อย่างที่ทราบกันดีว่าเขาเป็น CEO ของบริษัท “Tesla” ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนระบบจัดเก็บพลังงานและระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มูลค่าหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้มูลค่าตลาดหรือ Market Cap ของ Tesla ในปี 2020 เพิ่มขึ้นกว่า 783.42% ในปี 2020 ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้ก็ได้อานิสงค์มาจากกระแสความร้อนแรงของหุ้นเทคโนโลยี ทำให้ Elon Musk ได้ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีแสนล้านด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจาก Elon Musk จะเป็น CEO ของ Tesla แล้วเขายังเป็น CEO ของบริษัทผู้ผลิตยานอวกาศและบริการขนส่งทางอวกาศ อย่าง “SpaceX” อีกด้วย โดยเป้าหมายในการสร้างโครงการ SpaceX ของ Elon Musk ก็ล้ำสุด ๆ เพราะเขามีเป้าหมายมุ่งสู่อวกาศเพื่อสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารในอนาคตกันเลยทีเดียว 

แต่กว่าเป็น Elon Musk ที่ทุกคนรู้จักกันในวันนี้ก็ไม่ได้ง่ายเลยเพราะเขาเคยเกือบล้มละลายมาแล้วหลายครั้ง โดย Elon Musk ได้เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ของเขาว่า Tesla ต้องตกอยู่ในภาวะเกือบล้มละลายและอาจต้องปิดตัวลงภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า ในช่วงระยะเวลาระหว่างกลางปี 2017 จนถึงกลางปี 2019 ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงที่เขาพยายามอย่างหนักกับการเร่งกระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla Model 3 แต่กลับประสบปัญหามากมายภายในห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย และยิ่งไปกว่านั้นในปี 2008 ที่ถือว่าเป็นอีกช่วงที่เขาเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นเพราะเขาต้องประสบกับสถานการณ์วิกฤตการเงินของ Tesla ส่งผลให้ในตอนนั้น Tesla เกือบจะล้มละลายภายในระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ซึ่งเขาต้อใช้เงินของตัวเองพร้อมกับการกู้เงินเพื่อพยุง Tesla ไว้ไม่ให้ล้มละลาย 

อย่างไรก็ตาม Elon Musk ก็ผ่าฟันจนผ่านจุดวิกฤตเหล่านั้นมาได้และได้กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกในที่สุด

อยากลงทุนใน Tesla ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • TMB-ES-GINNO (ลงทุนใน Tesla 9.67% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนผ่านการลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลก โดยเน้นลงทุนในหุ้น 5 กลุ่มนวัตกรรมหลักที่เกี่ยวข้องหรือได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive Innovation theme) โดยกองทุน TMB-ES-GINNO จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TMB-ES-GINNO: กองทุนแห่งนวัตกรรมสู่การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่

  • ONE-UGG-RA (ลงทุนใน Tesla 4.90% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งในระยะยาวในหุ้นที่พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยการพิจารณาคัดเลือกหุ้นแบบรายตัวจำนวน 30 ถึง 60 หลักทรัพย์จากทีมผู้จัดการกองทุน โดยกองทุน ONE-UGG-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

#3: Bernard Arnault

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Bernard Arnault

ที่มา: https://asiaadvisory.co/ 

ถ้าพูดถึง “กระเป๋าแบรนด์เนม” แล้วเราจะนึกถึงแบรนด์อะไรเป็นอันดับแรก? เชื่อว่าคงมีหลาย ๆ คนที่ตอบว่า “Louis Vuitton” อย่างแน่นอน สำหรับมหาเศรษฐีอันดับที่ 3 ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขาเป็นหนุ่มฝรั่งเศสประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องแฟชั่น เจ้าของอาณาจักรแห่งสินค้าหรูหราอย่าง “LVMH Moet Hennessy Louis Vuitton” นอกจากนี้เขายังเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการแฟชั่นอีกด้วย ถึงขนาดที่ว่า Forbes ได้ตั้งฉายาให้เขาเป็นหนึ่งใน “ผู้นำเทรนด์แฟชั่น” (taste-maker) ระดับโลกเลยทีเดียว

แล้วทำไม Bernard จึงเป็นถึงเจ้าของ “อาณาจักร” แห่งสินค้าหรูละ? นั่นก็เพราะ LVMH ไม่ได้มีแค่ Louis Vuitton แต่ยังมีแบรนด์ดังระดับโลกอีกมากมายที่อยู่ภายใต้ LVMH ไม่ว่าจะเป็น Christian Dior, Givenchy, Céline, Marc Jacobs, Fendi, Kenzo และอื่น ๆ อีกมากมาย โดย LVMH ครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาอุตสาหกรรม Luxury Good ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 378.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 12/05/2021)

จุดเริ่มต้นสายอาชีพของ Bernard มาจากการเป็นวิศวกรโยธาในบริษัทก่อสร้างของพ่อเขาที่มีชื่อว่า Ferret-Savinel ในปี 1971 และเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทตั้งแต่ปี 1978 จนถึงปี 1984 แต่ด้วยความสนใจในด้านแฟชั่นและคิดว่ามันจะทำเงินให้เขาได้อย่างมหาศาลเขาจึงเริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยเริ่มแรกเขาได้ตัดสินใจซื้อบริษัทโฮลดิ้งที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสินค้าหรูหราอย่าง Financière Agache และ Boussac Saint-Frères ที่เป็นเจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Christian Dior หลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าซื้อบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมนี้จนกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลกในที่สุด

อยากลงทุนใน LVMH ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • T-PREMIUM BRAND (ลงทุนใน LVMH 4.95% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นบริษัทที่จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจสินค้าหรือบริการที่มีการวางตำแหน่งสินค้าหรือบริการอยู่ในระดับบน (premium brand sectors) ซึ่งสินค้าหรือบริการเหล่านี้เป็นสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพสูง โดยบริษัทหรือกิจการดังกล่าวได้รับประโยชน์ทางการตลาดหรือมีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยกองทุน T-PREMIUM BRAND จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7
  • I-CHIC(ลงทุนใน LVMH 3.99% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีเครื่องหมายการค้า (brand name) ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยกองทุน I-CHIC จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม อยากลงทุนในแบรนด์กระเป๋า Hi-End ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

#4: Bill Gates

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Bill Gates

ที่มา: Justin Sullivan | Getty Images

สำหรับท่านนี้เขาถือเป็นอีกหนึ่งท่านที่จุดประกายให้เกิดการปฏิวัติในวงการคอมพิวเตอร์ของโลกก็ว่าได้ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 4 ของโลก ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ “Bill Gates” ผู้ก่อตั้ง “Microsoft” บริษัทสัญชาติอเมริกันที่พัฒนาและจัดจำหน่ายซอฟต์แวร์และบริการต่าง ๆ เช่น เครื่องมือค้นหา (Bing) โซลูชันระบบคลาวด์ และระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันอย่าง Windows นั่นเอง

เห็น Bill Gates เป็นอัจริยะแห่งวงการคอมพิวเตอร์แบบนี้แต่เขาก็มีวีรกรรมในวัยเด็กสุดแสบอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่เขามีความหลงใหลในคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมากตั้งแต่เขายังเด็ก เขาชอบคอมพิวเตอร์จนถึงขนาดที่ว่าเคยโดดเรียนเพื่อเอาเวลาไปเล่นคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว ในสมัยนั้นโรงเรียนแต่ละแห่งก็ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งปกติแล้วโรงเรียนก็จะกำหนดเวลาการใช้คอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ Bill Gates และเพื่อนของเขา Paul Allen ที่เป็นนอกจากจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft แล้วยังเป็นเพื่อนในวัยเด็กของ Bill Gates อีกด้วย เขาสองคนได้ร่วมกันแฮกโปรแกรมให้สามารถเล่นคอมพิวเตอร์ได้แบบบุฟเฟ่ต์ไม่จำกัดเวลากันไปเลย

Bill Gates ในวัย 31 ปีได้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก เขาครองตำแหน่งตั้งแต่ปี 1987 จนกระทั่ง Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook มาโค่นตำแหน่งเขาในปี 2010 ด้วยวัยเพียง 23 ปี โดยตั้งแต่ปี 1987 Bill Gates อยู่ในรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ Forbes ซึ่งปี 1995 จนถึงปี 2017 เขาครองอันดับหนึ่งทุกปียกเว้นปี 2010-2013 แต่ในเดือนตุลาคมปี 2017 เขาก็ถูกแซงหน้าโดย Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon

Bill Gates ตัดสินใจลาออกจากบอร์ดบริหารของ Microsoft ในปี 2020 เพื่ออุทิศตัวเองให้กับ Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิเพื่อการกุศลที่สนับสนุนโครงการด้านการศึกษา สุขภาพ รวมไปถึงปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เขาได้ร่วมก่อตั้งกับภรรยาของเขาอย่าง Melinda Gates นอกจากนี้ในปี 2010 เขายังได้ก่อตั้ง The Giving Pledge ร่วมกับภรรยาของเขาและ Warren Buffett ที่เป็นองค์กรที่รณรงค์ให้เศรษฐีทั่วโลกบริจาคทรัพย์สินของตนโดยมากเพื่อการกุศลอีกด้วย

อยากลงทุนใน Microsoft ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Microsoft 9.72% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • KFGBRAND-A และ KFGBRAND-D (ลงทุนใน Microsoft 9.06% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ซึ่งประสบผลสำเร็จหรือมีชื่อเสียงใน Brand โดยพิจารณาจาก Intangible Assets เช่น การมีเครื่องหมายการค้าเป็นที่รู้จักทั่วโลก การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า หรือกลวิธีการจัดจำหน่าย เป็นต้น โดยกองทุน KFGBRAND-A และ KFGBRAND-D จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน KFGBRAND-A เพราะ “มูลค่า” ให้คุณได้มากกว่าผลตอบแทน

#5: Mark Zuckerberg

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Mark Zuckerberg

ที่มา: https://www.britannica.com/ 

มาต่อกันที่มหาเศรษฐีอันดับที่ 5 เขาเป็นเจ้าของบริษัทผู้พัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กชื่อดังที่เราใช้กันอยู่ทุกวันอย่าง “Facebook” และด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก เขาคนนั้นก็คือ “Mark Zuckerberg” ซึ่งนอกจาก Facebook แล้วก็ยังมีแอปอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การพัฒนาของบริษัทเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแอปแชร์วิดีโอและรูปภาพอย่าง Instagram แพลตฟอร์มการส่งข้อความอย่าง Messenger และ WhatsApp นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เสมือนจริงอย่าง Oculus VR อีกด้วย

Mark Zuckerberg เป็นอีกหนึ่งท่านที่มีความหลงใหลในด้านคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่ออายุ 12 ปีเขาสร้างโปรแกรมสนทนาชื่อว่า “Zucknet” ด้วย Atari Basic จนพ่อของเขา ได้นำโปรแกรมนี้ไปใช้ในคลินิกทันตกรรมของเขาเพื่อให้พนักงานต้อนรับสื่อสารกับเขาได้โดยไม่ต้องตะโกนข้ามห้อง นอกจากนี้สมาชิกในครอบครัวของเขา ก็ต่างใช้โปรแกรมนี้เพื่อติดต่อสื่อสารกันภายในครอบครัวอีกด้วย ความสนใจในด้านคอมพิวเตอร์ของเขาได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวของเขาเช่นกัน โดยพ่อเขาได้จ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาสอนเขาเป็นการส่วนตัว ความฉลาดของเขาน่าทึ่งมากจนครูผู้สอนเขาเรียกเขาว่าเป็น “เด็กอัจริยะ”

เขาได้สร้าง Facebook ขึ้นในขณะที่เขาได้ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแต่หลังจากที่เขาเข้าศึกษาได้เพียงสองปีเขาได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ก็เพื่ออุทิศตนให้กับ Facebook อย่างเต็มเวลา อย่างไรก็ตาม Mark ได้กลับเข้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีกครั้งหลังจากที่เขาดรอปเรียนมากว่า 12 ปี และในที่สุดเขาก็ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 2017

อีกหนึ่งสิ่งเกี่ยวกับ Mark Zuckerberg หลายคนอาจจะยังไม่ทราบคือเขาเป็นโรคตาบอดสีทำให้มองเห็นสีแดงและสีเขียวได้ไม่ชัดเจน ในทางกลับกันเขาสามารถมองเห็นสีฟ้าได้ชัดเจนที่สุด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมโลโก้ของ Facebook จึงเป็นสีฟ้านั่นเอง

อยากลงทุนใน Facebook ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Facebook 3.92% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • K-USA-A(A) และ K-USA-A(D) (ลงทุนใน Facebook 3.47% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ​ โดยกองทุน K-USA-A(A) และ K-USA-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

#6: Warren Buffett

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Warren Buffett

ที่มา: https://quote.cc/

สำหรับท่านนี้คงเป็นอีกหนึ่ง Role Model ของใครหลาย ๆ คนในโลกการลงทุน เพราะเขาเป็นอีกหนึ่งท่านที่ประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุนจนได้รับฉายาว่า “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” (Oracle of Omaha) แถมปรัญชาการลงทุนของเขาที่เน้นในคุณค่าของหุ้นมากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้นก็กินใจนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ “Warren Buffett” ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นมหาเศราฐีอันดับที่ 6 ของโลก

Warren Buffett สนใจการลงทุนมาตั้งแต่เขายังเด็ก เมื่อตอนที่เขาอายุ 11 ปี เขาได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของ City Service ในราคาหุ้นละ $38 ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นครั้งแรกในชีวิตของเขา โดยเขาซื้อทั้งหมด 6 หุ้น และในจำนวนนี้เขาก็ได้แบ่งให้น้องสาวของเขา 3 หุ้น แต่ไม่กี่วันต่อมาราคาหุ้นก็ลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือ $27 ต่อหุ้น แต่เขาก็ยังคงถือต่อไป ต่อมาหุ้น City Service ก็รีบราวด์ขึ้นที่ราคาหุ้นละ $40 เขาตัดสินใจขายมันและได้กำไรมาหุ้นละ $2 แต่หุ้น City Service กลับปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปถึงราคาหุ้นละ $200 เขาเสียใจและเสียดายอย่างมาก ซึ่งประสบการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนให้เขาได้รู้จักความอดทนภายในโลกการลงทุน

อย่างที่ทราบกันดีว่า Buffett เขาเป็น CEO ของ “Berkshire Hathaway” ที่บริษัทโฮลดิ้งสัญชาติอเมริกัน ซึ่งกลุ่มของบริษัทประกอบด้วยบริษัท มากกว่า 80 แห่งที่มีกิจกรรมครอบคลุมพื้นที่ธุรกิจที่หลากหลาย รวมถึงการประกันภัยและการประกันภัยต่อ (reinsurance) การขนส่งทางรถไฟ การจัดหาพลังงาน บริการทางการเงิน การผลิต และการค้าส่งค้าปลีก

นอกจากจะชื่นชอบในเรื่องการลงทุนแล้ว Buffett ยังชื่นชอบดื่มโค้กเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโค้กรสเชอร์รี่ เขาชื่นชอบโค้กในระดับที่ว่าดื่มมันทุกวันวันละ 5 กระป๋องเลยทีเดียว

อยากลงทุนใน Berkshire Hathaway ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • KT-FINANCE (ลงทุนใน Berkshire Hathaway 2.50% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านการเงินแก่ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในระยะยาว​ โดยกองทุน KT-FINANCE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • SCBS&P500 (ลงทุนใน Berkshire Hathaway 1.55% — ข้อมูล ณ วันที่ 11/05/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500 โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500​ โดยกองทุน SCBS&P500 จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

#7: Larry Page และ #8: Sergey Brin

$100 Billion Club คืออะไร?: ทำความรู้จักกับ 8 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

Larry Page (ซ้าย) และ Sergey Brin (ขวา)

https://www.techgistafrica.com/ 

และแล้วก็มาถึงสองอันดับสุดท้ายนั่นคืออันดับ 7 และ 8 สำหรับสองอันดับนี้ขอรวบทั้งสองท่านมากล่าวถึงเป็นแพ็กคู่เพราะพวกเขาทั้งสองเป็น “ผู้ก่อตั้ง Google” ร่วมกันนั่นเอง ทั้งสองถือเป็นสมาชิกหน้าใหม่ของ 100 Billion Club โดยมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งสองท่านนี้คือ “Larry Page” และ “Sergey Brin” โดย Page และ Brin มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.07 และ 1.03 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ

เส้นทางของ Page และ Brin ในการก่อตั้ง Google นั้นก็ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเพราะในปี 1990 พวกเขาได้สร้างต้นแบบสำหรับอัลกอริทึมการค้นหาทางอินเตอร์เน็ตของ Google ซึ่งในตอนแรกพวกเขาพยายามที่จะขายซอฟต์แวร์นี้ แต่ก็ไม่มีผู้สนใจที่จะซื้อมัน โดยในตอนนั้นทั้งสองยังเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดด้วยวัยเพียง 17 ปี หลังจากนั้นในปี 1998 พวกเขาทั้งสองคนก็ได้ร่วมกันก่อตั้ง Google  ขึ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทั้งสองยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดย Page ได้แต่งตั้งตัวเองในฐานะ CEO ของ Google ส่วน Brin ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของ Google

Google ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการระบาดของโควิด-19 โดยมูลค่าหุ้นของ Alphabet เพิ่มขึ้นกว่า 80% จากช่วงเริ่มต้นการระบาดในปี 2020 ทำให้ในตอนนี้มูลค่าตลาดของ Alphabet แตะ 1.592 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อย (ข้อมูล ณ วันที่ 08/05/2021)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วบางคนคงจะมีเอะใจกันบ้างว่าทำไม Page จึงรวยกว่า Brin ละทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Google ร่วมกันแท้ ๆ ซึ่งตามข้อมูลแบบ Filling ล่าสุดของ Alphabet ที่เป็นบริษัทแม่ของ Google แสดงให้เห็นว่าทั้งสองถือหุ้นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดย Page ถือหุ้นอยู่ 6% ในขณะที่ Brin ถือหุ้น 5% นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไม Page จึงมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิมากกว่า Brin

อยากลงทุนใน Alphabet ลงทุนกองทุนไหนได้บ้าง?

  • SCBDIGI (ลงทุนใน Alphabet 4.14% — ข้อมูล ณ วันที่ 26/02/2021): มีนโยบายเน้นลงทุนอย่างน้อยสองในสามของสินทรัพย์รวมในหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นทำนองเดียวกันซึ่งออกโดยบริษัทซึ่งใช้เทคโนโลยีทางดิจิตอลในการเสนอบริการอินเตอร์แอคทิฟ (interactive services) และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริการอินเตอร์แอคทิฟ (interactive services)ในหมวดภาคการสื่อสาร (communications sector) ทั่วโลก โดยกองทุน SCBDIGI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • B-INNOTECH (ลงทุนใน Alphabet 4.00% — ข้อมูล ณ วันที่ 31/03/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยกองทุน B-INNOTECH จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 7

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน B-INNOTECH เทคโนโลยีไม่ใช่แค่กระแส แต่คือมาตรฐานใหม่

  • K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) (ลงทุนใน Alphabet 3.61% — ข้อมูล ณ วันที่ 07/05/2021): มีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100​ โดยกองทุน K-USXNDQ-A(A) และ K-USXNDQ-A(D) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6
  • TMBGQG (ลงทุนใน Alphabet 3.60% — ข้อมูล ณ วันที่ 28/02/2021): มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกเพื่อมุ่งเน้นผลตอบแทนในระยะยาวจากการลงทุน โดยกองทุน TMBGQG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6

อ่านเพิ่มเติม อัปเดตกองทุน TMBGQG: เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่ของโลก!

ส่วนคลับนี้จะมีสมาชิกเข้ามาเพิ่มอีกหรือไม่ และเขาคนนั้นจะเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

— planet 46.

อ้างอิง

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม