แจ้งเตือน

FINNOMENA On Tour เปิดบัญชีก่อนงานสัมมนา รับเงินลงทุนก้อนแรกสูงสุด 200 บาท

sun.s@finnomena.com

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนา FINNOMENA On Tour

เปิดบัญชี FINNOMENA ก่อนงานสัมมนา รับฟรีเงินลงทุนก้อนแรกสูงสุด 200 บาท จากฟินโนมินา

ขั้นตอนการรับสิทธิ์ สมัครง่ายๆเพียง..

1. กดรับสิทธิ์ ที่ปุ่มด้านล่างเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์  ระบบจะแจ้งว่า คุณได้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ เรียบร้อยแล้ว

2. เปิดบัญชีกองทุนผ่านแอป FINNOMENA ด้วยอีเมล์ที่ใช้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ข้างต้น

3. ยืนยันตัวตน (KYC) ในแอป FINNOMENA ก่อนเข้าร่วมงาน 

4. ได้รับการอนุมัติเปิดบัญชีลงทุนและอนุมัติ ATS ก่อนวันสัมมนา รับเงินขวัญถุง 100 บาท ในรูปแบบของกองทุนรวม

5. รับเงินลงทุนเพิ่มอีก 100 บาท โดยคลิกที่ปุ่มด้านล่าง กดรับสิทธิเปิดบัญชี SSF/RMF เพื่อลงทุนในกองภาษีภายใน 7 วัน 

โปรโมชั่นเปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA ก่อนเข้างานสัมมนา

เฉพาะผู้ที่ได้รับโปรโมชั่นพิเศษผ่านทางอีเมล์เท่านั้น

รับสิทธิ์ภายในวันเข้าร่วมสัมมนาตามกิจกรรมที่ท่านได้รับเชิญ

ขั้นตอนการเปิดบัญชีลงทุน ผ่านแอปพลิเคชัน (ไม่ต้องใช้เอกสาร)

เปิดบัญชี SSF/RMF กับ FINNOMENA เพื่อลงทุนในกองภาษีภายใน 7 วัน

เฉพาะผู้ที่ได้รับโปรโมชั่นพิเศษผ่านทางอีเมล์เท่านั้น

ขั้นตอนการเปิดบัญชี SSF/RMF

รับสิทธิ์โปรโมชั่นที่นี่

ทำตามขั้นตอนเพื่อรับสิทธิ์โปรโมชั่น

ขั้นตอนที่ 1

กดปุ่ม "รับสิทธิ์โปรโมชั่น"

ขั้นตอนที่ 2

เข้าสู่ระบบสมาชิก

ขั้นตอนที่ 3

บันทึกสิทธิ์โปรโมชั่นเรียบร้อย
จากนั้นทำการเปิดบัญชี และผูกบัญชีธนาคารอัตโนมัติให้เสร็จเรียบร้อย เพียงแค่นี้ ก็รอรับ PCASH 100 บาท ได้เลย !

ขั้นตอนที่ 4

เปิดบัญชี SSF/RMF และรอการยืนยันจาก FINNOMENA ก็รับเพิ่ม PCASH
เพิ่ม อีก 100 บาท รวมทั้งสิ้น 200 บาท !!

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

  • ลูกค้าจะต้องไม่เคยเปิดบัญชีซี้อขายหน่วยลงทุนกับ FINNOMENA มาก่อน หรือเป็นลูกค้าที่เคยเปิดบัญชีแล้วแต่ยังไม่ทำรายการตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ (ATS)
  • ลูกค้าจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมพร้อมทำรายการตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติเสร็จสมบูรณ์ (ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องได้รับการยืนยันเลขที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจาก FINNOMENA  และการอนุมัติตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ ATS เรียบร้อย ภายใน 7 วันหลังจากวันเข้าสัมมนาเท่านั้น)
  • ลูกค้าจะต้องกดรับสิทธิ์ในหน้าเว็บไซต์ https://www.finnomena.com/z-admin/finnomena-ontour-promo เท่านั้น
  • หากลูกค้าไม่กดรับสิทธิ์ในหน้าเว็ปไซต์ https://www.finnomena.com/z-admin/finnomena-ontour-promo ถือว่าลูกค้าไม่ประสงค์จะรับของรางวัลในส่วนนี้
  • ลูกค้าจะต้องกดรับสิทธิ์ในเว็บไซต์ https://www.finnomena.com/z-admin/finnomena-ontour-promo  ครบทั้งการเปิดบัญชีกองทุนรวมและ เปิดแผน SSF/RMF จึงจะได้รับหน่วยลงทุน PCASH จำนวน 200 บาท หากทำเพียงขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่ง จะได้รับ PCASH 100 บาท ตามขั้นตอนที่ลูกค้ากดรับสิทธิเข้าร่วม
  • จำกัดสิทธิ์รับรางวัล ลูกค้า 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น
  • จำกัดสิทธิ์การได้รับของรางวัลขวัญถุงหน่วยลงทุนที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน โดย FINNOMENA จะพิจารณาจากเวลาที่เปิดบัญชีสำเร็จ และมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขของโปรโมชั่นครบถ้วนโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น
  • โปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. – 30 ก.ย. 2565

เงื่อนไขโปรโมชั่น

 ลูกค้ามีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขการรับสิทธิ์ ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้รับสิทธิ์” 

  • ผู้รับสิทธิ์จะได้ของรางวัลเป็นหน่วยลงทุน PCASH จำนวนเงิน 100 บาท  และกรณีเปิดบัญชีกองทุนภาษีรับเพิ่มอีก 100 บาท  
  • ผู้รับสิทธิ์ทราบว่าของรางวัลเป็นหน่วยลงทุน PCASH และผู้รับสิทธิ์ได้ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของการลงทุนตามข้อมูล Fund Fact Sheet ของหน่วยลงทุน PCASH และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ finnomena.com/fund/pcash
  • FINNOMENA จะดำเนินการจัดสรรหน่วยลงทุน PCASH ให้แก่ผู้รับสิทธิ์ทุกท่านที่ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขการรับสิทธิ์ โดยจะดำเนินการจัดสรรหน่วยลงทุน PCASH เข้าสู่แผนการลงทุนกองทุนรวมล่าสุด ภายในวันที่ 25 ของเดือนถัดไป  โดยกำหนดขั้นตอนดังนี้
  • ตัวอย่างการรับสิทธิ์: ผู้รับสิทธิ์เปิดบัญชีและทำรายการตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติเสร็จสมบูรณ์ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. – 30 ก.ย.  ท่านจะได้รับหน่วยลงทุน PCASH เพิ่มในแผนการลงทุนที่ใช้งานล่าสุดภายในวันที่ 25 ต.ค. 65
  • บริษัทจะทำการสั่งซื้อ  ชำระราคาค่าซื้อ โดยอ้างอิงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) ณ วันที่ทำรายการชำระราคาค่าซื้อ โดยบริษัทกำหนดวันใดวันหนึ่งไม่เกินวันที่ 25 ของเดือนถัดไป
  • บริษัทแจ้งให้ผู้รับสิทธิ์ทราบข้อมูลการจัดสรรหน่วยลงทุน PCASH ผ่านทางแอปพลิเคชัน FINNOMENA
  • ผู้รับสิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลรางวัลได้ที่แผนการลงทุนล่าสุด
  • ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
  •  ลูกค้านิติบุคคลไม่สามารถร่วม รายการส่งเสริมการขายนี้ได้
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขและข้อตกลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีใด ๆ การตัดสินใจหรือการดำเนินการของ FINNOMENA ถือเป็นที่สิ้นสุด

คำเตือน 

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02-026-5100

News Update: ถูกหวยรางวัลที่ 1 แต่ไม่มีความสุข?! หนุ่มอินเดีย ‘เสียใจ’ ที่ถูกรางวัลใหญ่ 115 ล้านบาท เหตุมีคนขอยืมเงินไม่ขาดสาย จนออกจากบ้านไม่ได้

THE OPPORTUNITY
News Update: ถูกหวยรางวัลที่ 1 แต่ไม่มีความสุข?! หนุ่มอินเดีย ‘เสียใจ’ ที่ถูกรางวัลใหญ่ 115 ล้านบาท เหตุมีคนขอยืมเงินไม่ขาดสาย จนออกจากบ้านไม่ได้

ความฝันสูงสุดของคุณคืออะไร? เชื่อว่าหนึ่งในคำตอบยอดฮิตทีเล่นทีจริงของหลายคนคือ อยากถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 แต่มีชายอินเดียที่รู้สึก ‘เสียใจ’ และ ‘ไม่มีความสุข’ หลังได้รางวัลใหญ่ 115 ล้านบาท มาดูเหตุผลกันว่าทำไม

สำนักข่าวบีบีซีเล่าเรื่องราวของ ‘อะนูป’ ที่ชีวิตปกติของเขาคือ คนขับรถสามล้อในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย แต่เมื่อกลาง ก.ย. เดือนที่ผ่านมา อะนูปถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่เป็นเงินถึง 250 ล้านรูปี หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 115 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต เพราะมันทำให้เขา ‘ไม่มีความสุข’

“ผมหวังว่าผมจะไม่ถูกลอตเตอรี่ ถูกรางวัลที่ 3 ยังดีเสียกว่า” อะนูปกล่าว

หลังถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ สื่ออินเดียต่างพาดหัวข่าวรายงานถึงเรื่องของเขาและครอบครัว เพราะถือเป็นเงินรางวัลก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐเกรละ ซึ่งในตอนนั้นอะนูปยังให้สัมภาษณ์อยู่เลยว่า “ผมรู้สึกดีใจมากตอนที่ถูกลอตเตอรี่ คนจำนวนมาก และกล้องของสื่อ มาคอยทำข่าวผมที่บ้าน พวกเรามีความสุขนะ”

แต่ความสุขอยู่ได้ไม่นานเพราะสถานการณ์เกินควบคุม หนึ่งสัปดาห์ต่อมา อะนูปต้องโพสต์วิดีโอลงโซเชียลอ้อนวอนให้เหล่าคนแปลกหน้าเลิกรังควานเขาและครอบครัวเสียที เพราะมีคนเข้ามาขอยืมเงินไม่ขาดสาย

อะนูปเล่าว่า เขาไม่สามารถออกจากบ้านได้ ขนาดลูกชายป่วยเขายังพาลูกไปหาหมอไม่ได้เลย เพราะมีกลุ่มคนที่รุมล้อมบ้านเขา เพื่อมาขอเงินในทุกเช้า

แม้จะบอกกลุ่มคนเหล่านั้นไปแล้วว่ายังไม่ได้เงินมาเลย แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่เข้าใจ แม้จะอธิบายไปกี่ครั้งก็ตาม โดยตอนนี้ครอบครัวของอะนูปต้องต้องไปอยู่บ้านญาติเพื่อหนีความสนใจของผู้คนและสื่อมวลชน

ด้านรัฐบาลรัฐเกรละออกมาระบุว่า จะจัดชั้นเรียนสอนการบริหารเงินให้อะนูป 1 วันเต็ม เพื่อให้เขาดูแลจัดการเงินรางวัลที่ได้รับไปได้

อ้างอิง: https://www.bbc.com/thai/articles/c8v428d4lz9o 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เกษียณเร็วตามเทรนด์ FIRE ทำได้จริงหรือไม่? ต้องลงทุนอย่างไร หากอยากเกษียณอายุ 40 ปี

planet 46
เกษียณเร็วตามเทรนด์ FIRE ทำได้จริงหรือไม่? ต้องลงทุนอย่างไร หากอยากเกษียณอายุ 40 ปี

การเกษียณเร็วตามเทรนด์ FIRE (Financial Independence, Retire Early) กำลังเป็นกระแสอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี ที่อยากเกษียณตั้งแต่อายุ 40 ปี แต่เราจะลงทุนอย่างไรให้สามารถเกษียณเร็วตามเทรนด์ FIRE ได้อย่างมีความสุข แถมมี Passive Income ใช้หลังเกษียณทุกเดือน? บทความนี้มีคำตอบ!

ทำความรู้จักกับ FIRE Movement กันสักหน่อย

Financial Independence, Retire Early หรือ FIRE คือ แนวคิดในการมีอิสรภาพทางการเงินให้ได้เร็วที่สุด โดยให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุนมากกว่า 50% ของรายได้ และมีการบริหารรายจ่ายให้เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถเกษียณอายุได้อย่างรวดเร็ว

หัวใจหลักของ FIRE ประกอบด้วยกฎ 2 ข้อ ได้แก่ กฎ 25 และกฎ 4% ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. กฎ 25x คือ การเก็บเงินให้ได้ 25 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อปี ตัวอย่างเช่น หากค่าใช้จ่ายต่อเดือนของคุณคือ 20,000 บาท ให้คูณด้วย 12 จะได้จำนวนค่าใช้จ่ายรวมต่อปี ซึ่งก็คือ 240,000 บาท และนำไปคูณกับ 25 ก็จะได้จำนวนเงินเก็บที่ต้องมีเพื่อใช้หลังเกษียณ ซึ่งเท่ากับ 6,000,000 บาท  
  2. กฎ 4% คือ การนำเงินออกมาใช้ได้ไม่เกินปีละ 4% ของเงินเก็บทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากมีเงินเก็บทั้งหมด 6,000,000 บาท หลังเกษียณอายุควรใช้ไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี ทั้งนี้สามารถปรับตามอัตราเงินเฟ้อได้หากจำเป็น

อยากเกษียณเร็วตามเทรนด์ FIRE ลงทุนอย่างไรดี?

เกษียณเร็วตามเทรนด์ FIRE ทำได้จริงหรือไม่? ต้องลงทุนอย่างไร หากอยากเกษียณอายุ 40 ปี

ภาพด้านบนเป็นตารางแสดงแบบจำลองการลงทุนด้วย แผนการลงทุน “FINNOMENA PORT GOAL” แผนการลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีการวางเป้าหมายการลงทุน เพื่อเก็บเงินก้อนหรือเกษียณ มีการจัดพอร์ตตามวัตถุประสงค์ สำหรับผู้ที่ตั้งใจสร้างวินัยการออม และทยอยลงทุนสะสมเป็นรายเดือน โดยแผนนี้ใช้เงินลงทุนตั้งต้นที่ 20,000 บาท และใช้เงินลงทุนต่อเดือนเริ่มต้นเดือนละ 5,000 บาท มีการกระจายพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ตั้งแต่ระดับ 1 (เสี่ยงต่ำ) ไปจนถึงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) สำหรับในตารางจะคำนวณจากความเสี่ยงระดับ 7 โดยแผนนี้คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 4-8% ต่อปี (ไม่ใช่การการันตี) ซึ่งในตารางจะคำนวณจากผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นที่ 8% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ส.ค. 2565) ทั้งนี้จะไม่นับรวมปัจจัยอื่นที่อาจทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาของการคำนวณผ่านระบบสร้างแผนของ FINNOMENA ผลตอบแทนคาดการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

จากตารางจะเห็นได้ชัดเลยว่า ยิ่งเราเริ่มลงทุนเร็วมากเท่าไร เราก็จะใช้เงินลงทุนต่อเดือนน้อยลง เนื่องจากเราเหลือระยะเวลาลงทุนก่อนเกษียณมากขึ้น ในขณะที่หากเราเริ่มต้นลงทุนช้า เราก็จะเหลือเวลาลงทุนก่อนเกษียณไม่มาก ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนต่อเดือนมากขึ้นนั่นเอง สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”

โดยหลังจากที่เราลงทุนในแผนการลงทุน GOAL แล้ว ในวัยเกษียณที่อายุ 40 ปี (ตาม FIRE Movement) เราจะมีเงินในพอร์ตประมาณ 7.2 ล้าน และจะนำเงินก้อนนี้มาลงทุนต่อในแผนการลงทุน “FINNOMENA PORT GIF” ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนที่เน้นการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ในรูปแบบของการจ่ายปันผล หรือ การรับซื้อคืนอัตโนมัติ (Auto Redeem) โดยคาดหวังกระแสเงินสดเฉลี่ยต่อปีที่ 3-5% (ไม่ใช่การการันตี) เพื่อสร้าง Passive Income เดือนละ 30,000 บาท ซึ่งในตารางจะคำนวณจากกระแสเงินสดคาดหวังเฉลี่ย 5% ต่อปี

ผู้ที่อยากทดลองสร้างแผนการลงทุนสำหรับวางแผนเกษียณตามเทรนด์ FIRE เป็นของตัวเองผ่าน “FINNOMENA PORT GOAL” สามารถ สมัครสมาชิก FINNOMENA เพื่อทดลอง สร้างแผน GOAL ได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือจะไปทดลอง สร้างแผน GIF ก็ได้เช่นกัน ใครอยากเกษียณเร็วตามเทรนด์ FIRE ก็รีบวางแผนและลองไปสร้างแผนการลงทุนกันดูนะ อย่างที่บอกไปว่า ยิ่งเริ่มลงทุนเร็วยิ่งได้เปรียบ เพราะงั้นอย่ารอช้า กดสร้างแผนการลงทุนกันเลย!

ส่วนใครที่อยากมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคุณวางแผนเกษียณตามเทรนด์ FIRE แบบตัวต่อตัว ลองให้ “FINNOMENA Exclusive” บริการผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวช่วยคุณทำให้เรื่องการลงทุนและการวางแผนเกษียณเป็นเรื่องง่าย ด้วยการออกแบบการลงทุนที่เหมาะกับคุณมากที่สุดจากคำแนะนำของผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวที่มากประสบการณ์ พร้อมพาคุณมุ่งสู่ทุกเป้าหมายบนโลกการลงทุน รับบริการได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท ใครสนใจรับบริการสุด Exclusive แบบนี้ สามารถกรอกข้อมูลเพื่อขอรับบริการได้เลยที่

https://finno.me/finnomena-x-service

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

เลือกอะไรดีในการวิเคราะห์หุ้น? ระหว่างความเรียบง่าย หรือความแม่นยำ

Andrew Stotz
เลือกอะไรดีในการวิเคราะห์หุ้น? ระหว่างความเรียบง่าย หรือความแม่นยำ

ถ้าต้องเลือกระหว่างความเรียบง่าย หรือความแม่นยำเพียงอย่างเดียว ผมเลือกความเรียบง่าย

ผมมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในวงการการเงิน เริ่มจากการเป็นนักวิเคราะห์การเงิน จนมาเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยการเงิน ไอเดียที่ว่าเราจำเป็นต้องเลือกระหว่างความเรียบง่าย หรือความแม่นยำเพียงอย่างเดียวนั้นอยู่กับผมมาเกินหนึ่งทศวรรษแล้ว ในตอนนี้มันยิ่งต่อยอดไปได้มากกว่าเดิม

ทุกวันนี้ผมชอบทำทุกอย่างให้ง่ายที่สุด ทั้งนี้มันมีที่มาจากเมื่อก่อนในตอนที่ผมเข้าวงการการเงินใหม่ ๆ ความแม่นยำเกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนเพิ่มความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั่นไม่ได้ทำให้มันคุ้มค่าเลย

ตอนที่ผมเริ่มเป็นนักวิเคราะห์การเงินปีแรก ตอนนั้นหัวหน้าของผมกำลังคุยกับลูกค้าอยู่ หลังจากวางสาย เขาถามผมว่า“กำไรของหุ้นธนาคารกรุงเทพในปีหน้าที่คุณคาดการณ์ไว้คือเท่าไหร่” สิ่งที่ผมทำในวันนั้น คงจะเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หน้าใหม่มักจะทำกัน นั่นก็คือการขอเวลาแล้วกลับไปวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้ตัวเลขที่แน่นอน

เวลาผ่านไป จากนาทีกลายเป็นหลายชั่วโมงที่ผมใช้เวลาค้นไฟล์ Excel ที่ผมมีของธนาคารกรุงเทพ ตอนนั้นผมกลัวว่าจะตอบผิด ผมเลยใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดูงบการเงินอย่างละเอียด ผมรู้สึกว่าผมต้องหาข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะเอาไปตอบหัวหน้า และเตรียมเผื่อหัวหน้าถามเพิ่มเติม

หลายชั่วโมงผ่านไป หัวหน้าของผมก็แวะมาถามหาคำตอบ แต่สิ่งที่ผมตอบไปคือ “ผมยังไม่พร้อมตอบครับ” จนกระทั่งหมดวัน ผมกลับบ้านไปพร้อมกับตั้งมั่นว่าพรุ่งนี้เช้าผมจะเตรียมคำตอบให้ได้ดีที่สุด

แต่ยิ่งผมวิเคราะห์ข้อมูลที่มีมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าผมต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมมากเท่านั้น ผมจึงเพิ่มไฟล์ใน Excel สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลการเงินของบริษัทนั้น

เลือกอะไรดี? ระหว่างความเรียบง่าย หรือความแม่นยำ

จริง ๆ แล้วตัวอย่างโมเดลนี้จะเป็นเวอร์ชั่นที่ใหม่ขึ้นมาหน่อย แต่น่าจะพอให้เห็นภาพได้ว่าโมเดลของผมเป็นอย่างไรในเวลานั้น

ในวันนั้นตอนที่หัวหน้าของผมกลับมาจากการพักกลางวัน เขาตรงมาหาผมและถามว่า “คุณหาคำตอบได้หรือยัง” ผมอธิบายวิธีการหาคำตอบของผมให้เขาฟัง และบอกเขาว่าผมจะสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ในไม่ช้านี้

เมื่อใกล้จะหมดวัน ผมเข้าไปหาหัวหน้า

เขาเอ่ยถามว่า ผมได้ข้อสรุปหรือยัง

ผมเล่าให้เขาฟังอย่างละเอียด รวมถึงอธิบายไฟล์ Excel ของผมกว่าร้อยบรรทัดให้เขาฟัง และเล่าถึงมุมมองของผมให้เขาฟังอย่างกระจ่าง แต่หัวหน้าของผมกลับแสดงออกถึงความรำคาญ และพูดกลับมาเพียงว่า แค่บอกตัวเลขมา

“9.73%”

หัวหน้ายิ้มและพูดว่า ดี เพราะเมื่อวานผมบอกลูกค้าไปว่าประมาณ 10%”

หัวหน้าของผมมีประสบการณ์กว่า 20 ปี ส่วนผมมีประสบการณ์เพียง 1 ปี

เขาประมาณคำตอบให้เข้าใจง่าย และชัดเจนที่สุด ส่วนผมพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน

คำตอบของผมอาจจะถูกมากกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าก็ไม่ได้รับรู้ถึงความซับซ้อนกว่าจะมาเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบนี้

ในตอนนี้ ผมก็มีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปีแล้ว ผมเห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องเลือกระหว่างความซับซ้อนกับความเรียบง่าย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หัวหน้าของผมเห็นในตอนนั้น: เมื่อคุณได้เหลาดินสอให้แหลมจนมันสามารถเขียนได้แล้ว จงหยุดทำมันตั้งแต่ตอนนั้น เพราะไม่ว่าคุณจะพยายามเหลามันให้สมบูรณ์แบบขนาดไหน จงระลึกไว้ว่าคุณเสียเวลานั้นไปในระหว่างที่คนอื่นเขาเริ่มต้นนำดินสอนั้นออกมาเขียนแล้ว

ประสบการณ์สอนผมว่า มันน่าคิดนะ ที่ความสามารถในการคาดการณ์ทางการเงินของนักวิเคราะห์นั้นแย่กว่าการโยนเหรียญเสียอีก ผมไม่ได้กำลังบอกให้คุณเลิกคาดการณ์ แต่ผมกำลังเตือนให้คุณเข้าใจในกฎการลดน้อยถอยลงในแง่ของการบริหารเวลา ถึงจุด ๆ หนึ่ง เวลาที่คุณใช้เพิ่มเติมเพื่อพยายามปรับจูนการคาดการณ์ที่สมบูรณ์แล้ว จะสามารถนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าหากนำไปทำอย่างอื่น

อยากเรียนรู้มากกว่านี้ ต้องทำอย่างไร ?

ผมมีคอร์สที่จะสอนคุณทุกอย่างในการประเมินมูลค่าหุ้น ไปจนถึงการเริ่มต้นอาชีพในสายการเงิน มาเรียนคอร์ส Valuation Master Class Boot Camp กันได้เลย

พิมพ์ FINNOMENA เพื่อเป็นส่วนลดพิเศษได้ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มาบทความ: https://becomeabetterinvestor.net/the-trade-off-between-simplicity-and-precision/


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้เขียนบทความนี้มิได้รับค่าตอบแทนหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่กล่าวถึงในบทความนี้แต่อย่างใด | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้

News Update: ชาวฮ่องกงเฮ ได้เที่ยวแล้ว จองตั๋วเครื่องบินเพิ่ม 400% จุดหมายหลักคือ โอซาก้า โตเกียว และกรุงเทพฯ ส่วนยอดจองเที่ยวบินไปฮ่องกงเพิ่มขึ้น 155%

THE OPPORTUNITY
News Update: ชาวฮ่องกงเฮ ได้เที่ยวแล้ว จองตั๋วเครื่องบินเพิ่ม 400% จุดหมายหลักคือ โอซาก้า โตเกียว และกรุงเทพฯ ส่วนยอดจองเที่ยวบินไปฮ่องกงเพิ่มขึ้น 155%

เว็บไซต์ Trip.com ของฮ่องกง รายงานยอดจอดตั๋วเครื่องบินขาออกจากฮ่องกงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 – 25 ก.ย.) เพิ่มขึ้น 400% เมื่อเทียบกับสุดสัปดาห์ก่อนหน้า (17 – 18 ก.ย.) หลังรัฐบาลฮ่องกงประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด รวมถึงยกเลิกการกักตัวที่โรงแรม

ชาวฮ่องกงส่วนใหญ่จองเดินทาช่วงวันหยุดยาวแห่งชาติต้นเดือน ต.ค. รวมถึงช่วงคริสมาสต์ โดยระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-4 วัน และมีภูมิภาคเอเชียเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวฮ่องกงคือ กรุงเทพ โซล โตเกียว สิงคโปร์ และโอซาก้า โดยยอดจองตั๋วเครื่องบินไปโอซาก้าในสุดสัปดาห์ที่แล้วพุ่งขึ้นถึง 7,300% จากสุดสัปดาห์ก่อนหน้า

ส่งผลให้ราคาหุ้น Trip.com ในตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวขึ้นมาถึง 6.7% เมื่อวานนี้ (26 ก.ย.) ต่อเนื่องจากการเพิ่มขึ้น 5.1% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ก.ย.)

ส่วนการเดินทางขาเข้ามายังฮ่องกงนั้น ยอดจองตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้น 155% เทียบกับสุดสัปดาห์ก่อนหน้า โดยระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้เข้าพักจองโรงแรมอยู่ที่ 5 วัน

Eddy Yip หัวหน้าฝ่ายอีคอมเมิร์ซในฮ่องกงและไต้หวันระบุว่า นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศอาจต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจนโยบาย 0+3 ของฮ่องกง ที่มีข้อจำกัดใน 3 วันแรกที่เดินทางมาถึง เช่น ไม่อนุญาตให้เข้าไปในบาร์และร้านอาหาร แต่บริษัทเชื่อว่ายอดจองขาเข้ามายังฮ่องกงจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไตรมาสที่ 4

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ของ Klook ระบุว่า จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของชาวฮ่องกงคือ ญี่ปุ่น ตามมาด้วยกรุงเทพ โดยหลายคนใช้โอกาสจากวันหยุดยาวในเดือน ต.ค. และอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปเที่ยว

อ้างอิง:

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-09-26/flight-bookings-out-of-hong-kong-leap-400-with-osaka-up-7-300

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/09/2022 “โลกการเงินปั่นป่วน หุ้นสหรัฐฯ S&P500 “ขาลง” ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี เงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าทุบสถิติ เสี่ยงมูลค่าต่ำกว่าดอลลาร์” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/09/2022 “โลกการเงินปั่นป่วน หุ้นสหรัฐฯ S&P500 “ขาลง” ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี เงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าทุบสถิติ เสี่ยงมูลค่าต่ำกว่าดอลลาร์” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 27/09/2022

“โลกการเงินปั่นป่วน หุ้นสหรัฐฯ S&P500 “ขาลง” ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี เงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าทุบสถิติ เสี่ยงมูลค่าต่ำกว่าดอลลาร์”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Dow Jones ปิดที่ 29,260.81 -329.60 จุด (-1.11%) S&P500 ปิดที่ 3,655.04 -38.19 จุด (-1.03%) Nasdaq 10,802.92 ปิดที่ -65.00 จุด (-0.60%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,664.34 -15.25 จุด (-0.91%) VIX index อยู่ที่ 32.26 (+7.82%)

ตลาดหุ้นยุโรป (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) EURO STOXX 50 ปิดที่ 3,342.56 -6.04 จุด (-0.18%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 12,227.92 -56.27 จุด (-0.46%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 5,769.39 -14.02 จุด (-0.24%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,020.95 จุด +2.35 จุด (+0.03%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่ 26,431.55 จุด -722.28 จุด (-2.66%) CSI 300 จีน ปิดที่ 3,836.68 จุด -19.34 จุด (-0.50%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 17,855.14 จุด -78.13 จุด (-0.44%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,621.25 จุด -10.46 จุด (-0.64%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,187.22 จุด -28.19 จุด (-2.32%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 27 ก.ย. 2565) ราคาทองคำ 1,637.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 18.455 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 77.06 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 83.24 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 27 ก.ย. 2565) Bitcoin 19,837.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,370.68 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 281.40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

หลายตลาดเริ่มเข้าสู่ Bear Market (ติดลบ -20% จากจุดสูงสุด) อาทิ Dow Jones และ EURO STOXX 600

ชาวฮ่องกงแห่จองเที่ยวบินออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น 400% โอซากาเป็นจุดหมายยอดฮิต ยอดจองพุ่งถึง 7,300% โตเกียวเพิ่มขึ้น 1,385% โซลเพิ่มขึ้น 700% และกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 628%

OECD คาดว่า GDP โลกปีนี้เติบโต 3% ขณะที่ปีหน้าเติบโตเหลือ 2.2% จากปัจจัยกดดันหลายๆ ส่วน โดยซาอุดิอาระเบีย อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุด 3 อันดับแรก ในปี 2023 ขณะที่สหราชอาณาจักร เยอรมัน และรัสเซีย มีโอกาสเติบโตติดลบในปี 2023

OECD คาดการณ์ในปีเดือนม.ค. – มี.ค. ปริมาณแก๊ซในคลังของยุโรป มีโอกาสปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 30% ซึ่งเป็นระดับที่สำคัญ จากปัจจุบันที่ระดับ 80%

ดัชนี S&P500 ปรับลดลงกว่า 23% ในปีนี้ ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี และกำลังทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน Valuation ของ S&P500 เทียบกับ MSCI World ย้อนหลัง 10 ปี ตอนนี้อยู่ประมาณ +1.7 – 1.8 S.D.

Loretta Mester ประธาน Fed สาขาคลีฟแลนด์ หนุนการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดลากยาวระดับนึง เพื่อดึงให้เงินเฟ้อปรับตัวลงมาระดับเป้าหมายที่ 2%

เงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าต่ำสุดตั้งแต่ปี 1985 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หลังอังกฤษออกแผนลดภาษีมากสุดรอบ 50 ปี ความผันผวนของค่าเงินปอนด์เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบ 3 เดือน เพิ่มสูงใกล้เคียงระดับเดียวกันกับช่วงเกิดวิกฤติ COVID-19

เงินหยวนอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบ 14 ปี กดดัน PBOC ใช้นโยบายการเงินเข้มงวด

Shopee ประเทศไทย ประกาศปลดพนักงานหลายร้อยคน ตามหลังอินโดนีเซีย เพื่อลดการขาดทุน

ส่งออกไทยเดือนส.ค. ขยายตัว 7.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 กลุ่มอาหารแปรรูปโดดเด่น กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าทั้งปี 65 โต 4%

News Update: ลาดหุ้นสหรัฐฯ ปั่นป่วน S&P 500 ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2022 ท่ามกลางความวุ่นวายของสกุลเงินทั่วโลก

THE OPPORTUNITY
News Update: ลาดหุ้นสหรัฐฯ ปั่นป่วน S&P 500 ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2022 ท่ามกลางความวุ่นวายของสกุลเงินทั่วโลก

ดัชนี S&P 500 ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2022 ด้านดัชนี Dow Jones เข้าสู่ตลาดขาลงหรือภาวะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังการเพิ่มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงความวุ่นวายในสกุลเงินทั่วโลก

โดยเมื่อวานนี้ (26 ก.ย.) ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงมา 1.03% ปิดที่ 3,655.04 ซึ่ง ณ จุดหนึ่งร่วงลงสู่ 3,644.76 ทำสถิติจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2022 ขณะที่ดัชนี Dow Jones ลดลง 1.11% สู่ 29,260.81 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลงมา 0.6% อยู่ที่ 10,802.92 จุด

ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าหนักสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอ่อนค่าลง 4% ซึ่งที่จุดหนึ่งอยู่ที่ปอนด์ละ 1.0382 ดอลลาร์ ผลจากการคาดการณ์ว่าธนาคารอังกฤษอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างเข้มงวดกว่าเดิมเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed รวมถึงการประกาศลดภาษีของอังกฤษเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ปี 2002 เมื่อเทียบกับดอลลาร์

ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทข้ามชาติในสหรัฐฯ และยังสร้างความเสียหายให้กับการค้าทั่วโลกเพราะส่วนใหญ่ทำธุรกรรมเป็นดอลลาร์

Michael Wilson หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ ของ Morgan Stanley มองว่า ในประวัติศาสตร์นั้น ดอลลาร์ที่แข็งค่าเช่นนี้เคยนำไปสู่วิกฤติทางการเงินหรือทางเศรษฐกิจบางประเภท

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นเมื่อวานนี้ (26 ก.ย.) โดย ณ จุดหนึ่งระหว่างวัน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอยู่ที่ 3.9% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี พุ่งทะลุ 4.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/09/25/stock-market-futures-open-to-close-news.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Tactical Call : Stop Loss เวียดนาม

FINNOMENA Investment Team

FINNOMENA Tactical Call : Stop Loss เวียดนาม

รูปที่ 1 : VN30 TF Day, Source Tradingview As of 26/09/2022

หลังจากที่ FINNOMENA Investment Team ได้มีคำแนะนำเข้าลงทุนในรูปแบบเก็งกำไรบนกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ไปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาและมีแนว Limit Loss อยู่ที่ระดับ 1,200 จุด (Downside 3%) ซึ่งปัจจุบันราคาของดัชนี VN30 ปรับตัวลงมาต่ำกว่าแนวดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% อยู่ที่ระดับ 3.0%-3.25% มากที่สุดนับตั้งแต่ 2008 พร้อมแสดงการคาดการณ์ของคณะกรรมการ FOMC (Dot Pot) ว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1.25% ไปถึง 4.4% ในช่วงสิ้นปีนี้ แม้จะเหลือการประชุมเพียงแค่สองครั้ง และจะปรับลดดอกเบี้ยลงครั้งแรกในปี 2024 จากเดิมที่ตลาดมองว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2023 ซึ่งระหว่างทางอาจทำให้อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ระดับ 3.7% ขึ้นไปถึงระดับ 4.4% รวมถึงคณะกรรมการ FOMC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ในปี 2025 ทำให้ราคาของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับตัวลง

พร้อมกันนั้นวันศุกร์ที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางเวียดนามยังได้มีมติให้ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 1% สู่ระดับ 5% สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวได้มากขึ้น 

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ Stop Loss การลงทุนในกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เพื่อรักษาวินัยและจำกัดความเสี่ยงสำหรับการลงทุนภายใต้คำแนะนำ Tactical Call ที่เป็นคำแนะนำการลงทุนแบบเก็งกำไร

FINNOMENA Tactical Call : Stop Loss เวียดนาม

 

 

รูปที่ 2 : Relative P/E of VN30 & MSCI ACWI 3YRs & 10 Yrs : Source : FINNOMENA Bloomberg As of 26/09/2022

อย่างไรก็ตาม  FINNOMENA Investment Team ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนามในระยะยาว เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามมีศักยภาพในการเติบโตสูง โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่า GDP ของเวียดนามจะเติบโต 6.8% และ 6.7% ในปี 2022 และ 2023 รวมถึงหลากหลายบริษัทชั้นนำของโลกเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิตสินค้า เนื่องจากค่าจ้างแรงอยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง

เมื่อพิจารณาในเชิง Valuation ตลาดหุ้นเวียดนามยังถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประกอบกับค่า Correlation ของตลาดหุ้นเวียดนามกับตลาดโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสที่จะถือครองเพื่อรับโอกาสการเติบโต ไปพร้อมกับกระจายความเสี่ยงได้

FINNOMENA Tactical Call : Stop Loss เวียดนาม

รูปที่ 3: 5 Years Correlation of VN30 to Word Index : FINNOMENA Bloomberg As of 26/09/2022

นอกจากนี้ในระยะยาวตลาดหุ้นเวียดนามยังมีโอกาสได้ Foreign Fund Inflow เพิ่ม หากมีสัญญาณการถูกปรับเข้าสู่ดัชนี MSCI Emerging Markets (จากปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามถูกจัดอยู่ในดัชนี MSCI Frontier Markets Index) 

โดยการทยอยสะสมนั้น อาจพิจารณาในช่วงที่ดัชนี VN30 เนิ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว หรือ เมื่อสามารถยืนอยู่เหนือแนวรับที่ 1,140 หรือ 1,015 จุดได้ จึงทยอยสะสมอีกครั้ง

FINNOMENA Investment Team

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

Mr. Serotonin
โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

หลัง Iphone 14 สินค้าเรือธง Apple ได้รับยอดจอดเน้น ๆ รับฟีเจอร์ใหม่ Dynamic Island เรามาลองดูกันว่ามีกองทุนไหนที่ลงทุนในหุ้น Apple แบบสัดส่วนจุก ๆ กันบ้าง

ทางเรามีรวบรวมเรื่องนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมาด้วย ช่วงนี้เงินบาทอ่อนเผื่อใครเชื่อว่าสตอรี่นี้จะดำเนินต่อไปจะได้เลือกช้อปกันได้ตามสะดวก!

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

TMBUSBLUECHIP

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน TMBUSBLUECHIP ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 22 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV – US Blue Chip Equity Fund Class I โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.7881%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

Amazon.com 10.60%

Apple 9.70%

Microsoft 9.70%

Alphabet 9.50%

Tesla 4.80%

ที่มา: TMBUSBLUECHIP Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2022

TISCOUS-A

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน TISCOUS-A ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 22 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR S&P 500 ETF ซึ่งมีนโยบายลงทุนในตราสารทุน เพื่อสร้าง ผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 บริหารและจัดการโดย State Street Global Advisors โดย ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: ไม่กำหนด

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.00%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ปัจจุบันไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.2870%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก 

SPDR S&P 500 ETF TRUST 99.11%

ที่มา: TISCOUS-A Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2022

ASP-S&P500

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน ASP-S&P500 ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 22 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Trust (SPDR S&P500 ETF) (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนรวม อีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ซึ่งบริหารและจัดการโดย State Street Global Advisors ที่จดทะเบียน ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange, NYSE Arca) มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ เป็นส่วนประกอบของ S&P500 เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1,000 บาท

ครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 0.25%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ไม่มี

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.2400%

สัดส่วนสินทรัพย์ 5 อันดับแรก 

S&P 500 – SPY 102.15%

ที่มา: ASP-S&P500 Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2022

TMBUS500

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน TMBUS500 ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 22 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในกองทุน iShares Core S&P 500 ETF (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV บริหารจัดการโดย Black Rock Fund Advisors ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.00%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.2145%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

APPLE INC 6.57%

MICROSOFT CORP 6.00%

AMAZON COM INC 2.90%

ALPHABET INC CLASS A 2.05%

ALPHABET INC CLASS C 1.89%

ที่มา: TMBUS500 Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2022

SCBS&P500

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน SCBS&P500 ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 22 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในกองทุน iShares Core S&P 500 ETF (กองทุนหลัก) กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P 500 โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี S&P500 โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV บริหารจัดการโดย Black Rock Fund Advisors ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 0.50%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้นไม่เรียกเก็บ

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1100%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

APPLE INC 6.57%

MICROSOFT CORP 6.00%

AMAZON COM INC 2.90%

ALPHABET INC CLASS A 2.05%

ALPHABET INC CLASS C 1.89%

ที่มา: SCBS&P500 Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2022

B-INNOTECH

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน B-INNOTECH ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 21 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Fidelity Funds – Global Technology Fund, Class YACC-USD (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 7

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 500 บาท

ครั้งถัดไป: 500 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 0.50%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ไม่มี

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.3466%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

MICROSOFT CORP 6.90%

APPLE INC 5.30%

AMAZON.COM INC 3.60%

ALPHABET INC 3.40%

SALESFORCE INC 3.40%

ที่มา: B-INNOTECH Fund Fact Sheet วันที่: 1 กันยายน 2022

TMBWDEQ

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน TMBWDEQ ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 22 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนใน Lyxor UCITS ETF MSCI WORLD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ที่ลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี MSCI WORLD NET TOTALRETURN ซึ่งกระจายการลงทุนในหุ้นของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว บริหารจัดการ โดย Lyxor International Asset Management โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.1345%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

Apple Inc 5.01%

Microsoft Corp 3.77%

Amazon.Com Inc 2.33%

Tesla Inc 1.48%

Alphabet Inc-Cl A 1.32%

ที่มา: TMBWDEQ Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2022

TMBGQG

โพยกองทุนหุ้น Apple สัดส่วนเยอะ ๆ รับยอดจอง iPhone 14 ล้นจุก ๆ

ภาพแสดงผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน TMBGQG ที่มา: FINNOMENA Fund วันที่: 22 กันยายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในกองทุน Wellington Global Quality Growth Fund Class S กองทุนหลักลงทุนในหุ้นสามัญ หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น บริหารจัดการโดยWELLINGTON MANAGEMENT COMPANY LLP โดยลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักโดยเฉลี่ย ในรอบปีไม่น้อยกว่า 80 % ของ NAV โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

ลงทุนขั้นต่ำ

ครั้งแรก: 1 บาท

ครั้งถัดไป: 1 บาท

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%

ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee): ยกเว้น

ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม: 1.7881%

สัดส่วนหุ้น 5 อันดับแรก 

Microsoft Corp 4.90%

Apple Inc 4.40%

Alphabet Inc 3.90%

UnitedHealth Group 2.40%

LPL Financial Hldgs 2.00%

ที่มา: TMBGQG Fund Fact Sheet วันที่: 31 สิงหาคม 2022


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ‘เนต้า V’ พร้อมส่งมอบแล้ว ล็อตแรก 28 คัน ในวันที่ 28 ก.ย. นี้ ไม่รอ MOU บริษัทซัพพอร์ตส่วนต่าง ขาย 5.49 แสนบาท จาก 7.6 แสนบาท

THE OPPORTUNITY
News Update: ‘เนต้า V’ พร้อมส่งมอบแล้ว ล็อตแรก 28 คัน ในวันที่ 28 ก.ย. นี้ ไม่รอ MOU บริษัทซัพพอร์ตส่วนต่าง ขาย 5.49 แสนบาท จาก 7.6 แสนบาท

เนต้าเตรียมส่งมอบ ‘เนต้า V’ ล็อตแรก 28 ก.ย. นี้ ทั้งหมด 28 คัน แม้ไม่รอเซ็น MOU แต่สามารถขายราคาที่หักเงินอุดหนุนจากทางกรมสรรพสามิตเรียบร้อย คือ 5.49 แสนบาท จากราคาปกติ 7.6 แสนบาท

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เผยว่า ขณะนี้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น เนต้า V จำนวนเกือบ 100 คันได้ทยอยผ่านด่านศุลากรที่แหลมฉบังเป็นที่เรียบร้อย และทางบริษัทได้แจ้งทาง ‘บีอาร์จี’ ดีลเลอร์ใหญ่ให้ส่งจดหมายแจ้งลูกค้าลอตแรกที่ซื้อในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยจะทำการส่งมอบรถยนต์จำนวน 28 คัน ในวันที่ 28 ก.ย. นี้ ‘บีอารจี ศรีนครินทร์’ หลังจากนั้นจะทยอยส่งมอบไปเรื่อยๆ โดยคาดว่าลูกค้าจำนวน 100 ราย ที่ซื้อในงานมอเตอร์โชว์น่าจะได้รถไม่เกินไตรมาสสุดท้ายปีนี้

บริษัทระบุว่า ตอนนี้เนต้า V มียอดจองทั่วประเทศแล้วเกือบ 3,000 คัน สาเหตุที่ล่าช้านอกจากปัญหาเรื่องซัพพลายโดยเฉพาะชิปแล้ว ยังมีปัญหาเอกสารที่จะใช้ผ่านพิธีการศุลกากรอีกส่วน ซึ่งตอนนี้แก้ปัญหาได้หมดแล้ว

ส่วนประเด็นการทำบันทึกข้อตกลงเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้ากับทางกรมสรรพสามิต แม้ว่าเนต้าจะยังไม่ได้เซ็น MOU แต่กระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะการกำหนดราคาผ่านครบถ้วน ดังนั้นราคาขายเนต้า V คือราคาที่หักเงินอุดหนุนจากทางกรมสรรพสามิตเรียบร้อย คือ 5.49 แสนบาท จากราคาปกติ 7.6 แสนบาท

โดยทางบริษัทระบุว่า ดีลเลอร์สามารถขายในราคานี้ได้เลย ทางเนต้าประเทศไทยซัพพอร์ตส่วนต่างนี้ไว้ทั้งหมดก่อน

อ้างอิง:

https://www.prachachat.net/motoring/news-1057755 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ส่งออกไทย ส.ค. ขยายตัว 7.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 กลุ่มอาหารแปรรูปโดดเด่น พาณิชย์ตั้งเป้าทั้งปี 65 โต 4% แม้เงินบาทอ่อนค่า

THE OPPORTUNITY
News Update: ส่งออกไทย ส.ค. ขยายตัว 7.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 กลุ่มอาหารแปรรูปโดดเด่น พาณิชย์ตั้งเป้าทั้งปี 65 โต 4% แม้เงินบาทอ่อนค่า

วันนี้ (26 ก.ย.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขการส่งออก เดือน ส.ค. พบว่า มีมูลค่า 23,632.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 861,169 ล้านบาท ขยายตัว 7.5%

นี่เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 แต่หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 10.1% การส่งออกที่ขยายตัวเป็นผลมาจากสินค้าในกลุ่มอาหารแปรรูป เช่น อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกไปได้ดี การส่งออกรถยนต์และ ส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการที่กลับมาขยายตัว รวมไปถึงค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนค่าส่งผลให้สินค้าบางรายการแข่งขันได้ แม้การนำเข้าจะกระทบไปบ้าง

ทั้งนี้ การนำเข้าเดือนสิงหาคม 2565 มีมูลค่า 27,848.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21.3% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 4,215.4 ล้านดอลลาร์

โดยภาพรวม 8 เดือนแรกของปี 2565 (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 196,446.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.0% การนำเข้า มีมูลค่า 210,578.5 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21.4% ส่งผลให้ไทยขาดดุล 14,131.7 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ทั้งปี 2565 กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมาย 4% โดยเชื่อว่าจะเกินเป้าหมายแน่นอน แม้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะกระทบต่อการนำเข้า เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูป แต่การส่งออกสินค้าบางตัวของไทยแข่งขันได้

อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญยังคงมีความไม่แน่นอน ท่ามกลางความเสี่ยงที่กดดันภาวะ เศรษฐกิจการค้าโลก อาทิ ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวในหลายประเทศ สถานการณ์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนมาตรการควบคุมไวรัสโควิด-19 ที่เข้มงวดในจีน ซึ่งล้วนส่งผลต่ออุปสงค์ จากประเทศคู่ค้า

แนวโน้มการส่งออกระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า ยังคงมีสัญญาณบวกที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยในปีนี้ให้สามารถบรรลุตามเป้าหมาย โดยเฉพาะความต้องการสินค้าอาหารที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีตามราคาอาหารทั่วโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูง

ขณะที่นโยบายของสหรัฐฯ ที่จำกัดการเข้าถึง สินค้าเทคโนโลยีของจีน อาจทำให้มีอุปทานชิปประมวลผลส่วนเกินจากผู้ผลิตเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก และยังเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเงินเฟ้อในหลายประเทศ การขาดแคลนพลังงานในทวีปยุโรป และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีน อาจเป็นปัจจัยกดดันที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าชะลอตัว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลบ จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลบ จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง ได้รับแรงกดดันจาก Sentiment ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% มากที่สุดนับตั้งแต่ 2008 พร้อมท่าทีที่ Hawkish มากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านทาง Dot Plot ว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1.25% ในช่วงสิ้นปีนี้ จากการประชุม 2 ครั้ง พร้อมกันนั้นยังปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงทั้งการเติบโตที่ลดลง และอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น สอดคล้องกับการระบุว่าโอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยมีมากขึ้น สวนทางคาดการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่าเดิมกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวลง 2.66% และดัชนี Topix ปรับตัวลง -2.75% นำโดย Toyota Motor ปรับตัวลง 3.2% จากตัวเลขการผลิตรายเดือนต่ำกว่าคาด รวมถึงความกังวลในการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นผ่านการใช้เงินทุนสำรอง แต่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำและยังคงใช้ Yield Curve Control ในการกระตุ้นเศรษฐกิจสวนทางกับธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลก

ส่วนตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VNI ลบ -3.63% และดัชนี VN30 ลบ -3.53% หลังจากที่ธนาคารกลางของเวียดนามปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% เป็น 5% ในสัปดาห์ก่อน เพื่อป้องกันการอ่อนค่าเงินของค่างินดอง ที่อ่อนค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และเกิดแรงกดดันจากเงินทุนที่ไหลออกจากประเทศเวียดนาม เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อผลประกอบการบริษัทที่จะออกมาแย่ลง

FINNOMENA Investment Team มองว่าในระยะสั้น Sentiment ของตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงได้รับแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ที่ดอกเบี้ยจะยังคงสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อต้องการลดเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย และยังมีการลดขนาดงบดุล (QT) ที่เริ่มทำได้ตามเป้าหมายที่ Fed วางเอาไว้ จึงยังคงมีมุมมองเชิงระมัดระวังในการลงทุน (Defensive) ตาม Recession Playbook

——————-  

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

กลยุทธ์ลงทุนรับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
กลยุทธ์ลงทุนรับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 (Communist Party Congress หรือ CPC) ในวันที่ 16 ต.ค. เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทั่วทั้งตลาดการเงินกำลังให้ความสนใจ

ส่วนใหญ่คิดจะใช้การประชุมครั้งนี้เป็นจังหวะ “กลับเข้าลงทุนในหุ้นจีน” เพราะคาดว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะได้อยู่ในอำนาจต่อไปอย่างน้อยถึงปี 2027 สร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบาย 

แต่นักลงทุนบางกลุ่มตั้งคำถามว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่ทางออกของวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ การเมืองระหว่างประเทศ หรือนโยบายคุมเศรษฐกิจ ได้หรือไม่ เพราะถ้าไม่มีจุดเปลี่ยน ก็ยากที่ตลาดจะกลับเป็นขาขึ้นได้อย่างแท้จริง 

ผมจึงรวบรวมข้อมูลและแชร์มุมมอง ว่าเราควรคาดหวังอะไร และวางกลยุทธ์การลงทุนแบบไหน สำหรับการประชุม CPC ครั้งที่ 20 ที่กำลังมาถึง

ประเด็นแรกคือการประชุม CPC ในอดีต มักเป็นบวกก่อนการประชุม แต่การ “เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน” ผู้นำ อาจไม่มีผลต่อตลาดมากนัก

ถ้าเรามอง MSCI China ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1997 โดยเฉลี่ยหุ้นจีนจะปรับตัวขึ้นราว 12% ในช่วง 3 เดือนก่อนการประชุม หลังจากนั้น 3-6 เดือนมักทรงตัวบวกลบไม่เกิน 3%

ส่วนปธน.จะอยู่ต่อหรือหรือไม่ แท้จริงแล้วในอดีตสองปีที่เปลี่ยนผู้นำคือ 2002 และ 2012 ให้ผลตอบแทนหลังการประชุม “ดีกว่า” ปีที่ไม่มีการเปลี่ยนผู้นำ (1997, 2007 และ 2017) อย่างไรก็ดี เหตุผลหลักดูจะมาจากประเด็นแวดล้อม เช่นวิกฤติการเงิน หรือวัฏจักรเศรษฐกิจโลก มากกว่าที่จะมาจากการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนผู้นำของประเทศจีน

เรื่องที่สองคือมุมมองด้านนโยบาย สิ่งที่ตลาดควรคาดหวังคือการผสมผสานระหว่าง “ความต่อเนื่อง” กับ “ความเปลี่ยนแปลง”

แม้ว่านักลงทุนอยากเห็นจุดกลับตัวของหุ้นจีนอย่างมาก แต่ต้องยอมรับว่าการที่ผู้นำเลือก “อยู่ต่อ” เป็นสัญญาณของความต่อเนื่องมากกว่าการเปลี่ยนแปลง

นโยบายหลักอย่าง Dynamic Zero-Covid ยังคงติดที่การฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุและการให้ใบอนุญาติกับวัคซีน mRNA 

แม้นโยบายนี้อาจไม่ดีกับตลาด แต่เมื่อปธน.สีอยู่ต่อ และยังไม่สามารถหาจุดเปลี่ยนให้โควิดได้ การประคองเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินและนโยบายการคลังไปพร้อมกับ Lockdown จะเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมายไปอย่างน้อยถึงไตรมาสที่สองปี 2023

ถ้าจะมีจุดเปลี่ยนจากการประชุม CPC อาจเป็นปัญหาระยะสั้นเฉพาะด้าน เช่นมีการเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีหรือผู้นำองค์กรระดับกลางหรือไม่ เพราะอาจนำไปสู่จุดกลับตัวบางอย่างได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์อาจมีการส่งสัญญาณช่วยเหลือหรือลดการควบคุมเฉพาะจุด 

ด้านกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจเทคโนโลยีก็คาดว่าจะทยอยมีความชัดเจนหรือเปลี่ยนลำดับการควบคุมถ้ามีการเปลี่ยนตัวกำหนดนโยบาย

อย่างไรก็ดี ด้วยความผสมผสานระหว่างนโยบายกับผู้นำสูงสุด แนวคิดด้านการลงทุนในหุ้นจีนหลัง CPC จึงควรเป็นการหาโอกาสจากความต่อเนื่อง

ถ้าไม่มีการเปลี่ยนเทรนด์ใหญ่ กลยุทธ์การลงทุนก็ควร “มองแยกไม่มองรวม”

แม้ปัจจุบันตลาด CSI 300 มี Long-term P/E เพียง 19เท่า ต่ำกว่า MSCI All World Index ที่ 23เท่า และต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมที่ 26 เท่าถึงราว 17-26%

แต่ที่ตลาดถูกระดับนี้ สาเหตุหลักมาจากภาคการเงิน วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่ P/E ต่ำเพียง 5-10เท่า ขณะที่กลุ่มเติบโตสูงยังมี LT P/E 30-50เท่า

ดังนั้น ถ้านโยบาย Lockdown ยังคงอยู่ นักลงทุนก็ยังควรเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง ไม่มองระดับราคาของตลาดเป็นโอกาสจนเกินไป และเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มหรือธีมที่สนใจ

กลยุทธ์ถัดมาคือ “ใช้ความต่อเนื่องให้เป็น”

หมายคือการเลือกลงทุนในกิจกรรมที่ภาครัฐกำลังสนับสนุนและคาดว่าจะสนับสนุนต่อไป

(1) กลุ่มการบริโภค – เน้นไปที่การลงทุนธีมกั๋วฉาว หรือ “China Chic” สินค้าฟุ่มเฟือยที่สะท้อนความภูมิใจในวัฒนธรรมประเพณีจีน ตัวอย่าง ETF ที่น่าสนใจเช่น KBUY หรือ KraneShares CICC China Consumer Leaders Index

(2) ด้านอุตสาหกรรม – ใช้ความต่อเนื่องจะสร้างโอกาสให้การลงทุนธีม “Little Giant” ประกอบด้วยบริษัทอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กในจีนแผ่นดินใหญ่ หาได้ใน ETF อย่าง KraneShares CICC China 5G & Semiconductor ETF ตัวย่อ KFVG

(3) พลังงานสะอาด – เป็นอีกหนึ่งธีมที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและมี Valuation ยังไม่แพงมากเช่น KGRN หรือ KraneShares MSCI China Clean Technology Index คือ ETF ที่คัดเลือกธุรกิจจีนด้านพลังงานทางเลือกและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมารวมกัน

และ (4) ธีมปฏิรูปภาครัฐ – เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรให้ทัดเทียมเอกชน นักลงทุนอาจมองไปที่ธุรกิจขนส่งหรือพลังงาน ที่มีบทบาทกับสังคมด้านการเดินทางและสาธารณูปโภค คาดว่าจะได้เห็นความร่วมมือระหว่าง SOE กับเอกชนมากขึ้น โดยมี ETF ที่น่าสนใจอย่าง CHIE หรือ MSCI China Energy ETF ที่มีองค์ประกอบในพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับผม แม้การประชุม CPC อาจไม่สามารถเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ที่ทำให้หุ้นจีนพลิกตัวกลับเป็นขาขึ้นได้ในระยะสั้น แต่ความต่อเนื่องในแบบจีนจากการประชุมครั้งนี้ ก็คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เข้าใจและกล้าปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ไม่น้อยครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

แผนการเงินตลอดชีวิตของคนเจน Z

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn

คน Gen Z ซึ่งเกิดตั้งแต่ช่วงปี 1997 ถึง 2012 หรือคนที่ในวันนี้มีอายุ 10-25 ปี นั้น ถูกนิยามว่าเป็นคนรุ่นที่ “เหงาที่สุด” และก็ผูกพันกับสื่อสังคมยุคใหม่ที่เป็นดิจิทัลมากที่สุด พวกเขาน่าจะมีพี่น้องน้อย และเมื่อเติบโตขึ้นและมีหรือไม่มีคู่ชีวิตก็น่าจะมีลูกน้อยมากหรืออาจจะไม่มีเลย ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้มากนักในยามแก่เฒ่า และนั่นทำให้การวางแผนการเงินสำหรับคนเจน Z เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด

ก่อนที่จะเริ่มคิดวางแผนการเงินนั้น คงต้องตั้งสมมติฐานที่สำคัญเสียก่อนเพราะคนเจน Z นั้นผมคิดว่าจะมีความแตกต่างไปจากคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะคนรุ่นเบบี้บูมอย่างผมค่อนข้างมาก ประการแรกก็คือ เราคงต้องกำหนด “วันตาย” หรืออายุขัยของคนเจน Z ว่าจะต้องเป็นประมาณ 90-100 ปี ไม่ใช่ 70-80 ปีอย่างในปัจจุบัน เหตุเพราะการสาธารณสุขและสุขภาพของคนรุ่นหลังๆ ดีขึ้นมาตลอดซึ่งทำให้อายุขัยของคนไทยสูงขึ้น

เรื่องที่สองก็คือ ประเทศไทยกลายเป็น “สังคมคนแก่” ซึ่งทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตช้าลงมากและในไม่ช้าก็อาจจะไม่เติบโตเลย และคนเจน Z ก็อาจจะประสบกับการที่จะมีรายได้ที่แท้จริงเท่าเดิมไปเรื่อย ๆ หรือถ้าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นก็มักจะมาจากภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้การบริโภคไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คล้ายๆกับภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาที่ดูเหมือนว่าคนงานทั่ว ๆ ไปแทบจะไม่เคยได้เงินเดือนเพิ่มเลยเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งนี่ก็ต่างจากภาวะของประเทศไทยในอดีต 40-50 ปีที่ผ่านมาที่คนทำงานได้เงินเดือนเพิ่มทุกปี ปีละอย่างน้อย 5-10% ขึ้นไป

คำถามที่สำคัญก็คือ คนเจน Z ที่มีสถานะครอบครัวระดับกลาง มีความสามารถระดับกลาง และจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรืออาชีวศึกษาจะวางแผนการเงินอย่างไรเพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดชีวิตได้อย่างไร? สมมติว่าชายหรือหญิงคนหนึ่งอายุ 22 ปีและเริ่มทำงานในบริษัทมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท

แนวทางหรือแผนของผมก็คือ ให้เก็บออมเงิน 15% ของรายได้ทุกก้อนไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส หรือรายได้อื่น ๆ ทั้งหมดในทุกเดือนแล้วนำมาลงทุนในหุ้นของตลาดหุ้นของประเทศที่มีการเติบโตดีและจะต่อเนื่องไปในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป โดยที่จะต้องมีการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลาย ๆ ตัวและหลาย ๆ อุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเองหรือลงทุนผ่านกองทุนรวมในกรณีที่เราไม่มีความรู้หรือเวลาเพียงพอที่จะดูแลติดตามหุ้นก็ได้

เราจะไม่สนใจในเรื่องของภาวะตลาดหุ้นว่าช่วงที่เราจะลงทุนนั้นดัชนีหุ้นตกลงมาหรือขึ้นไป เราจะลงทุนคล้าย ๆ แบบ DCA หรือ “Dollar Cost Average” หรือลงทุนตามเงินที่เราเก็บออมไว้ไม่ได้ใช้ทุกเดือน ตัวอย่างเช่นในเดือนแรก ถ้าเรามีรายได้ 20,000 บาท เราก็หักเงิน 15% คือ 3,000 บาท มาซื้อกองทุนรวมหุ้นของประเทศที่กำลังเติบโตดี เช่น เวียดนาม

ไม่ว่าช่วงนั้นดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามกำลังขึ้นหรือลง และก็ทำแบบนั้นไปทุกเดือนเป็นเวลา 38 ปี ถ้าเวียดนามยังเติบโตอยู่ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น เราก็จะมีอายุ 60 ปีและเกษียณจากการทำงาน หลังจากนั้น เราก็เริ่มนำเงินที่ลงทุนไว้ออกมาใช้ทุกเดือนและต่อไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 38 ปีที่เราจะมีอายุ 98 ปีที่เราจะตาย ซึ่งเงินก็จะหมดพอดี

เงินที่เราจะถอนเอามาใช้ได้ในเดือนแรกหลังจากอายุ 60 ปีที่เราเกษียณนั้น จะเท่ากับเงินเดือนเดือนแรกตอนเราอายุ 22 ปี คือ 20,000 บาท บวกกับเงินเฟ้อที่สมมติว่าประมาณ 2.44% ต่อปี ก็คือ ประมาณเดือนละ 50,000 บาท ส่วนเงินที่ถอนมาใช้ได้ในเดือนที่สองและต่อ ๆ ไปก็จะเท่ากับรายได้เดือนที่ 2 บวกเงินเฟ้อตามลำดับไปเรื่อย ๆ และเงินก้อนสุดท้ายที่เราจะได้ใช้ก่อนตายตอนอายุ 98 ปีก็เท่ากับรายได้เดือนสุดท้ายตอนอายุ 60 ปี บวกเงินเฟ้อหลังจากนั้น

ตัวเลขทั้งหมดนั้นเป็นตัวเลขจากผลตอบแทนการลงทุนในอดีตของตลาดหุ้นที่มีการเติบโตสูงต่อเนื่องยาวนาน เช่น ในตลาดหุ้นสหรัฐและประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในช่วงของการเติบโตรวมถึงตลาดไทยในอดีตตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์ในปี 2518 ถึง ปี 2556 หรือ 9 ปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนถึงปีละประมาณ 10% ต่อปีแบบทบต้น โดยที่ในกรณีของแผนการเงินที่ผมเสนอนั้น ผมคิดว่าตลาดหุ้นที่เราจะไปลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่ไม่รวมเงินเฟ้อที่ประมาณ 5.12% ต่อปี ในช่วงเวลา 38 ปีข้างหน้า ซึ่งผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงและความเสี่ยงที่จะผิดพลาดในทางที่เป็นลบน้อย

ถ้าจะสรุปให้เข้าใจแนวทางและตัวเลขที่เป็นเม็ดเงินอย่างง่ายก็คือ เราเก็บเงินลงทุน 15% ของรายได้ในวันนี้ นำไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีคือปีละประมาณ 5% บวกอัตราเงินเฟ้อ เช่น 2-3% คือประมาณ 7-8% ต่อปี เป็นเวลา 38 ปี ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนโตขึ้นจาก 15% ของรายได้เป็น 100% เท่ากับรายได้ แล้วเราก็นำมาใช้ในยามที่เราไม่มีรายได้แล้วนั่นเอง

ข้อดีของแผนการเงินนี้ผมคิดว่ามีหลายอย่าง อย่างแรกก็คือ มันทำได้ง่าย เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว การปฏิบัติตามแผนก็ทำได้ง่าย ไม่ต้องปรับแผนบ่อย ทุกครั้งที่ได้รับเงินรายได้มาก็ตัดออก 15% แล้วนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่กำหนดไว้แล้ว สิ่งที่จะต้องคอยติดตามที่สำคัญก็มักเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงช้า เช่น เรื่องของตลาดหรือหุ้นว่ายังดีอยู่ไหมในระยะยาว ไม่ต้องสนใจเหตุการณ์หรือสถานการณ์ระยะสั้น ๆ เช่น เรื่องของเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยหรือสงครามที่มักจะอยู่ไม่นาน

ข้อ 2 ที่ผมว่าสำคัญมากเช่นกันก็คือ แผนการเงินนี้ปรับตัวเข้ากับเจ้าตัวเจ้าของแผนตลอดเวลา เช่น ถ้าเขาไม่ใช่คนที่มีความสามารถหรือทำเงินได้มากในชีวิตการทำงาน โดยธรรมชาติเขาก็มักจะใช้เงินไม่มากเท่ากับคนที่ประสบความสำเร็จสูงและมีรายได้มาก ดังนั้น การออมเงินเป็นอัตราส่วนกับรายได้ก็จะทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหนัก เช่นเดียวกับช่วงเวลาที่ถอนเงินออกมาใช้ในยามเกษียณที่เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้มากเหมือนคนที่มีรายได้มากมาก่อน

สุดท้าย แผนนี้ลดความเสี่ยงที่ว่าเงินออมที่เก็บไว้ไม่พอใช้จนถึงวันตาย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าอนาถพอสมควรสำหรับเราในยามที่แก่ตัวทำงานไม่ได้และกลายเป็นภาระของคนอื่น เช่นเดียวกับที่หลายคนชอบพูดว่าน่าเสียดายถ้า “ตายแล้วยังใช้เงินไม่หมด” หรือเก็บออมมากเกินไป ไม่ได้ใช้เงินที่สมควรจะได้ใช้ แผนการเงินที่ตั้งอายุวันตายไว้ถึงเกือบ 100 ปีนี้ ผมคิดว่าจะทำให้เราสบายใจได้ว่าเราจะยังมีเงินใช้ได้อย่างสบายเสมอ

สำหรับคนที่อายุอาจจะเกินไปแล้วเช่น อายุ 30 ปีแล้วยังไม่ได้เริ่มแผนออมเพื่อการเกษียณ แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับแผนบ้างเช่น อาจจะต้องทำงานไปจนถึง 68 ปี แทนที่จะเลิกตอน 60 ปี หรืออาจจะต้องเก็บออมเพิ่มจาก 15% เป็น 20% ในช่วงเวลาหนึ่งเป็นต้น

นักวางแผนการเงินส่วนบุคคลตาม “มาตรฐาน” จำนวนมากอาจจะบอกว่าแผนนี้เสี่ยงเกินไป เนื่องจากลงทุนในหุ้น 100% แต่ผมคิดว่าในระยะยาวจริง ๆ เป็นเวลากว่า 30 ปีขึ้นไปนั้น หุ้นในประเทศหรือตลาดหุ้นที่ดีจะให้ผลตอบแทนที่สูงและมั่นคงมากไม่แพ้พันธบัตรหรือทรัพย์สินอย่างอื่นโดยเฉพาะถ้าเราวางโครงสร้างการลงทุนในหุ้นให้ปลอดภัยพอ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราคงไม่รอจนกว่า 20-30 ปีที่จะบอกว่าแผนหรือตลาดหุ้นผิดพลาดที่จะต้องแก้ไข ว่าที่จริงผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้วพอเราทำไปได้ซัก 7-8 ปี เราก็จะรู้และมั่นใจว่าเรามาถูกทางหรือไม่

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2022/09/26/2709

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 26/09/2022 “ข่าวลือ ‘สี จิ้นผิง’ ถูกกักบริเวณ เป็นเฟคนิวส์ จีนยังไม่มีความขัดแย้งก่อนประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ผู้เชี่ยวชาญชี้ “แค่กักตัว” หลังประชุมที่อุซเบกิซสถาน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 26/09/2022 “ข่าวลือ ‘สี จิ้นผิง’ ถูกกักบริเวณ เป็นเฟคนิวส์ จีนยังไม่มีความขัดแย้งก่อนประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ผู้เชี่ยวชาญชี้ “แค่กักตัว” หลังประชุมที่อุซเบกิซสถาน” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 26/09/2022

“ข่าวลือ ‘สี จิ้นผิง’ ถูกกักบริเวณ เป็นเฟคนิวส์ จีนยังไม่มีความขัดแย้งก่อนประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ผู้เชี่ยวชาญชี้ “แค่กักตัว” หลังประชุมที่อุซเบกิซสถาน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Dow Jones ปิดที่ 29,590.41 -486.27 จุด (-1.62%) S&P500 ปิดที่ 3,693.23 -64.76 จุด (-1.72%) Nasdaq 10,867.93 ปิดที่ -198.88 จุด (-1.80%) Small Cap 2000 ปิดที่ 1,676.17 -46.14 จุด (-2.68%) VIX index อยู่ที่ 29.92  (+9.40%)

ตลาดหุ้นยุโรป (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) EURO STOXX 50 ปิดที่ 3,348.60 -78.54 จุด (-2.29%) Dax เยอรมนี ปิดที่ 12,284.19 -247.44  จุด (-1.97%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 5,783.41 -135.09 จุด (-2.28%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่ 7,018.60 จุด -140.92 จุด (-1.97%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดทำการซื้อขาย CSI 300 จีน ปิดที่ 3,856.02 จุด -13.32 จุด (-0.34%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่ 17,933.27 จุด -214.68 จุด (-1.18%) SET Index ไทย ปิดที่ 1,631.71 จุด -13.58 จุด (-0.83%) VN30 เวียดนาม ปิดที่ 1,215.41 จุด -13.53 จุด (-1.10%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 26 ก.ย. 2565) ราคาทองคำ 1,647.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 18.53 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 78.39 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.54 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 26 ก.ย. 2565) Bitcoin 18,919.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,311.94 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 273.80 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพรวมสินทรัพย์ทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (+3.1%) ปรับตัวในทิศทางลบ – น้ำมัน (-6.8%), Global REIT (-6.7%) และหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว (-5.5%)

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก – ดัชนี IBOVA บราซิล (+0.6%) และดัชนี SET Index (+0.0%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ดัชนี Nasdaq  (-5.8%), ดัชนี MSCI World (-5.5%) และดัชนี S&P500 (-5.3%)

ภาพรวม sector ใน S&P500 ที่ปรับตัวลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก – Energy (-9.1%), Consumer Discretionary (-8.2%) และ Materials  (-7.2%)

ผลตอบแทนของดัชนี MSCI แบ่งตามสไตล์การลงทุนในรอบ  1 สัปดาห์ – MSCI World Quality Index (-4.4%), MSCI World Momentum Index (-4.5%), MSCI World Large Cap (-5.3%), MSCI World Value Index (-5.3%), MSCI World Growth Index (-5.7%) และ MSCI World Small Cap (-6.8%)

ผลตอบแทนตามธีมต่างๆ ในรอบ  1 สัปดาห์ – Health Care (-3.2%), Semiconductor (-5.7%), Sustainable Energy (-5.9%), Cybersecurity (-7.2%), Clean Energy (-7.7%), Global Luxury (-8.0%) Global Cloud (-8.1%) และ Blockchain (-11.3%)

สรุปข่าวประจำวัน

ข่าวลือจากอินเดีย ‘สี จิ้นผิง’ ถูกกักบริเวณ ก่อนประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 เป็นเฟคนิวส์ ผู้เชี่ยวชาญชี้แค่กักตัว หลังกลับจากประชุมที่อุซเบกิซสถาน

ค่าเงินเยนและหยวนปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ไต้ฝุ่น ‘โนรู’ เคลื่อนซัดฟิลิปปินส์ แจ้งปิดตลาดหุ้นวันนี้ ด้านกรมอุตุฯ ไทย เตือนฝนตกหนักหลายพื้นที่ 28 ก.ย. – 1 ต.ค.

Raphael Bostic ประธาน Fed แอตแลนต้า เชื่อเกิด Hard Landing คนตกงานพุ่ง แต่เศรษฐกิจไม่ถึงขั้นวิกฤติรุนแรง โดย Fed สาขาแอตแลนต้า คาด GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 3 อยู่ที่ 0.3%

สหรัฐฯ เตือน ‘วิกฤติ’ หากรัสเซียใช้นิวเคลียร์โจมตียูเครน ด้านแผนระดมกำลังพลสำรองของรัสเซียจุดชนวนการประท้วง และหนีออกนอกประเทศ

เลือกตั้งอิตาลี: Exit Polls เผยพรรคขวาจัดชนะเสียงข้างมาก เตรียมได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก Giorgia Meloni โดยอิตาลีกำลังเผชิญเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแรง และภาวะหนี้ที่อยู่สูงถึง 150% ของ GDP

HSBC และ BlackRock เตือนนักลงทุนเลี่ยงหุ้นยุโรป จากความเสี่ยงวิกฤติพลังงาน สงครามรัสเซีย-ยูเครน และอุปทานหยุดชะงัก เงินเฟ้อของยูโรโซนอยู่เกือบ 10% ทาง Eurostat คาดว่ากลับมาใกล้เคียงระดับ 2% ในช่วงปลายปี 2024

Cathie Wood ลงจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการกองทุน’ ARK 3D Printing และ ARK Israel แล้ว หลังถูกวิจารณ์ว่ามีกองทุนที่รับผิดชอบมากเกินไป โดย William Scherer ผู้จัดการฝ่ายเทรดของบริษัท จะมารับหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุนใน 2 กองข้างต้น ส่วนราคากองทุน ARKK ร่วงเกือบ 60% ตั้งแต่ต้นปี

นักวิเคราะห์คาดกนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 28 ก.ย. แต่เสียงอาจไม่เป็นเอกฉันท์ ขณะที่ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนแตะระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

News Update: ‘หยวน-เยน’ จุดชนวนวิกฤติการเงินเอเชียครั้งใหม่ อ่อนค่าหนัก แตะระดับช่วง ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ 1998 หลังเงินทุนไหลออกจากภูมิภาคต่อเนื่อง

THE OPPORTUNITY
News Update: ‘หยวน-เยน’ จุดชนวนวิกฤติการเงินเอเชียครั้งใหม่ อ่อนค่าหนัก แตะระดับช่วง ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ 1998 หลังเงินทุนไหลออกจากภูมิภาคต่อเนื่อง

ตลาดเอเชียเสี่ยงเกิดวิกฤติอีกครั้ง หลังสกุลเงินที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคทั้ง ‘เงินหยวนและเงินเยน’ อ่อนค่าลงอย่างหนักจากการแข็งค่าต่อเนื่องของดอลลลาร์

เงินเยนและหยวนยังอ่อนค่าลงจากความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงินเข้มงวดของสหรัฐฯ กับนโยบายการเงินผ่อนคลายของจีนและญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียกำลังจัดการกับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพื่อลดความเสียหายจากดอลลาร์แข็งค่า แต่การอ่อนค่าของเยนและหยวนอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง

ที่ผ่านมา เงินเยนมีการอ่อนค่าไปถึงระดับ 145 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบกว่า 24 ปี ซึ่งเงินเยนเคยอ่อนค่าแตะระดับนี้ในปี 1998 เป็นช่วงเดียวกับวิกฤติการณ์การเงินในเอเชีย ‘ต้มยำกุ้ง’ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินเยนได้อ่อนค่าไปแล้วกว่า 24% เมื่อเทียบกับดอลลาร์

Jim O’Neill อดีตหัวนักเศรษฐศาสตร์ด้านสกุลเงินของ Goldman Sachs มองว่า หากเยนลงไปอ่อนค่าหนักถึงระดับ 150 เยนต่อดอลลาร์ อาจทำให้เกิดความวุ่นวายเช่นเดียวกับวิกฤติการณ์การเงินในเอเชีย

Vishnu Varathan หัวหน้านักกลยุทธ์และนักเศรษฐศาสตร์จาก Mizuho Bank ในสิงคโปร์กล่าวว่า เงินหยวนและเยนมีอิทธิพลในภูมิภาค ดังนั้น การอ่อนค่าลงของทั้ง 2 สกุลเงิน ทำให้เกิดความไม่มั่นคงต่อการซื้อขายและการลงทุนในเอเชีย

Varathan กล่าวว่า ในบางแง่มุมเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ความตึงเครียดในระดับวิกฤติการเงินโลก และหากการสูญเสียรุนแรงขึ้น ขั้นตอนต่อไปอาจจะเป็นวิกฤติการเงินในเอเชีย

ทั้งจีนและญี่ปุ่นทรงอิทธิพลต่อประเทศที่เหลือในภูมิภาคมาก โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลา 13 ปีติดต่อกัน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกเงินทุนและเครดิตรายใหญ่

การอ่อนค่าลงของเยนและหยวนอาจขยายตัวกลายไปเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ หากกองทุนต่างประเทศดึงเงินออกจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่วงจรการแข่งขันด้านนโยบายค่าเงินอ่อน (Competitive Devaluations) รวมถึงอุปสงค์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง

ข้อมูลจาก Bloomberg รายงานว่า เงินไหลออกจากภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ กองทุนทั่วโลกได้นำเงินออกไปประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์ในหุ้นไต้หวัน 20,000 ล้านดอลลาร์จากหุ้นอินเดีย 13,700 ล้านดอลลาร์จากหุ้นเกาหลี และ 8,200 ล้านดอลลาร์ในหุ้นอินโดนีเซีย

อ้างอิง:

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-09-25/financial-crisis-redux-looms-in-asia-as-major-currencies-crack  

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์  26/09/65 – 30/09/65

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)

ฟินโนมีนาจัดงาน FINNOMENA FA Summit 2022 “Conquer the Leading Edge” เปิดประตูสู่การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต

FINNOMENA
ฟินโนมีนาจัดงาน FINNOMENA FA Summit 2022 “Conquer the Leading Edge” เปิดประตูสู่การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต

กรุงเทพฯ – ฟินโนมีนากลับมาอีกครั้งกับงาน FINNOMENA FA Summit 2022 “Conquer the Leading Edge” เปิดประตูพาคุณมุ่งสู่การเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 24 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน 

งานนี้จัดขึ้นเพื่อผู้ที่กำลังมองหาอาชีพที่ตอบโจทย์ทุกปัญหา ทั้งไลฟ์สไตล์ การเงิน เวลา และความก้าวหน้า โดยฟินโนมีนาจะจับมือพาเปิดประตูก้าวเดินสู่การเป็น “ที่ปรึกษาการลงทุนแห่งอนาคต” อาชีพที่จะนำพาสู่อิสรภาพทางการเงินและเวลา ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากสายอาชีพใด ฟินโนมีนาก็พร้อมพาก้าวเดินสู่ความสำเร็จร่วมกัน พร้อมเปิดประตูเพื่อยกระดับให้การบริการลูกค้าของที่ปรึกษาการลงทุนมุ่งสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่ทันสมัย 

ดร. เมธี จันทวิมล Managing Partner ของฟินโนมีนา กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่องานประจำที่เคยมั่นคง การที่มีแค่หนึ่งอาชีพ มีรายได้ทางเดียว อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป อาชีพที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Financial Advisor ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกที่หลายคนหันมาให้ความสนใจ เนื่องจากมีความอิสระคล่องตัว ด้วยระบบของฟินโนมีนาเป็นออนไลน์ทั้งหมด ที่ปรึกษาการลงทุนจึงสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา จะทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้ หรืออาชีพหลักเลยก็ได้เช่นกัน

“สำหรับท่านที่สนใจแต่ไม่ได้เรียนจบสายการเงิน หรือประกอบอาชีพในแวดวงการเงิน ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะที่จริงแล้วที่ปรึกษาการลงทุนของฟินโนมีนาหลายท่านก็ล้วนแล้วแต่มาจากต่างสายงานต่างอาชีพ ทางฟินโนมีนาพร้อมดูแลและให้ความสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่หลักสูตรพื้นฐานถึงหลักสูตรพัฒนาทักษะเฉพาะสำหรับที่ปรึกษา เพื่อเสริมสร้างความรู้และเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน เปิดโอกาสให้ได้เจอกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ รวมถึงมีระบบ Digital Creation Platform ที่จะช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้น สามารถดูแลทั้งลูกค้าจำนวนมากและดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจได้เลยว่าฟินโนมีนาจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะช่วยให้ท่านอุ่นใจแน่นอน”

ภายในงาน ได้มีการเปิดตัวเทคโนโลยีการจัดพอร์ตระดับโลกอย่าง “FINNOMENA Goals Navigator™” ที่ทางฟินโนมีนาได้พัฒนาร่วมกับ Franklin Templeton องค์กรบริหารสินทรัพย์ระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนมายาวนานกว่า 70 ปี โดยเป็นเครื่องมือที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานสำหรับที่ปรึกษาการลงทุนโดยเฉพาะ ทำให้สามารถสร้างฐานลูกค้าได้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะทำงานจากที่ไหน เมื่อไร

นายกวิน ติระบริสุทธิ์ Chief Product Officer ของฟินโนมีนา เปิดเผยว่า โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีสามารถเพิ่มมาตรฐานการดูแลลูกค้าของที่ปรึกษาการลงทุน ไปพร้อม ๆ กับรับความต้องการของลูกค้าที่มีมากขึ้น 

“เราเชื่ออย่างยิ่งว่าการดูแลการลงทุน ต้องเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Human Touch และ Technology จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ วันนี้ด้วยประสบการณ์และเทคโนโลยีระดับโลกของ Franklin Templeton ร่วมกับทีมงานของฟินโนมีนา เราพร้อมที่จะติดอาวุธให้ที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่คนไทย”

นอกจากนี้ฟินโนมีนายังสนับสนุนการทำงานของที่ปรึกษาการลงทุนด้วยคอร์สเรียนพัฒนาทักษะการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพกับ BeFin Academy ซึ่งเป็นสถาบันสำหรับที่ปรึกษาการลงทุนโดยเฉพาะ มุ่งหวังให้ที่ปรึกษาการลงทุนก้าวเดินบนสายอาชีพแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ พร้อมหลักสูตรที่หลากหลายเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น ทั้งด้าน Soft skills และ Investment skills  เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงมืออาชีพ ออกแบบโดย ดร.เมธี จันทวิมล นักปั้นที่ปรึกษาการลงทุนของฟินโนมีนาที่มาพร้อมทีมดูแลอย่าง FINNOMENA FA Support ทีมที่ปรึกษาและโค้ชมืออาชีพซึ่งจะร่วมก้าวเดินไปกับคุณตลอดเส้นทางสายอาชีพที่ปรึกษาการลงทุน

ดร. เมธี จันทวิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางฟินโนมีนาได้จับมือกับ Befin Academy ในการสร้างหลักสูตรพัฒนาที่ปรึกษาการลงทุน ซึ่งพิเศษมาก ๆ เพราะเป็นหลักสูตรที่มีแค่ที่นี่ทีเดียว เป็นหลักสูตรที่ผมกลั่นออกมาจากประสบการณ์การทำงานกว่า 18 ปีในสายอาชีพที่ปรึกษาการลงทุน ตัวหลักสูตรจะตอบโจทย์รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทักษะ การมี Framework ในการทำงาน ขั้นตอนการติดต่อพูดคุยและดูแลลูกค้าอย่างละเอียด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะช่วยให้ที่ปรึกษาการลงทุนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ก้าวกระโดดในสายอาชีพนี้ได้อย่างมั่นใจ สำหรับผู้ที่สนใจ ทางฟินโนมีนายินดีต้อนรับครับ อยากให้คิดไว้ก่อนเลยว่าเราทำได้ ไม่ต้องกังวล เพราะฟินโนมีนาพร้อมผลักดันให้ท่านได้เป็นที่สุดของที่ปรึกษาทางการเงิน มาตัวเปล่า ๆ กรอกใบสมัคร แล้วเดินเข้ามาเลยครับ ฟินโนมีนาจะช่วยท่านเอง”

ผู้ที่สนใจเป็นที่ปรึกษาการลงทุนกับฟินโนมีนา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ https://www.finnomena.com/fa/ รวมทั้งสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรจาก Befin Academy ได้ที่ https://www.befin.academy/

News Update: WFH แล้วทำงานดีขึ้นหรือแย่ลง? Microsoft เผย พนักงานรู้สึกว่าทำได้เหมือนเดิมหรือดีขึ้น แต่มุมมองเจ้านายรู้สึกไม่เห็นด้วย

THE OPPORTUNITY
News Update: WFH แล้วทำงานดีขึ้นหรือแย่ลง? Microsoft เผย พนักงานรู้สึกว่าทำได้เหมือนเดิมหรือดีขึ้น แต่มุมมองเจ้านายรู้สึกไม่เห็นด้วย

ผลสำรวจล่าสุดของ Microsoft ที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่กว่า 20,000 ราย ใน 11 ประเทศ พบว่า พนักงานและเจ้านายมีมุมมองไม่ตรงกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานเมื่อทำงานที่บ้าน (WFH)

โดย 87% ของพนักงานรู้สึกว่า การทำงานที่บ้านนั้นมีประสิทธิภาพเท่ากับหรือมากกว่าการทำงานที่ออฟฟิสด้วยซ้ำ ขณะที่ 80% ของเจ้านายกลับรู้สึกไม่เห็นด้วย

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ความตึงเครียดนี้ควรได้รับการแก้ไข เพราะสถานที่ทำงานมีแนวโน้มที่จะไม่กลับมาเป็นเหมือนตอนก่อนเกิดโควิดแล้ว

โดยซีอีโอของ Microsoft บอกว่า เราต้องก้าวผ่าน ‘ความหวาดระแวง’ เกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงาน เพราะเกิน 80% ของคนทำงานรุ้สึกว่าพวกเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพดี แต่ดันสวนทางกับมุมมองของเจ้านาย นั้นหมายความว่า ‘สิ่งที่รู้สึกจริงๆ’ ของพนักงาน กับ ‘ความคาดหวัง’ ของเจ้านายนั้นไม่เชื่อมโยงกัน

ตอนนี้วัฒนธรรมการทำงานที่ไหนก็ได้ (Remote Working) กลายเป็นเรื่องปกติ โดย Ryan Roslansky ซีอีโอของ LinkedIn บริษัทในเครือ Microsoft ระบุว่า จากงานทั้งหมด 14-15 ล้านตำแหน่ง ก่อนหน้าการระบาดของโควิด มีงานที่เสนอการ Remote Working อยู่ที่เพียง 2% แต่ในเดือนนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 15% และในช่วงก่อนๆ ที่ผ่านมา นั้นสูงถึง 20%

Satya Nadella ระบุว่า มีพนักงาน 70,000 คน ที่มาร่วมงานกับ Microsoft ในช่วงการระบาดของโควิด โดยตอนนี้พนักงานของบริษัทสามารถทำงานที่บ้านได้ 50% ของเวลาทำงานทั้งหมด แต่หากต้องการมากกว่านั้น จะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บริหาร หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนสัญญาเป็นการจ้างแบบ Part-Time แทน

อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรับมือกับ Gen Z หรือคนที่เกิดในปี 1997 เพราะผลการศึกษาพบว่า ในช่วงพีคนั้น ผู้ใช้งาน LinkedIn เปลี่ยนงานเพิ่มขึ้นถึง 50% จากปีที่แล้ว และเพิ่มขึนถึง 90% ในกลุ่ม Gen Z

ซีอีโอของ LinkedIn ระบุว่า ในปี 2030 กลุ่ม Gen Z จะกลายมาเป็นสัดส่วน 30% ของแรงงานทั้งหมด ดังนั้นเจ้านายหรือคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าต้องเข้าใจความต้องการของพวกเขา

อ้างอิง: https://www.bbc.com/news/business-62980639

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Cathie Wood ลงจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการกองทุน’ ARK 3D Printing และ ARK Israel แล้ว หลังถูกวิจารณ์มีกองทุนที่รับผิดชอบมากเกินไป ส่วน ARKK ร่วงเกือบ 60% YTD

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood ลงจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการกองทุน’ ARK 3D Printing และ ARK Israel แล้ว หลังถูกวิจารณ์มีกองทุนที่รับผิดชอบมากเกินไป ส่วน ARKK ร่วงเกือบ 60% YTD

ตามรายงานที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ‘Cathie Wood’ ซีอีโอของ Ark Invest ที่เคยทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในปี 2020 ได้ลงจากตำแหน่ง ‘ผู้จัดการกองทุน’ ใน 2 กองทุนของ Ark เรียบร้อยแล้ว

โดย William Scherer ผู้จัดการฝ่ายเทรดของบริษัทตั้งแต่ปี 2014 จะมารับหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุนของกอง ARK 3D Printing ETF (PRNT) and ARK Israel Innovative Technology ETF (IZRL) แทน มีผลตั้งแต่ ก.ย.

กองทุน PRNT ที่เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 196.7 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุน IZRL มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 115.4 ล้านดอลลาร์

ผลการดำเนินงานของ 2 กองทุนดังกล่าวค่อนข้างย่ำแย่ โดยตั้งแต่ต้นปี PRNT ติดลบไปเกือบ 41% ขณะที่ ARK Israel ETF ปรับตัวลงมาเกือบ 38% ส่วนกองทุนเรือธงของบริษัทอย่าง ARKK ร่วงลงมาแล้วเกือบ 60%

ก่อนหน้านี้ Ark ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความรับผิดชอบของ Cathie Wood ในวัย 66 ปี ที่มากเกินไปในการรับผิดชอบเป็นผู้จัดการกองทุนถึง 9 กองทุน

อย่างไรก็ตาม Cathie Wood ยังดำรงตำแหน่ง CEO และ CIO ของบริษัท รวมถึงยังคงเป็น ‘ผู้จัดการกองทุน’ ในกองทุน Active หลักของบริษัทเช่นเดิม

อ้างอิง: https://finance.yahoo.com/news/ark-invest-cathie-wood-gives-up-portfolio-manager-roles-173059783.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน