แจ้งเตือน

รีวิวกองทุน ASP-DEFENSE ปีแห่งความขัดแย้ง โอกาสของธีม Defense & Aerospace

Finnomena Funds
รีวิวกองทุน ASP-DEFENSE

แนะนำกองทุน ASP-DEFENSE คว้าโอกาสในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ (Defense และ Aerospace) เพื่อเสริมแกร่งให้พอร์ต ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และความขัดแย้ง Geopolitical Risk

Highlights

 

หุ้น Defense & Aerospace มีอะไรบ้าง ?

สนใจกองทุน ASP-DEFENSE

– คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม –


Geopolitical Risk ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการลงทุนในปี 2026 ทั้งแรงกดดันของ 2 ขั้วมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่พร้อมจะกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

สหรัฐฯ ยังเปิดฉากเข้าควมคุมเวเนซุเอลา โดยอ้างว่าเป็นประเทศผู้ก่อการร้ายและขนยาเสพติดรายใหญ่ของโลก ซึ่งปัจจุบันเวเนซุเอลาถือเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบ (Crude Oil Reserve) สูงที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 17%

พร้อมกันนี้ Donald Trump ระบุว่าจำเป็นจะต้องครอบครองกรีนแลนด์เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียและจีนเข้ามายึดครอง ในขณะที่ฝั่งกลุ่มประเทศยุโรป นำโดยสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ก็กำลังหารือแผนการส่งกำลังทหาร NATO เข้าไปปกป้องกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้อธิปไตยประเทศเดนมาร์ก

ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพิ่มแรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และสะท้อนความตึงเครียดเชิงระบบมากขึ้น ภาพรวมการลงทุนในปีนี้จึงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็ยังมีบางธีมที่น่าสนใจ สามารถสร้างโอกาสท่ามกลางความผันผวน 

Defense & Aerospace อุตสาหกรรมมาแรงแห่งปี 2026

หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ (Defense และ Aerospace) เป็นธีมที่ได้ประโยชน์จากความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง แลมขัดแย้ง Geopolitical Risk จากการที่หลายประเทศทั่วโลกเพิ่มงบด้านกลาโหมเป็นจำนวนมาก 

โดยเฉพาะฝั่งยุโรปที่ได้แรงหนุนจากนโยบาย ReArm Europe ซึ่งอัดฉีดงบประมาณด้านกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานกว่า 800 พันล้านยูโรReArm Europe ยุโรปอัดฉีดงบประมาณด้านกลาโหม

Source: Asset Plus, Bloomberg as of Oct 2025, SIPRI Military Expenditure as of Apr 2025

ReArm Europe ยุโรปอัดฉีดงบประมาณด้านกลาโหม

Source: Asset Plus, Morgan Stanley, European Commission as of 15 Oct 2025

เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ในยุคของ Trump ที่เพิ่มงบประมาณทางการทหารมากที่สุดในรอบหลายปี หลังการผ่านร่าง One big beautiful bill act (OBBBA)

งบด้านกลาโหมของสหรัฐ

Source: Asset Plus, DoD, Federal Reserve Bank, Raymond James, VanEck

หุ้น Defense & Aerospace มีอะไรบ้าง ?หุ้น Defense & Aerospace มีอะไรบ้าง

Source: Asset Plus

หน้านี้เป็นภาพสรุปหุ้นกลุ่ม Defense & Aerospace ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ผู้ผลิตอาวุธ แต่ประกอบไปด้วยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบป้องกันประเทศ เทคโนโลยีขั้นสูงทางทหาร อากาศยาน อวกาศ รวมถึงระบบไอทีและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ 

1. Aerospace & Defense Products & Services พัฒนาอาวุธ ระบบอากาศยาน เรือรบ และเทคโนโลยีทางทหาร ตัวอย่างหุ้น เช่น Airbus, Safran, BAE Systems, Rolls-Royce, Saab, Rheinmetall

2. Communication System & Services ระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานด้านกลาโหม ตัวอย่างหุ้น เช่น Thales, Hensoldt, Leonardo DRS

3. Unmanned Vehicles การพัฒนาโดรนและยานพาหนะไร้คนขับ ตัวอย่างหุ้น เช่น Kratos, Teledyne FLIR, Red Cat

4. Information Technology Hardware & Services เครื่องมือและบริการ IT ด้านความมั่นคง ตัวอย่างหุ้น เช่น CACI, SAIC, Leidos

5. Digital Forensics, Detection Devices & E-Authentication เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย และการยืนยันตัวตน ตัวอย่างหุ้น เช่น Smiths, OSI Systems, L3Harris

6. Event Response, Security or Safety Related Software ซอฟต์แวร์สำหรับความมั่นคงทางไซเบอร์ ตัวอย่างหุ้น เช่น Palantir, CrowdStrike, Palo Alto Networks

กองทุน ASP-DEFENSE ลงทุนในธีม Defense & Aerospace

ASP-DEFENSE คือหนึ่งในกองทุนที่มีเป้าหมายลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านความมั่นคง โดยเป็นกองทุนประเภท Fund of Funds ที่มีนโยบายการลงทุนผ่าน 2 กองทุนหลัก ได้แก่ 

  1. Amundi Stoxx Europe Defense UCITS ETF (60-79%*) เน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Aerospace & Defense ของยุโรป
  2. VanEck Defense UCITS ETF (0-20%*) เน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Defense ทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ กองทุน ASP-DEFENSE สามารถลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ในหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง เช่น อากาศยาน เทคโนโลยีทางการทหาร ระบบไซเบอร์ การสื่อสาร ดาวเทียม หรือ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง ได้ในสัดส่วน 0-20%* ด้วย

*อัตราส่วนดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยขึ้นอยู่กับสภาวะการลงทุน ณ ขณะนั้น และ/หรือ ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ทำให้กองทุนครอบคลุมอากาศยาน, เทคโนโลยีทางการทหาร, เทคโนโลยีความมั่นคง, ระบบไซเบอร์เพื่อความมั่นคง, การสื่อสาร, ดาวเทียม, การสื่อสารทางการทหาร หรืออุตสาหกรรมสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง (Supply Chain)

รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน

  • กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ 7 – เสี่ยงสูง โดยมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม
  • นโยบายปันผล: ไม่จ่าย
  • มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน 
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมขาย (Front-end Fee) 1.25% 
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end Fee) ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 1.61% ต่อปี
  • รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2.64% ต่อปี
  • ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 12/11/2025
  • ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.finnomena.com/fund/ASP-DEFENSE

 

สำหรับผู้ลงทุนที่เห็นโอกาสจากความตึงเครียดที่ยืดเยื้อ การเพิ่มงบประมาณกลาโหมทั่วโลก และเทรนด์ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม Defense & Aerospace กองทุน ASP-DEFENSE ถือเป็นอีกทางเลือกเพื่อใช้เสริมแกร่งให้พอร์ตการลงทุน พร้อมหาโอกาสสร้างผลตอนแทนที่สูง


อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน Asset Plus Fund Management

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

สหรัฐฯ ยอมลดภาษีไต้หวัน เหลือ 15% แลกลงทุน $250,000 ล้าน สร้างฐานผลิตชิปในอเมริกา

Finnomena Funds
ลดภาษีไต้หวัน

สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้ากับไต้หวัน โดยจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวันลงเหลือ 15% จากเดิม 20% แลกกับการที่บริษัทไต้หวัน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ อย่างน้อย 250,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายกำลังการผลิตชิปในประเทศ

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทชิปและเทคโนโลยีจากไต้หวันจะเข้ามาลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันจะช่วยสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติม เพื่อให้บริษัทเหล่านี้เดินหน้าโครงการได้เร็วขึ้น

ข้อตกลงนี้ยังให้สิทธิพิเศษด้านภาษีกับบริษัทไต้หวันที่มาตั้งโรงงานในสหรัฐฯ รวมถึงยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น ยาสามัญ ชิ้นส่วนเครื่องบิน และทรัพยากรธรรมชาติบางชนิด โดยอัตราภาษีใหม่ 15% จะเท่ากับที่สหรัฐฯ ใช้กับประเทศคู่ค้าหลักอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยุโรป

โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวว่า เป้าหมายของข้อตกลงคือทำให้สหรัฐฯ ผลิตชิปได้เองมากขึ้น หลังช่วงโควิด-19 ที่เกิดปัญหาชิปขาดแคลนจนกระทบหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงสมาร์ตโฟน

ด้าน TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ระบุว่ากำลังเร่งลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะโรงงานในรัฐแอริโซนา ซึ่งเริ่มเดินเครื่องในปี 2024 และผลิตชิปให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Apple และ Nvidia โรงงานแห่งนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ราว 40,000 ล้านดอลลาร์

เบื้องหลังข้อตกลงนี้ยังเกี่ยวข้องกับความกังวลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เพราะรัฐบาลมองว่าการพึ่งพาการผลิตชิปจากไต้หวันมากเกินไปอาจเป็นความเสี่ยง หากเกิดความตึงเครียดกับจีน สหรัฐฯ จึงพยายามดึงฐานการผลิตชิปกลับเข้าประเทศ และส่งสัญญาณชัดว่าบริษัทที่ไม่มาลงทุนในอเมริกาอาจเจอภาษีที่สูงขึ้นในอนาคต

โอกาสลงทุนกองทุนหุ้นเทคโนโลยี

กองทุน ES-GTECH เป็นกองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกที่มีคุณภาพและโอกาสเติบโตสูง เน้นลงทุนในธีมหุ้นเทคโนโลยีที่สำคัญและมีศักยภาพในการเติบโตทั่วโลก เช่น Generative AI, Semiconductor ฯลฯ กองทุนหลักมีการคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up และวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ราว 60-80 บริษัท

อ้างอิง: BBC

คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

NATO เดือด! ส่งทหารซ้อมรบที่กรีนแลนด์ หลังทรัมป์ย้ำ “ต้องการเกาะนี้”

Finnomena Funds
NATO ส่งทหารซ้อมรบ

ภูมิรัฐศาสตร์ในต้นปี 2026 กำลังร้อนแรงอย่างผิดปกติ ทั้งกรีนแลนด์ อิหร่าน และผลสะเทือนจากการปฏิบัติการทางทหารที่เวเนซุเอลา กำลังกดดันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพันธมิตร NATO จนหลายฝ่ายต้องตอบโต้ด้วยการเพิ่มกำลังทหารและยกระดับการเตรียมพร้อมทางยุทธศาสตร์

ล่าสุด กองทัพจากฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี และนอร์เวย์ ประกาศส่งกำลังพลเข้าสู่เมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อปฏิบัติภารกิจสอดแนมและเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหาร ภายใต้กรอบความร่วมมือของ NATO 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “สัญลักษณ์ทางยุทธศาสตร์” เพื่อย้ำจุดยืนในการปกป้องบูรณภาพเหนือดินแดนของเดนมาร์ก ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่แสดงความต้องการครอบครองเกาะแห่งนี้อย่างเปิดเผยมากขึ้น

มูเต เอเกเด รองนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ยืนยันว่าการปรากฏตัวของกองกำลัง NATO จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากวันนี้ ทั้งในรูปแบบของเที่ยวบินทหารและเรือรบในน่านน้ำรอบเกาะ 

ขณะที่ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่ากำลังพลฝรั่งเศสชุดแรกได้เริ่มเคลื่อนกำลังมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์แล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมร่วมที่เดนมาร์กเป็นแกนกลาง

ทางฝั่งเยอรมนี กระทรวงกลาโหมระบุว่าได้ส่งทีมลาดตระเวนของกองกำลัง “บุนเดิสแวร์” จำนวน 13 นาย ไปยังเมืองนุกตามคำเชิญของเดนมาร์ก ภารกิจดังกล่าวจะดำเนินตั้งแต่วันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ เพื่อประเมินขีดความสามารถด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการลาดตระเวนทางทะเลและการเฝ้าระวังเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอาร์กติก

การขยับกำลังของยุโรปเกิดขึ้นแทบจะในทันที หลังจาก ลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก พร้อมคณะผู้แทนจากกรีนแลนด์ เข้าหารือกับ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ และ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ทำเนียบขาว แต่การเจรจาดังกล่าวไม่สามารถลดแรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ได้

รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของอเมริกาได้ เป็นที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีความปรารถนาที่จะครอบครองกรีนแลนด์” 

พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้จะตกลงกันว่าจะยอมรับความเห็นที่ไม่ตรงกันก็ตาม สะท้อนว่าความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์ยังห่างไกลจากคำว่า ‘ยุติ’ และกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปราะบางของภูมิรัฐศาสตร์โลก

โอกาสลงทุนกองทุนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ

ASP-DEFENSE เป็นกองทุนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลัก 2 กองทุน ได้แก่ Amundi Stoxx Europe Defense UCITS ETF (75 %), และ VanEck Defense UCITS ETF (25%) โดยกองทุนเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง เช่น อากาศยาน, เทคโนโลยีทางการทหาร, เทคโนโลยีความมั่นคง, ระบบไซเบอร์เพื่อความมั่นคง, การสื่อสาร, ดาวเทียม, การสื่อสารทางการทหาร หรืออุตสาหกรรมสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง (Supply Chain)


อ้างอิง: CNBC

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Finnomena Funds Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามปรับฐานแรง VN-Index ร่วงกว่า 2% จากแรงขายทำกำไรหุ้น Big Cap แม้ภาพเศรษฐกิจปี 2026 ยังแข็งแกร่ง

Finnomena Funds
หุ้นเวียดนามปรับฐาน
วันที่ 15 มกราคม 2026 ดัชนี VN-Index ปรับตัวลง -2.25% หรือ -42.71 จุด มาที่ระดับ 1,851.73 จุด จากแรงขายทำกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ หลังดัชนีปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า สะท้อนการพักฐานทางเทคนิคระยะสั้นของตลาด ขณะที่แรงขายเกิดขึ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมพร้อมกัน
แรงกดดันหลักมาจากหุ้นในเครือ Vingroup โดย Vinhomes (VHM) ปรับตัวลง -6.89% และ Vingroup (VIC) ลดลง -5.37% ซึ่งเป็นตัวฉุดดัชนีสำคัญ หลังราคาหุ้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี ขณะที่หุ้นกลุ่มบริโภคและเทคโนโลยีอย่าง MWG, FPT และ MSN ปรับตัวลงในกรอบ -0.6% ถึง -1.5% สะท้อนการลดความเสี่ยงในหุ้นที่ Valuation ตึงตัวขึ้นในระยะสั้น
ในส่วนของ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เผชิญแรงขายค่อนข้างชัดเจน โดย Vietcombank (VCB) ปรับลง -4.08%, VietinBank (CTG) ลดลง -3.74%, HDBank (HDB) ลดลง -2.53% และ Military Bank (MBB) ลดลง -0.92% สะท้อนการขายลดความเสี่ยงในหุ้นการเงิน หลังราคาปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะกลางยังไม่เปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ดี ในเชิงปัจจัยพื้นฐานระยะกลาง–ยาว ภาพเศรษฐกิจเวียดนามยังคงแข็งแกร่ง โดยรายงานจาก VietnamPlus ระบุว่ารัฐบาลตั้งเป้าผลักดัน GDP ปี 2026 เติบโตมากกว่า 10% ผ่านการเร่งลงทุนภาครัฐ การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ และการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ซึ่งในปี 2025 มูลค่า FDI ที่เบิกจ่ายทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ดัชนี PMI ล่าสุดอยู่เหนือระดับ 50 ต่อเนื่อง สะท้อนภาคการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ที่ยังขยายตัว ทั้งนี้ แม้สถาบันการเงินอย่าง UOB จะประเมินว่าเป้าหมายการเติบโตระดับสองหลักเป็นความท้าทาย แต่ยังคงปรับคาดการณ์ GDP เวียดนามปี 2026 ขึ้นอยู่ในระดับ 7.5% จากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรง
Finnomena Funds ประเมินว่า การปรับฐานของ VN-Index รอบนี้เป็นการพักตัวระยะสั้นหลังตลาดปรับขึ้นแรง และยังไม่เปลี่ยนมุมมองเชิงบวกในระยะกลาง–ยาว โดยยังคงมุมมองตลาดหุ้นเวียดนามในระดับ Positive จากแรงหนุนเชิงโครงสร้าง ทั้งการลงทุนภาครัฐ การขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ และแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าหลังการเข้าสู่ดัชนี FTSE EM
แนะนำใช้จังหวะตลาดอ่อนตัว ทยอยสะสม กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KT-VIETNAM-A เพื่อรับโอกาสการเติบโตในระยะกลางถึงยาว

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ตลาดน่าสนทว่าอาจไม่เสี่ยงมาก ปี 2026

MacroView
ตลาดน่าสนทว่าอาจไม่เสี่ยงมาก ปี 2026

ผมมองว่าตลาดที่ดูน่าสนใจแถมดูอาจไม่เสี่ยงมาก โดยที่ไม่ใช่ตลาดหุ้นแนว AI ในปี 2026 มีดังนี้

Global Dividend Stock

จากความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนผ่านตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จาก เจย์ พาวเวล ที่ตำแหน่งประธานเฟดของเขาจะครบวาระในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยตัวเก็งที่จะมาสานต่อได้แก่ เควิน ฮาสเส็ตต์ และ เควิน วอร์ชนั้น ปรากฎว่า ได้เกิดเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสั่นคลอนต่อความน่าเชื่อถือของเฟด นั่นคือ การออกหมายศาลจาก District of Columbia ว่าด้วยคดีอาชญากรรมเกี่ยวกับทุจริตการก่อสร้างต่อเติมอาคารเฟด จากคำให้การต่อสภาคองเกรสของพาวเวลเมื่อกลางปีที่แล้ว ทำให้ช่วงรอยต่อดังกล่าวในช่วงกลางปีนี้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ ประธานเฟดท่านใหม่น่าจะทำงานได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ ผมจึงมองว่าหุ้นกลุ่มที่เน้นความแน่นอนของเงินปันผล น่าจะดูเป็นต่อหุ้นในสาย Growth ที่พึ่งพาการเพิ่มขึ้นของค่า P/E เป็นหลัก

กระนั้นก็ดี การพึ่งพาเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะดูมีความเสี่ยงมากจนเกินไปในการลงทุน ณ วันนี้ จึงเห็นควรขยายขอบข่ายตลาดการลงทุนไปทั่วโลกทั้งในยุโรปและเอเชีย ดังนั้นหุ้นกลุ่ม Global Dividend ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเซกเตอร์อุตสาหกรรม การเงิน และโครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน ดูมีความน่าสนใจสำหรับในช่วงเวลานี้

US Bank

ในปีนี้ ถือว่ามีหลายปัจจัยที่น่าจะช่วยส่งผลดีต่อแบงก์สหรัฐ ดังนี้

ปัจจัยแรก ได้แก่ การผ่อนคลายเกณฑ์กำกับสถาบันการเงินของเฟด ที่คาดว่ากำลังจะออกมาเป็นกฎหมายในปีนี้ สิ่งนี้น่าจะทำให้แบงก์สหรัฐมีเงินกองทุนเหลือเพิ่มขึ้นจากปริมาณที่บังคับตามกฎหมายเพื่อนำมาในการปล่อยกู้สินเชื่อได้เพิ่มขึ้น

สอง ในปีนี้ คาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะมีดีลการควบรวมกิจการบริษัทในอุตสาหกรรมต่างๆอยู่ค่อนข้างมาก อาทิ เซกเตอร์ Healthcare, ธนาคารขนาดเล็ก และ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งแบงก์ใหญ่สหรัฐน่าจะมีรายได้และกำไรจากส่วนนี้มากขึ้นจากปีก่อน ๆ

สาม ได้แก่ ตลาดสินเชื่อและหุ้นกู้ รวมถึงดีลตราสารหนี้ โดยบริษัทเทคโนโลยี นอก BigTech 7 บริษัทหลัก ยังคงต้องการใช้บริการของสถาบันการเงินอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ จำเป็นต้องลงทุนเพื่อไม่ให้ตกขบวนรถไฟอุตสาหกรรม AI ที่คาดว่ากำลังจะมาถึง เพียงลำพังกระแสเงินสดที่ได้รับจากธุรกิจของบริษัทย่อมจะไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับการสร้าง Infrastructure ของ AI แม้แต่บรรดาบริษัท 7 นางฟ้า ยังจำเป็นต้องใช้หุ้นกู้กันบ้างแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้แบงก์จะมีคู่แข่งจากบริษัท Private Equity และเฮดจ์ฟันด์ อาทิ Apollo, Citadel หรือ Millenium Capital ก็ตาม ทว่าบริษัทเหล่านี้มักจะไม่ยอมทำดีลขนาดเล็ก ซึ่งทำให้ยังมีช่องว่างธุรกิจในเซกเตอร์นี้ให้กับแบงก์อีกมาก

ท้ายสุด เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้ซบเซาอย่างที่กังวลไว้ก่อนหน้าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้จากดอกเบี้ยยังคงเติบโตได้ดีและสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมยังไม่คงสูงมากเมื่อเทียบกับในอดีต ตามที่บรรดาแบงก์สหรัฐเพิ่งรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของนโยบาย Affordability ของทรัมป์ อาทิ การจำกัดอัตราดอกเบี้ยค่าปรับของบัตรเครดิตไว้ที่ไม่เกิน 10% รวมถึงนโยบายอื่นๆที่คาดว่าจะออกมาช่วยเหลือความเป็นอยู่ของชาวสหรัฐที่มีรายได้น้อย น่าจะเป็นความเสี่ยงด้านนโยบายที่มองไม่เห็นสำหรับหุ้นกลุ่มแบงก์ของสหรัฐในปีนี้ นอกจากนี้ นโยบายของทรัมป์ที่เอื้อต่อการออกตราสารทางการเงินในตลาด Private Asset อาทิ การอนุญาตให้เป็นสินทรัพย์ที่คนทำงานในบริษัทสหรัฐสามารถเลือกลงทุนเป็นสินทรัพย์การออมเพื่อพอร์ตการเกษียณได้นั้น จะทำให้บริษัทแนว Private Equity ได้เปรียบมากขึ้น ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำหรับแบงก์ต่าง ๆ ในสหรัฐ

ตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market (EM)

จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มลดดอกเบี้ยลงในเดือนกันยายน 2024 จนถึงเดือนธันวาคม 2025 มาอยู่ที่ระดับ 3.75%

โดยในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มลดลงในรอบนี้ สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การลดลง 1% ระหว่างเดือนกันยายน ถึง ธันวาคม 2024 ซึ่งตรงนี้ ค่าเงินดอลลาร์ยังแข็งเนื่องจากความมั่นใจต่อการขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำของโดนัลด์ ทรัมป์ จากนั้นเฟดหยุดลดดอกเบี้ยไป 9 เดือน ตรงช่วงนี้ มาตรการ Tariff ของทรัมป์ในช่วง Liberation day ได้ป่วนตลาดทั่วโลก จนกระทั่งเฟดมาลดดอกเบี้ยลงอีก 0.75% มาอยู่ที่ระดับ 3.75% ระหว่างเดือนกันยายน ถึง ธันวาคม 2025 ซึ่งจุดนี้เอง ที่ตลาดเริ่มปรับตัวกับมาตรการ Tariff ของทรัมป์ได้แล้ว รวมถึงระดับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐก็ลดลงมาในระดับสูงกว่าระดับธรรมชาติเล็กน้อย ที่สำคัญค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าลงส่วนหนึ่งจากความไม่เชื่อมั่นว่าสหรัฐจะเป็นมหาอำนาจทางการเมืองของโลกในอนาคตหรือไม่ ซึ่ง EM ถือว่าเริ่มจะเข้ามาสู่จุดที่น่าสนใจค่อนข้างมากเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี

จากตรงจุดนี้ เฟดยังลดดอกเบี้ยต่อได้อีกพักหนึ่ง ซึ่งทำให้ธนาคารกลาง EM ก็สามารถจะลดดอกเบี้ยได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ Real yield ของประเทศ EM ส่วนใหญ่ยังเป็นบวกอยู่ ยิ่งจะทำให้ธนาคารกลาง EM สามารถลดดอกเบี้ยลงไปจากจุดนี้ได้พอสมควร ทั้งนี้ค่าเงินดอลลาร์กำลังอ่อนค่าอยู่นี้ ก็ไม่ส่งผลเชิงลบต่อ EM เช่นกัน แถมยังทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำและสามารถเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยได้อีกด้วย

ตลาด EM ที่น่าสนใจ ผมยังมองเป็นตลาดเกิดใหม่หลัก อย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ บราซิล อินเดีย รวมถึงจีนด้วย โดยจุดเด่นของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน อินเดียได้เปรียบในแง่ของการที่ค่า P/E ไม่ได้เพิ่มมากว่าปีแล้ว ทว่า Earning growth ดูค่อนข้างแผ่วลง ด้านเกาหลีใต้มีดีที่ผู้นำใหม่ อีแจมยอง ถือว่าเป็นมิตรได้กับเกือบทุกฝ่าย ทั้ง จีน สหรัฐ และญี่ปุ่น ทำให้ทำธุรกิจได้สะดวกกว่าเพื่อน ส่วนบราซิลนั้น อาจได้การเลือกตั้งใหญ่ช่วงเดือนกันยายนที่คาดว่าลูล่า แดซิลวา น่าจะชนะอีกครั้ง แถมยังได้รับการยกเว้น Tariff จากทรัมป์ในสินค้าหมวดเกษตรกรรมอีกต่างหาก ท้ายสุด ไต้หวันยังคงมีเวลาที่จีนเปิดช่องให้เป็นอิสระอีกพักใหญ่ ทำให้การผลิตชิปที่โดดเด่นยังคงไปได้ดีกับทั้งสหรัฐและยุโรป

ทองคำ

ไม่ว่าจะมองในเหลี่ยมไหน ในปีนี้ ก็ยังน่าจะเป็นปีของทองคำในระดับหนึ่ง โดยหากพิจารณาในมุมมองเศรษฐกิจ แนวโน้มของนโยบายการเงินสหรัฐและทั่วโลก ยกเว้นญี่ปุ่น ออกมาทางผ่อนคลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากท่าทีของทรัมป์ที่ต้องการลดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด หรือจะมองในมุมของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้องถือว่าน่าจะเข้าสู่จุดสูงสุดทั้งในระดับทวีปและระดับโลก อีกทั้งผู้นำสหรัฐยังชอบทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าอยู่แล้ว ท้ายสุด ความต้องการของบรรดาธนาคารกลางต่าง ๆ ต่อทองคำเพื่อนำมาเป็นสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ถือว่ามีสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จากความไม่น่าไว้วางใจต่อรัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นเจ้าของเงินสกุลดอลลาร์ที่ทำหน้าที่เป็นเงินสกุลหลักของธนาคารกลางทั่วโลก

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroView, macroviewblog.com

TISCO Omakase Extra Fund ปรับพอร์ตเดือนมกราคม 2026 : เพิ่มจีน ลดสหรัฐฯ ในหุ้นเทคโนโลยี

บลจ.ทิสโก้
TISCO Omakase Extra Fund ปรับพอร์ตเดือนมกราคม 2026 : เพิ่มจีน ลดสหรัฐฯ ในหุ้นเทคโนโลยี

มุมมองการลงทุน

Portfolio

มุ่งหวังผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 6% – 8% ในระยะกลาง-ยาว โดยตั้งอยู่บนหลักการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ และ คงความผันผวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมรองรับความไม่แน่นอนของภาวะการลงทุน

Outlook

บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในเดือนธ.ค. 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และสำหรับทิศทางการลงทุนของปี 2026 เราคาดว่าตลาดหุ้นหลายประเทศยังจะสามารถปรับขึ้นต่อได้ จากกระแสการลงทุนใน AI ทั้งในสหรัฐฯ และตลาดหุ้นในกลุ่ม EM

Strategy

  • เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยคัดเลือกธีมที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวและมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก
  • เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จีน และ ลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จาก valuation ที่น่าสนใจมากกว่า รวมถึงกลุ่มพลังงานสหรัฐฯที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากนโยบายของปธน.ทรัมป์
  • เรายังมีมุมมองที่ดีต่อทองคำ ยังคงสัดส่วนการลงทุนในทองคำไว้ที่ระดับ 10%

Portfolio Action

  • ปรับลดสัดส่วนในกองทุน TUSBOND-A เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed เริ่มทรงตัวโดยเข้าลงทุนใหม่ในกองทุน TCHTECH-A ที่เน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากจีนโดยเฉพาะ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวใน US Tech และเพิ่มโอกาสการเก็งกำไรจากการฟื้นตัวหลังการปรับฐาน
  • ปรับลดสัดส่วนในกองทุน TGSMART-A เนื่องจากผลตอบแทนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มจำกัด และเพิ่มน้ำหนักบางส่วนไปในธีมที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะข้างหน้า ได้แก่ 1.) TUSENGY ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา และ 2.) TEMXCH ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนวัฏจักรชิปและ AI ในตลาดเกิดใหม่ อาทิ เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า

Performance

  • ผลตอบแทนพอร์ตกองทุนย้อนหลังสำหรับปี 2025 (30/12/2024-30/12/2025) +59%
  • ผลตอบแทนพอร์ตกองทุนในเดือนธ.ค หลังจากที่มีการปรับพอร์ต (15/12/2025-09/01/2026 ปรับเพิ่มขึ้น 0.71%

Contributor:

  • ในช่วงเดือนธ.ค หลังจากที่มีการปรับพอร์ต (15/12/2025-09/01/2026)  กองทุน TISCO Gold Fund  เป็นกองทุนที่หนุนพอร์ตกองทุนมากที่สุด โดยอันดับที่ 2 คือ กองทุน TISCO US Equity Fund และ กองทุน TISCO US Technology Fund

Detractor:

  • ในช่วงเดือนธ.ค หลังจากที่มีการปรับพอร์ต (15/12/2025-09/01/2026) กองทุน TISCO Global Smart Allocation ปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดเปิดรับสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ที่มา: บลจ. ทิสโก้ วันที่  12 มกราคม 2026


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดแผน 3 ปี ยกระดับตลาดทุนไทย ฟื้นความเชื่อมั่น ดึงเงินลงทุนทั่วโลก

Finnomena
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดแผน 3 ปี ยกระดับตลาดทุนไทย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569–2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” มุ่งยกระดับตลาดทุนไทยเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มสภาพคล่อง และขยายโอกาสการลงทุน ท่ามกลางตลาดที่ชะลอตัวและความผันผวนจากเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมตั้งเป้าให้ตลาดทุนไทยกลับมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ระบุว่า ตลาดทุนไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความเชื่อมั่นที่ลดลง สภาพคล่องหดตัว บริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนน้อยลง และการแข่งขันจากตลาดต่างประเทศกับสินทรัพย์ทางเลือก ตลท.จึงต้องปรับตัวเชิงรุก โดยแผน 3 ปีนี้ครอบคลุมการเพิ่มความน่าดึงดูดตลาด สภาพคล่อง มูลค่าบริษัทจดทะเบียน และการฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

กลยุทธ์แรก “Exciting Markets with Confidence” มุ่งสร้างโอกาสลงทุนและดึงเงินทุน ด้วยการเพิ่มสินค้าใหม่ เช่น Bond Connect Platform, Crypto ETF การขยาย DR และ ETF พร้อมพัฒนาแอปรวมพอร์ตลงทุน จัดโรดโชว์ในและต่างประเทศ ทบทวนกฎเกณฑ์เปิดทางนักลงทุนต่างชาติ และยกระดับกระบวนการ IPO เพื่อดึงธุรกิจ New Economy บริษัทต่างชาติ และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย

ด้านสภาพคล่อง ตลท.เตรียมผลักดัน TFEX ให้เป็นเครื่องมือบริหารพอร์ต เพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ ใช้ Market Maker และ Professional Trader กระตุ้นการซื้อขาย พร้อมต่อยอดโครงการ JUMP+ เพื่อเพิ่มศักยภาพและการมองเห็นของบริษัทจดทะเบียน ขยายเวลารับสมัครถึงต้นปี 2569 และสื่อสารกับนักลงทุนทั่วโลก คล้ายแนวทาง Value Up ของญี่ปุ่น

กลยุทธ์ที่ 2 “Grow Business with Stakeholders” เน้นสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยพัฒนา SET Climate Ecosystem ผ่านแพลตฟอร์ม SETCarbon รองรับการบริหารจัดการคาร์บอนของบริษัทและซัพพลายเชน วางโครงสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต เตรียมรับกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และนำ AI มายกระดับธุรกิจ Market Data สู่เชิงพาณิชย์ระดับสากล

กลยุทธ์สุดท้าย “Great Process and People” มุ่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ด้วยการพัฒนาระบบ Clearing ใหม่ใช้งานในปี 2570 ยกระดับบริการดิจิทัลของ TSD และลงทุนพัฒนาคนควบคู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับเทคโนโลยี ตลท.เชื่อว่าทั้ง 3 กลยุทธ์จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


อ้างอิง: SET

Finnomena Funds Market Alert: หุ้นญี่ปุ่นทำจุดสูงสุดใหม่ Nikkei 225 พุ่งเหนือ 53,000 จุด รับความคาดหวังเลือกตั้งก่อนกำหนด

Finnomena Funds
หุ้นญี่ปุ่น

วันที่ 13 มกราคม 2026 ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวขึ้นแรงกว่า +3% ทะลุระดับ 53,000 จุด และทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวัน หลังตลาดรับข่าวรายงานจากสื่อท้องถิ่นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจยุบสภาและจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ขณะที่ดัชนี TOPIX ปรับตัวขึ้นกว่า +2% ทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน

แรงหนุนสำคัญมาจากความคาดหวังว่าการเลือกตั้งก่อนกำหนดจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนนโยบายการคลังเชิงขยาย (Expansionary Fiscal Policy) และได้รับคะแนนนิยมในระดับสูง โดยนักลงทุนมองว่าหากรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น จะเอื้อต่อการเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง

ในเชิงตลาดทุน หุ้นขนาดใหญ่และหุ้นธีมการเติบโตเป็นผู้นำการปรับขึ้น โดยหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่าง SoftBank, Advantest และ Tokyo Electron ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีปรับขึ้นสู่ระดับราว 2.1–2.15% สะท้อนการปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน ด้านค่าเงินเยนอ่อนค่าลงสู่บริเวณ 158 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นเพิ่มเติม

บรรยากาศเชิงบวกของญี่ปุ่นยังช่วยหนุนตลาดเอเชียเหนือโดยรวม แม้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและลาตินอเมริกาจะยังอยู่ในความสนใจของนักลงทุนก็ตาม โดยตลาดส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยการเมืองภายในญี่ปุ่นในครั้งนี้มีน้ำหนักเชิงบวกต่อตลาดมากกว่า และยังสอดคล้องกับแนวโน้มฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนญี่ปุ่นในปี 2026

Finnomena Funds ประเมินว่า การปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นสะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจเชิงสนับสนุนการเติบโต ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระดับ Slightly Positive จากปัจจัยหนุนทั้งด้านนโยบาย ค่าเงินเยนอ่อนค่า และการเติบโตของกำไรภาคเอกชน

โดยแนะนำทยอยสะสมกองทุน ASP-NGF เพื่อรับโอกาสการเติบโตในระยะกลางถึงยาว

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

กองทุนแนะนำ Fragmentation 2.0 หาโอกาสในปีแห่งความขัดแย้ง

Finnomena Funds
กองทุนแนะนำ Fragmentation 2.0

Finnomena Funds ได้ออก 2026 Investment Outlook: The K-Shaped World โดยมองว่าภาพรวมการลงทุนในปีนี้จะโตแบบ K-Shape คือมีความแตกต่างและฉีกออกจากกัน ด้วยปัจจัยหลัก ได้แก่ AI CAPEX นโยบายการคลัง (The Fiscal Revival) และภาวะโลกที่แบ่งขั้ว (Fragmentation) ชัดเจนขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์

ดาวน์โหลดฟรี Investment Outlook (Full Version)

→ เจาะ 3 ธีมการลงทุนสำคัญแห่งปี
→ มุมมองการลงทุนรายสินทรัพย์
→ กองทุนแนะนำ ! มองขาดทุกโอกาสการลงทุน

คลิกเพื่ออ่านคำแนะนำฉบับเต็ม

Fragmentation 2.0 คือหนึ่งในธีมหลักของปีนี้ โดยมองว่าโลกยังอยู่ในภาวะแบ่งแยกอย่างชัดเจน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และดอลลาร์ผันผวน (De-Dollarization) ดังนั้น เราแนะนำป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงด้วยหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ และควรเน้นการกระจายความเสี่ยงแบบ Multi-Asset ที่มี Hedging Position เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลก

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงานนิวเคลียร์ หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ตลอดจนสินทรัพย์ทางเลือกคุณภาพดี

ภายใต้มุมมองการลงทุนดังกล่าว จึงได้คัดออกมาเป็น 8 กองทุนแนะนำโดย FundTalk, Mr.Messenger และ MEVT Call ดังนี้

กองทุนแนะนำ Fragmentation 2.0


1. Big Tech AI

กองทุนแนะนำ Mr.Messenger Call

  • ES-GTECH (ความเสี่ยงระดับ 7) ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกที่มีคุณภาพและเติบโตสูง คัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up ราว 60-80 บริษัท ในธีมหุ้นที่มีศักยภาพ เช่น Generative AI, Semiconductor 
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

2. EM ex China

กองทุนแนะนำ FundTalk Call และ MEVT Call


3. Defense & Aerospace  

กองทุนแนะนำ FundTalk Call

  • ASP-DEFENSE (ความเสี่ยงระดับ 7) กองทุนใน Defense & Aerospace โดยลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น อากาศยาน เทคโนโลยีทางการทหาร ความมั่นคงทางไซเบอร์ และดาวเทียม
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

4. Nuclear Power 

กองทุนแนะนำ Mr.Messenger Call

  • X-NUCTECH (ความเสี่ยงระดับ 6) มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์และยูเรเนียม ซึ่งโตตามความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในยุคปัจจุบัน ทั้งจากการเติบโตของ Cloud Data, Data Center, EV และเทรนด์พลังงานสะอาด
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

5. Multi-Asset

กองทุนแนะนำ MEVT Call

  • ES-GAINCOME-A (ความเสี่ยงระดับ 5) กองทุนผสมที่มีกลยุทธ์ยืดหยุ่น กระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดที่สูง พร้อมลดความเสี่ยงขาลงด้วยการทำ Hedging
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

6. Global Infrastructure

กองทุนแนะนำ MEVT Call

  • KKP GINFRAEQ-H (ระดับความเสี่ยง 6) เน้นลงทุนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้มั่นคง และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น พลังงาน สาธารณูปโภค ระบบคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

7. Blockchain

กองทุนแนะนำ Mr.Messenger Call

  • ASP-DIGIBLOC (ความเสี่ยงระดับ 6) มีนโยบายลงทุนในบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Companies) และบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

8. Bitcoin Miners

กองทุนแนะนำ FundTalk Call

  • LHGBLOCK-A (ความเสี่ยงระดับ 6) ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศคริปโตและ Blockchain รวมถึงบริษัทที่ประกอบธุรกิจเหมือง Bitcoin โดยตรง
  • ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บลจ.กรุงไทย : Promotion Thai ESG ปี 2569

Finnomena Funds Editor

รายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม : www.ktam.co.th/upload/tb_promotion_355_1767070286.6206_file1.pdf


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

บลจ.กรุงไทย : Promotion RMF ปี 2569

Finnomena Funds Editor

รายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม : www.ktam.co.th/upload/tb_promotion_988_1767070311.62295_file1.pdf


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รีวิวผลงาน All Weather Strategy ผลตอบแทนสะสม 74.9% นับตั้งแต่จัดตั้ง พร้อมรับมือแม้ตลาดเปลี่ยนฤดู

Finnomena Funds
รีวิวผลงาน All Weather Strategy ผลตอบแทนสะสม 74.9% นับตั้งแต่จัดตั้ง พร้อมรับมือแม้ตลาดเปลี่ยนฤดู

ในวันที่ตลาดเต็มไปด้วยความผันผวนพอร์ต All Weather Strategy (AWS) สร้างผลตอบแทนสะสมได้กว่า 74.9% นับตั้งแต่จัดตั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2025, ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต) สะท้อนแนวทางการออกแบบเพื่อช่วยรับมือกับความผันผวนในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

พอร์ต All Weather Strategy โดย Andrew Stotz นักวิเคราะห์การลงทุนชั้นนำ ร่วมกับ Finnomena Funds ใช้ FVMR Framework ในการวิเคราะห์การลงทุน มุ่งหวังเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ดูรายละเอียดและลองสร้างแผนได้ที่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws

พอร์ต All Weather Strategy (AWS) คือพอร์ตกองทุนที่พร้อมรับมือทุกสภาวะตลาด ใช้โมเดล FVMR Framework เป็นกลยุทธ์ในการลงทุน มีการกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลงทุนอย่างมั่นคง พร้อมแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างมีระบบ เพราะมีนักวิเคราะห์การลงทุนชั้นนำอย่างคุณ Andrew Stotz เป็นผู้ออกแบบกลยุทธ์การจัดพอร์ตในเชิงวิเคราะห์ข้อมูลและความเสี่ยง

นโยบายการลงทุนของพอร์ต All Weather Strategy

พอร์ต All Weather Strategy (AWS) เป็นพอร์ตการลงทุนที่ทางทีมงานของ Dr. Andrew Stotz จับมือร่วมกับ Finnomena Funds สรรค์สร้างขึ้นมา โดยพอร์ต AWS นี้ มุ่งหวังที่จะเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ เพื่อช่วยให้พอร์ตพร้อมรับมือทุกสภาวะตลาด (All Weather) โดยลงทุนในกองทุน Passive เสริมด้วยการคัดเลือกกองทุนที่มีโอกาสชนะกองทุน Passive เพิ่มเติม และมีการปรับพอร์ต (Rebalance) ปีละ 4 ครั้ง

จุดเด่นพอร์ต All Weather Strategy

  • ใช้ FVMR Framework เป็นกลยุทธ์ในการลงทุน ซึ่งประกอบไปด้วย Fundamental (พื้นฐานของสินทรัพย์), Valuation (มูลค่าของสินทรัพย์), Momentum (โมเมนตัมของสินทรัพย์) และ Risk (ความเสี่ยง)
  • กระจายการลงทุนไปทั่วโลก ไม่จำกัดเพียงแค่ในประเทศไทย
  • มีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ เพื่อช่วยลดความผันผวน พร้อมเฟ้นหาโอกาสลงทุนใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป เพื่อเสริมศักยภาพของพอร์ตในระยะยาว
  • มุ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากหุ้น พร้อมบริหารความเสี่ยงเพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนในช่วงตลาดพักฐาน
  • ใช้หลักการวิเคราะห์ทั้งเชิงประมาณ (Quantitative) ที่ใช้สูตรและโมเดลทางคณิตศาสตร์ และเชิงคุณภาพ (Qualitative) ที่ใช้ประสบการณ์และความรู้ของทีมงาน เพื่อให้ได้พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด
  • ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท และไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

รีวิวผลตอบแทนพอร์ต All Weather Strategy

รีวิวผลงาน All Weather Strategy ผลตอบแทนสะสม 74.9% นับตั้งแต่จัดตั้ง พร้อมรับมือแม้ตลาดเปลี่ยนฤดู

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / ผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงและกลยุทธ์ถูกคำนวณจากมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) ของกองทุน ซึ่งเป็นตัวเลขหลังหักค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) แล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมการขาย เช่น front-end fees

ผลตอบแทนของพอร์ต AWS ตั้งแต่จัดตั้ง เทียบกับพอร์ต 60/40
ที่มา: All Weather Strategy Presentation ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2025

จากกราฟเป็นการเปรียบเทียบผลตอบแทนสะสม (Total Return) นับตั้งแต่จัดตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ถึงเดือนตุลาคม 2025 ของพอร์ต All Weather Strategy (AWS) กับพอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีสัดส่วนหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% (60/40 Portfolio) จะเห็นได้ว่าพอร์ต AWS สามารถสร้างผลตอบแทนสะสมได้ 74.9% ขณะที่พอร์ต 60/40 ทำผลตอบแทนได้ 43.6% หรือสูงกว่า 31.3% โดยหลังช่วงกลางปี 2023 เป็นต้นมา ผลตอบแทนของพอร์ต AWS เริ่มแซงหน้าพอร์ต 60/40 อย่างชัดเจน และยังคงมีผลตอบแทนที่มากกว่าพอร์ต 60/40 ในช่วงที่ผ่านมา

All Weather Strategy เหมาะกับใคร?

  • คนที่ต้องการให้เงินเติบโตไม่เน้นปันผล
  • คนที่ต้องการการลงทุนที่ยืดหยุ่น ปรับพอร์ตตามสถานการณ์เสมอ
  • คนที่มีเงินลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 500,000 บาท
  • คนที่พร้อมลงทุนระยะกลาง 3 ปีขึ้นไป

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena

สามารถติดตามมุมมองการลงทุนรายละเอียดการปรับพอร์ตอย่างใกล้ชิดได้ที่
https://www.finnomena.com/tag/guruport-aws/

**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย A. Stotz Investment Research ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลย


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

Finnomena Funds

Weekly Market Insight

ประจำสัปดาห์ 12 – 16 มกราคม 2026

พิเศษ! สำหรับสมาชิก Finnomena

This Issue
สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

Eye On This Week
ประเด็นน่าจับตามองในสัปดาห์นี้

Market
ภาพรวมตลาดและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ

Finnomena Port Performance
ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

จากมั่งคั่งสู่ล่มสลาย ‘เวเนซุเอลา’ ประเทศที่เงินเคยเฟ้อ 1,000,000%

Finnomena
เวเนซุเอลา

ชื่อของ ‘เวเนซุเอลา’ กลับมาอยู่ในสายตาโลกอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกาจับกุมประธานาธิบดี ‘นิโกลัส มาดูโร’ พร้อมภรรยา ด้วยข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งสมคบคิดค้ายาเสพติด ก่อการร้ายจากยาเสพติด และครอบครองอาวุธสงคราม และนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก

แต่ก่อนที่จะกลายเป็นรัฐล้มเหลวในสายตาตลาดโลก เวเนซุเอลาเคยเป็นประเทศที่ ‘รวยระดับโลก’ และเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในอเมริกาใต้ ก่อนจะล่มสลายลงต่อหน้าสายตาทั้งโลกภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ และทิ้งสถิติที่โลกการเงินไม่มีใครอยากจดจำ นั่นคือ ‘เงินเฟ้อระดับ 1,000,000%’

ประเทศที่เงินไม่เคยเป็นปัญหา

ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1950–1960 เวเนซุเอลาคือหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก รายได้ต่อหัวสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง (ราว 6,500–7,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) ในช่วงเวลานั้น คนเวเนซุเอลามีรายได้มากกว่าคนไทยราว 11 เท่า และสูงกว่าคนญี่ปุ่น อิตาลี หรือเนเธอร์แลนด์ด้วยซ้ำ เมืองหลวงอย่างการากัสเต็มไปด้วยรถนำเข้า ร้านอาหารหรู และชนชั้นกลางที่เติบโตเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ 

เบื้องหลังทั้งหมดคือทรัพยากรที่โลกทั้งใบต้องการ “น้ำมัน” เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Oil Reserves) มากที่สุดในโลก (ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล) รายได้เกือบทั้งประเทศมาจากการส่งออกน้ำมัน เงินไหลเข้าอย่างไม่ขาดสาย และในวันที่น้ำมันแพง ประเทศนี้แทบไม่ต้องกังวลว่าเงินจะไม่พอใช้

ความมั่งคั่งกลายเป็นกับดัก

เมื่อเงินเข้ามาง่าย โครงสร้างเศรษฐกิจก็เริ่มบิดเบี้ยว รัฐบาลเลือกตรึงค่าเงินโบลิวาร์ให้แข็งค่าเกินจริง ทำให้สินค้านำเข้าถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มไปด้วยของจากต่างประเทศ ขณะที่การผลิตในประเทศค่อย ๆ หายไป โรงงานไม่คุ้มลงทุน เกษตรกรแข่งขันไม่ได้ 

รัฐบาลเริ่มใช้เงินจากน้ำมันซื้อทุกอย่าง แทนที่จะสร้างความสามารถของตัวเอง เวเนซุเอลากลายเป็นรัฐที่ ‘บริโภคเก่ง แต่ผลิตไม่เป็น’ และในวันที่น้ำมันยังแพง ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา

ประชานิยม น้ำมัน และอำนาจ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุคของ ‘อูโก ชาเบซ’ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนที่ 45 ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 1999 – 2013 นำรายได้จากน้ำมันมาอัดฉีดสวัสดิการอย่างเต็มที่ โดยค่าอาหาร ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ถูกควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อเอาใจประชาชน 

นโยบายเหล่านี้สร้างความนิยมอย่างถล่มทลาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันทำลายกลไกตลาด ธุรกิจเอกชนจำนวนมากขาดทุนจนต้องปิดตัวลง กิจการนับหมื่นหายไปจากระบบ รัฐเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่กลับไม่ลงทุนบำรุงรักษาและพัฒนาการผลิต 

ผลลัพธ์คือ ในขณะที่เวเนซุเอลามีน้ำมันมากที่สุดในโลก กำลังการผลิตกลับลดลงต่อเนื่องอย่างน่าตกใจ

วันที่เงินกลายเป็นกระดาษไร้ค่า

ปี 2014 ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง และในวันนั้น เวเนซุเอลาก็พบว่าตัวเองไม่มีแผนสำรอง รายได้รัฐเกือบทั้งหมดหายไปในพริบตา ทางเลือกที่รัฐบาลเลือกคือการพิมพ์เงินเพื่ออุดช่องว่างงบประมาณ 

สิ่งที่ตามมาคือหนึ่งในเหตุการณ์ Hyperinflation ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ เงินเฟ้อพุ่งจากหลักร้อย เป็นหลักหมื่น และทะยานสู่ระดับที่โลกแทบไม่เคยเห็น ‘1,000,000%’ 

เงินเฟ้อของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคม ปี 2018 พบว่า กระดาษชำระ 1 ม้วนมีราคาสูงถึง 2,600,000 โบลิวาร์ จากที่ไม่กี่ปีก่อนยังขายกันเพียง 4–5 โบลิวาร์ ไก่ 1 ตัวขยับขึ้นเป็น 14,600,000 โบลิวาร์ จากเดิมแค่ 22–27 โบลิวาร์ ขณะที่มะเขือเทศ 1 กิโลกรัม มีราคาพุ่งแตะ 5,000,000 โบลิวาร์ จาก 7–9 โบลิวาร์

และถ้าหากต้องการซื้อของเหล่านี้พร้อมกัน โดยจ่ายด้วยธนบัตรมูลค่าสูงสุดในเวลานั้น คือแบงก์ 1,000 โบลิวาร์ ผู้ซื้อจะต้องหอบเงินราว 22.6 กิโลกรัมไปที่ร้าน ซึ่งหนักพอ ๆ กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่บรรจุของจนเต็ม

ที่โหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ต่อให้มีเงินสดอยู่ในมือ หากไม่รีบซื้อในวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจต้องแบกเงินไปหนักกว่าเดิม และไม่มีใครรับประกันได้เลยว่า สิ่งของที่เราต้องการจะยังมีวางขายอยู่หรือไม่

ในวันนั้น ชาวเวเนซุเอลาไม่ได้ยากจนเพราะไม่มีเงิน แต่เพราะ ‘เงินที่มีไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อีกต่อไป’

ชาวเวเนซุเอลาหลายล้านคนอพยพออกนอกประเทศ ซูเปอร์มาร์เก็ตว่างเปล่า โรงพยาบาลขาดยา ผู้คนหันไปใช้เงินดอลลาร์ ใช้ Bitcoin หรืออะไรก็ตามที่ “ไม่ใช่โบลิวาร์”เพื่อป้องกันชีวิตจากความไม่แน่นอน 

พายุไม่ทันจาง คลื่นใหม่ก็ซัดเข้าใส่

แม้เศรษฐกิจจะเริ่มนิ่งลงในเวลาต่อมา จากการผ่อนคลายการควบคุมบางส่วน แต่รอยแผลยังฝังลึก และความเสียหายต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการฟื้นฟู และสิ่งหนึ่งที่หายไป คืออำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง

ล่าสุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้จับกุมผู้นำเวเนซุเอลา และเตรียมเข้ามามีบทบาทในการ “ดูแลประเทศ” โดยเฉพาะในส่วนของแหล่งพลังงาน พร้อมกับประกาศว่า เวเนซุเอลาเตรียมมอบน้ำมันดิบถึง 50 ล้านบาร์เรล ให้สหรัฐฯ

สำหรับประเทศที่เคยร่ำรวยจากน้ำมัน และล่มสลายเพราะน้ำมัน ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับสิ่งเดียว เมื่อนั้นอนาคตของประเทศก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป


อ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทย, ลงทุนแมน, BBC, The Guardian

52 สัปดาห์ชาเลนจ์ ตั้งเป้าหมายการเงิน เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม

Finnomena
52 สัปดาห์ชาเลนจ์ เป้าหมายการเงิน

รวม 52 เป้าหมายการเงิน เป้าหมายการลงทุน หยิบมาทบทวนตัวเองสัปดาห์ละ 1 ข้อ เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี

อยากจะชวนให้ทุกคน ลองหยิบมาทบทวนตัวเองสัปดาห์ละ 1 ข้อ เริ่มทำตั้งแต่วันนี้… ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ส่วนมากเป็นพื้นฐานการเงินง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่อาจจะถูกมองข้าม เพราะใกล้ตัวจนโดนละเลย

52 สัปดาห์ชาเลนจ์ เป้าหมายการเงิน

1. ออมก่อนใช้

2. ใช้ให้น้อยกว่าหา

3. ออมเป็นประจำ >10% ของรายได้

4. เก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบ 6 เดือน

5. มีรายได้มากกว่า 1 ทาง

6. จดเงินเข้าออก รายรับรายจ่าย

7. เงิน 100% ที่หามาได้ จัดสรรให้ได้เป็นสัดส่วน

8. ใช้สูตร 50-30-20 คือมีเงินได้ 100 บาท แบ่งไว้ใช้จำเป็น (Needs) 50 ใช้จ่ายเพื่อความสุข (Wants) 30 บาท ออมหรือลงทุน 20

9. ถ้าเพิ่งเริ่มต้นทำงาน อาจจะปรับเป็นสูตร 60-25-15 หรือหากอายุใกล้เกษียณก็สามารถปรับเป็นสูตร 45-25-30 แทนได้

10. เริ่มตั้งโจทย์เก็บเงินให้พอใช้ 20 ปีหลังเกษียณ

11. นำเงินไปลงทุน ถ้ายังจับจังหวะลงทุนไม่เก่ง ให้ DCA อย่างมีวินัย

12. เลือกสินทรัพย์ลงทุนไม่เก่ง ให้ลงทุนแบบจัดพอร์ต กระจายไม่กระจุก

13. เลิกลงทุนด้วยความโลภ หรือใช้หูฟังจากคนอื่น

14. ตั้งเป้าหมายการลงทุนให้ชัด ทั้งเป้าหมาย ระยะเวลา และผลตอบแทนที่คาดหวัง

15. ศึกษาและลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมาย

16. เตรียมเงินก้อนเผื่อค่าใช้จ่ายที่มาไม่บ่อยแต่เยอะ เช่น ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ เจ็บป่วยหนัก

17. ไม่มีภาระผ่อนหนี้เกิน 1 ใน 3 ของรายได้

18. หลีกเลี่ยงเงินกู้นอกระบบ เงินกู้ดอกเบี้ยสูง

19. มีบัตรเครดิตแค่ 1-2 ใบก็พอแล้ว

20. อย่าใช้บัตรเครดิตเพื่อกดเงินสดมาใช้จ่าย

21. ไม่เปิดเผยข้อมูลบนบัตรโดยไม่จำเป็น เช่น เลขบัตร เลข CVV

22. ตั้งรหัสผ่านทางการเงินให้เดายาก และเปลี่ยนเป็นระยะ เช่น 3 เดือน

23. ตั้งสติ ไตร่ตรอง ก่อนโอนเงินให้คนที่ไม่รู้ใจ

24. ระวังการลงทุนที่พูดถึงแต่ผลตอบแทนสูง แต่ไม่เคยพูดเรื่องความเสี่ยง

25. คำนวณเงินเกษียณที่ควรมี = ค่าใช้จ่ายต่อเดือน x 12 x จำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตหลังเกษียณ

26. เช็กเงินออมเพื่อเกษียณที่มีอยู่ จะได้รู้ว่าต้องเก็บอีกเท่าไหร่

27. เพิ่มเงินออมและลงทุนเพื่อเกษียณตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

28. ซื้อประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต

29. ตั้งงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยว

30. ศึกษาเรื่องภาษีและลดหย่อนภาษี

31. เพิ่มพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขค้น

32. มีรายได้แบบ Passive Income

33. ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนปันผล

34. อ่านหนังสือการลงทุนให้ได้เดือนละเล่ม

35. เรียนรู้ทักษะใหม่ที่ช่วยเพิ่มรายได้

36. จัดทำแผนการลงทุนของตัวเองอย่างเป็นระบบ

37. วางแผนลงทุนด้านอื่น ๆ เช่น สุขภาพ ความรู้

38. ลงทุนอะไรแล้วนอนไม่หลับ อย่าเพิ่งลงทุน

39. ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ

40. ตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตของพอร์ตให้ชนะตลาด

41. รู้จัก Cut Loss เมื่อลงทุนผิดทาง

42. เพิ่มสัดส่วนเงินออม PVD

43. ปรับพอร์ตทุกครึ่งปี

44. สำรวจพอร์ตทุก ๆ เดือน

45. วางแผนความคุ้มครองทรัพย์สิน หนี้สิน ชีวิต และสุขภาพ

46. มีวินัย อดทน ทำตามแผนการของตัวเอง

47. ไม่เล่นนอกเกมที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่รู้ไม่เข้าใจ

48. รู้จักและเข้าใจสินทรัพย์ที่จะลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น

49. รู้จักตัวเองให้มากขึ้น อะไรคือเป้าหมาย อะไรคือความพอใจ

50. เมื่อมีพอแล้ว รู้จักแบ่งปันเพื่อคนอื่น

51. ส่งต่อความรู้ที่ดี

52. อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเองเป็นนักลงทุนที่ดี

โลกเตรียมเข้าโหมดสงคราม? หุ้นกลุ่ม Defense พุ่งแรง หลังทรัมป์อัดงบกลาโหม 47 ล้านล้านบาท

Finnomena Funds
หุ้น Defense

หุ้นกลุ่มกลาโหมในสหรัฐฯ และยุโรป ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการยกระดับงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ในปี 2027 เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 47 ล้านล้านบาท) จากเดิมที่เคยถูกหารือไว้ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางบริบทโลกที่ตึงเครียดมากขึ้นทั้งด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า หลังการเจรจากับสมาชิกวุฒิสภา สภาคองเกรส และฝ่ายบริหาร เขามองว่างบระดับเดิม “ไม่เพียงพอ” ต่อสถานการณ์ที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญ พร้อมระบุว่างบประมาณใหม่จะทำให้สหรัฐฯ สามารถสร้าง “กองทัพในฝัน” และรักษาความปลอดภัยของประเทศได้ ไม่ว่าจะเผชิญศัตรูในรูปแบบใดก็ตาม

ถ้อยแถลงดังกล่าวจุดกระแสการเก็งกำไรในหุ้นกลาโหมทันที 

  • โดยในตลาดสหรัฐฯ Northrop Grumman พุ่งแรงกว่า 8% ในช่วงก่อนเปิดตลาด 
  • ขณะที่ Lockheed Martin ปรับขึ้นเกือบ 8%
  • RTX เพิ่มขึ้นราว 5% 
  • และ Kratos Defense ทะยานกว่า 12% 

สะท้อนความคาดหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงบกลาโหมที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ในยุโรป ดัชนี Stoxx Europe Aerospace and Defense ปรับตัวขึ้นกว่า 1% โดยหุ้น Leonardo และ Renk เป็นผู้นำตลาด ก่อนจะลดช่วงบวกลงเล็กน้อยระหว่างวัน ขณะที่หุ้นกลาโหมในเอเชียก็ขยับขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Mitsubishi Heavy Industries ของญี่ปุ่น และ Bharat Electronics ของอินเดีย สะท้อนว่าตลาดมองการเพิ่มงบกลาโหมสหรัฐฯ เป็นแรงส่งต่ออุตสาหกรรมกลาโหมโลกทั้งห่วงโซ่

บรรยากาศการลงทุนยังถูกเติมเชื้อจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมประกาศควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลาในระยะยาว รวมถึงการรื้อฟื้นวาทกรรมแข็งกร้าวเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งตอกย้ำภาพว่าสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์กำลังใช้นโยบายความมั่นคงเชิงรุกมากขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ด้านที่นักลงทุนเริ่มจับตาคือ “เงื่อนไข” ที่มาพร้อมกับงบประมาณก้อนใหญ่ เมื่อทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารให้ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ต้องลดบทบาทการซื้อหุ้นคืน งดจ่ายปันผล และจำกัดค่าตอบแทนผู้บริหาร จนกว่าจะเพิ่มการลงทุนในโรงงานและงานวิจัยพัฒนาอย่างจริงจัง

ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2020 บริษัทกลาโหมรายใหญ่ของสหรัฐฯ ใช้เงินไปกับการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลรวมกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์ 

ขณะที่การลงทุนด้าน Capex อยู่เพียงราว 45,500 ล้านดอลลาร์ ช่องว่างดังกล่าวถูกทรัมป์มองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากเกินไป และบั่นทอนศักยภาพการผลิตในระยะยาว

นักวิเคราะห์เตือนว่า การเร่งเพิ่มการลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายบริษัทมีโครงสร้างธุรกิจพลเรือนและกลาโหมที่ผูกโยงกันอย่างลึกซึ้ง การโยกเงินลงทุนอาจกระทบซินเนอร์ยีของธุรกิจ อีกทั้งอุตสาหกรรมอาวุธขั้นสูงยังมีข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน ผู้ผลิตชิ้นส่วนมีจำนวนน้อย ไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทันที แม้งบประมาณภาครัฐจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

กรณีล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงนามสัญญาระยะ 7 ปีกับ Lockheed Martin เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธ Patriot เป็นราว 2,000 ลูกต่อปี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มใช้สัญญาระยะยาวเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจด้านอุปสงค์ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนจริง ไม่ใช่เพียงตอบสนองตลาดทุน

โอกาสลงทุนกองทุนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ

ASP-DEFENSE เป็นกองทุนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลัก 2 กองทุน ได้แก่ Amundi Stoxx Europe Defense UCITS ETF (75 %), และ VanEck Defense UCITS ETF (25%) โดยกองทุนเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง เช่น อากาศยาน, เทคโนโลยีทางการทหาร, เทคโนโลยีความมั่นคง, ระบบไซเบอร์เพื่อความมั่นคง, การสื่อสาร, ดาวเทียม, การสื่อสารทางการทหาร หรืออุตสาหกรรมสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง (Supply Chain)


อ้างอิง: CNBC, Bloomberg

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Krungsri The Masterpiece ปรับพอร์ตเดือนมกราคม 2026: เปลี่ยนจากหุ้นอินเดีย เข้าลงทุนหุ้นยุโรป

บลจ.กรุงศรี

มุมมองการลงทุน

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวหลังจากปรับตัวลดลงในเดือนก่อนหน้า สำหรับตลอดปีที่ผ่านมา กองทุนที่แนะนำต่างให้ผลตอบแทนเป็นบวก ยกเว้นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นอินเดีย โดยตลาดหุ้นอินเดียทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่การอ่อนค่าของค่าเงินส่งผลให้กองทุนให้ผลตอบแทนเป็นลบ และค่าเงินรูปีของอินเดียยังคงมีความเสี่ยง

สำหรับเศรษฐกิจโลกในปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล และเศรษฐกิจในหลายประเทศมีสัญญาณดีขึ้น กอปรกับหลายประเทศมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวคิดสนับสนุนการลดดอกเบี้ย จึงมีโอกาสที่เฟดจะประกาศลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ จากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2569 อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ก็ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

สำหรับการลงทุนในช่วงต้นปี 2569 แนะนำให้เปลี่ยนการลงทุนจากกองทุนหุ้นอินเดียซึ่งยังคงมีความเสี่ยงจากค่าเงิน ไปลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มเติบโตดี และรัฐบาลเยอรมนีมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีโอกาสปรับตัวลงต่อ และเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ

โดยยังคงคาดว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะยังคงเติบโตโดดเด่น และเฟดมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด ในขณะที่ในส่วนของตราสารหนี้ แนะนำให้ปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนเมื่อถึงวันครบกำหนด (yield to maturity: YTM) สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ไทย โดยกองทุนตราสารหนี้ไทยยังคงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวที่มีกลยุทธ์การบริหารเชิงรุก

สรุปคำแนะนำปรับพอร์ต

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตมหราคม 2026

ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า

 

ที่มา: บลจ. กรุงศรี วันที่ได้รับเอกสาร 5 ธันวาคม 2025

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungsri The Masterpiece สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ที่
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena 

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนในพอร์ต Krungsri The Masterpiece  คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร 0 2657 5757 | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือนมกราคม 2026: สวัสดีเวเนซุเอลา

บลจ.กรุงไทย

มุมมองการลงทุน 

“สวัสดีเวเนซุเอลา”

ปฏิบัติการถอดผู้นำเวเนซุเอลา จุดกระแสคาดการณ์อนาคตซัพพลาย ตลาดรับรู้โอกาสปลดล็อก Production น้ำมันดิบหนัก (heavy crude oil) นับล้านบาร์เรลในอนาคต

ทว่ายังรอความชัดเจนของกฎกติกาและแผนลงทุนตลอดจนอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง แถมกระบวนการเพิ่มปริมาณผลิตในสเกลดังกล่าวคงต้องใช้เวลายาวนานหลายปี จึงไม่กระทบคาดการณ์อุปทานในปีนี้ (ซึ่งคาดหมายกันทั่วไปอยู่แล้วว่า oversupply)

*ความเห็นส่วนตัว* ราคาน้ำมันดิบอยู่ในโซนต่ำ คาดการณ์ระยะยาวอาจผิดเพี้ยนได้มาก โอกาสจึงยังอยู่ในฝั่ง “ซื้อ” นอกจากนี้ อุตสาหกรรม oil & gas ในสหรัฐน่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลทรัมป์ Belief Allocation จึงเพิ่มสัดส่วนการลงทุน KT-ENERGY

***ปรับพอร์ต***

ที่มา: บลจ. กรุงไทย วันที่ได้รับเอกสาร 7 มกราคม 2026

ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า

 

สำหรับผู้ที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ที่
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomena 

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกเพื่อสร้างแผนการลงทุน


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Eastspring Dynamic Opportunities ปรับพอร์ตเดือนมกราคม 2026: คงสัดส่วนหุ้นโลก กระจายลงทุนสินทรัพย์เชิงรับ

Eastspring Thailand
Eastspring Dynamic Opportunities ปรับพอร์ตเดือนมกราคม 2026

มุมมองการลงทุน

ตลาดหุ้นโลกเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงกลางเดือนธันวาคมก่อนจะฟื้นตัวในช่วงปลายเดือน โดยดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวขึ้น 1.07% ในเดือนที่ผ่านมา ช่วงกลางเดือนธันวาคมตลาดหุ้นถูกกดดันนำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี จากทั่งกระแส AI Bubble ที่นักลงทุนกังวลหลังการประกาศแนวโน้มธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีบางกลุ่มที่ไม่สดใสนัก ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯประกาศตัวเลขสำคัญอย่างตำแหน่งงานเปิดใหม่ nonfarm Payroll สองเดือนต่อเนื่อง (ชดเชยจาก Gov. Shutdown) ในทิศทางผสม โดยตำแหน่งงานในเดือน ต.ค. หดตัวลงกว่า 1 แสนตำแหน่ง แต่ฟื้นตัวได้ 6.4 หมื่นตำแหน่งในเดือน พ.ย.

ขณะที่การประชุมนโยบายการเงิน FOMC ในเดือน ธ.ค. สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนไม่น้อย หลังจากที่คณะกรรมการตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปอยู่ที่ระดับ 3.5-3.75% ด้วยมติ 9-3 เสียง แต่กลับปรับคาดการณ์การลดดอกเบี้ยตลอดปี 2026 ลงเหลือเพียง 1 ครั้ง (0.25%) อ้างอิงจาก Dot Plot ฉบับใหม่ ข้อมูลที่มีทิศทางผสมทำให้นักลงทุนเทขายหุ้น ก่อนกลับเข้าซื้อในช่วงปลายเดือน

ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน ธ.ค. แม้จะถูกกดดันจากตลาดหุ้นอินเดียซึ่งปรับตัวลง 0.57% หลังยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯได้ ในทางกลับกันตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นแรงสนับสนุนหลัก โดยปรับตัวขึ้น 7.36% และ 5.0% ตามลำดับ หลังจากที่ทั้งสองตลาดได้รับแรงหนุนจากยอดสั่งซื้อชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้านตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น 2.82% โดยได้แรงหนุนจากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากสองหน่วยงานสำคัญอย่าง ECB (ธนาคารกลางยุโรป) ซึ่งปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP กลุ่มประเทศยุโรปจาก 1.0% ไปเป็น 1.2% ในปี 2026 และ 1.3% ไปเป็น 1.4% ในปี 2027 ร่วมกับการประชุมคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งประกาศจะกลับมามุ่งเน้นด้านการทหาร ลดการพึ่งพาพลังงานรัสเซีย และปกป้องการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2026 ซึ่งนโยบายเหล่านี้ต้องอยู่เบื้องหลังความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง

ภาพรวมการลงทุนประจำเดือนมกราคม 2026 คาดว่าตลาดหุ้นโลกจะผันผวนเล็กน้อยในช่วงต้นปีจากความกังวลกรณีสหรัฐฯบุกเข้าจับตัว ปธน. ของเวเนซูเอลา ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงกรรมการ FOMC ที่มีสิทธิโหวต ไปเป็นท่านที่ Hawkish มากขึ้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวยังมีผลกระทบที่จำกัด ขณะที่โครงการ One Big Beautiful Bill ของ ปธน. ทรั้มป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มที่ จะช่วยชดเชยผลกระทบในเชิงลบ

ดังนั้น ปัจจัยกดดันสำคัญของตลาดหุ้นโลกที่เหลืออยู่คือราคา (Valuation) ที่ตึงตัว เราแนะนำคงสัดส่วนในหุ้นโลก รวมถึงยังคงมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก และกระจายการลงทุนสินทรัพย์ที่เป็นลักษณะเชิงรับเพื่ดลดความผันผวนของพอร์ต หุ้น Healthcare และตราสารหนี้โลก

ที่มา: บลจ.อีสท์สปริง วันที่ 6 ธ.ค. 2026

สำหรับผู้ที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้

ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomena

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผน


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Quantitative Global Aggressive Hybrid มกราคม 2025: ปรับพอร์ตรับมือ ‘High Valuation Bull’ ด้วยกลยุทธ์ Barbell Approach

WealthGuru
Quantitative Global Aggressive Hybrid ปรับพอร์ตรับมือ 'High Valuation Bull' ด้วยกลยุทธ์ Barbell Approach

1.) Performance Review 2025

จากข้อมูลของ Finnomena Funds ณ วันที่ 16 Dec 2025

2.) Regime State ในปัจจุบัน

2.1) All World Index Regime State

แถบสีเขียวขวาสุดแสดงให้เห็นว่า Global Equity Regime ปัจจุบันยังคงสถานะ “Bull Market” อย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีการพักตัวช่วงต้นปี 2025 (โซนสีแดง) แต่ดัชนีสามารถดีดกลับทำ New High ได้ต่อเนื่อง

Implication: สัญญาณทางเทคนิคยืนยันว่า “โมเมนตัมยังอยู่” การถอนตัวออกจากตลาดหุ้นทั้งหมดจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง เราจึงต้องคงน้ำหนักในส่วน Aggressive Growth (Sector) เอาไว้เพื่อเกาะเทรนด์นี้ไปให้สุดทาง

2.2) Gold Regime State

กราฟ Gold Index ก็แสดงสถานะ “Strong Bull Regime” (แถบสีเขียว) ควบคู่ไปกับหุ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน

Implication: ปกติทองคำมักถูกมองเป็นแค่ตัวกันชน (Buffer) ที่อาจฉุดผลตอบแทนรวม แต่ในรอบนี้ Correlation ของ Momentum มาพร้อมกันทั้งหุ้นและทอง

3.) Bar Bell Strategy

ปัจจุบัน Global Equity Regime ยังคงอยู่ในทิศทาง “Bull Market” แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณ “High Valuation” ในหลายตลาดหลัก แม้ Momentum ของการเติบโต (Growth Outlook) จะยังคงมีอยู่ แต่ระดับราคาที่สูงขึ้นทำให้ Risk/Reward เริ่มตึงตัว

ในสภาวะที่ “จะถอยก็เสียโอกาส จะบุกเต็มตัวก็กลัวความสูง” ผมใช้ Quant Model และเพิ่มมุมมองส่วนตัวเข้าไป จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์สู่ “Barbell Strategy” (กลยุทธ์คานน้ำหนักสองขั้ว) เพื่อปิดความเสี่ยง Downside ในขณะที่ยัง Capture Alpha จาก Mega Trend ได้อย่างเต็มที่

4.) Portfolio Rebalancing Highlights

ผมยังคงยึดกรอบการบริหารแบบ Core & Satellite แต่ปรับน้ำหนักเพื่อตอบรับโจทย์ Barbell ดังนี้

1. Core Portfolio: Underweight (ปรับลดน้ำหนักลงเหลือ 25%)

  • Action: ลดสัดส่วน World Index ES-WDEQ และ Global Value Index SCBGVALUE(A) ลง
  • Rationale: การถือ Broad Market อาจให้ Upside ที่จำกัดเมื่อเทียบกับ Downside Risk เราจึงลดน้ำหนักส่วนนี้เพื่อกระจายเม็ดเงินไปยังส่วนที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่า (High
  • Growth) และส่วนที่ปลอดภัยกว่า (Deep Defense)

2. Satellite Portfolio: Aggressive Tilt (เพิ่มน้ำหนักเป็น 45%) เน้นการลงทุนใน Sector ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว (Idiosyncratic Risk) และ High Growth Story

  • Semiconductor & Global Tech: ยังคง Overweight เพื่อรับกระแส AI Infrastructure ที่ยังเป็นขาขึ้น
  • China Technology: เพิ่มสัดส่วนในฐานะ Value Play (Deep Valuation Discount) เพื่อหวัง Mean Reversion
  • Defense (DAOL-DEFENSE): ผมจัดวาง Position นี้เป็น “Growth with War Risk Hedge” คือมองเป็นหุ้นเติบโตจากงบประมาณความมั่นคงทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่

Hedge ความเสี่ยงสงคราม (War Risk) ไปในตัว หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง กองนี้จะช่วยพยุงพอร์ตได้สวนทางกับตลาดรวม

3. Hedging Portion: Maintain Defensive Wall (คงสัดส่วน 30%) ในขณะที่ข้างหน้าบุกหนัก ข้างหลังต้องแน่นหนา เราใช้สินทรัพย์ที่เป็น Uncorrelated Assets

  • Gold: ป้องกันความเสี่ยงหางเลข (Tail Risk) และภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • Market Neutral: สร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ไม่ขึ้นกับทิศทางตลาด เพื่อลด Portfolio Volatility โดยรวม

กลยุทธ์ Global Aggressive Hybrid ชุดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดขาขึ้นที่ราคาแพง (Expensive Bull) โดยการ “Selectivity” เลือกตัวเล่นที่เติบโตจริง และ “Protection” กันเงินสดส่วนหนึ่งไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย เป็นการสร้างสมดุลให้พอร์ตสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ แม้ในยามที่ตลาดมีความผันผวนสูงครับ

5.) Portfolio Composition Analysis: เจาะลึกโครงสร้างแบบ Barbell

เมื่อถอดรหัสพอร์ตโฟลิโอใหม่ตามลักษณะของสินทรัพย์ (Asset Style) เราจะเห็นภาพของกลยุทธ์ Barbell ที่ชัดเจนที่สุด โดยน้ำหนักการลงทุนถูกเทไปที่ “สินทรัพย์เติบโต” และ “สินทรัพย์ป้องกัน” ในขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นตลาด (Blend) ลงจนเหลือส่วนน้อยที่สุด เปรียบเสมือนด้ามจับของดัมเบลครับ

1. Growth Portion (35%) – ฝั่งรุกหวังผลเลิศ

  • สัดส่วนนี้ประกอบด้วยหุ้นกลุ่ม Technology, Semiconductor และ Defense
  • Role: ทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการสร้าง Alpha หรือผลตอบแทนส่วนเกิน โดยอาศัยแรงส่งจาก Mega Trends และ Story เฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรม

2. Defensive & Hedging Portion (55%) – ฝั่งรับและปราการหลัง

  • เราให้น้ำหนักรวมกันเกินครึ่งพอร์ต! แบ่งเป็น Defensive Stocks 25% (Healthcare, Global Value) และ Hedging 30% (Gold, Market Neutral)
  • Role: เป็นฐานที่มั่นสำคัญ เพื่อลด Drawdown ในยามตลาดผันผวน การมีสัดส่วนนี้สูงช่วยให้เรา “กล้าเสี่ยง” ในฝั่ง Growth ได้อย่างสบายใจขึ้น

3. Blend/Market Portion (10%) – ด้ามจับดัมเบล

  • เหลือสัดส่วนเพียง 10% ในกองทุนดัชนีทั่วโลก (Index World)
  • Role: คงไว้เพื่อรักษา Exposure กับตลาดโดยรวมเล็กน้อย แต่ลดบทบาทลงเพราะมองว่าการเคลื่อนไหวตามตลาด (Beta) อาจให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าความเสี่ยงเมื่อเทียบกับการเลือกราย Sector ในช่วงนี้

 

สัดส่วน 35% (Growth) : 10% (Blend) : 55% (Defensive+Hedge) สะท้อนปรัชญาการลงทุนแบบ “Aggressive yet Conservative” คือรุกฆาตในจุดที่แม่นยำ แต่ก็ไม่ลืมใส่เกราะป้องกันที่หนาแน่นครับ

Global Aggressive Hybrid Portfolio พอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกองทุนแบบ Active และ Passive กระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/guruport-hyb

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

บทความโดย WealthGuru สำหรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid ที่ Finnomena Funds เท่านั้น ข้อมูล ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2025


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทําให้ผู้ลงทุน ขาดทุนหรือได้รับกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | บางกองทุนลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299