แจ้งเตือน

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64)

FINNOMENA
กองทุนผลตอบแทนเด่น 12-18 มิ.ย. 2564

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64) กองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA
บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

1.10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64)

กองทุนผลตอบแทนเด่นประจำสัปดาห์ 12-18 june 2021

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564)

1.PRINCIPAL GCLOUD-A กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล คลาวด์ คอมพิวติ้ง ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.79%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.84%

2.K-GPE19A-UI กองทุนเปิดเค โกลบอลไพรเวทอิควิตี้ 19A

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.67% (19/04/64)

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): N/A

3.LHTPROP กองทุนเปิด แอล เอช ไทย พร็อพเพอร์ตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.02 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -2.40%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม : PRINCIPAL GCLOUD-A, K-GPE19A-UI, LHTPROP, LHPROP-I, SCBUSAP, SCBUSAA, M-Property, LHPROPINFRA-E, LHPROPINFRA-D, KF-GTECH

หมายเหตุ: ข้อมูลกองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

2. 10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (12 มิ.ย. – 18 มิ.ย. 64)

กองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ 12-18 June 2021

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.32 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) : +5.57 %

2.K-VIETNAM – กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +1.89 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +34.93 %

3.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.08 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +9.25 %

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RAK-VIETNAM, TMBGQG, TMBCOF,  K-CHINA-A(D), ONE-GECOM, PRINCIPAL VNEQ-AB-INNOTECH, K-CHINA-A(A), K-USA-A(A)

3. 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA : บน Social Media กองทุนไหนได้รับการพูดถึงมากที่สุด ? (12-18 มิ.ย. 64)

 เปรียบเทียบการพูดถึงบน social media 12-18 june 2021 เปรียบเทียบ 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ที่ได้รับการพูดถึงบน Social Media มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564

บนเว็บไซต์ FINNOMENA กองทุนยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดคือ ONE-UGG-RA และในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา  ONE-UGG-RA ก็เป็นกองทุนที่มีการพูดถึงมากที่สุดบน Social Media เช่นเดียวกัน โดยที่อันดับสองและสามคือ K-USA-A(A) และ K-CHINA-A(A)

เปรียบเทียบแต่ละ Channel 12-18 June 2021

 เปรียบเทียนแต่ละช่องทาง Social Media ที่มีการพูดถึง 10 อันดับกองทุนยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA มากที่สุด
ข้อมูลและวิเคราะห์โดยทีมงาน FINNOMENA ผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564

ขณะที่ในส่วนของช่องทาง Social Media จะพบว่า K-USA-A มีการพูดถึงบนช่องทาง Forum (เว็บบล็อค เช่น Pantip) มากที่สุด ขณะที่ช่องทางอื่นๆ จะเป็นกองทุน ONE-UGG-RA

หมายเหตุ
1.ข้อมูลบน Social Media ที่จัดเก็บได้แก่ Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Forum, News, Blog โดยในส่วนของ Facebook จะไม่นับรวมการพูดถึงบน Facebook Group

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

WealthGuru
5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

คุณอยากรู้พอร์ตของ Hedge Fund หรือไม่

คุณอยากรู้ไหม ว่านักวิเคราะห์คนไหนวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้องที่สุด

คุณอยากรู้มุมมองของ Hedge Fund Manager ต่อหุ้นแต่ละตัวไหม

ถ้าอยากรู้  www.tipranks.com พร้อมจะตอบให้คุณ

TipRanks ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ 2012 โดย Uri Gruenbaum และ Gilad Gat โดยพวกเขาร่วมมือกับ Roni Michaely ศาสตราจารย์ด้านการเงินที่ Cornell University

TipRanks ชนะการประกวด Finovate Spring ในปี ค.ศ 2012

Features ของ TipRanks มีอยู่มาก แต่ผมสามารถ Share สิ่งที่น่าสนใจบางส่วนได้

การวิเคราะห์ของหุ้นแต่ละตัว

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 1 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

สามารถดู Upside และ Rating ที่นักวิเคราะห์ให้ความเห็นไว้ว่าจะ Buy, Hold หรือ sell

เราสามารถ Drill Down ลงไปในนักวิเคราะห์แต่ละคนได้ว่าหุ้นที่เขาวิเคราะห์ไว้ มี % การถูกและผิดแค่ไหน

ตัวอย่างในรูปเป็นหุ้น Apple  มีนักวิเคราะห์ 2 คนคือ  Jeff Kvaal จาก Wolfe Research ให้ Rating SELL ส่วน Amit Daryanani จาก Evercore ISI ให้ Rating BUY  เราสามารถเข้าไปดูข้างในได้ ตัวอย่างตามรูป

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 2 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

จากรูปจะเห็น % ของ Success Rate และ Average Profit ของหุ้นที่วิเคราะห์ไว้ ถ้าดูในตามผลงานที่ผ่านมา Amit Daryanani ทำได้ดีกว่า Jeff Kvaal

ส่องผลงานของ Hedged Fund

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 3 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

ยกตัวอย่าง กองทุน Tiger Global Management LLC ที่เป็น Hedge Fund ชื่อดัง ถือหุ้นพวกนี้อยู่ แต่อย่างไรต้องเข้าใจว่า สัดส่วนหุ้นพวกนี้ เขารายงาน ณ วันที่ 31 Mar 2021 โดยจะต้องรายงานกับ ก.ล.ต ของที่อเมริกาเป็นรายไตรมาส ดังนั้นเราไม่สามารถรู้ต้นทุนที่แน่นอนได้

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 4 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

ส่องผลงานของนักวิเคราะห์

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 5 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

จะเรียงลำดับตามผลงาน และสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดข้างในได้

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 4: ส่องพอร์ต Hedge Fund ด้วย TipRanks

รูป 6 จาก TipRanks วันที่ 16 June 2021

TipRanks เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องศึกษาหุ้นแต่ละตัวให้ดี มิใช่จะซื้อตามที่นักวิเคราะห์บอกให้ซื้อ หรือ ซื้อตาม Hedge Fund Manager ที่เขาลงทุน

WealthGuru

อ่านบทความชุด 5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ ตอนก่อน ๆ

5 เว็บไซต์คู่ใจสำหรับการลงทุนต่างประเทศ I เว็บไซต์ที่ 5: Koyfin ดีและฟรียังมีอยู่จริง


**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/

อัตราเงินเฟ้อ…เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

MacroView
อัตราเงินเฟ้อ...เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

ข่าวคราวอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ เป็นที่สนใจของหลายท่านที่ติดตามว่า เฟดจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไป บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ

การประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนนั้น ได้เริ่มมีความเห็นว่าอาจจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2023 เลย ยิ่งทำให้ช่วงต่อไป ข่าวคราวเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะเป็นที่สนใจของหลายท่านที่ติดตามว่าเฟดจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไป บทความนี้ จะขอกล่าวถึงการคำนวณอัตราเงินเฟ้อว่าวิธีที่ได้รับความนิยมมีอะไรบ้าง และแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการคิดอัตราเงินเฟ้อที่ได้รับความนิยมมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ วิธี Consumer Price Index (CPI)  และ  Personal Consumption Expenditure (PCE) โดยวิธี CPI  ซึ่งจัดทำโดย Bureau of Labor Statistics (BLS) จะทำการวัดระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป จากการเช็กหรือตรวจสอบต้นทุนค่าครองชีพ หรือ Cost of Living ที่ออกจากกระเป๋าของคนอเมริกันโดยเฉลี่ย

ส่วน วิธี PCE ซึ่งจัดทำโดย Bureau of of Economic Analysis (BEA) จะทำการวัดระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป จากการเช็กหรือตรวจสอบราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างที่บริโภคโดยภาคครัวเรือน ไม่ว่าใบเสร็จดังกล่าว จะถูกจ่ายโดยใครก็ตาม หรือ ไม่ว่าจะมีใบเสร็จรับเงินหรือไม่ก็ตามที

ทั้งนี้ คาดกันว่า ในช่วงปลายปีนี้ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่วัดโดยวิธี CPI น่าจะสูงกว่าที่วัดโดยวิธี PCE ประมาณร้อยละ 1 จากการประเมินระดับอัตราเงินเฟ้อที่แตกต่างระหว่าง 2 วิธีดังกล่าว จากสินค้าในหมวดที่อยู่อาศัย รถมือสองกับรถบรรทุก และประกันสุขภาพ

หากพิจารณาให้ละเอียดลงไป จะพบว่า การคำนวณอัตราเงินเฟ้อด้วยวิธี CPI ให้น้ำหนักที่น้อยกว่าต่อระดับราคาของกิจกรรมอย่างการไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล และไปซื้อยาตามร้านขายยา เนื่องจากชาวอเมริกันสามารถดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าของตนเอง โดยประกันของนายจ้างและรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ อย่างไรก็ดี ตามวิธี PCE นั้น บริการประกันสุขภาพและไปซื้อยาตามร้านขายยา มีน้ำหนักต่อการคำนวณอัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 20 ของทั้งหมดในการวิเคราะห์ด้วยวิธี PCE

นอกจากนี้ การคำนวณอัตราเงินเฟ้อด้วยวิธี CPI ยังให้น้ำหนักที่น้อยกว่าเล็กน้อยต่อบริการทางการเงิน เนื่องจากไม่ได้คิดค่าบริการที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ในขณะที่วิธีการคิดเงินเฟ้อแบบ PCE คำนวณต้นทุนแฝงดังกล่าว อาทิ ผ่านการปล่อยเงินสดแช่ไว้ในบัญชีโดยไม่มีการจ่ายอัตราดอกเบี้ย

ในทางกลับกัน วิธี CPI ให้น้ำหนักที่มากกว่าต่อสินค้าในหมวดที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และน้ำมันสำเร็จรูป ในสัดส่วนที่มากกว่าวิธีการคิดเงินเฟ้อแบบ PCE นอกจากนี้ CPI  ยังให้น้ำหนักที่มากกว่าต่อการประกันด้านที่อยู่อาศัยและประกันรถยนต์มากกว่าวิธี PCE เนื่องจากใช้ในส่วนพรีเมี่ยมของประกัน  ไม่ใช่คิดจากมูลค่าที่บริษัทประกันจ่ายเมื่อได้รับความเสียหายที่ใช้ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อแบบ CPI นอกจากนี้ วิธี CPI ไม่ได้รวมประกันชีวิตในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนไม่ใช่เข้าข่ายหมวดบริการ

ที่สำคัญ วิธี CPI ให้น้ำหนักต่อหมวดรถมือสองและรถบรรทุกมากกว่าวิธี PCE เนื่องจากวิธี CPI ไม่ได้พิจารณาถึงราคาที่สูงขึ้นของรถมือสองที่ผู้บริโภคจะได้รับเงินเพิ่มเติม เมื่อขายให้กับดีลเลอร์

นอกจากนี้ PCE จะคำนวณเงินเฟ้อในบัญชีเช็คกิ้งจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ส่วน CPI ใช้ค่า Fee ในการคำนวณ ในส่วนของ CPI วัดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสำหรับเส้นทางการบินในเวลาที่แตกต่างกัน ส่วน PCE วัดโดยใช้การเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อผู้โดยสารต่อไมล์ที่เดินทาง

สำหรับจุดที่แตกต่างกันมากที่สุดสำหรับวิธีทั้งสอง มาจากการวัดราคาของการประกันสุขภาพ โดย CPI วัดจากจำนวนเงินที่ผู้บริโภคจ่ายตรงให้กับบริษัทประกัน ส่วน PCE วัดจากรายได้รวมที่ทางประกันได้รับ ในลักษณะเดียวกัน ค่าประกันสุขภาพสำหรับวิธี PCE ใช้การจ่ายพรีเมี่ยมแบบสุทธิหักด้วยมูลค่าการบริการที่ได้รับ ส่วนวิธี CPI วัดจากการพิจารณากำไรสุทธิหลังหักเงินปันผลของบริษัทประกัน

ความแตกต่างทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการวัดอัตราเงินเฟ้อในช่วงโควิด เริ่มจาก เดือนมกราคม 2020 ก่อนเหตุการณ์โควิดเล็กน้อย อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ที่ร้อยละ 2.3 ต่อปี ในขณะที่แบบ PCE ที่ร้อยละ 1.5 จากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ที่ร้อยละ 1.3 ต่อปี ในขณะที่แบบ PCE ที่ร้อยละ 1.4 แม้ว่าตามวิธี CPI ดูเหมือนว่าอัตราเงินเฟ้อชะลอลงมาก ทว่าวิธีที่ธนาคารกลางสหรัฐใช้มากกว่า คือ วิธี PCE

อัตราเงินเฟ้อ...เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ในช่วงโควิด ที่มา: BLS

อัตราเงินเฟ้อ...เฟดใช้วิธีใดในการวัดบ้าง

อัตราเงินเฟ้อแบบ PCE ในช่วงโควิด 

ทั้งนี้ การคำนวณแบบ CPI ให้อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงไม่มาก เมื่อเทียบกับวิธี PCE เนื่องจาก หนึ่ง วิธี CPI ใช้ภาคที่อยู่อาศัยซึ่งโดนกระทบเยอะในการคำนวณเงินเฟ้อ สอง CPI ใช้วิธีการวัดเงินเฟ้อในภาคประกันภัยจากอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ลดลงมาก และ สาม สำหรับวิธี PCE เงินเฟ้อที่วัดไม่กระทบมากในภาคประกันสุขภาพ เนื่องจากใช้เม็ดเงินการช่วยเหลือจากภาครัฐในการคำนวณด้วย

โดยเมื่อปี 2020 การที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งวัดโดย CPI ลดลงมาแบบค่อนข้างผันผวนมากกว่าเงินเฟ้อโดย PCE น่าจะทำให้ในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อแบบที่วัดโดย CPI น่าจะขึ้นมาแบบผันผวนมากกว่าที่วัดแบบ PCE เช่นกัน ซึ่งน่าจะส่งผลให้เฟดกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อน้อยกว่าคาดเล็กน้อย เนื่องจากชอบใช้วิธี PCE เป็นหลักมากกว่า

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/652716

Proof of Authority คืออะไร? มีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดอย่างไร?

Bitkub.com
Proof of Authority คืออะไร? มีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดอย่างไร?

เครือข่ายบล็อกเชนมีกลไกที่ทำให้ทั้งเครือข่ายสามารถเห็นพ้องและรับรองความถูกต้องร่วมกันได้เมื่อเกิดข้อมูลธุรกรรมชุดใหม่ โดยกลไกหรือระบบดังกล่าวเรียกว่า Consensus Algorithm หรือ “อัลกอริทึมฉันทามติ”

Consensus Algorithm นับเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้บล็อกเชนสามารถรักษาความปลอดภัย โปร่งใส และความน่าเชื่อถือเอาไว้ และยังเป็นปัจจัยที่ใช้จำแนกบล็อกเชนประเภทต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยระบบฉันทามติที่คุ้นเคยกันดีก็คือ Proof of Work และ Proof of Stake

แต่ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่ง Consensus Algorithm ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นก็คือ Proof of Authority

Proof of Authority คืออะไร?

Proof of Authority คือระบบฉันทามติที่อ้างอิง “ชื่อเสียง” ของผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator Node) ดังนั้น Node ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมบนบล็อกเชนประเภทนี้ จำเป็นต้อง “เปิดเผยตัวตน” ว่าเป็นใครหรือองค์กรอะไร

ซึ่งบล็อกเชนเป็นเครือข่ายที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าธุรกรรมที่ได้รับการยืนยันไป ใครเป็นผู้ยืนยัน และเป็นไปอย่างสุจริตหรือไม่ หากตรวจสอบย้อนหลังและพบการทุจริตหรือข้อผิดพลาด ผู้ที่ยืนยันธุรกรรมก็อาจสูญเสียชื่อเสียงได้

ทั้งนี้ การจะเป็น Validator Node บนบล็อกเชนประเภทนี้ได้ จำเป็นต้องได้รับตวามเห็นชอบจาก Validator คนอื่น ๆ บนเครือข่ายเสียก่อน ซึ่งรวมถึงการปลดออกจาการเป็น Validator ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจาก Validator คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

แนวคิดของ Proof of Authority เกิดขึ้นในปี 2017 โดย Gavin Wood ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และผู้ก่อตั้ง Polkadot เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา

ตัวอย่างบล็อกเชนที่ใช้ระบบ Proof of Authority ได้แก่ Microsoft Azure, Kovan (หนึ่งใน Testnet ของ Ethereum), และ VeChainThor เป็นต้น

Proof of Authority vs. Proof of Stake

Proof of Authority มีความคล้ายกับ Proof of Stake คือ เมื่อเกิดธุรกรรมขึ้นบนเครือข่าย ระบบจะสุ่มเลือก Node ขึ้นมาเพื่อให้ตรวจสอบธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ โดย Proof of Stake จะสุ่มเลือก Node ที่มีการล็อคเหรียญ (Stake) เข้ามาในเครือข่าย ยิ่งล็อคเหรียญมากก็มีโอกาสถูกเลือกมากขึ้น ในขณะที่ Proof of Authority ระบบจะสุ่มเลือกจาก Node ที่อยู่ในเครือข่ายโดยไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนเหรียญที่ถือครอง

ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของ Proof of Authority

ข้อได้เปรียบของบล็อกเชนแบบ Proof of Authority คือจำนวน Node ที่น้อยกว่าบล็อกเชนประเภทอื่น ๆ ดังนั้น ความเร็วในการตรวจสอบธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ขึ้นบนเครือข่ายจึงสูงกว่า

นอกจากนี้ การมีจำนวน Node ที่น้อยกว่า และต้องเปิดเผยตัวตน ทำให้การตรวจสอบย้อนหลังสำหรับกรณีที่เกิดการทุจริตขึ้นก็สามารถดำเนินการได้ง่ายกว่า ขณะเดียวกันก็สามารถประหยัดพลังงานในการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แม้ Proof of Authority จะได้เปรียบเรื่องความเร็วในการตรวจสอบธุรกรรมและความโปร่งใสของผู้ตรวจสอบ ระบบนี้กลับไม่ค่อยได้รับการยอมรับว่ามีความ Decentralized (กระจายศูนย์) เท่าไหร่นัก กลับถูกมองว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพของระบบแบบ Centralized (รวมศูนย์) ให้สูงขึ้นมากกว่า

อ้างอิง GeeksforGeeks, Coinhouse, Binance Academy

Bitkub.com

Bitcoin = ทองดิจิทัล !?

Coinman
Bitcoin = ทองดิจิทัล !?

บิทคอยน์นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเงินดิจิทัลที่เราสามารถใช้จ่ายหรือโอนหากันได้โดยที่ไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ (Peer-to-peer electronic cash) แต่ทว่า ทำไมบางกลุ่มถึงกลับมองว่ามันไม่เหมาะที่จะเป็นสกุลเงินที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน

ในบทความนี้ผมขอแชร์มุมมองที่บิทคอยน์นั้นอาจไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ผู้สร้างตั้งไว้ กลับกัน ด้วย condition ในปัจจุบันของมัน ผู้ใช้และตลาดเริ่มมองว่ามันจะมาแทนที่ทองคำ!

ทำไม Bitcoin ถึงไม่เหมาะกับการเป็นสกุลเงิน?

เราเห็นข่าวเกี่ยวกับร้านค้าต่าง ๆ เริ่มมารับบิทคอยน์ในการชำระเงินมากขึ้น ร้านรับเยอะจริง แต่เมื่อเรามีทางเลือกระหว่างใช้เงินบาทกับใช้บิทคอยน์ ทำไมคนถึงยังเลือกที่จะใช้เงินบาทจ่ายละ

ร้านค้าและธุรกิจยังเดินด้วยเงินบาท

แม้เราจะเห็นว่ามีร้านมากมายเริ่มรับการชำระเงินด้วยบิทคอยน์ แต่ส่วนมากนั้นรับเพื่อแค่เพิ่มช่องทางในการจ่ายเงินให้ลูกค้า หรือเรียกลูกค้าด้วยออฟชั่นจ่ายด้วยบิทคอยน์นั้นเอง โดยความเป็นจริงแล้ว ทางร้านนั้นต้องการเงินบาท ไม่ใช่บิทคอยน์ ส่วนมากบิทคอยน์ที่ได้รับมาจะถูกแปลงเป็นเงินบาททันที ทำไมนะหรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ของที่ซื้อมาขาย ซื้อมาด้วยเงินบาท ค่าจ้างพนักงาน เป็นเงินบาท ค่าน้ำค่าไฟ จ่ายเป็นเงินบาท เป็นต้น เพราะฉะนั้น ราคาสินค้าหรือเซอร์วิส ก็จะถูกตั้งโดยอิงกับต้นทุนเงินบาทนั้นเอง

Non-value added

ในเคสที่ธุรกิจยังอิงเงินบาทอยู่ เราอาจไม่เห็นค่อยประโยชน์ในการใช้บิทคอยน์จ่ายแทนเงินบาท แถมจะมีข้อเสียอีก มาดูกันนะครับ

1. จำนวนบิทคอยน์ที่จะใช้จ่ายจะไม่คงที่

ตัวอย่างเช่น ถ้าของมูลค่า 5,000 บาท เวลาเราจ่ายเงินด้วยบิทคอยน์ ร้านจะตีมูลค่าแลกเปลี่ยนของบิทคอยน์ต่อเงินบาท ณ เวลานั้น ให้เท่ากับ 5,000 บาท ดังนั้นจำนวนบิทคอยน์ ที่ใช้ชำระสินค้าจะไม่เท่ากันทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับราคาตลาด

อย่างไรก็ตาม ยังมีร้านบางส่วน (ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าหรือเซอร์วิสที่เกี่ยวของกับ Cryptocurrency อยู่แล้ว) ที่จะรับบิทคอยน์ด้วยมูลค่ามันจริง ๆ เช่น ขายซอฟแวร์มูลค่า 0.05 BTC โดยที่ไม่สนว่าตอนนั้นมูลค่าบิทคอยน์จะเท่าไรเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น

แต่สำหรับคนที่เอาไปใช้จ่ายแล้ว ถ้าทรัพย์สินที่มีมูลค่าและมีการเติบโตที่ดี เราก็จะเลือกที่จะลงทุนและเก็งกำไรมากกว่าที่จะนำมาใช้จ่ายรายวัน เราคงไม่คิดตัดทองบางส่วนไปชำระสินค้าใช่ไหมละครับ

2. แพงกว่าจ่ายด้วยเงินบาทโดยตรง

ปกติทางร้านจะใช้ 3rd party payment processor เป็นคนแลกเปลี่ยนบิทคอยน์กลับเป็นเงินบาทให้ หรือต่อให้ร้านไม่ใช้ ทางร้านก็ต้องเอาบิทคอยน์ไปแลก และรับความเสี่ยงของการแกว่งของราคาบิทคอยน์อีกด้วย ผลก็คือ พวกเราจะได้เรทที่ไม่ดีเวลาจ่ายเงิน (ทางร้านบวกเพิ่ม หรือ commission จาก 3rd party payment processor) เช่น ของราคา 5,000 บาท ถ้าเราจ่ายด้วยบิทคอยน์ เราลองคำนวณราคากลับแล้วอาจจะได้ประมาณ 5,100บาท เพราะฉะนั้น คนที่มีบิทคอยน์ส่วนมากจะเลือกที่จะแลกบิทคอยน์กลับเป็นเงินบาทตาม Exchange แล้วเอาเงินบาทมาใช้จ่าย จะคุ้มกว่ากันเยอะ

** การจ่ายด้วยบิทคอยน์จริง ๆ แล้วนั้นอาจจะช้าและแพงกว่าที่ทุกคนคิด ซึ่งปัญหาทางเทคนิคนี้อาจจะแก้ได้ในอนาคตโดยการใช้ Segwit + Lighting Network

3. มีทางเลือกชำระเงินที่ดีกว่า

การใช้บัตรเครดิตก็ยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยการที่เราสามารถเอาเงินในอนาคตมาจ่าย หรือทั้งได้คะแนนสะสมอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่เคยชินกับการใช้บัตรเครดิต ลังเลที่จะบิทคอยน์ชำระเงินซึ่งเปรียบเสมือนใช้เงินสดชำระเงินนั้นเอง

Bitcoin = ทองดิจิทัล

บิทคอยน์ในความคิดผมเป็นเสมือนทรัพย์สิน เช่น ทองคำมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วผมคิดว่าบิทคอยน์นั้นเป็น store of value ที่ไว้เก็บมูลค่าที่ดีกว่าทองด้วยซ้ำ

ทำไมนะหรอครับ? เรามาลองเปรียบเทียบกันนะครับ

สิ่งที่เหมือนกัน

Bitcoin = ทองดิจิทัล !?

  • เสกไม่ได้ และมีจำนวนจำกัด

ทองคำเราก็ต้องขุด บิทคอยน์เราก็ต้องขุด ทองนั้นมีปริมาณจำกัดในโลก บิทคอยน์ก็เช่นกัน ซึ่งต่างกับสกุลเงิน เช่น USD ที่ตั้งแต่ปี 1971 นั้นไม่ได้มีทองค้ำมูลค่าอีกแล้ว และในปัจจุบัน FED สามารถพิมพ์เงินออกมาได้โดยที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำประกัน

* การมีจำนวนจำกัดไม่ได้ทำให้ของมีมูลค่าขึ้นมา แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่ามันจะไม่เสียมูลค่าเพราะมีจำนวนเพิ่มในตลาดอย่างคาดการณ์ไม่ได้

  • คงทน

หนึ่งในเหตุผลที่ทองถูกนำมาใช้แทนค่าเงินในสมัยก่อนนั้นเป็นเพราะวัสดุที่มีความคงทน ไม่สึกหรอได้ง่าย (เมื่อเทียบกับ silver) และในขณะเดียวกัน สามารถหลอมได้ง่าย (เมื่อเทียบกับ platinum) สำหรับบิทคอยน์ ตัวเหรียญที่อยู่บน Blockchain นั้นไม่สามารถถูกทำลายได้

สิ่งที่บิทคอยน์ดีกว่า

Bitcoin = ทองดิจิทัล !?

  • มีปริมาณที่ชัดเจน

ถึงแม้ว่าทองจะมีจำนวนจำกัด แต่เราก็ไม่รู้ปริมาณที่แน่ชัด โดยที่ทุกปีนั้นจะมีทองที่ถูกขุดและเข้ามาในตลาดประมาณ 1-2% กลับกัน บิทคอยน์นั้นมีปริมาณที่แน่ชัด และเราสามารถคำนวณได้ว่าจะมีเหรียญที่ถูกขุดเข้ามาในตลาดเท่าไรในแต่ละปี

  • ความเป็นเจ้าของ

ถ้าจะซื้อเป็น paper gold แล้วเกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ มันก็อาจเป็นแค่กระดาษไม่มีค่าใบนึง หรือเราอาจจะต้องแย่งทองชิ้นเดียวกับอีกหลายคน (paper gold มีความเสี่ยงที่คนอื่นก็อาจจะมีใบจองทองชิ้นเดียวกับเรา) กลับกัน เราสามารถเป็นเจ้าของบิทคอยน์จริง ๆ โดยเก็บในกระเป๋าที่เราถือ Private key เอง

  • ความล่องตัวในการซื้อขาย (liquidity)

เมื่อเทียบกับกระบวนการในการขายทองคำแท่ง การขายบิทคอยน์นั้นง่ายกว่าและถูกกว่ากันมาก รวมทั้งการที่เราไม่ต้องพึ่งตัวกลางในการโอนด้วย อีกทั้งการซื้อและครอบครองบิทคอยน์ได้ง่ายกว่าทองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลนี้

  • ความปลอดภัยสูงกว่า และจัดเก็บได้ง่าย

การเก็บทองคำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องหาทั้งที่ปลอดภัยและกว้างเพียงพอที่จำเก็บมัน เก็บที่บ้านก็อาจไม่ปลอดภัย และเราก็ไม่ต้องการให้ใครรู้ถ้าเราเก็บทองจำนวนมากไว้ที่ไหน จะฝากเก็บก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ต่างจากบิทคอยน์ที่อยู่บน Blockchain และเราซึ่งมี Private key สามารถเข้าถึงบิทคอยน์ของเราได้ง่าย ๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนของโลก และไม่มีใครรู้ว่าเรามีบิทคอยน์เก็บไว้เท่าไหร่ (ถ้าเขาไม่รู้ Public address ของเรา)

* แถมยังมีความเสี่ยงจากการถูกรัฐอายัดทรัพย์สินด้วย แต่ถ้าเราเก็บไว้บน Blockchain ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถยึดเงินของเราไปได้

Safe Haven

ทองนั้นเป็นทรัพย์สินที่นักลงทุนนิยมมาใช้ประกันความเสี่ยง (hedge) ต่อการลงทุน หรือต่อวิกฤตต่างๆเช่น สภาวะเศษฐกิจถดถอย (recession) ความไม่มั่นคงทางการเมือง หรือสงคราม เป็นต้น ในเวลาเหล่านั้น การจะครอบครองทองคำแท่งจริง ๆ นั้นยากมาก ตรงกันข้าม เรายังสามารถเทรดและครอบครองบิทคอยน์ได้ไม่ยาก ที่สำคัญเราไม่มีปัญหาในการแสดงความเป็นเจ้าของ

ปิดท้าย

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนหันมามองว่าในระยะยาวแล้ว บิทคอยน์นั้นสามารถมาใช้แทนทองได้ ในตอนนี้บิทคอยน์มีมูลค่ารวมเท่ากับ $44 billions ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดทองที่มีมูลค่าถึง $8 trillions บิทคอยน์นั้นมีค่าเพียงแค่ 0.55% ของตลาดทอง

ถ้าเราคิดว่าบิทคอยน์นั้นสามารถเป็นทองดิจิทัลได้จริง มันก็แปลว่ายังมีที่เหลือให้บิทคอยน์โตอีกมาก (รวมถึงการแย่งส่วนแบ่งตลาดกับทองคำ) ยิ่งในปัจจุบันที่คนเริ่มให้ความเชื่อถือในเงินกระดาษสกุลหลัก ๆ น้อยลง และหันมาถือทองมากขึ้น ทำให้บิทคอยน์เติบโตได้ดีเพราะบิทคอยน์เป็นอีกทางเลือกนอกจากการถือทองนั้นเอง โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มที่จะเลือกทรัพย์สินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์มากกว่าทอง

สรุปแล้ว ผมคิดว่าบิทคอยน์อาจไม่ได้มาเป็นสกุลเงินที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน กลับกัน มันจะมาเป็นเหมือน Gold standard สำหรับเหรียญ Crypto อื่น ๆ และเป็นเสมือน Digital Gold ในโลกนี้ครับ

**ในวันนี้ปี 2021 กลับมาย้อนอ่านบทความนี้บิทคอยน์มีมูลค่ารวมเท่ากับ $0.75 trillions ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดทองที่มีมูลค่าถึง $10 trillions บิทคอยน์นั้นมีค่าเพียงแค่ 7.5% ของตลาดทอง

Coinman

ที่มาบทความ: https://coinman.co/2017/07/22/bitcoin-currency-or-gold/

Morning Brief 18/06/2021 “ราคาทองคำร่วงหลุด $ 1,800 หลัง FED ส่งสัญญาณนโยบายเข้มงวด” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/06/2021

ราคาทองคำร่วงหลุด $ 1,800 หลัง FED ส่งสัญญาณนโยบายเข้มงวด

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -210.62 จุด (-0.62%) S&P500 -1.84 จุด (-0.04%) Nasdaq +121.67 จุด (+0.87%) Small Cap 2000 -24.22 จุด (-1.05%) VIX index อยู่ที่ 17.75 (-2.2%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +6.38 จุด (+0.15%) Dax เยอรมัน +17.1 จุด (-0.12%) CAC 40 ฝรั่งเศส +13.61 จุด (+0.21%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 18 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในทิศทางบวก ขณะที่ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงปรับตัวบวกเล็กน้อย และ SET Index ปิดตลาด 17 มิ.ย. 64 1,617.65 จุด (-0.44%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 18 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,778.55 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 26.145 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 70.69 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 72.72 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 18 มิ.ย. 2564) Bitcoin 37,739.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,351.61 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 351.44 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.301721 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคาทองคำร่วงหลุด $ 1,800 ติดลบกว่า 4% หลัง FED ส่งสัญญาณนโยบายเข้มงวด ในการเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2023 ซึ่งนักวิเคราะห์ของ UBS คาดการณ์ราคาทองคำมีโอกาสลงถึงระดับ $ 1,600

ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ของสหรัฐประกาศล่าสุดอยู่ที่ 412,000 ตำแหน่ง โดยตลาดคาดการณ์ 360,000 ตำแหน่ง

ดัชนีราคาบ้านในฮ่องกงปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 185.68 จุด จากนักลงทุนชาวจีนเข้าซื้ออสังริมทรัพย์ในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง โดยระดับประชากรที่มีบ้านพักอาศัยเป็นของตัวเองในฮ่องกงอยู่ที่ประมาณ 50%

ย้อนรอย Taper Tantrum (การปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE) เมื่อ Fed ปรับลด QE ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดการ Panic โดย MCSI World ปรับลดลง 7.4% MCSI China ปรับลดลง 16.92% Gold ปรับลดลง 12.38%

ไบเดน มีแผนคุยกับผู้นำจีน ท่วมกลางความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ โดยล่าสุด FCC (คณะกรรมการดูแลความปลอดภัยดเนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ) ประกาศเพิ่มมาตราการแบนบริษัทจีนทั้ง HUAWEI และ CTE

ByteDance เจ้าของแอพ TikTok ประกาศรายได้อยู่ที่ 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตเติบสูงถึง 111% โดยในปี 2020 มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นมากทะลุ 1,900 ล้านคนทั่วโลก

กรมบังคับคดีประกาศในปีงบประมาณที่แล้วมีคดียึดทรัพย์พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 227,000 คดี มูลค่าประมาณ 370,000 ล้านบาท

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 3,058 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,599 จากในเรือนจำ 459 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 22 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 4,094 ราย หายป่วยสะสม 148,984 ราย โดยวันที่ 16 มิย. มีผู้มีวัคซีน 222,967 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 166,528 โดส เข็มที่ 2 56,439 โดส

The Opportunity

ARKW (ARK Next Generation Internet ETF) ลงทุนในนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ประกอบไปด้วย  Big Data & Artificial , Cloud Computing & Cyber Security , Social Platforms & Digital Media , Internet of Things , E-Commerce และ Blockchain สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรก คือ Tesla 9.85% Shopify INC 5.27% Twitter INC 4.8% Square INC 4.6% และ Teladoc Health INC 4.49% โดยกองทุน WE-CYBER และ TMB-ES-INTERNET เป็นกองทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นถึงกลาง สามารถทะยอยสะสมเพื่อลงทุนใน ARK Next Generation Internet ETF

จัดกลุ่มกองทุนรวม REIT และ Infrastructure มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

เด็กการเงิน DekFinance
จัดกลุ่มกองทุนรวม REIT และ Infrastructure มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

จัดกลุ่มกองทุนรวม REIT และ Infrastructure มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย. 2021
ที่มา: เพจเด็กการเงิน DekFinance

[ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน]

การจัดกลุ่มของเด็กการเงิน วันนี้เข้มข้นไม่แพ้การจัดกลุ่มอื่น ๆ เลย กองทุนรวม REIT และ Infrastructure มีมากมายจริง ๆ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 85-90 กองทุน วันนี้เรารวมมาให้เข้าใจก่อนคัดเลือกเข้าพอร์ตกันนะ

ซึ่งต้องขอบอกว่าถ้าไม่มี COVID-19 การลงทุนผ่านกองทุนรวม REIT นี้ค่อนข้างให้ yield ที่ปลอดภัย โดยบางกองเคยทำได้ 10-12% ต่อปีเลยทีเดียว แถมบางคนคิดว่ามั่นคงกว่าหุ้นเสียอีกเพราะได้รายได้มักจะคงที่

อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวจากวิกฤต ก็ทำให้กองทุนรวม REIT และ Infrastructure ในแต่ละประเทศมีการฟื้นตัวที่ต่างกัน จะเห็นได้ชัดว่าประเทศที่มีการกระจาย Vaccine ที่รวดเร็วกว่าอย่าง USA, UK และ EUROPE ราคาของ REIT จะกลับขึ้นมาได้ก่อน

ส่วนกองทุนในทวีปเอเชีย และประเทศไทยนั้นจะกลับมาได้ช้ากว่า (หรือนี่คือโอกาสของการลงทุนระยะกลาง/ยาว?) กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานก็เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการใช้งานทรัพย์สินมากน้อย เช่น ค่าผ่านทาง ค่าใช้สัญญาณโทรศัพท์ เป็นต้น

ส่วนการลงทุนในประเทศ/ภูมิภาคไหนดีมีปัจจัยสองอย่างในช่วงนี้คือ จำนวนผู้ฉีดวัคซีน และนโยบายเปิดประเทศให้ชีวิตของคนกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว กองทุนรวม REIT และ Infrastructure ทั้งออฟฟิศ โรงแรม ตึกพาณิชย์ warehouse ล้วนต้องการรายได้จากค่าเช่าเป็นหลัก และเมื่อเศรษฐกิจดี เงินเฟ้อเติบโต รายได้จากค่าเช่าก็สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

มาดูข้อดีของการลงทุน REIT ผ่านกองทุนรวม ดีกว่าการลงทุนรายหลักทรัพย์เองคือ:

1. มีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องREIT คอยดูแลพอร์ตการลงทุนและเลือกสินทรัพย์ให้

2. บางหลักทรัพย์มีอายุสัญญาจำกัด ทำให้อายุของสินทรัพย์ลดหรือมีการลดทุนได้ ผู้จัดการกองทุนจะช่วยดูส่วนนี้ให้

3. ไม่ต้องติดตามตลาดมาก

ส่วนการเลือกกองปันผลหรือไม่ปันผลนั้น อยู่ที่ความต้องการใช้เงินเลยนะ

การแบ่งประเภทของกองทุนรวม REIT ของเด็กการเงินทำได้ดังนี้

1. ศึกษานโยบายการลงทุนจาก Factsheet และประเภทของกองทุนรวมตามสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) จัดออกมาได้ 3 ประเภทหลัก ๆ คือ

a. Fund of Property fund – Thai ลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REIT กองทุน Infrastructure ที่เน้นลงทุนในประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV (มีการลงทุนในต่างประเทศ น้อยกว่า 20% ของ NAV) ตัวอย่างกองทุน เช่น LHTPROP

b. Fund of Property fund – Thai and Foreign ลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REIT กองทุน Infrastructure ที่ลงทุนในต่างประเทศบางส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 20% แต่ไม่เกิน 80% ของ NAV ตัวอย่างกองทุน เช่น PRINCIPAL-IPROP

c. Fund of Property fund – Foreign ลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REIT กองทุน Infrastructure ที่เน้นลงทุนในต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ตัวอย่างกองทุน เช่น TGREIT

2. จำแนก Geographical Focus ของแต่ละกองทุน โดยเริ่มนโยบายการลงทุนทั้ง ลงทุนตรงในหลักทรัพย์ และลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศ ดังนี้

i) ประเทศไทย

ii) ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

iii) ภูมิภาคเอเชีย

iv) ประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น

v) ภูมิภาคยุโรป

vi) ภูมิภาคอเมริกา

vii) ลงทุนทั่วโลก (Global)

เพิ่มเติม กองทุนหลักที่พบได้บ่อยใน Global REIT fund มีดังนี้ (จะได้จัดพอร์ตไม่ซ้ำ)

Janus Henderson Horizon Global Property Equities Fund

K-GPROP-A(A), K-GPROP-A(D), KFGPROP-A, KFGPROP-D, KT-PROPERTY และ KT-PROPERTY RMF

B&I Global Real Estate Securities Fund

IREITG, IREITPVD, LHPROPG-A, LHPROPG-D (D), LHPROPG-E และ TGREIT

เท่านี้ เราก็ได้การจัดกลุ่มกองทุน REIT และ Infrastructure เบื้องต้นแล้วนะ ขอบอกก่อนว่านี่เป็นการจัดกลุ่มโดยเด็กการเงินเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น หากตกหล่นหรือมีอะไรเสนอแนะ แจ้งเราได้เลยนะครับ

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/176375807713224

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลของกองทุนรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนรวม โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้ขายหน่วยลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนเหล่านี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ราคาทองคำร่วงหนัก หลุด $1,800 หลัง Fed ส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวด

FINNOMENA Reporter
News Update: ราคาทองคำร่วงหนัก หลุด $1,800 หลัง Fed ส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวด

ราคาทองคำร่วงลงต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เร่งดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ท่ามกลางการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับตลาดแรงงานและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

โลหะร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ในวันพฤหัสบดี เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่า หลังจากประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มหารือเกี่ยวกับการปรับลดการซื้อพันธบัตร 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังเปิดเผยการคาดการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสองครั้งภายในสิ้นปี 2566 ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อทองคำ โดยราคาทองคำแท่งปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 5 เดือนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทะลุผ่านระดับแนวรับที่สำคัญหลายระดับ รวมถึงการร่วงลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA) 100 วัน

Giovanni Staunovo นักวิเคราะห์จาก UBS Group AG กล่าวว่าเรามีมุมมองที่เป็นลบต่อทองคำ โดยคาดว่าราคาทองคำจะลดลงมาอยู่ที่ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า 

ด้าน Naeem Aslam หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดของ AvaTrade กล่าวในรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ขณะนี้ทองคำมีความน่าสนใจลดลงและหากราคายังคงต่ำกว่า 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทองคำอาจเสี่ยงต่อการเทขายอย่างรุนแรง

ราคาทองคำแท่งร่วงลงอย่างต่อเนื่องหลังจากการประชุมเฟดสองวัน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ทองคำสูญเสียความแวววาวไปเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น รวมถึงพันธบัตรที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับประโยชน์ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทองคำ

ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ลดลง 1.7% สู่ระดับ 1,780.84 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 10:46 . ตามเวลานิวยอร์ก ราคาเงิน แพลตตินั่ม และพาลาเดียมก็ลดลงเช่นกัน ในขณะที่ Bloomberg Dollar Spot Index เพิ่มขึ้น 0.4%

หุ้นของบริษัทขุดทองคำชั้นนำอย่าง Newmont (NEM), AngloGold Ashanti (AU) และ Barrick (GOLD) ต่างก็ลดลงในเช้าวันพฤหัสบดีเช่นกัน เช่นเดียวกับกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ เช่น SPDR Gold Shares (GLD) และ VanEck Vectors Gold Miners ETF (GDX)

ที่มา: Bloomberg, CNN

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ระวังกลลวงชักชวนให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคล โดยอ้างนำไปลงทุนกองทุนรวมกับ FINNOMENA

FINNOMENA
ระวังกลลวงชักชวนให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคล โดยอ้างนำไปลงทุนกองทุนรวมกับ FINNOMENA

เนื่องด้วยมีผู้ไม่ประสงค์ดีใช้ชื่อบริษัทและโลโก้ของ FINNOMENA เพื่อแอบอ้างใช้ในการฉ้อโกง ประสงค์ต่อทรัพย์ของลูกค้า ตลอดจนผู้ที่ติดตาม FINNOMENA

ทาง FINNOMENA Group จึงขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ทาง FINNOMENA ไม่มีนโยบายในการชักชวนให้ทำธุรกรรมด้านการลงทุนในกองทุนรวมผ่านการโอนเข้าบัญชีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะใช้วิธีการหักเงินจากการผูกบัญชีอัตโนมัติที่ท่านได้ผูกไว้กับทาง FINNOMENA เท่านั้น

ทั้งนี้ FINNOMENA ขอแจ้งให้ทราบว่าทางเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการธุรกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้นำชื่อ FINNOMENA ไปแอบอ้างและประสงค์จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคลดังกล่าวอย่างถึงที่สุด

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะซื้อขายกองทุนรวมกับ FINNOMENA ต้องทำธุรกรรมบนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA เท่านั้น โดย FINNOMENA เป็นบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจาก ก... และอยู่ภายใต้โครงการ “5 ขั้นมั่นใจลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนของคุณจะได้รับการดูแลโดยผู้เก็บรักษาทรัพย์สินเช่นเดียวกับการซื้อกองทุนรวมจากธนาคารโดยตรง

นอกจากนี้ ผู้แนะนำลงทุนอิสระที่เป็นตัวแทนของ FINNOMENA นั้นก็เป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจาก ... เท่านั้น ผู้ลงทุนจึงสามารถใช้บริการกับทาง FINNOMENA ได้อย่างมั่นใจ                                                               

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ผ่านทาง LINE : @FINNOMENAPORT หรือโทร 02-026-5100 (เวลา 09.00 – 17.00 . วันจันทร์วันศุกร์)

Quantable Researcher Podcast Ep24 : เข้าซื้อด้วยวิธีไหน ให้ออกด้วยวิธีนั้น พิสูจน์แนวคิดนี้กันใน Quantable Researcher

Zipmex


Quantable Researcher Podcast Ep24 : เข้าซื้อด้วยวิธีไหน ให้ออกด้วยวิธีนั้น พิสูจน์แนวคิดนี้กันใน Quantable Researcher

มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนถูกสอนตาม ๆ กันมาเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการพิจารณาเข้าลงทุน คือหากเข้าซื้อด้วยแนวคิดไหน ควรพิจารณาออกด้วยแนวคิดนั้น เช่น การซื้อเพราะปัจจัยพื้นฐานดี เวลาจะขายก็ควรใช้ปัจจัยพื้นฐานในการวิเคราะห์ หรือการจะเข้าซื้อด้วยเทคนิคอล เวลาออกก็ต้องใช้เทคนิคอล จะใช้ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้ เพราะผิดหลักการ ฟังดูก็เหมือนจะ Make Sense ดี จึงไม่มีใครสงสัยและหาคำตอบกันเท่าไหร่ อีกคำสอนหนึ่ง อันนี้ระบุเจาะจงลงไปอีก นั่นก็คือ หากเข้าซื้อด้วยเครื่องมือชนิดไหน เวลาขายก็ไม่ควรใช้เครื่องมือชนิดอื่น เช่นจะซื้อหุ้นกลุ่มโรงแรมด้วยการใช้ MACD ตัดศูนย์ เวลาจะขายออกก็ต้องใช้ MACD เช่นกัน จะใช้เส้นค่าเฉลี่ยหรือเครื่องมือไม่เหมาะสมเพราะมีแนวคิดคนละอย่างกัน ก็ฟังดู Make Sense อีกนั่นแหละ

แต่สำหรับ Quantable EP นี้ของเราจะมาพิสูจน์ในเบื้องต้นกันว่าแนวคิดนี้ ใช้ได้จริงหรือบางทีอาจจะมีอะไรที่ดีกว่าก็ได้

เข้าด้วยเครื่องไหน ไม่จำเป็นต้องออกด้วยเครื่องนั้น

หากจะลงในรายละเอียดให้ลึกจริง ๆ เกี่ยวกับการใช้เทคนิคอล เครื่องมือที่ต่างชนิดกันสามารถมาใช้ร่วมกันได้ ใช้พร้อมกันได้ และใช้สลับกันได้ แม้แต่ละตัวจะคำนวณแตกต่างเพราะมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน แต่ทั้งหมดก็เพื่อวัดและจับพฤติกรรมบางอย่างของสินทรัพย์ชนิดนั้น นั่นทำให้เราคิดว่าในตอนที่ราคามีสัญญาณซื้อหรือ Buy Signal กับตอนที่มีสัญญาณขายหรือ Sell Signal ราคาสินทรัพย์อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งอาจมี Anomaly บางอย่างในแต่ละรอบของราคาที่เปลี่ยนไป นั่นทำให้การใช้เครื่องมือคนละชนิดกันระหว่างตอนซื้อกับตอนขาย น่าจะพอทำได้ ไม่เลวร้ายอะไร ซึ่งจากการตั้งข้อสังเกตตรงนี้จึงเป็นที่มาของสมมติฐานต่อไปนี้ครับ

Buy Signal ด้วยการทะลุกรอบราคา Donchian Channel 20 Day

เราจะซื้อ Bitcoin ด้วยสัญญาณจากกรอบราคา Donchian 20 วัน ช่วงเวลาที่ทดสอบตั้งแต่ 1/1/2015 -14/6/2021 น้ำหนักการลงทุนคือ 100% ใน Bitcoin ไม่ได้มีการกระจายพอร์ต เอาแบบตัวเดียวเน้น ๆ กันไปเลย ส่วนสัญญาณขายจะใช้ 4 สัญญาณง่าย ๆ

  1. Donchian Channel 20 วัน
  2. MACD Cross 0
  3. RSI Cross 50
  4. EMA 5 Cross 10

พูดง่าย ๆ คือซื้อสัญญาณเดียวกัน แต่มีสัญญาณขายที่แตกต่างกัน ซึ่งจากที่ดูสัญญาณขายทั้ง 4 บางตัวจะเร็ว บางตัวจะให้สัญญาณที่ช้ากว่าแต่น่าจะเก็บแนวโน้มชุดนั้นได้ยาวกว่า แต่สัญญาณที่ Sensitive กว่าอาจจะมีรอบที่มากกว่า การทบต้นก็เร็วกว่าเพราะเมื่อขายออกมาแล้ว เมื่อมีสัญญาณซื้ออีกจากการทะลุกรอบราคา 20 วันก็สามารถกลับเข้าไปซื้อได้อีกครั้ง โดยที่ผลลัพธ์และคำตอบของคำถามเราอยู่ในตารางด้านล่างนี้แล้ว

Buy Signal ด้วยการทะลุกรอบราคา Donchian Channel 50 Day

เพื่อเป็นการคอนเฟิร์มแนวคิดอีกครั้ง เราจึงมีการทดสอบด้วยสัญญาณซื้อที่ช้าลงไปหน่อย คือระดับราคาสูงสุดในรอบ 50 วัน ส่วนเงื่อนไขอื่น ๆ เหมือนเดิมทุกประการ ลองไปดูผลการทดสอบย้อนหลังกันดูครับ

ภาพประกอบสัญญาณการซื้อขาย

จากภาพประกอบสัญญาณการซื้อขายของแต่ละเครื่องมือจะมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน บางทีเครื่องมือที่ Sensitive ก็จะให้สัญญาณที่เร็วเกินไปหากรอบนั้นราคามีการขึ้นยาว ๆ ทำให้เราจะต้องกลับมาซื้อในราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และ Reward to Risk ก็จะต่ำลงตลอดทางเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เครื่องที่ช้าหน่อย เวลาราคาลงเร็วและรุนแรงอาจจะให้สัญญาณการออกที่ไม่ทันการจนเกิด Max DD% ขนาดใหญ่ขึ้นได้

สรุปผลการทดสอบ

การเข้าด้วยเครื่องมือชนิดหนึ่งและออกด้วยเครื่องมือเดิมหรือเครื่องมือชนิดอื่น ๆ ให้ข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน เพราะในการลงทุนไม่ใช่ทุกคนจะต้องการกำไรสูงสุด (CAGR มากที่สุด) แต่อาจจะมองในเรื่องกำไรต่อความเสี่ยงที่เหมาะสม มองในเรื่องกำไรโดยเฉลี่ย/ขาดทุนโดยเฉลี่ย หรือมองที่ Max DD% นั่นทำให้เราสามารถเลือกเครื่องมือที่น่าจะตอบโจทย์ทางการเงินของเรามากที่สุด เพราะผลจากการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้เครื่องต่างชนิด ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในบางเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนคนนั้นออกแบบพอร์ตของตัวเองเอาไว้อย่างไรครับ

ทุกคำสอนต้องผ่านพิสูจน์ก่อนนำไปใช้จริงเสมอ

รายการ Quantable ของเราเน้นย้ำอยู่ตลอดเรื่องการพยายามศึกษาและทดสอบทฤษฎีอะไรก็ตามที่ได้ยินได้ฟังต่อ ๆ กันมา เพื่อให้เรามีความเข้าใจอย่างแท้จริงของที่มาจากแนวคิดต่าง ๆ จะได้นำไปต่อยอดได้ ในขณะเดียวความเข้าใจที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น เราจะได้ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าแลกกับประสบการณ์ร้าย ๆ ที่ไม่ควรต้องพบเจอ ทั้งยังเลี่ยงได้ด้วยการค้นคว้ามากขึ้นอีกนิดครับ

ZIPMEX


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP4: Apple จากมือถือ สู่ Platform IoTs ในชีวิตประจำวันของผู้คน

BottomLiner
มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP4: Apple จากมือถือ สู่ Platform IoTs ในชีวิตประจำวันของผู้คน

บริษัทประกาศรายได้ไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้น +54% YoY อยู่ที่ 89,580 ล้านดอลลาร์ รายได้ฝั่ง Product สูงขึ้น +62% ส่วนในฝั่ง Services ก็ไม่แพ้กันโต +27% รวมทั้ง EPS อยู่ที่ 1.4 ดอลลาร์ (Consensus 0.98)

เรามาทำความเข้าใจหุ้น แบบไม่เพ้อฝัน ตรงไปตรงมา ผ่านรายได้ของ Apple เพราะบริษัทใหญ่ขนาดนี้ ธุรกิจใหม่ ๆ กว่าจะ impact งบได้ ต้องใช้เวลา

รายได้ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก

ส่วนแรก Product ประกอบด้วย

iPhone เป็นส่วนที่มีรายได้มากที่สุด (54% ของรายได้ทั้งหมด)

Mac (10%)

iPad (9%)

Wearables, Home และ Accessories (9%) รายได้ของ Apple Watch, AirPods และ Beats จะถูกบันทึกในส่วนนี้

ส่วนที่สอง Services

รายได้ฝั่งนี้จะประกอบด้วยการทำธุรกรรมต่าง ๆ และการสมัครสมาชิกแบบ Subscription ที่เกิดขึ้นผ่าน App Store, Apple Care, Apple Pay, Apple TV+ และ Apple Music

รายได้ของ Apple

FY 2018 : 265,595 ล้านดอลลาร์

FY 2019 : 260,174 ล้านดอลลาร์

FY 2020 : 274,515 ล้านดอลลาร์

ราคาหุ้นของ Apple อยู่ที่ 134 ดอลลาร์ และ Market Cap สูงถึง 2.26 ล้านล้านดอลลาร์

S Curve ที่สำคัญของบริษัท

ขอแบ่งรายได้หน่อยนะ ไหน ๆ คุณก็อยู่บน Ecosystem ของเรา …

Apple กำลังดันรายได้ในรูปแบบ Subscription เช่น Apple Care, Apple TV และยังเก็บ 30% ของรายได้ที่เกิดจาก App Store (หากคุณซื้อไอเทมในเกม รายได้นั้นจะต้องแบ่งให้ Apple 30%) เมื่อยอดขาย iPhone เริ่มเข้าสู่ทางตันด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าบางกลุ่มได้ และ Product Life Cycle ก็นานขึ้นด้วย เพราะเป็นการแก้ปัญหา iPhone ขายมากขึ้นกว่านี้ไม่ค่อยได้และขึ้นราคาก็ไม่ดี ทำให้บริษัทหันมาดันรายได้ทางฝั่ง Services แทน

Apple Car

ขึ้นชื่อว่า Apple ทำอะไร คนก็ซื้อ ดังนั้นหาก Apple Car สามารถผลิตและใช้งานได้จริงจะทำให้เหล่าสาวกซื้อมาใช้อย่างไม่ลังเล แต่ความเป็นไปได้ก่อนยังไม่ชัดเจน เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าว Apple เตรียมจับมือกับ Hyundai และ Kia เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ แต่ดีลนี้ได้ล่มไปแล้ว ก็ต้องรอดูว่า Apple จะหา Partner เพื่อมาช่วยพัฒนา Apple Car ให้เกิดขึ้นได้จริงไหม

Chip M1

Mac และ iPad เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากจากล็อกดาวน์ เนื่องจากเกิดปรากฎการณ์ Work from home และ Learn from home กันแทบจะทั้งโลก หากคุณคิดว่า effect ตรงนี้จะหมดไป คุณคิดถูก แต่ทาง Apple ได้ปฏิวัติวงการ ด้วยการ เปิดตัว Chip M1 โดยไม่ต้องพึ่งพา Intel และ AMD อีกต่อไป !!

M1 ที่เพิ่งเปิดตัวทำให้ยอดขายไตรมาสล่าสุดโตกระฉูด และ Apple สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก แถมยอดขายในจีนเติบโตสูงขึ้น +8.97% YoY และบอกได้เลยว่า คนรอ gen 2 อยู่อีกเยอะครับ

ความเสี่ยงที่น่าระวังหน่อย

Apple กำลังเริ่มถูกสอบสวนกรณีผูกขาดการแข่งขันและการค้า จากสมาชิกสว.ของสหรัฐ และประเด็นที่ถูกพูดถึงก็เป็นเรื่องส่วนแบ่ง 30% จากรายได้การขายของบน App Store โดยผู้บริหารของ Spotify Tinder และ Tile เป็นผู้ขึ้นให้การในมุมมองที่ถูกเอาเปรียบ

ก่อนหน้านี้ Apple ก็เคยถูกฝรั่งเศสปรับเงินไปราว ๆ 1,200 ล้านดอลลาร์ จากประเด็นผูกขาดทางธุรกิจโดยถูกจับได้ว่าไปเจรจากับตัวแทนจำหน่ายเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันเรื่องการตั้งราคาทำให้คู่แข่งรายอื่นและผู้บริโภคเสียประโยชน์

และมีความเสี่ยง de-rating valuation หาก maintain growth ไม่ได้ (เดิม เทรดแถว PE 10x กว่า ๆ อยู่พักใหญ่)

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4488740991141000

อ่านบทความชุด มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? ตอนก่อนหน้า

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP 1: Google ผู้เป็นอาจารย์ของคนทั้งโลก

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP2: Microsoft เจ้าพ่อธุรกิจแพลตฟอร์มระดับโลก

มนต์ขลัง FANGMAN หมดแล้วจริงหรือ? EP3: Facebook โซเชียลเน็ตเวิร์คที่เชื่อมคนทั้งโลก

เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย ทองคำจะลงจริงหรือ?

Intergold
เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย ทองคำจะลงจริงหรือ?

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมสถาบันการเงินระดับโลก ถึงเรียกทองคำว่าเป็น Inflation Hedge หรือ แปลเป็นไทยได้ว่า สินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันเงินเฟ้อ

มาครับ ผมจะเล่าให้ฟัง หลายคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าพอเงินเฟ้อมา เฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) ก็จะขึ้นดอกเบี้ย แล้วพอขึ้นดอกเบี้ย หลายคนเข้าใจว่ามันจะส่งผลลบต่อราคาทองคำ อ่าว คราวนี้มันก็เลยเป็นที่ตั้งข้อสงสัยกัน ว่าแบบนี้เงินเฟ้อมา ทองคำก็ต้องเป็นขาลงสิ เพราะเดี๋ยวเค้าจะขึ้นดอกเบี้ย

บทความนี้หากทุกท่านได้อ่านจนจบ เชื่อว่าคงได้เข้าใจระบบการเงินทุกวันนี้มากขึ้น และจะได้ไข้ข้อสงสัยกันครับ ว่าทองคำเป็น Inflation hedge จริงรึเปล่า?

เริ่มจากทำความเข้าใจกันก่อนว่าทองคำมันไม่ชอบดอกเบี้ยขาขึ้นจริง ๆ ครับ แต่มันไม่ได้หมายถึงดอกเบี้ยที่เฟดขึ้น มันหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงขี้นต่างหาก พูดให้ถูกก็คือ ทองคำไม่ชอบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นขาขึ้น แต่ชอบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นขาลงครับ

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = อัตราดอกเบี้ย ณ ปัจจุบัน – อัตราเงินเฟ้อ

จากด้านบนเราจะเห็นว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อคงที่ จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก แบบนี้ทองจะโดนทุบครับ หรือหากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 1% แต่อัตราเงินเฟ้อ +2% แบบนี้เท่ากับว่าอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงเท่ากับ -1% แบบนี้ส่งผลบวกต่อราคาทองคำครับ

เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย ทองคำจะลงจริงหรือ?

เส้นสีฟ้าคืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เส้นสีแดงคือราคาทองคำ

จากภาพเราจะเห็นแล้วว่าเส้นสีแดงและเส้นสีฟ้า มันมักจะวิ่งสวนทางกันเป็นส่วนใหญ่เลยครับ ดังนั้นเราจึงได้ข้อสรุปว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อจริง ๆ หากเงินเฟ้อรุนแรง ต่อให้ขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองก็ยังขึ้นอยู่ดีครับ แต่มันจะดีมาก ๆ หากเงินเฟ้อมาแล้วดอกเบี้ยไม่สามารถขึ้นตามได้หรือไม่ขึ้นเลย แบบนี้ทองคำบินแน่นอนครับ

เทรดเดอร์อินเตอร์โกลด์

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มิ.ย. 2021 : คุ้มค่าราคาดี KT-HEALTHCARE-A

บลจ.กรุงไทย
Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มิ.ย. 2021 : คุ้มค่าราคาดี KT-HEALTHCARE-A

ยีลด์พันธบัตรดิ่งลงแม้ CPI สหรัฐ พ.ค. +5% สูงกว่าคาด นักลงทุนไม่กลัวเงินเฟ้อจึงโถมเข้าซื้อบอนด์อายุยาว สอดคล้องกับมุมมอง “เลิกกลัวเงินเฟ้อ” (23 พ.ค.) ซึ่งเราชี้ว่า ตราสารหนี้จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่

https://hoonsmart.com/archives/187260

ตามด้วย “QE Taper-วิ่ง” (ซิ่งไม่กลัวเฟด) เปิดโอกาสลงทุน Growth Stocks, Emerging Markets และ Bonds

https://hoonsmart.com/archives/189747

เงินเฟ้อเชยแล้ว “ปิดเกม” สรุปว่าซื้อ KT-CHINABOND-A ในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ได้ทุกวันจากนี้ #คิดอะไรไม่ออกบอกCHINABOND ระยะเวลาถือครองเหมาะสม 2 ปีขึ้นไป (กองทุนเปิดมีสภาพคล่องซื้อขายได้ทุกวันทำการอยู่แล้ว) สำหรับเราถ้าจะขายออกก็ต่อเมื่อต้องการใช้เงิน

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail.aspx?IdF=74

กองทุนหุ้นที่คุ้นเคยทยอยฟื้น “ถือต่อ”

KT-WTAI-A, KT-CHINA-A, KT-ASIAG-A, KT-CLIMATE-A และ KT-ASHARES-A

ผลกระทบจาก “ฐานต่ำ” คงทำให้ CPI สหรัฐผ่านจุดพีคไปแล้ว

“หุ้นวัฏจักร” ซึ่งพุ่งขึ้นมามากจึงตั้งอยู่บนความเสี่ยง เพราะราคาขายสินค้าของธุรกิจที่เหวี่ยงตามเศรษฐกิจจะขึ้นแรง ๆ ได้ต้องอาศัยภาวะเงินเฟ้อสูง ดังนั้น พอเงินเฟ้อชะลอในเดือนถัด ๆ ไปนักลงทุนจะไขว่คว้าหาอะไร? คงหนีไม่พ้นหุ้นกลุ่มที่โดดเด่นเรื่อง “อำนาจกำหนดราคา” (pricing power) สามารถขึ้นค่าสินค้าและบริการโดยไม่ต้องพึ่งพาวัฏจักรเศรษฐกิจ… Healthcare ปรากฏขึ้นในความคิดเป็นสิ่งแรก ๆ

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มิ.ย. 2021 : คุ้มค่าราคาดี KT-HEALTHCARE-A

ก้าวข้ามเงินเฟ้อแล้ว move on เปิดเกมใหม่ KT-HEALTHCARE-A

ภาพรวมหุ้นกลุ่มนี้ “คุ้มค่า” น่าดึงดูดมากเมื่อเทียบกับโอกาสเติบโตสูงชัดเจนระดับ megatrend “ราคาดี” เพราะโดนปัจจัยระยะสั้นกดดันจากความกังวลเรื่องปฏิรูปราคายา ตลอดจนการอนุมัติที่ล่าช้าขององค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ซึ่งยังขาดหัวเรือใหญ่ตัวจริง โดยปัจจุบัน Janet Woodcock แค่รักษาการ (Acting Commissioner) เรามองทั้ง 2 ปัจจัยมีแนวโน้มคลี่คลายถือเป็น catalysts ในระยะกลาง

https://www.ktam.co.th/fif-fund-detail.aspx?IdF=29

สับเปลี่ยนออกจาก KTEF และ KT-CLMVT-A ทั้งหมดไปเข้า KT-HEALTHCARE-A

Krungthai Belief Allocation ปรับพอร์ตเดือน มิ.ย. 2021 : คุ้มค่าราคาดี KT-HEALTHCARE-A

Krungthai Asset Management

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >>แอปฯ FINNOMENA
ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ FINNOMENAสำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Morning Brief 17/06/2021 “Fed คงนโยบายการเงิน แต่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในปี 2023 พร้อมปรับเป้าเงินเฟ้อ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/06/2021

FED คงนโยบายการเงิน แต่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในปี 2023 พร้อมปรับเป้าเงินเฟ้อ

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -265.66 จุด (-0.77%) S&P500 -22.89 จุด (-0.54%) Nasdaq -33.17 จุด (-0.24%) Small Cap 2000 -2.79 จุด (-0.12%) VIX index อยู่ที่ 18.15 (+6.64%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +8.24จุด (+0.2%) Dax เยอรมัน -18.95 จุด (-0.12%) CAC 40 ฝรั่งเศส +13.13 จุด (+0.2%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 17 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในทิศทางลบ ขณะที่ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงปรับตัวบวกเล็กน้อย และ SET Index ปิดตลาด 16 มิ.ย. 64 1,624.79 จุด (+0.15%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 17 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,824.05 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 27.212 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 73.69 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 17 มิ.ย. 2564) Bitcoin 38,681.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,405.98 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 352.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.308468 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Fed คงนโยบายการเงินไว้ โดยยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0 – 0.25% และยังยืนยันซื้อพันธบัตร (QE) 120,000 ล้านดอลล่าร์ต่อเดือน แต่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2023 เร็วกว่าคาดการณ์ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2024 พร้อมปรับเป้าเงินเฟ้อเป็น 3.4% จาก 2.4%

Fed ปรับคาดกาณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯของ GDP ปี 2021 2022 2023 อยู่ที่ 7.1% 3.3% 2.4% ตามลำดับและ อัตราการว่างงานปี 2021 2022 2023 อย่ที่ 4.5% 3.8% 3.5% ตามลำดับ

ไบเดน – ปูติน พบกันครั้งแรกคุยกันเรื่องปัญหานิวเคลียร์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ที่สหรัฐ โดยทำให้หลายหน่วยงานต้องหยุดทำการ เนื่องจากว่าทั้ง 2 ประเทศไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งถึงขั้นสงครามเย็น

ราคาน้ำมันแตะ $75 สูงสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากการเปิดเมือง และเศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น โดยนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ราคาน้ำมันถึง $80 และนักวิเคราะห์จาก Trafigura มองว่าราคาน้ำมันมีโอกาสแตะ $100

นายกฯ ตั้งเป้าเปิดประเทศใน 120 วัน และลงนามซื้อวัคซีนแล้ว 105.5 ล้านโดส โดยนายกฯ ระบุว่า เราไม่สามารถให้ทุกคนไดรับวัคซีนครบ 2 โดสก่อนได้ อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่จำเป็นต้องเปิดประเทศ เพื่อความอยู่รอดในการทำมาหากินของประชาชน

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 3,129 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,672 จากในเรือนจำ 457 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 30 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 4,651 ราย หายป่วยสะสม 144,890 ราย โดยวันที่ 15 มิย. มีผู้มีวัคซีน 269,632 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 186,164 โดส เข็มที่ 2 83,468 โดส

The Opportunity

KF-US เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้น Growth ของสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจทางสหรัฐมีการฟื้นอย่างต่อเนื่องโดย Fed มีการปรับเพิ่ม GDP ล่าสุดโต 7.1% ปรับขึ้นมาถึง 3 ครั้ง กองทุนหลักที่ลงทุน คือ Baillie Gifford Worldwide US Equity Growth Fund โดยสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 5 อันดับแรก คือ Shopify 8% Wayfair 6.1% Amazon.com 5.4% The Trade Desk 4.4% และ Roku 4.3% สัดส่วนการลงทุนโดยแบ่งเป็น Sector 5 อันดับแรก คือ Information Technology 29.31% Consumer Discretionary 25.85% Health Care 18.84% Communication Services 11.57% และ Financials 5.74%

News Update: ราคาน้ำมันแตะ $75 สูงสุดรอบเกือบ 3 ปี นักวิเคราะห์เชื่อ $100 เป็นไปได้

FINNOMENA Reporter
News Update: ราคาน้ำมันแตะ $75 สูงสุดรอบเกือบ 3 ปี นักวิเคราะห์เชื่อ $100 เป็นไปได้

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องกันเป็นวันที่ 5 ในวันพุธ โดยปิดตลาดที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (U.S. Energy Information Administration) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังลดลง 7.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน 

ขณะที่อัตราการใช้กลั่นเพิ่มขึ้นเป็น 92.6% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ก่อนการเกิดโควิด-19 ปริมาณสินค้าคงคลังลดลงเกินคาด โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้นทั่วโลก

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 40 เซนต์หรือ 0.5% สู่ระดับ 74.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2019 และเพิ่มขึ้นเป็น 5 วันติดต่อกัน ราคาน้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) เพิ่มขึ้น 3 เซนต์เป็น 72.15 ดอลลาร์หลังจากแตะ 72.99 ดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018

Brent เพิ่มขึ้น 44% ในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการลดอุปทานที่นำโดยองค์กรของประเทศและพันธมิตรผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC+) และการฟื้นตัวของอุปสงค์กลุ่ม OPEC+ ได้ลดการลดอุปทานครั้งประวัติศาสตร์ในปีที่แล้ว

ผู้บริหารจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่กล่าวเมื่อวันอังคารว่า พวกเขาคาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 70 ดอลลาร์และความต้องการจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2022

Hardy จาก Vitol Group กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจเพิ่มขึ้นมากถึง 5 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมกล่าวว่า ปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีต่อ ๆ ไป โดยแตะ 105 ล้านถึง 110 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2030 การลงทุนต่ำกว่าปกติจากราคาตกต่ำในปีที่แล้วหมายความว่าจะมีช่องว่างของอุปสงค์และอุปทานระหว่างปี 2025 ถึง 2035”

ในขณะที่ Jeremy Weir ซีอีโอของ Trafigura กล่าวว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเวลาหลายปี จะผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเนื่องจากขาดอุปทาน รวมถึงคาดการณ์ว่าราคาโลหะจะพุ่งสูงขึ้นอีกเนื่องจากความต้องการโลหะสูงจากการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เช่น สายไฟและกังหันลม

การฟื้นตัวของการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สม่ำเสมอ การขาดการลงทุนในแหล่งน้ำมันใหม่ มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการแกว่งตัวของราคาน้ำมันดิบที่มากขึ้น Alex Sanna หัวหน้าฝ่ายการตลาดน้ำมันและก๊าซของ Glencore Plc กล่าว

ที่มา: Reuters, Bloomberg

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ทางการจีนคุมราคายา ส่ง CSI300 ร่วงกว่า 1.28% พร้อมมุมมอง Tactical Call

FINNOMENA Reporter
CSI 300 ร่วงแรง

การปรับตัวลงของตลาดหุ้นจีน A-Share ในวันนี้ มีสาเหตุหลักจากการที่รัฐบาลจีนสั่งห้ามบริษัทยาจำหน่ายยาด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคากลาง ส่งผลให้ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม CSI 300 Health Care ที่มีสัดส่วน 11% ในดัชนี CSI300 ปรับตัวลงกว่า 2.52% ขณะเดียวกันดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม Materials และ Industrials ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันทั้งหมด 20.49% ของดัชนี CSI300 ก็ปรับตัวลง 2.49% และ 2.38% ตามลำดับ

ด้านมุมมองนักวิเคราะห์จากรายงานข่าว Bloomberg มองว่ามาตรการนี้จะสร้างผลดีโดยป้องกันบริษัทตัดราคาขายสินค้าที่ไม่มีคุณภาพเพื่อกีดกันคู่แข่ง

FINNOMENA Investment Team ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีน A-Shares โดยมองว่าทางการจีนมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการควบคุมในหลายอุตสาหกรรม โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมทั้งกับคู่แข่งและผู้บริโภค อีกทั้งต้องการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนแทนที่การเติบโตที่รวดเร็วแต่มาพร้อมความเสี่ยง ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลดีต่อแนวทางการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว

ก่อนหน้านี้ FINNOMENA Investment Team ได้แนะนำเข้าลงทุนในรูปแบบเก็งกำไร (Tactical Call) ในกองทุนหุ้นจีน ผ่านกองทุน KT-Ashares-A และ SCBCHA ซึ่งมีระดับดัชนีที่แนะนำให้พิจารณาชะลอการลงทุน คือ หากดัชนี CSI 300 ปรับตัวขึ้นไปปิดวันทำการด้วยการยืนเหนือระดับ 5,150 จุด เนื่องจากอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio) จะสูงกว่า 50% หรือ 0.5

การปรับตัวลงในวันนี้ของ CSI300 ส่งให้ดัชนีกลับมาซื้อขายกันต่ำกว่าระดับ 5,150 จุด อีกครั้ง ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนใน Tactical Call ไปแล้ว FINNOMENA Investment Team แนะนำให้คงสัดส่วนไว้เช่นเดิม ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีสัดส่วนการลงทุน FINNOMENA Investment Team แนะนำให้เข้าลงทุนได้ด้วยจำนวนเงินที่คิดเป็นสัดส่วน 50% (ครึ่งหนึ่ง) ของจำนวนเงินที่จะลงทุนใน Tactical Call

ข้อมูลจาก : Bloomberg

อ่านบทความเพิ่มเติม: FINNOMENA Tactical Call : จังหวะซื้อหุ้นจีน เมื่อ CSI 300 ไม่หลุดเส้น 200 วัน

สรุปบทเรียนการเงินจาก Money, Explained: สารคดีไซส์มินิจาก Netflix

FINNOMENA
สรุปบทเรียนการเงินจาก Money, Explained: สารคดีไซส์มินิจาก Netflix

หลายคนที่มี Netflix อาจจะเคยผ่านหูผ่านตาสารคดีไซส์มินิที่ชื่อ Money, Explained ซึ่งมีทั้งหมด 5 ตอน ในบทความนี้เราจะขอมาสรุปเนื้อหาใจความสำคัญสำหรับคนที่ยังไม่สะดวกรับชม ไปดูกันเลยว่ามีหัวข้อไหนน่าสนใจบ้าง

สรุปบทเรียนการเงินจาก Money, Explained: สารคดีไซส์มินิจาก Netflix

EP1: Get Rich Quick: กลลวงรวยเร็ว

เชื่อว่าใคร ๆ ก็ต้องเคยเห็นโฆษณาพาดหัวทำนองว่า “อยากเป็นเศรษฐี ฟังทางนี้!” “ค้นพบวิธีสร้างเงินล้าน แบบไม่ต้องทำงาน!” ปฏิเสธไม่ได้ว่าล้วนเป็นคำพูดที่ชวนให้ตาลุกวาว สร้างความหวังที่สวยหรูให้กับใครหลาย ๆ คน

ทว่าน่าเสียดายที่คำกล่าวเกินจริงเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียง Scam หรือเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น

เรื่องหลอกลวงด้านการเงินนี่จะว่าไปแล้วก็เป็นอะไรที่แปลก ไม่เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ที่พอคนเราทำพลาดก็มักจะมีการเรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก แต่พอเป็นการหลอกเรื่องเงินนี่ เหมือนมนุษย์จะไม่เข็ดหลาบ เพราะโดนหลอกในอดีตอย่างไรตอนนี้ก็ยังโดนหลอกกันอยู่

การหลอกลวงขายฝันแบบนี้มีมานานตั้งแต่ก่อนยุคอินเตอร์เน็ตแล้วด้วยซ้ำ ในอดีตนั้นเคยมีการหลอกลวงเรื่องเงินที่ฉาว ๆ เป็นที่จดจำกันมาก ตัวอย่างเช่น

  1. ในปี 1821 นายพล Gregor McGregor จากสก๊อตแลนด์ สร้างประเทศปลอมที่ชื่อว่า Poyais ขึ้นมา อ้างว่าเป็นดินแดนแห่งความรุ่งเรือง หลอกเงินคนที่หวังจะไปใช้ชีวิตที่นั่นได้กว่า 20 ล้านดอลล่าร์
  2. ในช่วงปี 1920 ผู้อพยพชาวอิตาเลียน Charles Ponzi ได้ทำการขายฝันที่ว่า จะทำให้เงินของคุณเติบโต 2 เท่า ภายใน 90 วัน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ Ponzi ทำคือยืมเงินคนใหม่มาคืนคนเก่าไปเรื่อย ๆ เมื่อคนต้องการเงินพร้อมกัน ก็มีเงินให้ไม่ทัน ระบบก็พัง
  3. ในปี 2008 การโกงแบบ Ponzi เกิดขึ้นอีกครั้ง โดย Bernie Madoff ที่สามารถหลอกเงินมาได้หลายพันล้านดอลล่าร์ คนเชื่อเขาเยอะมากเพราะเขาเป็นเหมือนตัวแทนของชาวยิว
  4. ในปี 2016 Dr.Ruja Ignatova เชิญชวนให้คนถือเหรียญ OneCoin ซึ่งเคลมว่าจะมาแทนที่ Bitcoin เรียกเงินคนได้กว่า 4 พันล้านดอลล่าร์ แต่สุดท้ายแล้วเหรียญนี้ก็แลกกลับเป็นเงินตามที่หลายคนวาดฝันไว้ไม่ได้ ด็อกเตอร์ตัวต้นเรื่องก็หายวับไปในอากาศ

ตัวอย่าง Scam ด้านการเงินที่มักถูกใช้บ่อย ๆ

  1. Advance Fee: จ่ายเงินก้อนนึงก่อน เพื่อให้ได้รับเงินอีกก้อนในอนาคต (ซึ่งไม่เคยจะมาถึง) เช่น มีเศรษฐีกำลังเดือดร้อน ขอให้โอนตังค์มาให้ก่อน แล้วเดี๋ยวจะตอบแทนอย่างสาสม
  2. Pump & Dump: ปั่นราคาสินทรัพย์ให้ขึ้นไปสูง ๆ ถึงจุดหนึ่งก็เทขายออกมา พักหลังเกิดขึ้นบ่อยในวงการ Cryptocurrency
  3. Ponzi: ชื่อตามนักต้มตุ๋ม Charles Ponzi เป็นการนำเงินที่ได้จากคนใหม่ไปจ่ายคนเก่า วนไปเรื่อย ๆ ไม่ได้นำเงินนั้นไปลงทุนจริงจัง
  4. Pyramid: หน้าตาจะคล้าย ๆ การตลาดเครือข่าย แต่ต่างกันตรงที่ Pyramid ขายของไร้ประโยชน์ ได้เงินจากคนในเครือข่ายกันเอง
  5. Coaching: จ่ายเงินก้อนหนึ่งแลกกับความรู้ที่จะช่วยให้เราได้เงินเพิ่ม (ซึ่งสุดท้ายแล้วใช้ไม่ได้ผลจริง แต่คนขายขายเก่ง)

เทคนิคที่ถูกใช้ใน Scam เพื่อให้คนเชื่อ

  1. ใช้เรื่องเล่าที่น่าสนใจ เช่น จากตอนแรกจนกลายเป็นรวยได้
  2. ใช้คำเยินยอจากลูกค้าคนอื่น ว่า ใช้วิธีนี้แล้วได้เงินเท่านี้ ๆ แน่ะ
  3. ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องรีบแล้ว เช่น คอร์สนี้เปิดรับแค่ 10 คนเท่านั้น
  4. ใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน เช่น ช่วงที่ซื้ออะไรก็ราคาขึ้น ช่วงที่แต่ละประเทศมีการเปลี่ยนแปลง คนจะไม่ค่อยสงสัยอะไร
  5. ย้ำว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง”

แล้วพอมีอินเตอร์เน็ต ก็ยิ่งทำให้ Scam พวกนี้เข้าถึงคนได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก เพราะการที่คนจะใช้อินเตอร์เน็ตอำนวยความสะดวกให้ตัวเองได้นั้น ก็จะต้องเชื่อใจคนอีกฟากฝั่ง คิดภาพเราซื้อของออนไลน์ ถ้าเราไม่เชื่อใจแม่ค้า เราก็คงไม่กล้าซื้อ และคงเลือกจ่ายตลาดแบบเดิม โดย Scammer ก็ได้ประโยชน์จากความเชื่อใจนี้แหละ นอกจากนี้ การหลอกลวงยังทำได้ง่ายขึ้นด้วย ใคร ๆ ก็โพสอะไรลงอินเตอร์เน็ตได้ทั้งนั้น

เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้เรามักจะหลงเชื่อคำลวงที่เล่นกับความโลภเหล่านี้ก็เพราะในเชิงสังคมศาสตร์นั้น มนุษย์มีความเชื่อใจกัน ความเชื่อใจทำให้สังคมทุกวันนี้แข็งแกร่งและเดินหน้าต่อไปได้ (คิดภาพว่าถ้าคนไม่เชื่อใจกัน ก็คงไม่สามารถสร้างอะไรเจ๋ง ๆ ที่เปลี่ยนโลกได้) ทว่าความเชื่อใจนั้นก็เป็นดาบสองคม ทำให้หลงเชื่อคำลวงได้ง่ายเช่นกัน

ระวังอะไรก็ตามที่ง่ายเกินไป ยิ่งง่ายจนผิดสังเกตเท่าไรให้ยิ่งระวัง

สรุปบทเรียนการเงินจาก Money, Explained: สารคดีไซส์มินิจาก Netflix

EP2: Credit Cards เงินไวที่แฝงอันตราย

ในอดีตนั้น ถ้าอยากซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ ก็ต้องไปธนาคารเพื่อกู้เงิน ธนาคารก็จะดูคร่าว ๆ ว่าเรามีความสามารถในการชำระเงินกู้มั้ย มีเงินเก็บเพียงพอมั้ย และมีความน่าเชื่อถือรึเปล่า วัดกันแบบตาเปล่า จากคำบอกเล่าของคนนี่ละ

แต่พอมีคอมพิวเตอร์เข้ามา ก็มีการใช้ Credit Scoring เข้ามาช่วยคำนวณความเสี่ยงของคนคนหนึ่ง และเมื่อบัตรเครดิตถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งนี้ก็เป็นอีกส่วนที่มาเสริม Credit Score ของเรา

เราต่างก็รู้กันว่าบัตรเครดิตช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นมาก ไม่ต้องพกเงินสดก็จ่ายตังค์ได้ เวลาจะซื้อของราคาแพง ๆ ก็ไม่ต้องหอบเงินสดไป อีกทั้งบัตรเครดิตยังให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ มากมาย

แต่ภายใต้ความสวยงามเหล่านี้ หากเราไม่รู้จักบริหารการใช้บัตรเครดิตให้ดี เราอาจจะตกเป็นทาสของมันได้

คนอเมริกันประมาณ 4/10 มีหนี้บัตรเครดิต และ 1/10 คาดว่าจะตายก่อนใช้หนี้หมด!

คนใช้บัตรเครดิต มีประเภทไหนบ้าง

  1. คนที่จ่ายเต็มจำนวน: กลุ่มนี้มักไม่มีปัญหา บริษัทบัตรเครดิตจะได้เงินจากกลุ่มนี้ผ่านค่าธรรมเนียมการรูดการ์ด
  2. คนที่จ่ายไม่เต็มจำนวน: กลุ่มนี้แหละที่มักจะเจอปัญหาการเงิน เพราะหนี้ที่จ่ายไม่ครบจำนวนก็จะทบดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ จนเป็นหนี้ก้อนใหญ่ บริษัทบัตรเครดิตทำเงินได้จากกลุ่มนี้เป็นหลัก
  3. คนที่แฮ็กวิธีใช้บัตรเครดิตได้อย่างคุ้มค่า: กลุ่มนี้จะเป็นพวกสะสมบัตรหลาย ๆ เจ้า และใช้สิทธิพิเศษของแต่ละเจ้าอย่างคุ้ม น่าจะเป็นกลุ่มที่บริษัทบัตรเครดิตแขยงที่สุด

เหตุผลที่คนบางคนเจอปัญหาหนี้บัตรเครดิต

  1. โดน Present Bias เล่นงาน คือเห็นว่าผลประโยชน์ในวันนี้ดึงดูดใจกว่า หนี้ที่ต้องจ่ายค่อยไว้ทีหลัง
  2. โดน Anchoring Effect คือพอเห็นว่าต้องจ่ายขั้นต่ำเท่าไร ก็จ่ายไม่ห่างจากมูลค่านั้นมาก (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะไม่ได้มีเงินเก็บมาก)
  3. มองบัตรเครดิตเป็นเหมือนแหล่งที่พึ่งยามฉุกเฉิน ซึ่งพอเป็นในสภาวะที่ไม่มีเงินอยู่แล้ว การใช้บัตรเครดิตจะยิ่งตอกย้ำสถานะนั้นไปอีก
  4. งานวิจัยเจอว่ามนุษย์เราจะ “เจ็บปวดทางใจ” น้อยกว่า หากจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตแทนที่จะเป็นเงินสด

ทางที่ดีคือ เราควรเลือกบัตรที่เข้ากับตัวเรามากที่สุด และอย่าลืมตรวจเช็กสภาพคล่องและฐานะการเงินของตัวเองก่อน ต้องอย่าลืมว่าเงินจากบัตรเครดิตนั้นเป็นเงินกู้จากอนาคต ถ้าเราไม่มีเงินจ่ายตามเวลา เราก็จะต้องเสียดอกเบี้ยแสนแพง ยิ่งทำให้สภาวะติดหนี้นั้นยาวนานมากขึ้นไปอีก

สรุปบทเรียนการเงินจาก Money, Explained: สารคดีไซส์มินิจาก Netflix

EP3: Student Loans วิกฤตหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

ในสหรัฐฯ นั้น ก็มีโครงการให้นักศึกษากู้ยืมเงินเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเช่นกัน แรกเริ่มเดิมทีนั้นนโยบายนี้เกิดขึ้นเพื่อหวังสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น แต่ต่อมาก็ขยับขยายเป็นทุก ๆ สายวิชาชีพ และสำหรับทุกชนชั้น ด้วยสมมติฐานที่ว่า หากทุกคนได้รับการศึกษาที่ดี ก็จะช่วยให้สังคมดีขึ้น มีอาชญากรรมน้อยลง เจ็บป่วยน้อยลง พึ่งพาสวัสดิการรัฐน้อยลง

แน่นอนว่าผู้ที่ควรจะได้รับประโยชน์จากเงินกู้ยืมนี้ควรเป็นนักศึกษาที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย ไม่สามารถส่งตัวเองได้

แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการศึกษาก็จริง แต่หนี้ กยศ. หลังจบมหาวิทยาลัยนั้นก็เป็นเงินก้อนใหญ่ที่กลายเป็นภาระชีวิต ปัจจุบันมูลค่าหนี้ กยศ. ในสหรัฐฯ นั้นสูงกว่า 1.7 ล้านล้านดอลล่าร์เลยทีเดียว และมีมากกว่า 45 ล้านคนที่ได้รับใบแจ้งหนี้ทุกเดือน

หนี้ก้อนนี้ใหญ่ขนาดที่ว่ามูลค่าของมันสูงยิ่งกว่ามูลค่าเงินกู้ซื้อรถ กับหนี้บัตรเครดิตเสียอีก

นักศึกษาหลายคนจบมา ไม่ได้ทำงานที่มีรายได้สูงนัก จากการสำรวจพบว่า กลุ่มที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง คือกลุ่มที่กู้เงินน้อย (เรียนในสาขาที่ค่าเทอมไม่แพง) เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาไม่ได้งานที่ให้เงินเยอะ ในขณะที่กลุ่มกู้เงินเยอะ (เรียนในสาขาที่ค่าเทอมแพงหน่อย) มักจะได้งานดี ๆ อย่างการเป็นแพทย์ ทนาย หรืออาจารย์

กลายเป็นว่าหลังเรียนจบ เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด หนี้นั้นก็ทบดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ และสุดท้ายก็ส่งผลกับ Credit Score รวมถึงสวัสดิการของรัฐที่อาจจะถูกริบ

ถามว่าแล้วถ้าเข้ามหา’ลัยต้องเป็นหนี้ขนาดนี้ สู้เรียนมัธยมจบแล้วออกมาทำงานไม่ดีกว่าเหรอ? แรกเริ่มก็เหมือนจะดีกว่าเพราะไม่มีหนี้แถมยังมีรายได้ แต่ในสังคมที่ยังนับหน้าถือตาคนมีใบปริญญา ระดับเงินเดือนของคนที่จบมหา’ลัยย่อมดีกว่า ยิ่งในสภาวะที่มีวิกฤติเศรษฐกิจด้วยแล้ว คนที่ไม่ได้จบมหา’ลัยนั้นยิ่งหางานดี ๆ ยากไปกันใหญ่

ในปัจจุบัน เริ่มมีการแก้ปัญหาหนี้โดยการนำเสนอทางออกใหม่ ๆ เช่น การเลือกแบ่งจ่ายหนี้ตามระดับเงินเดือนของตัวเอง มีน้อยจ่ายน้อย มีมากจ่ายมาก แต่ดูเหมือนว่าวิธีนี้จะไม่ได้ถูกรับรู้เป็นวงกว้างมากนัก กล่าวคืออาจจะมีแค่คนบางกลุ่มที่ทำการศึกษาข้อมูลตรงนี้มา ถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากวิธีนี้ได้

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้มีแผนที่จะให้การศึกษาระดับวิทยาลัยนั้น “ฟรี” ซึ่งคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้จากการเรียกเก็บภาษีคนรวยมากขึ้น และจะมีการงดเว้นการเก็บหนี้บางส่วนอีกด้วย ก็ต้องมาดูกันว่าผลลัพธ์ของนโยบายนี้จะเป็นอย่างไร

สรุปบทเรียนการเงินจาก Money, Explained: สารคดีไซส์มินิจาก Netflix

EP4: Gambling ทำไมเราถึงเล่นการพนัน?

การพนันเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความเก่าแก่ แต่สามารถปรับตัวมาได้ทุกยุคสมัย จนถึงปัจจุบัน ที่การพนันแบบดั้งเดิมได้พัฒนาเข้าสู่โลกออนไลน์กลายเป็น “คาสิโนโซเชียล” ที่ใช้เงินดิจิตอลสร้างรายได้ สร้างธุรกิจให้เติบโตจากเงินของผู้แพ้ จนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่าคาสิโนแบบดั้งเดิมบนท้องถนน

ยิ่งการพนันเติบโตได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งเป็นหลักฐานสะท้อนว่า การพนันเป็นเกมที่ผู้เล่นเสียเปรียบเจ้ามือ มีผู้แพ้ มากกว่าผู้ชนะ และถ้าเรารู้ว่าโอกาสในการแพ้มีสูง ทำไมเราถึงเล่นการพนัน?

การพนันกลายเป็นธุรกิจใหญ่ เมื่อเราค้นพบวิธีคำนวณความน่าจะเป็น คล้ายกับการทำประกัน ที่บริษัทประกันจะคำนวณแล้วว่า เงินที่ต้องจ่ายค่าสินไหม เมื่อคำนวณแล้ว จะมีจำนวนน้อยกว่าเงินที่ได้รับจากค่าเบี้ยประกันของทั้งระบบ

การพนันถูกออกแบบมาให้การชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ล่อใจให้ผู้เล่นติดกับ ใช้เวลาอยู่กับเกมให้นานพอเพื่อที่เมื่อรู้ตัวอีกที เงินที่อยู่ในกระเป๋าทั้งหมดได้อันตรธานหายไปโดยที่ผู้เล่นไม่รู้ตัว

มีตรรกะวิบัติมากมาย ที่ทำให้นักพนันหมดตัว เช่น

Gambler’s fallacy หรือตรรกะวิบัติของนักพนัน ที่เมื่อเล่นเสียในครั้งแรก ๆ จะไม่ยอมเลิก และจะเล่นต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเชื่อว่าจะชนะในท้ายที่สุด ซึ่งความเป็นจริงเงินอาจจะหมดก่อนที่จะถึงตาที่ชนะ

หรือ Illusion of control ที่นักพนันจะคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เช่น โยนลูกเต๋าเบา ๆ จะทำให้มีโอกาสออกเลขต่ำมากกว่าเลขสูง ซึ่งไม่เป็นความจริง

ความคิดแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าการเล่นการพนันสนุก

ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าทึ่งของการพนันคือ “เครื่องสล็อตแมชชีน” ที่สร้างรายได้สวนใหญ่ให้กับคาสิโน โดยเจ้าของบ่อนจะตั้งค่าให้คาสิโนได้เปรียบ และพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ดึงดูดผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นการเอาเก้าอี้มาวางเพื่อให้การเล่นสะดวกสบายนั่งได้นานขึ้น เปลี่ยนจากคันโยกเป็นปุ่มกด เพื่อไม่ต้องออกแรงมาก ตั้งหน้าจอให้ตื่นตาตื่นใจ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนกฎเพื่อให้คนใส่เงินพนันมากขึ้น ทั้งตั้งรางวัลจากแนวตั้ง แนวนอน แนวทแยง หรือรูปแบบแปลก ๆ หลอกล่อให้คนได้รางวัลเล็กน้อย สร้างความคาดหวังเพื่อให้อยู่กับเครื่องนานขึ้น เล่นต่อไปเรื่อยจนกระทั่งหมดตัวในที่สุด

การพนันสร้างความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ สร้างความคาดหวัง มีการออกแบบอย่างเป็นระบบเพื่อให้ผู้เล่นเกิดอาการเสพติด ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจทำให้ชีวิตหลายคนพังทลายได้ในที่สุด

แต่ไม่ใช่ว่าการพนันทุกประเภทจะเหมือนกันทั้งหมด การพนันบางประเภทอย่างแบล็คแจ็ค หรือโปกเกอร์ อาจต้องใช้มากกว่าดวง แม้ดวงในการหยิบไพ่จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่เนื่องจากผู้เล่นต้องใช้ทักษะมากกว่าดวง หากเล่นไปนาน ๆ ผู้เล่นที่เก่งที่สุดมีโอกาสชนะสูง ผู้เล่นมืออาชีพจะมีทักษะในการนับไพ่ เป็นการเก็บข้อมูล คำนวณเพื่อตัดสินใจ และจัดการอารมณ์ไม่ให้กระทบระบบการเล่น แต่การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร หากเกมการพนันลากยาวออกไป โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดยิ่งมีสูง

Semyon Dukach ผู้บริหารกองทุน One Way Ventures บอกว่าการลงทุนจะกลายเป็นการพนัน หากนักลงทุนซื้อขายรายวัน หรือเก็งกำไรระยะสั้น การซื้อขายรายวันคือการเสี่ยงโชค แต่หากปล่อยให้เงินอยู่ในตลาดนานขึ้น ในระยะยาวตลาดมีมูลค่าสูงขึ้นเสมอ

ในยุคโควิด การอยู่บ้านเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพนันออนไลน์เติบโตขึ้นเร็วมาก ผู้พัฒนาได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดคนใหม่ ๆ เข้าสู่โลกการพนันออนไลน์มากยิ่งขึ้น มีวิธีใหม่ เกมใหม่ ออกแบบหน้าตาให้การพนันดูน่าสนใจ

หลายคนเล่นการพนัน เพราะเชื่อว่าชีวิตคือการพนัน อนาคตมีความไม่แน่นอน สิ่งที่เราต้องรู้คือ ความรู้สึกอยากเอาชนะได้ฝังรากลึกในสมองของเรามาอย่างยาวนาน แม้สมองจะมีวิวัฒนาการให้สามารถจดจำรูปแบบและเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเอาตัวรอดในบางสถานการณ์ เช่น ถ้าเราอยู่ในป่าและมีใบไม้ไหว เราอาจคิดว่ามีเสือและตัดสินใจหลบหนีเพื่อรักษาชีวิต

แต่ทักษะนี้อาจไม่มีประโยชน์นักหากนำมาใช้กับการพนัน เพราะในที่สุดแล้ว การหาเหตุผลในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล การหาความเชื่อมโยงในสิ่งที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน เปรียบเสมือนเกมที่ถูกออกแบบให้ผู้เล่นเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่แรก แม้ผู้เล่นจะชนะในตอนเริ่มต้น แต่ในระยะยาวโอกาสแพ้จะเพิ่มขึ้น จนหมดตัวในที่สุด

สรุปบทเรียนการเงินจาก Money, Explained: สารคดีไซส์มินิจาก Netflix

EP5: Retirement วางแผนเกษียณเพื่ออนาคต

การทดลองทางจิตวิทยาเรื่อง “ตัวตนของเราในอนาคต” จาก UCLA’s Anderson School of Management ที่นำกลุ่มตัวอย่างเข้าเครื่องสแกนสมอง และถามคำถามถึงตัวเองในปัจจุบัน ถามถึงคนแปลกหน้า และถามถึงตัวเองในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า

พบว่า เมื่อถูกตั้งคำถามถึงตัวเองในปัจจุบัน สมองของผู้ตอบคำถามจะเริ่มตื่นตัว และเมื่อถามถึงคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักในอนาคต การทำงานของสมองจะลดลงเป็นอย่างมาก ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงตัวเองในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า การทำงานของสมองผู้ถูกทดลอง มีระดับการทำงานเท่ากับเมื่อถามถึงคนแปลหน้าในอนาคต

นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า คนเราจะไม่เข้าใจตัวตนของตัวเองในอนาคต และตัวเราในอนาคตคนนั้น แทบจะเหมือนกับคนแปลกหน้าสำหรับเราในปัจจุบัน นี่จึงเป็นสาเหตุของการตัดสินใจที่บางคนไม่ทำอะไรบางอย่างเพื่อตัวเองในอนาคต เช่น การออมเงินเพื่อการเกษียณ

ข้อมูลการออมของประเทศมั่งคั่งส่วนใหญ่พบว่า คนอายุ 65 ปี โดยเฉลี่ย มีเงินเก็บมากพอที่จะทำให้คุณภาพชีวิตเหมือนเดิม จนถึงอายุ 70 ต้น ๆ แต่ข้อเท็จจริงคืออายุขัยของหลายคนอาจมากกว่า 80 ปี นั่นแปลว่าคนส่วนใหญ่ จะมีเงินไม่พอในการรักษามาตรฐานการครองชีพเดิมหลังเกษียณ

มีหลายคนที่ชีวิตเปลี่ยนจากชนชั้นกลางในช่วงก่อนเกษียณ กลายเป็นชีวิตที่เกือบจนหลังเกษียณ และดูเหมือนว่าสถานการณ์นี้จะแย่ลงเรื่อย ๆ

ภายหลังวิกฤตการณ์การเงินครั้งใหญ่ของโลกในปี 1933 ชาวอเมริกันได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ มีคนตกงาน และผู้สูงอายุยากจนเป็นจำนวนมาก นำไปสู่การผลักดันระบบเงินบำนาญครั้งใหญ่ของประเทศ ที่ภาครัฐจะเก็บเงินของผู้มีรายได้เข้าระบบประกันสังคม และจ่ายคืนเป็นเงินบำนาญเมื่อแรงงานเกษียณ

อย่างไรการตาม การพึ่งพาเฉพาะเงินบำนาญที่ได้น้อย อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้เกษียณมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้น เงินเก็บของตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ในปี 1980 แผนการออม 401K ถูกคิดค้นขึ้นในสหรัฐฯ เป็นแผนการออมที่มีลักษณะเป็นกองทุนประกันสังคม โดยลูกจ้างจะเลือกหักเงินเข้ากองทุนการออม ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษี และมีนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบ โดยเงินดังกล่าวจะถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน

แผนการออม 401K เป็นหลักการที่ดูดี แต่เวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า แผนนี้อาจยังไม่ดีพอที่จะกลายเป็นระบบเกษียณแห่งชาติของสหรัฐฯ

401K อาจไม่เหมาะกับทุกคน เพราะปัญหาหลักคือ ผู้ออมจะต้องเก็บเงินเพื่อเกษียณเอง ซึ่งหมายความว่าผู้ออมต้องมีความรู้ด้านการเงินที่ดีพอเพื่อให้การลงทุนเติบโต และต้องไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงเมื่อทำธุรกรรม

ปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จของการออมเพื่อการเกษียณคือ ผู้ออมต้องเริ่มเก็บเงินให้เร็วที่สุด หากสามารถหักแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดถึงเงินก้อนนี้จนถึงวันเกษียณได้เลยยิ่งดี

แต่ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟังคือ แม้ว่าบางคนจะตัดสินใจออมเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่จากรายได้ที่ต่ำ และค่าครองชีพที่สูง ทำให้แรงงานจำนวนมาก มีรายได้ไม่พอสำหรับสำหรับชีวิตประจำวัน อย่าว่าแต่หักเงินออม เงินที่ต้องใช้ในแต่ละวันยังหามาได้อย่างยากลำบาก ไม่นับรวมคนอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการในสังคม

กลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่คนยิ่งเข้าถึงทรัพยากร-เข้าถึงสวัสดิการ ยิ่งได้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะพวกเขามีเงินเหลือ เขาจึงมีเงินออมที่จะหักเข้ากองทุน และได้ลดหย่อนภาษี เงินจึงโตไวขึ้น แต่คนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถทำแบบนี้ได้ โดยบางคนอาจต้องลำบาก ทำงานอย่างหนักจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ปัจจุบันโลกกำลังหาทางออกเพื่อดูแลประชากรในวันเกษียณ การเก็บภาษีในอัตราภาษีก้าวหน้า เก็บภาษีคนรวย มากกว่าคนจนกำลังเป็นประเด็นท้าทายในสังคม

ระหว่างที่ยังไม่มีทางออก ในเมื่อเรามีโอกาสที่จะมีชีวิตได้ยาวนานขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มเสนอให้ยืดอายุในการทำงานออกไป หรือทำให้การเกษียณช้าลง เพื่อให้คนสามารถทำงานได้นานมากขึ้น แต่คนที่ไม่เห็นด้วย คัดค้านจากเหตุผลที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์เลือก ว่าอยากทำงานต่อหรือพักผ่อน อายุที่ยืนไม่ได้แปลว่าต้องทำงานมากขึ้นเสมอไป

การสร้างระบบสวัสดิการเพื่อดูแลคนวัยเกษียณ จะยังคงเป็นความท้าท้ายของโลกต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่เราจะหาทางออกได้ ระหว่างนี้การดูแลตนเองให้ดี และเรียกหาระบบที่ดีขึ้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป…

Morning Brief 16/06/64 “จับตาประชุม Fed 15-16 มิ.ย. ปัจจัยกำหนดโลกการเงินครึ่งปีหลัง” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
Morning Brief 16/06/64 “จับตาประชุม Fed 15-16 มิ.ย. ปัจจัยกำหนดโลกการเงินครึ่งปีหลัง” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 16/06/2021

จับตาประชุม Fed 15-16 มิ.ย. ปัจจัยกำหนดโลกการเงินครึ่งปีหลัง”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -94.42 จุด (-0.27%) S&P500 -8.56 จุด (-0.20%) Nasdaq -101.29 จุด (-0.71%) Small Cap 2000 -7.15 จุด (-0.31%) VIX index อยู่ที่ 17.02 (+3.84%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +10.85 จุด (+0.26%) Dax เยอรมัน +55.88 จุด (+0.36%) CAC 40 ฝรั่งเศส +23.17 จุด (+0.35%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 16 มิ.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงเคลื่อนไหวในแดนลบ และ SET Index เปิดเคลื่อนไหวในกรอบแคบ

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 16 มิ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,857.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 27.83 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 74.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 16 มิ.ย. 2564) Bitcoin 40,057.6 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,525.20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 361.41 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ ตัวเลขยอดการผลิตภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.9% MoM มากกว่าที่คาดการณ์

นักลงทุนมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ โดยมองจากอัตราส่วน put – call ratio ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

Joe Biden มีกำหนดพบกับ Vladimir Putin ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีประเด็นหารือหลักๆ ในเรื่องปัญหาแฮ็กเกอร์รวมถึงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศของรัสเซีย

นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นออสเตรเลีย โดยมองว่ายังสามารถปรับตัวขึ้นได้จนถึงช่วงสิ้นปี ปัจจัยที่ต้องจับตาของออสเตรเลีย คือ ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและจีน

ตัวเลขยอดค้าปลีกจีนชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังเติบโต 14% YoY และตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโต 9.2% มีการคาดการณ์ว่าตลาด EV ในจีนจะมีการเติบได้ดี และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผลการประชุม FED ในวันที่ 15 – 16 มิ.. นี้ จะเป็นปัจจัยกำหนดโลกการเงินครึ่งปีหลัง โดยการประชุมรอบนี้ยังไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน แต่ต้องติดตามมุมมองที่จะออกมา ข้อมูลจาก CNBC คาดการณ์ว่า FED จะเริ่มลดขนาด QE ต้นปี 2022 และขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2022 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะกลับสู่ระดับก่อน COVID-19 ในปลายปี 2021 และอัตราเงินเฟ้อจะขึ้นทำจุดสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2021 แต่จากการสำรวจความเห็นเรื่องเงินเฟ้อพบว่าประมาณ 60% มองว่าเงินเฟ้อมีปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราว และ 77% มองว่าความยากลำบากในการหาแรงงานกลับเข้าทำงานเป็นเรื่องชั่วคราว ตัวเลขคาดการณ์ GDP ปรับตัวดีขึ้นทั้งในมุมมองของ FED และภาคเอกชน ขณะที่ทาง BofA มองว่า FED จะเริ่มส่งสัญญาณลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุม Jackson Hole เดือนสิงหาคม

สหรัฐฯ – EU บรรลุข้อตกลงระงับข้อพิพาท 17 ปีของ Boeing – Airbus กรณีการให้เงินอุดหนุน หุ้น Boeing อยู่ในหุ้น 10 อันดับแรกของ Dow Jones โดย EPS ของ Boeing เริ่มปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับก่อนเกิด COVID – 19

จีนเดินหน้าควบคุมผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและเรตติ้งต่ำ ซึ่งกระทบต่อหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยังเดินหน้าปิดเหมือง Bitcoin ต่อเนื่อง ทำให้คาดการณ์ว่าการขุดเหมืองที่ถูกควบคุมอาจจะย้ายไปที่ Texas แทน

จากการสำรวจความเห็น Fund Manager ของ BofA พบว่าประมาณ 80% มอง Bitcoin เป็นฟองสบู่ และพบว่าการแห่เข้าลงทุนใน Bitcoin ลดลงพอสมควรในเดือนมิถุนายน เทียบกับเดือนพฤษภาคม

เพื่อนสนิทของ Jack Ma แจ้งว่าคุณ Jack Ma เองยังสบายดี และมีความระมัดระวังในเรื่องการออกมาพูด หรือแสดงความเห็น

หุ้นเทคโนโลยีจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกงปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับ Nasdaq100 รวมถึงมีการปรับคาดการณ์กำไรลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Nasdaq100 เป็นปัจจัยกดดันหุ้นเทคโนโลยีจีน หุ้นขนาดใหญ่ 2 ตัวใน K-CHINA คือ Tencent และ Alibaba Group ถูกปรับลดประมาณใน Q2 (-6.74 และ -18.85%) ตามลำดับ หุ้น 10 ตัวแรกของ K-CHINA ยังมี upside เฉลี่ยใน 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 29.32%

อดีตภรรยาของ Jeff Bezos บริจาคเงินเพื่อการกุศลประมาณ 3,700 ล้านเหรียญดอลลาร์หสรัฐฯ ตัวเลขการบริจาคเงินของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสังคม รวมถึงสัตว์และสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มที่มีการลดลงในยอดเงินบริจาค คือ ศิลปะ สุขภาพ และศาสนา

Krafton เจ้าของเกม PUBG เตรียมเข้า IPO ในตลาดหุ้นเกาหลี มูลค่า 5,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยอยู่ที่ 2,331 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,305 จากในเรือนจำ 26 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 40 คน ผู้หายป่วยกลับบ้าน 4,947 ราย หายป่วยสะสม 140,239 ราย

The Opportunity

RIS (Retirement Income Solution) เป็นแผนที่เหมาะสมกับวัยเกษียณ โดยมุ่งสร้างกระแสเงินสด 3 – 4.2% ต่อปี (ไม่การันตี) มีทั้งกองทุนที่จ่ายกระแสเงินสด และกองทุนที่สร้างการเติบโต ผลตอบแทนใกล้เคียงหุ้นกู้ BBB+/ ประกันชีวิตแบบบำนาญ สัดส่วนการลงทุนตราสารทุน (10%) กองทุนรวมผสม (45%) กองทุนรวมตราสารหนี้ (30%) และตราสารทางเลือก (15%) ผลตอบแทน Ytd. อยู่ที่ 4.23% (มาจาก SCBWINR 2.55% และ TMBGQG 0.99%) และผลขาดทุนสูงสุดตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ -1.55% พอร์ตนี้เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเกษียณและต้องการกระแสเงินสดรองรับค่าใช้จ่ายประจำ ลงทุนระยะยาว สามารถลงทุนตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป มีการปรับพอร์ตทุกๆ 6 – 12 เดือน

ตลาดที่อยู่อาศัยร้อนแรงทั่วโลก

FINNOMENA x Franklin Templeton
ตลาดที่อยู่อาศัยร้อนแรงทั่วโลก

ราคาบ้านที่สูงขึ้นมักจะสะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนี่อาจแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของ “อัตราเงินเฟ้อที่ดี” แต่ค้าจ้างและตัวชี้วัดอื่น ๆ อาจไม่เป็นไปตามนั้น สำหรับบทความนี้ Stephen Dover ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Market Strategist และ Head of Franklin Templeton Investment Institute จะมากล่าวถึงอัตราเงินเฟ้อด้านที่อยู่อาศัยทั่วโลกที่ถูกกระตุ้นจากการระบาดของโควิด-19

Benjamin Franklin ได้กล่าวถึงอัตราเงินเฟ้อและราคาบ้านที่สูงขึ้นว่า “ค่าเช่าบ้านเก่าและมูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าในช่วงหกปีที่ผ่านมา” อย่างไรก็ตามราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมักจะสะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นแหล่งความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับในหลาย ๆ ครอบครัว ซึ่งนี่อาจแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของ “อัตราเงินเฟ้อที่ดี” ที่สอดคล้องกับแนวโน้มที่ดีขึ้นของภาคครัวเรือน

ตลาดที่อยู่อาศัยร้อนแรงทั่วโลก

  • ราคาบ้านทั่วโลกเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2021 โดยราคาเพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 ทั่วทั้ง Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ซึ่งประกอบไป 37 ประเทศพัฒนาแล้ว
  • รัฐบาลในหลายประเทศคิดหานโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองต่อการแพร่ระบาดดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยหนุนให้การออมในภาคครัวเรือนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงลดต้นทุนของสินเชื่อที่อยู่อาศัยในขณะที่ราคาเฉลี่ยของบ้านในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
  • ในเดือนเมษายนปี 2021 ราคาบ้านเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 341,600 เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 19.1% (YoY) แต่ยอดขายบ้านในสหรัฐฯ กลับลดลงกว่า 2.7% มาอยู่ที่ 5.85 ล้านหลัง ซึ่งเป็นการลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อยอดขายบ้าน การก่อสร้างบ้านใหม่ ตลอดจนต้นทุนและข้อจำกัดด้านวัสดุก่อสร้าง โดยราคาบ้านและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงขึ้น (cost-push inflation)
  • การระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นว่าการทำงานจากที่บ้านไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงเสมอไป แรงงานไม่จำเป็นต้องทำงานในเมือง ในสำนักงาน ในประเทศอีกต่อไป การย้ายถิ่นฐานออกจากในเมืองไปยังที่หมายใหม่ทำให้เกิดการขาดแคลนที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดเมื่อก่อนการเกิดการระบาด ดังนั้นอาจจะต้องใช้เวลาสักพักในการสร้างที่อยู่อาศัยให้เพียงพอสำหรับโลกใบใหม่ที่สามารถทำงานได้จากทุกที่
  • อีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่น่าจับตามองคือแนวโน้มการจ้างงานและค่าจ้างว่าจะปรับตัวได้ทันกับอัตราเงินเฟ้อหรือไม่ หากไม่เป็นเช่นนั้น ราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่ได้สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป
เนื้อหาต้นฉบับโดย Stephen Dover, CFA, Chief Market Strategist, Head of Franklin Templeton Investment Institute, Franklin Templeton
เรียบเรียงโดย FINNOMENA Admin

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/investor/article?contentPath=html/ftthinks/common/cio-views/quick-thoughts-a-very-hot-housing-market-globally.html

News Update: Krafton เจ้าของเกม PUBG เตรียม IPO ตลาดหุ้นเกาหลี มูลค่า $5,000 ล้าน

FINNOMENA Reporter
News Update: Krafton เจ้าของเกม PUBG เตรียม IPO ตลาดหุ้นเกาหลี มูลค่า $5,000 ล้าน

Krafton Inc. บริษัทผู้สร้างเกมมือถือยอดนิยมอย่าง PlayerUnknown’s Battlegrounds ได้ยื่นระดมทุนมากถึง 5.6 ล้านล้านวอน (5 พันล้านดอลลาร์) ในการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเสนอขาย IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้เท่าที่เคยมีมา

Krafton กล่าวในการยื่น Filing เมื่อวันพุธว่า จะเสนอขายหุ้น IPO มากกว่า 10 ล้านหุ้นที่ราคา 458,000 วอนถึง 557,000 วอนต่อหุ้น ด้วยมูลค่าตลาดประมาณการที่ 28 ล้านล้านวอน

Krafton พร้อมที่จะทำลายสถิติสำหรับการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในบริษัทเกาหลีใต้สำหรับการระดมทุนผ่าน IPO ซึ่งก่อนหน้านี้ Coupang Inc. ระดมทุนไปได้ 4.6 พันล้านดอลลาร์ในการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กในเดือนมีนาคม ในขณะที่ Samsung Life Insurance Co. ในปี 2010 ระดมทุนไปได้ 4.3 พันล้านดอลลาร์ของ Samsung Life Insurance Co.

Krafton ก่อตั้งโดย Chang Byung-gyu ในปี 2550 และเปิดตัวเกม Battle Royale PUBG ในปี 2560 จนกลายเป็นหนึ่งในเกมที่ขายดีที่สุดในโลก โดย PUBG คิดเป็นยอดขายส่วนใหญ่ของบริษัท Krafton มีรายได้ 1.67 ล้านล้านวอน และรายได้จากการดำเนินงาน 774 พันล้านวอนในปีที่แล้ว

Krafton กำลังขยายขอบเขตการเข้าถึงของ PUBG ไปสู่ตลาดใหม่ๆ รวมถึงอินเดีย บริษัทรับช่วงต่อจาก Tencent Holdings Ltd. ในฐานะผู้จัดจำหน่ายเกมในประเทศแถบเอเชียใต้ ซึ่งมียอดดาวน์โหลดถึง 175 ล้านครั้งก่อนที่จะถูกแบนในปีที่แล้ว หลังจากความตึงเครียดทางการเมืองกับจีนเพิ่มสูงขึ้น

ผู้ก่อตั้ง Chang Byung-gyu ถือหุ้น 16.4% ใน Krafton ตามด้วย Tencent ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 15.5% ผ่านบริษัทย่อย และ CEO Kim ซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาเกม PUBG มีสัดส่วนการถือหุ้น 1.2% ตามข้อมูลจากการยื่น Filing ในเดือนพฤษภาคม

ที่มา: Bloomberg

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน