แจ้งเตือน

คลื่นการผิดนัดชำระหนี้กำลังมาเยือนโลก

FundTalk
คลื่นการผิดนัดชำระหนี้กำลังมาเยือนโลก

คงต้องยอมรับกันแล้วละครับ ว่าวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ครั้งนี้กำลังนำพาโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ปัญหาโรคระบาดเป็นตัวจุดฉนวนให้วัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นต้องเป็นอันสิ้นสุดลง โดยล่าสุดโกลด์แมน แซคส์ออกมามองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ปีนี้ติดลบถึง 24% เลยทีเดียว ขณะที่เศรษฐกิจโลกปีนี้นักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโตเหลือเพียงเกือบ ๆ 1% โดยทั้งยุโรปและญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งหมด ส่วนจีนเหลือเติบโตเพียง 2.7% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี

คลื่นการผิดนัดชำระหนี้กำลังมาเยือนโลก

เศรษฐกิจ จะฟื้นตัวแบบ V-Shape หรือ U-Shape

เดิมที่ COVID-19 ยังไม่แพร่กระจายทั่วโลกนั้นนักวิเคราะห์หลายค่าย รวมถึงตัวผู้เขียนเองมองว่าเศรษฐกิจจะมีลักษณะเป็น V-Shape Recovery โดยมองว่าเศรษฐกิจจะหดตัวในไตรมาส 2/63 และกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3/63 แต่การแพร่ระบาดครั้งนี้รุนแรงและเริ่มส่งผลกระทบเป็นโดมิโนอย่างรวดเร็ว แถมยังซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเหลือแค่ระดับ 20 เหรียญต้น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันก็ดี หรือบริษัทผลิตน้ำมันก็ดีจะประสบผลขาดทุน และอาจรุนแรงถึงการผิดนัดชำระหนี้ได้ ซึ่งถ้าหากเกิดภาวะการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นจำนวนหลายบริษัทมาก ๆ ในโลกจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้ากว่าเดิมมากจาก V-Shape ก็อาจกลายเป็น U-Shape Recovery

คลื่นการผิดนัดชำระหนี้กำลังมาเยือนโลก

ล่าสุด Moody’s ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นน้ำของโลกออกรายงานมาว่าถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นแบบ V-Shape นั้นอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มสูงถึง 10% จากประมาณ 3% ในปัจจุบัน ขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 10% เช่นกัน ซึ่งล่าสุดตัวเลขการเคลมสวัสดิการผู้ว่างงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม 2563 นั้นมากถึงกว่า 3 ล้านตำแหน่งในสัปดาห์เดียวซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์

ลองกลับมามองอย่างง่าย ๆ ไปรอบ ๆ ตัวดูครับ หลังจากเกิดวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้มันมีผลกระทบอะไรแล้วบ้าง ธุรกิจสายการบินที่หยุดชะงักและอาจทำให้บางสายการบินถึงขั้นล้มละลาย ธุรกิจโรงแรมหรือสวนสนุกที่ต้องปิดต่อเนื่องเป็นแรมเดือน ธุรกิจร้านอาหารที่ไม่สามารถเปิดหน้าร้านได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว นอกจากตัวบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะประสบปัญหาแล้ว บรรดาพนักงานและลูกจ้างนับล้านก็ขาดรายได้ไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อให้หนี้สินของภาคครัวเรือน (Consumer Loan) มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น

หากกลับมามองที่เมืองไทยบ้าง ปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศไทยสูงถึงเกือบ 80% ของ GDP หรือกว่า 13 ล้านล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ ก็คือหนี้สินเชื่อเงินด่วน สินเชื่อสำหรับอุปโภคบริโภค สินเชื่อจำนำทะเบียน รองลงมาคือสินเชื่อผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ภาวะวิกฤต COVID-19 กำลังทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้เหล่านี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเหล่าลูกจ้างในธุรกิจร้านอาหาร หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศกำลังตกงานอย่างกะทันหัน คนไทยมากมายที่วันนี้ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน แต่อยู่มาวันหนึ่งก็ตกงานอย่างกระทันหัน

นอกจากหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มจะกลายเป็น NPL มากขึ้นแล้ว การบริโภคสินค้าคงทนอย่างบ้าน คอนโด หรือรถยนต์ก็ลดลงด้วยอย่างแน่นอน เพราะคนมีรายได้น้อยลง รวมไปถึงตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงเป็นอย่างมากเริ่มส่งผลที่เรียกว่า Wealth effect ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองจนลง ยอดขายบ้าน หรือรถยนต์ในเวลานี้จึงหดตัวอย่างรุนแรงทั่วโลก

ทั้งหมดก็เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก ที่โรคหวัดที่อัตราการตายไม่ได้สูง แต่อัตราการแพร่ระบาดนั้นสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และภาคเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วทุกมุมโลก นำมาซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอย และถ้าสถานการณ์ไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้ก็อาจจะนำมาซึ่งวิกฤตทางการเงินของโลกในที่สุด ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องตั้งสติ ปรับตัว และเตรียมพร้อมกันแล้วครับ

FundTalk รายงาน

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

Mr. Serotonin
https://www.finnomena.com/port-activate/?ex_id=1077&utm_source=Website&utm_medium=Mr._Serotonin&utm_campaign=DIY&utm_content=DIY&utm_term=Website_Article

ในช่วงนี้นักลงทุนหลาย ๆ ท่านคงปวดหัวกับการหาสินทรัพย์ให้เงินทุนของท่านได้ไปสิงสถิตอยู่และสร้างผลตอบแทนที่งอกเงยได้เช่นเคย โดยแม้แต่ตราสารหนี้ที่ว่าปลอดภัยก็ถือว่าผันผวนมากในช่วงนี้ แต่กลับกันกับ “ทองคำ” ซึ่งช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสร้างผลตอบแทนได้ถึงราว ๆ 15% 

ในวันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าทำไมทองคำในช่วงนี้ถึงเป็นช่วงแห่งการ “เก็บสะสม” และกองทุนทองคำที่ผมแนะนำก็คือ SCBGOLD กองทุนทองคำผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก คัดสรรโดย FINNOMENA Investment Team ถ้าพร้อมแล้วไปเจาะลึกพร้อม ๆ กันได้เลยครับ

ก่อนอื่นเรามาเช็กคุณภาพกองทุน SCBGOLD ไปกับ FINNOMENA 3D Diagram กันก่อนเลยครับ

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

Sources: FINNOMENA Fund

ในส่วนของผลตอบแทนย้อนหลัง (Past Performance) ถือว่าอยู่ในระดับที่ “ดีที่สุด” เลยทีเดียวหากเทียบกับกองทุนทองคำอื่น ๆ รวมไปถึง ผลตอบแทนหลังหักความเสี่ยง (Risk Adjusted Return) ซึ่งค่าที่สูงนี้แสดงให้เห็นว่าหากเทียบกับระดับความเสี่ยงของกองทุนแล้ว ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าไหม ซึ่ง SCBGOLD ในส่วนนี้ก็อยู่ในระดับที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในส่วนของ จุดขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อาจจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่ส่วนตัวผมยังมองว่ายังยอดเยี่ยมอยู่ครับหากเป็นกองที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge) เพราะช่วงก่อนหน้าเงินบาทแข็งค่าเอามาก ๆ

ค่าธรรมเนียมโดยรวมที่ถูกที่สุด เพื่อให้คุณได้ผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

Sources: FINNOMENA Fund

หลาย ๆ คนคงปวดหัวกับเรื่องค่าธรรมเนียม จะซื้อ จะขาย หรือจะย้ายสักทีก็โดนหักตลอด แต่ในส่วนของ SCBGOLD นั้นทาง FINNOMENA Investment Team ได้ไปขุดวิเคราะห์เจาะลึกจนได้กองทุนที่ค่าธรรมเนียมโดยรวมถูกที่สุดมาซึ่งผลออกมาก็คือตัว “SCBGOLD” ตัวนี้นั่นเองครับ 

เมื่อทุกคนได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นของกองทุน SCBGOLD ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปผมจะพาทุกคนไปวิเคราะห์เจาะลึกทั้งในเชิงพื้นฐานและเทคนิคอลแบบแน่น ๆ กันครับ ว่าทำไม “ทองคำ” ถึงเป็นคุณค่าที่คุณคู่ควร ณ ตอนนี้

บทวิเคราะห์เจาะลึกทำไมตอนนี้ถึงต้องทองคำ

เวลาที่ตลาดอยู่ในภาวะตื่นตระหนกเช่นนี้ หลาย ๆ คนที่ต้องการความปลอดภัยคงจะนึกถึงตราสารหนี้ภาครัฐหรือไม่ก็ทองคำ ต่อไปเรามาเจาะลึกกันว่าตราสารหนี้กับทองคำอยู่ใน “สถานะ” ไหนกันแน่ และผมขอบอกว่าอยู่ในสถานะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พิสูจน์ได้จากข้อเท็จจริงที่ผมเตรียมมาให้ทุกคนได้เลยครับ

ตราสารหนี้ ตอนนี้ยังเติบโตได้จริงหรือ?

หากพูดถึงสถานการณ์ของตราสารหนี้ในตอนนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนคงต้องผวากันเป็นแน่ โดยล่าสุด ตราสารหนี้ระยะสั้น (Treasury bill) ของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐได้ติดลบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งแบบ 1 เดือน และ 3 เดือน ในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา นอกจากนั้นตราสารหนี้ระยะยาวของสหรัฐก็ถือว่ายํ่าแย่ไม่แพ้กัน เพราะอัตราผลตอบแทน (yield) ก็อยู่ในระดับที่ตํ่ามาก ๆ 

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

ภาพแสดงการติดลบของอัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นอเมริกา (1 เดือน)

Sources: ThaiBMA

และหากจะอธิบายเพิ่มเติมการที่อัตราผลตอบแทน (yield) ของตราสารหนี้อยู่ในระดับตํ่า จะส่งผลเสียต่อการเติบโตของตราสารหนี้เป็นอย่างมากครับ เพราะตราสารหนี้นั้นเติบโตจากการที่ตัวผลตอบแทน (yield) ลดลงไปเรื่อย ๆ จากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจนทำให้ราคาขึ้น แต่ธนาคารกลางในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ณ ตอนนี้เหลืออัตราดอกเบี้ยในระดับที่ตํ่ามาก ๆ จึงอาจส่งผลให้ตราสารหนี้ในช่วงนี้ไม่อาจเติบโตได้ โดยไทยเราก็เหลืออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.75% เท่านั้น ก็จะเข้าสู่อัตราดอกเบี้ย 0.00% และเมื่อถึงจุดนั้นทางรัฐอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้อีกต่อไปซึ่งอาจทำตราสารหนี้นั้นไม่สามารถเติบโตได้

แล้วอะไรคือหลุมหลบภัยที่ยังเติบโตได้ในตอนนี้?

ผมขอยกให้ “ทองคำ” ครับ เพราะหากมาเทียบกับตราสารหนี้ในช่วงนี้แล้วเรียกได้ว่ายังมีปัจจัยหนุนจัดเต็มอีกมาก อย่างเช่น การประกาศอัดฉีดเงินแบบไม่จำกัดจำนวนของ Fed ณ ตอนนี้ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์นั้นอ่อนค่าและทำให้ทองคำเติบโตได้ เพราะค่าเงินดอลลาร์มักจะถูกนำไปจับคู่กับทองคำเสมอ ๆ รวมไปถึงการเทขายของหุ้นต่าง ๆ ณ ตอนนี้ที่แสดงถึงภาวะ “ความกลัว” ของตลาด จึงอาจทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำนั้นมีโอกาสเติบโตขึ้นมาได้

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

ภาพแสดงดัชนี Fear & Greed สะท้อนให้เห็นถึงภาวะตลาดที่ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก

Sources: CNBC

การอัดฉีดเงิน กับ ทองคำเชื่อมโยงกันแค่ไหน?

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

Sources: FINNOMENA Investment Team

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า Fed ได้มีมาตรการทำ QE ไม่อั้นต่อเนื่องซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงและหนุนนำทองคำให้พุ่งทยานต่อเนื่อง ดังนั้นเรามาพิสูจน์ผ่านการสังเกตกันว่าเมื่อ Fed ทำ QE แล้วทองคำมีทิศทางสอดคล้องกันไปเป็นอย่างไร

จากภาพดังกล่าวจะถือว่าสอดคล้องเข้ากันใช้ได้เลย สำหรับการทำ QE กับทองคำ (เพิ่มเติมเล็กน้อยการทำ QE คือ การซื้อคืนสินทรัพย์ เช่น พันธบัตรรัฐบาล, ตราสารเงินผู้ลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) รวมถึงตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น) ดังนั้นการทำ QE ก็คือการซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ว่าคืนกลับมาและสินทรัพย์จะถูกบันทึกลงใน Balance sheet ดังภาพ 

แต่จุดสังเกตก็คือช่วงปี 2013-2014 ที่ดูจะไม่เข้ากันนัก เหตุผลอาจเป็นเพราะตลาดมองว่าการทำ QE ใกล้จะจบและเศรษฐกิจน่าจะรอดแล้วเงินจึงไหลเข้าไปในหุ้นแทน 

ดังนั้นเราอาจต้องใช้เหตุผลอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย ซึ่งหากเสริมกับดัชนีความกลัวของตลาด (Greed & Fear Index) ข้างต้น และดัชนี VIX ในส่วนถัดไปในจุดนี้ทองคำก็ยังถือว่าน่าสนใจอยู่ครับ

VIX index กับ ทองคำ ตัวชี้วัดสำคัญ เข้าทอง รอช้อนหุ้น

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

Sources: FINNOMENA Investment Team

จากภาพจะสังเกตได้ว่าหากดัชนี VIX (ดัชนีวัดความผันผวนของหุ้น) กำลังขึ้น ทองจะลงมาก่อนซึ่งอาจจะสอดคล้องกับการพักตัวของทองคำก่อนหน้านี้ โดยมีผลมาจากการที่คนอาจเทขายทองคำทิ้งมาถือเงินสดแทนในช่วงวิกฤติ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อดัชนี VIX ถึงจุดพีค  ราคาทองจะกลับดีดขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นในช่วงที่ VIX ถึงจุดพีค ทองอาจจะกลับมาขึ้นอีกครั้ง โดย VIX ณ ตอนนี้นั้นเรียกได้ว่าอยู่ในจุดของวิกฤติ Subprime เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวิกฤติผ่านพ้นทองคำยังเติบโตได้อยู่ไหม?

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

Sources: FINNOMENA Investment Team

หลายคนอาจจะติดกับการที่ทองคำคือสินทรัพย์ปลอดภัยและมีประโยชน์ยามวิกฤติเท่านั้น ซึ่งมันก็ใช่ครับ แต่อาจจะไม่เสมอไป…

เพราะฉะนั้น คำตอบของคำถามข้างต้นคือ ได้ครับ ใช่แล้วครับทองคำยังเติบโตได้แม้หุ้นจะกลับมาแล้ว โดยเมื่อเทียบกับวิกฤติ Subprime เมื่อปี 2008 ทองคำยังถือว่าเติบโตต่อเนื่องและเป็นอีกระยะหนึ่งด้วย (ราว ๆ 2 ปี ตามภาพ) ดังนั้นถึงแม้เราจะไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ว่าตอนนี้ตลาดใกล้ถึงจุดตํ่าสุดแล้วหรือยัง เราก็ยังอาจทยอยสะสมทองคำได้อยู่ครับ เพราะถึงแม้ตลาดหุ้นจะกลับมาแล้ว คนก็ยังไม่ได้รีบหนีไปไหนจากทอง (สังเกตได้จากราคาที่เติบโต) ดังนั้น timing ตอนนี้ถือว่าเหมาะเจาะมาก ๆ ครับ เพราะตลาดลงมาหนักระยะหนึ่งแล้ว

เปิดบัญชีลงทุน SCBGOLD ได้ที่นี่ ! คลิกเลย!!

ส่งท้ายบทวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอลแบบเจาะลึก 

ทองคำ

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

จากภาพจะเห็นได้ว่าราคานับตั้งแต่ช่วงเกือบ ๆ กลางปีของปี 2016 ไปจนถึงเกือบ ๆ กลางปีของปี 2019 มีการสะสมราคาแบบไร้ทิศทาง (Sideway) มาโดยตลอด จนมีการหลุดกรอบราคาออกไปอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ราคาทองจะเพิ่มขึ้นต่อไป เนื่องจากการสะสมราคาที่มีระยะเวลานาน (ราว ๆ 3 ปี) เพิ่มเติมสักนิดการหลุดออกจากรอบราคา (Breakout) ถ้ายิ่งเป็นกรอบที่สะสมนานราคาที่วิ่งขึ้นไปจะรุนแรงตามไปด้วยครับ

ถัดไปเรามาดูในกรอบเวลารายวันกันบ้างว่าทองคำจะเป็นเช่นไร

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

หากมาวิเคราะห์ในกรอบรายวันแล้วจุดสังเกตแรกก็คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving average) เส้น 50 และ 200 มีการตัดกันเป็นขาขึ้นซึ่งในทางเชิงเทคนิคอลแล้วถือว่าเป็น “Golden cross” หรือการกลับตัวของแนวโน้มที่ชัดเจน โดยในที่นี้ตัดกันขึ้นก็จะเป็นขาขึ้นครับ สนับสนุนต่อด้วยการทะลุกรอบราคา (breakout) ที่จุดเดียวกับกรอบเวลารายสัปดาห์ก่อนหน้า หลังจากนั้นราคาได้ลงมาทดสอบที่เส้น Moving average 200 และไม่สามารถผ่านลงมาได้ พร้อมกับดีดตัวกลับขึ้นไป แสดงถึงความเป็นไปได้ที่ทองคำจะกลับตัวเป็นขาขึ้นต่อไป  

ค่าเงินบาท

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

จากภาพที่กรอบราคารายวันจะสังเกตได้ว่ามีการสะสมของราคาด้านบนมาตั้งแต่ราว ๆ กลางปี 2015 จนถึงเกือบ ๆ กลางปี 2017 ก่อนเงินบาทจะแข็งค่าอย่างรุนแรงสังเกตได้จากราคาที่ร่วงลงมาเกือบ ๆ 30 บาท/ดอลลาร์ แต่มีความเป็นไปได้ว่าแนวโน้มขาลงได้สิ้นสุดลงแล้วสังเกตได้จาก corrective wave ที่ทำเป็น A, B และ C ครบเป็นที่เรียบร้อย แสดงให้เห็นว่าบาทจะกลับตัวเป็นอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ อย่างไรก็ตามอาจมีการพักตัวเล็กน้อยของราคา (บาทแข็งค่าขึ้น) ก่อนจะกลับขึ้นไปอ่อนค่าอีกครั้งในระยะยาว

สรุปโดยรวม ระยะยาวเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าครับ

ไขข้อสงสัย? ทำไมเราถึงต้องเลือก SCBGOLD ไม่ใช่ SCBGOLDH

การที่เราแนะนำกองทุน SCBGOLD แบบไม่ประกันความเสี่ยงค่าเงินก็เพราะค่าเงินบาทนั้นมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าต่อไปได้ จากมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ของรัฐ ตัวอย่างเช่น มาตรการล่าสุดในไทย อย่างการเข้าช่วยซื้อตราสารหนี้คุณภาพดีในตลาดเงินที่จะถือได้ว่าเป็นการทำ REPO หรือ QE ในแบบฉบับของไทยก็ว่าได้

รวมไปถึงการลดดอกเบี้ยที่คาดว่าน่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกในอนาคต เพราะทางแบงก์ชาติล่าสุดปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2563 อยู่ที่ -5.3% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอาจมีผลมาจากการส่งออกที่ลดลงมากกว่าการนำเข้า ซึ่ง ณ จุดนี้หากไม่มีการกระตุ้นเพิ่มเติมก็คงจะแปลกเอามาก ๆ

นอกจากนั้น ในเชิงเทคนิคอลค่าเงินบาทก็ได้จบแพตเทิร์นเวฟขาลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นถึงการกลับตัวของค่าเงินบาทจาก “แข็งค่า” เป็น “อ่อนค่า”

โดยรวม ทั้งการเพิ่มสภาพคล่อง การลดดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจนั้น จะเป็นปัจจัยหนุนนำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด

เติบโตยามวิกฤติไปกับ SCBGOLD กองทุนทองผลตอบแทนเยี่ยม ค่าธรรมเนียมถูก

ภาพแสดงการเปรียบเทียบผลตอบแทนกองทุน SCBGOLD กับ SCBGOLDH

จากภาพข้างต้นก็จะสังเกตได้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่ค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าลงทางตัว SCBGOLD ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าเป็นครึ่ง ๆ เลยทีเดียวครับ ซึ่งแตกต่างกันมากเลยทีเดียวกับ SCBGOLDH ที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

ความเสี่ยงที่ควรพึงระวัง

1) ความเสี่ยงในเรื่องของค่าเงิน

จริงอยู่ครับที่ว่ามาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ของไทยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทอ่อน แต่ทาง Fed ก็มีมาตรการกระตุ้นเช่นนี้ออกมาเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากค่าเงินดอลลาร์เกิดอ่อนตัวมากกว่าค่าเงินบาทก็อาจทำให้เกิดความสูญเสียในส่วนนี้ได้ 

2) ความเสี่ยงในเรื่องของการลงทุนแบบกระจุกตัว

อันนี้คงต้องบอกไว้ก่อนครับ ด้วยความหวังดี ตัวกองทุน SCBGOLD นั้นมีสัดส่วนลงทุนที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นทองล้วนก็ว่าได้ โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 98.78% จากตัวกองทุนทั้งหมด ดังนั้นถือว่าเป็นการลงทุนในทองล้วน ๆ ไม่ได้กระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ส่วนอื่นครับ

สรุปโดยรวมทำไมต้อง SCBGOLD

1) ค่าธรรมเนียมถูกและผลตอบแทนเยี่ยม 

กองทุนทอง SCBGOLD มีค่าธรรมเนียมโดยรวมทั้งการซื้อ ขาย และสับเปลี่ยนที่ถูกกว่ากองทุนทองคำตัวอื่น ๆ รวมถึงผลตอบแทนที่อยู่ในระดับ “ดีที่สุด” วัดจาก FINNOMENA Diagram

2) ทองคำเป็นช่วงแห่งการเก็บสะสม 

ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง ทองคำจะมีการพักตัวขึ้นมาชั่วครู่เช่นเดียวกัน เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรและนำเงินสดมาใช้ยามวิกฤติ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลข้างต้นก็พิสูจน์แล้วว่า ทองคำมีแนวโน้มจะกลับมาได้ก่อนหุ้น เพราะฉะนั้นช่วงพักตัวเช่นนี้ เป็นโอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ ครับสำหรับทองคำ

3) มีคุณค่าในเชิงสินทรัพย์ปลอดภัย

ทองคำเป็นสิ่งที่ผู้คนให้คุณค่ากับมันเสมอ  ๆในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีค่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ดังนั้น การเก็บสะสมทองคำนั้นอาจไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “หนี้สูญ” หรือ “ล้มละลาย” แตกต่างกับตราสารหนี้ภาคเอกชนต่าง ๆ แต่ข้อควรระวังก็คือเรื่องของราคาที่อาจเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

ทั้งหมดก็เปนการรีวิวและแนะนำในวันนี้ครับ เช่นเคย รักษาสุขภาพกันด้วย…

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

เปิดบัญชีลงทุน SCBGOLD ได้ที่นี่ ! คลิกเลย!!

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้

—————————-

Jessada Sookdhis

Investment Analyst (IA)

ตรวจทานบทความ

References

FINNOMENA Investment Team

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/872582?fbclid=IwAR2qvkLVoa-AX1VT5St4vdeuF4l0lsAN0EcQ3jQO0QzFpE8v1QSadL6O6Dw

 

วิเคราะห์ Work from home ทำให้ “รวยขึ้น” หรือ “จนลง” (เขียนโดย พ่อบ้านหาตังค์)

FINNOMENA STORY

วิเคราะห์ Work from home ทำให้ “รวยขึ้น” หรือ “จนลง”

เขียนโดย พ่อบ้านหาตังค์

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้หลาย ๆ หน่วยงาน รวมถึงบริษัทต่าง ๆ พากันออกมาตรการให้กับพนักงานของแต่ละที่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ หรือที่เราเรียกกันว่า “work from home” (WFH) นั่นเอง

อย่างที่บริษัทของผมเองก็ถือว่าเป็นมาตรการวัดใจเลยทีเดียว เพราะถึงแม้จะเป็นมาตรการเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว (แต่อาจจะกินเวลายาวนานหลายเดือน) หากพนักงานสามารถทำงาน WFH กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นแปลว่า อนาคตบริษัทอาจจะพิจารณาให้ WFH เป็นหนึ่งในรูปแบบการทำงานที่อนุญาตให้พนักงานเลือกได้ น่าจะดีไม่ใช่น้อยสำหรับคนที่ชอบ WFH

แต่แล้วผมก็เห็นคนตั้งกระทู้ถามใน Pantip ว่า จริง ๆ แล้ว WFH เป็นสาเหตุที่ทำให้เรา “สิ้นเปลืองเพิ่มขึ้น” หรือ “ประหยัดเงินมากขึ้น” กันแน่?

จะว่าไปแล้ว…ในประเด็นนี้เองที่ทำงานผมเองก็มีพูดถึงกันไม่น้อยเลย เพราะแต่ละคนที่มีปัจจัยความพร้อมที่ไม่เหมือนกัน จะเผชิญกับเงื่อนไขของค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันออกไป ผมจึงคิดว่าก่อนที่เราจะสามารถสรุปได้ว่า Work from home (WFH) สิ้นเปลืองหรือประหยัดนั้น เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า “คุณเป็น WFH สายไหน”…และแบบที่คุณเป็นนั้นมันกำลังจะทำให้คุณ “รวยขึ้น” หรือ “จนลง” กันแน่?

 

แบบที่ 1 WFH สายคนโสด

สายนี้มักจะพบเห็นได้ทั่วไป และมักจะเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากซะด้วยสิ จุดเด่นของกลุ่มนี้ คือมักจะพักอาศัยในลักษณะที่เป็นคอนโด หรือไม่ก็อพาร์ตเม้นท์ หอพักต่าง ๆ กลุ่มนี้ ถ้าโดยปกติเขาพักไม่ไกลจากที่ทำงานอยู่แล้ว เรื่องค่าเดินทางจะไม่มีผลกระทบ ไม่เพิ่มขึ้นและไม่ลดลง แต่ถ้าปกติคนกลุ่มนี้ต้องเสียค่าเดินทาง เช่น ค่า BTS หรือค่ามอเตอร์ไซด์รับจ้าง เฉลี่ย ๆ ต่อวันประมาณ 100 บาท ถ้า WFH ทั้งเดือน ก็จะสามารถประหยัดได้ถึง 2,200 บาท เลยทีเดียว

ค่าใช้จ่ายอีกส่วนที่ดูแล้วกลุ่มนี้น่าจะประหยัดได้เยอะ ก็คือค่าแต่งตัว จากการ Video Call กับเพื่อนร่วมงานเห็นได้ชัดเลยว่าหลายคนประหยัดค่าเครื่องสำอางค์ 😀 ค่าทำผม (จริง ๆ แล้วร้านตัดผมโดนสั่งปิดตามการควบคุมโรค T T) หรือแม้กระทั่งค่าซักรีดเสื้อผ้าต่าง ๆ เพราะถ้าเราไม่ได้ออกไปไหน แต่งตัวอยู่บ้านเสื้อยืดก็พอแล้ว ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ก็น่าจะประหยัดไปได้อีกส่วนหนึ่ง (ที่สำคัญโสดอยู่คนเดียว จะต้องแต่งตัวไปอวดใครกันล่ะ)

ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจนมาก ๆ ว่าคนกลุ่มนี้น่าจะสิ้นเปลืองมี 2 ค่าด้วยกัน

  1. ค่ากิน
    เป็นค่าใช้จ่ายที่เรามักจะเห็นเพื่อนฝูงบ่นกันเป็นอันดับแรก ๆ เพราะช่วงแรกของการปรับตัว ทุกคนจะตื่นเต้นกับการกักตัว กลัวจะไม่มีของกิน กลัวจะหาซื้อของกินไม่ได้ เกิดการกว้านซืัอ…ใช่ครับ! กว้านซื้อของกิน จนไม่มีที่จะเก็บ บางคนซื้อของกินเยอะมาก จนไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรกิน และกินให้หมดทันก่อนที่ของจะเน่าเสียหรือไม่ ทำไมของกินถึงเปลืองน่ะเหรอ เพราะการซื้อแบบมากเกินกว่าปกติ ทำให้เราใช้เงินเยอะ ข้อนี้เห็นได้ไม่ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ “เมื่ออยู่บ้าน เรามักจะตามใจปาก และกินแทบตลอดเวลา” ช่างแตกต่างจากตอนอยู่ที่ออฟฟิศซะเหลือเกิน แถมทุกวันนี้ยังมีบริการ Delivery ส่งถึงที่ ที่พร้อมจะมาเรียกเก็บเงินคุณ (ไม่ได้เก็บถึงที่นะ) แต่เก็บผ่านมือถือคุณเลยต่างหาก

  2. ค่าไฟ
    เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่พิสูจน์กันได้ด้วยบิลเรียกเก็บค่าไฟตอนสิ้นเดือน ถ้าใครจ่ายค่าไฟผ่านการไฟฟ้าฯ ก็อาจจะตื่นเต้นน้อยหน่อย แต่ถ้าใครจ่ายค่าไฟผ่านหอพักที่อาจจะมีอัตราพิเศษที่แตกต่างหรือคิดเป็นยูนิต ก็อาจจะทำให้เห็นถึงความแตกต่างของเดือนก่อน ๆ กับเดือนที่ทำงานจากที่บ้านได้เป็นอย่างดี และยิ่งช่วงนี้ที่เข้าหน้าร้อนด้วยแล้วนั้น ครั้นจะหวังพึ่งแอร์ออฟฟิศ ก็คงไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป

“ดูแล้วคนโสดที่อยู่คนเดียวน่าจะเปลืองค่ากินกับค่าไฟมากเป็นอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้”

ค่าใช้จ่ายสุดท้ายของคนโสดที่ผมเกือบลืมพูดถึง และมักจะเห็นสาว ๆ แชร์กันบนเฟสบุ๊คบ่อย ๆ ก็คือค่าช้อปปิ้งออนไลน์นั่นเอง ถึงแม้ตัวจะไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่าง ๆ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้ง Shopaholic ได้นั่นเอง แต่เอาจริง ๆ นะครับ ผมคิดว่าค่าใช้จ่ายก้อนนี้ไม่ว่าจะ Work from home หรือ Work from office เราก็ช้อปปิ้งกันอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ?

 


แนวนี้จะเรียกว่าคนมีคู่ หรือมีครอบครัวก็ได้ครับ แต่ถ้ามีครอบครัวก็น่าจะเป็นครอบครัวขนาดเล็กที่มีเพียงพ่อแม่ลูก หรือสมาชิกรวมกันไม่เกิน 3–4 คน ซึ่งคนที่ทำงานส่วนใหญ่ในสายนี้ก็จะมีเพียง 1–2 คนแค่นั้น คนกลุ่มนี้ที่พักอาศัยก็น่าจะคล้าย ๆ คนโสด แต่แนวโน้มจะเป็นคอนโดที่มีขนาดห้องใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อยที่สอดคล้องกับจำนวนสมาชิก หรือบางคนก็จะอยู่อาศัยเป็นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นทาวน์โฮมหรือบ้านเดี่ยวตามหมู่บ้านจัดสรร หรือชุมชนต่าง ๆ

กลุ่มนี้ที่น่าสนใจคือเรื่องของค่าเดินทาง ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้มีที่พักอยู่ในตัวเมือง แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็จะเลือกพักตามชานเมือง และอาศัยขับรถเข้าเมืองมาพร้อม ๆ กันทั้งสามีภรรยา หรือพร้อมลูก ๆ เพื่อส่งเข้าโรงเรียน ถ้าคนกลุ่มนี้ WFH สิ่งแรกที่จะประหยัดก็คือค่าเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน ค่าสึกหรอในการดูแลรถยนต์ บางคนอาจจะรวมถึง ค่าเช่าที่จอดรถประจำเดือนแต่ละเดือนด้วย เรียกได้ว่ามีค่าใช้จ่ายราว ๆ 3,000 ถึง 5,000 บาท ที่จะสามารถประหยัดได้เลยทีเดียว

ค่าใช้จ่ายอีกหนึ่งอย่างของคนกลุ่มนี้ที่น่าจะประหยัดได้ และเห็นผลชัดมาก ๆ ก็คือค่ากินครับ ยิ่งถ้าครอบครัวไหนคุณแม่บ้าน หรือคุณพ่อบ้าน ทำอาหารเก่ง ทำอาหารเป็น จัดสรรวัตถุดิบได้อย่างคุ้มค่า แน่นอนเลยว่าจะประหยัดได้เยอะมาก ๆ ไม่ต้องเปรียบเทียบอะไรมาก ถ้าคิดง่าย ๆ ว่าข้าวไข่เจียว 1 จาน ต้นทุนอาจจะไม่ถึง 10 บาท แต่พอไปกินข้าวไข่เจียวนอกบ้าน ราคาก็สามารถขยับได้ถึง 30 บาท ประหยัดได้เยอะมาก ๆ เลยทีเดียว

แต่ตรงกันข้าม ถ้าทำอาหารไม่เป็น และใช้วัตถุดิบอย่างสิ้นเปลือง ก็อาจจะทำให้เปลืองค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน ที่สำคัญ สมาชิกครอบครัวขนาดนี้ถ้าสั่งอาหารเป็นกล่อง ๆ หรืออาหารจานเดี่ยวให้มา Delivery ที่บ้านแทบทุกวันหรือมื้อเว้นมื้อก็จะเป็นการเปลืองค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะค่าจัดส่ง (Delivery Fee)

แน่นอนว่าสายนี้ก็จะมีค่าไฟที่เปลืองขึ้นมาเช่นเดียวกัน แต่ถ้าลองคิดถึงความเย็นสบายของคนในบ้านตลอดเดือนเมษายน ค่าใช้จ่ายนี้ก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่ทำให้เราสามารถนั่งดูซีรี่ส์สบาย ๆ ตลอดเวลากักตัว หรือตลอดเวลาที่ทำ Social Distancing กับคนอื่นนั่นเอง

 


สายนี้ดูน่าจะเป็นกลุ่มที่ประหยัดมากที่สุดก็ว่าได้ โดยทั่วไปแล้วกลุ่มนี้มักจะมีขนาดผู้อยู่อาศัยภายในบ้านประมาณ 4–5 คนขึ้นไป และอาจจะมีถึง 3 เจนเนอเรชั่นภายในบ้านหลังเดียวกันด้วยเนี่ยสิ ความปวดหัวเรื่องสิ้นเปลืองหรือประหยัดแทบจะหมดไปในทันที แต่คำถามแรกที่จะโผล่มาก็คือ “Work from home” คืออะไร? หลาย ๆ คนที่ทำงานจากที่บ้านท่ามกลางครอบครัวใหญ่ อาจจะต้องเผชิญการแย่งชิงพื้นที่ออฟฟิศส่วนตัวภายในบ้าน มุมไหนนะถึงจะเป็นโต๊ะทำงานของเรา หลายคนไม่พ้นใช้โต๊ะรับปรทานอาหารภายในบ้านเป็นมุมทำงานประจำ เป็นมุม Conference call กับเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นค่าใช้จ่ายก้อนแรก ก็คือ

“โอกาสซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาแล้ว”

ทั่วไปก็จะเริ่มแค่เก้าอี้ที่มีล้อ พนักพิงปรับระดับได้ ความสูงของเก้าอี้ก็ปรับได้ เพื่อให้เข้ากับโต๊ะที่บ้าน บางทีเก้าอี้ตัวนี้อาจจะสบายกว่าที่นั่งที่ทำงานประจำอีกด้วย บางคนอาจจะไม่จบที่เก้าอี้ ก็จะตามไปต่อถึงโต๊ะทำงานที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว (ต้องบอกก่อนว่า กรณีนี้คือคนที่บ้านพอจะมีพื้นที่ให้แทรกเฟอร์นิเจอร์ใหม่ลงไปได้ด้วยนะครับ) ผมคงไม่ลงราคานะครับ แต่ก็แตะ ๆ หลักพันอยู่ไม่ใช่น้อย เฉลี่ย ๆ ก็น่าจะแถว ๆ 3,000–7,000 บาท

ต้องยอมรับว่าครอบครัวใหญ่ ถ้าไม่ได้นั่งแยกห้องกันชนิดที่เรียกว่า “คนละห้อง” แล้วก็เปิดแอร์กันคนละห้อง แต่อาจจะนั่งบริเวณที่ใกล้ ๆ กัน แล้วเปิดแอร์ในช่วงหน้าร้อนร่วมกัน WFH สายนี้ค่าไฟดูจะไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ เพราะว่าต่อให้เราไม่อยู่บ้านไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่คนที่บ้านอากง อาม่า ลูก ๆ หลาน ๆ ที่ปิดเทอมก็คงจะเปิดแอร์อยู่ดี ดังนั้นค่าไฟของกลุ่มนี้ไม่น่าจะแตกต่างมากนัก

ค่ากินของสายนี้ก็จัดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ “ประหยัดต่อขนาด” แบบสุด ๆ เราอยากทานอาหารหลายชนิดได้ เพราะมีคนพร้อมจะช่วยเราหาร และทำให้เรามีอาหารที่หลากหลายภายในบ้าน ต่อให้สั่งของ Delivery เมื่อเทียบกับค่าส่ง และค่าน้ำมันที่ต้องออกไปซื้อของเองนอกบ้าน ก็จะเห็นว่ายิ่งมีสมาชิกร่วมหารค่าใช้จ่ายมากด้วยเท่าไหร่ ความคุ้มค่ายิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

ความคุ้มค่าอีกหนึ่งอย่างสำหรับคนสายนี้ ก็คือการประหยัดค่าเดินทาง การเพิ่มเวลาให้กับคนในครอบครัว และการใช้เวลาร่วมกันที่มากขึ้น เหมือนกับชดเชยเวลาที่เคยขาดหายไปจากการเดินทางในภาวะปกติ รวมถึงบางคนอาจจะมีเวลาออกกำลังกายมากขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าความคุ้มค่านี้ไม่ได้มีดีแค่ตัวเงิน แต่มีดีถึงความคุ้มค่าทางด้านสายสัมพันธ์ครอบครัวและสุขภาพของเราอีกด้วย

 


หรือบางคนอาจจะเรียกสายนี้ว่าเป็น Freelance ก็ได้ เพราะไม่ว่าจะก่อนหน้าที่จะมี COVID-19 หรือไม่ ฉันก็ WFH ตลอดเวลาอยู่แล้ว หากใครเป็นคนสายนี้อยู่แล้ว ก็มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสมอตัว” ดูแล้วไม่ได้มีอะไรที่ประหยัดขึ้น หรือสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต่างอะไรจากสภาวะปกติ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการกิน การเดินทาง (ซึ่งตอนนี้ไม่ต้องเดินทางอะไร ต้องอยู่บ้านเฉย ๆ) ค่าไฟ (ที่ปกติก็อาจจะเปิด ๆ ปิด ๆ เป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าตัวเองใช้จ่ายเท่าไหร่ คนกลุ่มนี้จึงดูเป็นกลุ่มคนที่เสมอตัวที่สุดก็ว่าได้

แต่ถึงแม้คนกลุ่มนี้จะไม่ได้เห็นความแตกต่างอะไรนักในแง่การเงิน แต่เชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่คนกลุ่มนี้จะสังเกตเห็น (และคนอื่น ๆ ก็เห็น) ก็คือ ค่าฝุ่นที่ลดลง จากการลดใช้รถยนต์นั่นเอง หรือจริง ๆ แล้วต่อให้ไม่ได้มีโรคระบาดอะไร การทำงานจากที่บ้าน (WFH) อาจจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในอนาคตที่เราจะช่วยกันลดมลภาวะในอากาศต่าง ๆ หรือถ้าพูดให้ถูกจุดก็คือ ถ้าเราช่วยกันลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ก็จะสามารถช่วยกันลดมลพิษทางอากาศได้อีกทางหนึ่งด้วย และนั่นอาจจะทำให้เราประหยัดค่าเครื่องฟอกอากาศได้ด้วยนะครับ (สุดท้ายก็มีสิ่งที่ประหยัด โผล่มาให้เห็น ><)

สุดท้ายนี้ สิ่งที่น่าสนใจท่ามกลางภาวะวิกฤติการระบาดของไวรัส COVID-19 คือ ความประหยัดจากการทำ WFH ของบางคนที่มีเงินเหลือเก็บ และสามารถนำไปร่วมทำบุญ บริจาค ช่วยเหลือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เขารับบริจาคกันอยู่ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ผมเชื่อว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ”

ขอเป็นกำลังใจให้กับเหล่าคนทำงานหาตังค์ด้วยกันทุกคนนะครับ

#เราจะผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน

ฝากกดไลค์ กดติดตามและให้กำลังใจเพจ พ่อบ้านหาตังค์ ด้วยนะครับ ^^


#พ่อบ้านหาตังค์ #คิดจะพักคิดถึงภาระ
#husbandmakesmoney

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

Mr. Serotonin
สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

กลับมากันอีกครั้งสำหรับสรุป LIVE ประจำวัน ต้องบอกเลยว่าของวันนี้เป็นอันที่สองที่ผมชอบมากๆ เป็นการส่วนตัว เพราะมีการเจาะลึกพื้นฐานงบการเงินของบริษัท อย่างเข้มข้นรวมถึงเทคนิคอลและมุมมองสินทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ แบบจัดเต็มส่งท้ายเช่นเคย หากคุณสงสัยว่าบริษัทอสังหาฯที่คุณถืออยู่จะรุ่งหรือจะร่วง ผมขอบอกว่าพลาดไม่ได้เลยทีเดียวครับ ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านไปพร้อมๆ กันได้เลย!

เปิดม่านสัญญาณแรกของ QE แบบ Unlimited อย่าง Balance Sheet

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

ถือว่าทะลุขอบฟ้านิวไฮไปเลยทีเดียวสำหรับ Balance sheet หลัง Fed อัด QE เต็มที่ทุ่มสุดตัวเป็นมูลค่าถึง 525 ล้านดอลลาร์ โดยทางตัว Jerome Powell ถึงกับออกมาตกตะลึงและยอมรับว่าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามถึงแม้จะใส่ QE ไปจำนวนมหาศาล แต่การเข้าไปซื้อพันธบัตร หรือ ตัว Mortgage backed securities (MBS) เฉยๆ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เข้าไปกระตุ้นในส่วนภาคธุรกิจโดยตรง เพราะปัญหาหลักนั้นอยู่ที่คนไม่จับจ่ายใช้สอยกันจากผลของโควิด-19 โดยสิ่งที่ทาง Fed เลยออกมาเหมือนกับว่าอาศัยอุ้มแบบหว่านๆ เสียมากกว่า

ทำงานในกลุ่มไหนส่อแววตกงาน?

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

เบื้องต้นภาพด้านบนเป็นบทวิเคราะห์จากทาง Moody ที่ออกมาวิเคราะห์ผลกระทบของโควิด-19 ว่าส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในแต่ละอุตสาหกรรมขนาดไหน โดยอุตสาหกรรมที่หวยออกหนักสุดน่าจะเป็นในส่วนของอุตสาหกรรมค้าปลีกที่อาจมีคนตกงานถึง 15 ล้านคน แต่อาจจะยังพอไหว เพราะ พวกสินค้าบางชนิดอย่างเช่น ของใช้ หรือ อาหารยังมีความจำเป็นอยู่ รองลงมาเป็นธุรกิจร้านอาหารต่างๆ การขนส่ง การศึกษา และพวกธุรกิจบันเทิง เช่น โรงหนังเป็นต้น

โดยมีผลมากจาก Demand shock หรือแปลตรงๆ คือความต้องการสินค้าที่ขาดหายไปจากการกักตัวของผู้คนไม่กล้าออกจากบ้าน

รวมถึง Supply shock หรือการหยุดชะงักของภาคการผลิตที่ถูกชะลอโดย การกักตัวเช่นเดียวกัน (ข้อมูลข้างต้นเป็นของในอเมริกานะครับ)

วัดกันจะจะผ่าน 2 วิกฤติที่ผ่านมา คนตกงานรวมเท่าไร?

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

ตอนวิกฤติดอทคอมมีคนตกงานรวมทั้งสิ้น 3 ล้านคน โดยรวมทั้งในธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ตอนวิกฤติ subprime มีคนตกงานเกือบๆ 10 ล้าน โดยรวมทั้งในธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

สำหรับผมสิ่งที่น่าจับตามอง ก็คือวิกฤติครั้งนี้จะหนักกว่าครั้งอื่นๆ หรือเปล่า เพราะ เป็นการถดถอยจากภาคธุรกิจโดยตรง แตกต่างกับ Subprime ที่ว่าหนักแล้วแต่ทางผู้ดำเนินนโยบายยังแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า อย่างการเข้าไปอุ้มตลาดเงินโดยตรง ณ จุดนี้เเล้วผมมองว่าการตัดสินใจช่วยเหลือภาคธุรกิจให้ตรงจุด ถูกส่วน และถูกตัวมีความสำคัญมากครับ เพื่อไม่ให้เกิดการล้มเป็นโดมิโน

คาดการณ์ตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง เจ๊งแค่ไหน?

ในช่วงวิกฤติดอทคอมมีการหนี้สูญ (Default) ไป  9% จากทั้งหมด

ในช่วงวิกฤติซัพไพรม์มีการหนี้สูญ (Default) ไป 13% จากทั้งหมด

โดยในช่วงปัจจุบันหากนับตั้งแต่ต้นปีมีการหนี้สูญ (Default) ไปเรียบร้อยแล้วที่ 3% จากทั้งหมด

ในส่วนนี้ผมมองว่าน่าจับตามองมากๆ ครับ เราผ่านมาแค่ 3 เดือนเท่านั้นจากต้นปีแต่เรามีการหนี้สูญ (Default) ไปถึง 1 ใน 3 ของวิกฤติดอทคอมแล้ว

1 2 3… 3 การผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

ลงลึก ขึ้นเร็ว

ลงลึก ขึ้นเร็ว บทสรุปที่ดีที่สุดจากการคาดการณ์ของ Moody คือ อัตราผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นที่ 6.8% ซึ่งจากการคาดการณ์เคสนี้น่าจะปิดกล่องไปแล้วครับ

เหมือน 2008 …

จากการคาดการณ์ใน LIVE มีความเป็นไปได้ว่าตัวเลขน่าจะอยู่ระหว่างเคสปี 2008 กับ ลงลึก ขึ้นเร็ว ฉะนั้นการเกิดหนี้สูญ (Default) น่าจะอยู่ที่ราวๆ 10% ครับ

เช็กอัตราการว่างงานกันสักนิด

การว่างงานอยู่ที่ 3.5% ณ ตอนนี้โดยทาง Goldman Sachs คาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ 12% ซึ่งสูงมากๆ และหากเทียบกับตารางด้านบนแล้วกำลังจะเข้าสู่ยุคถดถอยขั้นรุนแรง เลยทีเดียวครับ จากวิกฤติในครั้งนี้

ปิดท้ายส่วนนี้ด้วยการเช็ค Spread ความเสี่ยงตราสารหนี้เกรดตํ่า

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

ตอนนี้ตัว spread อยู่ที่ราวๆ 900 จากก่อนหน้าเดือนกุมภาพันธ์ที่ 500 โดยรวมแล้วระดับความยํ่าแย่น่าจะมาถึงครั้งปี 2008 ได้ครับ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นอยู่ที่ตัวผู้ดำเนินนโยบายด้วยว่าจะจัดการได้ดีแค่ไหน แถมส่งท้าย (มีข่าวแว่วๆ ว่าทาง Fed อาจเข้าไปซื้อหุ้น S&P 500 เพื่อดึงตลาดขึ้น)

เจาะลึกพื้นฐานการเงิน sector กลุ่มอสังหาฯไทย ใครน่าจะรอด ใครน่าจะร่วง

Supalai

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

จากภาพจะสังเกตได้ว่ามีเงินสดอยู่ 1,300 ล้านบาท (ในยามวิกฤติเงินสดมีความจำเป็นเพราะมีสภาพคล่องสูงสุด ซึ่งในที่นี้จะแตกต่างกับสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์ซึ่งขายออกได้ยากในยามวิกฤติ)

หนี้ระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) อยู่ที่ 9,200 ล้านบาท ถือว่าเยอะเลยทีเดียวหากเทียบกับเงินสดในมือ

สินค้าในคลัง (อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ) อยู่ที่ 50,000 กว่าล้านบาท เมื่อปลายปีที่แล้ว

ต่อไปเรามาดูสิ่งที่น่าจับตามองอย่างอัตราส่วนทางการเงินกันครับ…

หนี้สินระยาว (Long term debt) ต่อส่วนของเจ้าของ (Equity) ปัจจุบันบริษัทมี equity อยู่ที่ 38,000 ล้านบาท หนี้สินระยะยาวที่ 4,500 ล้านบาทซึ่งถือว่าโดยรวมยังโอเคอยู่ครับคิดเป็นเพียง 10% ของส่วนของเจ้าของเท่านั้น

ในส่วนของหนี้สินทั้งหมดต่อส่วนของเจ้าของทั้งหมด มี equity อยู่ที่ 38,000 ล้านบาท และหนี้ทั้งหมดอยู่ที่ 14,000 ราวๆ 40% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนอัตราหนี้จะอยู่ที่ราวๆ 40% ของ equity ทั้งหมด โดยรวมถือว่าโครงสร้างหนี้ยังดีอยู่ครับ

สรุปสำหรับ Supalai ถึงแม้หนี้สินระยะสั้นจะดูเยอะ แต่หากเกิดวิกฤติและขาดสภาพคล่องขึ้นจริง ทางแบงก์จะกลับมาดูตรงอัตราส่วนทางการเงินครับ ว่าควรปล่อยกู้ให้ไหม ซึ่งในส่วนของ บ. ศุภาลัย ถือว่าผ่านครับ เพราะฉะนั้น บริษัทนี้คือตัวอย่างของบริษัทที่แข็งแกร่งผ่านร้อนผ่านหนาวยามวิกฤติได้ดีครับ

Sansiri

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

มีเงินสดอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท

มีหนี้สินระยะสั้นอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท

มีหนี้สินระยะยาวอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท

ส่วนที่น่าจับตามองก็คือ

Inventories day (เมื่อสร้างโครงการเสร็จแล้วกว่าจะขายได้ใช้เวลากี่วัน) ในที่นี้อยู่ที่ 1,200 วัน หรือราวๆ 4-5 ปีเลยทีเดียวกว่าจะขายได้ ถือว่าไม่ดีครับนานมาก

Cash conversion cycle (ได้ทุนมาแล้วผ่านกระบวนการต่างๆ จะได้เงินกลับมาเมื่อไร แสดงถึงความสามารถในการหมุนเงิน) โดยในที่นี้อยู่ที่ 1,000 วันครับกว่าจะได้เงินกลับมาหมุนเข้าบริษัทอีกครั้ง 

Total equity (ส่วนของเจ้าของทั้งหมด) อยู่ที่ 30,00 ล้านบาท

Total debt (หนี้สินทั้งหมด) อยู่ที่ 60,000 ล้าน หากเทียบ equity กับ total debt แล้วบริษัทนี้มีหนี้สินค่อนข้างหนักหนาเลยทีเดียว ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญคือเค้าจะขายสินค้าได้ไหม (เทียบกับระยะเวลาการขายออกข้างต้นนี่นานมากครับ)

และนี่เป็นตัวอย่างของบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนที่สูงซึ่งอาจทำให้แบงก์ลังเลในการต่อสินเชื่อ เนื่องจากการที่มีหนี้มากกว่าทุน แบงก์เค้าอาจจะไม่มีอะไรยึดคืนครับถ้าเราล้มละลาย (Default)

Origin property

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

มีเงินสดอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท

มีหนี้สินระยะสั้นอยู่ที่ 4,400 ล้านบาท

มีหนี้สินระยะยาวอยู่ที่ 9,600 ล้านบาท

หนี้สินรวมทั้งหมด 14,000 ล้านบาท

ส่วนของเจ้าของที่ 10,000 ล้านบาท

โดยถือว่ายังโอเคมีการใช้หนี้ (Leverage) ระดับนึงไม่ได้สูงมากครับหากเทียบกับส่วนของเจ้าของ

Inventory day ดีดขึ้นจาก 800 วันมาเป็น 1,100 วัน กว่าจะขายได้

อีกส่วนที่น่าจับตามองคือส่วนของรายได้ครับ ตัวอสังหาริมทรัพย์ (Property) ต้องมีการถือครองสิทธิ์เป็นเจ้าของรายได้ถึงจะเกิดขึ้น แต่มีการประมาณเกิดขึ้นในอนาคตเป็นบวกซึ่งอาจแปลกไปสักนิดสำหรับภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

ANANDA

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

มีเงินสดอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท

Inventory day จาก 500 ปรับขึ้นมาถึง 1,200 ต้องเน้นยํ้าตรงนี้สักนิดครับ เพิ่มขึ้นเยอะมาก ของขายออกยาก

หนี้สินมากกว่าส่วนของเจ้าของที่อาจต้องจับตามอง เพราะแบงก์อาจลังเล ในการปล่อยกู้เพิ่มเติม

สรุปภาพรวมตลาด Property Fund ของไทยเรา

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

โดยรวมราคาลง ผลตอบแทน (Yield) ขึ้นมา 7% จากการเทขาย ตัวส่วนต่างผลตอบแทนเทียบพันธบัตรรัฐบาล (Yield Gap) ขึ้นมาสูงถึง 5.6% โดยเป็นเรทที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี

แต่โดยรวมแล้วสำหรับ property fund ที่มีขนาดใหญ่ยังเจ๊งยากอยุ่ครับ แต่รายได้อาจลดลงได้ เช่น CPN,CP, หรือ เจ้าสัวเจริญ

สิ่งที่น่าสนใจคือเวลาจบตลาดจบรอบ cycle ตัว property fund และ ทองคำ จะกลับมาก่อนครับ แต่ตอนนี้ตัว property fund เรายัง หยุดไว้ก่อนอยู่ครับ รอดูจังหวะ

เช็กสถานการณ์ บริษัทนอกของอเมริกากันบ้าง…

Boeing

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

จุดที่น่าเป็นห่วงและเด่นชัดเลยสำหรับ Boeing ก็คือส่วนของเจ้าของที่ -8,300 ล้านแสดงให้เห็นถึงการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

ความน่าเชื่อถือ (Credit) โดนหั่นลง!!

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

โดนหั่นลงมา 2 สเต็ปเลยรวดเดียวครับจากเดือนมกราคมที่ A- ลงมาที่ BBB  (จาก A- มา BBB+ มา BBB)

FORD

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

ที่น่าจะตามองสำหรับ Ford คือหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของที่สูงกว่าถึง 5 เท่า แต่โดยรวมตัวบริษัทยังมีเงินสดอยู่ อาจจะเพราะหลังจาก default ตอน 2008-2009 เลยมีการระมัดระวัง และปรับโครงสร้างหนี้มาให้ดีขึ้น โดยหากเทียบตัวเงินสดกับหนี้สินระยะสั้นก็ยัง ไม่แย่ครับ

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

โดนหั่นเครดิตเช่นกันแต่ดีกว่า Boeing หน่อยมาสเต็ปเดียวจาก BBB- ตอนตุลาคม เป็น BB+ ตอนมีนาคม

ส่งท้ายด้วยมุมมองเทคนิคอลเจาะลึกเช่นเคย

S&P 500

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

กราฟ month น่าปิดสิ้นเดือนนี้ได้น่าผิดหวัง โดยเหมือนจะยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 เดือนไม่ได้

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

หากเจาะลึกเป็นรายวันเราจะสังเกตเห็น bullish divergence อ่อนๆ (สัญญาณขัดแย้งระหว่าง indicator กับราคาแสดงให้เห็นถึงการกลับตัว) โดยอาจ rebound ขึ้นมาได้ แต่ยังโดนเส้น MA 50 กับ 200 ที่ดูท่าว่าจะตัดกันลงมากดดันอยู่ โดยอาจเกิด dead cross และส่งตลาดเข้าสู่ขาลงในกรอบเวลารายวันอย่างสมบูรณ์

SET 

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

ทรงเดียวกับ S&P 500 เลยครับ ราคาตัวรายเดือนน่าจะปิดตํ่ากว่า MA 200

ทองคำ

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

ปัจจุบันอาจอยู่ที่ wave 3 หากนับ Elliot wave สิ่งที่น่าสนใจก็คือทองอาจจะดันไป 1,900 ได้ใน เวฟ 3 ครับ เพราะดูแท่งเทียนแล้วไม่น่าจะลงมาพักตัวจนกลายเป็น wave 4 บวกกับปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนอย่างเรื่องการ default ในช่วงนี้

สรุป LIVE เจ๊งไม่เจ๊ง? เจาะลึกอสังหาฯและบริษัทต่างๆ

อันนี้เพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆครับ ราคาตัว ETF Gold ดันนิวไฮไปเป็นที่เรียบแล้วแต่ตัวราคา spot ยังครับ

จบกันไปแล้วสำหรับสรุป LIVE ในวันนี้เนื้อหาแน่นจัดเต็มมากครับ ตัวผมเองก็ชอบมากๆ และน่าจะถูกใจทั้งนักลงทุนสายพื้นฐานและเทคนิค อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยครับ ส่วนตัวผมขอไปพักก่อน…

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ


เปิดโผรายชื่อกองทุน SSF เริ่มเปิดขายเร็วสุด 1 เมษายน 2563

FINNOMENA Admin
รายชื่อกองทุน SSF

**ข้อมูล ณ วันที่ 30 มีนาคม 2563

 


Disclaimer

ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ จัดทำโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หรือ ควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือ และ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ยืนยันและไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหน่วยลงทุนที่ปรากฏข้างต้น

ฉากจบสี่แบบของโคโรนาไวรัสกับผลกระทบในตลาดการเงิน

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
ฉากจบสี่แบบของโคโรนาไวรัสกับผลกระทบในตลาดการเงิน

หลังจากที่ผมได้เขียนบทความเรื่องโคโรนาไวรัสอวสานโลก (การเงิน) ไปเมื่อเดือนก่อน ก็เป็นไปตามคาดว่าเดือนนี้ เราได้พบกับอวสานของนโยบายการเงิน เมื่อสินทรัพย์แทบจะไม่ตอบรับกับท่าทีล่าสุดของธนาคารกลางทั่วโลก ขณะเดียวกันตลาดกระทิงหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ก็สิ้นสุดไปด้วยการปรับลงของดัชนี S&P500 ถึงกว่า 30% ในเดือนที่ผ่านมา

สิ่งที่เรายังเฝ้ารออยู่เหลือเพียง “อวสานของไวรัสโควิด-19”

แต่คำถามของนักลงทุนตอนนี้ ดูจะไม่ใช่แค่เมื่อไหร่ที่เราจะไปถึงจุดนั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่าเราจะไปถึงอวสานของไวรัสโควิด-19 แบบไหน

เพราะทั้งรัฐและธนาคารกลางใช้นโยบายที่หลากหลาย มีทั้งฉุดเศรษฐกิจเพื่อหยุดการระบาด และหนุนเศรษฐกิจให้ไม่ถดถอย แม้จะจบปัญหาไวรัส จึงอาจไม่ได้เห็นเศรษฐกิจกลับมาเป็นเหมือนเดิม 100%

ผมลองจินตนาการตอนอวสานของไวรัสโควิด-19 กับตลาดการเงิน และมองหาสินทรัพย์หลักที่ควรซื้อเข้าพอร์ตในตอนจบแบบต่าง ๆ ไว้ให้เราเริ่มคิด เพื่อจะไม่ต้องสงสัย หรือคิดซ้ำเมื่อเวลานั้นมาถึง

แบบแรก ฉากอวสานที่ดีที่สุดคือปัญหาโควิด-19 เป็นแค่เรื่องชั่วคราว รัฐบาลพิมพ์เงินออกมาหนุนเศรษฐกิจจนฟื้นตัวได้ภายในครึ่งหลังของ 2020

กรณีนี้ หมายถึงเราจะเห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเป็นรูปตัว V ด้วยสภาพคล่องที่มหาศาล ยีลด์ทั่วโลกจะถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำทั้งในระยะสั้นและยาว ตัวแปรหลักที่ทำให้คนหยุดกลัว ต้องเป็น “กฎเกณฑ์” ทั้งทางการเงิน เช่นการกู้ยืมต้องง่าย และการคลัง เช่นภาษีต้องต่ำจนทำให้รู้สึกว่าสามารถกลับมาหาเงินได้

ภาพตลาดจะคล้ายช่วงหลังวิกฤติปี 2001 ซึ่งในตอนจบแบบนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีโอกาสฟื้นตัวมากที่สุด ตลาดทุนทั่วโลกจะได้รับแรงหนุน ดังนั้นหุ้นมูลค่า (Value) จึงเป็นสินทรัพย์ที่เราต้องซื้อมากที่สุดในพอร์ต

แต่ถ้าไม่เชื่อว่าโลกจะสวยได้ขนานนั้น ฉากจบอาจเป็นแบบที่สอง คือรัฐใช้นโยบายการคลังเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถดึงเศรษฐกิจกลับขึ้นมาได้ทัน

หมายความว่าเราจะพบการถดถอยของเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2020 นี้เลย โดยฉากอวสานนี้ แม้ “สภาพคล่องสูงพอ” ที่จะหยุดภาวะวิกฤติลงได้ แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจไม่ฟื้นตัวเพราะพฤติกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปถาวร

กรณีแบบนี้จะส่งผลให้เงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤติทรงตัว กดให้บอนด์ยีลด์อยู่ในระดับต่ำ ตลาดจะกลับมาคล้ายช่วงหลังวิกฤติปี 2009 นักลงทุนที่หวังรายได้ ต้องพยายามวิ่งหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ส่วนนักลงทุนที่กล้าเสี่ยงก็ต้องเลือกหุ้น Growth ที่แนวโน้มการเติบโตไม่อ้างอิงกับภาวะเศรษฐกิจ

แบบที่สาม คือเศรษฐกิจหยุดนิ่งนานเกินไปจนผลของนโยบายทำได้แค่เยียวยา และภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจลากยาว

กรณีนี้จะเกิดจากความกลัวโควิด-19 ถูกกลบด้วย “ความกลัวเศรษฐกิจถดถอย” ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงเครดิต ผู้ประกอบการจะต้องลดการกู้ยืมลงตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ นักลงทุนก็จะกลับเข้ามาในตลาดทันทีที่ “ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง” ซึ่งก็หมายความว่าบอนด์ High Yield ควรเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนควรยอมกลับมาเปิดใจให้เป็นอย่างแรกหลังจากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

แบบสุดท้ายและน่ากลัวที่สุด คือความเชื่อมั่นไม่ฟื้น และตลาดกังวลไปถึงเสถียรภาพทางการคลังของภาครัฐทั่วโลก

คงไม่มีใครอยากให้ตลาดการเงินมาถึงฉากจบเช่นนี้ โอกาสเกิดขึ้นมีไม่มาก แต่ก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

เพราะไม่ไช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในสภาวะที่นโยบายการเงินผ่อนคลายถึงขีดสุดและนโยบายการคลังก็แทบไม่มีทางกลับมาที่จุดเดิมได้

ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น การกู้ยืมจะลดลงเองจากการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว

ยีลด์ระยะยาวจะปรับตัวสูงขึ้นทั้งในพันธบัตรและตราสารหนี้ ซ้ำร้ายเมื่อนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ แทนที่จะกลับเข้ามาในสินทรัพย์การเงินปรกติหลังวิกฤติ ก็จะพยายามหาสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าปลอดภัยกว่าเงินสด เช่นสกุลเงินตราต่างประเทศ ทองคำ หรือในอนาคตอาจเป็นเงินดิจิตอลเข้ามาในพอร์ต

หรือสรุปสั้น ๆ ได้ว่า การจะถือสินทรัพย์ไหน เมื่อปัญหาวิกฤติโควิด-19 นี้จบสิ้นลงแล้ว ก็ต้องอยู่ที่มุมมองของตลาดว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะฟื้นตัวขึ้นทันที หรือจะซึมต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นของภาครัฐในแต่ละประเทศจะต่างไปอย่างไรหลังจากเหตุการณ์นี้นั่นเอง

และจากนี้ไปจนถึงตอนอวสานของโควิด-19 ทางที่ดีที่สุด ก็คือการจับตาดูทิศทางของสินทรัพย์หลักไม่ว่าจะเป็น หุ้นสหรัฐฯ บอนด์ยีลด์ ราคาทองคำ หรือเงินดอลลาร์ให้ดี เพราะสินทรัพย์เหล่านี้จะค่อย ๆ ส่งสัญญาณว่าตลาดกำลังเชื่อในตอนจบแบบไหนในสี่แบบข้างต้น

และผมเชื่อว่าถ้าเรามีสติ รู้ตัว และรู้ว่าสินทรัพย์ไหนกำลังบอกอะไรเราอยู่ ก็ถือว่าเราพร้อมรับกับสถานการณ์ทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้นแล้ว

และเมื่อเวลานั้นมาถึงก็อย่าลืมปรับพอร์ตกันให้ทันนะครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

เลือกหุ้นในวิกฤติ Covid19

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
เลือกหุ้นในวิกฤติ Covid19

วิกฤติตลาดหุ้นนั้นเป็นทั้ง “วิกฤติ” และ “โอกาส” สำหรับนักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นความจริงที่ว่าโอกาสนั้นมีมากและหลาย ๆ คนก็เคยลงทุนและร่ำรวยมาจากการลงทุนในยามวิกฤติที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมาก ซื้อหุ้นและถือยาวจนกระทั่งตลาดฟื้นและราคาหุ้นขึ้นไปมากมายจนทำให้คนถือกลายเป็นเศรษฐี แต่ก็มีไม่น้อยที่ลงทุนซื้อหุ้นในยามวิกฤติแล้วก็ “เจ๊ง” ไปอย่างเงียบ ๆ เพราะหุ้นที่ซื้อนั้นล้มละลายหรือกิจการถูกลดทุนและถูกควบรวมกลายเป็นของเจ้าหนี้หรือคนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเดิม ดังนั้น การลงทุนหุ้นในยามวิกฤติจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ถ้าซื้อหุ้นผิดตัว อันตรายก็มหาศาลจนอาจเป็นหายนะ ซื้อหุ้นถูกตัวและไม่รีบขายแบบเก็งกำไร โอกาสร่ำรวยแบบ “เปลี่ยนชีวิต” ก็เป็นไปได้

วิธีเลือกหุ้นในยามเกิดวิกฤติโดยเฉพาะในรอบนี้ที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งทำให้ผู้คนต้องหยุดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างมากในระยะเวลาอันสั้นนั้น ผมคิดว่าเราควรจะแบ่งหุ้นทั้งตลาดออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ถูกไวรัสกระทบและดูว่าเมื่อทุกอย่างสงบลงแล้วมันจะเป็นอย่างไร ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะเน้นมากก็คือ วิกฤติ Covid19 ครั้งนี้มีความแตกต่างจากวิกฤติครั้งก่อน ๆ ที่มักจะเป็นเรื่องของการเงินอย่างมีนัยสำคัญก็คือ มันเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไปในทิศทางที่บางทีมันก็เปลี่ยนอยู่แล้วเพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางดิจิตอล แต่วิกฤติทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นเร็วขึ้นมากเพียงแค่ชั่ว “ข้ามคืน” แทนที่จะใช้เวลาเป็น “ปี ๆ หรือสิบ ๆ ปี” หรือพูดง่าย ๆ Disruption หรือการทำลายล้างธุรกิจนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า ความตกต่ำของธุรกิจบางอย่างในช่วงเวลานี้เนื่องจากผลของวิกฤติโควิด19นั้น เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป ธุรกิจอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป รายได้และกำไรหลังวิกฤติอาจจะไม่กลับมาเท่าเดิมก่อนวิกฤติ ทุกอย่างอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และนั่นก็หมายความว่าหุ้นตัวนั้นก็จะไม่ดีเหมือนเดิม

หุ้นกลุ่มแรกที่ผมคิดว่าน่าสนใจและถ้าราคาหุ้นลดลงมากจากราคาก่อนวิกฤติก็คือหุ้นที่เป็น “Survivor” หรือ “ผู้อยู่รอด” ที่มีความแข็งแกร่ง เป็นผู้นำ และปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในช่วงวิกฤตินี้ได้ หลังจากวิกฤติผ่านไป กิจการจะแข็งแรงเหมือนเดิมหรือแข็งแรงขึ้น พวกเขาจะเติบโตขึ้นอานิสงส์ส่วนหนึ่งจากการล้มหายตายจากหรือพิการจากผลของโควิด19 ของคู่แข่ง การซื้อหุ้นเหล่านี้ในยามที่หุ้นตกลงมาแรงมากแล้วถือไว้ต่อไปยาวนานจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องยาวนานเป็นซุปเปอร์สต็อกได้

หุ้นในกลุ่มนี้โดยธรรมชาติไม่ควรเป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่มที่จะถูก Disrupt อย่างง่าย ๆ เนื่องจากเหตุผลที่ว่าผลิตภัณฑ์หลัก ๆ ของมันเป็นสิ่งที่จำเป็นและเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ มันควรจะเป็นผู้ผลิตหรือให้บริการที่มีต้นทุนต่ำที่สุดเนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่มากเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนั้น มันจะต้องมีความสามารถและศักยภาพที่จะกระจายสินค้าและบริการด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับราคาของสินค้า หรือพูดง่าย ๆ มันไม่ถูก Disrupt ในแง่ของสินค้าและในด้านของช่องทางการค้าโดยเฉพาะ E-Commerce เพราะมันสามารถปรับตัวเองให้สามารถค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพในยามที่ทุกคนต่างก็จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบนี้อย่างไม่มีทางเลือกในช่วงไวรัสระบาด เหตุผลก็เพราะ เมื่อทุกคนเริ่มคุ้นเคยกับระบบนี้เพราะความจำเป็นแล้ว เขาก็อาจจะไม่อยากกลับไปสู่ระบบเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า สำหรับผมแล้ว ผมจะมองดูว่าบริษัทหรือหุ้นตัวไหนสามารถปรับตัวได้ดี เพราะนี่จะเป็นหุ้นที่จะกลับมา “ดีเหมือนเดิมหรือดียิ่งขึ้นไปอีกหลังวิกฤติ”

หุ้นกลุ่มที่สองก็คือหุ้นที่ยังเอาตัวรอดได้หลังวิกฤติแต่จะไม่กลับมาดีเหมือนเดิมหรือแข็งแกร่งเหมือนเดิม เหตุผลก็คือ มันอาจจะเป็นกิจการที่แข็งแกร่งแต่เนื่องจากภาระเช่นหนี้ที่สูงเกินไปซึ่งทำให้มันอ่อนแอเกินกว่าที่จะสามารถปรับตัวในยามที่ยากลำบากและเกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของลูกค้าหรือผู้คนที่ทำให้กิจการหรือผลประกอบการถดถอยอย่างรุนแรง ผลก็คือ ในยามที่คนหยุดหรือเลิกหรือลดการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัทในช่วงวิกฤติ เขาอาจจะหันไปหาสิ่งทดแทนที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า และเมื่อเหตุการณ์เรื่องไวรัสผ่านไป เขาก็ติดกับพฤติกรรมนั้นและไม่กลับมาใช้ของเดิมอีกต่อไปหรือใช้น้อยลง ผลก็คือ ยอดขายและกำไรของกิจการลดน้อยลงอย่างถาวรเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤติ ตัวอย่างที่ผมคิดก็คือเรื่องของร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าทั้งหลายที่อาจจะต้องเหนื่อยหนักถ้าคนที่หันไปใช้บริการ E-Commerce กันมากมายที่อาจจะไม่กลับมาซื้อของที่ห้างเหมือนเดิมเมื่อวิกฤติผ่านไป เป็นต้น

สุดท้ายก็คือหุ้นที่ “ไม่รอด” จากวิกฤติ มันอาจจะไม่ล้มละลายก็ได้แต่ความสามารถในการดำเนินธุรกิจภายหลังวิกฤติจะถดถอยลงไปมาก ธุรกิจถูก Disrupt ท่ามกลางภาวะวิกฤติ ในที่สุดธุรกิจก็จะค่อย ๆ ตายหรือแทบจะหมดค่ากลายเป็น “ตะวันตกดิน” ในที่สุด วิธีที่จะมองหุ้นในกลุ่มนี้นั้น นอกจากดูว่ามันถูกกระทบมากน้อยแค่ไหน ถ้ามากสุด ๆ เช่น อยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยวและมีการแข่งขันหนักมากในธุรกิจ เช่น การบินและอาจจะรวมถึงโรงแรม แบบนี้ก็ต้องถือว่ามีโอกาสที่จะ “ไม่รอด” ถ้าบริษัทมีหนี้สินมหาศาลและเป็นหนี้ที่จะต้องใช้คืนในเวลาอันสั้น ในกรณีแบบนี้ ถ้าเราซื้อหุ้นแล้วเรื่องของโควิด19ไม่จบลงรวดเร็ว ก็จะเป็นอันตรายมาก นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าวิกฤติจะผ่านไปและบริษัทยังอยู่รอดได้แต่ก็เป็นไปได้ว่าธุรกิจอาจจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไปเนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนที่อาจจะลดการเดินทางหรือใช้บริการที่ Disrupt บริการเดิม เช่น ใช้แอร์บีเอ็นบี หรือใช้วิดีโอคอนเฟอเร้นซ์ผ่านอินเตอร์เน็ตแทนการประชุมเป็นต้น

เมื่อแบ่งกลุ่มได้แล้วว่าบริษัทน่าจะอยู่กลุ่มไหนใน 3 กลุ่ม สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อมาก็คือ ราคาหุ้นที่จะสะท้อนคุณภาพของกิจการ โดยราคาหุ้นนั้น นอกจากจะดูโดยเปรียบเทียบกับราคาที่เป็นก่อนวิกฤติแล้ว ควรจะดูด้วยว่ามันถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของหุ้นที่จะเป็นหลังจากวิกฤติด้วย แน่นอนว่าถ้าหุ้นตกลงมามาก โอกาสที่จะซื้อหุ้นถูกก็มีมากขึ้น โอกาสที่จะขาดทุนก็มีน้อยลง และสำหรับคนที่ชอบเล่นเก็งกำไรก็อาจจะทำกำไรได้มากขึ้นในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นนั้น ถ้าตกลงมามากแต่คิดค่า PE หรือตัวเลขอื่น ๆ ก็ยังสูงหรือแพงมาก แบบนี้ก็มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะถ้ามันไม่ใช่หุ้นในกลุ่มที่หนึ่งที่เมื่อวิกฤติผ่านไปมันก็จะกลับมาเหมือนเดิมหรือดีขึ้นไปอีก อย่าลืมว่าหุ้นที่ PE สูงมากนั้น บ่อยครั้งเกิดจากภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงซึ่งมักทำให้ “หุ้นเก็งกำไร” มี PE ที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น แต่เมื่อวิกฤติผ่านไป หุ้นก็มักจะเหงาและหุ้นเกือบทั้งตลาดก็มักจะถูก Rerated หรือปรับค่า PE ลงมาสู่ค่าปกติที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับพื้นฐานของกิจการ

มองในแง่ของการลงทุนระยะยาวและเป็นแบบ VI แล้ว ผมคิดว่าการลงทุนในภาวะวิกฤตินั้น ผมจะเลือกลงทุนเฉพาะในหุ้นกลุ่มหนึ่งเท่านั้น นั่นคือ มันจะต้องเป็นหุ้นที่ปลอดภัยในแง่ของสถานะทางการเงินที่จะต้อง “ไม่เจ๊ง” ก่อนที่วิกฤติจะจบ ธุรกิจจะต้องกลับมาได้เท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมหลังวิกฤติซึ่งมันก็มักจะเป็นกิจการที่แข็งแรงและโดดเด่นก่อนวิกฤติและมีผู้บริหารที่มีฝีมือและถ้าเคยผ่านวิกฤติมาได้หลายครั้งก็ยิ่งดี นอกจากนั้น มันก็ไม่ควรจะเจ็บหนักเกินไปเช่น “อยู่ในศูนย์กลางของพายุ” ซึ่งอาจจะทำให้ “ตาย” ได้ ไม่ว่าจะแน่แค่ไหน นี่ก็เพราะผมเคยอยู่ในธุรกิจเงินทุนสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งที่บริษัทเงินทุนต้องเจ๊งกันเกือบหมดไม่ว่าจะดีเด่นแค่ไหนก็ตาม

สุดท้ายแล้วผมก็ยังคิดว่าการลงทุนไม่ว่าในสถานการณ์ไหน ทุกอย่างก็ต้องมีข้อยกเว้น และก็ต้องเป็นเรื่องของศิลปะที่ต้องมีการประเมินว่าหุ้นตัวไหนคุ้มค่ามี Margin of Safety พอ การกระจายความเสี่ยงถือหุ้นหลาย ๆ ตัวเป็นเรื่องจำเป็นเพราะความผิดพลาดโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤตินั้นมีสูงกว่าปกติ หลังจากคิดและวิเคราะห์ทุกอย่างแล้ว สิ่งสุดท้ายที่สำคัญและมักจะแยกแยะระหว่างนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงกับนักลงทุนธรรมดาก็คือ การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคงในช่วงเวลาที่เหมาะสมและไม่วอกแวกต่อสถานการณ์ที่ตามมาในช่วงสั้น ๆ ที่มักจะทำลายการตัดสินใจนั้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/03/30/2295

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัปเดตสถานการณ์โควิด-19

Mr. Serotonin
สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

สรุป LIVE ประจำวันกลับมาอีกครั้ง โดยในวันนี้เนื้อหาหลักจะเป็นเรื่องการปิดกองทุนอย่าง TMBUSB และ TMBABF รวมถึงอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และสถานการณ์โควิด-19 โดยรวม พร้อมแล้วอ่านไปพร้อมๆกันได้เลยครับ

ทำไม TMBUSB และ TMBABF ถึงมีการปิดตัวลง

ก่อนอื่นต้องแจกแจงก่อนว่า กองทุนทั้งสองกองนี้ลงทุนในตราสารหนี้ที่เป็นเกรดลงทุนขึ้นไป (Investment grade) เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ธนาคารเกียรตินาคิน หุ้นกู้ทรูมูฟ เอช และมีการลงทุนในเงินฝากต่างประเทศ เช่น ธนาคารรัฐวิสาหกิจจีน ธนาคาร Abu Dhabi (เจ้าของ Manchester City) ซึ่งตัวเงินฝากจะมีวันครบกำหนดอายุฝาก (นึกภาพง่ายๆเหมือนกับเราเปิดบัญชีฝากประจำกับธนาคารในบ้านเรานี่แหละครับ ต้องทำตามเงื่อนไข) ซึ่งจากเงื่อนไขการกำหนดอายุนี่เองทำให้สภาพคล่องตํ่า (จะขายทีก็เสียดอกเบี้ย เพราะ เราละเมิดกฎการฝากของเขา) โดยการลงทุนในส่วนนี้มีสัดส่วนถึง 22.23% ของพอร์ตการลงทุนในกอง

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทั้ง TMBUSB และ TMBABF จึงต้องปิดตัวลง เพราะ หากทางผู้จัดการกองทุนรีบขายการลงทุนในส่วนนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ว่าอาจจะหายไป ทำให้ผลตอบแทนกองทุนนั้นยํ่าแย่ยิ่งกว่าเดิม และอาจทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกมากกว่าเดิม และเทขายรุนแรงขึ้นไปอีก

โดยที่ผ่านมาภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน กองทุน TMBUSB ถูกเทขายอย่าวหนักหน่วงจนทำให้มูลค่าทรัพย์สินรวมของกองทุนจากราวๆ 80,000 ล้านบาท เหลือเพียง 30,000 ราวๆล้านบาท จึงอาจทำให้ผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ที่อยู่ในกองเพื่อแลกกับสภาพคล่อง

ส่วนตัว TMBABF ก็ถูกเทขายอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน โดยมูลค่าทรัพย์สินลดลงเหลือราวๆ 38,000 ล้านบาท ในส่วนนี้อาจไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องความรวดเร็วในการขาย ต้องขออภัยด้วยครับ เนื่องจากตัวกองทุนได้ปิดตัวไปแล้ว

เงินลงทุนของนักลงทุนทุกท่านที่จะได้คืนหายไปเยอะไหม?

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น เป็นการขาดทุนแต่ไม่เยอะครับ เพราะ  ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ตํ่าในทั้งสองกอง  (ไม่ได้เป็นการล้มละลายหรือหนี้สูญ) โดยทาง ผจก. กองทุนมีหน้าที่ค่อยๆขายสินทรัพย์ออกไป หลังจาก ผจก. มองว่าการปิดกองทุนนั้นเป็นผลดีมากกว่าการดำเนินการต่อไป เพราะ หากเปิดต่อไปคนอาจจะตกใจแห่เทขายไปเรื่อย จนอาจทำให้ผู้ที่ขายหน่วยลงทุนช้าได้ผลตอบแทนที่ยํ่าแย่มากกว่าเดิม ซึ่งการปิดกองและค่อยๆขายในครั้งนี้ ทาง ผจก. กองทุนอาจมองว่าเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับนักลงทุนทุกท่านครับ

แล้วผู้ที่ลงทุนในกองทุนที่ว่าจะได้รับเงินคืนเมื่อไร?

อธิบายเงื่อนไขคร่าวๆกันก่อนครับ

T คือ วันที่มีการยุติการซื้อขาย 

โดย T+5 คือระยะเวลาที่ทาง ผจก. กองทุนจะเริ่มทยอยขายตราสารหนี้ต่างๆเท่าที่ทำได้ ในราคาที่เป็นธรรม

ซึ่งหากบวกคร่าวๆจากวันทำการของแบงค์ชาติน่าจะได้รับเงินแถวๆก่อนสงกรานต์ แต่ต้องรอทาง TMB Eastspring ยืนยันอีกทีครับ

โดยทาง กลต. มีข้อกำหนดว่าต้องขายและชำระคืนเงินงวดแรกภายใน 10 วันทำการ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนด้วย เช่น การขายการลงทุนในเงินฝากประจำ ที่อาจทำให้นักลงทุนสูญเสียผลตอบแทนอย่างดอกเบี้ยเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตามหนังสือชี้ชวนการลงทุนภายใน 90 วันทางกองทุนต้องจัดการขายทรัพย์สินให้หมด แต่อาจมีการขอผ่อนผันได้เพิ่มเติมจาก ผจก. กองทุน  

คำถามต่อไปก็คือหากมีการยืดเยื้อเกิน 90 วัน จะได้ครบทันทีทั้งหมด 100% หรือไม่ คำตอบก็คืออาจจะไม่ครับ เพราะ ทาง บลจ. สามารถยื่นผ่อนผันเพิ่มเติมได้ ถ้าเกิดเห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน อาธิเช่น เงินฝากประจำถืออีก 2 เดือนได้ดอกเบี้ยตามกำหนด ก็อาจจะยืดเยื้อได้

มุมมองส่วนตัวของคุณเจ็ทแนะนำว่าอย่าไปปักหมุดว่า 90 วันต้องได้คืนแน่นอน โดยทางเราจะมีการอัปเดตข้อมูลเรื่อยๆให้นักลงทุนทุกท่านทราบครับ

หากสงสัยว่าจะคำนวณราคายังไง? ได้คืนเท่าไร? ผมได้เตรียมข้อมูลเบื้องต้นมาให้ทุกคนตามภาพด้านล่างแล้วครับ

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ข้อมูลภาพจากประกาศกองทุนเว็บไซต์ TMBAMeastspring.com

โดยนักลงทุนทุกท่านสามารถนำมูลค่าหน่วยลงทุนข้างต้น มาคูณกับจำนวนหน่วยลงทุนที่คุณมีตอนนี้ ก็จะได้จำนวนเงินคร่าวๆที่คุณจะได้คืนครับ

อย่างไรก็ตามรออัพเดทจากทางทีมงาน FINNOMENA อีกทีนะครับ นี่เป็นเพียงสรุป LIVE จากวันพฤหัสกฎเกณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ครับ ขอให้ทุกคนเข้าใจคร่าวๆตามสรุปด้านบนกันไปก่อน ทั้งนี้และทั้งนั้นผมขอแสดงความเสียใจกับนักลงทุนทุกท่านด้วยครับ

เจอเรื่องเครียดๆกันไปแล้ว ต่อไปเรามาเสริมความรู้ด้านการลงทุนกันดีกว่าครับ

เช่นเคย… เรามาอัปเดตสถานการณ์การลงทุนประจำวันกันก่อน (26 มีนาคม 2563)

ทางกนง. ประกาศที่จะไม่ลดดอกเบี้ย และเก็บกระสุนไว้ โดยมุมมองส่วนตัวผมมองว่าค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่อ่อนขึ้น รวมถึงได้มีมาตรการเข้าช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลลดความผันผวนของราคาแล้วเช่นกัน รวมถึงภาคธุรกิจที่ยังชะลอตัว จึงอาจทำให้ทาง กนง. ยังตัดสินใจไม่ลดดอกเบี้ยและรอดูสถานการณ์ไปก่อน

ทางแบงค์ชาติมีการประมาณการ GDP -5.3% ซึ่งมากกว่าครั้งวิกฤติ Subprime

Ben Bernanke อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้ออกมาให้มุมมองว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้นตัวได้ภายในครึ่งปีหลัง แม้จะกำลังเผชิญหน้าการถดถอยจากโควิด-19 โดยอาจมองว่าพอมีวัคซีนออกมา คนก็มีความมั่นใจมากขึ้น และกลับมาจับจ่ายใช้สอยกันเช่นเดิม

ประวัติศาสตร์ตราสารหนี้อเมริกาผลิกโผหลังผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกาติดลบ ซึ่งเกิดจากทำ QE แบบชุดใหญ่ของ Fed นั่นเอง

เช็คการเทขายตราสารหนี้ในไทยผ่านดัชนี ThaiBMA Composite Bond Index 

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

หลายคนอาจสงสัยว่าดัชนีตัวนี้คืออะไร ดัชนีตัวนี้ก็คือการรวมพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจนถึงยาว และตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ด้วยกันออกมาเป็นตัวชี้วัดราคาดังภาพ โดยปัจจุบันนั้นติดลบที่ประมาณ -4.5% ซึ่งมีสาเหตุส่วนนึงมาจากการที่กองทุนตราสารหนี้ในประเทศถูกเทขายนั่นเอง

ต่อมาเรามาอัพเดทสถานการณ์เศรษฐกิจและมุมมองตลาดในช่วงนี้กันสักหน่อย

ประมาณการเศรษฐกิจจากทางแบงค์ชาติของไทยเรา

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

แบงค์ชาติประมาณเศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัว 5.3% ปีโดยมีการประมาณการปีหน้าว่าจะฟื้น 3%

เงินเฟ้อปีนี้ติดลบ -0.1% หรือเป็นเงินฝืดนั่นเอง หลักๆมาจากการส่งออก สินค้าบริการ ที่ลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

การติด -5.3% เกิดจากอะไร?

เกิดจากการที่เศรษฐกิจโลกถดถอยจากโควิด-19 การระบาดในไทยมีการคาดการณ์ว่าจะควบคุมได้ภายในไตรมาส 2 ซึ่งไทยเรายังเหลือมาตรการทางการคลังที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาอยู่ และสมควรอย่างยิ่งที่จะรีบปล่อยของออกมาให้ทันท่วงทีครับ

ซึ่งถ้าจะถามว่าตอนนี้มีไหม? ก็มีครับแต่เป็นเชิงเยียวยาเสียมากกว่า ไม่ได้กระตุ้นเท่าที่ควร เช่น การเลื่อนการจ่ายภาษี

แต่หากจะมีการทำอย่างจริงจังแล้วไทยเรายังทำได้อีกมาก จากหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงที่ระดับ 50% ของ GDP ถ้าทำออกมาก็ถือว่าไม่เกินตัวครับทำได้และควรทำอย่างยิ่ง

จำนวนนักท่องเที่ยวในไทยลดลงเรื่อยๆจากโควิด-19

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

เส้นสีแดงคือตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีนี้ (รายวัน) โดยจะสังเกตได้ว่ามีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จีนประกาศให้บริษัทท่องเที่ยวหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่มีโควิด-19 เข้ามากดดัน (เริ่มจากเส้นประแนวตั้งนะครับ)

ค่าเงินบาท

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

สาเหตุที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงนั้น มีสาเหตุหลักมาจากการที่นักท่องเที่ยวลดลง การส่งออกที่ลดลง รวมถึงการถอนทุนของนักลงทุนออกจากตลาดหุ้นไทย ทำให้เงินบาทอ่อนค่าดังที่เห็นในกราฟข้างต้นครับ

แจกแจงกองทุนทองคำที่เราได้แนะนำนักลงทุนทุกท่านไป

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ถือว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียวสำหรับกองทุน SCBGOLD (เดี๋ยวผมมีปล่อยรีวิวออกมาเร็วๆนี้ด้วยนะครับติดตามกันได้) โดยก่อหน้านั้ทางเราได้มีการแนะนำให้ลงทุนทองแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน จากภาพจะสังเกตได้ว่าผลตอบแทนต่างกันมากๆ 

ในด้านของราคามีการลดลงมาก่อนหน้าจากการที่นักลงทุนขายสินทรัพย์ เพื่อถือเงินสดมาใช้ก่อนยามวิกฤติ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ราคากลับมาได้แล้วหลังจาก Fed อัด QE ชุดใหญ่เสริมสภาพคล่อง เพิ่มเงินในมือให้คนในระบบ ดังนั้นราคาทองจึงกลับมาได้ดังที่เห็น ดังนั้นเงินในตอนนี้จึงไหลไปหาสิ่งที่มีความเสี่ยงตํ่าหรือ Safe Heaven อย่างทองคำ

อีกเหตุนึงก็คือการส่งทองคำแท่งตอนนี้ทำได้ยาก ด้วยมาตรการ work from home ณ ปัจจุบัน อาจทำให้ไม่มีคนขนส่งทองคำที่เป็นตัวจริงๆ คนเลยอาจเข้ามาไหลลงทุนในตลาดฟิวเจอร์แทนก็เป็นได้

อีกปัจจัยหนึ่งก็คือเหมืองทองขนาดใหญ่ใน Switzerland ได้ทำการปิดเหมืองจึงอาจทำให้ supply ของทองคำลดลงไปอีก แต่ด้วยความต้องการทองคำที่ยังมากอยู่ทำให้ราคาเพิ่มอย่างรุนแรง

ดังนั้นสรุปได้ว่า supply น้อยลง demand มากขึ้น ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

อัพเดทสถานการณ์โควิดและวัคซีน

 

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

จำนวนผู้ติดเชื้อในหลายๆประเทศเริ่มลดลง โดยต้องเริ่มเป็นทรงระฆังควํ่าก่อนถึงเป็นสัญญาณที่ดีครับ

ความคืบหน้าล่าสุดในเรื่องของวัคซีน

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

จากภาพจะเห็นได้ว่าขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องของวัคซีนจะเป็นดังนี้

1) ค้นพบ

2) เริ่มทดลองในสัตว์

3) ทดลองในคนที่เป็นอาสาสมัครสุขภาพดีและผู้ป่วยที่มีอาการหนักประมาณ 100 ราย

4) ทดสอบกับคน 1,000-10,00 ราย ว่ามีอาการแพ้หรือไม่

5) อนุญาติจดสิทธิบัตร

ปัจจุบันการทดลองยารักษาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

บริษัทอย่าง Roche Holding AG (Switzerland) และ Gilead Science Inc. ได้เริ่มทำการทดลองยารักษาเบื้องต้น (ยังไม่ได้ถึงขั้นที่เป็นวัคซีน) โดยในส่วนของวัคซีนนั้นอาจจะมีระยะเวลาอีกราวๆ 1 ปีกว่าจะพัฒนาออกมาได้ และคาดว่าทางจีนอาจเป็นที่แรกที่สามารถพัฒนาได้ในอีก 4-6 เดือนข้างหน้าซึ่ง  ณ ตอนนี้หลายๆประเทศทั่วโลกอย่างเร่งพัฒนาออกอยู่ อาจจะเป็นในเรื่องของการแข่งขันด้วย เพราะ หากผลิตออกมาได้จะสามารถนำมาขายทำกำไรได้มากมาย

อัพเดทสงครามเดือดหั่นราคานํ้ามัน

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ราคานํ้ามันยังอยู่ในระดับตํ่าอยู่ โดยทำจุดตํ่าสุดในรอบ 30 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผลมาจากการที่ supply การผลิตมากกว่า demand ดังภาพเป็นผลมาจากการผลิตเพิ่ม จึงส่งผลให้ราคาลดลงเนื่องจากว่าปริมาณล้นตลาด โดยมีผลมาจากสงครามหั่นราคานํ้ามันระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบียนั่นเองครับ

รัสเซียมีไพ่ที่เหนือกว่าซาอุดิอาระเบียอย่างค่าเงิน

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ทางรัสเซียได้มีการกดค่าเงินตัวเองให้อ่อนลง เพื่อให้ส่งออกนํ้ามันได้มากขึ้น (ราคาถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ) โดยอาจนำกำไรในส่วนนี้มาชดเชยส่วนที่ค่าเงินอ่อน หลักๆก็คือทางรัสเซียใช้ความยืดหยุ่นของค่าเงินเข้าสู้นั่นเอง

ผลพวงลูกโซ่กระทบมาถึงตลาดตราสารหนี้พลังงานเกรดตํ่า

สรุป LIVE สรุปการปิดกองทุนและอัพเดทสถานการณ์โควิด-19

ส่วนต่างความเสี่ยงตราสารหนี้ภาคเอกชน ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 10% เทียบกับกับ subprime ที่ 16% โดยส่วนต่างที่สูงขึ้นแปลว่ายิ่งเสี่ยงมากขึ้น และหากถึงเลข 10 ที่เรียกได้ว่าเป็น magic number โอกาสเจ๊งจะสูงมากครับ

ทั้งหมดก็เป็นสรุปของ LIVE วันพฤหัสครับ หวังว่าทุกคนจะได้คลายข้อสงสัยกันนะครับ รักษาสุขภาพกันด้วย

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ


ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF)

FINNOMENA Admin
ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF)

จากประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF) จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด  เมื่อเช้าวันที่ 27 มี.ค. 2020 ที่ผ่านมา

ทาง FINNOMENA ขอสรุปรายละเอียด และประเด็นที่นักลงทุนต้องทราบ ดังต่อไปนี้ครับ

  1. การขอยกเลิกของโครงการดังกล่าว มีสาเหตุหลักมาจาก สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ผ่านมา 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้
  2. ประกอบกับปริมาณการขายคืนหน่วยที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกองทุนมีสูงมาก ทำให้ผู้จัดการกองทุนของ TMBAM Eastspring จำเป็นต้องขายตราสารหนี้ออกมาในราคาที่ต่ำกว่าราคา Mark to Market เพื่อให้นักลงทุนได้เงินคืนตามกำหนดในหนังสือชี้ชวน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนมีความผันผวนยิ่งขึ้น
  3. TMBAM Eastspring จึงตัดสินใจเลิกโครงการกองทุนทั้ง 2 กองทุน เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไปและเพื่อคุ้มครองให้นักลงทุนทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุด
  4. การประกาศแจ้งยกเลิกโครงการกองทุน จะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุน TMBAM Eastspring ทำให้สามารถทยอยขายของออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยการที่นักลงทุนจะได้รับเงินจากการยกเลิกโครงการช้าลง
  5. ตราสารหนี้ที่ถือครองในทั้งสองกองทุนเป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั้นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน
  6. พร้อมกันนี้ทาง TMBAM Eastspring ได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งซื้อขาย และสับเปลี่ยนกองทุนของวันที่ 26/03/20 ที่ผ่านมา พร้อมประกาศยกเลิกโครงการกองทุน เพื่อทยอยทำการขายให้ลูกค้าในลำดับต่อไป
  7. ทั้งนี้ TMBAM Eastspring จะแจ้งวันที่ในการรับค่าขายคืนแต่ละรอบให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งเดี๋ยวทาง FINNOMENA จะมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ

หากนักลงทุนมีขอสงสัย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Call Center 02-0265100 กด 2 (8.30 – 20.30 ทุกวันทำการ) หรือสามารถทิ้งคำถามไว้ที่ Line ID: @FINNOMENAPORT

บทความพิเศษ FINNOMENA x การเงินธนาคาร: แชร์เว็บไซต์แหล่งข้อมูลตลาดการเงินทั่วโลกที่จำเป็นในช่วงวิกฤติ

CrisisMan

ตอนนี้วารสารการเงินธนาคาร มีคอนเทนต์แพลตฟอร์มแห่งใหม่ในรูปแบบออนไลน์แล้วนะครับ จากประสบการณ์ทำสื่อด้านเศรษฐกิจมา 39 ปี และตอนนี้การเงินธนาคารได้ก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ถือว่าเป็นการทำให้คอนเทนต์ต่างๆ เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น และเป็นการสร้าง financial literacy ให้กับคนไทยในวงกว้างมากขึ้นด้วย สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของการเงินธนาคารได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ https://www.moneyandbanking.co.th/


นับตั้งแต่เข้าเดือนมีนาคม ตลาดการเงินทั่วโลกร่วงกันถ้วนหน้าในระดับเดียวกับวิกฤติิปี 2008 นักลงทุนหลายท่านคงกำลังหาโอกาสจากวิกฤติิครั้งนี้ ขณะที่หลายท่านคงกำลังปวดหัวกับข้อมูลที่ไหลมาเทมาจนเยอะเกินไป โอกาสนี้เลยขอแชร์เว็บไซต์และมุมมองที่ใช้ติดตามตลาดในแบบฉบับ CrisisMan เผื่อว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

ข่าวและดัชนีตลาดการเงินทั่วโลก

1. Investing.com

Investing.com เป็นทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นที่อัปเดตข่าวซึ่งรวบรวมมาจากสำนักข่าวชื่อดัง นอกจากข่าวแล้วยังสามารถติดตามดัชนีตลาดการเงินที่อัปเดตตลอดเวลาได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นดัชนีตลาดหุ้น, ราคาหุ้น ETFs, ตลาดตราสารหนี้, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และ Cryptocurrency

นอกจากนี้ยังมีปฏิทินประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่มาพร้อมกับคาดการณ์ของตลาดและข้อมูลย้อนหลัง เรียกได้ว่าหากมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีแล้วต้องการแหล่งข้อมูลที่ครบถ้วน Investing.com ตอบโจทย์นี้อย่างแน่นอน

LinkInvesting.com

ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

1. Trading Economics

เป็นแหล่งข้อมูลที่คล้ายกับ Investing.com แต่จุดเด่นของเว็บไซต์นี้จะเป็นข้อมูลทางเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังของแต่ละประเทศทั้งปัจจุบันและย้อนหลังที่ครบถ้วน เช่น GDP, อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Interest rate), ดุลการค้า (Trade balance), งบประมาณต่อ GDP ฯลฯ เพียงเข้าหน้าเว็บไซต์และพิมพ์ keyword ข้อมูลที่ต้องการในช่อง Search ก็ตามอ่านได้ง่ายๆ

Link: https://tradingeconomics.com/

2. ETF.com

แหล่งข้อมูลสำหรับอัปเดต Fund flows ของตลาดกองทุน ETF โดยเฉพาะ จุดประสงค์หลักเพื่อติดตาม Momentum ของเงินทุนในตลาดการเงินโลก

Link: etf.com

3. Signs of stress

หนึ่งในสุดยอดเว็บไซต์ที่ต้องใช้ในช่วงที่ตลาดปกคลุมด้วยความกังวล สร้างสรรค์โดย REUTERS Graphics ให้ข้อมูลเชิงลึกที่หาได้ยากเกี่ยวกับความตึงเครียดในตลาดการเงินโลก ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินเยนเทียบกับดอลลาร์ (Dollar/Yen), 2-10 Spread หรือแม้กระทั่ง LIBOR/OIS SPREADS, TED SPREAD ซึ่งเป็นความตึงเครียดในตลาดเงินที่ถูกตีความมาจากต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นระหว่างธนาคาร (short-term interbank lending rates)

Link: http://fingfx.thomsonreuters.com/gfx/rngs/1/817/1161/index.html

ธนาคารกลางและนโยบายการเงิน

1. Balance sheets / Repo Operations

ในยุคที่ตลาดการเงินเสพติดสภาพคล่อง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ต้องติดตามงบดุลของธนาคารกลาง (Balance sheets) ที่การเพิ่มลดแต่ละครั้งส่งผลต่อสภาพคล่องในตลาด สำหรับ Balance sheets ของธนาคารกลางที่สำคัญ ประกอบไปด้วย Fed, ECB, BOJ และ PBOC ซึ่งจะอัปเดตสัปดาห์ละครั้ง

Link: https://www.yardeni.com/pub/peacockfedecbassets.pdf

ส่วน Balance sheets ของ Fed ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องติดตามมากที่สุด สามารถติดตามได้จาก

Link: https://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/bst_recenttrends.htm

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว Fed เริ่มอัดฉีดสภาพคล่องเข้าตลาดซื้อคืน (Repo market) หลังมีภาวะสภาพคล่องตึงตัว และยังคงอัดฉีดสภาพคล่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการติดตามปริมาณสภาพคล่องที่เข้าสู่ระบบก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกความตึงตัวในระบบได้ ใน link ด้านล่าง จะมีข้อมูลการเพิ่มสภาพคล่องที่ทำไปแล้ว รวมถึงปริมาณที่จะทำในอนาคตอีกด้วย

Link: https://apps.newyorkfed.org/markets/autorates/tomo-results-display?SHOWMORE=TRUE&startDate=01/01/2000&enddate=01/01/2000

Market Indicators

1. Fear & Greed Index

มาตรวัดความกลัว / ความโลภ ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จัดทำโดย CNN ที่นำตัวชี้วัดจำนวน 7 ตัว มาใช้คำนวณ ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดด้านความผันผวน การเก็งกำไร การเปรียบเทียบผลตอบแทนกับสินทรัพย์ปลอดภัย หรือแม้กระทั่งแนวโน้มดัชนีตลาด นอกจากนั้นยังแสดงดัชนีในอดีตออกมาเป็นกราฟ ให้ได้เปรียบเทียบความกลัวหรือโลภของตลาดในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย

Link: https://money.cnn.com/data/fear-and-greed/

Economic Indicators

1. The 12 Global Economic Indicators to Watch

ถ้าหากข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจรายวันเป็นอะไรที่มากเกินไป Bloomberg ได้รวบรวม 12 ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่บ่งชี้ถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกมาไว้ในที่เดียว ซึ่งมีการอัปเดตรายวัน รวมทั้งสามารถปรับรูปแบบแยกตามแต่ละภูมิภาค หรือเรียงตามข้อมูลที่อัปเดตล่าสุด หรือเรียงตามข้อมูลที่กำลังจะอัปเดตในลำดับต่อไปก็ได้

Link: https://www.bloomberg.com/graphics/world-economic-indicators-dashboard/

2. The Jobs Numbers: Who’s Hiring in America—and Who’s Not

อีกแหล่งข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg อย่างที่ทราบกันว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ เป็นภาคส่วนที่หนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมาโดยตลอด ในเว็บไซต์นี้จะอัปเดตตัวเลขการจ้างงานและอัตราการว่างงาน และยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงการจ้างงานและอัตราค่าจ่างเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยแยกแต่ละอุตสาหกรรมอีกด้วย เรียกได้ว่าครบเครื่องและดูง่ายที่สุดแล้วสำหรับตัวเลขภาคแรงงาน

Link: https://www.bloomberg.com/graphics/jobs-numbers/


สุดท้ายมีอีกแหล่งข้อมูลที่อยากแนะนำ คือ Covid-19 Investment War Room ที่ทีมงานของ FINNOMENA จัดทำเฉพาะกิจขึ้นมาครับ เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดในการติดตามสถานการณ์การลงทุนในช่วงวิกฤติ Covid-19 มาไว้ในที่เดียวให้ติดตามได้ง่ายๆ

ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงครับ

เขียนโดย CrisisMan
facebook.com/MrCrisisman/

แผนการปรับพอร์ตการลงทุน GOAL และ 1stM: เดือนมีนาคม 2020

FINNOMENA Investment Team
แผนการปรับพอร์ตการลงทุน GOAL และ 1stM: เดือนมีนาคม 2020

จากกรณีกองทุนรวม  TMBAM Eastspring ประกาศยกเลิกโครงการกองทุน TMBABF เพื่อชำระบัญชีและคืนเงินให้กับนักลงทุน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาพคล่องของตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการเงินที่ผ่านมา  ส่งผลให้ปริมาณการขายคืนหน่วยมีสูงมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้จัดการกองทุนของ TMBABF จึงจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ในพอร์ตกองทุนออกมาในราคาที่ต่ำกว่าราคา Mark to Market ทำให้ราคาหน่วยลงทุนผันผวน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาไม่ดี และส่งผลให้เกิดการขาดทุนกระทบกับนักลงทุนทุกรายที่ลงทุนในกองทุน ดังนั้นทาง TMBAM Eastpring ยื่นขอยกเลิกโครงการ เพื่อให้กองทุนสามารถทยอยขายสินทรัพย์ออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่อาจจะได้รับเงินช้าลง อย่างไรก็ตามตราสารหนี้ที่กองทุนนั้นถือครอง เป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั่นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน

รูปที่ 1 ขั้นตอนการยกเลิกกองทุน l Source TMBAM As of 26/03/2020

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้เปลี่ยนการ DCA ในส่วนของกองทุนตราสารหนี้ไทยทั้งหมดในพอร์ตการลงทุน จากเดิม TMBABF ที่มีอยู่ใน FINNOMENA Port ดังต่อไปนี้

  1. Goal Level 3  สำหรับแผนการลงทุนรายเดือนมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน
  2. Goal Level 2 และ 3 สำหรับแผนการลงทุนรายเดือนต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน
  3. 1st Million ทุกแผนการลงทุน

ไปยังกองทุน PHATRA MP

DCA 20,000 Up

แนะนำเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนในเงินลงทุนใหม่รายเดือน (DCA) เป็น PHATRA MP แทน TMBABF ในพอร์ต Goal Lv.3

DCA Under 20,000

แนะนำเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนในเงินลงทุนใหม่รายเดือน (DCA) เป็น PHATRA MP แทน TMBABF ในพอร์ต Goal Lv.2 และ Lv. 3

1st Million

แนะนำเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนในเงินลงทุนใหม่รายเดือน (DCA) เป็น PHATRA MP แทน TMBABF ในพอร์ต 1st Million ทุกระดับความเสี่ยง

ทั้งนี้ในส่วนของเงินลงทุนเดิมของนักลงทุนในกองทุน TMBABF นั้น ทาง TMBAM Eastspring แจ้งว่าจะทยอยคืนเงินลงทุนในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเมื่อได้รับเงินลงทุนคืนแล้ว เราแนะนำให้นักลงทุนลงทุนต่อใน PHATRA MP ได้ต่อเนื่อง

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

พิมพ์เงินแบบ Unlimited ทำให้ถดถอยซํ้าซ้อนหรือเปล่า?

Mr. Serotonin
พิมพ์เงินแบบ Unlimited ทำให้ถดถอยซํ้าซ้อนหรือเปล่า?
 “ในช่วงที่ดีที่สุดให้คิดถึงเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดเสมอ” Howard Marks
หลายๆคนอาจจะไม่รู้จักนักลงทุนผู้นี่ เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Oaktree Capital Management ที่มีมูลค่ากว่า 72,000 ล้านบาท อีกทั้งยังติดอันดับ 370 จาก 400 คนอเมริกันที่รวยที่สุดจาก Forbes อีกด้วย โดยเขาบอกว่าหากเราลงทุนโดยประมาณการสถานการณ์ทีละนิดไปเรื่อยๆเราจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงเราจะไม่ได้คิดอย่างถี่ถ้วนอย่างแท้จริงซึ่งการคิดแบบถี่ถ้วนผมมองว่าสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราไม่ตัดสินใจไหลไปกับอารมณ์ของตลาด
ผมจึงอยากพูดถึงสิ่งที่แย่ที่สุดในการทำ QE ขึ้นมาบ้างในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นไปกับมัน…

การพิมพ์เงินทำให้เกิดวิกฤติได้อย่างไร?

หากเราเทียบกับประวัติศาสตร์แล้วการพิมพ์เงินอย่างเกินตัวทำให้ประเทศถึงขั้นล้มละลายได้เลย ยกตัวอย่างเช่น วิกฤติ มาร์ค ของเยอรมัน ที่ช่วงสงครามทางเยอรมันพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆเพื่อใช้จ่ายไปกับสงคราม แม้ในช่วงที่แพ้สงครามก็ยังไม่หยุดพิมพ์ไม่ยอมล้ม พิมพ์แล้วพิมพ์อีกจนนักลงทุนแห่กันถอนทุนเพราะเงินเฟ้อขึ้นไปเป็น 1,000 % ในช่วงนั้น จนคนไม่เห็นค่าของเงินอีกต่อไป แม้แต่คนในประเทศเองก็เอาเงินไปหลบไว้ในตลาดหุ้น หรือทองคำกันหมด จนแทบไม่มีใครอยากแตะค่าเงินที่เรียกว่า มาร์ค เยอรมันอีกเลย และจบด้วยการตั้งสกุลเงินขึ้นมาใหม่
แต่หากเรามาเทียบกับดอลลาร์แล้วก็เป็นไปได้ที่สถานการณ์อาจจะแตกต่างกัน เพราะ ดอลลาร์ทางทฤษฎีที่เราได้รํ่าเรียนกันมานั้นมันมีค่าดุจดั่งทอง ต่างจากค่าเงิน มาร์ค ที่ต้องใช้ทองหนุนหลังเวลาพิมพ์ไม่งั้นจะไม่มี มีมูลค่า ดังนั้นดอลลาร์จะพิมพ์จะใช้ยังไงก็ได้ทั่วโลกสำรองกันหมด แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือ หากสิ่งที่ Fed ทำมันเกินตัวไปจริงๆ จนเงินเฟ้อพรุ่งพรวดธนาคารกลางทั่วโลกจะยังมองดอลลาร์ในฐานะทองอยู่หรือเปล่า หรือ ต่างพากันตื่นตระหนกและโยกย้ายปรับสัดส่วนเอาทองไปเป็นตัวคํ้ามูลค่าแทนที่ดอลลาร์ คล้ายกับวิกฤติมาร์ค เยอรมันกันแน่
สิ่งที่ผมกังวลก็คือเงินที่พิมพ์ออกมามันไปช่วยบริษัทในตอนที่ยํ่าแย่จริงๆหรือเปล่า ถ้าหากงบส่วนนั้นเป็นการทดแทนการขาดทุนของบริษัทเฉยๆเข้าไปอุ้มตัวหลักไม่ให้ล้ม ก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ แต่หากมันกั๊กไว้จนสภาพคล่องมันล้นขึ้นมาตอนโรคระบาดหายไป อันนี้น่าเป็นห่วงมากครับ เพราะ สภาพคล่องในตลาดมันจะล้นจนอัตราเงินเฟ้อร้อนแรงอย่างคาดไม่ถึง และ Fed อาจต้องโดนบังคับปิดเกมด้วยการทำนโยบายแบบรัดกุม (Tightening policy) อย่างการขึ้นดอกเบี้ยแบบรัวๆ จนกลายเป็นเศรษฐกิจถดถอยซ้อนถดถอยหรือเปล่า?

เงินฝืดกับเงินเฟ้อวิกฤติไหนฝ่าฟันได้ยากกว่ากัน?

จากประวัติศาสตร์แล้วเงินเฟ้อแก้ยากกว่าเงินฝืดครับ เพราะ เงินเฟ้อทำให้เกิดการเทขายของชาวต่างชาติ ซึ่งเราจะดึงเค้ากลับมาลงทุนยากมาก หากเทียบกับเงินฝืดที่อยู่ภายใต้การควบคุมภายในประเทศซึ่งแก้ได้ง่ายกว่า

การพิมพ์เงินในครั้งนี้เป็นไปตามเกมการเมืองหรือเปล่า?

สิ่งที่ผมคิดได้อีกอย่างหนึ่งก็คือสงครามราคานํ้ามันที่รัสเซียเปิดฉากขึ้น นั้นทำไปเพื่อกดดันอเมริกาหรือเปล่า? เพื่อเป็นการกดดันให้อยู่ในภาวะยํ่าแย่มากขึ้นจนต้องพิมพ์เงินจนเฟ้อหนักๆ และหากมันเฟ้อมากๆ โดยอาจจะร่วมมือกับจีนเทขายพันธบัตรอเมริกาทิ้ง ตบท้าย ให้อเมริกาโดนโค่นจากการยืนหนึ่งในเรื่องเศรษฐกิจก็เป็นได้

สรุปส่งท้าย… อยากให้ทุกคนได้ตกผลึก…

บทความนี้ก็ตามสไตล์ผมครับ ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ Fed ทำนั้นมันผิด แต่ผมอยากให้ทุกคนจับตาดูให้ดีในเรื่องของเงินเฟ้อกับสภาพคล่องว่ามันล้นระบบเกินไปไหม หากเงินเฟ้อมันดีดขึ้นมาแบบไม่สมเหตุสมผลเป็น 100% นี่ก็ไม่น่าจะใช่สัญญาณที่ดีแล้วครับ
ผมไม่สามารถฟันธงได้ เพราะ การตัดสินใจนั้นคืออยู่กับผู้ดำเนินนโยบาย และรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ “จับตามอง” และหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นก็ควรถอยออกมา แต่หากมันไม่เกิดขึ้นและนโยบายมีการบริหารอย่างเหมาะสมก็ถือว่าดีไปครับ…
ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยเพิ่มความตื่นตัว (Awareness) ให้กับผู้คนได้ และหากเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ เราจะได้รู้เท่าทัน และรักษาเงินทุนของเรากันได้อย่างปลอดภัย
ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี ! แบงค์ชาติหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเหลือ -5.3% ตลาดหุ้นโลกจะฟื้นยาว หรือชั่วคราวจาก Unlimited QE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/videos/581736549092265/

ดูผ่าน Youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=e5kBxW7K2mkhttps://youtu.be/jKtDHnbNxJw

ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี ! แบงค์ชาติหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเหลือ -5.3% ตลาดหุ้นโลกจะฟื้นยาว หรือฟื้นชั่วคราวจาก Unlimited QE

พิเศษ! กลยุทธ์การลงทุนแนะนำในภาวะวิกฤต พร้อมอัพเดต ยาต้านไวรัสโควิด-19 ไปถึงไหนแล้ว!!

คุยข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • เกิดอะไรขึ้นอเมริกา Bond Yield ติดลบ!?
  • แบงค์ชาติมอง GDP ติดลบ 5.3%
  • กนง. คงดอกเบี้ยเท่าเดิม!
  • แบงก์ชาติ พร้อมตราสารหนี้ทุกกองที่ขาดสภาพคล่อง!!?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

BuffettCode
สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

สรุป LIVE ประจำวันกลับมาแล้ว! วันนี้ได้คุณ มาร์ช (ฺBuffettcode) และ คุณเพชร รตะ มาให้ข้อมูลแบบวิเคราะห์เจาะลึกในมุมมองการลงทุนเชิงพื้นฐาน ถึง sector ที่น่าลงทุนในช่วงวิกฤติ รวมถึงสถานการณ์หุ้น ณ ปัจจุบัน ที่เรียกได้ว่า “สายพื้นฐาน” พลาดไม่ได้เลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้นคลิกเข้าไปอ่านพร้อมๆกันได้เลยครับ!

สรุปมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

ผมไป LIVE ที่ Finnomena เมื่อวันพุธที่ 25 ที่ผ่านมา เนื่องจากเวลาค่อนข้างจำกัดทำให้ผมอาจจะตกหล่นรายละเอียดไป อยากสรุปข้อมูลที่รวบรวมมา ภาพรวมและมุมมอง รวมไปถึงจุดที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นจุดที่เหมาะกับการเข้าซื้อหุ้นลงทุนได้ไว้ตรงนี้ครับ

มุมมองอาจะเปลี่ยนแปลงได้หากสถานการณ์มากการเปลี่ยนแปลงนะครับ

1.วิกฤตครั้งนี้หนักแค่ไหน?

วิกฤตครั้งนี้หนักเท่ากับ Subprime + 9/11 รวมกัน (ขอยืมไอเดีย CEO Marriott หน่อยนะครับ ผมเขียนสรุปสัทภาษณ์ไว้ใน COVID-19 ทำ Marriott รายได้หาย 90% หุ้นตก 55% ลดเงินเดือนผู้บริหาร 50%) ผมว่าเขาก็ไม่ได้พูดหนักเกินไป เพราะรอบนี้วิกฤตกระทบทุก Sector และกระทบตัวเศรษฐกิจจริงๆด้วยไม่ใช่แค่ส่วนของธนาคารและอสังหาแบบในปี 2008

ตอนนี้ธุรกิจเล็กๆในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานกว่า 80% ของประเทศรับผลกระทบไปเต็มๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างๆก็ได้สรุปตัวเลข Initial Jobless Claim หรือพูดง่ายๆคือจำนวนคนตกงานนั่นแหละ ในอาทิตย์นี้ตัวเลขจะออกมา 1-2 ล้านคน เป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่ปี 1982

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้Goldman Sachs คาดคนจะตกงานกว่า 2 ล้านคน ทะลุกราฟและจุดสูงสุดที่เคยทำไว้แถว 650,000

2.หุ้นตอนนี้ถูกหรือยัง?

หุ้นตอนนี้ “ถูกกว่า” หลายๆปีที่ผ่านมา ต่างชาติเองก็ขายมาเยอะมาแล้ว ถ้านับวอลุ่มการขาย 3 ปี คือขายไปแล้วประมาณ 460,000 ลบ. ถ้าคนยังไม่มีเงินลงทุนในหุ้น หรือกองทุนเลย เริ่มทยอยลงทุนได้ครับ แต่ถ้าถามว่าตรงนี้ถูกที่สุดหรือยัง? คิดว่า 60-70% น่าจะยัง เพราะ Impact ทางเศรษฐกิจรอบนี้หนักมาก มีข้อดีนิดหน่อยคือ FED ตอบรับเร็วและแรง ทำให้ดูเหมือนยังเอาอยู่ อย่างไรก็ตามกำไรของหุ้นไทยในไตรมาสา 1 และ 2 ของปีนี้ น่าจะออกมาย่ำแย่มาก ทำให้ SET อาจจะยังปรับตัวลดลงไปได้ถึง 600-700 จุดนะครับ อันนี้น่าจะมีโอกาสประมาณ 20-30%

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

Volume การซื้อขายย้อนหลัง 3 ปี

 

หุ้นตอนนี้จะดูแค่ P/E ต่ำ, P/BV ต่ำ, ปันผลสูงไม่ได้ ตามเหตุผลที่บอกไปแล้วคือถ้าถ้ามันกระทบผลกำไรของหุ้นจริง และถ้าขาดทุนจะส่งผลกระทบไปถึงส่วนทุนติดลบ

P/E ต่ำในตอนนี้อาจจะสูงขึ้นเมื่อผลกำไรแย่ๆออกมา

P/BV ที่ต่ำก็จะสูงเมื่อบริษัทต้องเผชิญภาวะขาดทุน และแน่นอนกำไรน้อยลง ปันผลก็น้อยลง

Dividend Yield ที่สูง (จากผลประกอบการในปี 2019) มาปีนี้จะต่ำลงแน่นอน ถ้าข่าวร้ายยังมาไม่หมด คงคาดว่าตลาดถึงจุดต่ำสุดแล้วไม่ได้ครับ

แม้แต่ Sector ที่เคยปลอดภัยสุดอย่างโรงไฟฟ้ายังได้รับผลกระทบ (เพราะโรงงานปิดไม่ใช้ไฟ รฟฟ.ที่ขายไปให้รง.อุตสาหกรรมก็โดนไปด้วย)

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

ประมาณการผลกระทบกับกำไรของโรงไฟฟ้า

3.หุ้นไทยกับหุ้นต่างประเทศอันไหนน่าสนใจกว่ากัน

หุ้นต่างประเทศน่าสนใจกว่าในระยะยาว เพราะมีบริษัทดีๆ อย่างเทคโนโลยี บริษัทยักษ์ใหญ่ที่แข็งแกร่ง สถานะทางการเงินเข้มแข็ง รัฐบาลมืออาชีพที่รู้งานช่วยเหลืออย่างเต็มที่ (ถ้าอ่านข้อ 1. จะรู้ว่าวิกฤตครั้งนี้ทำให้ธุรกิจเล็ก-กลางเจ็บหนัก อาจจะมีหลายบริษัทไม่ฟื้นกลับมา บริษัทใหญ่ได้เปรียบมากๆ)

หุ้นไทย เรามีท่องเที่ยวเป็นสัดส่วน 15-20% ของ GDP ไหนจะโดนเรื่องสงครามน้ำมันของซาอุ ในระยะสั้นลงหนัก หลังจบปัญหา COVID-19 น่าจะมีการดีดตัวแรงในระยะสั้น แต่ระยะยาวถ้าประเทศไทยยังไม่ปรับตัว ยังไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ๆมารองรับ ไหนจะกำลังเข้าสังคมผู้สูงอายุด้วย การจะลงทุนระยะยาวในประเทศดูเสี่ยง กว่าต่างประเทศ การจะฟื้นตัวไปถึง 1800 จุดนั้นท้าทายพอสมควรเลยครับ

คหสต. จากข้อมูลที่อ่านๆมา ผมคิดว่า Timing ในการซื้อหุ้นไทยน่าจะอยู่ในช่วงเดือนพค.+- 1-2 เดือน เพราะ COVID-19 น่าจะระบาดถึงจุดพีคในเดือนเมย-พค. นอกจากนั้นในช่วงเดือนพค. เราจะเริ่มเห็นผลกระทบของ COVID-19 ในงบการเงินไตรมาส 1 ของบริษัทต่างๆ นักวิเคราะห์จะเริ่มประเมินได้แม่นยำขึ้นว่ากระทบมากน้อยแค่ไหน ถ้ากระทบมากกว่าที่คิดหุ้นอาจจะลงต่ออีกรอบ

แต่ถ้ากระทบน้อยกว่าที่คิดหุ้นอาจจะ Sideway ซักระยะ และเข้าสู่ขาขึ้นเต็มตัวหลังประกาศงบไตรมาส 2 ในช่วงเดือนสค.ก็เป็นไปได้ งบไตรมาส 2 น่าจะเป็นงบช่วงปีที่เลวร้ายที่สุดแล้ว ในกรณีที่ไม่มีเหตุการณ์ใหม่ๆเข้ามากระทบเพิ่มเช่น ปัญหาในตลาดตราสารหนี้ หรือเกิดการระบาดของ COVID-19 ซ้ำสองในบางประเทศ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าช่วงครึ่งหลังของปีน่าจะดีครับ

4.หุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจ?

ตอนนี้หุ้นแทบทุกกลุ่มโดนปรับประมาณการลดลงหมด นักวิเคราะห์หลายท่านสนใจหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีรายได้จากต่างชาติน้อยๆและมีรายได้ประกันสังคม เช่น CHG หุ้นสื่อสารที่น่าจะกระทบน้อยที่สุดช่วงนี้คือ ADVANC หุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นเช่น BJC ก็ยังเอาตัวรอดได้ดีกว่าหุ้นอื่นๆ หรือกองทุนอสังหาฯ ที่น่าจะถูกกระทบหนักไม่นาน 1-2 ปีข้างน่าจะกลับมาจ่ายปันผลในระดับใกล้เคียงของเดิมได้ (อาจจะไม่เท่าเดิม เพราะผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไว้มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ … )

พยายามหลีกเลี่ยงหุ้นที่โดนผลกระทบโดยตรงจากการระบาดของ COVID-19 เช่น ธนาคาร, การท่องเที่ยว หรือบางกลุ่มที่มีปัญหาเฉพาะกลุ่มอยู่แล้วเช่น อสังหาหรือน้ำมัน

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

หุ้นที่ถูกผลกระทบโดนนักวิเคราะห์หั่นกำไรและราคาเป้าหมาย

 

 

อย่างไรก็ตามต้องระวังเพราะตอนนี้คือจุดที่ไม่มีใครรู้ว่าปัญหาส่งผลกระทบมากแค่ไหน ถ้าจะซื้อควรแบ่งสัดส่วนซื้อเป็นรอบๆ พยายามกระจายความเสี่ยง อย่าทุ่มสุดตัวเพราะถ้าปัญหาหนักกว่าที่เป็น อาจจะสูญเสียหนักได้ครับ อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่ต้องทำในวิกฤตตลาดหุ้นคือต้อง “ไม่ตาย” ส่วนผลตอบแทนมันหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเรามีหลักการลงทุนที่ดีพอ

5.สินทรัพย์ที่น่าสนใจ

ถ้าเอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง กองทุนตลาดเงินที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอย่าง TMBTM หรือ PHATRA MP

ส่วนคนที่อยากฉกฉวยโอกาสจากช่วงนี้เพื่อลงทุนระยะยาว 3-5 ปี สามารถทยอยซื้อกองทุนอสังหาฯ กองทุนหุ้นปันผลได้ เพราะปัญหารอบนี้คิดว่าไม่ส่งผลกระทบยาวนาน กระทบพื้นฐานการทำกำไรของหุ้นและกองทุนอสังหาในระยะสั้น หลังจากนี้ 1-2 ปี จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เพราะเราไม่รู้ว่าตลาดจะตกลงไปมากน้อยแค่นั้น ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้เอาเงินทั้งหมดมาลงทุนในครั้งเดียวครับ

สรุป LIVE รวมมุมมองนักวิเคราะห์ต่อตลาดหุ้นในตอนนี้

สินทรัพย์เน้นความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล

สุดท้ายผมหวังว่าวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว และขอให้ประเทศไทยกลับไปเติบโตแข็งแกร่งเช่นเดิม

COVID-19 กลัวอากาศร้อน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวในช่วงเศรษฐกิจหลัง COVID-19 ก็เป็นได้ครับ (คนเน้นเที่ยวประเทศร้อน ไม่เน้นประเทศอากาศหนาว)

ในวิกฤตมีโอกาส ทางสว่างมีอยู่เสมอถ้าเรามีความพยายามมากพอ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

ใคร… ที่ควรวางแผนการเงินที่สุดในตอนนี้!!

Get Wealth Soon
จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี และระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีการมาตรการถึงสถานที่ต่างๆ เช่น สถานบันเทิง สถานที่ออกกำลังกาย รวมถึงห้างสรรพสินค้า ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการนี้ จะต้องกระทบกับหน้าที่การงานคนกลุ่มใหญ่อย่างแน่นอน
“แบบนี้บทความนี้ยังจะมาให้วางแผนการเงินอีกเหรอ?”
คงเป็นคำถามในใจของใครหลายๆ คนใช่ไหมคะ?
ก็จะขอตอบว่า “ใช่ค่ะ”
เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่ยังสามารถจัดการตัวเองเพื่อวางแผนการเงินได้ และในบทความนี้เราจะพูดถึงคนกลุ่มนี้กัน
ในวันนี้.. ใครที่รายได้ยังปกติ มีงานประจำได้ทำอยู่ ยังคงได้รับรายได้เต็ม 100% ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ ขอให้เกาะงานเอาไว้แน่นๆ นะคะ และถ้ายังไม่เคยลองการจัดสรรรายรับ-รายจ่าย
“คุณคือคนที่ควรเริ่มต้นทำมากที่สุดค่ะ”
เพราะในอนาคตถ้ามาถึงคิวของเรา เราจะยังมีเงินที่พอหล่อเลี้ยงชีวิตไปได้สักระยะ
เริ่มต้นง่ายมากๆ ค่ะ อยากให้ลองเขียนรายจ่ายผันแปรที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนขึ้นมา เพราะเป็นรายจ่ายที่เราควบคุมได้ ส่วนรายจ่ายคงที่ ใครที่มีผ่อนรถ จ่ายค่าเช่าห้องอยู่ ก็ยังต้องจ่ายกันไป
รายจ่ายผันแปรหลักๆ มีอยู่ประมาณ 5 อย่างค่ะ เขียนในแบบสถานการณ์ปกติออกมาก่อน
  1. ค่าอาหาร
  2. ค่าเดินทาง
  3. ค่าใชจ่ายส่วนตัว
  4. ค่าโทรศัพท์รายเดือน
  5. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาตัวเอง
พอได้รายจ่ายที่เวลาอยู่ในช่วงสถาานการณ์ปกติมาแล้ว ก็มาดูต่อว่า ตรงไหนที่เราพอจะลดได้บ้าง เพื่อเอาส่วนนี้ไปเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
ช่วงนี้หลายๆ บริษัทมีให้ทำงานที่บ้านได้ (รวมถึงเราด้วยเหมือนกัน) ใครที่ค่าเดินทางเยอะ ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ แต่มาเสียค่าไฟแทน 😂 ไม่เป็นไรเนอะ สถานการณ์แบบนี้ ต้องประคองกันไป
ส่วนที่ประหยัดไปได้ เราอยากให้เริ่มเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินไว้ค่ะ เพราะอนาคตอะไรก็ไม่แน่นอน วันนี้ได้ทำงานอยู่ดีๆ อนาคตเราอาจจะเป็นผู้ถูกเลือกให้ออกจากงานก็ได้

แล้วเงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของอาชีพค่ะ
  • ถ้าเป็นอาชีพปกติ อย่างมนุษย์เงินเดือน แนะนำที่ 3 เดือนของรายจ่ายต่อเดือน
  • เสี่ยงขึ้นมาหน่อย อย่าง Freelance แนะนำที่ 6 เดือนของรายจ่ายต่อเดือน
  • เสี่ยงสุดๆ รายได้ไม่สม่ำเสมอเลย 12 เดือนของรายจ่ายต่อเดือน อุ่นใจที่สุดค่ะแบบนี้
รายจ่ายต่อเดือนนี่รวมทั้งรายจ่ายผันแปรและรายจ่ายคงที่นะคะ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แม้จะได้รับผลกระทบเรื่องรายได้ แต่ยังสามารถจ่ายค่าผ่อนรถ ค่าเช้าห้องได้อยู่สัก 3 เดือนขึ้นไป

เงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บที่ไหน?

ควรเก็บไว้ในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงค่ะ จะใช้ก็สามารถนำออกมาได้เลย เช่น เงินฝากออมทรัพย์ แต่สำหรับใครที่กลัวว่าเอาเงินไว้ในนั้นเยอะๆ แล้วจะหมดไปกับค่า shopping แทน แบ่งบางส่วนเข้ากองทุนรวมตลาดเงินก็ได้ค่ะ เสี่ยงขึ้นมานิดนึง แต่ยังถือว่าเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์
สำหรับใครที่สนใจเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน ดูรายละเอียด FINNOMENA PORT MONEY PLUS เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.finnomena.com/money-plus/
ลองดูนะคะ แล้วเราจะ Get Wealth Soon ไปด้วยกันค่ะ

แบงก์ชาติ ยืนยันพร้อมช่วยกองทุนรวมตราสารหนี้ทุกกอง ในภาวะตลาดการเงินขาดสภาพคล่อง

FINNOMENA Reporter

ธปท. พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมทุกกอง ที่เป็นกองทุน Money Market Fund และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองเปิดทุกกอง ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องของตลาดการเงิน

  • โดยได้จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมตราสารหนี้ (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) ซึ่งกองทุนรวมทุกกองจะขอรับสภาพคล่องผ่านธนาคารพาณิชย์
  • ด้วยการกู้ยืมผ่านการธุรกรรม repo หรือการกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันและมีสัญญาว่าจะซื้อคืน ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่ให้ความช่วยเหลือจะสามารถกู้ยืมสภาพคล่องผ่านธุรกรรม repo จาก ธปท. ได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ
  • นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ สามารถรับซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนตามเกณฑ์และสามารถใช้หน่วยลงทุนมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมสภาพคล่องจาก ธปท. ได้เช่นกัน

ที่มา : https://www.prachachat.net/finance/news-438007

Keep Calm and Mask On

WealthGuru
Keep Calm and Mask On

ในช่วงที่ผ่านมา 2 สัปดาห์ ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก หุ้น ตราสารหนี้ และ ทองคำ เกิดอาการ  sell-off  แม้กระทั่ง พวกตราสารหนี้ และทองคำ  ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ถ้าเกิดปัญหาเกี่ยวกับหุ้น ก็จะไปหลบที่ ทองคำ หรือ ตราสารหนี้  แต่เนื่องจากเกิด panic sell แบบนี้อาจจะทำให้ความผันผวนในทุกสินทรัพย์การลงทุน โดยจะขายทุกสินทรัพย์ ไปถือเป็นเงินสดแทน

การเทขายตราสารหนี้ ทำให้กองทุนตราสารหนี้ ต้องขายตราสารหนี้ เพื่อนำเงินมาคืนให้นักลงทุนที่เทขาย ทำให้กองทุนต้องขายราคาสินทรัพย์ถูกลง กว่าที่ควรจะเป็น  ทำให้คนถือตราสารหนี้เจอเหตุการณ์ที่ราคา NAV ลดลง  ล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องเข้ามาดูแลสภาพคล่องของสินทรัพย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้

ล่าสุด กองทุน TMBUSB และ TMBABF ประกาศปิดกองทุนเนื่องจากมีแรงขายเมื่อวานมาก ทำให้อาจส่งกระทบกับราคาได้ เพราะต้องรีบขายตราสารหนี้ออก  ยิ่งต้องการขายเร็ว ยิ่งได้ราคาไม่ดี ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นการปิดกองทำให้สามารถทยอยขายของออกได้ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่อาจจะได้รับเงินช้าลง  รายละเอียดดูได้ที่ https://www.finnomena.com/z-admin/announcement-tmbabf-tmbusb/

โดยที่ พอร์ต Global Aggressive Hybrid จะทำการย้ายเงินที่คืนจาก TMBABF ไปลงทุนใน PHATRA MP ซึ่งลงทุนใน Money Market – Government

ในขณะที่ ทองคำก็โดนเทขายเช่นกัน     เพราะคนต้องการถือเงินสด ทำให้ dollar index ถีบตัวสูงขึ้น บ่งบอกถึงความต้องการถือเงินสดที่เป็น Dollar มากกว่า จะถือเป็น currency อื่นๆ

พวก REIT ก็โดนเทขายเช่นด้วยกับสินทรัพย์อื่น แต่เนื่องจากสภาพคล่องของ REIT ในไทยต่ำอยู่แล้ว ทำให้กองทุนขายต้องโยนขายราคาถูก

เหตุการณ์ COVID-19 จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติทางการเงิน  อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ COVID-19 ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์แรก ที่เกิดขึ้นจากภาพคือ โรคระบาดที่มีผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกมาแล้ว

Keep Calm and Mask On

เหตุการณ์ตลาดหมีจะเกิดขึ้นเป็น cycle จากประวัติศาสตร์ โดยจะเกิดตลาดกะทิง ประมาณ 9.1 ปี  และเป็นตลาดหมีประมาณ 1.4 ปี  และนี้เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นอีกครั้งสำหรับการลงทุน

Keep Calm and Mask On

จากสถิติเชิงลึกจากผลตอบแทนในระยะยาวตลอดชีวิตการลงทุน ของบรรดาโคตรเซียนหุ้นระดับโลกที่เป็นแรงบันดาลใจของนักลงทุนทุกคน จาก siamquant.

ผลตอบแทนที่มหัศจรรย์ของพวกเขานั้นแม้จะน่าตื่นเต้น  แต่สิ่งที่เราจะเห็นได้คือ Max drawdown ที่พวกเขาได้เผชิญมาในอดีตต่างหาก!

Keep Calm and Mask On

ข้อแนะนำสำหรับการวางแผนการลงทุน

1) จัดพอร์ตการลงทุน คือหัวใจสำคัญที่สุด

หลายคนตอนลงทุน ก็จะเน้นไปที่จะซื้อกองทุนอะไร จะซื้อหุ้นตัวไหน  แต่แท้จริง การจัดพอร์ตการลงทุนคือหัวใจที่สำคัญ  ถ้าเราจัดพอร์ตตามเป้าหมายหรือระยะเวลาให้ดี  เราก็จะไม่กังวลใจยามเกิดเหตุการณ์แบบนี้  การจัดพอร์ตแบบ  3 ตะกร้าดังรูปจะช่วยให้เราผ่านเหตุการณ์แบบนี้ได้

Keep Calm and Mask On

  • ตะกร้าแรก เพื่อการดำรงชีวิต อย่างน้อย 1-2 ปี อาจจะเก็บเป็นเงินสด หรือ money market
  • ตะกร้าที่ 2 เก็บเงินเพื่อสู้เงินเฟ้อ จะเป็นพอร์ตที่เราลงทุนได้ 3-5 ปีขึ้นไป เน้นไปที่ตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่ และโดยมีหุ้น REIT และทองคำ มีอยู่ส่วนหนึ่ง
  • ตะกร้าที่ 3 เพื่อการเติบโตของเงินในระยะยาว ซึ่งจะลงทุน 5 ไปขึ้นไป เน้นไปที่ตราสารทุน โดยมี ตราสารหนี้ REIT และ ทองคำ ให้ครบกับการกระจายความเสี่ยง

แต่ละตะกร้าไหนมีสัดส่วนมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับอายุ การรับความเสี่ยง และ เป้าหมายของการลงทุน   แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะสามารถผสมกันได้ เช่น ถ้าต้องการลงทุนให้ได้เงินอีก 20 ล้านอีก 10 ปีข้างหน้า มีแผนการลงทุนดังนี้

  • ตะกร้าที่ 3 โดยคิดผลตอบแทนคาดหวังที่ 7%
  • ลงทุนก้อนแรก 6.0 ล้าน
  • หลังจากนั้นก็ลงอีก ปีละ 1.55 ล้านอีก 4 ปีถัดไป
  • หลังสิ้นปีที่ 5 หรือ 6 จะถอดกำไร นำไปเก็บไว้ที่ ตะกร้าที่ 2

Keep Calm and Mask On

ทำแบบนี้ก็จะมีเงินกำไรบางส่วนอยู่ตะกร้าที่ 2 ที่ความเสี่ยงต่ำกว่า  ทำให้มีเงินทั้งพอร์ตความเสี่ยงสูงและต่ำ

ดังนั้นแม้จะเกิดวิกฤต COVID  ตะกร้าที่ 1 และ ตะกร้าที่ 2 ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมาก  แต่แน่นอน จะกระทบกับตะกร้าที่ 3 ที่จะมีความผันผวนและ drawdown

     อ่านเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่  10 ข้อคิดของการวางแผนการเงิน…ที่คุณได้จาก “วิกฤต COVID”

2) ทางเลือกในลงทุนในตอนนี้

ขาย (Sell) เพื่อหยุดขาดทุน

เพราะทนไม่ไหว ด้านการเงิน หากยืดยาวอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านการเงินจนแบกรับไม่ไหว   แต่ถ้าจัดพอร์ตตามเป้าหมายทางการเงินแล้ว ก็จะช่วยจุดนี้ แต่ถ้าไม่ได้ทำก็จะมีปัญหา

เพราะทนไม่ไหว ด้านความรู้สึกเครียด เศร้า เสียใจ  แต่ถ้าทำใจตัดขาดทุนแล้ว ถ้าตลาดกลับตัว ก็ต้องไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป

รอ (Hold) ไม่ตัดสินใจทำอะไรในภาวะที่ไม่ปกติ

ถ้ามีความเชื่อว่า มนุษย์สามารถเข้าชนะได้  รอให้ฝุ่นหายตลบก่อน และสุดท้ายทุกอย่างจะกลับมาได้  แล้วมาพิจารณาดูอีกว่าจะปรับพอร์ตอย่างไร สินทรัพย์ valuation น่าสนใจ ภูมิภาคไหนจะฟื้นตัวก่อน

ซื้อ (Buy) เมื่อเห็นเป็นโอกาส

เพราะเชื่อว่าตลาดตอบสนองมากเกินมากจริง  สินทรัพย์ตราสารหุ้นเริ่มถูก มี Margin of safety มากกว่า 20%   หลาย บริษัทมี PE ต่ำลงมา มี Dividend Yield ที่น่าสนใจ

ผมอยากจะแชร์ คลิปดี ๆ จาก ขุนเขา vs. โควิด – คู่มือพลิกวิกฤตอย่างทรงพลัง (คลิปสำคัญสุดในรอบปี)

ผมขอให้ทุกท่านปลอดภัยจาก COVID-19  และ ทำใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งตกใจ ผมเชื่อว่า ถ้าเราช่วยกันทำตามคำแนะนำของแพทย์  และช่วยเหลือกันในยามเหตุการณ์เช่นนี้ มนุษย์จะชนะ Virus นี้ได้ในที่สุด

สมพจน์ พัดสุวรรณ


ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB)

FINNOMENA Admin
ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB)

จากประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด  เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2020 ที่ผ่านมา

ทาง FINNOMENA ขอสรุปรายละเอียด และประเด็นที่นักลงทุนต้องทราบ ดังต่อไปนี้ครับ

  1. การขอยกเลิกของการดังกล่าว มีสาเหตุหลักมาจาก สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ต่ำ และราคาตลาดของตราสารหนี้ผันผวนในช่วงวิกฤตการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ผ่านมา 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้
  2. ประกอบกับปริมาณการขายคืนหน่วยที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกองทุนมีสูงมาก ทำให้ผู้จัดการกองทุนของ TMBAM Eastspring จำเป็นต้องขายตราสารหนี้ออกมาในราคาที่ต่ำกว่าราคา Mark to Market เพื่อให้นักลงทุนได้เงินคืนตามกำหนดในหนังสือชี้ชวน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนมีความผันผวนยิ่งขึ้น
  3. TMBAM Eastspring จึงตัดสินใจเลิกโครงการกองทุนทั้ง 2 กองทุน เพื่อไม่เป็นการบังคับให้ผู้จัดการกองทุนต้องขายตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไปและเพื่อคุ้มครองให้นักลงทุนทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุด
  4. การประกาศแจ้งยกเลิกโครงการกองทุน จะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุน TMBAM Eastspring ทำให้สามารถทยอยขายของออกได้ในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนดีที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยการที่นักลงทุนจะได้รับเงินจากการยกเลิกโครงการช้าลง
  5. ตราสารหนี้ที่ถือครองในทั้งสองกองทุนเป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด นั้นหมายถึง หากถือตราสารจนครบกำหนด ผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วน
  6. พร้อมกันนี้ทาง TMBAM Eastspring ได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งซื้อขาย และสับเปลี่ยนกองทุนของวันที่ 25/03/20 ที่ผ่านมา พร้อมประกาศยกเลิกโครงการกองทุน เพื่อทยอยทำการขายให้ลูกค้าในลำดับต่อไป
  7. ทาง TMBAM Eastspring  แจ้งว่านักลงทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนอัตโนมัติแบ่งเป็น 2 รอบด้วยกันคือ
    1. ภายใน 10 วันทำการนับจากวันที่ยุติคำสั่งซื้อขาย เบื้องต้นคาดว่าอยู่ประมาณวันที่ 10 เมษายน 2563 นักลงทุนจะได้รับเงินลงทุนส่วนแรกเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่แจ้งไว้สำหรับรับค่าขายคืน
    2. TMBAM Eastspring แจ้งว่า หลังจากนั้น ระยะเวลาประมาณ 90 วันทำการ หลังจากประกาศยกเลิกโครงการ นักลงทุนจะได้รับเงินลงทุนส่วนที่เหลือคืน

*หากยังมีตราสารหนี้ / ทรัพย์สินคงค้าง ก.ล.ต. จะพิจารณาอนุมัติยืดระยะเวลาตามความเหมาะสมในการบริหารสินทรัพย์ของกองตามประกาศ ทน. 15/2562

ทั้งนี้ TMBAM Eastspring จะแจ้งวันที่ในการรับค่าขายคืนแต่ละรอบให้ทราบอีกครั้ง

หากนักลงทุนมีขอสงสัย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Call Center 02-0265100 กด 2 (8.30 – 20.30 ทุกวันทำการ) หรือสามารถทิ้งคำถามไว้ที่ Line ID: @FINNOMENAPORT

ประกาศแจ้ง กรณีขอยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) และกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB)

 

อเมริกาก็ Bond Yield ติดลบเป็นเหมือนกัน

FINNOMENA Reporter

อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังสหรัฐอายุ 1 เดือน ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดที่ -0.041% ก่อนฟื้นขึ้นมาที่ 0.010%

  • ขณะที่อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดที่ -0.046% และฟื้นขึ้นมาที่ระดับ -0.031% ยังคงให้ผลตอบแทนติดลบ
  • ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกมาตราการพยุงตลาดการเงิน โดยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยแบบฉุกเฉิน ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. และขยายวงเงินทำ QE ส่งผลให้แนวโน้ม US bond yield ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นของภาครัฐ
  • ทั้งนี้การที่ Yield ระยะสั้นติดลบ แสดงให้เห็นว่า มีคนกลุ่มหนึ่ง ยังมองเห็นความเสี่ยงอยู่ตรงหน้า จึงพยายามจะหาสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดมาถือไว้ก่อนในชั่วโมงนี้โดยไม่แคร์ว่าจะได้ผลตอบแทนหรือไม่ นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้สหรัฐฯ ณ ตอนนี้ ตามยุโรป และ ญี่ปุ่น ไปแล้วติดๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/MrMessengerDiary/posts/10157908041140926

เบอร์นันเก้”เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว แม้เผชิญภาวะถดถอยจากพิษโควิด-19

FINNOMENA Reporter

เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ แสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว โดยระบุว่าเศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างรุนแรง แต่ก็จะฟื้นตัวขึ้นในเวลาต่อมา

  • พร้อมระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตการเงิน และเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในอดีต ซึ่งมีปัญหาจากมนุษย์ ระบบการเงิน และระบบธนาคาร แต่ปัญหาในครั้งนี้เกิดจากไวรัสโควิด-19
  • “เจ้าหน้าที่เฟดในชุดปัจจุบันได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐรับมือล่วงหน้ากับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทันทีที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง”
  • นอกจากนี้นายเบอร์นันเก้ยังได้สนับสนุนการที่เฟดออกมาตรการครั้งใหญ่เพื่อสกัดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเพื่อให้ตลาดมีการปรับตัวอย่างราบรื่น

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/03/25/bernanke-says-this-is-much-closer-to-a-natural-disaster-than-the-great-depression.html