แจ้งเตือน

Analysis: ส่องสถานการณ์ REITs ไทย รับเปิดเมือง จังหวะนี้น่าสนใจหรือไม่?

FINNOMENA Investment Team
Analysis: ส่องสถานการณ์ REITs ไทย รับเปิดเมือง จังหวะนี้น่าสนใจหรือไม่?

กองทุนอสังหาฯ และ REITs ของประเทศไทยถูกกดดันด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาแล้วกว่า 1 ปี ล่าสุดประเทศไทยได้ผ่อนคลายมาตรการ Lockdown พร้อมกลับมาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นปัจจัยหนุนกองทุนอสังหาฯ และ REITs

โอกาสนี้ FINNOMENA Investment Team จึงขอพาทุกท่านไปดูกัน ว่ากองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยยังมีความน่าสนใจอีกหรือไม่?

🏢 REITs ต่างประเทศ รายได้ฟื้นตัวไปแล้ว แต่ของไทยกำลังเริ่มน่าสนใจ

เริ่มต้นส่องสถานการณ์ REITs ในสหรัฐฯ ที่มีการเปิดเมืองอย่างชัดเจนแล้ว พบว่ารายได้ซึ่งมาจากค่าเช่ากลับมาระดับเดียวกับก่อนการแพร่ระบาดแล้ว ปัจจัยเชิงบวกนี้สะท้อนชัดเจนผ่านดัชนี REITs ของประเทศที่กลับมาเปิดเมืองแล้วซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และชัดเจนว่าสวนทางกับกองทุนอสังหาฯ และ REITs ของไทยที่ยังเคลื่อนไหวในกรอบไม่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า REITs ทั่วโลกยังน่าสนใจหรือไม่? ต้องตอบด้วยการเปรียบเทียบระดับมูลค่าด้วย Yield Gap กับในอดีต ซึ่งจะพบว่าแม้รายได้จะฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นพร้อมช่วงที่ Yield ของตราสารหนี้ที่ปรับตัวขึ้นทำให้ Yield Gap ของ REITs ทั่วโลกอยู่ในระดับที่ตึงตัวอย่างมาก

ซึ่งกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยก็มีระดับ Yield Gap ที่ตึงตัวไม่แพ้กัน แต่จะบอกว่าตึงตัวเช่นเดียวกันก็อาจไม่ใช่ เพราะสถานการณ์รายได้ของกองทุนอสังหาฯ และ REITs ของไทยยังไม่ฟื้นตัวเหมือนกับทั่วโลกนั่นเอง

ที่นี้ต้องไปวิเคราะห์กันต่อว่าในอนาคตมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่รายได้จะกลับมาฟื้นตัว และมีภาคส่วนใดในกลุ่มกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยที่น่าสนใจโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น

🏢 แรงขายเริ่มหมด รอความหวัง Retail, Industrial และ Office

ต้องบอกก่อนเลยว่าการตอบรับข่าวร้ายของกลุ่มนี้ลดลงอย่างมากสะท้อนผ่านดัชนีที่ปรับตัวลงน้อยลงเมื่อมีการระบาดระลอกที่ 2 และ 3 สวนทางแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อ เมื่อตรวจสอบข้อมูลกระแสเงินลงทุนในกองทุนรวมกลุ่ม REITs ไทยพบว่าเม็ดเงินลงทุนเริ่มคงที่ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่านักลงทุนที่ต้องการขายได้ขายไปหมดแล้ว

สำหรับภาระหน้าที่หนุนดัชนีกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยฟื้นตัวอย่างมีนัยยะคงหนีไม่พ้น 3 กลุ่มหลักอย่าง Retail, Industrial และ Office

กลุ่ม Industrial ซึ่งมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่คลังสินค้าจึงได้รับผลกระทบจำกัด ราคาของ REITs ในกลุ่มนี้แม้ลดลงบ้างแต่ยังโดดเด่นเหนือกลุ่มอื่น เนื่องจากอัตราการเช่าไม่เปลี่ยนแปลงทำให้เงินปันผลคงที่ รวมแล้วมี Yield ที่น่าสนใจ และอนาคตก็ยังดูสดใสที่สุดในดัชนี SETPREIT ของประเทศไทย

ด้าน Office ที่ได้รับผลกระทบจากการ Work from home ทำให้มีอัตราการเช่าและต่อสัญญาเช่าลดลง รวมไปถึงลดค่าเช่า ทำให้กระทบต่อเงินปันผล ขณะที่ในอนาคตยังดูมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาด แนวโน้มพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป รวมไปถึง supply office ที่จะเข้ามากขึ้นในปี 2022-2023

ส่วน Retail หรือกลุ่มศูนย์การค้าที่เปิดให้เช่าพื้นที่ ซึ่งรับผลกระทบไม่แพ้ Office เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้นจากการเปิดเมือง ที่ผ่านมาอัตราการเช่ายังสูงซึ่งเกิดจากการลดค่าเช่าเพื่อจูงใจให้ต่อสัญญาเช่า แน่นอนว่ากระทบต่อเงินปันผลที่ลดลงเช่นเดียวกับราคา ส่งผลให้ Yield ไม่เปลี่ยนแปลง ภาพรวมกลุ่มนี้มีอนาคตที่สดใสกว่ากลุ่ม Office เล็กน้อย ทั้งในระยะสั้นจากการเปิดเมืองและระยะยาวที่แม้พฤติกรรมการบริโภคอาจเปลี่ยนไปแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง (สภาพอากาศและรูปแบบการดำเนินชีวิต) อีกทั้งผู้ให้บริการก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจไปสู่การเป็น Community mall มากขึ้น

🏢 ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความไม่แน่นอน

ภาพรวมที่ยังมีความไม่แน่นอนแต่มีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการประเมินมูลค่าผ่าน Yield gap ซึ่งดูเหมือนจะตึงตัวก็ยังมีโอกาสลดความตึงตัวลง หากรายได้กลับมาฟื้นตัว FINNOMENA Investment Team สมมติให้ Yield gap อยู่ที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (ตัดค่า outlier ช่วง COVID-19 ระบาด 12 เดือนแรก) ที่ระดับ 3.2% ด้านนักวิเคราะห์ประเมินว่าดัชนี SETPREIT ปี 2022 จะมีการปันผลที่ประมาณ 9.62 บาทต่อหุ้น คำนวณ upside ได้ประมาณ 7% (As of 14/10/2021)

ส่วน P/BV ของดัชนี SETPREIT ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งอยู่ที่ ประมาณ 1.2 เท่า อาจมองได้ว่าดัชนียังไม่รับข่าวการเปิดเมือง

🏢 ระวังความเสี่ยงจากการแพร่ระบาด

อีกจุดเด่นของกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยก็คือมีความสัมพันะ์กับตลาดหุ้นโลกที่ต่ำเมื่อเทียบกับ REITs ทั่วโลก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมากองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทย มีค่า Correlation ดับตลาดหุ้นโลกเพียง 0.27 ส่วน REITs ทั่วโลกมีค่าดังกล่าวถึง 0.76 ส่วน REITs ญี่ปุ่นมีตัวเลขนี้ที่ 0.65 ดังนั้นกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยจึงช่วยพอร์ตในแง่ของการลดความผันผวนได้

ทั้งนี้ควาเสี่ยงหลักที่อาจกลับมากดดันดัชนีได้อีก ก็คือ ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาด ตามมาด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปและกำลังซื้อที่ลดลง

🏢 แนะนำ “ถือ” แรงหนุนจากการเปิดเมือง

FINNOMENA Investment Team ยังแนะนำถือครองกองทุนอสังหาฯ และ REITs ไทยด้วยระดับมูลค่าที่น่าสนใจภายใต้ธีม Laggard พร้อมรับปัจจัยหนุนจากการเปิดเมืองอีกทั้งช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

 ——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving สำหรับลูกค้าที่ใช้บัญชี Nomura

FINNOMENA
ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving สำหรับลูกค้าที่ใช้บัญชี Nomura

เรียนลูกค้า FINNOMENA ที่ลงทุนผ่านบัญชีของ Nomura ทางทีมงานขอแจ้งให้ทราบว่า ระบบในตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดบัญชี Tax Saving ผ่านบัญชีของ Nomura ได้ ลูกค้าจำเป็นต้องเปิดบัญชีกับ FINNOMENA โดยใช้อีเมลใหม่ก่อน จึงจะสามารถเปิดบัญชี Tax Saving ต่อได้ ซึ่งทีมงานต้องขออภัยในความไม่สะดวกเป็นอย่างสูง

สำหรับการเปิดบัญชี Tax Saving ตั้งแต่เปิดบัญชีจนสามารถเริ่มลงทุนได้ จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3-4 วันทำการโดยขั้นตอนการเปิดบัญชีมีดังนี้

1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FINNOMENA และเปิดบัญชีลงทุนแบบปกติให้เสร็จก่อน

ก่อนเปิดบัญชี Tax Saving ต้องเปิดบัญชีลงทุนแบบปกติให้เสร็จก่อน ในการเปิดบัญชีใหม่ในแอปพลิเคชันให้ Log Out ออกจากบัญชีของ Nomura เดิม และสมัครด้วยอีเมลใหม่ ทำตามขั้นตอนและทำการผูก ATS ให้เรียบร้อย แล้วจึงจะสามารถเปิดบัญชี Tax Saving เพื่อลงทุนกองทุนประหยัดภาษีต่อได้

สำหรับขั้นตอนการเปิดบัญชีแบบปกติดูได้ที่นี่ หรือดูในคลิปวิดีโอด้านล่าง แนะนำให้เปิดบัญชีผ่านแอปฯ FINNOMENA เพื่อความรวดเร็วฝนการเปิดบัญชี โดยจะใช้เวลาอนุมัติการเปิดบัญชีแบบปกติประมาณ 1-2 วันทำการ

** ข้อควรระวังในการเปิดบัญชีผ่าน Application: ตรวจสอบว่าข้อมูลบนภาพถ่ายหน้าบัตรประชาชนมีความชัดเจน และที่อยู่บนบัตรประชาชนตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านที่กรอกเข้ามา เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

อ่านเพิ่มเติม วิธีสร้างแผนการลงทุนพร้อมเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA แบบ Step by Step

อ่านเพิ่มเติม พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

อ่านเพิ่มเติม พาซื้อกองทุนรวมผ่าน FINNOMENA พร้อมความพิเศษต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

2. ทำการเปิดบัญชี Tax Saving ต่อ

หลังเปิดบัญชีปกติเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำการเปิดบัญชี Segregated Account ต่อได้ในแอปฯ FINNOMENA ผ่าน 2 ช่องทาง

ช่องทางแรก เข้าไปที่หน้าพอร์ตแล้วกดปุ่ม “เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ช่องทางที่สอง เข้าไปที่หน้าพอร์ต ที่แผนการลงทุนจะเห็นคำว่า Tax Saving ให้กดปุ่ม “+ เพิ่มบัญชี Tax Saving”

3. กรอกข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี

ขั้นตอนต่อไป ระบบจะให้กรอกข้อมูลบางส่วนเพิ่ม เพื่อใช้สำหรับเปิดบัญชีสำหรับลงทุนกองทุนประหยัดภาษีโดยเฉพาะ

4. รออนุมัติการเปิดบัญชี

เมื่อกรอกทุกอย่างเรียบร้อย ระบบจะขึ้นว่า “รออนุมัติบัญชี” ซึ่งจะใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-2 วันทำการ โดยจะผูก ATS กับบัญชีธนาคารเดียวกันกับบัญชีปกติ

5. พร้อมเริ่มต้นลงทุน

เมื่อบัญชีพร้อมลงทุน นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนแนะนำ และเริ่มลงทุนได้ทันที

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook Inbox:    FINNOMENA
LINE:    @FINNOMENAPORT
เบอร์โทรศัพท์:   02 026 5100


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

เปิดบัญชีซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

FINNOMENA
เปิดบัญชีซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

สารบัญ

  1.   ปัญหาปวดใจของคนซื้อกองทุนประหยัดภาษี
  2.   Solution ของปัญหานี้จาก FINNOMENA
  3.   Segregated Account คืออะไร? ทำไมต้องมี?
  4.   ใครควรซื้อกองทุนรวมประหยัดภาษี
  5.   แผน Tax Saving Fund ของ FINNOMENA ลงทุนอะไรบ้าง
  6.   ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving Fund
        – เปิดบัญชีผ่าน Application
        – เปิดบัญชีผ่าน Website
        – เปิดบัญชีผ่านการส่งเอกสาร
        – สำหรับลูกค้า FINNOMENA ที่ใช้บัญชีของ Nomura
  7.   วิธี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน กองทุนประหยัดภาษี
  8.   หน้าจอแสดงข้อมูลพอร์ตใน Website / Application
  9.   อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

ปัญหาปวดใจของคนซื้อกองทุนประหยัดภาษี

ถ้ายังไม่ถึงวัยทำงาน ไม่ค่อยมีใครนึกถึงเรื่องเสียภาษีกันหรอกครับ แต่พอมีรายได้และเริ่มมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย จังหวะนั้นแหละที่เราจะเริ่มมองหาช่องทางการลดหย่อนภาษี เพื่อลดทอนภาระการเสียภาษีที่เราโดนหักจากรายได้ไป

ทำให้หลายคนรีบเร่งเข้ามาซื้อกองทุนประหยัดภาษี โดยที่ไม่ได้ทำการศึกษาให้ดีก่อน ถึงจะเป็นการซื้อกองทุนเพื่อเอาไปลดหย่อนภาษี มันก็เป็น “การลงทุน” ประเภทหนึ่งอยู่ดี ซึ่งต้องมีเรื่องของ “ความเสี่ยง” ตามมาแน่นอน

จุดนี้เป็นเรื่องอันตราย เพราะถ้าเราเข้ามาลงทุนทั้ง ๆ ที่ความรู้ยังไม่พร้อม บางทีเงินที่เราขาดทุนจากกองทุนประหยัดภาษี อาจจะเยอะกว่าเงินที่เราต้องควักไปจ่ายภาษีก็ได้ ขาดทุนแถมยังถอนออกมาก่อนไม่ได้ ไม่มีอะไรจะเสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้แล้วจริงไหมครับ

Solution ของปัญหานี้จาก FINNOMENA

ปัญหาการขาดทุนจากกองทุนประหยัดภาษีเป็นปัญหาที่ FINNOMENA อยากแก้ไข จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวระบบใหม่ “Segregated Account” ซึ่งสามารถซื้อขายกองทุนประหยัดภาษีทั้ง SSF และ RMF จากหลากหลาย บลจ. ได้ในที่เดียว มีความเป็นกลางในการคัดสรรกองทุนมาแนะนำให้กับนักลงทุน สรุปสิ่งที่นักลงทุนจะได้เมื่อลงทุนกับ FINNOMENA ก็คือ

  • พอร์ตกองทุนประหยัดภาษีแนะนำที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว แบ่งตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ เพิ่มโอกาสในการทำกำไรไปพร้อมกับการลดหย่อนภาษี 
  • ระบบการเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ต้องใช้เอกสาร ไม่ต้องเปิดบัญชีหลายรอบ
  • ซื้อขายกองทุนได้พร้อมกันหลาย บลจ. เพิ่มความเป็นกลางในการเลือกกองทุนที่ดีที่สุด
  • เช็กพอร์ตได้ตลอดเวลาทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน หน้าจอแสดงผลสวยงาม เข้าใจง่าย
  • ความปลอดภัยของเงินลงทุนระดับเดียวกันกับธนาคาร

สิทธิประโยชน์แต่ละข้อจะอธิบายอย่างละเอียดในส่วนต่อ ๆ ไปของบทความ แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่า ระบบ Segregated Account คืออะไร? ทำไมถึงต้องใช้ระบบนี้?

Segregated Account คืออะไร? ทำไมต้องมี?

Segregated Account คือ บัญชีที่แยกทรัพย์สินของผู้ลงทุนออกจากทรัพย์สินของบริษัท ทำให้เงินลงทุนไม่สามารถถูกแทรกแซงได้ เช่นเดียวกันกับระบบบัญชีประเภท Omnibus Account ที่ FINNOMENA ใช้ในการซื้อขายกองทุนทั่วไป

บัญชีทั้ง 2 ประเภทผู้ลงทุนจะทำรายการผ่านคนกลาง (ในที่นี้คือ FINNOMENA) คนกลางมีหน้าที่แค่ส่งรายการคำสั่งและเงินลงทุนต่อให้ บลจ. โดยไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งอะไรกับเงินและคำสั่งนั้น

จุดที่แตกต่างคือ Omnibus Account เป็นบัญชีที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ถือหน่วยลงทุน การดำเนินการซื้อขายจะใช้เป็นเลขประจำตัวผู้ถือหน่วย แต่ Segregated Account เป็นบัญชีที่ระบุชื่อผู้ถือหน่วยลงทุนในการซื้อขาย ซึ่งตรงนี้ทำให้บัญชีแบบ Segregated Account สามารถใช้ซื้อขายกองทุนประหยัดภาษี เช่น SSF หรือ RMF ได้ และสามารถนำไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย เพราะมีการระบุชื่อผู้ถือหน่วยไว้ชัดเจน

โดยสรุป ในการซื้อขายกองทุนทั่วไป ใช้แค่บัญชีแบบ Omnibus Account ก็เพียงพอ แต่ในกรณีกองทุนประหยัดภาษีที่ต้องออกเอกสารไปยื่นลดหย่อน ต้องใช้บัญชีแบบ Segregated Account ที่มีการระบุชื่อผู้ลงทุนนั่นเอง

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนกองประหยัดภาษีแล้ว ข้ามไปดูขั้นตอนการเปิดบัญชีด้านล่างบทความได้เลย ส่วนคนที่ยังไม่แน่ใจว่ากองภาษีเหมาะกับเราหรือเปล่า ลองอ่านไปเรื่อย ๆ ก่อนนะครับ

ใครควรซื้อกองทุน SSF-RMF

ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องซื้อ SSF หรือ RMF ถึงมันจะใช้ลดหย่อนภาษีได้เยอะก็จริง แต่ก็มีเงื่อนไขที่จำกัดเราอยู่พอสมควร เงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนลงทุนพวกกอง SSF/RMF ได้แก่

เงื่อนไขของ SSF

  • ต้องถือเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป (นับจากวันที่ซื้อ) ถ้าขายออกก่อนต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนของปีนั้น และต้องจ่ายค่าเสียภาษีล่าช้าเพิ่มด้วย
  • ใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปีภาษี 2563-2567 หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการต่ออายุหรือไม่
  • ลงทุนปีไหน ได้ลดหย่อนปีนั้น และไม่มีเงื่อนไขลงทุนต่อเนื่อง
  • ไม่สามารถขายคืนก่อนกำหนดได้ แต่สามารถสับเปลี่ยนได้ในกอง SSF ด้วยกันได้

เงื่อนไขของ RMF

  • ต้องถือเป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป (นับจากวันที่ซื้อ) และขายได้หลังอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ถ้าขายออกก่อนต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนในปีนั้น และต้องจ่ายค่าเสียภาษีล่าช้าเพิ่มด้วย
  • ลงทุนปีไหน ได้ลดหย่อนปีนั้น และต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี (ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน) หากผิดเงื่อนไขลงทุนต่อเนื่อง ต้องคืนภาษีที่ได้รับยกเว้น 5 ปีย้อนหลัง
  • ไม่สามารถขายคืนก่อนกำหนดได้ แต่สามารถสับเปลี่ยนได้ในกอง RMF ด้วยกันได้

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี
ที่มา: tisco.co.th

พอรู้เงื่อนไขแล้ว แล้วใครบ้างที่เหมาะกับการซื้อกองประหยัดภาษี ลองเช็กตัวเองเบื้องต้นกันก่อน

ใครควรซื้อ

  • ถ้าเกิดคำนวณเงินได้ของตนเองที่หักลบกับค่าลดหย่อนแล้วมากกว่า 150,000 บาท เราจะต้องเสียภาษี ถ้าไม่อยากเสียส่วนนี้สามารถซื้อกองทุน SSF-RMF เป็นวิธีในการลดหย่อนภาษีได้
  • คนที่มีฐานภาษีสูง ๆ เช่น 20% ขึ้นไป เหมาะกับการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะสามารถลดได้เยอะ ซึ่ง SSF-RMF สามารถซื้อรวมกันและลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 500,000 บาท
  • คนที่ต้องการออมเงินให้เติบโตในระยะยาว ซึ่งตรงตาม Concept ของ SSF และ RMF ที่อยากให้คนไทยออมเงิน

ใครไม่ควรซื้อ

  • คนที่มีปัญหาสภาพคล่องยังไม่มั่นคง ไม่ควรซื้อ SSF-RMF เพราะมีเงื่อนไขที่จำกัดการถอนเงินออกมาใช้อยู่ กรณีควรยอมจ่ายภาษีหรือเลือกลดหย่อนด้วยวิธีอื่นไปก่อน
  • คนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้เลย ถ้าซื้อแล้วก็เกิดขาดทุนจะเครียด นอนไม่หลับ แบบนี้ไม่ควรซื้อ SSF-RMF
  • คนที่ฐานภาษียังต่ำ เช่น 5% หรือ 10% เพราะเมื่อเทียบเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามกับเงินที่จะได้ลดหย่อน อาจไม่คุ้มกัน

แผน Tax Saving Fund ของ FINNOMENA ลงทุนอะไรบ้าง

ถ้าสำรวจตัวเองตามหัวข้อข้างบนแล้วคิดว่าเราเหมาะกับการซื้อกอง SSF-RMF เพื่อประหยัดภาษี ขั้นต่อไปก็คือการเลือกว่าเราจะลงทุนกองไหนดี

FINNOMENA เปิดให้ซื้อกองทุน SSF-RMF ทั้งแบบซื้อรายกองและแบบซื้อเป็นชุดกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง สามารถเลือกซื้อกองทุนได้พร้อมกัน 10 บลจ. รายชื่อ บลจ. ที่ FINNOMENA เปิดให้บริการตอนนี้ได้แก่

  1. บลจ. ทหารไทย (TMBAM)
  2. บลจ. พรินซิเพิล (PRINCIPAL)
  3. บลจ. กรุงศรี (KSAM)
  4. บลจ. วรรณ (ONEAM)
  5. บลจ. ยูโอบี (UOBAM)
  6. บลจ. กสิกรไทย (KAsset)
  7. บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)
  8. บลจ. กรุงไทย (KTAM)
  9. บลจ. แอสแซทพลัส (ASP)
  10. บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC)

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

รายชื่อกองทุนที่ FINNOMENA แนะนำ

สำหรับการลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี แนะนำให้ลงทุนเป็นชุดกองทุนแบบกระจายความเสี่ยง เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว การลงทุนกองเดียวจะเสี่ยงเกินไป เพราะถ้าได้ก็ได้ไปเลย ถ้าเสียก็เสียไปเลย ถ้าลงทุนหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงไว้จะมีโอกาสกำไรในระยะยาวมากกว่า

กองทุนที่ FINNOMENA แนะนำจะแบ่งตามระดับความเสี่ยง โดยจะไม่มีการปรับพอร์ตเหมือนแผนการลงทุนทั่วไปเนื่องจากต้องถือยาว ทุกกองเลยต้องมีศักยภาพที่จะเติบโตในระยะยาวได้ ซึ่ง FINNOMENA Investment Team ได้ทำการคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุดมาแล้ว รายชื่อชุดกองทุนแนะนำมีอยู่ 6 แผนด้วยกัน โดยสามารถอ่านรายละเอียดของแต่ละแผนได้ที่ โพยกองทุนจัดชุด SSF & RMF จัดเต็มสำหรับนักลงทุนทุกประเภท

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่สนใจกองทุนบางตัวโดยเฉพาะ ก็สามารถเลือกลงทุนเองได้เช่นกันครับ ไม่จำกัดว่าต้องลงทุนเป็นชุดกองทุนเท่านั้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดโพย SSF และ RMF รายกองได้ที่ คัดเน้นที่เดียวจบ! รวมโพย SSF RMF รายกอง

หรือจะลองใช้งาน FINNOMENA Tax Saving Guru ดูก็ได้ เป็นโปรแกรมคำนวณมูลค่ากองทุนที่ซื้อได้ในปี 2564 พร้อมกองทุนและสัดส่วนแนะนำ คำนวณมาให้เสร็จสรรพว่าซื้อ SSF หรือ RMF เท่าไรจะคุ้มที่สุด

ขั้นตอนการเปิดบัญชี Tax Saving Fund

1. เปิดบัญชีผ่าน Application (เปิดบัญชีแบบไม่ใช้เอกสาร) → Recommended !!

นักลงทุนที่เปิดบัญชีใหม่ (Single Form) หลังวันที่ 2 ก.ค. 2564 สามารถเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้เพียง 5 คลิกเท่านั้น !!! ทำตามขั้นตอนในรูปด้านล่างได้เลย โดยนักลงทุนต้องอัปเดตแอปพลิเคชันก่อน จึงจะสามารถใช้งานส่วนเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

ส่วนนักลงทุนที่มีบัญชีกับ FINNOMENA อยู่แล้ว แต่ตอนเปิดบัญชี เปิดผ่านเอกสาร หรือเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชันก่อนใช้ Single Form ในวันที่ 2 ก.ค. 2564 เมื่อเปิดบัญชี Tax Saving Fund จะต้องมีการกรอกข้อมูลเพิ่มเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้แก่ ข้อมูลประเทศที่มาของรายได้และข้อมูลคู่สมรส, FATCA, รูปถ่ายบัตรประชาชน, แบบประเมินความเสี่ยง และลายเซ็น (ทั้งนี้ แต่ละท่านอาจจะกรอกเพิ่มไม่เท่ากัน แล้วแต่ความสมบูรณ์ของข้อมูลเดิม) โดยต้องอัปเดตแอปพลิเคชันก่อนเช่นกัน จึงจะสามารถใช้งานส่วนเปิดบัญชี Tax Saving Fund ได้

และสำหรับนักลงทุนที่ไม่เคยมีบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA และต้องการเปิดบัญชี Tax Saving Fund สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

     1)   ก่อนเปิดบัญชี Segregated Account นักลงทุนต้องเปิดบัญชีแบบปกติ (Omnibus Account) ให้เสร็จก่อน ทำการผูก ATS ให้เรียบร้อย แล้วจึงจะเปิดบัญชีเพื่อลงทุนกองทุนประหยัดภาษีต่อได้ ดูขั้นตอนการเปิดบัญชีแบบปกติได้ ที่นี่ หรือดูในคลิปวิดีโอด้านล่าง โดยใช้เวลาอนุมัติการเปิดบัญชีประมาณ 1-2 วันทำการ

** ข้อควรระวังในการเปิดบัญชีผ่าน Application: ตรวจสอบว่าข้อมูลบนภาพถ่ายหน้าบัตรประชาชนมีความชัดเจน และที่อยู่บนบัตรประชาชนตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านที่กรอกเข้ามา เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

อ่านเพิ่มเติม วิธีสร้างแผนการลงทุนพร้อมเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับ FINNOMENA แบบ Step by Step

อ่านเพิ่มเติม พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

อ่านเพิ่มเติม พาซื้อกองทุนรวมผ่าน FINNOMENA พร้อมความพิเศษต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

     2)   หลังเปิดบัญชีปกติเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำการเปิดบัญชี Segregated Account ต่อได้ในแอปฯ FINNOMENA ผ่าน 2 ช่องทาง

ช่องทางแรก เข้าไปที่หน้าพอร์ตแล้วกดปุ่ม “เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ช่องทางที่สอง เข้าไปที่หน้าพอร์ต ที่แผนการลงทุนจะเห็นคำว่า Tax Saving ให้กดปุ่ม “+ เพิ่มบัญชี Tax Saving”

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

     3)   ขั้นตอนต่อไป ระบบจะให้กรอกข้อมูลบางส่วนเพิ่ม เพื่อใช้สำหรับเปิดบัญชีสำหรับลงทุนกองทุนประหยัดภาษีโดยเฉพาะ

     4)   เมื่อกรอกทุกอย่างเรียบร้อย ระบบจะขึ้นว่า “รออนุมัติบัญชี” ซึ่งจะใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-2 วันทำการ โดยจะผูก ATS กับบัญชีธนาคารเดียวกันกับบัญชีปกติ

     5)   เมื่อบัญชีพร้อมลงทุน นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนแนะนำ และเริ่มลงทุนได้ทันที

2. เปิดบัญชีผ่าน Website

ณ ตอนนี้การเปิดบัญชี Segregated Account ยังไม่สามารถเปิดผ่าน Website ได้ ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนเปิดบัญชีผ่าน Application แทน

3. เปิดบัญชีผ่านการส่งเอกสาร

ขณะนี้การเปิดบัญชี Tax Saving Fund ผ่านการส่งเอกสาร ปิดระบบชั่วคราว หากมีการเปิดระบบจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โปรดติดตามข่าวสารอัปเดตทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนเปิดบัญชีผ่าน Application เพื่อความรวดเร็วในการเปิดบัญชี

4. สำหรับลูกค้า FINNOMENA ที่ใช้บัญชีของ Nomura

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนผ่านบัญชีของ Nomura ดูขั้นตอนการเปิดบัญชีได้ ที่นี่

วิธี ซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน กองทุน SSF-RMF

ซื้อ

นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อได้ทุกช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โทรศัพท์ และช่องทางเอกสาร การหักเงินจะหักผ่านช่องทางบัญชีธนาคารที่ผูก ATS ไว้ (ณ ปัจจุบันสังไม่สามารถซื้อผ่านบัตรเครดิตได้)

ขาย

ขั้นตอนการขายจะมีความซับซ้อนกว่าตอนซื้อ เพราะมีเรื่องเงื่อนไขระยะเวลาในการถือ และหลักการ FIFO (First in First out: ซื้อตัวไหนก่อน ตัวนั้นจะถูกขายออกไปก่อน)

อธิบายคือ ถ้าหากเราอยากขายกองทุนส่วนที่เผลอซื้อเกินและยังไม่ได้ใช้ลดหย่อนภาษี ส่วนที่ขายจะไม่ใช่ส่วนล่าสุดที่ซื้อ แต่เป็นส่วนแรกสุดที่เราซื้อไว้ ซึ่งถ้าส่วนแรกสุดยังถือไม่ครบเวลาตามเงื่อนไข เราจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

เบื้องต้นการขายกองทุนประหยัดภาษีจึงไม่อยากให้นักลงทุนทำรายการเอง แนะนำให้ติดต่อทาง FINNOMENA ที่เบอร์โทรศัพท์ 02 026 5100 เพื่อส่งคำสั่งขาย หรือทำการขอเลข Unitholder เพื่อใช้ส่งคำสั่งขายกับ บลจ. ต้นทางโดยตรง

สับเปลี่ยน

สามารถสับเปลี่ยนกองภาษีได้ภายใน บลจ. เดียวกัน และต้องเป็นกองประเภทเดียวกัน เช่น กอง SSF สับเปลี่ยนได้เฉพาะกอง SSF ด้วยกัน กอง RMF สับเปลี่ยนได้เฉพาะกอง RMF ด้วยกัน

หน้าจอแสดงข้อมูลพอร์ตใน Website / Application

เมื่อลงทุนไปแล้ว การติดตามพอร์ตก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน นักลงทุนที่สร้างแผน “Tax Saving Fund” แล้ว สามารถเข้าไปดูพอร์ตของตนเองได้ทั้งบน Website และใน Application ได้ตลอดเวลา เป็นอีกบริการที่ FINNOMENA จัดให้นักลงทุนทุกท่านใช้กันครับ

หน้าแสดงข้อมูลพอร์ตบน Website

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

หน้าแสดงข้อมูลพอร์ตบน Application

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

ซื้อ SSF-RMF กับ FINNOMENA โอกาสทำกำไรพร้อมลดหย่อนภาษี

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

สรุป

ถ้าอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกว่า กองทุน SSF-RMF เป็นทางเลือกการลดหย่อนภาษีที่เหมาะกับเรา และเรามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะทำตามเงื่อนไขของ SSF-RMF ได้อย่างครบถ้วน ก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ทันที โดยอิงจากพอร์ตกองทุนแนะนำที่ FINNOMENA แนะนำให้ก็ได้ หรือจะเลือกลงทุนเองเป็นรายตัวก็ทำได้เช่นกัน

ถ้ายังอ่านบทความยังไม่ละเอียด อยากให้อ่านและศึกษาให้ดีก่อนครับ โดยเฉพาะเงื่อนไขต่าง ๆ เพราะการซื้อ SSF-RMF เป็นการตัดสินใจในระยะยาว กรอบเวลา 10 ปีขึ้นไป หากตัดสินใจพลาดมันจะกวนใจเราไปตลอด การลงทุนพร้อมกับความรู้จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ส่วนการลงทุนพร้อมกับความไม่รู้จะทำให้ชีวิตเราลำบากขึ้นอีกเยอะ

หากพร้อมแล้วก็สามารถเปิดบัญชีลงทุนกองทุน SSF-RMF กับ FINNOMENA ได้ทันที เปิดบัญชีและดูรายละเอียดได้เลย

สำหรับลูกค้าใหม่ อ่านวิธีเปิดบัญชีซื้อกองทุน Tax Saving เพิ่มเติม คลิก
‍‍‍‍‍‍ ‍‍
สำหรับลูกค้าเก่า เปิดแอปพลิเคชั่น แล้วเลือกสร้างแผน “Tax Saving” ได้เลย

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook Inbox:    FINNOMENA
LINE:    @FINNOMENAPORT
เบอร์โทรศัพท์:   02 026 5100


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะต้องชำระเงินเพิ่ม และ/หรือเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร |  ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” 

News Update: จีนเขย่าวงการโฆษณา เตรียมสั่งบริษัทเทคฯ ห้ามปิดกั้นแสดงผลข้อมูล บน Search Engine คู่แข่ง หุ้น Baidu +4.53%

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนเขย่าวงการโฆษณา เตรียมสั่งบริษัทเทคฯ ห้ามปิดกั้นแสดงผลข้อมูล บน Search Engine คู่แข่ง หุ้น Baidu +4.53%

จีนเตรียมพิจารณาให้บริษัทเทคโนโลยีตั้งแต่ Tencent ไปจนถึง ByteDance แสดงเนื้อหาบน Search Engine ของบริษัทคู่แข่ง เช่น Baidu ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่จะช่วยขจัดอุปสรรคออนไลน์ และสั่นสะเทือนวงการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต

ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) กำลังหารือในการทำให้บทความของ WeChat รวมถึงวิดีโอสั้นของ Douyin แสดงเนื้อหาบน Search Engine อื่นๆ เช่น Baidu โดยหน่วยงานกำกับดูแลจีนกำลังสำรวจความคิดเห็นของบริษัทต่างๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าทางการจีนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

หากมีการดำเนินนโยบายเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของรัฐบาลจีนที่ต้องการทำลายอุปสรรคในตลาดที่เกิดขึ้นจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Alibaba และ Tencent โดยผู้สังเกตการณ์ได้เตือนให้บริษัทเทคฯ อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถลิงก์ไปยังบริการของคู่แข่งได้

การบังคับให้ ByteDance หรือ Tencent แสดงเนื้อหาบนบริษัทคู่แข่งอย่าง Search Engine อื่นๆ เช่น Baidu ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งนี่อาจทำให้รายได้จากการโฆษณาจาก Douyin ของ ByteDance หรือ WeChat ของ Tencent ย้ายไปสู่ผู้ให้บริการ Search Engine แทน

กระบวนการดังกล่าวเหมือนกับตอนที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ สั่งให้ Facebook เปิดโพสต์สาธารณะของ Whatsapp บน Search Engine ของ Google

เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) ราคาหุ้นของ Baidu เพิ่มขึ้น 4.53% รับข่าวเชิงบวก โดยโฆษกของ Tencent ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ในขณะที่ Bytedence, Baidu และ MIIT ไม่ตอบรับคำร้องขอความคิดเห็นจากสื่อ

รัฐบาลจีนประกาศสงครามกับการดำเนินงานที่ปิดกั้นการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมอำนาจในบริษัทเหล่านั้น โดยกล่าวหาว่าบริษัทจำนวนหนึ่งใช้วิธีการบล็อก หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อปกป้องขอบเขตของตัวเอง โดยแสดงผลการค้นหาเฉพาะบริษัทในเครือตัวเองเท่านั้น

บทความบน WeChat แพลตฟอร์มเผยแพร่บทความขนาดใหญ่ที่สุดในจีน ถูกควบคุมโดย Tencent และบล็อกการค้นหาจาก Search Engine ที่ดำเนินการโดย ByteDance และ Baidu ในขณะที่ Taobao ของ Alibaba ได้ปิดกั้นการค้นหาของ Baidu โดยอ้างจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งทำให้ Alibaba เป็นผู้นำในตลาดออนไลน์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Baidu

อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทเริ่มลดขอบเขตลง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว Tencent อนุญาตให้ผู้ใช้งาน WeChat ลิงก์ไปยังคู่แข่งอื่นๆ ได้ เช่น วิดีโอ Douyin และร้าน Taobao ในขณะที่ Alibaba ได้เพิ่มระบบการชำระเงินของ WeChat ในบางแอป

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-18/china-said-to-weigh-opening-tencent-bytedance-content-to-search?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/10/2021 “วิเคราะห์เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ทำไม GDP โต 4.9% ต่ำสุดรอบปี?” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/10/2021 “วิเคราะห์เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ทำไม GDP โต 4.9% ต่ำสุดรอบปี?” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/10/2021

“วิเคราะห์เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ทำไม GDP โต 4.9% ต่ำสุดรอบปี?”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -36.15 จุด (-0.10%) S&P500 +15.11 จุด (+0.34%) Nasdaq +124.47 จุด (+0.84%) Small Cap 2000 +1.77 จุด (+0.08%) VIX index อยู่ที่ 16.31 (+0.06%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -31.51 จุด (-0.75%) Dax เยอรมัน -112.89 จุด (-0.72%) CAC 40 ฝรั่งเศส -54.42 จุด (-0.81%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 29,025.46 (-0.15%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,874.78 (-1.16%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 25,409.75 (+0.31%) และ SET Index ปิดตลาดที่ 1,643.92 (+0.34%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 19 ต.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,773.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.51 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.38 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 19 ต.ค. 2564) Bitcoin 61,890.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,789.70 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.247119 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 492.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

เศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 3 ตัวเลข GDP เติบโต +4.9% YoY ต่ำที่สุดในรอบปี และเติบโต +0.2% QoQ ตัวเลขยอดค้าปลีก +4.4% YoY ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม +3.1% ทั้ง 2 ตัวเลขอยู่ในทิศทางชะลอตัว  อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.9% ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2018 แต่อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้มีอายุน้อย (16 – 24 ปี) อยู่ที่ระดับ 14.60% ตัวเลขความเชื่อมั่นภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง PMI ภาคการผลิตอยู่ที่ 49.6 (เข้าสู่ภสวะหดตัว) PMI ภาคบริการอยู่ที่ 53.6

ปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจจีนมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ Evergrande แม้ล่าสุดทางการจีนจะออกมากล่าวว่าสามารถควบคุมความเสี่ยงได้แล้ว อีกปัจจัยที่กดดัน คือ ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

จีนเตรียมพิจารณาให้บริษัทเทคโนโลยี แสดงผลการค้นหาข้อมูลจากบริษัทคู่แข่งบน Search Engine ซึ่งจะช่วยเรื่องการผูกขาด รวมถึงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโฆษณา ส่งผลให้ราคาหุ้น Baidu +4%

Apple เปิดตัว MacBook Pro รุ่นใหม่ ใช้ชิป M1 Pro และ M1 Max (ซึ่งเป็นของทาง Apple เอง) มี 2 ขนาด คือ 16 และ 24 นิ้ว มีการปรับปรุงคีย์บอร์ด โดยการนำ Touch Bar ออกไป และยังมีการเปิดตัว AirPods 3 และ HomePod mini

MacBook Pro ราคาเริ่มต้นที่ 73,900 บาท สำหรับรุ่น 14 นิ้ว ชิป M1 Pro, ราคา 89,900 บาท สำหรับรุ่น 16 นิ้ว ชิป M1 Pro, ราคา 103,900 บาท สำหรับรุ่น 14 นิ้ว ชิป M1 Max และ ราคา 110,900 บาท สำหรับรุ่น 16 นิ้ว ชิป M1 Max โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์รายได้และกำไรจะทำ All time high ในไตรมาส 1 ปี 2022 (รอบตามงบปีของ Apple) ราคาหุ้น Apple เริ่มมีการฟื้นตัวในระยะที่ผ่านมา

กองทุน ETF Bitcoin ของ ProShares เตรียมเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NYSE ในวันนี้

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำจุดยืนที่เป็นมิตรต่อ FinTech โดยแนวทางการปรับตัวของ BOT จะเน้น Open ใน 3 ส่วน คือ 1. Open infrastructure สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน 2. Open environment การสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมจากผู้เล่นทุกกลุ่ม โดยจะปรับปรุงกฎเกณฑ์ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อทั้งการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมและการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ และ 3. Open data จะเปิดให้มีการพัฒนาการถึงระบบฐานข้อมูลผ่านเทคโนโลยี API ลดความไม่เท่าเทียมของการมีข้อมูล และมีการร่วมพัฒนาระบบแลกเลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารพาณิชย์

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 9,122 ราย จากเรือนจำ 116 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 71 ราย หายป่วยกลับบ้าน 10,731 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,802,934 ราย หายป่วยสะสม 1,678,981 ราย

 

The Opportunity

กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth (TMBGQG) กองทุนหลัก คือ Wellington Global Quality Growth Fund TMBGQG ไม่จ่ายปันผล และนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

จุดเด่น คือ มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนขนาดใหญ่ทั่วโลก มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในทุกภาวะตลาด และได้รางวัล Morningstar 4 ดาว

พอร์ตตราสารทุนของกองทุนหลักสุดท้ายอยู่ที่ประมาณ 60 – 90 ตัว

สัดส่วนตามภูมิตภาค – อเมริกาเหนือ 68.1%, ยุโรป 18.5%, ตลาดเกิดใหม่ 8.7%, ญี่ปุ่น 2.4% และเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) 2.3%

สัดส่วนตามอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก – Information Technology 29.1%, Financials 20%, Industrial 14.9%, Health Care 13.3% และ Communication Services 9.5%

หุ้น 5 อันดับแรก – Microsoft 4.3%, Alphabet Inc 4.1%, Amazon.com 3.2%, Facebook 2.4% และ TSMC 1.8% (หุ้น 10 อันดับแรกสัดส่วน 24% จากหุ้นที่ถือ 73 ตัว)

ผลตอบแทนย้อนหลังย้อนหลัง 1 ปี +21.4%, 3 ปี +16.1%, 5 ปี +17.3%, 10 ปี +17.4% และตั้งแต่จัดตั้ง +15.2%

 

งานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม เวลา 19.00 น.  “เจาะลึกพอร์ตเพื่อการเกษียณ RIS vs GIF และคัมภีร์เกษียณ (ภาคจบ)” และวันพุธที่ 20 ตุลาคม เวลา 19.00 น. “เจาะกลุ่มกองทุน Baillie Gifford ทั้งตลาด กองทุนไหนควรอยู่ในพอร์ตคุณ” ลงทะเบียนและรับชมได้ที่เว็บไซต์ FINNOMENA

มุมมองเศรษฐกิจโลก Q4 ของเด็กการเงิน

เด็กการเงิน DekFinance
มุมมองเศรษฐกิจโลก Q4 ของเด็กการเงิน

สรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น และประเด็นที่น่าจับตามองในไตรมาส 4 ปี 2564 ของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เวียดนาม และ Commodity

วันนี้ เด็กการเงิน ขอมาสรุปข่าวสำคัญทั่วโลกที่ควรติดตามตลอดทั้งไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ พร้อมกองทุนแนะนำโดยเด็กการเงิน

ทั้งนี้ คำแนะนำและความเห็นที่ให้ไว้ มาจากการฟังและอ่านข่าวจากหลาย ๆ แห่ง ผสมกับมุมมองของเด็กการเงินเอง

สหรัฐฯ

1) ตลาด Priced in ข่าว QE Tapering แล้ว มีความน่ากังวลน้อย และตลาดคาดว่าจะเริ่มเดือน พ.ย.

  • Fed มีการสื่อสารกับนักลงทุนเป็นอย่างดีมาหลายเดือน ทำให้ตลาดไม่มีความตกใจในการทำ QE Tapering มากนัก
  • Fed จะลดการเข้าซื้อสินทรัพย์เดือนละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ Fed Balance Sheet ยังคงโตขึ้น แต่โตขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
  • ในเดือน มิ.ย. 2022 Fed Balance Sheet ยังโตอยู่ที่ 8 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นสภาพคล่องในตลาดไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล

2) ติดตามโอกาสที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นในปี 2022 ผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ การจ้างงาน

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ การจ้างงาน เป็นตัวเลขที่ Fed ให้ความสำคัญที่เพราะตัวเลขเหล่านี้จะบอกได้ว่าสภาพเศรษฐกิจพร้อมที่จะรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยแล้วหรือไม่
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ เงินเฟ้อ, Nonfarm Payroll, Unemployment Rate, Weekly jobless claims
  • Dot Plot ที่มาจากคณะกรรมการ Fed มีความไม่แน่นอน เพราะอาจมีการเปลี่ยนตัวบุคคลได้ อย่างที่เห็นว่าล่าสุดกรรมการ Fed 2 ท่านก็ลาออกไป และมีสิทธิ์เปลี่ยนตัว นายเจอโรม พาวเวล
  • ดังนั้น ให้ดูตัวเลขเศรษฐกิจภาคแรงงานก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยดูความเห็นของคณะกรรมการ Fed เพิ่มเติม

3) เพดานหนี้สาธารณะถูกเลื่อนออกไปจาก 18 ต.ค. เป็นต้น เดือน ธ.ค. ช่วยเลี่ยงให้สหรัฐฯ เจอปัญหาผิดนัดชำระหนี้ได้ ทั้งนี้จะเป็นช่วงเดียวกันกับการพิจารณาเรื่องงบประมาณชั่วคราว เพื่อเลี่ยงปัญหา Government Shutdown ด้วย

4) ติดตามเรื่องงบโครงสร้างพื้นฐาน 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ผลักดันให้ผ่านร่างโครงสร้างพื้นฐาน 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นำไปสร้างถนน สะพาน Broad brand ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ส่งผลให้ Nonfarm payroll, Unemployment rate ดีขึ้น
  • ซึ่งการจะนำเงินมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานเยอะขนาดนั้น ทำให้ต้องมีการขึ้นภาษี 28-29% แต่ทางพรรค Republican ก็มีการต่อรองปรับลดเหลือ 26% ซึ่งประเด็นในเรื่องการขึ้นภาษีต้องคอยติดตามกันต่อไป

5) ติดตามการประชุม Fed วันที่ 2-3 พ.ย. และ 14-15 ธ.ค.

ความเห็นของเด็กการเงิน: ถ้าหากเป็นสหรัฐฯ ล้วน แนะนำให้ Buy on dip แต่เพื่อกระจายความเสี่ยง แนะนำให้ลงทุนกองทุน Global Equity ที่มี Universe กว้างกว่าและมีการบริหารแบบ Active ช่วย ซึ่งสหรัฐฯ เป็นหลักใน Global Equity  อยู่แล้วจึงต้องใช้ Selection ช่วย โดยเรามองว่ากลุ่ม Developed Market มีความน่าสนใจเพราะ มีสถาบันการเงินช่วย stabilize และค่อนข้างเสรี ไม่โดนแทรกแซงและมี Regulatory Risk ต่ำ นอกจากนี้ ถ้าหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย Fund Flow ก็จะไหลกลับประเทศกลุ่ม Developed Market แต่ไม่รุนแรงแบบปี 2013

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: SCBUSAA, TMBUSBLUECHIP

ยุโรป

1) ECB มีการส่งสัญญาณเล็ก ๆ ที่จะผ่อนคลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยลดวงเงิน PEPP ลงเล็กน้อย

  • ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะลดวงเงินการซื้อพันธบัตรภายใต้โครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme หรือ PEPP ลงเล็กน้อยจาก 8 หมื่นล้านยูโรในช่วงเดือน ธ.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์คาดจะลดลงมาอยู่ที่ 6-7 หมื่นล้านยูโร ถือเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ในการผ่อนคลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรกของ ECB นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19
  • การผ่อนคลาย Lockdown และกลับมาเปิดเมืองอีกครั้งช่วยหนุนตัวเลขเศรษฐกิจทั้งภาคการ ผลิตและบริการ ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงปรับประมาณการเพิ่มขึ้น แม้มีโอกาสที่ ECB จะลดวงเงิน PEPP ลง แต่คาดว่าจะไม่กระทบต่อตลาดมากนักเนื่องจาก ECB จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป

2) ติดตามการประชุม ECB วันที่ 28 ต.ค. และ 16 ธ.ค.

3) ช่วงนี้ (ปลายเดือน ก.ย. ถึง ต.ค.) เผชิญปัญหาเชื้อเพลิงและน้ำมันขาดแคลน

4) ติดตามการจัดตั้งรัฐบาลของเยอรมนี หลังนางแมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีจะสิ้นสุดการดำรงแหน่งนายกฯมายาวนานถึง 16 ปี ถือเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลในยุโรป

  • มีการเปลี่ยนขั้วจาก CDU เป็น SPD โดยพรรค SPD ได้คะแนนเสียงไป 25.7% ขณะที่พรรค CDU ภายใต้การนำของนายอาร์มิน ลาเชต ที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากนางแมร์เคิลได้ไป 24.1%
  • พรรค SPD มีนโยบายขึ้นภาษีคนรวย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่พรรค CDU ค่อนข้าง Conservative ไม่รีบร้อนขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไม่รีบร้อนไปใช้พลังงานสะอาด
  • มีพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือพรรค Greens และคาดว่าจะอยู่ฝั่งพรรค SPD

ความเห็นของเด็กการเงิน: ยุโรปยังคงน่าสนใจ เนื่องจากคุณภาพของ Earning และบรรยากาศนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามมีความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูง กดดันกลุ่มการผลิต

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: SCBEUROPE(A), MEURO

ญี่ปุ่น

1) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคง laggard ตลาด Developed Market จากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าและมีการ Lock Down หลายครั้ง 

2) สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลง มีการเร่งฉีดวัคซีนในระดับที่สูง คาดว่าจะถึง 60-70% ของประชากรทั้งหมดภายในปลายปีนี้

3) มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่รออยู่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ

  • นายฟูมิโอะ คิชิดะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีนโยบายสนับสนุนทางการเงินและการคลังกว่า 30 ล้านล้านเยน เน้นกลุ่มรายได้ต่ำ ชนบท และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
  • จะไม่เพิ่มภาษีการบริโภคไปอีก 10 ปี เพื่อสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ

4) ตั้งเป้า Net-Zero Carbon ภายในปี 2050

5) ในระยะยาวญี่ปุ่นอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมจาก Traditional Automobile, Bank, Consumer Electronics ไปเป็น Factory Automation, 5G, Fintech, E-commerce

6) ติดตามการประชุม BoJ วันที่ 28 ต.ค. และ 17 ธ.ค.

ความเห็นของด็กการเงิน: ญี่ปุ่นน่าสนใจในระยะสั้นถึงกลาง เพราะมีปัจจัยบวกรออยู่จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การเร่งฉีดวัคซีนที่เร็ว และการเลื่อนการขึ้นภาษีนิติบุคคลออกไปไม่มีกำหนด ค่อนข้างแน่ว่านายกฯ คนใหม่จะเรียกความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ พร้อมการเปิดประเทศ

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: ONE-UJE-RA, ASP-JHC

จีนและฮ่องกง

1) จากเรื่อง Regulatory Risk ในจีน ทำให้หลายกลุ่มโดนจัดระเบียบแล้ว ยกเว้นบุหรี่และเหล้า รวมถึง Health Care

  • Big Tech ถูกจัดการแล้ว อย่าง Alibaba ที่มีการผูกขาด
  • รัฐบาลจีนให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลมาก (Data privacy) กลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล โดย Didi ที่เป็นแอปฯ คล้าย Uber ถูกเล่นงาน เนื่องจากข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญต่อการผลิต รัฐบาลจีนกลัวเรื่องความมั่นคง กลัวข้อมูลแผนที่จะไปอยู่ในมือสหรัฐฯ
  • Ant Group ต้องแยกธุรกิจสินเชื่อออกจาก Alipay เพื่อความมีเสถียรภาพของสถาบันการเงิน
  • สถาบันกวดวิชาอย่าง TAL ถูกสั่งให้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพราะไม่อยากให้เด็กเคร่งเครียดในการเรียน และลดภาระผู้ปกครอง
  • Tencent โดนทั้งเรื่อง E-Commerce, Game และ Music Streaming

2) Common Prosperity เปลี่ยนจากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปเป็นการเติบโตเชิงคุณภาพ

  • ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมจีนจากพีระมิดให้เป็นรักบี้ คือให้คนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง มีการกระจายรายได้ และฐานะความเป็นอยู่ ซึ่งจะช่วยในเรื่อง SME ด้วย
  • กลุ่มคนรวย บริษัทและนักธุรกิจเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบ โดยอาจจะมีการขอความร่วมมือ หรือมีเรื่องการขึ้นภาษีมาเกี่ยวข้อง

3) หนี้สินของ China Evergrande ไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับหนี้สินทั้งหมดในจีน แต่ทำให้เสีย Sentiment ในการลงทุน

  • อสังหาริมทรัพย์ของจีนคิดเป็น 30% ของ GDP
  • China Evergrande มีส่วนแบ่งการตลาด 4-6% และมีหนี้สินเพียง 0.6% ของสินเชื่อทั้งหมดในจีน (หรือประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์)
  • ติดตามว่า China Evergrande จะทำอย่างไร ก่อนจะถูกประกาศ Default ถ้าหากไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ภายใน 30 วัน

4) เติบโตแบบสมดุล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Low Carbon Economy) กับวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

  • วิกฤตพลังงานในจีนตอนนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก Demand กลับมาหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ซึ่งถ่านหินราคาสูงขึ้น แต่ขุดได้น้อยลง
  • ที่ธุรกิจจีนเติบโตได้มากในอดีตเนื่องจากใช้ถ่านหินในการผลิตพลังงานจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมีวาระทางสิ่งแวดล้อมเข้ามา จีนมีนโยบาย Carbon neutral ภายในปี 2060
  • ต้องหาวิธีการแก้ปัญหา เพื่อเพิ่มสำรองถ่านหินในประเทศ เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
  • ปกติจะนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลีย แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ เพราะมีปัญหาการเมืองกัน ซึ่งขอให้ขุดถ่านหินในประเทศเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องมีมาตรการในการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • เปิดเสรีตลาดพลังงาน ให้รัฐกำหนดราคาพลังงาน
  • เชื่อมโยงโครงสร้างไฟฟ้าระหว่างรัฐ
  • ระยะยาวมีการเน้นพลังงานสะอาด ตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทน 20% ภายในปี 2025 แต่พลังงานหมุนเวียนพวกนี้จะไม่เสถียรเนื่องมาจากปัญหาความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ

แนวทาง Clean Energy ในจีน

  • Alternative Energy
  • Sustainable Water
  • Green Building
  • Pollution
  • Energy Efficiency

5) ติดตามการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ในเดือน พ.ย. และการประชุมด้านเศรษฐกิจส่วนกลางจีน (CEWC) ประจำปี 2021 ในเดือน ธ.ค.

ความเห็นของเด็กการเงิน: เรามีความชอบในจีนกลุ่ม A-Shares ซึ่งมีกลุ่ม Information Technology ต่ำ แต่ทดแทนด้วยหุ้น Backbone ของประเทศอย่างกลุ่มการเงิน และการผลิต ซึ่งมี regulatory impact น้อยกว่ากลุ่ม IT และของฟุ่มเพือยมาก และชอบในกลุ่มพลังงานสะอาด (China Clean Energy) ที่จีนเร่งการเติบโตในส่วนนี้ ปล่อยให้เกิดการขยายตัวของกิจการ และผลิตภัณฑ์ที่มี cost competitive เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานใน 1-2 ทศวรรษข้างหน้า

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: KT-ASHARES-A, P-CGREEN

อินเดีย

1) การเติบโตของ GDP ตลาดหุ้นอินเดียมีการปรับประมาณการณ์ขึ้นในปีหน้าที่ 9.2% แต่ปีนี้มีปรับลดลงเล็กน้อยที่ประมาณ 8%

2) มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นอินเดีย มีความแพงกว่า S&P500 ในระยะสั้นมีการปรับประมาณการณ์เพิ่มขึ้น โดยรวมถือว่าแพง

3) ธนาคารกลางอินเดียยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามคาด และให้คำมั่นที่จะรักษาสภาพคล่องในตลาด

4) ติดตามประเด็นด้านปัญหาด้านพลังงาน ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เป็นผลมาจากราคาถ่านหินสูง แต่ล่าสุดอินเดียเปิดเผยว่ามีสต็อกถ่านหินเพียงพอให้ใช้ผลิตไฟฟ้า

ความเห็นของเด็กการเงิน: แนะนำให้ Buy-on-Dip ไม่ไล่ตามราคา ทั้งนี้มีความน่าสนใจในระยะยาวจากจำนวนประชากรที่มีจำนวนมาก เน้นลงทุนเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ และเป็นประเทศที่สร้างเทคโนโลยีเก่ง คนเก่ง ค่าแรงถูก

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: B-BHARATA

เวียดนาม

1) เวียดนามกำลังก้าวไปสู่ฐานการผลิตที่สำคัญของโลก เน้นการบริโภคภายในประเทศ และมีการส่งออกโดดเด่น

  • GDP เติบโตจากการบริโภคภายในประเทศ โดยประชากรวัยหนุ่มสาวแรงงาน โดยเฉลี่ย 30 ปี ที่มีกำลังใช้จ่ายเต็มที่
  • GDP ภาคการผลิตเน้นไปที่สินค้าอุตสาหกรรม การบริการ ค้าปลีก และก่อสร้าง
  • แรงงานมีค่าแรงถูกเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของกลุ่มประเทศในเอเชีย และกลุ่มประเทศตะวันตก และนักลงทุนต่างชาติยังคงใช้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตต่อเนื่อง เนื่องจากมีสิทธิพิเศษทางภาษีในการค้าระหว่างประเทศ เช่น กับ USA และ EU เป็นต้น คาดว่าการส่งออกยังคงดีต่อไป

2) ความเจริญจากเมืองสู่ชนบท หรือนิคมอุตสาหกรรม (Urbanization) โอกาสความเจริญขยายจากเมืองโฮจิมินห์และเมืองฮานอยไปยังเมืองโดยรอบมากขึ้น เป็นโอกาสของอสังหาริมทรัพย์

3) ประชาชนยังคงมีหนี้ต่อ GDP ต่ำ แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว หรือสามารถสร้าง leverage ในการบริโภคได้อีกมากผ่านการกู้ยืม

4) จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามได้เข้าร่วมกับ COVAX เลยทำให้ฉีดวัคซีนได้เร็วมาก ๆ ตอนนี้ถึง 50% ของ Population แล้ว โดยฉีดพวก mRNA และ AZ เป็นหลัก

5) Google Mobility ตอนนี้ดูค่อย ๆ ฟื้น โดยการ lockdown ที่ทำมา ทำให้เกิด demand shock เพราะทำเหมือนที่จีน แต่เมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้รัฐบาลเหมือนจะเปลี่ยนความคิด และเริ่มผ่อนคลายมาตรการ lockdown

6) EPS Momentum เทียบกับ S&P500 ตอนนี้ทำจุดสูงสุดใหม่ แสดงว่า relative แล้วแข็งแรง โดยราคายังไม่ได้ทำจุดสูงสุดใหม่

  • การปรับประมาณการของเวียดนาม ไม่ค่อยมีปรับลดลงทั้งในปี 2020-2021 นักวิเคราะห์มองจุดต่ำสุดน่าจะเป็นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
  • P/E ของเวียดนาม ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับ S&P500  

7) GDP ปรับตัวลง โดยหุ้นในเวียดนามอาจจะไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจเวียดนามมาก แต่ทั้งนี้ปีหน้า GDP ปรับขึ้น

ความเห็นของเด็กการเงิน: ให้ทยอยสะสม และมีความน่าสนใจระยะยาวจากที่จะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก เน้นการบริโภคภายในประเทศ และมีการส่งออกที่โดดเด่น

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: PRINCIPAL VNEQ-A, ASP-VIET

Commodity

Oil เมื่อเงินเฟ้อไม่ใช่ Transitory อย่างที่เราเข้าใจกัน และ Supply ของพลังงานมีอยู่จำกัด คาดว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับที่สูง จนกว่าจะผ่านหน้าหนาวของตะวันตกและเอเชียเหนือไป อย่างน้อย 1-2 ไตรมาส การลงทุนในกองทุน Oil Futures ต้องทำโดยระมัดระวัง โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่ค่อนข้างเป็นไปได้ เพื่อแทรกแซงราคาตลาด แนะนำมี postion ลงทุนระยะสั้นเท่านั้น

Gold ทองมีมุมมองที่เป็นสินทรัพย์ที่ทำหน้าที่ได้ดีเมื่อยามมีเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามการที่ลด QE ลง จะทำให้มีผลของ Dollar แข็งค่า ซึ่งเราไม่แนะนำให้ Bet ทองคำในมุมของเงินเฟ้อ vs. Dollar แข็งค่า ว่าจะเลือกทางไหน จึงแนะนำไม่ให้ overweight ทองคำ เพียงแต่มีอยู่ในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงที่สัดส่วน 5-10%

กองทุนที่แนะนำโดยเด็กการเงิน: SCBCOMP, TMBOIL และ SCBGOLDH

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/272907538060050 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

หุ้นเปิดเมือง

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
หุ้นเปิดเมือง

สัปดาห์ก่อนนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ “เปิดประเทศ” ให้ชาวต่างชาติที่มาจากประเทศที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” และได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบถ้วนแล้ว สามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้อย่างไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป ข่าวนี้ทำให้วันรุ่งขึ้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น 10 จุด แม้ว่าจะไม่มาก แต่เมื่อคำนึงถึงว่าดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศในวันนั้นต่างก็ไม่ดีนักก็ต้องถือว่านั่นเป็น “ข่าวดี” ที่ประชาชนและนักลงทุนต่างก็ตื่นเต้นที่คาดว่าภายในช่วงสิ้นปีนี้การท่องเที่ยวจะดีขึ้นมาก และนั่นก็จะหมายถึงว่าเศรษฐกิจโดยรวมก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวและจะดีขึ้นอีกมากในปีต่อไป ราคาของหุ้นโดยรวมจึงปรับตัวขึ้น และหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยตรงทั้งจากต่างประเทศและในประเทศก็ปรับตัวขึ้นไปมากยิ่งกว่า นักวิเคราะห์และ “นักเก็งกำไร” ซึ่งมีเพิ่มขึ้นมากในช่วงโควิดต่างก็แนะนำให้ซื้อหุ้นและเข้าซื้อหุ้นโดยเฉพาะที่จะได้รับผลดีจากการเปิดเมืองโดยตรง ยิ่งได้ผลดีมากเท่าไร ก็น่าซื้อมากขึ้นเท่านั้น แต่ผมเองกลับมีความรู้สึกว่านี่อาจจะเป็น “ความเสี่ยง” ที่จะซื้อหุ้นแพงที่เกิดจากแรงกระตุ้นของการเก็งกำไรและการมองโลกในแง่ที่ดีเกินไป

ประเด็นของผมก็คือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจนั้น อาจจะดีขึ้นเร็วในช่วงแรก อาจจะซัก 1 ปี  อานิสงค์ส่วนหนึ่งจาก “Pent-Up Demand” หรือความต้องการที่เพิ่มขึ้นแรงทันทีเพราะกิจกรรมถูก “อั้นไว้” ไม่สามารถทำได้มานาน แต่เมื่อได้ทำแล้ว หลังจากนั้นความต้องการก็จะกลับสู่ภาวะปกติซึ่งก็อาจจะเติบโตช้าลงมากในปีต่อ ๆ ไปซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ประชาชนมีหนี้สินมากขึ้น  รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น คนแก่ตัวลง และอาจจะบริโภคสิ่งที่เคยบริโภคบางอย่างน้อยลงเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในช่วงเกือบ 2 ปีของการระบาดของโควิด-19 ทั้งหมดนั้นทำให้การเติบโตในระยะยาวซัก 3-4 ปีจากนี้อาจจะค่อนข้างต่ำ ซึ่งทำให้บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากไม่สามารถเติบโตได้มากนัก และนั่นก็นำไปสู่มูลค่าหุ้นของกิจการที่จะ “ไปไม่ไกล” จากระดับที่เคยสูงสุดก่อนหน้าที่จะเกิดโควิดระบาดเมื่อสิ้นปี 2562

ลองมาดูหุ้นที่น่าสนใจในแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะที่มีราคาเพิ่มขึ้นแรงเพราะผลของการประกาศเปิดเมือง โดย “กรอบความคิด” ของผมก็คือ ผมมีความเชื่อว่าโควิด-19 นั้น ได้ทำลายหรือทำร้ายเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรงและเกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอและอาจจะกำลังอิ่มตัวเนื่องจากโครงสร้างประชากรที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วประกอบกับการที่ระบบการปกครองและโครงสร้างของสังคมไทยมีปัญหาค่อนข้างมากซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้อีกมากอย่างที่เคยเป็นและอาจจะกลายเป็นสังคมที่ “ติดกับดักรายได้ปานกลาง” ไปอีกนาน ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ราคาหุ้นที่อาจจะนิ่งเป็น “Sideways” ไปอีกนานหลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปจนถึงระดับเมื่อก่อนสิ้นปี 2562 แล้ว

หุ้นตัวแรกคือหุ้นสนามบินซึ่งมีแค่ตัวเดียวก็คือ AOT และราคาปรับตัวขึ้นไปแรงมากในวันแรกหลังประกาศ อาจจะเพราะการบินที่จะเปิดขึ้นรับกับการท่องเที่ยวที่ต้องใช้บริการของบริษัทอย่างแน่นอน  นั่นทำให้นักลงทุนต่างก็เห็นว่าจะได้ประโยชน์เต็มที่จึงเข้ามาแย่งซื้อกันมากมายจนมูลค่าหุ้นนั้นใกล้เคียงกับราคาเมื่อสิ้นปี 2562 ที่เป็นจุดสูงสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าดูตามการคาดการณ์ของคนที่อยู่ในวงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ก็จะพบว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมาประเทศไทยแค่ประมาณ 10 ล้านคนในปี 2565 และกว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคนเท่ากับปี 2562 ก็คงจะใช้เวลาอีกไม่น่าจะน้อยกว่า 3 ปีในปี 2567 ดังนั้น ราคาหุ้นที่เป็นอยู่ของ AOT จึงเป็นการมอง “ล่วงหน้า” ไปไกลมากว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเมืองไทยอย่างแน่นอนและจะยังเติบโตต่อไปจนเกิน 40 ล้านคนอีกมาก เป็นหุ้นที่จะโตเร็วมากและค่า PE ของหุ้นที่สูงระดับ 40 เท่ามาตลอดก็เป็นตัวสะท้อนความเชื่อนั้น

หุ้นตัวต่อไปที่เกี่ยวข้องโดยตรงชัดเจนก็คือการบิน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ประโยชน์เท่ากับสนามบินเพราะมีคู่แข่งจำนวนมาก แต่มูลค่าหุ้นปัจจุบันนั้นกลับสูงกว่าสิ้นปี 2562 ไปมากแล้ว แต่ยังต่ำกว่าปี 60 และ 61 ซึ่งเป็น “ปีทอง” อยู่มาก ถ้ามองจากมุมนี้ก็หมายความว่าโควิด-19 อาจจะเป็นสิ่งที่ดีต่อบริษัทในแง่ที่ว่ามันอาจจะ “ทำลายคู่แข่ง” ไปมากกว่ามาก และดังนั้น หุ้นที่ยังอยู่ก็จะได้ประโยชน์และพร้อมที่จะโตต่อไปหลังจากเปิดเมืองแล้ว  นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

หุ้นกลุ่มโรงแรมและ/หรืออาหาร นี่คือกลุ่มที่เจ็บหนักมากรอง ๆ จากสองกลุ่มแรกและกว่าที่จะกลับมาทำกำไรเท่าเดิมหลังจากโควิดคงจะใช้เวลายาวนานกว่าเนื่องจากมีการแข่งขันสูงมาก โดยปกติ  กว่าที่ Occupancy Rate หรืออัตราการใช้ห้องพักจะคุ้มทุนก็น่าจะอยู่ระดับ 50-60% ขึ้นไปในโรงแรมแต่ละแห่ง  ดังนั้น กว่าลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติจะกลับมามากพอก็คงกินเวลาหลายปี  นั่นแปลว่าโรงแรมอาจจะขาดทุนต่อไปอีกหลายปีหลังจากที่ขาดทุนหนักมากมาเกือบ 2 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่ามูลค่าหุ้นของโรงแรมส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกกระทบอะไรมาก ว่าที่จริงหุ้นโรงแรมส่วนใหญ่ตอนนี้มีมูลค่ามากกว่าก่อนเกิดโควิดเมื่อสิ้นปี 2562 ไปแล้ว ดูเหมือนว่านักลงทุนจะคิดว่าหุ้นโรงแรมนั้นได้ประโยชน์จากการเกิดโควิด-19 ด้วยซ้ำและแม้ว่าจะขาดทุนติดต่อกันหลายปีและผลขาดทุนมหาศาลพร้อม ๆ กับหนี้ก้อนใหญ่มากจนรับแทบไม่ไหว นักลงทุนก็ “รอได้” พวกเขาคิดว่าทรัพย์สินที่มีอยู่นั้น ในที่สุดก็จะสร้างผลกำไรที่สูงมาก เหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยอย่างไรเสียก็คงเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก ดังนั้น โรงแรมจึงมีค่ามากกว่าปกติ

หุ้นห้างหรือพวกช็อปปิ้งมอลรวมทั้งโรงภาพยนตร์ที่ถูกกระทบหนักเพราะต้องปิดไปหลายช่วงเวลา  เมื่อมีการประกาศเปิดเมืองนั้น วันแรก ๆ ห้างก็แทบจะ “ระเบิด” เพราะคน “อัดอั้น” ที่ต้องอยู่กับบ้านมานาน และคนไทยซึ่งมองห้างเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและจับจ่ายใช้สอยและต้องไปแทบจะทุกสัปดาห์จึงต่างก็แห่กันไปใช้บริการ อย่างไรก็ตาม มูลค่าของหุ้นแม้ว่าจะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่ถึงระดับก่อนโควิดในปี 2562 และยังต่ำกว่ามูลค่าห้างในปี 2561 และ 2560 ที่เป็นปีที่น่าจะสูงสุดอยู่มาก  ดังนั้น  เหตุผลที่มูลค่าห้างมีราคาที่ต่ำลงมาเรื่อย ๆ อาจจะเป็นเพราะมีการเปิดห้างมากขึ้นเรื่อย ๆ จน “ล้น” ในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดโควิด-19 โควิดทำให้เศรษฐกิจของห้างแย่ลงไปอีกเพราะห้างถูกปิดและคนเข้าห้างน้อยลง  ยิ่งไปกว่านั้น  การค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซที่เฟื่องฟูขึ้นมากเนื่องจากโควิดก็ยังน่าจะทำให้การค้าขายผ่านห้างแย่ลงในระยะยาว  ดังนั้น  แม้ว่าในที่สุดโควิดก็จะหมดไป   แต่ห้างก็อาจจะไม่ดีเท่าเดิมได้  ดังนั้น  มูลค่าหุ้นห้างจึงไม่ได้ปรับตัวดีเหมือนกลุ่มอื่น ๆ

ร้านค้าขายสินค้าจำเป็นเช่นอาหารหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านทั้งที่เป็นแนวร้านใหญ่และสะดวกซื้อนั้น  มองในแง่พื้นฐานระยะยาวแล้วน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงน้อย  การเกิดโควิด-19 นั้น  ทำให้การเดินทางลดลงไปมาก  ร้านสะดวกซื้อก็น่าจะขายได้น้อยลงมาก  แต่เมื่อโควิดจบ  และคนเดินทางเป็นปกติ  ยอดขายก็น่าจะกลับมา  อาจจะขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติไปบ้างเพราะจำนวนยังไม่เท่าเดิมแต่ก็ไม่น่าจะมากนักเมื่อเทียบกับคนไทยทั้งประเทศ  ในส่วนของร้านใหญ่เองนั้น  ผลกระทบต่อยอดขายและกำไรก็อาจจะไม่มากเลย  เพราะมันเป็นสินค้าจำเป็นที่ยังไงคนต้องกินต้องใช้  ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงไปก็อาจจะทำให้มีการใช้จ่ายลดลงบ้างแต่ก็ไม่น่าจะมากนัก  เพราะคนจะงดใช้สินค้าฟุ่มเฟือยมากกว่า ดังนั้น ทั้งสองกลุ่มนั้น  เมื่อโควิด-19 สงบลงและมีการเปิดเมืองแล้ว  ยอดขายก็คงจะกลับมาเท่าของเดิมก่อนสิ้นปี 2562 ได้ในเวลาไม่นานและดังนั้นมูลค่าหุ้นก็คงจะกลับไปที่เดิมได้ ว่าที่จริงหุ้นห้างขนาดใหญ่นั้นมีมูลค่าหุ้นสูงขึ้นตั้งแต่เกิดโควิดและปัจจุบันสูงกว่าปี 2562 ไปมากแล้ว โควิดก่อให้เกิดผลดีต่อห้างขนาดใหญ่มาก

นิคมอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเองนั้น มูลค่าหุ้นบางบริษัทก็ได้ปรับตัวขึ้นไปมากและสูงกว่าก่อนปีโควิดแล้ว โดยเหตุผลที่ถูกนำมาใช้ก็คือ จะมีคนมาลงทุนมากขึ้นหลังจากที่ต้องหยุดไปในช่วงโควิด  อย่างไรก็ตาม การลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทยเองนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยจะสดใสนักเพราะประเทศไทยดูเหมือนว่าจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย เป็นต้น ดังนั้น การที่มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นสู่จุดที่สูงสุดก่อนโควิดจึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่ามันจะไปต่อได้แค่ไหนถ้าอุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะการส่งออกอิ่มตัวไปแล้ว

สุดท้ายก็คือ  แม้แต่หุ้นเล็ก ๆ  เช่นหุ้นที่ขายเครื่องสำอางหรือบริการนวดให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติก็พลอยปรับตัวขึ้นแรงเช่นเดียวกัน  ทั้งหมดนั้น  ในฐานะนักลงทุนที่เน้นพื้นฐานระยะยาวของกิจการจะต้องวิเคราะห์และพิจารณาว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นสมเหตุสมผลหรือไม่เพียงใด

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/10/18/2575

News Update: พบโควิด-19 สายพันธุ์ ‘เดลต้า พลัส’ ระบาดหนักในสหราชอาณาจักร หวั่นติดเชื้อพุ่ง เลี่ยงภูมิเก่งกว่า

THE OPPORTUNITY
News Update: พบโควิด-19 สายพันธุ์ ‘เดลต้า พลัส’ ระบาดหนักในสหราชอาณาจักร หวั่นติดเชื้อพุ่ง เลี่ยงภูมิเก่งกว่า

Scott Gottlieb บอร์ดบริหารของ Pfizerและ อดีตผู้อำนวยการ FDA สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการวิจัยเร่งด่วนเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด สายพันธุ์ ‘เดลต้า พลัส’ เชื้อกลายพันธุ์ของสายพันธุ์เดลต้าหลังจำนวนผู้ติดเชื้อในสหราชอาณาจักรพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

Scott Gottlieb กล่าวในทวิตเตอร์ว่า ต้องมีการวิจัยอย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจสอบว่า ‘เดลต้า พลัส’ สามารถแพร่เชื้อและหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้มากกว่าหรือไม่ แม้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่ามันสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่า แต่ควรเร่งดำเนินการเพื่อศึกษาคุณลักษณะ และสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นมา

ความคิดเห็นของ Scott Gottlieb เกิดขึ้นหลังรายงานยอดผู้ติดเชื้อรายวันใน UK ทำสถิติสูงสุดเมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ค. ที่ Boris Johnson นายกฯ UK ประกาศคลายล็อกดาวน์ในวันแห่งเสรีภาพ

ข้อมูลจาก Bloomberg รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดรายสัปดาห์ใน UK พุ่งสู่ 800 ราย และสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก โดยมียอดผู้เสียชีวิตสะสมเกือบ 140,000 รายแล้ว

เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า พลัส มีการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์เดลต้าที่ตำแหน่ง K417N โดยเมื่อปลายเดือน มิ.ย. นักวิจัยในสหราชอาณาจักรระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการกลายพันธุ์เพิ่มเติมน่าเป็นห่วง ในขณะที่ งานวิจัยจากเยอรมนี รายงานว่า โควิดสายพันธุ์เดลต้า และ เดลต้า พลัส ส่งผลให้ปอดติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์เดิม แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเดลต้า พลัส อันตรายกว่า เดลต้า หรือไม่

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-17/u-k-covid-case-load-prompts-gottlieb-call-for-urgent-research?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ภาคการเงินไทยจะไม่เหมือนเดิม แบงค์ชาติย้ำจุดยืนเป็นมิตรต่อ FinTech “สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน-ไม่ขัดขวาง-เปิดเผยข้อมูล”

THE OPPORTUNITY
News Update: ภาคการเงินไทยจะไม่เหมือนเดิม แบงค์ชาติย้ำจุดยืนเป็นมิตรต่อ FinTech “สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน-ไม่ขัดขวาง-เปิดเผยข้อมูล”

วันนี้ (18 ต.ค.) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงาน Bangkok FinTech Fair 2021: Shaping Digital Finance in the New Decade ในหัวข้อ “A New Decade of Opportunities” โดยเสนอมุมมองแนวคิดการปรับตัวของภาคการเงินในทศวรรษนี้ทั้งหมด 3 ประเด็น

🏦 การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะได้เห็นในภาคการเงินไทย

■ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในบริการทางการเงินอย่างกว้างขวาง เช่น PromptPay ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว หรือ การนำ Blockchain มาใช้ออกหนังสือค้ำประกันให้กับองค์กรต่างๆ ที่ช่วยลดเวลาจากเดิม 3-5 วัน ให้เหลือเพียง 10 นาที

■ การเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ทั้งในรูปแบบ non-bank เดี่ยวหรือ non-bank ร่วมมือกับธนาคาร ที่ทำให้ประชาชนและ SMEs เข้าถึงบริการทางการเงินบางประเภทได้ง่ายขึ้น เช่น บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล

รวมถึงผู้เล่นใหม่ๆ จากอุตสาหกรรมอื่น เช่น กลุ่ม FinTech startups ที่ให้บริการเชื่อมโยงผู้กู้กับผู้ให้กู้โดยตรง หรือ BigTech platforms ผู้ให้บริการครบวงจรในลักษณะเป็น Decentralized Finance (DeFi) ที่ดำเนินกิจกรรมทางการเงินทุกอย่างด้วย smart contracts ตัดบทบาทของตัวกลางออกไป

🏦 แนวทางและการปรับตัวของ ธปท. ในการสร้างโอกาสและรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ผ่าน “3 Open” 3 แนวทางสำหรับสร้างภูมิทัศน์ของระบบการเงินไทยในระยะต่อไป

■ Open, shared and interoperable infrastructure: สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม

เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดต้นทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน “Smart financial and payment infrastructure for business” ที่จะเชื่อมโยงกระบวนการทางธุรกิจทุกขั้นตอน ในขณะเดียวกัน พัฒนาเงินบาทดิจิทัล (CBDC) เพื่อเพิ่มทางเลือกสำหรับประชาชนและธุรกิจให้สามารถเข้าถึงเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยได้ และยังมีการพัฒนา digital ID ภายใต้ NDID platform เพื่อใช้ยืนยันตัวตนสำหรับธุรกรรมในภาคธุรกิจ ภาคธนาคาร และภาครัฐ

■ Open environment: สร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเท่าเทียม

ปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อทั้งการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมและการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ และกำกับดูแลเป็นสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงของผู้ประกอบการ (risk proportionality) รวมถึงปรับปรุง regulatory sandbox ให้ยืดหยุ่น เปิดรับนวัตกรรมของผู้เล่นใหม่ๆ และ ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ

■ Open data: พัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกันได้

การเข้าถึงข้อมูลผ่านการใช้เทคโนโลยี APIs ที่มีมาตรฐานร่วมกัน เพื่อลดความไม่เท่าเทียมของการมีข้อมูล และเพิ่มประโยชน์จากการใช้ digital footprint ซึ่งช่วยให้เกิดการแข่งขันกันที่บริการอย่างแท้จริง โดยปัจจุบัน ธปท. ร่วมกับภาคธนาคารกำลังดำเนินการเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล bank statements เพื่อให้ลูกค้านำข้อมูลการเงินของตนเองไปขอใช้บริการอื่นๆ เช่น การขอสินเชื่อ หรือการยืนยันฐานะกับหน่วยงานอื่นได้สะดวกมากขึ้น และจะขยายไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลอื่น ๆ ในระยะต่อไป

🏦 ประโยชน์ต่อประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ให้บริการ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

■ ประโยชน์ต่อประชาชน: เข้าถึงบริการทางการเงินที่ตรงกับความต้องการรายบุคคลดีขึ้น (mass customization) มีทางเลือกมากขึ้น เข้าถึงผู้ให้บริการได้ง่ายขึ้น และมีความสะดวกสบายมากขึ้น เช่น ทำธุรกรรมโดยไม่ต้องไปที่สาขาธนาคาร

■ ประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจ: ลดต้นทุนในการดำเนินงาน รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นจากการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล และการเข้าถึงข้อมูลที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

■ ประโยชน์ต่อผู้ให้บริการทางการเงิน: การปรับปรุงกฎเกณฑ์ของ ธปท. ที่ยืดหยุ่นขึ้น และการพัฒนาโครงการต่างๆ เช่น Smart financial and payment infrastructure จะช่วยลดต้นทุนและเอื้อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ศึกประชันพอร์ตตระกูล All: All Balance vs All Weather Strategy พอร์ตใดเหมาะกับคุณ?

planet 46
ศึกประชันพอร์ตตระกูล All: All Balance vs All Weather Strategy พอร์ตใดเหมาะกับคุณ?

บทความนี้ขอมาเจาะลึกพอร์ตตระกูล All ของ FINNOMENA อย่าง “All Balance” และ “All Weather Strategy” หยิบจุดเด่นและสัดส่วนการลงทุนของแต่ละพอร์ตมาพูดถึง พร้อมประชันความเหมือนความต่างของทั้งสองพอร์ตนี้กันแบบชัด ๆ จะมีอะไรบ้าง ติดตามได้เลย

ซึ่งข้อมูลในบทความนี้มาจากงานสัมมนาออนไลน์ รวมพลคนลงทุน 2021 หัวข้อ “เจาะลึกพอร์ต All Balance vs All Weather Strategy” ที่จัดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา แม้ว่างานสัมมนานี้จะผ่านไปแล้ว แต่ FINNOMENA ก็ยังคงจัดงานสัมมนาดี ๆ จัดเต็มต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2021 ติดตามงานสัมมนาครั้งต่อไปได้ที่ รวมพลคนลงทุน 2021

ศึกประชันพอร์ตตระกูล All: All Balance vs All Weather Strategy พอร์ตใดเหมาะกับคุณ?

จัดพอร์ตสมดุลด้วยพอร์ต All Balance

พอร์ต All Balance เป็นพอร์ตการลงทุนแนะนำที่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง และต้องการลงทุนในระยะยาว (ไม่ต่ำกว่า 5 ปี) สัดส่วนการลงทุนในพอร์ตมีการสร้างสมดุลด้วยการกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์หลัก ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ รวมถึงตราสารทางเลือก ทั้งทองคำและกองทุนอสังหาฯ บนเป้าหมายผลตอบแทน 7 – 9% ต่อปี (ไม่การันตี) และมีระดับความผันผวนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้น โดยพอร์ต All Balance จะใช้ “Black Litterman Model” ที่พัฒนามาจาก Modern Portfolio Theory (MPT) ซึ่งคิดค้นโดย Harry Markowitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่มีการวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด

นอกจากนี้ พอร์ต All Balance ยังมีบริการ Rebalance ภายใต้กลไก “ซื้อถูก ขายแพง” โดยทีมผู้เชี่ยวชาญการลงทุนจาก FINNOMENA ที่จะคอยอัปเดต Black Litterman Model อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนในแต่ละชนิดสินทรัพย์ ซึ่งการ Rebalance นี้จะทำปีละ 2 ครั้ง หรือเมื่อต้องการลดความเสี่ยงสินทรัพย์อย่างมีนัยยะ ตลอดระยะเวลาการลงทุน

เงินลงทุนขั้นต่ำ: 500,000 บาท

ขั้นตอนการจัดพอร์ต All Balance ของ FINNOMENA

  1. Asset Class Selection – เลือกประเภทสินทรัพย์ที่ต้องการให้มีในพอร์ต 
  2. Black-Litterman Model – ใช้เครื่องมือในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนอย่างละเอียด และวางแผนการลงทุน
  3. Portfolio Rebalancing – ระบบคำนวณและแจ้งเตือนนักลงทุนทั้งทาง Email และ Notification เมื่อมีการปรับสัดส่วนการลงทุน

ศึกประชันพอร์ตตระกูล All: All Balance vs All Weather Strategy พอร์ตใดเหมาะกับคุณ?

อ่านเพิ่มเติม พอร์ต All Balance จัดพอร์ตสมดุล สร้างผลตอบแทนระยะยาว

เอาชนะทุกสภาวะตลาดด้วยพอร์ต All Weather Strategy

พอร์ต All Weather Strategy (AWS) เป็นพอร์ตการลงทุนที่ทางทีมงานของ ดร. Andrew Stotz จับมือร่วมกับทีมงาน FINNOMENA Investment Team สรรค์สร้างขึ้นมา โดยพอร์ต AWS นี้ มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาวให้ได้มากที่สุด สัดส่วนหุ้นในพอร์ตสามารถปรับเปลี่ยนได้ตั้งแต่ 25 – 85% ตามสถานการณ์ พร้อมลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นด้วยการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ทั้งตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ เพื่อช่วยปกป้องพอร์ตในสภาวะตลาดผันผวน นอกจากนี้พอร์ต AWS ยังเน้นลงทุนในกองทุน Passive Index ที่มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำและสมเหตุสมผล ไม่ฉุดรั้งผลตอบแทนระยะยาวของนักลงทุน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของพอร์ต AWS จะอ้างอิงโมเดล “FVMR Framework” ซึ่งประกอบไปด้วย 

  • Fundamental (พื้นฐานของสินทรัพย์) เช่น เทรนด์การเติบโตของผลกำไร ศักยภาพการทำกำไร
  • Valuation (มูลค่าของสินทรัพย์) เช่น Price to Book, PE to EPS Growth (PEG)
  • Momentum (โมเมนตัมของสินทรัพย์) ดูแนวโน้มการทำกำไร ราคาสินทรัพย์ เพื่อป้องกันการเผชิญ Value Trap
  • Risk (ความเสี่ยง) เช่น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ความเสี่ยงของตลาด (Market Risk)

และเช่นเดียวกันกับพอร์ต All Balance พอร์ต AWS ก็มีบริการ Rebalance เช่นเดียวกัน โดยจะ Rebalance ในทุก ๆ ไตรมาส หรือเมื่อต้องการลดความเสี่ยงสินทรัพย์อย่างมีนัยยะ

เงินลงทุนขั้นต่ำ: 500,000 บาท

โครงสร้างการจัดพอร์ต All Weather Strategy

  1. Strategic – ในระยะยาว สัดส่วนของสินทรัพย์แต่ละประเภทจะไม่ต่ำกว่า 5% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี และลดความเสี่ยงของช่วงเวลา (Market Timing Risk) ที่อาจจะเกิดขึ้น ลดอาการ “ตกรถ” ของนักลงทุน
  2. Tacticalในระยะสั้น เน้นสัดส่วน (Conviction) 25% ไปที่สินทรัพย์ 3 สินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดในแต่ละช่วงเวลา เพื่อรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ผ่านหลักแนวคิด FVMR ที่ช่วยให้นักวิเคราะห์ไม่พลาดตกหล่นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม เอาชนะทุกสภาวะตลาด ด้วยพอร์ตการลงทุน A.Stotz All-Weather Strategy

เทียบสัดส่วนการลงทุนพอร์ต All Balance และ AWS

ศึกประชันพอร์ตตระกูล All: All Balance vs All Weather Strategy พอร์ตใดเหมาะกับคุณ?
สัดส่วนการลงทุน ณ ตุลาคม 2564

สัดส่วนการลงทุนของพอร์ต All Balance

พอร์ต All Balance จะลงทุนในตราสารทุนในสัดส่วน 50% โดยใช้กองทุน TMBGQG เป็นตัวแทนของหุ้นโลกในสัดส่วน 25% กองทุน PRINCIPAL APDI เป็นตัวแทนของหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) ในสัดส่วน 20% และกองทุน TSF-A ที่เป็นตัวแทนของหุ้นไทยในสัดส่วนในสัดส่วน 5%

ด้านตราสารหนี้ พอร์ต All Balance จะลงทุนในสัดส่วน 20% โดยใช้กองทุน UGIS-N ที่เป็นกองทุนตราสารหนี้โลกมาช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุน

และสัดส่วนที่เหลืออีก 30% พอร์ต All Balance จะกระจายลงทุนไปในตราสารทางเลือก โดยใช้กองทุน SCBGOLDH เป็นตัวแทนของทองคำในสัดส่วน 10% และกองทุน TMBPIPF ที่เป็นตัวแทนของกองทุนอสังหาฯ (Property Fund & REITs) ในสัดส่วน 20%

สัดส่วนการลงทุนของพอร์ต All Weather Strategy

พอร์ต All Weather Strategy (AWS) จะลงทุนในตราสารทุนในสัดส่วน 65% ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยใช้กองทุน TISCOAP เป็นตัวแทนของหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) ในสัดส่วน 5% กองทุน TISCOGEM เป็นตัวแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่ในสัดส่วน 5% กองทุน SCBS&P500 เป็นตัวแทนของหุ้นสหรัฐฯ ในสัดส่วน 25% กองทุน K-EUX เป็นตัวแทนหุ้นยุโรปในสัดส่วน 25% และกองทุน K-JPX เป็นตัวแทนหุ้นญี่ปุ่นในสัดส่วน 5%

ส่วนตราสารหนี้ พอร์ต AWS เลือกใช้กองทุน TMBTM ซึ่งลงทุนในตราสารตลาดเงินภาครัฐ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรที่ออกโดยภาครัฐ ในสัดส่วน 5%

และสัดส่วนที่เหลืออีก 30% พอร์ต AWS จะกระจายการลงทุนไปในตราสารทางเลือก เช่นเดียวกับพอร์ต All Balance โดยจะลงทุนในทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนดังนี้ กองทุน TMBGOLDS เป็นตัวแทนของทองคำในสัดส่วน 5% กองทุน SCBCOMP ในสัดส่วน 20% และกองทุน PRINCIPAL GCF ในสัดส่วน 5% ซึ่งทั้งสองกองทุนเป็นตัวแทนของสินค้าโภคภัณฑ์

ประชันผลตอบแทนพอร์ต All Balance และ AWS

ศึกประชันพอร์ตตระกูล All: All Balance vs All Weather Strategy พอร์ตใดเหมาะกับคุณ?
ข้อมูล ณ วันที่ 01/10/2021

มาดูกันในเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังกันบ้าง จากภาพด้านบนที่แสดงกราฟแท่งเปรียบเทียบผลตอบแทนของพอร์ต All Balance (สีขาว) พอร์ต AWS (สีส้ม) และ Allocation Peer (สีฟ้า) จะเห็นได้ว่า พอร์ต AWS สามารถสร้างผลตอบแทนไปได้สูงที่สุด และสูงกว่าพอร์ต All Balance ด้วย แต่ทั้งนี้ อยากให้ทุกท่านลองย้อนกลับไปดูสัดส่วนการลงทุนของแต่ละพอร์ตสักหน่อย ก็จะเห็นได้ว่า พอร์ต AWS มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นเยอะกว่านั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไรที่พอร์ต AWS สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าพอร์ต All Balance

ซึ่งแม้ว่าผลตอบแทนของพอร์ต All Balance จะทำได้ได้น้อยกว่าพอร์ต AWS แต่หากดูจากเป้าหมายผลตอบแทนของพอร์ตที่อยู่ที่ 7 – 9% ต่อปี ก็จะเห็นได้ว่า พอร์ต All Balance สามารถทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว เพราะทำผลตอบแทนย้อนหลังต่อปี 2 ปีไปได้ที่ 9.5% ซึ่งก็มากกว่าเป้าหมายผลตอบแทนมานิดหน่อย และนอกจากนี้ยังทำผลตอบแทนได้สูงกว่า Allocation Peer ที่ 7.3% อีกด้วย

สรุปความเหมือน-ต่างของพอร์ต All Balance และ AWS

ความเหมือน

  • ทั้งสองพอร์ตใช้หลัก Asset Allocation ในการลงทุนเป็นหลัก
  • มีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และตราสารทางเลือก เพื่อลดความผันผวน
  • ใช้หลักการวิเคราะห์ทั้งเชิงประมาณ (Quantitative) ที่ใช้สูตรและโมเดลทางคณิตศาสตร์ และเชิงคุณภาพ (Qualitative) ที่ใช้ประสบการณ์และความรู้ของทีมงาน เพื่อให้ได้พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด
  • เงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้น 500,000 บาท และไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการจัดพอร์ตลงทุน

ความแตกต่าง

  • All Balance ใช้กองทุน Active เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ในขณะที่ AWS ใช้กองทุน Passive เพื่อให้ผลการดำเนินงานสะท้อนมุมมองการลงทุนมากที่สุด
  • All Balance ใช้ Black Litterman Model ในการกำหนดสัดส่วนการลงทุนและ Rebalance ทุก ๆ 6 เดือน ส่วน AWS จะทบทวนกลยุทธ์ลงทุนภายใต้ FVMR framework เพื่อทำ Tactical Call ในระยะสั้น
  • All Balance มีสถานะความเป็น Home Bias บางส่วน และใช้ทองเป็นตัวแทนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ในขณะที่ AWS มี Commodities Index ใน Universe
  • AWS สัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากกว่า All Balance และไม่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นไทย

สัดส่วนการลงทุนแนะนำ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่าต้องมีนักลงทุนที่ยังเลือกลงทุนไม่ถูกแน่ ๆ ว่าจะลงทุนในพอร์ตไหนดี ซึ่งท่านใดยังกังวลตรงนี้อยู่ก็ไม่ต้องคิดหนักไป เพราะ FINNOMENA Investment Team ได้จัดสัดส่วนการลงทุนแนะนำมาแล้ว ดังนี้

  1. ลงทุนในพอร์ต All Balance ทั้งหมด 100% – Global Asset Allocation โดยใช้การวิเคราะห์จากข้อมูลจากในอดีตประกอบกับมุมมองการลงทุนในอนาคต เพื่อคัดสรรกองทุนที่ดีที่สุด
  2. ลงทุนในพอร์ต All Balance 50% และพอร์ต AWS อีก 50% – หากเลือกไม่ได้ระหว่างสองพอร์ตนี้ก็สามารถแบ่งลงแบบครึ่ง ๆ ได้เช่นกัน ก็จะได้ทั้งพอร์ตเน้นสมดุลจาก FINNOMENA และพอร์ตที่สามารถเอาชนะทุกสภาวะตลาดได้จาก ดร. Andrew Stotz
  3. ลงทุนในพอร์ต All Balance 80% และพอร์ต DIY ที่ลงทุนในหุ้นทั้งหมดอีก 20% – ท่านที่สนใจลงทุนในพอร์ต All Balance แต่ยังคิดว่าสัดส่วนการลงทุนในหุ้นน้อยไปหน่อย อยากลงทุนในหุ้นประเทศอื่นนอกเหนือจากในพอร์ตด้วย ก็สามารถใช้สัดส่วนนี้ได้ ในกรณีนี้เราก็จะได้พอร์ตหุ้นทั้งหมด 60% นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำอีกครั้งว่า เงินลงทุนขั้นต่ำของทั้งสองพอร์ตเริ่มต้นที่ 500,000 บาท ซึ่งหากท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสัดส่วนการลงทุนแนะนำ หรือรายละเอียดพอร์ต ก็สามารถปรึกษาทีมงาน FINNOMENA Investment Advisor ก่อนเริ่มลงทุนได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ขอคำปรึกษาพอร์ต All Balance ได้ที่ https://finno.me/allbalance-consult-wb2

ขอคำปรึกษาพอร์ต All Weather Strategy ได้ที่ https://finno.me/aws-consult-wb2

ส่วนใครที่เลือกได้แล้วว่าจะลงทุนพอร์ตไหนก็สามารถคลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อเริ่มต้นสร้างแผนการลงทุนได้เลย

เริ่มต้นสร้างแผน All Balance ได้ที่ https://finno.me/create-all-balance-wb2

เริ่มต้นสร้างแผน All Weather Strategy ได้ที่ https://finno.me/create-aws-wb2

.

อย่างที่บอกไปในช่วงต้นบทความว่า FINNOMENA เรามีมหกรรมงานสัมมนาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี “รวมพลคนลงทุน 2021” ที่จัดเต็มต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2021 มอบเป็นของขวัญตอบแทนนักลงทุนฟินโนมีนาและผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุน โดยงานสัมมนาทุกงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ใครไม่อยากพลาดสัมมนาดี ๆ รีบมาจองที่นั่งกันได้ที่ https://finno.me/ruamphol-2021-wb2

เนื่องจากแต่ละงานรับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด สนใจงานสัมมนาในหัวข้อไหน กดลงทะเบียนได้เลย รับรองได้ว่าแต่ละงานสัมมนาที่ FINNOMENA จัด เราคัดหัวข้อมาเน้น ๆ เนื้อหาแน่น ๆ ตอบโจทย์นักลงทุนครบทุกมุม ไม่ผิดหวังแน่นอน!

ศึกประชันพอร์ตตระกูล All: All Balance vs All Weather Strategy พอร์ตใดเหมาะกับคุณ?

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสามารถขอข้อมูลกองทุนจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: GDP จีนไตรมาส 3 แย่สุดในรอบปี โต 4.9% น้อยกว่าคาด ผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และภาคอสังหาฯ

THE OPPORTUNITY
News Update: GDP จีนไตรมาส 3 แย่สุดในรอบปี โต 4.9% น้อยกว่าคาด ผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และภาคอสังหาฯ

จีนรายงาน GDP ไตรมาส 3 ของปี 2021 เติบโตอย่างน่าผิดหวังที่ 4.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจรายไตรมาสที่ย่ำแย่ที่สุดของปีนี้ หลังจากไตรมาส 1 เศรษฐกิจจีนขยายตัวทำสถิติที่ 18.3% และไตรมาสสองเติบโตที่ 7.9%

(18 ก.ย.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงาน GDP ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขยายตัวเพียง 4.9% จากปีที่แล้ว น้อยกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย Reuters ที่ 5.2% สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวในไตรมาสนี้ เกิดจากผลกระทบจากกการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัญหาพลังงานขาดแคลน ห่วงโซ่การผลิตที่หยุดชะงัก รวมถึงความกังวลในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ทางการจีนเข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มงวด

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ

  • การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 3.1% จากปีที่แล้ว ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 4.5%
  • ยอดค้าปลีกในเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีที่แล้ว สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.3%
  • การลงทุนสินทรัพย์ถาวรในช่วง 3 ไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 7.3% จากปีที่แล้ว น้อยกว่าคาดการณ์ที่ 7.9%
  • อัตราการว่างงานในเมือง เดือน ก.ย. อยู่ที่ 4.9% โดยอัตราว่างงานในเมืองของวัย 16-24 ปี ยังคงสูงกว่า 14.6%

ก่อนหน้านี้ สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก ได้ปรับลดประมาณการ GDP จีน หลังจีนเผชิญปัญหาขาดแคลนพลังงาน และ วิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/10/18/china-economy-third-quarter-gdp-data-grows-4point9percent-missing-expectations.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/10/2021 “วิเคราะห์มูลค่า Squid Game ซีรีย์ประสบความสำเร็จสูงสุดของ Netflix” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/10/2021 “วิเคราะห์มูลค่า Squid Game ซีรีย์ประสบความสำเร็จสูงสุดของ Netflix” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/10/2021

“วิเคราะห์มูลค่า Squid Game ซีรีย์ประสบความสำเร็จสูงสุดของ Netflix”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +382.20 จุด (+1.09%) S&P500 +33.11 จุด (+0.75%) Nasdaq +73.91 จุด (+0.50%) Small Cap 2000 -2.88 จุด (-0.13%) VIX index อยู่ที่ 16.30 (-3.32%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +33.85 จุด (+0.82%) Dax เยอรมัน +124.64 จุด (+0.81%) CAC 40 ฝรั่งเศส +42.31 จุด (+0.63%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 18 ต.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในแดนลบเล็กน้อย -0.28% ตลาดหุ้นจีน CSI 300 ติดลบมากกว่า -1.2% ตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวในแดนลบ -0.7% และ SET Index วันทำการล่าสุดปิดตลาดที่ 1,638.34 (-0.16%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 18 ต.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,769.40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.38 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 83.06 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 85.97 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 18 ต.ค. 2564) Bitcoin 62,165.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,863.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.239164 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 470.89 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

เศรษฐกิจสหรัฐฯ เดือนกันยายนยังผันผวน ตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐฯ +0.7 MoM และยอดค้าปลีก (ไม่รวมรถยนต์) +0.8 MoM  (ดีกว่าที่คาดการณ์ที่ -0.2% MoM และ +0.5% MoM) ขณะที่รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประกาศออกมาที่ 71.4 ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2011 ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2016

ธนาคารกลางจีนประกาศสามารถควบคุมความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ Evergrande ได้ โดยในระยะสั้นจะไม่นำภาคอสังหามาเป็นปัจจัยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเริ่มเห็นราคาอสังหาในบางเมืองเริ่มฟื้นกลับมา ภาคอุตสาหกรรมที่มีผลกับ GDP ของจีนมากที่สุด คือ ภาคการผลิต

Squid Game กลายมาเป็นซีรีย์ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดของ Netflix มีผู้ชมทั่วโลกอย่างน้อย 132 ล้านคน (89% ดูมากกว่า 1 ตอนขึ้นไป และผู้ชมจำนวน 87 ล้านคนดูจบภายใน 23 วัน) ต้นทุนในการผลิตอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท แต่สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 30,000 ล้านบาท ราคาหุ้น Netflix ปรับตัวขึ้นกว่า 7% ตั้งแต่เปิดตัวซีรีย์นี้

กองทุน ETF Bitcoin เตรียมได้รับอนุมัติจากก.ล.ต. สหรัฐฯ และทำการซื้อขายได้ในสัปดาห์นี้ ProShares Bitcoin Strategy ETF (คาดการณ์ได้รับอนุมัติ 18 ตุลาคม) และ Invesco Bitcoin Strategy ETF (คาดการณ์ได้รับอนุมัติ 19 ตุลาคม) และยังมีกองทุนอีกจำนวนหนึ่งรออนุมัติในช่วงต่อไปรวมถึงกองทุนของ ARK ด้วย

GDP ไตรมาส 3 ของจีนประกาศออกเติบโต +4.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ +5% สาเหตุจากการขาดแคลนพลังงาน ปัญญาซัพพลายเชน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งพบการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นมาในช่วงไตรมาสที่ 3

Goldman Sachs รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดการณ์ทั้งรายได้และ EPS (EPS +63%) รายได้จากธุรกิจการลงทุนเติบโต +88% ราคาหุ้น +47% YTD.

ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคาร ออกมาชี้แจงกรณีเงินถูกหักออกจากบัญชีผู้ใช้งาน ระบุข้อมูลธนาคารไม่ได้ถูกแฮก แต่เกิดจากธุรกรรมต่างประเทศ โดยธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และได้ทำการติดต่อลูกค้า รวมถึงอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมผิดปกติ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 10,111 ราย จากเรือนจำ 41 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 63 ราย หายป่วยกลับบ้าน 10,612 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,793,812 ราย หายป่วยสะสม 1,668,250 ราย

งานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม เวลา 19.00 น.  “เจาะลึกพอร์ตเพื่อการเกษียณ RIS vs GIF และคัมภีร์เกษียณ (ภาคจบ)” และวันพุธที่ 20 ตุลาคม เวลา 19.00 น. “เจาะกลุ่มกองทุน Baillie Gifford ทั้งตลาด กองทุนไหนควรอยู่ในพอร์ตคุณ” ลงทะเบียนและรับชมได้ที่เว็บไซต์ FINNOMENA

News Update: สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021 คาดการณ์ต่ำสุดที่ 7.7% สูงสุดที่ 8.8%

THE OPPORTUNITY
News Update: สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021 คาดการณ์ต่ำสุดที่ 7.7% สูงสุดที่ 8.8%

สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจจีนปี 2021 หลังจีนเผชิญปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน รวมถึงการตกต่ำของภาคอสังหาฯ

สำนักข่าว CNBC รวบรวมตัวเลขประมาณการจากสถาบันการเงิน 13 แห่งทั่วโลก โดยมีสถาบันฯ 10 แห่ง ที่เริ่มปรับลดประมาณการตั้งแต่เดือน ส.ค.

ค่า Median ของตัวเลขประมาณการ GDP จีน อยู่ที่ 8.2% ลดลง 0.3% จากคาดการณ์ก่อนหน้า โดย Nomura คาดการณ์ต่ำสุดที่ 7.7% ในขณะที่ DBS คาดการณ์สูงสุดที่ 8.8%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ปรับลดคาดการณ์ในเดือน ส.ค.
• ANZ: เหลือ 8.3% จาก 8.5%
• Morgan Stanley: เหลือ 7.9% จาก 8.2%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ปรับลดคาดการณ์ในเดือน ก.ย.
• Bank of America: เหลือ 8% จาก 8.23%
• Citi: เหลือ 8.2% จาก 8.7%
• Deutsche Bank: เหลือ 8.4% จาก 8.9%
• Goldman Sachs: เหลือ 7.8% จาก 8.2%
• HSBC: เหลือ 8.3% จาก 8.5%
• Nomura: เหลือ 7.7% จาก 8.2%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ปรับลดคาดการณ์ในเดือน ต.ค.
• Standard Chartered: เหลือ 8.2% จาก 8.8%
• JPMorgan: เหลือ 8.3% จาก 8.7%

🇨🇳 สถาบันฯ ที่ไม่ได้ปรับคาดการณ์
• Credit Suisse: 8.2%
• DBS: 8.8%
• UBS: 8.2%

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/10/15/china-economy-gdp-forecasts-by-goldman-jpmorgan-citi-stanchart.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เมื่อโรคระบาด นโยบาย และระบบการเงิน เดินทางมาถึงจุดจบ

DR.JITIPOL PUKSAMATANAN
เมื่อโรคระบาด นโยบาย และระบบการเงิน เดินทางมาถึงจุดจบ

2021 เป็นปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และตลาดแทบไม่หยุดเปลี่ยนแปลง

ยิ่งช่วงนี้หลายสำนักเริ่มพูดถึงแนวโน้มตลาดปี 2022 กันแล้ว เพราะทันทีที่ปีนี้จบลง ตลาดการเงินก็จะก้าวผ่านวิกฤตโควิดอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสินทรัพย์การเงินได้มากกว่าปรกติ

ผมเห็นด้วยว่าท้ายปีนี้เหมาะสมที่จะมอง “จุดจบ” ของแนวโน้มในตลาดการเงิน และหา “จุดเริ่มต้น” ของแนวโน้มใหม่ โดยผมมองว่ามี “สามจุดจบ” ของเรื่องราวในตลาดที่เราต้องรู้ให้ทัน เพื่อเตรียมพร้อมปรับพอร์ตลงทุนรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสนี้และปีหน้า

The End of Pandemic (and Pandemic Stimulus)

การระบาดใหญ่ของโควิด เป็นจุดจบแรกที่ทั้งตลาดอยากเห็นและน่าจะได้เห็นในไตรมาสสุดท้ายของปี

ทั่วโลกจะได้รับมือกับหน้าหนาวที่สองของวิกฤตขณะที่มีวัคซีนพร้อม

ถ้าเราผ่านไตรมาสนี้ได้ ผมเชื่อว่าความกลัวการระบาดใหญ่ทั่วโลกหรือ Pandemic จะลดลงเหลือเพียงระดับโรคประจำถิ่น (Endemic) กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นชัดเจนในปีหน้า

แต่ Good News for the Economy อาจเป็น Bad News for the Markets

เมื่อไม่มีโรคระบาด รัฐบาลทั่วโลกก็ควรลดการอัดฉีดทางการคลังลง เพราะไม่ใช่แค่ใน EM ที่มีหนี้รวมสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970 เกินกว่า 200% ของจีดีพี ฝั่ง DM ก็มีหนี้รวมสูงเป็นประวัติศาสตร์กว่า 3 เท่าของจีดีพี ผลข้างเคียงของหนี้จะเข้ามาเป็นตัวแปรในสมการเศรษฐกิจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม “ภาษี” ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินไม่อยากได้เห็น

The End of Ultra-Loose Policy (and Deflation)

แม้จะไม่มีสำนักวิเคราะห์ไหนกล้าพยากรณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วโลกจะสูงเหมือนทศวรรษ 1970s แต่แทบทุกที่เชื่อว่าโลกจะไม่กลับสู่ภาวะเงินฝืดอย่างน้อยในปีหน้า

ด้วยระดับดอกเบี้ย 0% วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ บวกกับเงินเฟ้อ ทั้งหมดบอกเราว่ายุคสมัยของนโยบายการเงินผ่อนคลายสุดโต่งใกล้ถึงจุดอวสานแล้ว

ธนาคารกลางในกลุ่ม G10 เช่น Norges Bank ของนอร์เวย์เริ่มขึ้นดอกเบี้ย BoE ของอังกฤษประกาศหยุด QE ปลายปี และ Fed ก็กำลังจะประกาศลด QE ในไม่กี่วันข้างหน้า

แม้จุดจบของนโยบายการเงินผ่อนคลายอาจไม่ได้หมายความว่าต้อง “เข้มงวด” ทันที แต่ก็ถือเป็นจังหวะเริ่มต้นของยุค “เงินเฟ้อ” ที่เข้ามาแทนที่เงินฝืด ในอดีตมักส่งผลให้เกิด Asset Rotation ถี่ขึ้น การปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงจึงอาจเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในอนาคต

The End of Fiat Currency System (and Unregulated Crypto)

เมื่อแรงหนุนของสินทรัพย์หลักกำลังหมดลง นักลงทุนก็จับตาไปที่สินทรัพย์ทางเลือก

มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นจุดเริ่มต้นใหม่ของระบบการเงินโลกในปี 2022 หลังจากที่ใช้ Fiat currency system มานานกว่า 50ปี

แม้จุดจบของ currency system ในอดีต เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าทศวรรษ เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับความเชื่อมั่น การเมือง ไปจนถึงระบบที่จะเข้ามาแทนที่

แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี บริษัทระดับโลกที่แข็งแกร่ง และการตอบรับของตลาดกับ Decentralized Finance ก็เพิ่มเร็วกว่าที่โลกนี้เคยพบ

ในปี 2022 ผมเชื่อว่าเราจะเห็นความพยายามของทั่วโลกที่จะสร้างระบบขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ อย่างไรก็ดี การที่ Crypto จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมระบบการเงินหลักได้ ไม่ใช่แค่เพราะมีสถาบันสนใจหรือมีบทบาทกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องหาจุดจบความ “ไร้กฎเกณฑ์” ให้ได้ด้วย

ในอดีตช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Bretton Woods System มาเป็น Fiat Currency ในปี 1973 ก็สร้างความผันผวนมากในช่วงแรก ก่อนที่จะมีกฎชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้ในวงกว้าง เราจึงไม่ควรประมาทกับความผันผวนช่วงเริ่มต้นของยุค DeFi เช่นกัน

ทั้งสามจุดจบนี้ส่งสัญญาณให้เราต้องเตรียมพร้อมในหลายอย่าง

The End of Pandemic บอกเราว่าสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในตลาดไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นนโยบายที่ใช้รับมือและผลข้างเคียง

The End of Ultra-Loose Policy บอกเราว่าสภาพคล่องที่ดูไร้ขีดจำกัด ก็อาจไม่มีความหมายเมื่อมุมมองความเสี่ยงเปลี่ยนแปลง

และสุดท้าย The End of Fiat currency system บอกเราว่า ในระยะยาว ทุกอย่างก็อาจเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ระบบการเงินก็เช่นกัน

สำหรับการลงทุน เราจึงควรเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้จากอดีต มองไปข้างหน้า กระจายการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ในสัดส่วนที่เหมาะสม

ในเดือนหน้า ผมจะขยายความต่อว่าอะไรคือเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในตลาดการเงินจากทั้งสามจุดจบนี้กันครับ

ค่ากลางเงินเฟ้อโลก (Log Scale) ชี้ว่าจุดจบของวิกฤติ สงคราม หรือระบบการเงินมักเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับเงินเฟ้อ

ที่มา: GFD, DB, และ UOBAM Thailand

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

‘เงินเฟ้อ’ ช็อตต่อไป… ในมุมของไอเอ็มเอฟ

MacroView
‘เงินเฟ้อ’ ช็อตต่อไป… ในมุมของไอเอ็มเอฟ

หากไม่นับศึกช้างชนช้างคู่หยุดโลกระหว่างจีนกับสหรัฐแล้วนั้น ในปี 2022 คงไม่มีปัจจัยใดที่น่าจะมีความสำคัญต่อตลาดหุ้นและตลาดการเงินทั่วโลกได้ เท่ากับประเด็นของแนวโน้มเงินเฟ้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งของสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลกในขณะนี้

บทความนี้ ขอนำงานวิจัยล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ โดยโฟกัสไปที่ประเด็นอัตราเงินเฟ้อในยุคนี้ ว่ามีพัฒนาการต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ใด เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจสำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ดังนี้

หนึ่ง จากกรณีศึกษาของประเทศสำคัญของโลกในช่วงกว่า 10 ปีย้อนหลัง จะพบว่า การยึดเหนี่ยวของความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลาง (Inflation Anchoring) มีความสำคัญต่อสถานการณ์เงินเฟ้อโดยรวมมากที่สุด โดยหากตัวเลขที่วัดได้ออกมาไม่ดี สถานการณ์ของอัตราเงินเฟ้อของประเทศนั้น ก็จะเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วแบบที่อัตราเงินเฟ้อขึ้นทะยานอย่างรุนแรง ในทางปฏิบัติ วิธีการวัดดัชนีดังกล่าว ได้แก่ การสำรวจความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อเมื่อมองไปข้างหน้า (forward-looking surveys) ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดและดัชนีวัดด้านการคลังของรัฐบาล รวมถึงการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลัน

ดังนั้น บรรดานายธนาคารกลางจึงไม่สามารถพิจารณาเพียงตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันเท่านั้น ต้องพิจารณาดัชนีหรือตัวแปรที่เกี่ยวกับความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลางดังกล่าวข้างต้นประกอบด้วย  มิเช่นนั้นแล้ว สถานการณ์เงินเฟ้ออาจจะเลวร้ายลง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อในระยะสั้นจะออกมาค่อนข้างดีก็ตามที

สอง ช่องทางหรือกระบวนการสื่อสารที่มีความน่าเชื่อถือ (credible communication) ระหว่างนายธนาคารกลางกับตลาดก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการยึดเหนี่ยวของความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลาง ทั้งนี้ สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว การให้มุมมองไปข้างหน้าว่าด้วยระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินของนายธนาคารกลาง หรือ Foreword Guidance ถือเป็นเครื่องมือหลักที่จะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสริมเครื่องมือด้วยนโยบายการเงินเพิ่มเติมแต่อย่างใด ในทางกลับกัน หากต้องการจะลดการกระตุ้นด้านนโยบายการเงิน Foreword Guidance ก็เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการออกจากโหมดดังกล่าวเช่นกัน

สาม นายธนาคารกลางต้องยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความสมดุลระหว่าง 2 ปัจจัย ได้แก่ หนึ่ง การมองข้ามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อระยะสั้นที่สูงขึ้นมาแบบชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินก่อนเวลาอันควร จนกระทั่งเห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการแบบเป็นระบบ และ สอง การเตรียมพร้อมขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยทันท่วงทีเมื่อตัวเลขอัตราเงินเฟ้อขึ้นมาแบบต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นโยบายการคลังต้องทำหน้าที่ทำให้กรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะเวลาปานกลางเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยเฉพาะเพื่อให้ระดับอัตราการเติบโตที่เต็มศักยภาพทางเศรษฐกิจ (Potential Output)  มีความยั่งยืน อย่างไรก็ดี ด้วยความเปราะบางของโลกแห่งความเป็นจริงทางการเมืองต่อผู้ดำเนินการนโยบายการคลังทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลสหรัฐ ทำให้นายธนาคารกลางต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบขึ้นสำหรับการดำเนินการ เพื่อให้กรอบเงินเฟ้อทั้งในระยะสั้นและระยะเวลาปานกลางเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

สี่ ลักษณะเฉพาะตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ มีส่วนเป็นอย่างสูงในการกำหนดระดับและแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคนั้น ๆ จะสังเกตได้ว่า หากว่าเป็นเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว ด้วยความพร้อมของเงินทุนและเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว เมื่อมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 เริ่มซาลง ย่อมส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างค่อนข้างรวดเร็ว ในขณะที่ในยุโรปและญี่ปุ่น การขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นได้ช้ากว่า ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย ในขณะที่สำหรับตลาดเกิดใหม่ ด้วยความที่มีภาระหนี้ต่างประเทศในสกุลเงินดอลลาร์ค่อนข้างมาก และการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ จึงทำให้ปัจจัยต่างประเทศส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นและระยะปานกลางค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในส่วนหลัง

สำหรับแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อนับต่อจากช่วงนี้ ในมุมมองของไอเอ็มเอฟ เป็นดังนี้

‘เงินเฟ้อ’ ช็อตต่อไป… ในมุมของไอเอ็มเอฟ

ภาพแสดงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

จากการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า ณ ต้นเดือนธันวาคม ปี 2021 สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อในแบบที่รวมหมวดอาหารและน้ำมัน หรือ Headline Inflation จะสูงสุดที่ร้อยละ 3.6 และลดลงมาที่ร้อยละ 3.2 ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2021 จากนั้นจะลดลงมาที่ร้อยละ 2 ณ กลางปี 2022 โดยที่มีโอกาสร้อยละ 10 ที่อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าร้อยละ 3.4 ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2021 ด้านกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ที่ราวร้อยละ 4 ณ กลางปี 2022

ด้านการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ จะพบว่าสำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ยังการยึดเหนี่ยวของความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาปานกลาง (Inflation Anchoring) ได้ดี โดยจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ร้อยละ 2 ในช่วงกลางปีหน้า ในขณะที่ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะเข้าสู่ร้อยละ 2 ช้ากว่า โดยจะเข้าสู่จุดดังกล่าวปลายปี 2023

หากพิจารณาในกรณีที่เลวร้ายสุดหรือ tail-risk scenario ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นไม่เกินร้อยละ 0.01 จะพบว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นสูงสุดเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.4 ในช่วงกลางปีหน้า สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และร้อยละ 8.4 สำหรับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยที่อัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ระดับปกติภายในต้นปี 2024

โดยสรุป ไอเอ็มเอฟ มีโอกาสสูงมาก ๆ ที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งทะยานขึ้นมาในช่วงนี้ จะเข้าสู่จุดสูงสุดที่ร้อยละ 3.6 ในต้นเดือนธันวาคม ปี 2021 จากนั้นจะลดลงมาที่ร้อยละ 2 ในกลางปี 2022 สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนด้านกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ที่ราวร้อยละ 4 ณ กลางปี 2022

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/economics/imfinfl21/

รู้จักคริปโทเคอร์เรนซี 7 กลุ่มหลัก ก่อนเลือกลงทุน

Bitkub.com
รู้จักคริปโทเคอร์เรนซี 7 กลุ่มหลัก ก่อนเลือกลงทุน

นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล มักจะสับสนกับจำนวนสินทรัพย์ที่มีให้เลือกมากมายที่ Bitkub ซึ่งมีให้เลือกกว่า 47 รายการ

สงสัยกันหรือไม่ ว่าคริปโทเคอร์เรนซีแต่ละสกุลมีความแตกต่างกันอย่างไร ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับคริปโทเคอร์เรนซี 7 กลุ่มหลักที่ทุกคนสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการเลือกลงทุนได้!

1. กลุ่มรักษามูลค่า (Store of Value)

เช่น Bitcoin (BTC), Litecoin (LTC), Bitcoin Cash (BCH)

จุดเด่นของเหรียญในกลุ่มนี้คือจำนวนเหรียญที่มีจำกัด โดยเฉพาะ Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ ประกอบกับเครือข่ายของ Bitcoin ที่ได้รับการยอมรับว่าเครือข่ายที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยที่สุดเครือข่ายหนึ่ง ทำให้นับวัน Bitcoin เริ่มมีสถานะใกล้เคียงกับ “ทองคำ” เข้าไปใหญ่ แต่เป็นทองคำดิจิทัลที่สามารถซื้อสะสมได้ง่ายกว่าทองคำจริง ๆ เสียอีก

มูลค่าของเหรียญในกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและข่าวสารต่าง ๆ นอกจากนี้ Bitcoin ยังเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin จึงมักจะส่งผลให้เหรียญอื่น ๆ ให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับ Bitcoin

2. กลุ่มสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract)

เช่น Ethereum (ETH), Cardano (ADA), Polkadot (DOT), Kusama (KSM) ฯลฯ

จุดเด่นของเหรียญกลุ่มนี้คือการเป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่สามารถใช้ Smart contract ได้ ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (Dapp) รวมถึง DeFi ขึ้นบนเครือข่ายเหล่านี้

สำหรับมูลค่าเหรียญในกลุ่มนี้ หลัก ๆ มักจะมาจากความต้องการของตลาดเช่นเดียวกับคริปโทเคอร์เรนซีสกุลอื่น ๆ และในบางครั้งที่เหรียญเหล่านี้มีการอัปเกรด หรือมี DeFi ที่น่าสนใจเกิดขึ้นบนเครือข่าย มูลค่าก็อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน การติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจะมีประโยชน์มากสำหรับการลงทุนในเหรียญกลุ่มนี้

3. กลุ่ม DeFi (Decentralized Finance)

เช่น Uniswap (UNI), Maker (MKR), AAVE และอีกมากมาย

เหรียญกลุ่ม DeFi มักจะถูกสร้างขึ้นบนเครือข่ายบล็อกเชนที่มี Smart contract อย่าง Ethereum ทำให้เหรียญในกลุ่มนี้ถูกจัดเป็นโทเคน (Token) ซึ่งแต่ละเหรียญก็จะมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป และมักจะใช้ได้เฉพาะแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น UNI จะใช้ได้กับ Uniswap หรือ AAVE ที่ใช่ร่วมกับแพลตฟอร์ม AAVE เป็นต้น

มูลค่าของเหรียญในกลุ่มนี้ นอกจากจะมาจากความนิยมในตัว DeFi หรือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องแล้ว บางครั้งมูลค่าเหรียญ DeFi ก็ผันผวนตามเครือข่ายที่เหรียญนั้นถูกสร้างขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

4. กลุ่มส่งต่อมูลค่า (Value Transfer)

เช่น Ripple (XRP), Stellar (XLM)

เหรียญในกลุ่มนี้เป็นเหรียญของเครือข่ายที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการส่งต่อมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมถูกโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน

จุดที่แตกต่างกันระหว่าง XRP กับ XLM คือ XRP เป็นเหรียญของเครือข่าย RippleNet ที่สร้างโดยบริษัท Ripple ใช้เพื่อเชื่อมต่อระบบชำระเงินของแต่ละธนาคารเข้าด้วยกันเป็นหลัก ทำให้เราสามารถเงินจากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมถูก

ขณะที่ XLM เกิดขึ้นจากองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร อย่าง Stellar Development Foundation โดย Stellar เป็นเครือข่ายที่มีพื้นฐานมาจาก RippleNet แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการโอนเงินที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ไม่ใช่แค่ธนาคาร 

5. กลุ่ม Oracle

เช่น Chainlink (LINK), Band Protocol (BAND)

Oracle ในวงการบล็อกเชน คือผู้คอยป้อนข้อมูลจากโลกแห่งความจริงเข้าสู่บล็อกเชน เพื่อให้ Dapp หรือ DeFi สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้งานต่อได้ ซึ่งข้อมูลที่ Oracle คอยป้อนให้บล็อกเชน มีตั้งแต่ ราคาเหรียญ ราคาสินทรัพย์ ไปจนถึงข้อมูลทั่วไปอย่าง สภาพอากาศ หรือผลการแข่งขัน

Oracle นับเป็นอีกส่วนประกอบสำคัญที่วงการบล็อกเชนขาดไม่ได้ ขณะที่เหรียญในกลุ่ม Oracle ก็มักจะถูกใช้เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการของ Oracle มูลค่าของเหรียญก็เลยมาจากความนิยมใน Oracle แต่ละตัวนั่นเอง

6. กลุ่ม Stablecoin

เช่น USDT, USDC, DAI

เหรียญในกลุ่มนี้มีมูลค่าที่ค่อนข้างคงที่ เพราะได้ทำการผูกมูลค่าเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตรา 1:1 จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบความผันผวนของมูลค่า หรือผู้ที่ต้องกระจายพอร์ตการลงทุน รวมถึงเหมาะสำหรับใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ แต่เหรียญเหล่านี้ก็มีมูลค่าที่ใกล้เคียงกับเงินดอลลาร์ ดังนั้น ทิศทางเศรษฐกิจทั้งของไทยและสหรัฐอเมริกาต่างส่งผลต่อมูลค่าเหรียญเหล่านี้ได้ เหมือนกับการอ่อนค่า/แข็งค่าของเงินดอลลาร์เมื่อตอบรับกับข่าวเศรษฐกิจนั่นเอง

7. กลุ่มมีม (Meme)

เช่น Dogecoin (DOGE)

เหรียญในกลุ่มมีมอย่าง Dogecoin ส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นสนุก ๆ แต่เนื่องจากชื่อเสียงที่โด่งดังของ Dogecoin ทำให้เหรียญนี้สามารถใช้แทนการให้ทิปบนโซเชียล รวมถึงการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการจากร้านค้าที่รองรับได้

การลงทุนในเหรียญกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น ๆ จากความผันผวนของราคาที่สูงกว่าเหรียญกลุ่มอื่น ๆ หากสนใจการลงทุนในเหรียญกลุ่มนี้ก็ต้องพอมีประสบการณ์ด้านการเทรดมาบ้าง เช่นรู้ว่าจังหวะไหนควรเข้าซื้อหรือเทขาย สามารถวิเคราะห์ทางเทคนิคได้ และที่สำคัญคือการใช้เงินเย็น หรือเงินที่สามารถเสียได้โดยไม่กระทบการใช้ชีวิตในการลงทุนเท่านั้น

อ้างอิง Coinmarketcap, Coingecko, General Knowledge

Bitkub.com


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

รวมมาให้แล้ว! โปรโมชั่นกองทุน SSF RMF จาก บลจ. ชั้นนำ ซื้อได้เลยผ่าน FINNOMENA

FINNOMENA
รวมมาให้แล้ว! โปรโมชั่นกองทุน SSF RMF จาก บลจ. ชั้นนำ ซื้อได้เลยผ่าน FINNOMENA

สำหรับหลาย ๆ คนที่กำลังวางแผนลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน SSF RMF ในปีนี้ทาง บลจ. ต่าง ๆ ก็ออกโปรโมชั่นมากันอย่างคึกคัก ข่าวดีคือซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA ก็ได้รับโปรโมชั่นจาก บลจ. เช่นเดียวกัน เราไปดูกันเลยว่าแต่ละบลจ. มีรายละเอียดโปรโมชั่นเป็นอย่างไรบ้าง

*หมายเหตุ: โปรโมชั่น SSF RMF ของบลจ. เหล่านี้ ไม่เข้าร่วมโปรโมชั่น 10.10 ของ FINNOMENA โดยกองทุน SSF RMF ที่เข้าร่วมโปรโมชั่น 10.10 ของ FINNOMENA มีเพียงบลจ. กสิกรไทย (KAsset) เท่านั้น ดูรายละเอียดโปรโมชั่น 10.10 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/z-admin/campaign-10-10-double-happiness/ 

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษีจาก บลจ.

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ.ทหารไทย (TMBAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. วรรณ (ONEAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. พรินซิเพิล (PRINCIPAL)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงศรี (KSAM)

โปรโมชั่นสำหรับลูกค้า DCA กองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงศรี (KSAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. ยูโอบี (UOBAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. แอสเซทพลัส (ASP)

โปรโมชั่นกองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงไทย (KTAM)

โปรโมชั่นสำหรับลูกค้า DCA กองทุนประหยัดภาษี บลจ. กรุงไทย (KTAM)

ศึกษาโปรโมชั่นเรียบร้อยแล้ว ก็วางแผนเลือกซื้อกองทุน SSF RMF ที่ชอบกันได้เลย หรือถ้าใครยังไม่ได้เปิดบัญชี Tax Saving ทาง FINNOMENA เปิดรับบัญชีใหม่แล้ว สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://port.finnomena.com/tax-saving-fund ครับ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 – 15 ต.ค. 64)

FINNOMENA
สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 - 15 ต.ค. 64)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 9 – 15 ต.ค. 2564 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (9 – 15 ต.ค. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 - 15 ต.ค. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 15 ต.ค. 2564)

1.BCAP-CTECH – กองทุนเปิดบีแคป ไชน่า เทคโนโลยี

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +8.88%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -26.84%

2.TCHTECH-A – กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า เทคโนโลยี อิควิตี้ ชนิดหน่วยลงทุน A

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.41 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -19.41%

3.TCHCON – กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า คอนซูเมอร์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.38%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -32.04% (เริ่มนับ NAV วันที่ 10/02/2021)

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม: BCAP-CTECH, TCHTECH-A, TCHCON, TNEWENGY, KT-PRECIOUS, WE-TENERGY, ASP-VIET, SCBCLEANA, SCBCTECHE, SCBCTECHA

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (9 – 15 ต.ค. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (9 - 15 ต.ค. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 15 ต.ค. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.68%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +6.43%

2.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.61%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +9.74%

3.K-CASH : กองทุนเปิดเค บริหารเงิน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +0.01%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +0.19%

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, K-CASH, K-VIETNAM, PRINCIPAL VNEQ-A, K-CHANGE-A(A), KFGG-A, B-INNOTECH, TMBAGLFTMBCOF

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: Bitcoin ใกล้แตะ $60,000 สหรัฐฯ เตรียมอนุมัติกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส ProShares และ Invesco เตรียมขายสัปดาห์หน้า

THE OPPORTUNITY
News Update: Bitcoin ใกล้แตะ $60,000 สหรัฐฯ เตรียมอนุมัติกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส ProShares และ Invesco เตรียมขายสัปดาห์หน้า

ก.ล.ต. สหรัฐฯ เตรียมอนุมัติกองทุนซื้อขาย Bitcoin ฟิวเจอร์ส ในช่วงเวลาที่กระแสคริปโทฯ กำลังร้อนแรง ขณะที่ ราคา Bitcoin ล่าสุด ขึ้นไปทำจุดสูงสุดของวันที่ $59,961 ใกล้แตะ $60,000

ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าวว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส เหมือนที่ทำกับกองทุน Bitcoin เพราะกองทุนของ ProShares และ Invesco ที่เตรียมอนุมัติในสัปดาห์หน้า จะอยู่ภายใต้กฎหมายที่ Gary Gensler ประธาน ก.ล.ต. ต้องการให้เน้นคุ้มครองผู้ลงทุน

อย่างไรก็ตาม โฆษก ก.ล.ต. สหรัฐฯ และ ProShares ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

การเปิดตัวกองทุน Bitcoin ฟิวเจอร์ส จะเป็นความพยายามที่ยาวนานเกือบทศวรรษในอุตสาหกรรม ETF มูลค่า 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่การยื่นขออนุมัติกองทุน Bitcoin ครั้งแรกในปี 2013 โดย ฝาแฝด Winklevoss มหาเศรษฐี Bitcoin ที่เคยฟ้องร้องคดีกับ Facebook

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ออก ETF พยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายรูปแบบเพื่อให้กองทุนผ่านอนุมัติ โดยต้องลดความผันผวนที่เกิดจากราคา Bitcoin ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ไม่อนุมัติ

ก.ล.ต. สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า ราคาคริปโทฯ ผันผวนเกินไปสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยราคาอาจถูกควบคุมและมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าเกี่ยวกับการตรวจสอบความเป็นเจ้าของเหรียญที่ถือโดยกองทุน รวมทั้งการคุกคามจากแฮกเกอร์

นักลงทุนคริปโทฯ หลายคนรู้สึกยินดีเมื่อ Gary Gensler รับตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. เพราะ Gary Gensler มีความสนใจในคริปโทฯ อยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยสอนเรื่องบล็อกเชนและการเงินที่ Sloan School of Management ของ MIT อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Gary Gensler ส่งสัญญาณว่าเขาต้องการกำกับดูแลตลาดอย่างเข้มงวดมากขึ้น

สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นในเดือน ส.ค. หลัง Gary Gensler กล่าวว่า จะเปิดกว้างมากขึ้นในการอนุมัติ Bitcoin Futures ETF ที่ซื้อขายผ่านตลาด CME ภายใต้กฎหมายการลงทุนปี 1940 ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลงทุน

ทำให้ผู้ออก ETF จำนวนมากแห่จดทะเบียน Bitcoin Futures ETF ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ราคา Bitcoin พุ่งแตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน พ.ค. ใกล้แตะ $60,000 โดยราคาเพิ่มขึ้นสองเท่าจากระดับต่ำกว่า $30,000 ในปลายเดือน ก.ค.

โดยจะมี 4 กองทุน Bitcoin Futures ETF ที่สามารถเริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายในเดือนนี้ จากผู้ออก ETF ดังนี้ ProShares, Valkyrie, Invesco และ VanEck

สำหรับกองทุน ARKA ของ Cathie Wood ที่ยื่นอนุมัติในกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คาดว่าจะผ่านอนุมัติในช่วงปลายเดือน ธ.ค.

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-10-15/bitcoin-futures-etf-said-not-to-face-sec-opposition-at-deadline?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/10/2021 “สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/10/2021 “สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 15/10/2021

“สถาบันการเงิน 10 แห่งทั่วโลก หั่นเป้า GDP จีน 2021”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +534.75 จุด (+1.56%) S&P500 +74.43 จุด (+1.71%) Nasdaq +251.79 จุด (+1.73%) Small Cap 2000 +28.47 จุด (+1.27%) VIX index อยู่ที่ 16.86 (-9.55%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +65.78 จุด (+1.61%) Dax เยอรมัน +213.34 จุด (+1.40%) CAC 40 ฝรั่งเศส +87.83 จุด (+1.33%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 15 ต.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวในแดนบวกประมาณ +1.3% ตลาดหุ้นจีน CSI 300 เคลื่อนไหวในแดนบวก +0.3% และตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวในแดนบวก +0.4% และ SET Index วันทำการล่าสุดปิดตลาดที่ 1,640.97 (-0.16%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 15 ต.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,795.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.54 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 81.84 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 84.61 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 15 ต.ค. 2564) Bitcoin 59,204 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,801.12 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.232227 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 464 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตัวเลข Profit margin ของ S&P500 เพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ที่ประมาณ 11%

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ดัชนี S&P500 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกครั้งในช่วงประกาศผลประกอบการ ประมาณการ EPS ต่อหุ้นของ S&P500 ปี 2020 อยู่ที่ 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น ปี 2021 อยู่ที่ 215 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น

Microsoft ทำการปิด LinkedIn ในประเทศจีน ท่ามกลางการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีของทางการจีน และจะเปิด application ใหม่ชื่อ InJobs แทน โดยจะมีลักษณะการใช้งานคล้ายกัน แต่จะไม่มีรูปแบบการแชร์บทความ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการถูกตรวจสอบ

เมืองซิดนีย์เตรียมยกเลิกมาตรการกักตัว นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบแล้วและมีหลักฐานยืนยัน สามารถเดินทางเข้าซิดนีย์ได้ เริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน นี้

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เดือนกันยายน ต่ำกว่าคาดการณ์ เป็นการชะลอตัวมากที่สุดในรอบปี

ตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ประกาศออกมาอยู่ที่ 2.93 แสนราย ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.18 แสนราย นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขต่ำกว่าระดับ 3 แสนราย นับตั้งแต่ช่วงแรกของการเกิดวิกฤติ COVID-19

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีน เดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 10.7% สูงสุดในรอบ 26 ปี สูงกว่าคาดที่ 10.5% จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยทางฝั่งผู้ผลิตยังไม่ได้ผลักภาระด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปสู่ผู้บริโภค

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัว ทำให้สถาบันการเงินทั่วโลก 10 แห่ง ทำการปรับลดเป้าหมาย GDP ปี 2021 ตัวเลขยอดขายบ้านในหลายเมืองปรับตัวลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีก่อน ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าของจีนทั้งในครัวเรือนและโรงงานปรับตัวลดลงแรงตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ก่อนที่จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยในเดือนตุลาคม จำนวนทริปการท่องเที่ยวรวมถึงรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้

คาดการณ์ GDP จีน จาก Bloomberg consensus ปี 2021 อยู่ที่ +8.3% ปี 2022 อยู่ที่ +5.5%

ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียออกมากล่าวยอมรับบทบาทของ cryptocurrency ในการทำธุรกรรม ขณะที่เจ้าหน้าที่จากธนาคารอังกฤษมองว่า cryptocurrency อาจจะก่อให้เกิดวิกฤติการทางการเงินเหมือนปี 2008 หากปราศจากการควบคุมที่เข้มงวด และประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่าราคาน้ำมันที่ 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ มีความเป็นไปได้

TSMC ประกาศงบ รายงานกำไรสุทธิ +13% YoY และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยบริษัทคาดการณ์ยอดขายทั้งปีเติบโต +24% และประเมินสถานการณ์ชิปขาดแคลนลากยาวถึงปีหน้า ข้อมูล ณ ต้นเดือนกันยายน พบว่าระยะเวลาในการสั่งซื้อจนได้รับชิป ใช้ระยะเวลากว่า 21.7 สัปดาห์

Fast Retailing ประกาศรายได้ในรอบ 12 เดือน สิ้นสุดสิงหาคม 2021 มีกำไรสุทธิ +88% YoY การฟื้นตัวของตลาดอื่นในเอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป เข้ามาชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจในญี่ปุ่น

Citigroup ประกาศกำไรสุทธิเติบโต +48% ปัจจัยสนุบสนุนมาจาก ทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ การทำ M&A

BofA ประกาศทั้งรายได้และกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดการณ์ ปัจจัยสนับสนุนมาจากรายได้จากธุรกิจ wealth และธุรกิจการให้คำปรึกษามีการเติบโตขึ้น

Well Fargo กำไรเติบโต +60% สูงกว่าตลาดคาดการณ์ เป็นหนึ่งในธนาคารที่ได้รับผลบวกจากการเปิดเมือง

JP Morgan ประกาศรายได้และกำไรสุทธิดีกว่าคาดการณ์ ส่วนหนึ่งมาจากรายได้การซื้อขายหลักทรัพย์ +24% รวมทั้งการทำ M&A การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 10,486 ราย จากเรือนจำ 167 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 94 ราย หายป่วยกลับบ้าน 10,711 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,762,190 ราย หายป่วยสะสม 1,636,461 ราย

ติดตามงานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021 จำนวน 2 สัมมนา วันนี้เวลา 19.00 น. “ทุกเรื่องที่นักลงทุนสาย ARK ต้องรู้” และวันเสาร์ที่ 16 ต.ค. เวลา 14.00 น. “เจาะลึก Tax Saving Fund กองไหนดีที่สายลดหย่อนต้องรู้”