แจ้งเตือน

กดสูตรซื้อกองทุนแบบได้ Cashback ช่วยลดค่าธรรมเนียมสูงสุด 20%*

FINT
ซื้อกองทุนแบบได้ Cashback

ว่ากันแบบตรงไปตรงมา ค่าธรรมเนียมมีผลต่อผลตอบแทนของกองทุนรวมมากทีเดียว ไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือระยะยาว

เพียง 1% ที่จ่ายไปทุก ๆ ครั้งของการซื้อขาย ก็สามารถทำให้จำนวนเงินที่ได้รับหายไปอย่างคาดไม่ถึง

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจ่ายค่าธรรมเนียม แต่ในอีกมุมก็ต้องเข้าใจว่าค่าธรรมเนียมคือรายได้เพียงทางเดียวของกองทุนครับ ถ้าตัดออกไปเลย กองทุนก็จะไม่มีรายได้มากระจายให้กับผู้จัดการกองทุน, ตัวแทนซื้อขาย, ผู้ดูแลทรัพย์สิน และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 

บางคนจึงใช้วิธีซื้อ Passive Fund เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูง แต่บางครั้งค่าธรรมเนียมถูก ไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป เพราะต้องดูผลตอบแทนที่กองทุนทำได้ด้วยว่าคุ้มค่าแค่ไหน

หลายครั้งการเลือก Active Fund ซึ่งแม้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น แต่แลกกับการพยายามเอาชนะตลาด ด้วยฝีมือของผู้จัดการกองทุน ก็อาจจะคุ้มค่ากว่าในบางจังหวะ โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะตลาดที่ยากลำบาก

อย่างไรก็ดี การเลือกซื้อกองทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ควบคู่กันด้วย เช่น ลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขต่าง ๆ ตลอดจนความเสี่ยงของกองทุน เป็นต้น

FINT Cashback ตัวช่วยลดค่าธรรมเนียม

วันนี้เลยจะพามาดูวิธีการซื้อกองทุนให้คุ้มค่ามากขึ้นครับ 

ซื้อกองทุนผ่าน Finnomena Funds เราคิดค่าธรรมเนียมเท่ากับการซื้อตรงกับ บลจ. ต่าง ๆ แต่มีสูตรที่ช่วยให้ประหยัดได้มากกว่าจากการใช้ FINT Cashback 

ถามว่า FINT Cashback คืออะไร ยังไง และดีจริงไหม มาเดี๋ยวจะสรุปให้ฟัง…

สูตรที่กดคือ เช่น ถ้าเราจะซื้อกองทุน ABGFIX-A จำนวน 10,000 บาท ต้องจ่าย Front End Fees ที่ 1% หรือ 100 บาท 

เราสามารถกดใช้ FINT จำนวน 10 FINT แลกส่วนลดค่าธรรมเนียม 20% เท่ากับว่าจะได้รับส่วนลด 20 บาท (20% ของ Front End Fees 100 บาท) สำหรับการซื้อกองทุน ABGFIX-A ผ่าน Finnomena Funds ทั้งนี้ ส่วนลดจะไม่เกิน 0.2% ของมูลค่าเงินลงทุน

FINT Cashback คุ้มค่าแค่ไหน

ส่วนลด 20 บาท เหมือนจะเป็นตัวเลขที่ไม่เยอะ! แต่หากมูลค่าเงินลงทุนสูงกว่านี้ล่ะ บอกเลยว่าคุ้มค่าเอาเรื่อง ซึ่งเราคำนวณให้เห็นภาพชัด ๆ ว่าเมื่อเงินลงทุนมากขึ้น จะได้ส่วนลดเท่าไหร่ (ส่วนลดค่าธรรมเนียมสูงสุด 20% กรณีค่าธรรมเนียมซื้อ 1%)

  • ลงทุน 10,000 บาท ใช้ 10 FINT ได้ส่วนลด 20 บาท
  • ลงทุน 50,000 บาท ใช้ 50 FINT ได้ส่วนลด 100 บาท
  • ลงทุน 100,000 บาท ใช้ 100 FINT ได้ส่วนลด 200 บาท
  • ลงทุน 500,000 บาท ใช้ 500 FINT 500 ได้ส่วนลด 1,000 บาท
  • ลงทุน 1,000,000 บาท ใช้ 1,000 FINT ได้ส่วนลด 2,000 บาท

 

โดยจะได้รับ Cashback ในรูปแบบของกองทุนตลาดเงิน เข้าไปยังแผนการลงทุนของตัวเอง กรณีที่แลก FINT Cashback วันที่ 1-15 ของเดือน จะได้รับหน่วยลงทุนภายในวันที่ 16 ของเดือนถัดไป ส่วนกรณีเราแลก FINT Cashback วันที่ 16-31 ของเดือน จะได้รับภายในวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไป

สรุปการลงทุนรอบนี้กับ Finnomena Funds คุ้มค่ากว่าซื้อกองทุนกับที่อื่นได้จริง ๆ !!! 

สามารถนำ Cashback ที่ได้จากกองทุนตลาดเงิน ไปลงทุนต่อยอดก็ดี หรือจะถอนออกมาใช้จ่ายก็ได้

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะได้ FINT มาได้ยังไง ง่ายมากครับ เพียงทุกครั้งที่ซื้อกองทุนรวมผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena Funds เราจะได้รับ 1 FINT ฟรี ทุกการลงทุนด้วยจำนวนเงิน 5,000 บาท 

ซื้อกองทุนแบบได้ Cashback


*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

Disclaimer

  • เงินคืน 20%* คำนวณจาก 20% ของค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุน (Front-End Fees) จาก บลจ. ส่วนที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่เกิน 0.2% ของมูลค่าเงินลงทุน
  • ส่วนลดค่าธรรมเนียมกองทุนไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • หากแลกรับส่วนลดค่าธรรมเนียม (Cashback) จากการลงทุนแล้วจะไม่ได้รับ FINT จากการลงทุนทุก ๆ 5,000 บาท แต่หากไม่ได้แลกรับส่วนลดค่าธรรมเนียม (Cashback) จะได้รับ 1 FINT ทุก ๆ การลงทุน 5,000 บาท

 

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-026-5100 และทาง LINE : @FinnomenaPort

Finnomena Funds ตอกย้ำความเป็น Ahead of The Game เผยกองทุนแนะนำปี 2024 มองขาดสร้างโอกาสชนะเกิน 80%

Finnomena Funds
Finnomena Funds เผยกองทุนแนะนำปี 2024 สร้างโอกาสชนะเกิน 80%

Finnomena Funds (ฟินโนมีนา ฟันด์) เดินหน้ายกระดับ Ahead of The Game “มองขาดทุกโอกาสการลงทุน” โชว์ผลตอบแทนกองทุนแนะนำในปี 2024 สามารถสร้างโอกาสชนะ (Win Rate) ได้สูงกว่า 80% ในทุกคำแนะนำ พร้อมเผยอินไซต์นักลงทุนไทย ไม่ว่า Gen ไหนก็ชอบลงทุนหุ้นต่างประเทศ 

นายกสิณ สุธรรมนัส Chief Strategy Officer, Finnomena Group เปิดเผยว่า “ภารกิจสำคัญของ Finnomena คือเราจะมุ่งแสวงหาการลงทุนที่ยอดเยี่ยม เพื่อโอกาสสร้างความมั่งคั่งสูงสุดแก่ทุกคน ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นชัดเจนที่ในปีนี้เราออกมาให้มุมมองการลงทุนแบบเข้มข้น วิเคราะห์ตลาดอย่างเท่าทันสถานการณ์ ด้วยคำแนะนำกองทุนหลากหลายสไตล์ทั้ง MEVT Call, Mr.Messenger Call และ FundTalk Call ซึ่งพบว่าในปีนี้ มากกว่า 80% ของกองทุนที่ฟินโนมีนาแนะนำ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน นำโดยกองทุนหุ้นเวียดนาม กองทุนหุ้นจีน กองทุนหุ้นสหรัฐฯ กองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกองทุนตราสารหนี้โลก”

นายกสิณ สุธรรมนัส Chief Strategy Officer, Finnomena Group

ทั้งนี้ จากการเก็บรวบรวมคำแนะนำการลงทุนของ Finnomena Funds ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2024 ชี้ว่า FundTalk Call ซึ่งเป็นการลงทุนรูปแบบ The Contrarian Style เฟ้นหาสินทรัพย์ดี ราคาถูกนั้นมี Win Rate สูงถึง 90% และสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5.1% โดยมีกองทุนแนะนำที่โดดเด่น ได้แก่ MEGA10CHINA-A, KFSINCFX-A และ K-SEMQ

ในขณะที่คำแนะนำ Mr.Messenger Call การลงทุนรูปแบบ Trend Follower ที่เน้นจับจังหวะลงทุนตามตลาดขาขึ้นนั้นมี Win Rate อยู่ที่ 83% และสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 4.4% นำโดยกองทุน ASP-DIGIBLOC, K-CHINA-A(A), B-CHINE-EQ และ SCBNEXT(A)

สำหรับคำแนะนำ MEVT Call ที่เน้นการลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านทั้งพื้นฐานและเทคนิค พบว่ามี Win Rate อยู่ที่ 88% และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระดับ 4.1% จากกองทุนที่เอาชนะตลาดได้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ PRINCIPAL VNEQ-A, AFMOAT-HA และ ONE-EUROEQ

นอกจากนี้ เรายังพบอินไซด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ลงทุนบนแพลตฟอร์ม Finnomena โดยคนในทุกช่วงอายุเฉลี่ยแล้วให้ความสนใจลงทุนกองทุนหุ้นโลก (Global Equity) มาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นกองทุนตลาดเงิน (Money Market) และกองทุนหุ้นจีน (Greater China Equity) บ่งบอกถึงเทรนด์การลงทุนในปัจจุบันที่ผู้คนสนใจโอกาสใหม่ ๆ ในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนช่วงวัยของนักลงทุน อายุ 31-40 ปี คิดเป็น 37% อายุ 21-30 ปี คิดเป็น 28% และอายุ 41-50 ปี คิดเป็น 22% ด้วยจำนวนนักลงทุนบนแพลตฟอร์มมากกว่า 80,000 ราย

Finnomena Funds เผยกองทุนแนะนำปี 2024 สร้างโอกาสชนะเกิน 80%

สามารถติดตามคำแนะนำกองทุนรวมทั้งหมดจาก Finnomena Funds ได้ที่ https://www.finnomena.com/opphub/


หมายเหตุ

  • ข้อมูลระหว่างวันที่ 01/01/2024 – 15/05/2024 สำหรับ Mr.Messenger Call และ FundTalk Call
  • ข้อมูล 01/01/2023 – 15/05/2024 สำหรับ MEVT Call
  • Mr.Messenger Call แนะนำซื้อ ASP-DIGIBLOC เมื่อวันที่ 30/01/2024 แนะนำขายทำกำไรเมื่อ 08/03//2024 
  • FundTalk Call แนะนำซื้อ MEGA10CHINA-A เมื่อ 24/01/2024 
  • MEVT Call แนะนำซื้อ PRINCIPAL VNEQ-A เมื่อ 26/01/2023

 

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโวนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT

รู้จักกองทุน SIPs หนุนตลาดหุ้นอินเดีย All-Time High ด้วยการส่งเสริมคนในประเทศ “ออมแบบมีวินัย” “ลงทุนอย่างเป็นระบบ”

Finnomena Editor
กองทุน SIPs อินเดีย

ตลาดหุ้นอินเดีย Nifty 50 แรลลี่สู่ขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายปี 2020 ที่ทะยานทำ All-Time High ได้เรื่อย ๆ

หุ้นอินเดีย All-Time High

Source: Google Finance as of 27/05/2024

จะเห็นว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หนุนหุ้นอินเดียเติบโตมาจาก Fund Flow ของนักลงทุนรายย่อยในประเทศ

เบื้องหลังนั้นเป็นเพราะความสำเร็จของรัฐบาลในการออกแบบนโยบาย Systematic Investment Plans หรือ (SIPs) ที่สนับสนุนให้คนอินเดียเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณ และนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเป็นประจำ รวมทั้งสามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วย

ข้อมูลปี 2023 บอกว่ากว่า 90% ของเงินจากกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย ล้วนมาจากกองทุน SIPs ขณะเดียวกันเงินสมทบ SIPs ในเดือนเมษายน 2024 พุ่งสูง 2.5 พันล้านดอลลาร์ พร้อมกับการที่หุ้นอินเดียทำสถิติสูงสุดใหม่

ข้อดีของ SIPs ช่วยตั้งแต่ลดอุปสรรคในการลงทุน เป็นการหักเงินอัตโนมัติ ทำให้คนทั่วไปลงทุนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องจับจังหวะตลาด แต่เน้นสร้างวินัยของการลงทุนที่สม่ำเสมอ ซึ่งรัฐบาลอินเดียทำอย่างต่อเนื่องมาเป็น 10 ปีแล้ว

แนะนำกองทุนหุ้นอินเดีย

สำหรับใครที่สนใจลงทุนตามจังหวะขาขึ้นของตลาดหุ้นอินเดีย Mr.Messenger Call ออกคำแนะนำกองทุน B-BHARATA และกองทุน TISCOINA-A ด้วยมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสูง จากภาคการบริโภคที่แข็งแกร่ง และได้เปรียบในเชิงโครงสร้างประชากร

อ่านคำแนะนำการลงทุนในกองทุนหุ้นอินเดีย เพิ่มเติมที่ 👉 https://finno.me/call-india-feb-2024-fb


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: CNBC’s Inside India newsletter: The secret of the stock market rally

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT

ชี้เป้ากองทุนแนะนำ: โหมด Risk-On ไปต่อ คว้าโอกาสในตลาดขาขึ้น! [อัปเดต 27 พ.ค. 2024]

Finnomena Funds
โพยกองทุน Finnomena

บรรยากาศการลงทุนในภาพรวม กลับมาสดใสอีกครั้ง หลังหุ้นโลกทะยานขึ้นสู่ขาขึ้น และอยู่ในโหมด Risk-On ที่นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงมีแรงวิ่งต่อ และเหลือ Upside ให้เติบโต

Finnomena Funds มองเห็นโอกาสการลงทุนในจังหวะนี้ จากปัจจัยบวกสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ ตัวเลขผลประกอบการ และโมเมนตัมตลาด ดังนี้

  • ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกแข็งแกร่งเกินคาด: ดัชนี Economic Surprise Index – Global เดือนเมษายน ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจอยู่ในแดนบวก โดยเฉพาะ Emerging Markets เช่น จีน และอินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง
  • เงินเฟ้อผ่อนคลาย น้ำมันหยุดเทรนด์ขาขึ้น: ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น หลังเงินเฟ้อลดลง ขณะที่สหรัฐฯ แม้ Headline CPI ยังสูงกว่า 2% แต่คาดจะลดระดับลงเรื่อย ๆ หนุนโดยตัวเลขค่าเช่าบ้านใหม่ที่ประกาศออกมาน้อยลง รวมทั้งราคาน้ำมันหยุดเทรนด์ขาขึ้น เพราะสหรัฐฯ กลับมาผลิตน้ำมันได้เต็มที่ และการคว่ำบาตรอิหร่านมีโอกาสเกิดขึ้นยากแล้ว 
  • Bond Yield ไม่พุ่ง ดอลลาร์หยุดแข็งค่า โอกาสลดดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง: จะเห็นว่า Bond Yield สหรัฐฯ น่าจะไม่พุ่งทะลุ 5% แล้ว หลัง Fed ชี้ชัดว่าไม่มีแผนจะขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ และโอกาสการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง ส่งผลเงินดอลลาร์หยุดแนวโน้มแข็งค่าตามไปด้วย
  • กำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงดีต่อเนื่อง: การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2024 ยังออกมาเป็น Positive Surprise โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่

 

ดังนั้น เราจึงสรุปคำแนะนำการลงทุน เพื่อรับโอกาสในตลาดที่มี Upside สูง โดยเฉพาะในหุ้นโลกสไตล์เติบโต และหุ้นเอเชียที่ราคายัง Laggard  มองให้ขาดกับกองทุนแนะนำ ด้วยมุมมองจาก FundTalk Call, Mr.Messenger Call และ MEVT Call ดังนี้

กองทุนแนะนำ

อัปเดตมุมมองการลงทุนล่าสุด ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2024 โดย Finnomena Funds

กองทุนแนะนำ FundTalk Call

โดย Jet – The Contrarian คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ The Contrarian Investor เน้นกลยุทธ์การลงทุนที่หาสินทรัพย์ที่ถูกทิ้ง จนราคาปรับตัวลงลึกมากจนเกินไป แต่ศักยภาพการเติบโตยังดี ประกอบกับมีลมหนุนที่ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการกลับตัวขึ้นได้ ทำให้มีโอกาสได้เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี ราคาถูก ตอนที่คนไม่เหลียวแล

1.) TISCOAI

กองทุนหุ้นโลกเทคโนโลยี AI & Big Data (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งจะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน AI และ Big Data ในตลาด Nasdaq โดยแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากคาดว่าหุ้นโลกสไตล์เติบโตจะกลับมา Outperform

2.) K-SEMQ

กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ (ความเสี่ยงระดับ 6) ลงทุนในประเทศที่มีอัพไซด์ค่อนข้างสูง หนุนโดยประเทศจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย และบราซิล แนะนำ “ซื้อ” รับดัชนี MSCI Emerging Markets กลับทำจุดสูงสุดในรอบ 2 ปี หลังปรับฐานในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

3.) MEGA10-A

กองทุนหุ้นสหรัฐฯ (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งเน้นลงทุนใน 10 บริษัท Global Brand โดยต้องมีมูลค่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องสูง แนะนำ “ซื้อ” เพื่อรับโอกาสในขาขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยการลงทุนกับหุ้นผู้ชนะที่แท้จริง

กองทุนแนะนำ Mr.Messenger Call

โดย Bank – Trend Follower คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ Trend Follower Investor มุ่งสร้างโอกาสทำกำไรในระยะสั้น-กลาง โดยเน้นการใช้ปัจจัยทางเทคนิคจับจังหวะตลาด ศึกษาพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์ในอดีต โดยใช้หลักสถิติเพื่อนำมาคาดการณ์พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในอนาคต และช่วยให้หาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม

1.) KFJPINDX-A

กองทุนหุ้นญี่ปุ่น (ความเสี่ยงระดับ 6) เป็น Passive Fund มุ่งหวังให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Nikkei 225 มองเป็นจังหวะ “ย่อซื้อ” หลังดัชนีปรับตัวลงทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน และสามารถกลับมายืนเหนือแนวรับสำคัญ พร้อมเกิด Buy Signal

2.) SCBSEMI(A)

กองทุนหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ความเสี่ยงระดับ 7) เป็นโอกาสเข้า “ซื้อ” หลัง VanEck Semiconductor ETF (SMH) ทะลุแนวต้าน Downtrend Line และเกิด Bullish Signal

3.) SCBNEXT(A)

กองทุนหุ้นเทคโนโลยี (ความเสี่ยงระดับ 6) ได้เวลากลับ “เข้าเก็งกำไร” ผ่าน ARK Next Generation Internet ETF (ARKW) ซึ่งเน้นบริษัทนวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งพร้อมทะยานขึ้นรอบใหม่

กองทุนแนะนำ MEVT Call

คำแนะนำการลงทุนในกองทุนเด่นที่มีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีในระยะกลาง-ยาว โดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านตาม MEVT Framework ได้แก่ Macro ปัจจัยเชิงมหภาค, Earnings วิเคราะห์การเติบโตของกำไร, Valuation การวิเคราะห์มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน และ Technical ปัจจัยอื่น ๆ เช่น fund flow, sentiment, seasonal statistic และ technical analysis

1.) PRINCIPAL VNEQ-A

กองทุนหุ้นเวียดนาม (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” เพื่อโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ขณะที่แนวโน้มกําไรของบริษัทจดทะเบียนยังโดดเด่น

2.) UOBSA

กองทุนหุ้น Asia ex Japan (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” พร้อมรับปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคที่ฟื้นตัว และมีอัพไซด์จากดอลลาร์ใกล้อ่อนค่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียชัดเจนมากขึ้น

3.) ONE-EUROEQ

กองทุนหุ้นยุโรป (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” หลังเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวดีต่อเนื่อง และผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ Valuation ยังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้นโลก หนุนโดยกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโต

กองทุนไหนดี ดูคำแนะนำทั้งหมดได้ที่ 👉 finno.me/opphub

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ชี้เป้ากองทุนแนะนำ: โหมด Risk-On ไปต่อ คว้าโอกาสในตลาดขาขึ้น! [อัปเดต 27 พ.ค. 2024]

Finnomena Funds
โพยกองทุน Finnomena

บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมกลับมาสดใสอีกครั้ง หลังหุ้นโลกทะยานขึ้นสู่ขาขึ้น และอยู่ในโหมด Risk-On ที่นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงมีแรงวิ่งต่อ และเหลือ Upside ให้เติบโต

Finnomena Funds มองเห็นโอกาสการลงทุนในจังหวะนี้ จากปัจจัยบวกสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ ตัวเลขผลประกอบการ และโมเมนตัมตลาด ดังนี้

  • ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกแข็งแกร่งเกินคาด: ดัชนี Economic Surprise Index – Global เดือนเมษายน ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจอยู่ในแดนบวก โดยเฉพาะ Emerging Markets เช่น จีน และอินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง
  • เงินเฟ้อผ่อนคลาย น้ำมันหยุดเทรนด์ขาขึ้น: ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น หลังเงินเฟ้อลดลง ขณะที่สหรัฐฯ แม้ Headline CPI ยังสูงกว่า 2% แต่คาดจะลดระดับลงเรื่อย ๆ หนุนโดยตัวเลขค่าเช่าบ้านใหม่ที่ประกาศออกมาน้อยลง รวมทั้งราคาน้ำมันหยุดเทรนด์ขาขึ้น เพราะสหรัฐฯ กลับมาผลิตน้ำมันได้เต็มที่ และการคว่ำบาตรอิหร่านมีโอกาสเกิดขึ้นยากแล้ว 
  • Bond Yield ไม่พุ่ง ดอลลาร์หยุดแข็งค่า โอกาสลดดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง: จะเห็นว่า Bond Yield สหรัฐฯ น่าจะไม่พุ่งทะลุ 5% แล้ว หลัง Fed ชี้ชัดว่าไม่มีแผนจะขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ และโอกาสการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง ส่งผลเงินดอลลาร์หยุดแนวโน้มแข็งค่าตามไปด้วย
  • กำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงดีต่อเนื่อง: การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2024 ยังออกมาเป็น Positive Surprise โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่

 

ดังนั้น เราจึงสรุปคำแนะนำการลงทุน เพื่อรับโอกาสในตลาดที่มี Upside สูง โดยเฉพาะในหุ้นโลกสไตล์เติบโต และหุ้นเอเชียที่ราคายัง Laggard มองให้ขาดกับกองทุนแนะนำ ด้วยมุมมองจาก FundTalk Call, Mr.Messenger Call และ MEVT Call ดังนี้

กองทุนแนะนำ

อัปเดตมุมมองการลงทุนล่าสุด ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2024 โดย Finnomena Funds

กองทุนแนะนำ FundTalk Call

โดย Jet – The Contrarian คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ The Contrarian Investor เน้นกลยุทธ์การลงทุนที่หาสินทรัพย์ที่ถูกทิ้ง จนราคาปรับตัวลงลึกมากจนเกินไป แต่ศักยภาพการเติบโตยังดี ประกอบกับมีลมหนุนที่ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการกลับตัวขึ้นได้ ทำให้มีโอกาสได้เข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี ราคาถูก ตอนที่คนไม่เหลียวแล

1.) TISCOAI

กองทุนหุ้นโลกเทคโนโลยี AI & Big Data (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งจะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้าน AI และ Big Data ในตลาด Nasdaq โดยแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากคาดว่าหุ้นโลกสไตล์เติบโตจะกลับมา Outperform 

2.) K-SEMQ

กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ (ความเสี่ยงระดับ 6) ลงทุนในประเทศที่มีอัพไซด์ค่อนข้างสูง หนุนโดยประเทศจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย และบราซิล แนะนำ “ซื้อ” รับดัชนี MSCI Emerging Markets กลับทำจุดสูงสุดในรอบ 2 ปี หลังปรับฐานในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

3.) MEGA10-A

กองทุนหุ้นสหรัฐฯ (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งเน้นลงทุนใน 10 บริษัท Global Brand โดยต้องมีมูลค่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องสูง แนะนำ “ซื้อ” เพื่อรับโอกาสในขาขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยการลงทุนกับหุ้นผู้ชนะที่แท้จริง

กองทุนแนะนำ Mr.Messenger Call

โดย Bank – Trend Follower คำแนะนำการลงทุนในรูปแบบ Trend Follower Investor มุ่งสร้างโอกาสทำกำไรในระยะสั้น-กลาง โดยเน้นการใช้ปัจจัยทางเทคนิคจับจังหวะตลาด ศึกษาพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์ในอดีต โดยใช้หลักสถิติเพื่อนำมาคาดการณ์พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในอนาคต และช่วยให้หาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม

1.) KFJPINDX-A

กองทุนหุ้นญี่ปุ่น (ความเสี่ยงระดับ 6) เป็น Passive Fund มุ่งหวังให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Nikkei 225 มองเป็นจังหวะ “ย่อซื้อ” หลังดัชนีปรับตัวลงทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน และสามารถกลับมายืนเหนือแนวรับสำคัญ พร้อมเกิด Buy Signal

2.) SCBSEMI(A)

กองทุนหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ความเสี่ยงระดับ 7) เป็นโอกาสเข้า “ซื้อ” หลัง VanEck Semiconductor ETF (SMH) ทะลุแนวต้าน Downtrend Line และเกิด Bullish Signal

3.) SCBNEXT(A)

กองทุนหุ้นเทคโนโลยี (ความเสี่ยงระดับ 6) ได้เวลากลับ “เข้าเก็งกำไร” ผ่าน ARK Next Generation Internet ETF (ARKW) ซึ่งเน้นบริษัทนวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งพร้อมทะยานขึ้นรอบใหม่

กองทุนแนะนำ MEVT Call

คำแนะนำการลงทุนในกองทุนเด่นที่มีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดีในระยะกลาง-ยาว โดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านตาม MEVT Framework ได้แก่ Macro ปัจจัยเชิงมหภาค, Earnings วิเคราะห์การเติบโตของกำไร, Valuation การวิเคราะห์มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน และ Technical ปัจจัยอื่น ๆ เช่น fund flow, sentiment, seasonal statistic และ technical analysis

1.) PRINCIPAL VNEQ-A

กองทุนหุ้นเวียดนาม (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” เพื่อโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ขณะที่แนวโน้มกําไรของบริษัทจดทะเบียนยังโดดเด่น

2.) UOBSA

กองทุนหุ้น Asia ex Japan (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” พร้อมรับปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคที่ฟื้นตัว และมีอัพไซด์จากดอลลาร์ใกล้อ่อนค่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียชัดเจนมากขึ้น

3.) ONE-EUROEQ

กองทุนหุ้นยุโรป (ความเสี่ยงระดับ 6) แนะนำ “ทยอยสะสม” หลังเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวดีต่อเนื่อง และผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ Valuation ยังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้นโลก หนุนโดยกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโต

กองทุนไหนดี ดูคำแนะนำทั้งหมดได้ที่ 👉 finno.me/opphub

ไหน ๆ จะลงทุนทั้งที การไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเต็มเนี่ย ออกจะฟินสุด ๆ ทีมงานมัดรวม FINT Cashback ตามลิงก์ข้างล่างเลย 👇🏻👇🏻👇🏻

1️⃣ อยากใช้ FINT Cashback ต้องเข้าตรงไหน?
💡 Link : https://www.finnomena.com/fint/cashback

2️⃣ สอนใช้ FINT Cashback แบบจับมือทำ
💡 Link : https://youtu.be/Zsrs7URDUwM?si=uROVCvLFIvA_Au0f

3️⃣ กองทุนที่เราจะลงทุน เข้าร่วม Cashback ไหม?
💡 Link : https://www.finnomena.com/fint/cashback/fund-list

4️⃣ อยากรู้ลึกๆ ว่า FINT Cashback คืออะไร?
💡 Link : https://docs.fint.finance/fint-token/use-fint-fint/cashback-from-fee

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

Finnomena Funds

Weekly Market Insight

ประจำสัปดาห์  27/05/2024 – 31/05/2024

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

THIS ISSUE
สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

EYE ON THIS WEEK
ประเด็นน่าจับตามองในสัปดาห์นี้

MARKET
ภาพรวมตลาดและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ

FINNOMENA PORT PERFORMANCE
ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

กดที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ราคาน้ำมัน 1 ลิตร มีค่าอะไรที่ต้องจ่ายบ้าง?

Finspace
ราคาน้ำมัน 1 ลิตร มีค่าอะไรที่ต้องจ่ายบ้าง?

บทความนี้จะพามาเปิดโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ว่าจากน้ำมันดิบต้องผ่านอะไรบ้าง กว่าจะมาถึงราคาขายปลีกหน้าปั๊มที่เราเติมกัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าราคาน้ำมันขายปลีกที่เราเติม เป็นคนละตัวกับราคาน้ำมันดิบ และราคาหน้าโรงกลั่น เพราะหลังจากขุดน้ำมันออกมาแล้ว ต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมามากมาย ดังนี้

โครงสร้างราคาน้ำมัน

1. ราคาหน้าโรงกลั่น คือ ส่วนต่างกำไรที่ธุรกิจโรงกลั่นจะได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ โดยคิดมาจาก “ค่าการกลั่น” ซึ่งเป็นต้นทุนจากเนื้อน้ำมันดิบ บวกด้วยค่าดำเนินการกลั่น และต้นทุนค่าขนส่ง ทั้งนี้ ค่าการกลั่นของไทยจะอ้างอิงตามตลาดสิงคโปร์

2. ภาษีที่จ่ายให้รัฐบาล แบ่งออกเป็น

  • ภาษีสรรพสามิต น้ำมันแต่ละชนิดจะมีอัตราเรียกเก็บที่แตกต่างกันไป
  • ภาษีเทศบาล เรียกเก็บเพื่อเป็นเงินอุดหนุนในพื้นที่ที่มีโรงกลั่นตั้งอยู่ ในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 7% เช่นเดียวกับสินค้าอื่น ๆ ทั่วไป

 

3. เงินกองทุนน้ำมัน โดยมีด้วยกัน 2 กองทุน ได้แก่

  • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเป็นเงินสำรองไว้ใช้ตอนที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น ก็จะดึงเงินตรงนี้่มาพยุงไม่ให้ราคาแพงเกินไป ซึ่งน้ำมันแต่ละชนิดจะมีอัตราเรียกเก็บไม่เท่ากัน
  • กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำไปส่งเสริมพลังงานทดแทนในประเทศ น้ำมันทุกชนิดโดนเก็บเท่ากันที่ 0.10 บาท/ลิตร

 

4. ค่าการตลาด คือ ส่วนที่เป็นเหมือนกำไรขั้นต้นของปั๊มน้ำมัน

ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถกำหนดเองได้ แต่จะมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดโดยกระทรวงพลังงาน โดยให้กรอบค่าการตลาดไว้ว่าขึ้นลงได้ไม่เกินช่วงราคาเท่าไร

ราคาน้ำมัน 1 ลิตร มีค่าอะไรที่ต้องจ่ายบ้าง?
ภาพจาก : กระทรวงพลังงาน

FinSpace

ที่มาบทความ: https://www.finspace.co/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99/

มีเงิน 500,000 บาทแล้ว DCA อีกกี่ปีถึงจะมีเงินล้าน?

planet 46
มีเงิน 500,000 บาทแล้ว DCA อีกกี่ปีถึงจะมีเงินล้าน?

หากคุณเป็นชาวมนุษย์เงินเดือนที่อยากมุ่งสู่เป้าหมายการมีล้านแรกในชีวิต และตอนนี้เก็บเงินมาได้ครึ่งทางแล้ว (500,000 บาท) แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อดี บทความนี้ถูกสร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพราะเราจะพามาดูว่าคุณต้องลงทุนแบบ DCA ด้วยเงินเท่าไร และใช้ระยะเวลากี่ปีจึงจะมีเงินล้านแรก พร้อมนำทริคดี ๆ ที่จะทำให้คุณเดินทางไปถึงเส้นชัยล้านแรกได้เร็วขึ้นมาฝากด้วย

DCA นั้นสำคัญไฉน?

DCA (Dollar-Cost Averaging) เป็นรูปแบบการลงทุนอย่างหนึ่งที่มีหัวใจสำคัญคือ ‘ความสม่ำเสมอ’ ด้วยการลงทุนในจำนวนเงินที่เท่ากันแต่ละงวด โดยไม่คำนึงถึงราคาของสินทรัพย์ ดังนั้นต้นทุนจะถูกถัวเฉลี่ยในทุกงวดที่ลงทุน

ข้อดีของ DCA คือเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินลงทุนไม่สูงมาก ไม่ต้องคอยจับจังหวะตลาด (ซึ่งบางทีการจับจังหวะตลาดก็สร้างผลตอบแทนได้น้อยกว่าการ DCA ด้วย) เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย รวมทั้งเป็นการสร้างวินัยการออมด้วยการลงทุนแบบสม่ำเสมอ 

เราก็ได้รู้ความสำคัญของการ DCA ไปแล้ว ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่าด้วยเงินลงทุนตั้งต้น 500,000 บาท ที่คุณมีอยู่ตอนนี้ จะต้อง DCA ด้วยเงินลงทุนต่อปีเท่าไร และกี่ปีจึงจะถึงเส้นชัยของเป้าหมายการมีล้านแรก

มีเงิน 500,000 บาทแล้ว DCA อีกกี่ปีถึงจะมีเงินล้าน?

ตารางด้านบนเป็นแบบจำลองการลงทุนด้วย “แผนการลงทุน 1st Million” ของ Finnomena Funds แผนการลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความต้องการเก็บเงินล้านแรกในชีวิต และสร้างวินัยในการออมไปพร้อมกัน โดยแผนนี้เริ่มลงทุนเพียงเดือนละ 2,500 บาท (รวมปีละ 30,000 บาท) มีการกระจายพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ตั้งแต่ระดับ 4 เสี่ยงต่ำ ไปจนถึงระดับ 7 เสี่ยงสูง (สำหรับในตารางจะคำนวณจากความเสี่ยงระดับ 7) โดยแผนนี้คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนแบบทบต้นที่ปีละ 8%

จากตารางจะเห็นได้ชัดเลยว่ายิ่งเพิ่มจำนวนเงินลงทุนต่อปีมากขึ้นก็จะช่วยลดระยะเวลาลงทุนให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นตามไปด้วย และยิ่งเราเริ่มลงทุนเร็ว เราก็จะยิ่งได้เปรียบเพิ่มขึ้นอีก


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

เก็บเงินลงทุนวันละ 100 บาท ก็มีเงินล้านได้ !?

planet 46
เก็บเงินลงทุนวันละ 100 บาท ก็มีเงินล้านได้ !?

“ล้านแรกมักหายากที่สุด แต่หากหาได้แล้ว ล้านต่อไปก็จะง่ายขึ้น” เป็นประโยคที่เรามักจะเห็นหรือได้ยินกันบ่อย ๆ แต่ประโยคนี้มันเป็นจริงหรือเปล่า?

วันนี้จึงขอพาทุกคนมาดูวิธีสร้างเงินล้านแรกด้วยการเก็บเงินลงทุนเพียงวันละ 100 บาท เท่านั้น!! จะต้องทำอย่างไรบ้าง และจะใช้ระยะเวลากี่ปีถึงจะมีเงินล้านแรก ติดตามไปพร้อมกันผ่านบทความนี้ได้เลย แล้วจะรู้ว่า “ล้านแรกไม่ยากอย่างที่คิด”

เก็บเงินลงทุนวันละ 100 บาท ก็มีเงินล้านได้ !?

ตารางด้านบนเป็นแบบจำลองการลงทุนด้วย “แผนการลงทุน 1st Million” ของ Finnomena Funds แผนการลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความต้องการเก็บเงินล้านแรกในชีวิต และสร้างวินัยในการออมไปพร้อมกัน โดยแผนนี้ใช้เงินลงทุนตั้งต้นที่ 5,000 บาท และใช้เงินลงทุนต่อเดือนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,500 บาท มีการกระจายพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ตั้งแต่ระดับ 4 (เสี่ยงต่ำ) ไปจนถึงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) โดยแผนนี้คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5-8% ต่อปี (ไม่ใช่การการันตี) ซึ่งในตารางจะคำนวณจากผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นที่ 8% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย. 2567) ทั้งนี้จะไม่นับรวมปัจจัยอื่นที่อาจทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาของการคำนวณผ่านระบบสร้างแผนของ Finnomena Funds ผลตอบแทนคาดการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

โดยในตารางจะเป็นการเก็บเงินวันละ 100 บาท เพื่อมาลงทุนในแผน 1st Million จะเท่ากับว่าเราลงทุนเดือนละ 3,000 บาท (100 บาท x 30 วัน) หรือปีละ 36,000 บาท โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 5,000 บาท ด้วยเงินลงทุนจำนวนนี้จะทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายการมีล้านแรกได้ภายในระยะเวลา 15 ปี

หรือใครคิดว่า 15 ปี ดูนานไปหน่อยสำหรับการเก็บเงินล้านแรก ก็อาจจะลองเพิ่มจำนวนเงินลงทุนดูก็ได้ ตัวอย่างเช่น หากเรามีรายได้เยอะขึ้น เราก็อาจจะเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เป็นวันละ 200 บาท จะเท่ากับว่าเราลงทุนเดือนละ 6,000 บาท (200 บาท x 30 วัน) หรือปีละ 72,000 บาท ก็จะทำให้สามารถไปถึงเป้าหมายการมีล้านแรกเร็วขึ้นอีก จะเห็นได้ว่ายิ่งเพิ่มจำนวนเงินลงทุนมากขึ้น ก็จะช่วยลดระยะเวลาลงทุนให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นตามไปด้วย และยิ่งเราเริ่มลงทุนเร็ว เราก็จะยิ่งได้เปรียบเพิ่มขึ้นอีก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการลงทุน ลงทุนไปเรื่อย ๆ เน้นความสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญ หนทางสู่การมีล้านแรกไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

วางแผนเงินลงทุนได้หลากหลาย เพื่อทุกเป้าหมายที่เป็นจริงได้ด้วย Goals Navigator

Finnomena Funds
วางแผนเงินลงทุนได้หลากหลาย เพื่อทุกเป้าหมายที่เป็นจริงได้ด้วย Goals Navigator

วางแผนเงินลงทุนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นด้วย “Finnomena Funds Goals Navigator” ตัวช่วยให้คุณสามารถกำหนดล่วงหน้าได้ว่าในอนาคตจะลงทุนเงินก้อนเท่าไรในช่วงเวลาใด ครอบคลุมการบริหารเงินลงทุนทุกบาททุกสตางค์

ทั้งเงินลงทุนตั้งต้น รายได้ประจำ และเงินก้อนจากแหล่งอื่น ๆ ในอนาคต รวมถึงวางแผนเงิน DCA รายเดือนที่สามารถปรับเพิ่มเงินลงทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปีได้ ทำให้เห็นภาพรวมแผนการลงทุนชัดเจนขึ้น และบริหารเงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มุ่งสู่ความสำเร็จของทุกเป้าหมายได้อย่างมืออาชีพ

  • วางแผนลงทุนจากเงินก้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น เงินก้อนจากโบนัส เงินก้อนจากการขายกองทุนภาษี เงินฝากครบกำหนด เงินมรดก หรือเงินบำเหน็จบำนาญ
  • ปรับเพิ่มเงินลงทุนแบบ DCA เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี
  • กำหนดเป้าหมายการลงทุน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เฉพาะของคุณ เพื่อสร้างแผนการลงทุนที่มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด
  • รับคำแนะนำการลงทุนรายบุคคล ในพอร์ตที่มีความเสี่ยงเหมาะสม ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้จริง

 

วางแผนเงินลงทุนได้หลากหลาย เพื่อทุกเป้าหมายที่เป็นจริงได้ด้วย Goals Navigator

ทำไมต้องใช้ Finnomena Funds Goals Navigator?

  • นวัตกรรมวางแผนลงทุนจัดพอร์ตระดับโลกที่จะช่วยให้ทุกเป้าหมายของคุณสำเร็จได้ในทุกสถานการณ์
  • ดูแลคุณอย่างใกล้ชิดโดยทีมที่ปรึกษาการลงทุนที่ได้รับความเห็นชอบจาก สำนักงาน ก.ล.ต.
  • การันตีความเชี่ยวชาญด้วยรางวัล Global Private Banker Innovation Awards ปี 2023
  • ใช้เงินลงทุนเพียง 500,000 บาท ก็สามารถเข้าถึงบริการวางแผนการลงทุนระดับโลกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

ปัจจุบันมีนักลงทุนวางแผนลงทุนผ่าน Finnomena Funds Goals Navigator แล้วกว่า 660 เป้าหมาย ด้วยเงินลงทุนมูลค่ามากกว่า 667 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ. 2567) ลองให้ “Finnomena Funds Goals Navigator” ช่วยคุณวางแผนทุกเป้าหมายชีวิตด้วยนวัตกรรมที่มาพร้อมกับบริการวางแผนลงทุนจัดพอร์ตระดับโลกหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ทาง Finnomena Funds และ Franklin Templeton ร่วมมือกันพัฒนาและออกแบบ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และเป้าหมายการลงทุน ไม่ว่าคุณอยากมีชีวิตแบบไหน Goals Navigator ก็พร้อมทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้

👉 ลงทะเบียนรับบริการ คลิก >> https://finno.me/gnavi-web


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

รีวิวกองทุน TISCOAI vs MEGA10AI ใครคือผู้ชนะในสนาม AI

Park Kathawut
TISCOAI vs MEGA10AI

Highlight


เชื่อไหมว่า… AI จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเราไปอย่างสิ้นเชิง

AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือใหญ่

AI จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

และ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อโลกอนาคตอันใกล้นี้ แบบที่ใครก็คาดไม่ถึง

หากคุณเชื่อแบบนั้น เราอยากจะพามารู้จักกับ กองทุนหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เราเรียกกันว่า AI: Artificial Intelligence เพื่อไม่ให้พลาดการเกาะขบวนแห่งการเติบโตรอบนี้

ทำไมนาทีนี้ ธีม AI ถึงน่าสนใจ?

1. AI จะเป็นเมกะเทรนด์ของโลก และสร้างกำไรให้บริษัทเทคโนโลยีได้จริง

TISCOAI vs MEGA10AI

Source: gartner.com as of 23/08/2023

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังอยู่ในทิศทางขาขึ้นด้วยพัฒนาการอันรวดเร็ว งานวิจัยจาก Gartner ชี้ให้เห็นว่า Hype Cycle ของกลุ่ม AI ยังมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างมากในช่วง 2-5 ปีถัดจากนี้

TISCOAI vs MEGA10AI

Source: Bloomberg Intelligence as of 01/06/2023

โดยเฉพาะ Generative AI ซึ่ง Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่าจะกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 คิดเป็นอัตราการเติบโต (CAGR) กว่า 42% ในช่วง 10 ปี 

รายได้ที่เกิดขึ้นส่วนใญ่จะไปตกอยู่กับกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ AI Server, AI storage, AI infrastructure as a service และอีกกลุ่มที่น่าจะกินส่วนแบ่งก้อนใหญ่ก็คือผู้ให้บริการ Software ต่าง ๆ ในปัจจุบัน

ซึ่งท้ายสุดแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ล้วนแต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มี Data Center และมีพลังเงินในการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น Microsoft (MSFT), Alphabet (GOOGL), Amazon (AMZN) เป็นต้น

2. Valuation ไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้แพงจนฟองสบู่ และยังมีทางให้ไปต่อ

หุ้นธีม AI หลายตัวกลายมาเป็นบริษัทที่ Market Cap. สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเป็นเรียบร้อย และราคาหุ้นกลุ่มนี้ไม่เคยถูก คำถามคือเราเรียกว่าฟองสบู่ได้หรือยัง? 

หากเทียบกับช่วง Dot Com Crisis ปี 2000 หุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่สุด 10 อันดับแรก เทรดกันที่ P/E 52 เท่า ส่วนปัจจุบันเทรดกันบน P/E 28 เท่า หากดูตามนี้ก็ถือว่ายังห่างไกลกับคำว่าฟองสบู่

3. ดอกเบี้ยพีคแล้ว เป็นเวลาของหุ้นเติบโต Outperform

อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ค้างอยู่ในระดับสูงมานานแล้ว โดยอยู่ที่ 5.25-5.50% มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 เป็นระดับสูงสุดในรอบ 23 ปี 

แม้ว่า Fed จะเลื่อนการลดดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยแน่นอนแล้ว และหากเปลี่ยนทิศเป็นทิศทางดอกเบี้ยขาลงเมื่อไหร่ ก็จะเป็นโอกาสให้หุ้น Growth กลับมา Outperform อีกครั้ง

กองทุนที่เน้นลงทุนหุ้น AI มีอะไรบ้าง

สำหรับใครที่ตามหากองทุนที่มีเน้นการลงทุนแบบโฟกัสในหุ้น AI อย่างแท้จริง และมีกลยุทธ์คัดเลือกหุ้น AI โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากหุ้นเทคโนโลยีทั่วไป ปัจจุบันมีให้เลือก ได้แก่

 

แต่บทความนี้อยากจะพาไปเจาะรายละเอียดกับ 2 กองทุน AI มาแรงที่มีนักลงทุนสนใจกันมาก นั่นคือ TISCOAI และ MEGA10AI พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ ว่ากองไหนเหมาะกับใครมากกว่ากัน

รีวิวกองทุน TISCOAI

TISCOAI vs MEGA10AI

นโยบายการลงทุน: ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Xtrackers AI and Big Data โดยจะคัดเลือกบริษัทที่มีสิทธิบัตรด้าน AI และ Big Data ทั้งหมด 88 บริษัทที่อยู่ในดัชนี Nasdaq Global Artificial Intelligence and Big Data (NYGBIG) ซึ่งมีเงื่อนไขคือต้องมี Market Cap. มากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เน้นหาหุ้นที่สร้างนวัตกรรมใหม่จากข้อมูลสิทธิบัตรใน 7 ธีม ได้แก่ Deep Learning, Image Recognition, Natural Language Processing (NLP) & Chatbots, Big Data, Cloud Computing และ Cybersecurity

จุดเด่น: ระยะแรกเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา AI มาระดับหนึ่งแล้ว ส่งผลให้ผลตอบแทนช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างโดดเด่น แต่ใน Universe การลงทุนก็เปิดโอกาสให้สามารถเลือกหุ้นได้ทั่วโลก ทั้งที่เป็น Large-cap, Mid-cap และ Small-cap จึงมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตแต่ละครั้ง เพื่อรับโอกาสการเติบโตในเฟสถัด ๆ ไป

ตัวอย่างหุ้น Top 10 Holding (คิดเป็นสัดส่วน 47.08%% ของทั้งหมด)

  1. Nvidia 7.66%
  2. Meta Platforms 5.42%
  3. Amazon 5.12%
  4. Alphabet 4.96%
  5. Microsoft 4.53%
  6. Salesforce 4.26%
  7. Bank of America 3.92%
  8. Apple 3.89%
  9. Samsung Electronics 3.85%
  10.  SAP SE 3.48%

รีวิวกองทุน MEGA10AI

TISCOAI vs MEGA10AI

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งที่เป็นบริษัทผู้ผลิต และผู้พัฒนาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ 4 ธีมหลัก ได้แก่ Generative AI, AI Software, AI Service และ AI Data & Infrastructure โดยจะคัดเลือกเพียง 10 หุ้นที่มี Market Cap. สูงสุด และมีสภาพคล่องสูงเท่านั้น 

จุดเด่น: ใช้หลักการเลือกหุ้นแบบ Rule Based Investing Approach ที่ชัดเจน คือดูในเรื่องความเกี่ยวข้องกับ AI อย่างมีนัยสำคัญ งบ R&D ที่บริษัทใช้พัฒนา และโฟกัสเฉพาะหุ้น Large-cap ในพอร์ตเพียง 10 ตัวเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมี Class ของกองทุนให้เลือกหลากหลาย ทั้งชนิดสะสมมูลค่า MEGA10AI-A และรูปแบบกองทุนลดหย่อนภาษี MEGA10AI-SSF MEGA10AIRMF

ตัวอย่างหุ้น Top 10 Holding (กระจายลงทุนแบบ Equal Weight)

  1. Microsoft
  2. Nvidia
  3. Alphabet
  4. Meta
  5. TSMC
  6. Apple
  7. Amazon
  8. Oracle
  9. Broadcom
  10. Salesforce

เปรียบเทียบ TISCOAI vs MEGA10AI เลือกกองทุนไหนดี?

TISCOAI vs MEGA10AI

สรุปแล้วจะเห็นว่าทั้ง 2 กองทุนมีธีมหลักที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เหมือน ๆ กัน แต่จุดแตกต่างคือการลงทุนใน MEGA10AI-A นั้นกระจุกอยู่ที่หุ้น Big Tech เพียง 10 บริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้ชนะในการพัฒนาเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง โตแล้วล้มยาก และมีโอกาสทิ้งห่างคู่แข่งไปเรื่อย ๆ  

ส่วน TISCOAI แม้หน้าหุ้น 10 ตัวแรกจะใกล้เคียงกัน แต่คิดเป็นครึ่งเดียวของพอร์ต แปลว่ายังมีการกระจายการลงทุนไปยังหุ้น Mid-Small Tech อีกทั้งนโยบายของกองทุนยังเปิดกว้างให้ลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยจะเห็นว่ามีชื่อของ Samsung Electronics ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้เป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตด้วย ดังนั้น ข้อดีของ TISCOAI จึงเป็นเรื่องของการจัดพอร์ตที่ยืดหยุ่นกว่า เน้นค้นหาโอกาสที่ยังมองไม่เห็น จากบริษัทที่มีสิทธิบัตรด้าน AI เพื่อรับ Upside สูงในอนาคต 

เปรียบเทียบกองทุน TISCOAI vs MEGA10AI ด้วยตัวเอง คลิกที่นี่ 

ล่าสุด (3 พ.ค. 2024) FundTalk Contrarian Call แนะนำเข้าลงทุนในกองทุน TISCOAI เพราะคาดว่าหุ้นโลกสไตล์เติบโตจะกลับมา Outperform โดยเฉพาะ AI Theme และผู้ชนะในอุตสาหกรรมนี้คือเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ผลิตชิป Cloud Provider

อ่านเพิ่มคลิกเลย ▶️ www.finnomena.com/fundtalk/call-us-ai


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Gartner.com, Bloomberg Intelligence, Nasdaq Global AI and Big Data Index, Fund Fact Sheet TISCOAI, Fund Fact Sheet MEGA10AI

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Mr.Messenger Call: Take Profit หุ้นเวียดนามทำกำไร 8% พร้อมหมุนเงินลงทุนต่อในหุ้นญี่ปุ่น หุ้นเติบโต

Bank - The Trend Follower Investor
Mr.Messenger Call ขายหุ้นเวียดนามทำกำไร 8%

แนะนำขายกองทุนหุ้นเวียดนาม PRINCIPAL VNEQ-A เพื่อล็อกกำไรระดับ 8% แล้วหมุนเงินเข้าลงทุนต่อในตลาดที่ยังมีโอกาส เช่น หุ้นญี่ปุ่น หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์

Mr.Messenger ได้ออกคำแนะนำ Mr.Messenger Call: ถึงเวลาลงทุนหุ้นเวียดนาม หลังดัชนีทำสัญญาณกลับตัว เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2024 ที่ผ่านมา โดยหลังจากออกคำแนะนำ กองทุนที่แนะนำ PRINCIPAL VNEQ-A ปรับตัวขึ้น 8.8% (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2024) 

ล่าสุดดัชนี VN30 ที่ใช้อ้างอิงคำแนะนำปรับตัวขึ้นถึงระดับ 1,306 จุด ซึ่งเป็นระดับ Take Profit ที่เคยให้ไว้ Mr.Messenger Call จึงแนะนำ Take Profit กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A เพื่อล็อกกำไร สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนตามคำแนะนำ

พร้อมแนะนำเข้าลงทุนใหม่ตามคำแนะนำอื่น ๆ ของ Mr.Messenger Call ดังนี้ 

 

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนกองทุนหุ้นเวียดนามตามคำแนะนำ MEVT Call สามารถดูรายละเอียดคำแนะนำได้ที่ https://www.finnomena.com/opphub/

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund
จัดทำโดยบลป.เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ FINNOMENA FUNDS ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

พอร์ต All Balance จัดพอร์ตสมดุล สร้างผลตอบแทนระยะยาว

Finnomena Funds
พอร์ต All Balance จัดพอร์ตสมดุล สร้างผลตอบแทนระยะยาว

รับคำปรึกษาจาก Investment Advisor เกี่ยวกับพอร์ต All Balance ฟรี! คลิกเลย >> รับคำปรึกษาลงทุน <<

เมื่อพูดถึงการจัดพอร์ตลงทุน เป้าหมายหลักของทุกคนมักจะหนีไม่พ้นเพื่อการเก็บเงินก้อนให้ได้อย่างที่ตัวเองฝันไว้ จะสิบล้าน ยี่สิบล้าน หรือร้อยล้านก็ตามแต่ศักยภาพในการหารายได้ของแต่ละคน และนำเงินที่ได้ไปลงทุนต่อให้งอกเงยไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ พอร์ต All Balance เป็นพอร์ตการลงทุนแนะนำที่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง มีการสร้างสมดุลด้วยการกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์หลัก บนเป้าหมายผลตอบแทน 7-9% ต่อปี (ไม่ใช่การการันตี) และมีระดับความผันผวนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้น

พอร์ต All Balance จัดพอร์ตสมดุล สร้างผลตอบแทนระยะยาว

พอร์ต All Balance สร้างด้วยวิธีอย่างไร

พอร์ต All Balance สร้างด้วย Black Litterman Model ที่พิจารณาทั้งผลตอบแทน ความผันผวน และความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อมูลแบบ Historical นอกจากนี้ Model ดังกล่าวยังใช้ข้อมูลมุมมองการลงทุนของ Finnomena Funds เพื่อตัดสินใจเลือกสินทรัพย์

การใช้ Black Litterman Model จึงเหมาะสมกับนักลงทุนในปัจจุบันเนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างการใช้เทคโนโลยีผ่าน Historical Data และประสบการณ์ผ่านมุมมองการลงทุนของ Finnomena Funds

Past Performance ของพอร์ต All Balance

พอร์ต All Balance จัดพอร์ตสมดุล สร้างผลตอบแทนระยะยาว

ผลตอบแทนย้อนหลังของ All Balance Portfolio ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2024

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บริการ Rebalancing และปรับพอร์ตตลอดระยะเวลาการลงทุน

ข้อดีที่สำคัญของการลงทุนในพอร์ต All Balance คือการมีทีมผู้เชี่ยวชาญการลงทุนจาก Finnomena Funds มาทำการอัปเดต Black Litterman ให้อย่างต่อเนื่องทุกปีเพื่อทำการปรับสัดส่วนการจัดสรรการลงทุนในแต่ละชนิดหลักทรัพย์ ทำการเลือกกองทุนที่มีแนวโน้มที่ดีจากทุกกองทุนที่มีในท้องตลาด และส่งคำแนะนำการปรับพอร์ตให้กับผู้ดูแลของนักลงทุน รวมถึงแจ้งเตือนทางอีเมล และระบบ Notification ของแอปฯ

นอกจากนี้ยังมีบริการ Rebalance คือการเข้าซื้อเพิ่มในกรณีที่สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งในพอร์ตราคาปรับลงมาก การขายทำกำไรในกรณีที่สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้นมาก หรือเป็นกลไกการ “ซื้อถูก ขายแพง” นั่นเอง ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

พอร์ต All Balance เหมาะกับใคร

พอร์ต All Balance เหมาะกับท่านนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง และต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนทบต้นบนเป้าหมาย 7-9% ต่อปี (ไม่ใช่การการันตี) ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนของคุณเติบโตเป็นสองเท่าในระยะเวลาประมาณทุก ๆ 9 ปี

โดยนักลงทุนสามารถเพิ่มเงินลงทุน ทั้งลักษณะการลงทุนเป็นเงินก้อน และการซื้อสม่ำเสมอเป็นรายเดือน (DCA) ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเงินของท่านจะถูกกระจายลงทุนในหลายชนิดสินทรัพย์อย่างสมดุล ซึ่งจะเป็นการทำให้เงินลงทุนเติบโตไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้เร็วขึ้น

โดยสรุป พอร์ต All Balance เป็นพอร์ตการลงทุนแนะนำที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการจัดพอร์ตการลงทุนระยะยาวเพื่อเป้าหมายการเก็บเงินก้อน โดยเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง มีการสร้างสมดุลโดยกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์หลัก บนเป้าหมายผลตอบแทน 7-9% ต่อปี และมีระดับความผันผวนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้น โดยทาง Finnomena Funds จะมีการปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับมุมมองระยะยาว และการทำ Rebalance พอร์ตให้ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาลงทุน

เริ่มต้นสร้างแผน All Balance ได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/all-balance

รับคำปรึกษาจาก Investment Advisor เกี่ยวกับพอร์ต All Balance ฟรี! คลิกเลย >> รับคำปรึกษาลงทุน <<


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน I สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort”

Finnomena Funds Market Alert : หุ้นฮ่องกงร่วง 2% กังวลผลประกอบการของบริษัทในจีน

Finnomena Funds

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2024) ดัชนีหุ้นฮ่องกง Hang Seng (HSI) และดัชนี HSCEI หรือหุ้นจีน H-Share ปรับตัวลงกว่า 2% หลังจากบริษัท Li Auto ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พลังงานสะอาด (EV) ของจีน รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ลดลง 37% YoY อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เนื่องจากการส่งมอบรถไม่เป็นไปตามที่คาด และอัตรากำไรขั้นต้นถูกกดดันจากสงครามราคาของตลาด EV จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น Li auto ร่วงแรงกว่า 18% ทำจุดต่ำสุดในรอบ 15 เดือน รวมทั้งยังสร้างความกังวลเพิ่มเติมต่อตลาดเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทในจีน

นอกจากนี้ Goldman Sachs รายงานว่านักวิเคราะห์ได้ปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี MSCI China ลง 3.9% ในปีนี้ 

Finnomena Funds มองว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้นฮ่องกงครั้งนี้เป็นเพียงเชิงปัจจัยลบตาม Sentiment ระยะสั้น รวมทั้งความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นจีน และตลาดหุ้นฮ่องกงจะเริ่มดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นและความพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคอสังหาฯอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงระดับ valuation ของดัชนี CSI 300 ที่มี 12-m forward PE ที่ 11.42  เท่า หรือ -0.46 S.D. ขณะที่ดัชนี Hang Seng มี 12-m forward  PE ที่ 8.57 เท่า หรือ -1.65 S.D. เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี เรายังแนะนำทยอยสะสมในกองทุน MEGA10CHINA-A และ B-CHINE-EQ

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)

FundTalk Call: จีนแผ่นดินใหญ่ A-Shares ฟื้นตัว รับยาแรงมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จริงจัง

Jet - The Contrarian Investor

FundTalk Contrarian Call แนะนำเข้าลงทุนหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุน SCBCHAA ในสัดส่วนจีนโดยรวมของพอร์ตไม่ควรเกิน 20% หลังภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัว และการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงจังของภาครัฐ

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ภาพของตลาดหุ้นจีนทั้ง A-Shares และ Hang Seng ทำผลงานดีต่อเนื่อง จากความพยายามอันแน่วแน่ของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน การคลัง และการลงทุน 

ล่าสุด “สี จิ้น ผิง” เดินเกมรุกเยือน 3 ประเทศในยุโรปครั้งแรกหลังโควิด โดยมีการพูดคุยเรื่องการค้า พร้อมยกระดับความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส เซอร์เบีย และฮังการี นอกจากนี้ การรายงานตัวเลข PMI ของจีนก็ฟื้นตัวแรง 6 เดือนติดต่อกัน และกลับมาอยู่ในแดนบวกอีกครั้ง

PBOC เริ่มใช้ยาแรงกระตุ้นภาคอสังหาฯ

FundTalk Call: จีนแผ่นดินใหญ่ A-Shares

Source: Bloomberg as of 20/05/2024

ภาคอสังหาริมทรัพย์เคยเป็นประเด็นใหญ่ที่น่ากังวลของตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ล่าสุดเริ่มมีพัฒนาการที่ดี เมื่อธนาคารกลางจีน (PBOC) ออกมาตรการกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยขนานใหญ่ ดังนี้

  • ทุ่มเงินเพิ่ม 3 แสนล้านหยวน เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยของรัฐที่สร้างเสร็จแต่ยังขายไม่ออกทั่วประเทศ
  • ปรับลดสัดส่วนเงินดาวน์ (Down-payment) สำหรับบ้านหลังแรก จาก 20% เป็น 15% และสำหรับบ้านหลังที่สอง จาก 30% เป็น 25% 
  • ยกเลิกดอกเบี้ยเงินกู้บ้านขั้นต่ำทั่วประเทศ (Floor mortgage rate)
  • ลดระดับ Bank RRR ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีการลดเพิ่มอีกในเดือนหน้า

 

ส่งผลให้ภาคอสังหาฯ ที่กดดัน GDP จีนมาตั้งแต่ปี 2022 กว่า 4 แสนล้านหยวน เริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว และเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อการบริโภคในประเทศ

แก้พอร์ตหุ้นจีนอย่างไร เมื่อทั้ง A-Shares และ Hang Seng เกิด Golden Cross

FundTalk Call: จีนแผ่นดินใหญ่ A-Shares Source: TradingView as of 21/05/2024

ตลาดหุ้นจีน Hang Seng Index มีสัญญาณ Golden Cross ที่ Time frame day หลังจากทำจุดต่ำสุดเมื่อปลายปี 2022 โดยลงไปกว่า 53% ก่อนจะฟื้นจากจุดต่ำสุด และปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 35% ในช่วงปีนี้

FundTalk Call: จีนแผ่นดินใหญ่ A-Shares

Source: TradingView as of 21/05/2024

ขณะที่หุ้นจีน A-Shares ก็เกิดสัญญาณ Golden Cross เช่นกัน หลังปรับตัวลงรอบใหญ่เมื่อปี 2022 ประมาณ 48% แต่รีบาวด์จาก Bottom ราว 19% ซึ่งยังเหลือ Upside อีกเยอะกว่าจะกลับไปสู่จุดเดิม 

FundTalk เชื่อว่าจากแรงกดดันภาคอสังหาฯ เริ่มผ่อนคลายแล้ว จากทิศทางเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัว และจากจุดนี้มองว่าหุ้นจีน A-Share จะวิ่งเร็วกว่า Hang Seng จากการกระตุ้นภาคอสังหาฯ และ Real Economy ที่กำลังเกิดขึ้น

จึงแนะนำกองทุน SCBCHAA ที่ลงทุนในหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ โดยสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้พอร์ตหุ้นจีน ด้วยสัดส่วนจีนโดยรวมของพอร์ตไม่ควรเกิน 20%

โอกาสเข้าลงทุน SCBCHAA

SCBCHAA (ชนิดสะสมมูลค่า) เป็นกองทุนที่ลงทุนใน ChinaAMC CSI 300 Index ETF สกุลเงินหยวน (RMB) โดยมีนโยบายการลงทุนแบบ Passive ให้ผลการดำเนินงานเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี CSI300 ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน Hedge CNYTHB ไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ

ผลการดําเนินงานที่ผ่านมา ล้อตามดัชนี CSI 300 ได้ดี

FundTalk Call: จีนแผ่นดินใหญ่ A-Shares

Source: Fact Sheet SCBCHAA as of 31/03/2024

เป็นกองทุนหุ้นจีน A-Share ที่ Hedged ค่าเงินแบบ CNYTHB

FundTalk Call: จีนแผ่นดินใหญ่ A-Shares

Source: Finnomena Funds as of 13/05/2024

โดยทั่วไปแล้ว กองทุนหุ้นจีน A-Share ในไทย จะมีนโยบายค่าเงินแบบ Hedged USDTHB ทำให้ผลตอบแทนโดนกดดันมากทีเดียว เพราะเจอผลกระทบทั้งฝั่งกองทุนหลักที่ USD แข็งค่าเทียบกับ CNY และเสียค่าธรรมเนียม Hedged USDTHB อีกราว 3%

อย่างไรก็ตาม สำหรับกองทุน SCBCHAA (ชนิดสะสมมูลค่า) และ SCBCHA (ชนิดจ่ายปันผล) มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินต่างจากกองทุนอื่น ด้วยการ Hedged CNYTHB แทน เพื่อจะไม่โดนผลกระทบของฝั่ง USD และยังเสียค่า Hedged ที่ต่ำกว่าอีกด้วย

สรุปกองทุนแนะ FundTalk Contrarian Calls อัปเดตล่าสุด 21 พฤษภาคม 2024

FundTalk Call: จีนแผ่นดินใหญ่ A-Shares

ดู Fund Fact Sheet กองทุนแนะนำ

 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/
จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ออกแบบพอร์ต Global Aggressive Hybrid ด้วย US ETF จะเป็นอย่างไร

WealthGuru
ออกแบบพอร์ต Global Aggressive Hybrid ด้วย US ETF จะเป็นอย่างไร

ออกแบบพอร์ต Global Aggressive Hybrid ด้วย US ETF จะเป็นอย่างไร

มาทบทวนกันหน่อยว่า พอร์ต Global Aggressive Hybrid ลงทุนอะไรสัดส่วนเท่าไร

Core

Satellite

Hedging

 

ผมเลือก US ETF ที่ใกล้เคียงกับ Fund ในไทยดังนี้

Core

Satellite

Hedging

 

แนวคิดยังเป็น Core Satellite และ Hedging

โดยแบ่งเป็น ตารางนี้

1. Current คือ เหตุการณ์ในตอนนี้

ถ้ามองว่า Economic Cycle อยู่ใน Phase Recovery หรีอ Slowdown

ในสัดส่วน Defensive Sector และ Growth Sector ใกล้เคียงกัน

Defensive Sector = 25% แยกเป็น XLP  5% และ XLV 20%

Growth Sector = 30%  แยกเป็น XLK 10%  , XLY  5% และ SMH 15%

ที่ Core Value Style ก็สัดส่วนเท่ากับ Growth Style คือ IVE 10% และ QQQ 10%

Hedging คือ ทองคำอยู่ที่ 10%

2. Growth คือ เหตุการณ์เชิงรุก

ถ้ามองว่า Economic Cycle อยู่ใน Expansion

ในสัดส่วน Defensive Sector น้อยกว่า Growth Sector

Defensive Sector = 20% แยกเป็น XLP  10% และ XLV 10%

Growth Sector = 40%  แยกเป็น XLK 15%, , XLY  10%  และ SMH 15%

ที่ Core Value Style ก็สัดส่วนน้อยกว่า Growth Style คือ IVE 10% และ QQQ 5%

Hedging คือ ทองคำอยู่ที่ 10%

3. Defensive คือ เหตุการณ์เชิงรับ

ถ้ามองว่า Economic Cycle อยู่ใน Recession

ในสัดส่วน Defensive Sector มากว่า Growth Sector

Defensive Sector = 30% แยกเป็น XLP  15% และ XLV 15%

Growth Sector = 15%  แยกเป็น XLK 5%  XLY 5% และ SMH 5%

ที่ Core Value Style ก็สัดส่วนน้อยกว่า Growth Style คือ IVE 10% และ QQQ 5%

Hedging คือ ทองคำอยู่ที่ 25%

 

ทุกกรณี S&P500 ยังคงมีสัดส่วน 15% ตลอด

ผลการทดสอบได้ผลดังนี้

ปี 2005-2024 (April)

ปี 2011-2024(April)

สรุปการทดสอบ

ทั้ง 3 model ได้ค่า Sharpe Ratio สูงกว่า S&P500 ทั้งหมด

แต่ Defensive Model จะได้ค่า ความผันผวนและ Max-DD น้อยกว่า Model อื่น ๆ

โดยเฉพาะ Defensive Model มีค่า Max-DD แค่ -3x% ในขณะที่ S&P500 มี Max-DD -5x%

คุณลองนำไอเดียไปปรับใช้ได้นะครับ

กลยุทธ์แบบนี้ปรับตาม Economic Cycle

สนใจลงทุน Global Aggressive Hybrid Portfolio สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/guruport-hyb

WealthGuru


นักลงทุนสายจัดพอร์ต สามารถติดตามรายการใหม่ “Portfolio Mastery – รีวิวทุกข้อมูลพอร์ตการลงทุนที่คุณถือ” ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 1 ทุ่มตรง!

รายการที่จะนำทุกพอร์ตการลงทุนของ Finnomena มาทำการ review เชิงลึกให้นักลงทุนได้ติดตามความเคลื่อนไหวและมุมมองการลงทุน พร้อมกลยุทธ์ที่ใช้ในอนาคต รวมถึงแนะนำพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วง

โดยคุณกิ๊ก กสิณ สุธรรมมนัส หรือ Coach Gigs – The Global Allocation และคุณหยง วศิน ปริธัญ – The Long-term Growth

สำหรับ EP เรื่อง Global Aggressive Hybrid Portfolio สามารถรับชมย้อนหลังได้คลิปด้านล่าง


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FinnomenaPort” 

เจาะลึกกองทุน MPCREDIT-UI ลงทุน Private Credit เอกสิทธิ์สำหรับนักลงทุนรายใหญ่พิเศษ

Finnomena Funds

นอกจากสินทรัพย์ทั่วไปแล้ว เช่น ตราสารหนี้ หุ้น ทอง อสังหาริมทรัพย์ ยังมีสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ให้นักลงทุนไทยได้เข้าไปลงทุนอีกหลายชนิด เช่น Private Credit ผ่านการลงทุนในกองทุน UI หรือ กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ

โดย Private Credit เป็นการระดมเงินจากนักลงทุนเพื่อปล่อยกู้โดยตรง (Direct lending) ให้กับบริษัทเอกชน โดยกองทุนจะได้ดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน

ข้อดีของการลงทุนใน Private Credit คือ

  • ช่วยกระจายการลงทุน เพราะสัมพันธ์กับตลาดการลงทุนโดยรวมต่ำ
  • กองทุนเติบโตสม่ำเสมอจากผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
  • อัตราผลตอบแทนต่อปี (ย้อนหลัง 15 ปี) สูงถึง 9-10%
  • ได้ประโยชน์จากเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่เข้มงวด

 

ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้เป็นการการันตีผลตอบแทนในอนาคต

สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาทางเลือกการลงทุนนอกเหนือจากสินทรัพย์ทั่วไป Finnomena Funds ขอแนะนำกองทุน MPCREDIT-UI กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่ลงทุนใน Private Credit บริหารโดยบริษัทจัดการการลงทุนที่เชี่ยวชาญด้าน Private Assets โดยเฉพาะ


 รู้จักกองทุน MPCREDIT-UI 

MPCREDIT-UI หรือ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไพรเวท เครดิต โซลูชั่น ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย เป็นกองทุน Feeder Fund ที่มีนโยบายลงทุนใน Private credit แบบมีความเสี่ยงต่างประเทศ ลงทุนในกองทุนหลักคือ Apollo Debt Solutions BDC iCapital Offshore Access Fund SPC

กองทุนนี้เน้นลงทุนใน Private Credit เป็นหลัก ผ่านการปล่อยกู้โดยตรง ทั้งในรูปแบบเงินกู้และตราสารหนี้อื่น ๆ โดยปล่อยกู้ให้กับผู้กู้เอกชนขนาดใหญ่ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา 

สัดส่วนการลงทุนของ MPCREDIT-UI

สัดส่วนการลงทุนของกองทุนหลัก | Source: Fund Factsheet as of March 2024

กองทุนมีนโยบายปล่อยกู้ให้กับ บริษัทใหญ่ ที่มีความมั่นคงและมีกระแสเงินสดเข้ามาสม่ำเสมอ เช่น 

  • BDO เครือข่ายบริษัทที่ปรึกษาทางบัญชีระดับโลก 
  • VFS บริษัทช่วยเหลือการยื่นคําร้องขอวีซ่าให้กับรัฐบาลทั่วโลก

ผลตอบแทนย้อนหลังของ MPCREDIT-UI

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลัก | Source: Fund Factsheet as of March 2024

ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้เป็นการการันตีผลตอบแทนในอนาคต


 เจาะลึกนโยบายการลงทุนของ MPCREDIT-UI 

1. เชี่ยวชาญด้าน Private Credit โดยเฉพาะ และมีความมั่นคง

Apollo Asset Management

  • เป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนใน Private Credit
  • เป็นบริษัทจัดการการลงทุนด้าน Private Assets ขนาดใหญ่
  • มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงถึง 650,000 ล้านเหรียญ

ด้วยความใหญ่ของ Apollo ทำให้มีบริษัทเข้ามาขอกู้จำนวนมาก ทำให้ Apollo สามารถคัดบริษัทชั้นนำและมีคุณภาพได้ (อัตราการคัดเลือก 5 ใน 100) สะท้อนผ่านอัตราการผิดนัดชำระหนี้แค่ 0.1% ต่อปี ในช่วงกว่า 15 ปี

 นอกจากนี้ Apollo ยังลงทุนในหลาย Sector โดยบริษัทที่ปล่อยกู้ให้สูงสุดคิดเป็นเพียง 2.9% ของพอร์ตโดยรวม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การลงทุนของ Apollo มีความเสถียร

2. ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่เครดิตดี

กองทุนหลักเป็นกองทุนประเภท semi liquid fund

  • เน้นการให้กู้ยืมแก่บริษัทขนาดใหญ่คุณภาพดีในสหรัฐฯ (EBITDA เฉลี่ย 246 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
  • โดยได้รับการจัดอันดับเครดิต investment grade BBB- โดย S&P, และ Baa3 โดย Moody’s

3. วิเคราะห์บริษัทที่ขอกู้อย่างเข้มข้น

มีกระบวนการวิเคราะห์ผู้กู้ที่เข้มข้น

  • มุ่งเน้นปล่อยกู้ในธุรกิจที่สามารถทนตอสภาพแวดล้อมของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
  • โดยวิเคราะห์เครดิต ปัจจัยพื้นฐาน กระแสเงินสดของบริษัท หลักประกัน กําหนดเงื่อนไขสัญญา
  • มีการบริหารและติดตามแบบ Active

กระบวนการวิเคราะห์เครดิตของกองทุนหลัก | Source: Public Fund Snapshot MPCRED-UI as of March 2024

4. ปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ป้องกันความผันผวน

  • อัตราดอกเบี้ยของตราสาร Private Credit เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เกือบทั้งหมด (97%) โดยเป็นการปล่อยกู้แบบมีหลักประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กองทุน และลดความผันผวน
  • นอกจากนี้ สินเชื่อที่ปล่อยกู้จัดเป็นประเภท First Lien (เป็นเจ้าหนี้ลำดับชั้นแรก) 100% ในกรณีบริษัทผิดนัดชำระหนี้ จะมีสิทธิก่อนหน้าผู้ถือหุ้นกู้และผู้ถือหุ้นในการเรียกเอาทรัพย์

 

สัดส่วนการลงทุนแยกตามประเภทของสินทรัพย์ | Source: Fund Factsheet as of March 2024


 เช็กให้ชัวร์ คุณเป็นนักลงทุนรายใหญ่พิเศษหรือไม่? 

สำหรับกองทุน MPCREDIT-UI ที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่มีความเฉพาะตัว (ความเสี่ยงระดับ 8+) ผู้ลงทุนจะต้องเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ หรือ UHNW เท่านั้น

การเป็น UHNW (ในกรณีของบุคคลธรรมดา) จะต้องผ่านคุณสมบัติ 2 ด้าน คือ 1.) ฐานะทางการเงิน และ 2.) ความรู้หรือประสบการณ์ ดังนี้

1. เกณฑ์ฐานะทางการเงิน UHNW (ผ่านเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง)

  • รายได้ไม่น้อยกว่า 6 ล้านบาทต่อปี
  • เงินลงทุนไม่รวมเงินฝากไม่น้อยกว่า  15 ล้านบาท 
  • เงินลงทุนรวมเงินฝากไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท
  • สินทรัพย์สุทธิไม่น้อยกว่า 60 ล้านบาท

 

2. เกณฑ์ความรู้หรือประสบการณ์ UHNW* (ผ่านเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง)

  • มีประสบการณ์การลงทุนย้อนหลังในสินทรัพย์เสี่ยงเป็นประจำและต่อเนื่อง
  • มีประสบการณ์ทำงานด้านการบริหารการเงินและการลงทุน 
  • มีความรู้ความเข้าใจในหลักทรัพย์ที่ลงทุนอย่างเพียงพอ
  • เป็นผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้วางแผนการลงทุนที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.
  • ได้รับวุฒิบัตรหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง ดังนี้ CFA, CISA, CAIA หรือ CFP

 

*เกณฑ์ความรู้หรือประสบการณ์จะเป็นไปตามดุลพินิจของผู้ให้บริการแต่ละราย

 ศึกษาข้อมูลเต็ม ๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติของ UHNW คลิกที่นี่ 👇

 รายละเอียดอื่น ๆ ของกองทุน 

  • ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2567
  • MPCREDIT-UI เป็นกองทุนรวม Feeder Fund กลุ่ม Miscellaneous ที่มีนโยบายลงทุนใน Private credit แบบมีความเสี่ยงต่างประเทศ 
  • ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Apollo Debt Solutions BDC iCapital Offshore Access Fund SPC
  • มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก โดยกองทุนหลักจะลงทุนในกองทุนอ้างอิงที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ประเภท Private Credit
  • กองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) 
  • นโยบายการจ่ายปันผล ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ 1.5%
  • ค่าธรรมเนียมขาย ไม่มี
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 500,000 บาท 
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป 100,000 บาท 

สามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/ 


อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | กองทุน UI จะเสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น โดยกองทุนประเภทนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน และไม่ถูกจำกัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนได้ในระดับสูงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บลจ.แอสเซท พลัส : Promotion กองทุน SSF, LTF, RMF, ThaiESG ลงทุนภายใน 28 มิถุนายน 2567

Finnomena Editor

โปรโมชั่น ส่งเสริมการขาย สำหรับผู้ลงทุน กองทุนประเภท LTF, RMF, SSF และ TESG  ในช่วงเดือน เมษายน – มิถุนายน 2567  ดังนี้ 


คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

5 ตัวเลขต้องรู้ คัดกองทุนเด่นแบบเน้นๆ

Finspace
5 ตัวเลขต้องรู้ คัดกองทุนเด่นแบบเน้นๆ

สำหรับคนที่มีความคิดอยากเริ่มลงทุนในกองทุนรวม แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะเลือกกองทุนโดยเริ่มจากตรงไหน

วันนี้ FinSpace จึงได้สรุปเป็นไกด์ไลน์แบบชัดๆ มาฝากกัน ว่าถ้าอยากคัดกองทุนดี ผลดำเนินงานเด่น มีอะไรบ้างที่เราต้องสนใจ

5 ตัวเลขต้องรู้ คัดกองทุนเด่นแบบเน้นๆ

1. ผลตอบแทนย้อนหลัง

บอกอะไร : ภาพรวมผลดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม
ดูยังไง : ยิ่งมาก ยิ่งดี

2. Standard Deviation

บอกอะไร : ความเหวี่ยงหรือความผันผวนของกองทุน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย
ดูยังไง : ยิ่งน้อย ยิ่งดี

3. Sharpe Ratio

บอกอะไร : ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง หมายความว่า ณ ความเสี่ยงเท่ากัน กองทุนไหนทำผลตอบแทนได้มากกว่า
ดูยังไง : ยิ่งมาก ยิ่งดี

4. Maximum Drawdown

บอกอะไร : ผลขาดทุนสูงสุดในอดีตที่ผ่านมา
ดูยังไง : ยิ่งติดลบน้อย ยิ่งดี

5. ค่าธรรมเนียม

บอกอะไร : ค่าใช้จ่ายเวลาซื้อ-ขาย, ค่าบริหารจัดการรายปี
ดูยังไง : ยิ่งน้อย ยิ่งดี

สิ่งสำคัญ คือ การเปรียบเทียบตัวเลขต่างๆ ควรเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม (Benchmark) และกองทุนอื่นที่มีนโยบายลงทุนคล้ายคลึงกัน

FinSpace

ที่มาบทความ: https://www.finspace.co/5-financial-numbers-for-mutual-fund/

รีวิวกองทุน MEGA10: โอกาสลงทุนใน 10 บริษัท ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

Mr. Serotonin
รีวิวกองทุน MEGA10

ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนดูวิดีโอด้านล่างนี้ก่อนครับ

นี่คือพลังแห่งอารมณ์ และ แบรนด์ ซึ่งไม่ได้สร้าง 2-3 เดือนเสร็จ แต่นี่คือการปูเส้นทางอันสุดยอดยาวนานของสุดยอด Designer และ Innovator แห่งวงการเทคโนโลยีอย่าง Steve Jobs

หากพูดถึง Steve Jobs หลายคนคงนึกถึง Super นวัตกรรมอย่างไอโฟนหรือคอมพิวเตอร์ iMac ที่ปฏิวัติวงการมือถือและคอมพิวเตอร์แบบเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

ความสุดยอดของสินค้าเหล่านี้ก็คือ ถึงคนจะต้องบุกน้ำลุยไฟ ราคาแพงแค่ไหน แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งไอโฟนแล้ว ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอมแพ้แน่นอน

นี่คือพลังแห่งแบรนด์ในแง่ของธุรกิจซึ่งเปรียบเสมือนพลังและคูเมืองอันยิ่งใหญ่ เพราะอะไร? เพราะธุรกิจที่มีแบรนด์ไม่จำเป็นต้องง้อลูกค้า แต่ลูกค้าต้องตามง้อจึงทำให้ขึ้นราคาสินค้าได้อย่างอิสระสร้างรายได้และกำไรที่เหนือธุรกิจและหุ้นทั่ว ๆ ไป

ในเชิงของการลงทุนแล้ว หุ้นเหล่านี้หากเป็นสินค้าที่คนซื้อเรื่อยไปไม่มีหยุดหรือขึ้นราคาได้เรื่อย ๆ ถือว่าเป็น Superstock ที่ยากจะล้มหายตายจาก อีกทั้งนับวันหากแตกไลน์สินค้าเพิ่มเติมลูกบอลหิมะ (snowball) ลูกนี้มีแต่จะยิ่งมีรายได้ที่แข็งแกร่งทบกันไปเรื่อย ๆ เป็นก้อนใหญ่

นี่จึงเป็นที่มาแห่งสุดยอดกองทุน กองทุนที่สุดแห่งแบรนด์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ สร้างคูเมืองรายได้ที่แข็งแกร่ง กลายเป็นกองทุนหุ้นที่รวมที่สุดแห่งหุ้นแบรนด์ชั้นนำของบริษัทที่จดทะเบียนในอเมริกาน่าลงทุนในระยะยาว

รีวิวกองทุน MEGA10

รีวิวกองทุน MEGA10

กองทุน MEGA10 กองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่สุดแห่งแบรนด์ ในประเทศมหาอำนาจอันดับ 1

หากพูดถึงประเทศมหาอำนาจของโลก อเมริกา ต้องเป็นประเทศแรกแน่ ๆ ที่ทุกคนนึกขึ้นมาในหัว ไม่ว่าจะด้วยระบบระเบียบการปกครอง แนวคิดทุนนิยมที่อาจจะเรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์แบบที่สุด ส่งผลให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีอะไรใหม่ ๆ พัฒนาตลอดเวลา และมีตลาดหุ้นที่เป็นผู้นำโลก สร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงผลตอบแทนดัชนี S&P500 เทียบดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่และอื่น ๆ ที่มา: seekingalpha.com วันที่: 23 เมษายน 2020

กองทุน MEGA10 จะทำการคัดเลือกสุดยอดหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศอเมริกา โดยจะคัดเลือกหุ้นที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและมี market cap หรือความใหญ่ของหุ้นเป็นอันดับต้น ๆ

ส่วนเหตุผลว่าทำไมเราต้องมีการคัด market cap เรื่อย ๆ เหตุผลที่ว่าอาจจะเป็นตามภาพนี้ครับ

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงประวัติศาสตร์หุ้นที่มี Market cap ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มา: visualcapitalist.com วันที่: 21 มิถุนายน 2019

เราจะเห็นได้ว่าสุดยอดหุ้น Big cap ในโลกนี้เปลี่ยนไปไม่มีที่สิ้นสุด

ความยิ่งใหญ่อาจอยู่เพียงช่วงยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการหมุนพอร์ต monitor ไว้บ้าง อาจช่วยป้องกันความเสี่ยงที่ว่าได้บ้างครับ

กองทุนนี้คัดหุ้นเลือกหุ้นอย่างไร?

รีวิวกองทุน MEGA10: โอกาสลงทุนใน 10 บริษัท ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

 

ภาพแสดงการคัดเลือกหุ้นตามแบบฉบับกองทุน MEGA10 ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

กองทุน MEGA10 จะทำการคัดเลือกหุ้นผ่านตัวชูโรงของกองซึ่งหนีไม่พ้นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งสะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ยากจะเลียนแบบ จากนั้นจึงค่อยมาตัดเลือกหุ้นตาม market cap เพื่อลดความเสี่ยง ตามมาด้วยตัวกรองตามมาตรฐานอย่างสภาพคล่อง และท้ายที่สุดแล้วหลังจากผ่านกระบวนการข้างต้นทั้งหมดหุ้นแต่ละตัวจะถูกนำมาจัดน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป

กองทุนนี้คัดหุ้นแบรนด์เด่นอย่างไร?

เป็นที่รู้กันว่าแบรนด์เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้และเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในหัวคนเพียงเท่านั้น

ดังนั้นคำถามที่อาจผุดขึ้นมาในหัวหลาย ๆ คนก็อาจจะเป็น…

แล้วกองทุนนี้มีวิธีคัดเลือกสุดยอดหุ้นที่มีแบรนด์อย่างไร? (แบบไม่มโน)

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุนหุ้นบิ๊กแบรนด์ บิ๊กไซส์ ดีไซน์โดยลงทุนแมน

ภาพแสดงการประเมินวิธีการประเมินมูลค่าแบรนด์ของกองทุน MEGA10 ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

จากภาพเราจะเห็นได้ว่ากองทุนนี้คัดเลือกหุ้นที่มีแบรนด์จากการจัดอันดับของหน่วยงานชั้นนำ เช่น Forbes ที่มีกระบวกการประเมินทางด้านมูลค่าทางการเงินของแบรนด์รวมถึงมูลค่าของตัวแบรนด์ อาทิ คนรู้จักมากแค่ไหนเป็นต้น รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ เช่น Interbrand BrandZ Brand Finance ซึ่งการจัดอันดับเหล่านี้เป็นสาธารณะและตรวจสอบได้

ดังนั้นจึงหายห่วงได้ว่าการจิ้มหุ้นแบรนด์ต่าง ๆ จะมาจากการที่ใครชอบหุ้นตัวไหนไม่ชอบหุ้นตัวไหนมี bias

นโยบายการลงทุนของกองทุน MEGA10

ลงทุนในตราสารทุนที่เป็นผู้นําด้านตราสินค้า (Brand Value) ของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุนจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงสุด และมีสภาพคล่อง 10 บริษัทแรก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 6

สัดส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MEGA10

เน้นหนักลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นที่สุดแห่งการเติบโตอย่าง Communication, Financial และ Technology ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นผู้นำแห่งยุค มีโมเดลธุรกิจที่เติบโตได้ไวไม่แพ้ราคาหุ้น

สัดส่วนหุ้นหลักที่ลงทุน

รีวิวกองทุน MEGA10

หุ้น 10 อันดับแรกเป็นหุ้นที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีมีทั้งตัวที่เป็น Super stock และตัวที่มีศักยภาพสูง มีสตอรี่ความสำเร็จอันสุดยอดผ่านมือการสรรค์สร้างโดยผู้บริหารระดับท็อป ๆ ของยุคมาก่อน

*ข้อมูลบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และการลงทุนของกองทุน MEGA10-A มิได้ลงทุนใน 10 บริษัทข้างต้นนี้เสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทใดใน NYSE / NASDAQ จะเข้าเงื่อนไขตรงกับนโยบายของกองทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง

รีวิวกองทุน MEGA10: กองทุน Supermoat Superbrand ของลงทุนแมน x Talis

ผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน MEGA10 ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

รีวิวกองทุน MEGA10

ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำของกองทุน MEGA10

MEGA10-A

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee): 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนเข้า (Switching in fee): 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนออก (Switching out fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.7120%
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1 บาท

MEGA10-SSF

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนภายใน บลจ. 
    • กองทุนปกติ → SSF: ยกเว้น 
    • SSF → SSF: ไม่เรียกเก็บ 
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนระหว่าง บลจ. 
    • กรณีเป˞นกองทุนต้นทาง: 200 บาท / Transaction 
    • กรณีเป็˞นกองปลายทาง: ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.7120%
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1 บาท

MEGA10RMF

  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนภายใน บลจ. 
    • กองทุนปกติ → RMF: ยกเว้น
    • RMF → RMF: ไม่เรียกเก็บ 
  • ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนระหว่าง บลจ. 
    • กรณีเป˞นกองทุนต้นทาง: 200 บาท / Transaction
    • กรณีเป็˞นกองปลายทาง: ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมรวมรายปี: 1.7120%
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก: 1,000 บาท
  • เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งถัดไป: 1 บาท

ที่มา: เอกสารนำเสนอการขาย บลจ. ทาลิส เดือนพฤศจิกายน 2022

สรุปจุดเด่นกองทุน MEGA10

  • เป็นกองทุนที่คัดเลือกหุ้นบน Top of mind ของผู้บริโภค มีการปกป้องแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจ
  • มีการปรับเปลี่ยนหุ้นตาม market cap ช่วยลดความเสี่ยงหากอันดับหุ้นชั้นนำมีการเปลี่ยนแปลงไป
  • คัดเลือกหุ้นที่มีมูลค่าเหมาะสม เพราะ หุ้นที่ดีหากลงทุนในจังหวะเวลาที่แพงไป อาจกลายเป็นการลงทุนที่แย่

หากจะทิ้งท้ายสั้น ๆ ใครเป็น FC หรือผู้หลงใหลการลงทุนในหุ้นที่มีสุดยอดป้อมปราการ กองทุน MEGA10 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่นักลงทุนไม่ควรพลาดจริง ๆ ครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin


คำเตือน: ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต |  ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน |  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

References