แจ้งเตือน

News Update: SCB Group จัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ SCBX ขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจการเงิน และแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ

THE OPPORTUNITY
News Update: SCB Group จัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ SCBX ขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจการเงิน และแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ

SCB Group จัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ “SCBX” ยกระดับธุรกิจสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาคภายในปี 2025 โดย SCB จะไม่ใช่แค่ธนาคารในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินที่มีธุรกิจธนาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ ที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี DeFi, การขยายตัวของแพลตฟอร์มระดับโลกเข้าสู่ธุรกิจทางการเงิน, พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังโควิด และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทำให้การทำธุรกิจของธนาคารในรูปแบบดั้งเดิมจะถูกลดบทบาทและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไป

ช่วงเวลา 3 ปีจากนี้ เป็นบททดสอบสำคัญของ SCB ที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างคุณค่าใหม่แก่ผู้บริโภคและผู้ถือหุ้น โดยจะเร่งขยายธุรกิจเชิงรุกสู่ธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่ตลาดต้องการ และบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลก

โดยเริ่มจากการก่อตั้งบริษัท SCB Tech X และบริษัท Data X  ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และขยายสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ digital asset business  ในระดับโลกเพื่อเข้าสู่โลกการเงินแห่งอนาคตผ่าน SCB 10X และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

ล่าสุด ร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดตั้ง กองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านเหรียญสหรัฐ มุ่งเน้นการลงทุนใน Disruptive Technology ด้านบล็อกเชน, สินทรัพย์ดิจิทัล, FinTech และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงทั่วโลก

ที่มา: ไทยรัฐ

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

10.10 Double Happiness เลือกให้รางวัลตัวเอง ด้วยไอเท็มที่เลือกเองได้ เพียงสะสมยอดลงทุนตามเป้า ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. – 31 ก.ค. 64

FINNOMENA
BIG-BONUS promotion
FINNOMENA BIG BONUS

เลือกให้รางวัลตัวเอง ด้วยไอเท็มที่เลือกเองได้ เพียงสะสมยอดลงทุนตามเป้า

ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. - 31 ก.ค. 64

FINNOMENA BIG BONUS

กองทุนรวมที่เข้าร่วมโปรโมชั่น

มากกว่า 200 กองทุน จาก 20 บลจ. ทั้งประเภท Equity, Allocation, Property&REITs, Commodities, Bond*

*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน

ตัวอย่างกองทุนที่ร่วมโปรโมชั่น

ONE-UGG-RA

เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

K-CHINA-A(A)

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds – China Fund, Class JPM China I (acc) - USD​ (กองทุนหลัก) ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ตั้งถิ่นฐานหรือดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ในจีน รวมถึงหุ้นจีน A-shares ​

K-USA-A(A)

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Morgan Stanley-US Advantage Fund(กองทุน หลัก) ลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

นัดกันมาลงทุนที่ FINNOMENA

รับโบนัสของขวัญการลงทุนมาแรงในช่วงนี้

เลือกของขวัญที่คุณต้องการ ยอดลงทุนขั้นต่ำเพียง 50,000 บาท

Gift_iMac (Orange)

iMac (Orange) รุ่น 24" ความจุ 256GB

ยอดลงทุน 24,950,000 บาท

Iphone 12 (Purple) 128 GB

ยอดลงทุน 15,950,000 บาท

LG หน้ากากฟอกอากาศ PuriCare (สีขาว) + UV Case

ยอดลงทุน 4,990,000 บาท

Xiaomi Mi Smart Steam Oven Toaster 12L

ยอดลงทุน 1,095,000 บาท

Shopee Voucher

ยอดลงทุน 50,000 บาท

FoodPanda Voucher

ยอดลงทุน 50,000 บาท

LINEMAN Voucher

ยอดลงทุน 50,000 บาท

K-CASH 100 THB

ยอดลงทุน 50,000 บาท

และอื่นๆ อีกมากมาย

*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน

ขั้นตอนในการรับสิทธิ์โปรโมชั่น

เลือกของขวัญ

เลือกของขวัญที่คุณต้องการจากรายการของขวัญ

ยืนยันของขวัญ

ยืนยันรายการเพื่อดูยอดเงินลงทุนรวมที่คุณต้องลงทุน

เริ่มต้นลงทุน

ลงทุนในกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่นตามยอดเงินลงทุนที่กำหนดเพื่อรับรางวัลที่คุณเลือก โดยนับยอดเงินลงทุนรวมทั้งหมด* ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. - 31 ก.ค. 64

รับของรางวัล

รอรับของรางวัลที่คุณเลือกจาก FINNOMENA หลังจากโปรโมชั่นจบลง

เงื่อนไขกิจกรรม

รายละเอียดและเงื่อนไขการเข้าร่วมโปรโมชั่น

  • ระยะเวลาการสะสมหน่วยลงทุนตามโปรโมชั่น เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2564 – 31 กรกฎาคม 2564
  • การรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม ผู้ลงทุนจะต้องกดปุ่ม “เลือกของรางวัล” ผ่านทางหน้าเว็ปไซต์ https://www.finnomena.com/z-admin/campaign-big-bonus/ และกดปุ่ม “ยืนยันของรางวัล” โดยสมบูรณ์จึงจะถือว่าเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ ในการเข้าร่วมโปรโมชั่น
  • ผู้รับสิทธิ์สามารถเลือกของรางวัลได้มากกว่า 1 รายการ  โดยต้องระบุจำนวนชิ้นของรางวัลนั้น ๆ ด้วย  โดยระบบจะคำนวณและสรุปยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิให้ตามรายการและจำนวนของรางวัลที่ผู้รับสิทธิ์กดเลือกไว้
  • รายการของรางวัลชนิดเดียวกัน สามารถใช้สิทธิ์เลือกได้จำนวนสูงสุด 5 ชิ้น ต่อหนึ่งสิทธิ์   ยกเว้น Gift Card หน่วยลงทุน K-CASH สามารถใช้สิทธิ์เลือกได้จำนวนสูงสุด 10 ชิ้น ต่อหนึ่งสิทธิ์
  • การได้รับของรางวัล  ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องสะสมยอดเงินลงทุนสุทธิให้ครบและตรงตามเงื่อนไข จึงจะได้รับของรางวัลตามที่เลือกไว้ได้ โดยระบบจะคำนวณเฉพาะยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิใหม่ที่มีการลงทุนถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของแคมเปญนี้เท่านั้น 
  • ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องทำรายการซื้อกองทุนผ่านแพลตฟอร์ม FINNOMENA และลูกค้าที่ลงทุนกับ FINNOMENA ผ่าน บล. โนมูระ พัฒนสิน สามารถลงทุนเพิ่มเพื่อรับสิทธิ์โปรโมชั่น ผ่านบัญชีของ บล. โนมูระ พัฒนสิน ได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่กับ บลน. ฟินโนมีนา
  • การนับยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิที่เข้าร่วมแคมเปญ
    • บริษัทจะคำนวณจำนวนยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิเฉพาะยอดซื้อและสับเปลี่ยนเข้าหน่วยลงทุนที่เป็นยอดเงินลงทุนใหม่ของกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่นเท่านั้น และผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องคงยอดเงินลงทุนไว้จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 2564  ซึ่งเป็นวันที่บริษัทจะทำการคำนวณยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิของกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้
    • กรณีที่ลูกค้ามีการขายคืน โอนสับเปลี่ยนออก ของกองทุนรวมที่เข้าร่วมโปรโมชั่น ในช่วงระยะเวลาส่งเสริมการขาย จำนวนเงินลงทุนที่เกิดจากการทำคำสั่งดังกล่าวดังกล่าวจะถูกนำไปหักออกจากยอดซื้อและ/หรือ สับเปลี่ยนเข้าในกองทุนนั้น หากยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิของกองทุนนั้นหลังจากหักลบการขายคืน โอนสับเปลี่ยนออก มีมูลค่าน้อยกว่า 0 จะไม่ถูกนำมาคำนวณในยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย
    • ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ผู้รับสิทธิ์ซื้อกองทุน A ซึ่งเข้าร่วมโปรโมชั่น และทำการขายหรือสับเปลี่ยนกองทุน A ออกก่อนวันที่ 31 ก.ค. 64 จำนวนยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิที่นับรวมในโปรโมชั่นจะคำนวณจากยอดซื้อกองทุน A หักออกจากยอดขายหรือสับเปลี่ยนออกของกองทุน A
  • ผู้รับสิทธิ์จะต้องทำการชำระค่าซื้อกองทุนให้เรียบร้อย ภายในวันที่ 31 ก.ค. 64 กองทุนต่างประเทศก่อนเวลา 11.00 น. และกองทุนภายในประเทศก่อนเวลา 14.00 น.
  • กรณีที่ยอดเงินลงทุนของผู้รับสิทธิ์เป็นเป็นเศษสตางค์ ทาง FINNOMENA ขอสงวนสิทธิ์ในการตัดทิ้ง ตัวอย่างเช่น 999,999.99 บาท จะถือว่ามีมูลค่าเท่ากับ 999,999 บาท
  • ในกรณีที่ผู้รับสิทธิ์ลูกค้ามีบัญชีกองทุนมากกว่า 1 บัญชี และลงทุนมากกว่า 1 บัญชี บริษัทจะนำยอดเงินลงทุนของทุกบัญชีมารวมกัน โดยพิจารณาจากเลขบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลัก (ยอดรวมเงินลงทุนของทุกบัญชี)
  • การตรวจสอบและแก้ไขของรางวัล  ผู้รับสิทธิ์สามารถตรวจสอบยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิ และรายการของรางวัลที่เลือกไว้ ได้เองทางหน้าเว็ปไซต์ และสามารถแก้ไขของรางวัลได้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 64 จนถึงวันที่ 9 ส.ค. 64 เท่านั้น
  • การมอบของรางวัลที่เป็นของกำนัล  ทางบริษัทจะส่งจัดส่งของรางวัลให้ผู้รับสิทธิ์ ตามที่อยู่ในการจัดส่ง ที่ผู้รับสิทธิ์แจ้งไว้ ณ ตอนที่กดรับโปรโมชั่น ภายในวันที่ 30 ก.ย. 64  ในกรณีที่ของรางวัลหมด และ/หรือ ยกเลิกนำเข้าและผลิตสินค้าโดยเจ้าของสินค้า ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์มอบเป็นหน่วยลงทุน K-CASH มูลค่าเท่ากับของรางวัลแทน
  • การรับของรางวัลประเภทหน่วยลงทุน K-CASH ผู้รับสิทธิ์ได้ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของการลงทุนตามข้อมูล Fund Fact Sheet ของหน่วยลงทุน K-CASH และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ finnomena.com/fund/k-cash
  • FINNOMENA จะดำเนินการจัดสรรหน่วยลงทุน K-CASH ให้ผู้รับสิทธิ์ตามโปรโมชั่น โดยจะทำการวางคำสั่งซื้อหน่วยลงทุน K-CASH ในบัญชีแผนการลงทุนล่าสุด ที่ไม่ใช่แผนการลงทุน Tax saving ของผู้รับสิทธิ์  หลังจากผู้รับสิทธิ์ดำเนินการตามเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว FINNOMENA จะทำการชำระราคาค่าซื้อให้โดยเรียงลำดับตามเวลาที่เปิดบัญชีและสร้างแผนการลงทุนใหม่สำเร็จของผู้รับสิทธิ์ โดยบริษัทกำหนดวันใดวันหนึ่งไม่เกินวันที่ 25 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้ บริษัทจะแจ้งให้ผู้รับสิทธิ์ทุกท่านทราบ
  • ของรางวัลทุกประเภทไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาของแคมเปญ ของกำนัลที่มีมูลค่าเทียบเท่า เงื่อนไข รวมทั้งข้อกำหนดอื่นของรายการส่งเสริมการขายนี้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • กรณีมีข้อขัดแย้ง และ/หรือ ข้อขัดข้อง และ/หรือ ข้อพิพาท ให้ถือคำตัดสินของ FINNOMENA ถือเป็นที่สิ้นสุด

 

ประเภทกองทุนรวมที่เข้าร่วมโปรโมชั่น *

Analysis: เมื่อ QE Tapering กำลังมา ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ในการประชุม Fed คืนนี้

THE OPPORTUNITY
Analysis: เมื่อ QE Tapering กำลังมา ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ในการประชุม Fed คืนนี้

ตลาดคาดหวังว่าการประชุม Fed คืนนี้ (22 ก.ย.) จะเป็นก้าวแรกของการทำ QE Tapering หลังจาก Fed ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเป็นเวลานาน

การประชุมของ Fed ได้เริ่มต้นขึ้นหลังความวุ่นวายในตลาดหุ้นจากความกังวลว่าวิกฤติ Evergrande อาจส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลก 

🏦  ประเด็นสำคัญคือ Dot Plot คาดการณ์อัตราดอกเบี้ย

การปรับลดวงเงินโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 120,000 ดอลลาร์ต่อเดือนคือ สิ่งที่นักลงทุนคาดหวังจาก Fed  แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าประเด็นสำคัญในการประชุม Fed ครั้งนี้คือ คาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ ที่ประกาศทุกไตรมาสในช่วงท้ายของการประชุม

Rick Rieder หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนจาก Blackrock กล่าวว่า Fed กำลังหารือเกี่ยวกับ QE Tapering แต่จะไม่ประกาศรายละเอียดใดๆ และจะเริ่มทำ QE Taper ในเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค.

Anwiti Bahuguna หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Columbia Threadneedle มองว่า QE Tapering ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ Dot Plot ที่นำเสนอว่า เจ้าหน้าที่ Fed ต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ระดับใดและเมื่อไร 

ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา Fed คาดการณ์ดัชนีเงินเฟ้อสำหรับการใช้จ่ายส่วนบุคคลอยู่ที่ 3.4% ในปี 2021 และ 2.1% ในปี 2022 โดยมีเจ้าหน้าที่ Fed 2 คน เพิ่มจุดลงในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยปี 2022 สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยกำลังใกล้เข้ามา

นี่แสดงให้เห็นว่า สมาชิก Fed บางคนมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องชั่วคราว ซึ่งขัดแย้งกับที่ Jerome Powell ประธาน Fed พยายามย้ำมาตลอดว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น

Anwiti Bahuguna กล่าวว่า หากมีเจ้าหน้าที่ Fed บางส่วนเปลี่ยนจุดยืน และต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปี 2022 และ 2023 ตลาดจะตอบรับว่า Fed จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า และอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้น

🏦  Fed ย้ำ QE Tapering ไม่ใช่สัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

Rick Rieder มองว่า Fed ต้องการให้ QE Tapering ดูผ่อนคลายขึ้น โดยเน้นย้ำว่าการสิ้นสุดโครงการซื้อพันธบัตรไม่ใช่สัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ตลาดตราสารหนี้ยังคงมุ่งเน้นไปที่การคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ

​​Mark Cabana หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจาก Bank of America คาดว่า Fed จะปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย เช่น การปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ

Mark Cabana เห็นตรงกับ Anwiti Bahuguna ว่าจุดโฟกัสที่แท้จริงคือ Dot Plot โดยคาดว่า Fed จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 แต่จะปรับขึ้น 3 ครั้ง ในปี 2024

Rick Rieder กล่าวว่า รูปแบบเศรษฐกิจและนโยบายของ Fed จะเปลี่ยนไป เพราะที่ผ่านมาผู้คนเคยชินกับการใช้นโยบายการเงินเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ปัญหาตอนนี้คือ การขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งปัญหาด้านอุปทานไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงิน

Deutsche และ Evercore ISI คาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2023 ในขณะที่ BofA Securities และ Goldman Sachs จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2023 และทั้งหมดคาดว่า Fed จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี 2022

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/21/the-fed-will-try-to-soothe-markets-wednesday-while-preparing-investors-for-end-to-bond-buying.html

https://finance.yahoo.com/news/fed-fomc-monetary-policy-preview-september-2021-084520716.html

 ——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

FINNOMENA x Franklin Templeton

แม้ว่าสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ตลอดจนรายงานการจ้างงานที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง รวมถึงปริมาณยอดค้าปลีก และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ไม่ได้โดดเด่นมากนัก เรายังเชื่อว่าสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่ในระดับแข็งแกร่ง สะท้อนจากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ให้ผลเป็นบวกทั้งหมด ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุน ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่องอย่างมีเสถียรภาพ แต่ไม่ร้อนแรงจนเกินไป

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

จากชุดเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจ ClearBridge Recession Risk แสดงให้เห็นว่าเครื่องชี้ทั้ง 12 ตัวยังคงแสดงสัญญาณดีต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2021 เป็นต้นมา จนถึงปลายเดือนสิงหาคม 2021 โดยถ้าเราวิเคราะห์รายละเอียดลงไปในแต่ละเครื่องชี้ จะเห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

1. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคยังมีอยู่ แต่ยังเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจชัดเจน แม้ว่านักวิเคราะห์หลายท่านกังวลว่าเศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัวลง จากการประกันการว่างงานที่จะหมดอายุใน 25 รัฐ และจะส่งผลกระทบต่อแรงงานประมาณ 11 ล้านคน และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด จนอาจส่งผลให้รายงานปริมาณยอดค้าปลีกล่าสุดผิดจากที่นักวิเคราะห์ประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี หากเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณยอดค้าปลีกเติบโตถึงกว่า 15.8% และเครื่องชี้วัดได้สะท้อนถึงการเติบโตดังกล่าว ซึ่งเราเห็นว่าเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างต่อเนื่อง และอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

2. ดัชนีชี้วัดบรรยากาศการจ้างงาน (Job Sentiment) อยู่ในระดับเกือบสูงที่สุดในรอบ 20 ปี แม้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะลดลง โดยเราเชื่อว่า Job Sentiment เป็นเครื่องชี้วัดที่ดีกว่า ซึ่งระดับปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงปัจจัยเชิงบวกในอนาคตข้างหน้า ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาเราพบว่า แม้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะลดลง แต่จากสถิติกลับพบว่าดัชนี S&P ณ เวลาที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงมากกว่า -15.1 จุดนั้น ดัชนี S&P จะให้ผลตอบแทนที่ดีในปีถัดไปถึง 12.9% และถ้าเราย้อนมองกลับไปในอดีตจากสถิติ ในช่วงที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง แต่ยังไม่ใช่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย (non-recession) นั้น ดัชนี S&P ณ เวลาดังกล่าวก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด และมากกว่าปีถัดไปถึง 16.5% นอกจากนั้น เรายังเห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น และใช้เวลาไม่นานก็จะกลับมาสู่ระดับปกติ

3. เครื่องชี้วัดระดับการผลิต (ISM Manufacturing) อยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยตัวเลขล่าสุดเหนือกว่าประมาณการ และเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และยิ่งไปกว่านั้น เราพบว่าราคาต้นทุนที่จ่ายให้กับชิ้นส่วน (prices paid subcomponent) ต่ำกว่าประมาณการ และชะลอตัวลง สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อลดลง และน่าจะลดลงต่อเนื่องในเดือนถัด ๆ ไปจนถึงปี 2022 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ แม้ว่าเราจะพบปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานอยู่บ้าง แต่เราเริ่มเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ตัวอย่างเช่น บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ (ผลิตชิป) ในเกาหลีใต้ส่งออกได้มากขึ้น โดยการส่งออกเติบโตถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 47% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2019

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

4. การแพร่ระบาดของ COVID19 สายพันธุ์เดลต้า และการชะลอตัวของการจ้างงานอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการทำมาตรการนโยบายการเงินแบบตึงตัว (tightening monetary policy) รวมถึงการลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ลง (tapering of quantitative easing) ที่อาจจะค่อยๆ ลดในระดับที่ช้ากว่าเดิม โดยเราเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน กล่าวคือเศรษฐกิจยังเติบโตได้ และธนาคารกลางของสหรัฐฯ ยังเฝ้าระวังถึงความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการแพร่ระบาดของ COVID19 และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะทำให้วัฏจักรของตลาดกระทิงยังคงอยู่ต่อไป

ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น การเร่งการฉีดวัคซีน และการสิ้นสุดของประกันการว่างงานจะช่วยให้ตลาดแรงงานเติบโตในระยะถัดไป โดยปริมาณตำแหน่งงานเปิดใหม่ประมาณ 10 ล้านตำแหน่งนั้น ทำให้ความต้องการแรงงานสูงขึ้น ซึ่งเรามองว่าหลังจากโรงเรียนเริ่มเปิด น่าจะมีกลุ่มแรงงานที่เป็นสตรีเลี้ยงดูบุตรหลานในช่วงที่โรงเรียนปิดเข้ามาเพิ่มในอุปทานแรงงานด้วย นอกจากนั้น หากเราเจาะลงไปยังรายละเอียดจากการรายงานตำแหน่งงานเปิดใหม่ที่ผ่านมา แม้ว่าบางอุตสาหกรรมจะไม่มีการเปิดตำแหน่งงานใหม่เพิ่มเลย แต่นั่นเป็นเหตุผลเพราะว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยตรง เช่น อุตสาหกรรมสันทนาการ และโรงแรม โดยเราเชื่อว่าเมื่อ การระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าเริ่มบรรเทาลง สะท้อนจากตัวเลขที่เริ่มทรงตัว และเชื่อว่าผู้ติดเชื้อจะเข้าสู่จุดสูงสุดในไม่ช้า สถานการณ์การจ้างงานน่าจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง คล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอินเดีย และสหราชอาณาจักร

เนื้อหาต้นฉบับโดย  Jeffrey Schulze, CFA

Director, Investment Strategist

Josh Jammer, CFA

Vice President, Investment Strategy Analyst

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/investor/article?contentPath=html/ftthinks/common/clearbridge-investments/aor-update-the-more-things-change.html

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 22/09/2021 “ตลาดหุ้นจีนเปิดวันแรกหลังหยุดยาว รอรับข่าว Evergrande” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 22/09/2021

“ตลาดหุ้นจีนเปิดวันแรกหลังหยุดยาว รอรับข่าว Evergrande”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -50.63  จุด (-0.15%) S&P 500 -3.55  จุด (-0.08%) Nasdaq +32.5  จุด (+0.22%) Small Cap 2000 +8.15  จุด (+0.37%) VIX Index อยู่ที่ 24.36 จุด -1.35  จุด (-5.25%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +53.88  จุด (+1.33%) Dax เยอรมัน +216.47  จุด (+1.43%) CAC 40 ฝรั่งเศส +96.92  จุด (+1.5%) FTSE 100 อังกฤษ +77.07  จุด (+1.12%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2564) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปรับตัวลงเล็กน้อย CSI 300 จีน ปรับตัวลง 1.15% Hang Seng ฮ่องกง (ปิดทำการ)  SET Index ไทย เปิดล่าสุดที่ 1,617.27 จุด +2.41  จุด (+0.15 %) VN เวียดนาม ปรับตัวลงเล็กน้อย

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,779.15 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 22.808 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 74.92 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2564)  Bitcoin 42,083.4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,863.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.2059 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 353.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายชั่วคราว  เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐบาล (ชัตดาวน์)  ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐพิจารณาเป็นลำดับต่อไป 

พรรคนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ชนะการเลือกตั้งแคนาดาก่อนกำหนดตามคาด แต่ไม่ได้เสียงข้างมากตามที่เขาหวังเอาไว้ โดยคาดว่าจะได้เก้าอี้ในสภาไปเพียง 158 ที่นั่งจากเป้าหมายที่ 170 ที่นั่ง

ตลาดหุ้นจีนเปิดวันแรกหลังหยุดยาว รอรับข่าว Evergrande เมื่อวานนี้  ผู้บริหารของ Evergrande กล่าวต่อพนักงานว่า “สามารถหลุดพ้นจากช่วงเวลาที่มืดมน และเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ต่อไปได้ตามที่ได้ทำสัญญาไว้กับผู้ซื้อ นักลงทุน หุ้นส่วนและสถาบันการเงินได้” ขณะที่ตลาดกังวลว่า บริษัทจะสามารถชำระคืน ดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดในปีนี้กว่า 669 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้หรือไม่ ด้านนักวิเคราะห์จากจีน เตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหุ้น ที่จะเปิดตลาดเช้านี้หลังจากหยุดยาว เเนะรอสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน

นักวิเคราะห์ตะวันตกเสียงแตก เกี่ยวกับอนาคตของ Evergrande S&P มอง ทางการจีนอาจจะปล่อยให้ Evergrande ผิดนัดชําระหนี้ โดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ ส่วน City Group มองว่า Evergrande จะไม่มีชะตากรรมเหมือนกับ Lehman Brothers เนื่องจากหนี้สินที่มี ไม่ได้มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจจีน ด้าน JP morgan เเนะ หากตลาดปรับตัวลง มองเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น

จับตาผลประชุม Fed รอสัญญาณ QE Tapering คืนนี้ รวมถึงตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสถัดไปพร้อมมุมมองของเฟดต่ออัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน จะดำเนินต่อไปในระยะยาวหรือไม่ 

Bitcoin ร่วงต่อ หลุด $40,000 หลัง ก.ล.ต.สหรัฐฯ เตรียมคุมเข้ม สืบเนื่องจาก กระแสการลงทุนใน Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมสูง แต่ยังไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น รวมถึงโอกาสที่จะเป็นแหล่งรายได้ให้กับประเทศในอนาคต จากการจัดเก็บภาษี

ประชุมสมัชชาใหญ่ UN ชูประเด็น ‘โควิด-สิ่งแวดล้อม’ โลกจับตาความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน เลขาธิการใหญ่ UN เตือนผู้นำทั่วโลกให้ “ตื่นขึ้น” เพื่อมารับรู้ปัญหา “คลื่นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด” ในประวัติศาสตร์โลก และร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้แล้วด้าน โจ ไบเดน บอกว่าอเมริกาไม่ได้กำลังแสวงหาทำสงครามเย็นรอบใหม่กับจีน พร้อมประกาศหมุนแกนจากความขัดแย้งต่างๆในยุคหลังเหเตุการณ์ 9/11 สู่บทบาทผู้นำโลกในวิกฤตการณ์ต่างๆนานา ไล่ตั้งแต่โลกร้อนไปจนถึงโควิด-19

ครม. ขยาย “เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3-ทัวร์เที่ยวไทย” ถึง 28 ก.พ. 65 โดย รัฐสนับสนุนค่าโรงแรม 40% (ไม่เกิน 3,000 บาท/ ห้อง/คืน) สนับสนุนคูปองอาหาร 600 บาทต่อคืน และสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน 40% (ไม่เกิน 2,000 บาท หรือ 3,000 บาท) ส่วนโครงการทัวร์เที่ยวไทย นั้น รัฐสมทบเงินให้ 40% ของราคาแพ็กเกจท่องเที่ยว หรือไม่เกิน 5,000 บาทต่อคน

บลจ.วรรณ ลดค่าธรรมเนียมกองทุนกลุ่ม ONE-UGG โดย ONE-UGG-RA ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับบุคคลทั่วไป ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า 1.50% (เดิม 1.605%) การจัดการ 1.177% (เดิม 1.712%) นายทะเบียน 0.2675% (เดิม 0.535%) การรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน T+4 (เดิม T+5)

สถานการณ์ “โควิด-19” ล่าสุด มีผู้ป่วยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,252 ราย แยกเป็นทั่วไป 11,224 ราย และจากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 28 ราย หายป่วยกลับบ้าน 13,695 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 141 ศพ

The Opportunity 

ABGDD : Aberdeen Standard Global Dynamic Dividend Fund

IPO 13 – 23 กันยายน 2564

ABGDD จะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก Aberdeen Standard SICAV I – Global Dynamic Dividend Fund 

กลยุทธ์โดยแบ่งเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปลงทุนระยะยาวในบริษัท เพื่อสร้างกระแสรายรับจากเงินปันผลและโอกาสในการได้รับกำไรจากมูลค่าของหุ้นที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเพิ่มกระแสรายรับจากเงินปันผลโดยรวมให้สูงขึ้น กองทุนหลักจะแบ่งเงินลงทุนในส่วนที่เหลือไปลงทุนระยะสั้น ในบริษัทที่มีหรือจะมีเหตุการณ์พิเศษต่าง ๆ เพื่อหาโอกาสในการได้รับทั้งเงินปันผลปกติและเงินปันผลที่จ่ายให้เป็นกรณีพิเศษ (one off or special dividends)

Top 5 Holdings

Apple Inc                3.00%               Information Technology

Microsoft Corp      2.30%               Information Technology

Alphabet Inc          1.90%               Communication Services

AbbVie Inc             1.50%                Healthcare

Broadcom Inc       1.50%                Information Technology

 

Country Breakdown

United States         50.10%

United Kingdom   5.70%

France                     5.30% 

Germany                4.50%

China                      4.10%

ช่วง IPO สนใจกองทุน ABGDD สามารถโทรสั่งซื้อเลยง่ายๆ ได้ โทร 02-026-5100 

News Update: หุ้นจีนร่วงน้อยกว่าคาด -1% เปิดวันแรกหลังหยุดยาว รับข่าว Evergrande หนีตายเจรจาเจ้าหนี้

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้นจีนร่วงน้อยกว่าคาด -1% เปิดวันแรกหลังหยุดยาว รับข่าว Evergrande หนีตายเจรจาเจ้าหนี้

ตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวลง 1% รับการซื้อขายวันแรกหลังจากหยุดไป 2 วัน ท่ามกลางวิกฤติสภาพคล่อง Evergrande

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นฮ่องกงในวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 ก.ย.) ที่ติดลบเกือบ 4% จากความกังวลเรื่อง Evergrande แต่เนื่องจากตลาดหุ้นจีนหยุดทำการใน 2 วันที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนจับตาตลาดหุ้นจีนที่เปิดทำการวันนี้ ว่าจะได้รับแรงกดดันอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เช้านี้ตลาดหุ้นจีนกลับปรับตัวลงไม่แรงเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นฮ่องกงในช่วงที่ผ่านมา โดยดัชนี Shanghai Composite ปรับตัวลง 0.62%, ดัชนี Shenzhen Component ลดลง 0.89% และ ดัชนี CSI300 ลดลง 1.31% ในขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดทำการเนื่องในวันหยุด

นักลงทุนจับตาความสามารถในการชำระดอกเบี้ยของ Evergrande ที่จะครบกำหนดในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) รวมถึงสัญญาณการแทรกแซงจากภาครัฐเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้

ประธานบริษัท Evergrande ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นในจดหมายถึงพนักงานว่า บริษัทจะสามารถหลุดพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และกลับมาเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ต่อไป

ล่าสุด Evergrande กล่าวว่า บริษัทบรรลุข้อตกลงกับผู้ถือหุ้นกู้สกุลเงินหยวน เกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) ได้แล้ว โดยไม่ได้มีการระบุว่าจะจ่ายดอกเบี้ยเท่าไรและเมื่อไร สำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระมูลค่า 35.9 ล้านดอลลาร์

เอกสารระบุว่า ปัญหาการจ่ายดอกเบี้ยของหุ้นกู้ผลตอบแทน 5.8% ที่จะครบกำหนดในปี 2025 ได้รับการแก้ไขเรียบร้อย ผ่านการเจรจาต่อรองนอกสำนักหักบัญชีภายใต้หัวข้อการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้

อีกประเด็นที่นักลงทุนจับตาคือ ผลประชุม Fed เกี่ยวกับสัญญาณ QE Tapering ในคืนนี้ เพราะนี่อาจเป็นก้าวแรกของ Fed ในการลดนโยบายการเงินผ่อนคลายที่ดำเนินการมานับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด โดยประเด็นที่ตลาดสนใจคือ การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/22/asia-markets-mainland-china-evergrande-currencies-oil.html

https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-22/evergrande-onshore-property-unit-to-repay-interest-on-yuan-bond?sref=e4t2werz 

https://www.prachachat.net/world-news/news-766133 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Fund Update: บลจ.วรรณ ลดค่าธรรมเนียมกองทุน ONE-UGG พร้อมปรับเวลารับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน ONE-UGG, ONE-UGERMF และ ONE-DISC

THE OPPORTUNITY
Fund Update: บลจ.วรรณ ลดค่าธรรมเนียมกองทุน ONE-UGG พร้อมปรับเวลารับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน ONE-UGG, ONE-UGERMF และ ONE-DISC

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ (ONE-UGG) แจ้งเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการขายและการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า ค่าธรรมเนียมการจัดการ และนายทะเบียนหน่วยลงทุน ของกองทุน ONE-UGG มีรายละเอียดดังนี้

ONE-UGG-RA

  • การขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า เป็น 1.50% จากเดิม 1.605%
  • การจัดการ เป็น 1.177% จากเดิม 1.712%
  • นายทะเบียน เป็น 0.2675% จากเดิม 0.535%

ONE-UGG-IA

  • การขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า เป็น “ยกเว้นการเรียกเก็บ” จากเดิม 1.07%
  • การจัดการ เป็น 1.177% จากเดิม 1.712%
  • นายทะเบียน เป็น 0.2675% จากเดิม 0.535%

ONE-UGG-ASSF

  • การขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า เป็น “ยกเว้นการเรียกเก็บ” จากเดิม “ยกเว้นการเรียกเก็บ”
  • การจัดการ เป็น 1.177% จากเดิม 1.712%
  • นายทะเบียน เป็น 0.2675% จากเดิม 0.535%

และในการนี้ ขอแจ้งเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนกองทุน ONE-UGG, ONE-UGERMF และ ONE-DISC 

จากเดิม 5 วันทำการนับแต่วันรับซื้อคืนหน่วยลงทุน เป็น 4 วันทำการนับแต่วันรับซือคืนหน่วยลงทุน
ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

*ลูกค้าที่ทำรายการวันที่ 1 ตุลาคม 2564 จะได้รับเงินในวันที่ 7 ตุลาคม 2564 พร้อมกับลูกค้าที่ทำรายการวันที่ 30 กันยายน 2564

ผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2659-8888 กด 1 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และสนับสนุนธุรกิจ)

ที่มา: https://www.one-asset.com/th/Announcement

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Analysis: Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย? บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นเงินดิจิทัล เมื่อ Bitcoin กำลังขึ้นลงเหมือนหุ้น

THE OPPORTUNITY
Analysis: Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย? บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นเงินดิจิทัล เมื่อ Bitcoin กำลังขึ้นลงเหมือนหุ้น

นักลงทุนจะหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น และนำเงินไปเก็บไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง ทองคำ หรือเงินดอลลาร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือ ราคา Bitcoin มักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) ราคา Bitcoin ร่วงลงไปกว่า 10% ท่ามกลางการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลก

วันนี้ (21 ก.ย.) ราคา Bitcoin ปรับตัวลง 6.9% อยู่ที่ประมาณ $42,500 และ Ethereum ลดลง 6.7% อยู่ที่ประมาณ $3,000 ในขณะที่หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน โดย Coinbase ลดลง 3.5%, Microstrategy ลดลง 4.22% และ Square ลดลง 2.17%

Leah Wald ซีอีโอของ Valkyrie Investments กล่าวว่า แรงเทขายหุ้นในสภาวะผันผวนถือเป็นรูปแบบปกติ นักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และรอสังเกตการณ์จนแน่ใจก่อนกลับเข้าไปถือสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง 

โดยตอนนี้บริษัทสหรัฐฯ​ เริ่มส่งสัญญาณว่ากำไรของบริษัทอาจน่าผิดหวัง ซึ่งหาก Bitcoin ต้องการมีฐานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือทองคำดิจิทัล นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการพิสูจน์

Jim Paulsen หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Leuthold Group กล่าวว่า แม้ Bitcoin จะมีแนวโน้มปรับตัวลงตามตลาดหุ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทิศทางการเคลื่อนที่ของ Bitcoin สัมพันธ์กับราคาหุ้น เพราะ ความสัมพันธ์ (correlation) ระหว่าง Bitcoin และ หุ้น ‘แทบจะเป็น 0’

Jim Paulsen มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนในพอร์ต และไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้น Bitcoin สามารถมีส่วนร่วมในช่วงสภาวะความเสี่ยงได้ แต่มีรูปแบบการปรับตัวลงที่แตกต่างไปจากหุ้น

ด้วยลักษณะที่คล้ายกับสกุลเงิน ทำให้ Bitcoin ถูกมองว่าเป็นที่หลบภัยเในสภาวะความเสี่ยงสูงหมือนเงินดอลลาร์ แต่ Jim Paulsen ย้ำว่า Bitcoin แตกต่างจากสกุลเงินที่ทุกคนจินตนาการถึงอย่างมาก และ Bitcoin เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนรูปแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่สกุลเงิน

Tom Lee จาก Fundstrat กล่าวว่า ตั้งแต่ยุคโควิดผู้คนให้ความสำคัญกับสภาพคล่องมากขึ้น โดยทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยต่างเต็มใจเทขายหุ้นเพื่อถือเงินสดในมือ 

Tom Lee ระบุว่า การเทขาย Bitcoin เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะ Bitcoin เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในภูมิภาคเอเชีย และไม่คิดว่าการลดลงของ Bitcoin เป็นลางร้าย แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คนให้ความสำคัญกับสภาพคล่องจริงๆ

Bitcoin ยืนเหนือระดับ $50,000 เมื่อช่วงต้นเดือน ซึ่งเป็นแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ราคา Bitcoin ในขณะนี้ อยู่ต่ำกว่าเส้นค้าเฉลี่ย 50 วัน ที่ $46,514 ซึ่งนักวิเคราะห์และนักลงทุนกำลังมองหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในระยะกลาง

Katie Stockton จาก Fairlead Strategies แนะให้นักลงทุนรอถึงสิ้นวันนี้ เพื่อตัดสินใจว่าจะลดความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของ Bitcoin หรือไม่

ขณะนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังปรับตัวลง จากความกังวลในผลกระทบวิกฤติ Evergrande ในจีน และนักลงทุนต่างจับตาว่า Fed จะส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการกระตุ้นเศรษฐกิจในวันที่ 21-22 ก.ย. นี้ หรือไม่

นอกจากนี้ การปรับตัวลงของคริปโทฯ ยังเกิดจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกฎระเบียบของ Stablecoins โดย New York Times รายงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สภากำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินของสหรัฐฯ อาจออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุม Stablecoins

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/20/bitcoin-drops-8percent-to-below-44000-as-risky-assets-tumble-globally-regulatory-concerns-intensify.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สูตรเลือกหุ้นสไตล์ Peter Lynch

BottomLiner
สูตรเลือกหุ้นสไตล์ Peter Lynch
บทความนี้ BottomLiner ขอชวนทุกคนมาดูสูตรเลือกหุ้นสไตล์ “Peter Lynch” ว่าเขามีวิธีการเลือกหุ้นอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปีตลอด 13 ปี
ลงทุนในสิ่งที่คุณรู้ดีหรือเป็นลูกค้า เลือกหุ้นที่ดีในราคาที่สมเหตุผล – Peter Lynch
สูตรเลือกหุ้นสไตล์ Peter Lynch

ปรัญชาการลงทุน

เชื่อว่ารายย่อยได้เปรียบรายใหญ่และสถาบันในด้านความยืดหยุ่น ไม่มีข้อบังคับและหฎระเบียบในการเลือกหุ้น และไม่ต้องสนใจผลการดำเนินงานในระยะสั้น และเชื่อว่าเราสามารถพบหุ้นที่ดีได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่บทวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญ

แบ่งหุ้นตาม Peter Lynch

  • หุ้นโตเร็ว
  • หุ้นแข็งแรง
  • หุ้นโตช้า
  • หุ้นวัฏจักร
  • หุ้นฟื้นตัว
  • หุ้นทรัพย์สินมาก

อ่านเพิ่มเติม รู้จักหุ้น 6 ชนิดตาม Peter Lynch จะได้ซื้อไม่ผิด!

สไตล์หุ้นที่ชอบ

  • มองบริษัทก่อนอุตสาหกรรม
  • หุ้นขนาดเล็ก-กลาง เติบโตเร็ว
  • มีจุดแข็งชัดเจน คนใช้ซ้ำ
  • กำไรเพิ่มเฉลี่ย >20% ต่อปี
  • PE/Growth น้อยกว่า 1
  • ถือยาวจนกว่าพื้นฐานจะเปลี่ยน หรือเกินมูลค่า
BottomLiner

รีวิวกองทุน SCBKEQTG: หุ้นเกาหลีกับศักยภาพการเป็นแถวหน้าของเอเชีย

เด็กการเงิน DekFinance
รีวิวกองทุน SCBKEQTG: หุ้นเกาหลีกับศักยภาพการเป็นแถวหน้าของเอเชีย

[รีวิวภาพเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเกาหลีใต้]

นอกจากเกาหลีใต้ จะมีซีรีส์ดี ๆ น่าติดตามออกมามากมายแล้ว ระดับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ ก็มีความน่าสนใจ เด็กการเงินชื่นชมประเทศนี้เป็นการส่วนตัวและขอทำรีวิวให้แบบไม่คิดเงินเลยนะ (ถ้าให้ก็ขอรับไว้ 555)

รีวิวกองทุน SCBKEQTG: หุ้นเกาหลีกับศักยภาพการเป็นแถวหน้าของเอเชีย

ที่มา: เพจเด็กการเงิน DekFinance
ข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 2021

ภาพรวมของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปีที่แล้ว เจอวิกฤต COVID-19 เช่นเดียวกับนานาประเทศ แต่ทางการสามารถจัดการกับวิกฤตได้ดี และมีการเร่งตัวของการส่งออกในช่วงท้ายของปี 2020 ทำให้ GDP ติดลบเพียง 1% แต่อย่างไรก็ตามภาคการบริโภคของประชาชนยังติดลบและกำลังกลับมา ประชาชนเกาหลีใต้มีการฉีดวัคซีนแล้วราว ๆ 5.4% ตามหลัง สิงคโปร์ที่ 30% จีนที่ 20% อินเดียที่ 7.3% โดยประธานาธิบดี มุน แจอิน เห็นว่าเกาหลีใต้โตได้มากกว่า 4% จากที่คาดการณ์การเติบโต GDP ไว้ที่ 3.6% จากการส่งออกและการบริโภค

รีวิวกองทุน SCBKEQTG: หุ้นเกาหลีกับศักยภาพการเป็นแถวหน้าของเอเชีย

ที่มา: เพจเด็กการเงิน DekFinance
ข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 2021

ภาพที่เด่นชัดของเกาหลีใต้คือการส่งออกที่โดดเด่น โดยเฉพาะ Semiconductor อุปกรณ์ wireless และรถยนต์ ที่เพิ่มขึ้นในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 26% 64% และ 100% ตามลำดับ โดยรวมเกาหลีใต้มีการเติบโตถึง โดยเฉลี่ย 26% ในปี 2021 ซึ่งสูงมาก ๆ

จุดเด่นของประเทศเกาหลีใต้ นอกจากสร้างเทคโนโลยีได้เอง และส่งออกแล้ว ยังมีรายได้จากสินค้าบันเทิง เช่น ซีรีส์และวงดนตรี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ประชากรเกิน 70% ยังอยู่ในวัยแรงงาน (15-65 ปี) รองรับการบริโภคที่สูงได้อีกด้วย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2020-2025 หรือที่ชื่อว่า New Deal จะเน้นไปยัง 3 กลุ่มหลักคือ เรื่องความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล นวัตกรรมสีเขียวเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม และลดความเหลื่อมล้ำ โดยการพัฒนาคุณภาพชีวิตพื้นฐานให้กับคน รวมถึงอาชีพฟรีแลนซ์อีกด้วย

จุดแข็งอีกหนึ่งอย่างของเกาหลีใต้ คือ เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของ USA ที่โจ ไบเดนและทีมงาน ได้มีการเยือนประเทศเกาหลีใต้ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา และได้ตกลงความร่วมมือในการแบ่งปันวัคซีนจาก USA และมุ่งเน้นการส่งออก Semiconductor ให้กับ USA โดยลงนามความร่วมมือ สร้างอนาคตการส่งออกชิปที่ดีให้กับเกาหลีใต้อีกด้วย

มาดูฝั่งการลงทุนในเกาหลีใต้ผ่านกองทุนกันบ้าง ว่าสอดคล้องกับเทรนด์ด้านบนหรือไม่

SCBKEQTG ลงทุนใน iShare MSCI South Korea ETF (ชื่อย่อ EWY) บริหารงานโดยบริษัทย่อยของ BlackRock Fund มุ่งเน้นให้เคลื่อนไหวตาม MSCI South Korea 25/50

รีวิวกองทุน SCBKEQTG: หุ้นเกาหลีกับศักยภาพการเป็นแถวหน้าของเอเชีย

ที่มา: iShares MSCI South Korea ETF
ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.ย. 2021

โดยปกติแล้วดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ จะใช้ชื่อว่า Korea Composite Stock Price Index (KOSPI) รวมหุ้นทั้งตลาดเอาไว้ด้วยกันและวัดว่า วันนี้ตลาดหุ้นมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงมากน้อยแค่ไหน แต่นั่นแหละครับ ถ้ากองทุนจะซื้อหุ้นทั้งตลาดมาดูแลก็คงไม่ไหว… MSCI จึงได้ออกดัชนี MSCI Korea 25/50 Index ออกมาช่วยระบุ Basket และ Benchmark ของตลาดหุ้นเกาหลี และให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ดังกล่าว

ว่าแต่อะไรคือ “25/50 Index”?

  1. ห้ามไม่ให้มีน้ำหนักหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากกว่า 25%
  2. หุ้นที่มีสัดส่วนมากกว่า 5% ทุกตัวต้องรวมกันไม่เกินสัดส่วน 50%

ทั้งนี้เพราะหุ้นบางตัวในตลาดมีขนาดใหญ่เกินกว่าใช้เกณฑ์จัดเรียงตาม Market Cap ปกติได้ เช่น Samsung ที่มีขนาด Market Cap ใหญ่มาก ทำให้มีสัดส่วนมากกว่าหุ้นตัวอื่น ๆ มากกว่าหลายเท่าตัว และบางประเทศอย่าง USA ก็มีความเข้มงวดไม่ให้กองทุนบางประเภทถือหลักทรัพย์กระจุกตัวเกินไป ดังนั้น การจัดหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้มีการกระจายตัวของหุ้น Large-Mid Cap ให้ดียิ่งขึ้น

รีวิวกองทุน SCBKEQTG: หุ้นเกาหลีกับศักยภาพการเป็นแถวหน้าของเอเชีย

ที่มา: iShares MSCI South Korea ETF
ข้อมูล ณ วันที่ 17  ก.ย. 2021

iShares MSCI South Korea ETF มี Holding 10 อันดับแรก ดังนี้

1. SAMSUNG ELECTRONICS 23.30 %

คนไทยรู้จักซัมซุงกันดี บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็น Global Brand ที่น่าภาคภูมิใจมาก ๆ โดย Market Cap ของ Samsung เองอยู่ในระดับ $500 พันล้าน อยู่ในลำดับที่ 12 ของโลก

2. SK HYNIX 5.10%

บริษัททำชิป และ Semiconductor อันดับหนึ่งของเกาหลี ทั้งใช้ในประเทศ และ รับทำให้กับแบรนด์อย่าง Apple, Asus และ Dell เป็นต้น และได้อานิสงส์จากความต้องการชิปไปเต็ม ๆ

3. NAVER 4.35%

บริษัทแม่ของ Line Corporation ในญี่ปุ่น หลายคนเคยมีคำถามว่าตกลง LINE เป็นของใครกันแน่ คือ LINE ดังจากญี่ปุ่นและ NAVER จากเกาหลีเป็นเจ้าของ LINE นั่นเอง… NAVER เริ่มบริษัทเป็น Search Engine และตอนนี้เป็นหนึ่งในบริษัทโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

4. SAMSUNG SDI 3.54%

บริษัทลูกของ Samsung เน้นทำแบตเตอรี่ความจุสูง ขนาดเบา เพื่อใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่นแล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน โดย SAMSUNG SDI ผลิตเพื่อป้อนแบตฯ ให้กับซัมซุงและมีโรงงานในหลายประเทศทั่วโลกเพื่อป้อนให้กับลูกค้าที่ไม่ใช่ Samsung

5. KAKAO CORP 2.98%

แอปฯ Messenger ที่มีคนเกาหลีใช้งานเยอะที่สุด พัฒนาโดยอดีตผู้บริหาร NAVER (อ้าว) ที่ออกมาทำธุรกิจด้วยตัวเอง จุดเด่นคือการใช้สติกเกอร์ในการสนทนา และสร้าง Social Platform ได้ใหญ่ไม่แพ้ LINE ในญี่ปุ่นเลย

6. LG CHEM 2.86%

บริษัทภายใต้ LG ทำผลิตภัณฑ์ทางเคมี วัสดุเพิ่มมูลค่า และเครื่องสำอาง มีขนาดใหญ่กว่า LG Electronics เสียอีก

7. HYUNDAI MOTOR 2.66%

บริษัทรถยนต์ที่ทำตลาดในบ้านเรามานาน เน้นความเรียบง่าย ภูมิฐาน และเริ่มมีรถ EV ออกมาจำหน่ายแล้ว ชื่อรุ่นว่า “KONA” ไปตีตลาด USA ตั้งแต่ปี 2019 แล้ว

8. POSCO 2.52%

บริษัทผลิตและรีดแผ่นเหล็กส่งออกขนาดใหญ่ ที่เคยเป็นบริษัทเหล็กที่มีมูลค่าสูงที่สุดโลกในปี 2020 ปัจจุบันมีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 4 ของโลก และเน้นทำธุรกิจในจีนและอินเดีย

9. CELLTRION 2.42%

บริษัท Health Tech ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตยารักษาโรค ยีนส์สังเคราะห์ เซรุ่มและ Anti-Body ให้กับโรงพยาบาลทั่วโลก อันนี้ เราคิดว่ามันสุดยอดมากสำหรับประเทศที่พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีได้เองแล้ว !!

10. KIA MOTORS CORP 2.10%

บริษัทรถยนต์ที่เริ่มทำการ Rebrand ให้มีรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีข่าวกับยักษ์ใหญ่มากมาย ไม่แน่ว่าอาจจะมีบริษัทมาจับมือพัฒนารถ EV ได้ในอนาคต

รีวิวกองทุน SCBKEQTG: หุ้นเกาหลีกับศักยภาพการเป็นแถวหน้าของเอเชีย

ที่มา: เพจเด็กการเงิน DekFinance
ข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 2021

บริษัทชั้นนำในเกาหลีใต้มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงและสามารถทำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมออกมาได้นานแล้ว และสามารถส่งออกไปไกลได้ทั่วโลก บริษัทในประเทศไทยเราเอง ต้องพัฒนาออกจาก Old Economy ให้ได้โดยเร็ว!!

หมายเหตุ: MSCI จะทำการรีวิวสัดส่วนใน Index นี้ทุกไตรมาส ช่วงมีนาคม มิถุนายน กันยายน และ ธันวาคม ของทุกปีครับ

เราคิดว่าเกาหลีใต้มีศักยภาพในการเติบโตได้อีก เป็นแนวหน้าของเอเชีย เคียงคู่กับจีน ญี่ปุ่น ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ผ่านการผลิตและส่งออกเทคโนโลยี ชิป มือถือ รถยนต์ สื่อบันเทิง และแพลตฟอร์มการสื่อสาร อย่าง NAVER และ KAKAO

เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและยังขยายตัวได้อีก ทั้งหมดนี้มีอยู่ใน SCBKEQTG

ส่วนการแข่งขันในระยะยาว ต้องจับตาแผนพัฒนาประเทศอย่าง New Deal ว่าจะทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับความสามารถด้านดิจิทัล และนวัตกรรมสีเขียวได้หรือไม่ ต้องติดตามตอนต่อไป

ป.ล. SCBKEQTG มีแบบ Class E ด้วยนะ

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/183733163644155

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลของกองทุนรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนรวม โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้ขายหน่วยลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนเหล่านี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มหุ้นเกาหลี จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/09/2021 “Evergrande ผิดนัดชำระหนี้ ทำตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 21/09/2021

“Evergrande ผิดนัดชำระหนี้ ทำตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -614.41  จุด (-1.78%) S&P 500 -75.26  จุด (-1.7%) Nasdaq -330.1  จุด (-2.19%) Small Cap 2000 -58.09  จุด (-2.6%) VIX Index อยู่ที่ 25.71 จุด +4.9  จุด (+23.55%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -87.21  จุด (-2.11%) Dax เยอรมัน -358.11  จุด (-2.31%) CAC 40 ฝรั่งเศส -114.38  จุด (-1.74%) FTSE 100 อังกฤษ -59.73  จุด (-0.86%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 21 ก.ย. 2564) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปรับตัวประมาณ 2%  CSI 300 จีน (ปิดทำการ เนื่องจาก เทศกาล ไหว้พระจันทร์) Hang Seng ฮ่องกง ปรับตัวลงเล็กน้อย -0.5% SET Index ไทย เปิดล่าสุดที่ 1,594.05 จุด -9.01  จุด (-0.56%) VN เวียดนาม ปรับตัวลง -1 %

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 21 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,763.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 22.267 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 70.81 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 74.54 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 21 ก.ย. 2564)  Bitcoin 42,847.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,008.06 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.210408 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 365.64 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก กังวล Evergrande ผิดนัดชำระหนี้ ราคาหุ้นของ China Evergrande ปรับตัวลดลงสูงสุด ประมาณ 20%  เมื่อวานนี้ เนื่องจาก ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครบกำหนดในวันที่ 20 กันยายน 2021 เเละตลาดกังวลว่าบริษัทจะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดจำนวน 84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 23 ตุลาคม 2021 นี้ได้ ความเสี่ยง หาก China Evergrande ไปต่อไม่ไหว จะกระทบต่อผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เเละเศรษฐกิจจีน เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของ GDP

Morgan Stanley เตือนความเสี่ยงขาลง S&P 500 มีโอกาสสูงที่ดัชนีจะร่วง 20% สาเหตุเนื่องจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ชะลอตัวลง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีโอกาสปรับตัวลดลง แนะจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หากยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน โอกาสที่จะปรับฐานรุนแรงก็จะน้อยลง 

สินทรัพย์เสี่ยงโดนขายทั่วโลก Bitcoin ร่วงด้วย ลงแรงสุด -10% จากความกังวลความเสี่ยงต่างๆทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Cryptocurrency ปรับตัวลดลง Coinbase, Square เเละ Microstrategy ร่วงลง  3.5%, 2% เเละ 4% ตามลำดับ 

คลัง ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เป็น 70% จากเดิมไม่เกิน 60% ของ GDP เพื่อรองรับการกู้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยจะทบทวนสัดส่วนต่างๆ อย่างน้อยทุกสามปี 

สถานการณ์โควิด-19 ล่าสุด มีผู้ป่วยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10,919 ราย แยกเป็นทั่วไป 10,497 ราย และจากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 422 ราย หายป่วยกลับบ้าน 11,694 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 143 ศพ.

News Update: Evergrande นักวิเคราะห์เชื่อ รัฐบาลจีนไม่ปล่อยล้ม มั่นใจไม่กลายเป็นวิกฤติการเงินครั้งใหม่ แม้หุ้นร่วงหนัก ฉุดตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก

THE OPPORTUNITY
News Update: Evergrande นักวิเคราะห์เชื่อ รัฐบาลจีนไม่ปล่อยล้ม มั่นใจไม่กลายเป็นวิกฤติการเงินครั้งใหม่ แม้หุ้นร่วงหนัก ฉุดตลาดหุ้นปั่นป่วนทั่วโลก

วิกฤติสภาพคล่อง Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน สร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดหุ้นทั่วโลก 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ อาจเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อว่ารัฐบาลจีนจะควบคุมวิกฤติดังกล่าวก่อนเกิดความเสียหายแก่ระบบธนาคาร และคาดว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อระบบการเงินในวงกว้าง

คำถามสำคัญของนักลงทุนคือ ผู้นำจีนจะจัดการกับสถานการณ์นี้เมื่อไรและอย่างไร รวมถึงรัฐบาลจะปรับโครงสร้างบริษัทบริษัท Evergrande ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดหลายคนคาดหวังหรือไม่

Jimmy Chang ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Rockefeller Global Family Office กล่าวว่า ทุกคนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลจีนจะมีวิธีแก้ไขปัญหาบางอย่าง เพราะ Evergrande เป็นบริษัทอสังหาฯ ที่สำคัญของจีน หาก Evergrande ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้คงค้างมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ได้ เรื่องคงจบลงด้วยการมีรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีเงินทุนเยอะเข้ามารับช่วงต่อแทน

Jimmy Chang แนะว่า รัฐบาลจีนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจาก Evergrande เริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทั่วโลก นอกจากนี้ อสังหาริมทรัพย์ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และสวัสดิภาพทางการเงินของครอบครัวจีน ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากซื้ออพาร์ทเมนท์เพื่อการลงทุน โดยเศรษฐกิจจีนมีขนาดที่ใหญ่มาก หากเศรษฐกิจจีนเกิดปัญหาร้ายแรงจากวิกฤติ Evergrande เศรษฐกิจโลกที่เหลืออาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดส่วนใหญ่ไม่คิดว่าปัญหาของ Evergrande จะนำไปสู่วิกฤติการเงินครั้งใหม่ แต่อาจสร้างความผันผวนได้มากขึ้น

Rick Rieder ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ของ BlackRock กล่าวว่า เรื่องที่ยากในการทำความเข้าใจจีนคือระบบที่ทึบแสง และบ่อยครั้งคุณไม่มีทางคาดเดาคำตอบ จนกว่าคุณจะได้รับคำตอบ

Rick Rieder ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน ฝ่ายตราสารหนี้โลก ของ BlackRock กล่าวว่า ระบบธนาคารของจีนมีแนวโน้มที่จะถูกควบคุมโดยรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะเริ่มเข้ามาแทรกแซง เมื่อผลกระทบลุกลามไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ และสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน เมื่อนั้นรัฐบาลจะเริ่มทำอะไรบางอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพ

เมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลดลงกว่า 600 จุด หลังจากที่ตลาดหุ้นร่วงหนักในยุโรป ฮ่องกง และส่วนอื่นๆ ของเอเชีย ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงสู่ 1.297% หลังนักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย

Mark Williams หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics เชื่อว่า รัฐบาลจีนจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อระบบการเงินและธนาคารในวงกว้าง แต่ผู้พัฒนาอสังหาฯ อาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก

Jim Chanos ประธานและผู้ก่อตั้ง Kynikos Associates กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ สำหรับที่อยู่อาศัยคิดเป็น 20% ของ GDP จีน ในขณะที่กิจกรรมอสังหาฯ ทั่วไป คิดเป็น 30% ของ GDP จีน

โดยตั้งแต่ปี 2011 จีนพยายามระงับการเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ถึง 4 ครั้ง ซึ่งในทุกครั้งเศรษฐกิจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และทางการจีนก็จะปลดเบรกและเหยียบคันเร่งอีกครั้ง

ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นเมื่อบริษัทรายอื่นเกิดปัญหาเช่นกัน สร้างความวุ่นวายในตลาดที่อยู่อาศัย และอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคในจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดโลก จากการอ่อนตัวลงของตลาดนำเข้าจีน

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/20/chinas-evergrande-crisis-could-inflict-pain-on-the-world-economy.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

planet 46
เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

สารบัญ

กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความซีรีส์ “เปิดบ้านกองทุน” บทความที่เราจะพาทุกคนไปเปิดบ้านกองทุนต่างประเทศทั่วโลกว่ามีกองทุนไทยไหนบ้างที่ไปลงทุนในกองต่างประเทศนั้น ๆ โดยบทความนี้จะเปิดบ้านกองทุนต่างประเทศที่เป็นกองแม่ (Master Fund) ของกองทุนยอดนิยมหลาย ๆ กอง นั่นคือ “Morgan Stanley”

ก่อนที่จะไปดูว่ามีกองทุนไทยไหนบ้างที่มีนโยบายลงทุนใน Mongan Stanley เรามาดูประวัติความเป็นมาของ Morgan Stanley กันสักหน่อยนะ

ประวัติความเป็นมาของ Morgan Stanley

Morgan Stanley Investment Management เป็นบริษัทย่อยของ Morgan Stanley Group ก่อตั้งขึ้นในปี 1975 ในเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้บริการทางด้านการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโซลูชันการจัดการการลงทุนที่ครอบคลุมต่อลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าบุคคล สถาบัน บริษัท ตลอดจนหน่วยงานรัฐบาล ทั้งในประเทศและทั่วโลก มาเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี

Morgan Stanley มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564 รวมทั้งหมดแล้วกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ Morgan Stanley กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการสูงสุดเป็นอันดับ 19 ในบรรดาบริษัทจัดการกองทุนทั่วโลก

กองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

ได้รู้ประวัติความเป็นมาของ Morgan Stanley กันไปคร่าว ๆ แล้ว ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า “มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Morgan Stanley”

K-USA-A

▶︎ K-USA-A(A), K-USA-A(D), K-USA-SSF, KUSARMF

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน K-USA-A หรือ K USA Equity Fund จากบลจ.กสิกรไทย (KAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงเป็นหลัก โดยมีนโยบายเลือกหุ้นแบบ Bottom-Up ไม่ได้อิงตามดัชนี

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน K-USA-A:

กองทุน K-USA-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน โดยป้องกันไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ (ยกเว้น KUSARMF ที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยป้องกันประมาณ 50-100% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Information Technology และ Communication Services

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-USA-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย:
    • K-USA-A(A) และ K-USA-A(D): 1.50%
    • K-USA-SSF: ยกเว้น
    • KUSARMF: ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม:
    • K-USA-A(A), K-USA-A(D) และ K-USA-SSF: 1.3789%
    • KUSARMF: 1.3466%

ข้อมูลจาก K-USA-A Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-USA-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท (ทุกชนิด)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

KFGBRAND

▶︎ KFGBRAND-A, KFGBRAND-D, KFGBRANSSF, KFGBRANRMF

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน KFGBRAND หรือ Krungsri Global Brands Equity Fund จากบลจ.กรุงศรี (KrungsriAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Fund – Global Brands Fund (Class Z) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ซึ่งประสบผลสำเร็จหรือมีชื่อเสียงใน Brand โดยพิจารณาจาก Intangible Assets เช่น การมีเครื่องหมายการค้าเป็นที่รู้จักทั่วโลก การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า หรือกลวิธีการจัดจำหน่าย เป็นต้น

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน KFGBRAND:

กองทุน KFGBRAND จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (โดยปกติกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ)
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Healthcare, Information Technology และ Consumer Staples 

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KFGBRAND:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.6955%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in:
    • KFGBRAND-A และ KFGBRAND-D: 1.50%
    • KFGBRANSSF และ KFGBRANRMF: ไม่เรียกเก็บ
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม:
    • KFGBRAND-A และ KFGBRAND-D: 0.8918%
    • KFGBRANSSF: 0.8881%
    • KFGBRANRMF: 0.8962%

ข้อมูลจาก KFGBRAND Fund Factsheet ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KFGBRAND:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป:
    • KFGBRAND-A, KFGBRAND-D และ KFGBRANRMF: 2,000 บาท
    • KFGBRANSSF: 500 บาท

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน KFGBRAND-A เพราะ “มูลค่า” ให้คุณได้มากกว่าผลตอบแทน

PRINCIPAL GBRAND-A

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน PRINCIPAL GBRAND-A หรือ Principal Global Opportunity Fund  จากบลจ.บลจ.พรินซิเพิล (Principal) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Funds – Global Brands Fund ชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) Z ในสกุลเงิน USD เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวผ่านการลงทุนในหุ้นของบริษัทต่างๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก โดยเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ประสบผลสําเร็จหรือมีชื่อเสียงโดยพิจารณาจาก intangible assets (เช่น มีเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า หรือกลวิธีการจัดจําหน่าย เป็นต้น) ภายใต้แฟรนไชส์ธุรกิจที่แข็งแกร่ง

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน PRINCIPAL GBRAND-A:

กองทุน PRINCIPAL GBRAND-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และอังกฤษ และหมวดอุตสาหกรรม Consumer Staples และ Information Technology

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน PRINCIPAL GBRAND-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.537%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย:  1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.054%

ข้อมูลจาก PRINCIPAL GBRAND-A Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL GBRAND-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

SCBEUROPE(A)

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน SCBEUROPE(A) หรือ SCB Europe Active Equity จากบลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Funds – Europe Opportunity ชนิดหน่วยลงทุน (share class) Z Accumulation สกุลเงินยูโร (Euro) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์สร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในตราสารทุนและ depositary receipts (รวมถึง American Depositary Receipts (ADRs) และ European Depositary Receipts (EDRs)) ของบริษัทที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน SCBEUROPE(A):

กองทุน SCBEUROPE(A) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Consumer Discretionary 

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน SCBEUROPE(A):

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.07%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.16737% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

ข้อมูลจาก SCBEUROPE(A) Fund Factsheet ณ วันที่ 13 ก.ค. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน SCBEUROPE(A):

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

PRINCIPAL GOPP-A

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน PRINCIPAL GOPP-A หรือ Principal Global Opportunity Fund  จากบลจ.บลจ.พรินซิเพิล (Principal) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Funds Global Opportunity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้น รวมถึงตราสารที่เทียบเท่าหุ้น (ADRs และ GDRs) ของบริษัททั่วโลกที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอย่างยั่งยื่น มีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยจะเข้าลงทุนในบริษัทดังกล่าวในระดับราคาที่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้น ๆ

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน PRINCIPAL GOPP-A:

กองทุน PRINCIPAL GOPP-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในอเมริกาเหนือ

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน PRINCIPAL GOPP-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.603%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย:  1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.237%

ข้อมูลจาก PRINCIPAL GOPP-A Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL GOPP-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

SCBAOA

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน SCBAOA หรือ SCB Asia Opportunity Fund จากบลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Fund – Asia Opportunity Fund ชนิดหน่วยลงทุน (share class) Z Accumulation สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์สร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในตราสารทุนและ depositary receipts (รวมถึง American Depositary Receipts (ADRs) และ Global Depositary Receipts (GDRs)) ของผู้ออกในทวีปเอเชียไม่รวมประเทศญี่ปุ่น และลงทุนในหุ้น China A-Shares ผ่าน Stock Connect

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน SCBAOA:

กองทุน SCBAOA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 10-15%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศจีน และหมวดอุตสาหกรรม Consumer Discretionary และ Financials

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน SCBAOA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.61% 
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.72%

ข้อมูลจาก SCBAOA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน SCBAOA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TMBAGLF และ SCBAOA: 2 เสือในใต้หล้าของกองทุนหุ้นเอเชีย

K-ASIACV

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน K-ASIACV หรือ K Asia Controlled Volatility Fund จากบลจ.กสิกรไทย (KAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป (Fund of Funds) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งกองทุนรวมต่างประเทศมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้น และ/หรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน และ/หรือตราสารแห่งหนี้ และ/หรือหลักทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ที่จดทะเบียนหรือซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย หรือมีการดำเนินธุรกิจหรือตั้งถิ่นฐานหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองทุนใดกองทุนหนึ่งโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

กองทุนต่างประเทศที่ K-ASIACV ลงทุน:

  1. Morgan Stanley Investment Funds Asia Opportunity Fund: มีนโยบายลงทุนในหุ้น ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt) (รวมถึง ADRs และ GDRs) ที่ผู้ออกตราสารมีภูมิลำเนาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่ น) และลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่าน Stock Connect
  2. LO Funds – Asia High Conviction, (USD), N: มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน (ไม่ได้จำกัดแค่ใบสำคัญแสดงสิทธิ) ที่ออกโดยบริษัทที่มีภูมิลำเนาหรือดำเนินธุรกิจทั้งโดยตรง และโดยอ้อมในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น โดยอาจลงทุนไม่เกินร้อยละ 15 ของพอร์ตการลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่าน Stock Connect

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน K-ASIACV:

กองทุน K-ASIACV จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (ป้องกันความเสี่ยงประมาณ 50-100% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ)
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศจีน และหมวดอุตสาหกรรม Consumer Discretionary, Financials และ Information technology

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-ASIACV:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.3482%

ข้อมูลจาก K-ASIACV Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-ASIACV:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

K-GINFRA

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน K-GINFRA หรือ K Global Infrastructure Equity Fund จากบลจ.กสิกรไทย (KAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Funds – Global Infrastructure Fund ชนิดหน่วยลงทุน (share class) Z Accumulation สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักมีนโยบายมุ่งลงทุนในตราสารแห่งทุนของบริษัทรวมถึงทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trusts: REITs) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน K-GINFRA:

กองทุน K-GINFRA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 10-15%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน (ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ)
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Oil & Gas Storage & Transportation และ Communications

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-GINFRA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.4564%

ข้อมูลจาก K-GINFRA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-GINFRA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

SCBUSAA

เปิดบ้าน Morgan Stanley: รวมกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley

กองทุน SCBUSAA หรือ SCB US Active Equity Fund จากบลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Morgan Stanley Investment Funds – US Growth Fund ชนิดหน่วยลงทุน (share class) Z Accumulation สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์สร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการเติบโตของเงินต้นในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และอาจมีการลงทุนเสริมในหลักทรัพย์นอกประเทศสหรัฐฯ ทั้งนี้ กองทุนหลักอาจลงทุนในหุ้นจีน China A-Shares ได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 10 ของสินทรัพย์สุทธิ ผ่านระบบ Stock Connect

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุน SCBUSAA:

กองทุน SCBUSAA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 6 โดยมีปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD): 15-25%
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัว: มีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Information Technology และ Communication Services

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน SCBUSAA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.61%
  • ค่าธรรมเนียมการขายและ Switching-in: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.73%

ข้อมูลจาก SCBUSAA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน SCBUSAA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

และทั้งหมดนี้ก็เป็นกองทุนไทยที่ลงทุนใน Morgan Stanley สำหรับสาวกบ้านอื่น ๆ ก็อย่าเพิ่งน้อยใจกันไปเพราะเรามีบทความเปิดบ้านอื่นเอามาฝากเรื่อย ๆ อีกแน่นอน รอติดตามได้เลย

อ่านบทความเปิดบ้านอื่น ๆ

เปิดบ้าน Baillie Gifford มีกองทุนไทยไหนบ้างที่ลงทุนใน Baillie Gifford

เจาะลึก ARK ผู้นำ ETF แห่งทศวรรษ

— planet 46. 

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Evergrande เมื่อยักษ์อสังหาจีนล้ม โลกจะสะเทือนหรือไม่

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
Evergrande เมื่อยักษ์อสังหาจีนล้ม โลกจะสะเทือนหรือไม่

ข่าวเกี่ยวกับบริษัทเอเวอร์แกรนด์กรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศจีนในด้านของยอดขายกำลังจะผิดนัดชำระหนี้และอาจจะต้องประกาศล้มละลายถ้าไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน  ทำให้เกิดการปั่นป่วนไปทั่วตลาดการเงินและตลาดหุ้นของจีน-และโลก  เหตุผลก็เพราะว่านี่คือบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่มีหนี้น่าจะ  “มากที่สุดในโลก” บริษัทหนึ่ง  โดยคาดว่าจะมีหนี้ถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 10 ล้านล้านบาทไทย  การล้มละลายจะทำให้บริษัทเจ้าหนี้ทั้งที่เป็นซับพลายเออร์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้จำนวนมากล้มไปด้วยหรือไม่  นอกจากนั้น  ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนจะตกต่ำลงจนก่อให้เกิดปัญหาตามมามากน้อยแค่ไหน  และสุดท้ายแล้วก็คือ  จะเกิด “วิกฤติ” ทางการเงินและตลาดหุ้นอย่างที่เคยเกิดขึ้นในไทยเช่นกรณีต้มยำกุ้งในปี 2540 และในโลกอย่างในกรณีของซับไพร์มในสหรัฐปี 2551 หรือไม่  นี่เป็นสิ่งที่จะคุยกัน

ผมคิดว่าสถานการณ์การล้มละลายของเอเวอร์แกรนด์นั้นน่าจะมีความคล้ายคลึงกับเลย์แมนบราเธอร์  บริษัทการเงินที่เข้าไป “ปล่อยสินเชื่อ” ให้กับคนที่เข้าไปเล่น “เก็งกำไร” จากการซื้อขายบ้านผ่านตราสารการเงินที่เป็นหนี้ที่มีบ้านเป็นหลักประกัน  โดยคนที่เข้าไปซื้อบ้านนั้นจำนวนมากไม่ได้มีฐานะหรือรายได้เพียงพอที่จะซื้อบ้าน  แต่ซื้อเพราะมีสถาบันปล่อยกู้ให้  พวกเขาซื้อเพราะเห็นว่าบ้านมีราคาเพิ่มขึ้นเร็ว  ถ้าผ่อนไม่ไหวก็สามารถขายต่อมีกำไร  เลย์แมนบราเธอร์ก่อนที่จะล้มละลายมีการกู้เงินและสินทรัพย์ประมาณ 600,000 ล้านเหรียญหรือประมาณ 20 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 2 เท่าของเอเวอร์แกรนด์ในวันนี้  แต่มีทุนเพียง 20,000 ล้านเหรียญ  หรือมีหนี้เป็น 30 เท่าของทุน  ดังนั้น  ในทางเทคนิคแล้ว  ถ้าราคาของอสังหาริมทรัพย์ลดลงแค่ 3-5% เงินทุนก็จะหายไปหมด  ล้มละลายทันที  และนั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของอเมริกา  “แตก” นั่นคือคนไม่มีปัญญาผ่อนและต้องถูกบังคับขายอสังหาริมทรัพย์ทิ้งซึ่งทำให้ราคาลดลงและทำให้คนที่ยังผ่อนอยู่ก็ขายต่อเนื่องกันเป็นเป็นทอด ๆ

ในกรณีของเลย์แมนนั้น  วิธีการ “ให้กู้” ที่กล่าวถึงนั้น  ที่จริงเป็นเรื่องของการออกตราสารหนี้มาแทนเงินกู้คุณภาพต่ำเรียกว่า “ซับไพร์ม” ที่ซับซ้อนมากและมีการขายตราสารเหล่านั้นออกไปซึ่งก็มีสถาบันการเงินอื่นซื้อต่อและขายต่อไป  ว่าที่จริงตราสารเหล่านั้นไม่ใช่ออกเฉพาะโดยเลย์แมนแต่มีสถาบันการเงินอื่นออกกันมากมายเป็นระบบ  มันเป็นเครื่องมือการลงทุนที่แปลงจากการปล่อยกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้านอยู่อาศัยของคนทั่ว ๆ  ไปมาเป็นตราสารทางการเงินที่เอาไปซื้อขายกันในตลาดคล้าย ๆ  กับหุ้นหรือพันธบัตร  ดังนั้น  คนที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่ก็คือสถาบันก็เจ๊งหรือขาดทุนมหาศาลไปด้วยเมื่อฟองสบู่อสังหา “แตก” ซึ่งคนที่ “จุดประกาย” ก็คือเลย์แมนบราเธอร์

ในกรณีวิกฤติปี 40 ของไทยเองนั้น  ภาวะอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงมากก่อนปี 2540 นั้น  น่าจะเกิดจากการที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตสูงมาก  คนรุ่นเบบี้บูมที่กำลังมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มแต่งงานและมีลูกเล็กจึงต้องการที่อยู่อาศัยที่เป็นของตนเองมากขึ้น  คอนโดมีเนียมซึ่งเป็น  “ของใหม่” ที่คนไทยไม่คุ้นเคยก็เกิดขึ้นในช่วงนั้น  ดังนั้น  อสังหาริมทรัพย์จึงบูมมาก  มีการเปิดโครงการที่เปิดให้จองเพียงวันเดียวก็มีคนจองหมดและคนที่พลาดจะต้องไป “ซื้อใบจอง” ต่อจากคนที่อาจจะไปเข้าคิวรอ “ตั้งแต่ตีสี่”  บริษัทอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นมากมายและขยายงานอย่างรวดเร็วโดยอาศัยการกู้เงินจำนวนมากจากสถาบันการเงินโดยเฉพาะที่เป็นบริษัทเงินทุน  และเงินที่กู้ในช่วงนั้นจำนวนมากก็เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินบาทมาก  โดยที่ผู้กู้เองก็ไม่วิตกว่าค่าเงินบาทจะลดลงแล้วตนเองจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน  เพราะแบงก์ชาติใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบ  “คงที่”

อย่างไรก็ตาม  เมื่อภาวะเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงอย่างแรงอานิสงค์จากการส่งออกที่มีปัญหาไม่สามารถแข่งขันได้เพราะค่าเงินที่แข็งเกินไป  ประกอบกับการการลงทุนที่ขาดประสิทธิภาพเพราะลงทุนมากเกินไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนเพียงพอ  ส่งผลให้ฐานะการเงินของประเทศมีปัญหา  เกิดการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงินอย่างหนักจนเงินสำรองเงินตราต่างประเทศแทบจะหมด  รัฐบาลจึงต้องยกเลิกการกำหนดค่าเงินคงที่และ “ลดค่าเงิน”   ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจโดยเฉพาะคนที่กู้เงินดอลลาร์มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นมหาศาลได้  และนั่นก็ส่งผลต่อถึงสถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้ที่ต้อง “ล้ม” ตามไปด้วย  ดังนั้น  กรณีของวิกฤติปี 40 นั้น  อสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤติ  ไมได้เป็นตัวหลักอย่างในกรณีของซับไพร์ม  และในทั้งสองกรณีนั้น  มีความเกี่ยวโยงไปถึงระบบสถาบันการเงินสูงมาก

วิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นนั้น  ถ้ามองย้อนไปในอดีต  ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเกิดจากสถาบันการเงินซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ  ถ้าสถาบันการเงินถูกกระทบโดยเฉพาะจากการที่ลูกหนี้มีปัญหาซึ่งอาจจะทำให้สถาบันการเงินล้มละลาย  ผู้ให้กู้หรือผู้ฝากเงินขาดความไว้วางใจก็จะถอนเงินออกทำให้สถาบันการเงินขาดสภาพคล่องและก็จะล้มละลายทันที   และการล้มละลายของสถาบันการเงินแห่งหนึ่งมักจะทำให้เกิดปัญหาต่อสถาบันอีกแห่งหนึ่งด้วยเพราะสถาบันการเงินต่างก็มักจะมีรายการกู้ยืมระหว่างกันจำนวนมาก  สถาบันการเงินที่ไม่มีปัญหาในช่วงแรกก็จะมีปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่  และแน่นอนว่าถ้าสถาบันการเงินทั้งระบบมีปัญหา  เศรษฐกิจทั้งระบบก็มีปัญหา  ผลก็คือ  เกิดความเสียหายทั้งระบบ  กลายเป็นวิกฤติระดับชาติหรือบางครั้งนานาชาติ  การขาด “สภาพคล่อง” ทางการเงินจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤติได้ง่าย

ในกรณีของเอเวอร์แกรนด์นั้น  บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนซึ่งมีการเติบโตร้อนแรงมาต่อเนื่องยาวนานอานิสงค์จากการที่จีนมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วมากที่ทำให้คนจีนมีรายได้มากขึ้นมากและต้องการซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์  ไม่ใช่แค่อยู่อาศัย  แต่ถือว่าเป็นการลงทุนด้วย  ดังนั้น  อุตสาหกรรมก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ  จึงเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่มากและมีสัดส่วนใน GDP สูงมากถึงประมาณ 10 สิบเปอร์เซ็นต์  และลูกหนี้เงินกู้ของธนาคารจำนวนมหาศาลก็เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจนี้  อย่างไรก็ตาม  การเพิ่มขึ้นของราคาของอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่อาจจะเป็น “ฟองสบู่” ในหลาย ๆ  เมือง  และนักวิเคราะห์บางคนก็มองว่ามีโอกาสที่ฟองสบู่อสังหาจีนอาจจะ “แตก” ได้ในวันหนึ่ง  และถ้าฟองสบู่แตก  ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจีนอาจจะเกิด “วิกฤติ” อย่างที่เคยเกิดในหลายแห่งทั่วโลก

การผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศและมีหนี้มหาศาลนั้น  หลายคนคิดว่ามันอาจจะเป็นตัว “จุดประกาย” ให้เกิดวิกฤติตามมาถ้าไม่มีคนมาช่วยแก้ไขไม่ให้บริษัทล้มละลายซึ่งจะส่งผลต่อคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมากรวมถึงสถาบันการเงินและนักลงทุนของบริษัท  นาทีนี้ดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีใครนอกจากรัฐบาลจีนที่จะสามารถเข้ามากู้หรือแก้ไขปัญหานี้ได้  ในส่วนตัวผมเองนั้น  ผมคิดว่าสิ่งที่จะเป็นไปน่าจะออกในแนวทางดังต่อไปนี้

ข้อแรกก็คือ  ผมคิดว่าเอเวอร์แกรนด์น่าจะ “ไม่รอด” เมื่อคำนึงถึงนโยบายของสีจิ้นผิงเมื่อเร็ว ๆ  นี้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการที่เน้น  “ทุนนิยม” และเอื้อต่อธุรกิจขนาดใหญ่มาเป็นการเน้นสร้างความเท่าเทียมให้กับประชาชน  ดังนั้น  ผมคิดว่ารัฐบาลจีนคงปล่อยให้เอเวอร์แกรนด์ล้มละลายและรัฐบาลก็จะดูแลแค่ลูกค้ารายย่อยที่ซื้อบ้านของบริษัท  ส่วนเจ้าหนี้รายใหญ่โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงินและนักลงทุนในตลาดทุนก็จะต้องรับผิดชอบความเสียหายกันเอง

ข้อสองก็คือ  ผมคิดว่าสถาบันการเงินส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าหนี้นั้น  น่าจะมีจำนวนมากและไม่น่าจะมีรายไหนที่จะปล่อยกู้มากจนเสียหายหนักขนาดที่จะล้มได้อันเนื่องมาจากความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับเอเวอร์แกรนด์รวมถึงซัพพลายเออร์ซึ่งก็น่าจะกระจายไปมากเช่นเดียวกัน ดังนั้น การล้มต่อเนื่องน่าจะมีน้อย

สุดท้ายก็คือ ฟองสบู่” ของอสังหาริมทรัพย์จีนนั้น  คงไม่แตกเพราะเอเวอร์แกรนด์เจ๊ง ผมคิดว่าอุตสาหกรรมอสังหาของจีนใหญ่กว่าขนาดของเอเวอร์แกรนด์มาก  ราคาของอสังหาอาจจะปรับตัวลดลงบ้างเล็กน้อยเมื่อมีการ ชำระบัญชี คือการตัดขายสินทรัพย์ทั้งหมดอย่างรวดเร็วซึ่งแน่นอนว่าในราคาที่ลดลง  แต่เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินของจีนซึ่งก็น่าจะคล้ายสถานการณ์ของโลกที่สูงมากในช่วงนี้  ก็น่าจะทำให้มีคนต้องการซื้ออสังหาที่ถูกเทขายออกมามาก  ผลก็คือ  คนที่ถือทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์อยู่อาจจะไม่ได้ขาดทุนรุนแรงและก่อให้เกิดปัญหาขึ้นทั้งระบบ  ดังนั้น  ข้อสรุปของผมก็คือ  กรณีของเอเวอร์แกรนด์ไม่น่าจะก่อวิกฤติอะไรต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนของจีนและของโลก

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/09/20/2563

News Update: คลัง ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เป็น 70% จากเดิมไม่เกิน 60% ของ GDP เพื่อรองรับการกู้ในอนาคต

THE OPPORTUNITY
News Update: คลัง ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เป็น 70% จากเดิมไม่เกิน 60% ของ GDP เพื่อรองรับการกู้ในอนาคต

คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเป็นไม่เกินร้อยละเจ็ดสิบ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (20 กันยายน 2564) คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกินร้อยละหกสิบ เป็น ต้องไม่เกินร้อยละเจ็ดสิบ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี

การทบทวนกรอบสัดส่วนการบริหารหนี้สาธารณะในครั้งนี้เป็นไปตามความในมาตรา 50 แห่ง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้มีการทบทวนสัดส่วนต่างๆ อย่างน้อยทุกสามปี  

ที่มา: กระทรวงการคลัง
ภาพ: ไทยคู่ฟ้า

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: ชิปปลอมระบาดหนักในญี่ปุ่น โรงงานเจอชิปไม่ได้มาตรฐาน 30% ฉวยโอกาส ท่ามกลางวิกฤติขาดแคลนชิป

THE OPPORTUNITY
News Update: ชิปปลอมระบาดหนักในญี่ปุ่น โรงงานเจอชิปไม่ได้มาตรฐาน 30% ฉวยโอกาส ท่ามกลางวิกฤติขาดแคลนชิป

ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนชิป หลายบริษัทปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้น แต่ต้องพบเจอกับชิปปลอม, ชิปคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และการนำชิปเก่ากลับมาใช้ใหม่

Junichi Fujioka ซีอีโอ Jenesis ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหานี้โดยตรง

หนึ่งในโรงงานของ Jenesis ที่ตั้งอยู่ในจีนตอนใต้ ได้สั่งซื้อไมโครคอนโทรลเลอร์จากเว็บไซต์ Alibaba เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนจากแหล่งผลิตเดิม แต่เมื่อสินค้ามาถึงบริษัทพบว่า ชิปดังกล่าวเป็นของปลอม

ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบชิปดังกล่าวตามคำร้องของบริษัท และพบว่าคุณสมบัติต่างๆ แตกต่างไปจากรายละเอียดตอนสั่งซื้อโดยสิ้นเชิง แม้ชื่อผู้ผลิตบนบรรจุภุณฑ์จะดูเหมือนของแท้ก็ตาม บริษัทพยายามติดต่อกับผู้ขาย แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล

นี่เป็นเรื่องเตือนใจสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการซื้อชิปจากแหล่งอื่น เพราะชิปดังกล่าวไม่มีการรับประกันจากผู้ผลิต ซึ่งอาจเป็นชิปที่ถูกปลอมแปลงหมายเลขรุ่น, ชิปเก่าที่ถูกนำมาใช้ใหม่ หรือชิปที่ไม่ผ่านมาตรฐานและควรถูกกำจัดทิ้ง

การระบาดของชิปปลอมทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง Oki Engineering บริษัทในเครือ Oki Electric Industry ผู้ให้บริการตรวจสอบชิป เพื่อช่วยผู้ผลิตกำจัดชิปปลอม หรือชิปที่ไม่ได้คุณภาพ

Masaaki Hashimoto ประธาน Oki Engineering เตือนว่า แม้การขาดแคลนส่วนประกอบเพียงชิ้นเดียวอาจทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์ได้ แต่หากชิปปลอมถูกบรรจุเข้าไปในผลิตภัณฑ์จะกลายเป็นเรื่องที่ ‘สายเกินแก้ไข’

Oki Engineering เริ่มให้บริการดังกล่าวในเดือน มิ.ย. โดยในเดือน ส.ค. มีการส่งชิปมาให้ตรวจสอบกว่า 150 เคส จากผู้ผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งหลังจากตรวจสอบไปประมาณ 70 เคส บริษัทพบชิปที่มีปัญหาถึง 30%

จุดสังเกตมีตั้งแต่เครื่องหมายจุดเล็กๆ บนบรรจุภัณฑ์, ตำแหน่งของสัญลักษณ์ผิด, ความผิดปกติของ Lead Frame ที่เชื่อมต่อชิปกับแผงวงจร และ การเปลี่ยนหมายเลขบนบรรจุภัณฑ์เพื่อปกปิดวันผลิตที่แท้จริง

ก่อนมีการเปิดให้บริการตรวจสอบชิปอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย. Oki Engineering ได้ตรวจสอบความถูกต้องของชิปตามคำขอของลูกค้ารายบุคคล และความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิปที่ใช้เทคโนโลยีอเมริกาไปยัง Huawei

สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้ Huawei กักตุนชิปให้ได้มากที่สุด ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานเดิม และทำให้มี ซัพพลายเออร์ที่ไม่คุ้นหน้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

นอกจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนแล้ว การขาดแคลนชิปยังมาจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น จากทั้งยอดขายคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น, การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีไร้สาย 5G

Taiwan Semiconductor ผู้ผลิตชิปชั้นนำของโลก คาดการณ์ว่าปัญหาขาดแคลนชิปจะดำเนินต่อไปจนถึงประมาณปี 2023 ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีทางเลือกไม่มากนัก แต่แนะนำให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง

อ้างอิง: https://asia.nikkei.com/Business/Tech/Semiconductors/Fake-chips-slipping-into-supply-chain-industry-insiders-warn 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Analysis: ประเมินวิกฤติสภาพคล่อง Evergrande เปิดไทม์ไลน์จ่ายหนี้ ทางการจีนเตือนเจ้าหนี้ อย่าคาดหวังการชำระหนี้คืนจากบริษัท

THE OPPORTUNITY
Analysis: ประเมินวิกฤติสภาพคล่อง Evergrande เปิดไทม์ไลน์จ่ายหนี้ ทางการจีนเตือนเจ้าหนี้ อย่าคาดหวังการชำระหนี้คืนจากบริษัท

เหล่าผู้ถือหุ้นกู้ Evergrande กำลังพิจารณาว่าวิกฤติสภาพคล่องของบริษัทชั้นนำด้านอสังหาฯ อย่าง Evergrande เลวร้ายอย่างที่ปรากฏในข่าวหรือไม่

Evergrande มีตราสารหนี้ 2 ฉบับที่จะครบกำหนดและต้องจ่ายดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีนี้ (23 ก.ย.) ซึ่งเป็นบททดสอบสำคัญว่าบริษัทยังมีความสามารถในการชำระหนี้แก่ผู้ถือหุ้นกู้หรือไม่ ในขณะเดียวกัน บริษัทยังค้างชำระแก่ธนาคาร, ซัพพลายเออร์ รวมถึง ผู้ถือสินทรัพย์การลงทุนในประเทศ

นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าบริษัทมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง ทำให้หุ้นกู้ Evergrande ฉบับหนึ่งมีราคาซื้อขายน้อยกว่ามูลค่าที่ตราไว้ถึง 30% และในวันนี้ (20 ก.ย.) ราคาหุ้น Evergrande ร่วงไปแล้วกว่า 15%

ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของ Evergrande กำลังแพร่กระจายไปสู่ตลาดการเงินของจีน ส่งผลให้หุ้นบริษัทอสังหาฯ อื่นร่วงหนัก ในขณะที่ผลตอบแทนของดัชนีตราสารหนี้เก็งกำไรสกุลเงินดอลลาร์พุ่งสู่ 14% สูงสุดในรอบเกือบทศวรรษ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้วันศุกร์ที่ผ่านมา (17 ก.ย.) ธนาคารกลางจีนประกาศอัดฉีดเงินสดระยะสั้นมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบการเงิน ส่งสัญญาณว่าผู้กำหนดนโยบายต้องการคลายความกังวลตลาด

ข้อมูลโดย Bloomberg ชี้ว่า ในสัปดาห์นี้ Evergrande มีกำหนดชำระดอกเบี้ยมูลค่า 83.5 ล้านดอลลาร์ จากหุ้นกู้ผลตอบแทน 8.25% อายุ 5 ปี และมีกำหนดชำระดอกเบี้ยมูลค่า 36 ล้านดอลลาร์ สำหรับหุ้นกู้ในประเทศ โดย Evergrande มีเวลา 30 วัน ก่อนการผิดนัดชำระเงินจะมาสู่สถานะผิดนัดชำระหนี้

โดยรวมแล้ว Evergrande มีดอกเบี้ยที่ต้องชำระถึง 669 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีนี้ โดยเป็นหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ถึง 615 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Fitch Ratings ลดระดับเครดิตของบริษัทมาสู่ CC โดยระบุว่ามีโอกาสสูงที่บริษัทจะผิดนัดชำระหนี้

Evergrande ยังมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารในวันนี้ (20 ก.ย.) ด้วยระยะเวลาผ่อนผัน 1 วัน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ในขณะที่ทางการจีนออกมาเตือนผู้ให้กู้รายใหญ่ว่าอย่าคาดหวังการชำระหนี้คืนจากบริษัท โดยผู้เกี่ยวข้องกล่าวว่า Evergrande และธนาคาร กำลังหารือเกี่ยวกับการขยายเวลากำหนดชำระเงินกู้บางส่วน

ผู้ถือหุ้นกู้เร่งขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ Evergrande จะถูกปรับโครงสร้างบริษัท โดยตอนนี้บริษัท Addleshaw Goddard กำลังร่วมงานกับผู้ถือหุ้นกู้บางส่วน และเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการเจ้าหนี้เพื่อเจรจากับ Evergrande

Evergrande มีหนี้ที่กู้ยืมจากธนาคาร และสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น ทรัสต์ อยู่ที่ 571,800 ล้านหยวน โดยมียอดชำระ 240,000 ล้านหยวน ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ซึ่งบริษัทมีต้นทุนการกู้ยืมเฉลี่ยอยู่ที่ 9.02% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.)

เงินกู้ส่วนหนึ่งของ Evergrande ค้ำประกันโดยการจำนำทรัพย์สิน, สิทธิการใช้ที่ดิน, เงินฝากธนาคาร และ ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในเครือบางแห่ง

China Minsheng Bank, Agricultural Bank of China และ Industrial & Commercial Bank of China เป็นเจ้าหนี้หลักของ Evergrande เมื่อปลายปีที่แล้ว

ผลกระทบจากแรงเทขายหุ้นกู้ Evergrande ต่อตลาดสินเชื่อ ขึ้นอยู่กับความสามารถของ Evergrande ในการยื้อเวลาชำระหนี้กับธนาคาร การผิดนัดชำระหนี้ที่ยุ่งเหยิงอาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด แม้ทางการจีนจะคุมเข้มข้อจำกัดทางการเงินของบริษัทอสังหาฯ และกีดกันเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ตาม

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-18/evergrande-moment-of-truth-arrives-with-bond-payment-deadlines?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/09/2021 “Evergrande เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เส้นตายในสัปดาห์นี้” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/09/2021 “Evergrande เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เส้นตายในสัปดาห์นี้” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 20/09/2021

“Evergrande เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เส้นตายในสัปดาห์นี้”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -166.44 จุด (-0.48%) S&P500 -40.76 จุด (-0.91%) Nasdaq -137.96 จุด (-0.91%) Small Cap 2000 +1.01 จุด (+0.04%) VIX index อยู่ที่ 20.81 (+11.34%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -39.03 จุด (-0.94%) Dax เยอรมัน -161.58 จุด (-1.03%) CAC 40 ฝรั่งเศส -52.40 จุด (-0.79%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 20 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และตลาดหุ้นจีน CSI 300 ปิดทำการ ตลาดหุ้นฮ่องกง ติดลบหนักมากกว่า -3% และ SET Index วันทำการล่าสุดปิดตลาดที่ 1,625.65 (-0.37%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 20 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,749.20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.18 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.27 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 74.86 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 20 ก.ย. 2564) Bitcoin 45,692.9 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,215.03 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.224319 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 395.37 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพรวมสินทรัพย์ทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – น้ำมัน (+1.7%), ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (+0.6%) และ หุ้นญี่ปุ่น (+0.2%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ทองคำ (-2.2%), หุ้นตลาดกำลังพัฒนา (-1.6%) และ หุ้นสหราชอาณาจักร (-1.5%)

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ 3 อันดับแรก กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – อินเดีย Nifty (+1.4%), เวียดนาม (+0.9%) และ อินโดนีเซีย (+0.7%) ปรับตัวในทิศทางลบ – บราซิล (-4.0%), จีน H-Shares (-3.4%) และ จีน A-Shares (-2.7%)

การประชุม FOMC วันที่ 21 – 22 กันยายน เป็นตัวชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มทำ QE Tapering หรือไม่

ปี 2022 มีโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้ลดการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล ซึ่งเป็นการถอนนโยบายการคลังที่มากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 รองจากปี 1946 ซึ่งจะส่งผลลบต่อ GDP ของสหรัฐฯ คาดการณ์ GDP สหรัฐฯ จาก Bloomberg ปี 2021 +5.9% ปี 2022 +4.2%

หนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นใกล้ถึงระดับ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดอยู่ที่ 8.49 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

คาดการณ์ EPS ของ S&P500 ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนมีการปรับเพิ่ม +0.4% ส่วน Nasdaq ตั้งแต่ต้นเดือนมีการปรับลดคาดการณ์ EPS ลง  -0.2%

Earning Yield Gap ของ S&P500 อยู่สูงกว่า -1 S.D. ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพงมาก EYG ของ Nasdaq อยู่ที่ -1 S.D.

จีนสมัครเข้าร่วม CPTPP อย่างเป็นทางการ อาจจะเป็นความพยายามในการถ่วงดุลอำนาจครั้งใหม่ มีหลายประเทศแสดงความกังวลต่อการพยายามจะเข้าร่วมของจีนครั้งนี้ เช่น มาเลเซีย และไต้หวัน

Evergrande จะถึงเส้นตายการจ่ายดอกเบี้ยวันที่ 23 กันยายน จำนวน 83.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และวันที่ 29 กันยายน อีกประมาณ 41.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้สินรวมอยู่ที่ 3.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ Evergrande ทำการเสนอจ่ายคืนนี้ โดยให้เป็นส่วนลดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์แทน

เจ้าหนี้ 5 อันดับแรกของ Evergrande – Ashmore Group, Blackrock, UBS AG, HSBC Holdings และ Prudential Funds

ทางการจีนทำการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจำนวน 9 หมื่นล้านหยวน ผ่านการทำ repo อายุ 7 และ 14 วัน

โจ ไบเดน และเอ็มมานูเอล มาครง เตรียมหารือ หลังจากฝรั่งเศสไม่พอใจ AUKUS ล้มดีลเรือดำน้ำออสเตรเลีย ฝรั่งเศสทำการเรียกทูตประจำสหรัฐฯ และออสเตรเลียกลับประเทศ

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 12,709 ราย จากเรือนจำ 858 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 106 ราย หายป่วยกลับบ้าน 11,125 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,489,186 ราย หายป่วยสะสม 1,341,363 ราย

FINNOMENA Market Alert: Hang Seng ร่วง 4% กังวล Evergrande กดดันหุ้นอสังหาฯ ทั้งตลาด หุ้นธุรกิจประกันร่วงด้วย

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: Hang Seng ร่วง 4% กังวล Evergrande กดดันหุ้นอสังหาฯ ทั้งตลาด หุ้นธุรกิจประกันร่วงด้วย

Hang Seng ร่วง 4% กังวล Evergrande กดดันหุ้นอสังหาฯ ทั้งตลาด หุ้นธุรกิจประกันร่วงด้วย เช้านี้ (20 ก.ย.) ดัชนี Hang Seng ลดลงกว่า 4% หลังหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ปรับตัวลงตามหุ้น Evergrande ที่ร่วงลงกว่า 13.78% แล้ว หุ้นในดัชนี Hang Seng ปรับตัวลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาฯ ได้แก่ Henderson land -11.24%, New World -10.25%, SHK Ppt -8.54%, CK Asset -7.58% และ Country Garden Services 7.72%

ในขณะที่ความกังวลในการผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande แพร่กระจายไปยังหุ้นกลุ่มอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น กลุ่มประกัน Ping An Insurance -7.43%, AIA -5.68% และ China Life Insurance -4.95%

นักลงทุนจับตากำหนดชำระหนี้ของ Evergrande ในวันพฤหัสบดีนี้ (23 ก.ย.) บริษัทมีดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดชำระในสัปดาห์นี้อยู่ที่ 83.5 ล้านดอลลาร์ และอีก 47.5 ล้านดอลลาร์ที่จะครบกำหนดในวันที่ 29 ก.ย. โดยบริษัทต้องชำระหนี้ภายใน 30 วัน ก่อนขึ้นสถานะผิดนัดชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ปิดทำการในวันนี้ เนื่องจากวันที่ 20-21 ก.ย. เป็นวันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์ของประเทศจีน, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และ เกาหลีใต้

FINNOMENA Investment Team ได้ติดตามสัดส่วนการถือครอง Evergrande ของกองทุนในพอร์ตแนะนำแล้วพบว่าไม่มีการถือครองอย่างมีนัยยะ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ตลาดมีความกังวล ทาง FINNOMENA Investment Team ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/20/asia-stocks-markets-in-china-japan-south-korea-closed-for-holidays.html

ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด

FINNOMENA Investment Team
ดาวน์โหลดฟรี! Weekly Market Insight ฉบับล่าสุด (จำนวนจำกัด)

     Weekly Market Insight ประจำสัปดาห์ 20/09 – 24/09/64

พิเศษ! สำหรับสมาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี “มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์”

(ถ้าเปิดจากโทรศัพท์แล้วดูแบบ preview ไม่ได้ ให้กดดาวน์โหลดมุมขวาบน)