แจ้งเตือน

เงินเดือนเท่านี้ ลงทุน SSF-RMF ได้สูงสุดเท่าไร?

planet 46
เงินเดือนเท่านี้ ลงทุน SSF-RMF ได้สูงสุดเท่าไร?

มาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษีปี 2565 แล้ว อีกหนึ่งตัวช่วยประหยัดภาษีที่เราไม่ควรมองข้ามเลยคือ “กองทุน SSF-RMF” เพราะนอกจากจะช่วยเราประหยัดภาษีได้แล้วยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อีกด้วย

บทความนี้จะขอพาทุกคนมาดูกันว่าเงินเดือนที่เราได้รับในปัจจุบันจะสามารถลงทุน SSF-RMF ได้สูงสุดตามเงื่อนไขเท่าไรบ้าง? ติดตามไปพร้อมกันได้เลย!

เงื่อนไขการลงทุนกองทุน SSF-RMF

  • SSF ลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี และไม่เกิน 200,000 บาท
  • RMF ลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้รวมทั้งปี และไม่เกิน 500,000 บาท

โดยทั้งกองทุน SSF และ RMF เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ* แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

* กองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ ได้แก่ กองทุน SSF, กองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และประกันชีวิตแบบบำนาญ

เงินเดือนเท่านี้ ลงทุน SSF-RMF ได้สูงสุดเท่าไร?

รายได้รวมต่อปี 360,000 บาท (30,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 108,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 108,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 480,000 บาท (40,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 144,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 144,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 600,000 บาท (50,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 180,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 180,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 720,000 บาท (60,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 216,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 840,000 บาท (70,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 252,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 960,000 บาท (80,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 288,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 1,080,000 บาท (90,000 บาท/เดือน)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุด 200,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุด 324,000 บาท

รายได้รวมต่อปี 1,200,000 บาท (เดือนละ 100,000 บาท)

  • ลงทุน SSF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • ลงทุน RMF อย่างเดียวได้สูงสุดไม่เกิน 360,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี ปี 2565: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

ใครที่สนใจประหยัดภาษีด้วยการลงทุนในกองทุน SSF-RMF ทาง FINNOMENA ก็มีความคุ้มแบบฟินฟินมานำเสนอให้ลูกค้าใหม่เช่นกัน ซึ่งหากเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA วันนี้ คุ้มที่ 1 รับฟรี! 100 FINT โดยสามารถนำ 100 FINT มาแลกรับ Cashback เป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุนได้สูงสุดถึง 2,000 บาท คุ้มต่อที่ 2 หากเปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี SSF-RMF ด้วย วันนี้ รับฟรี! หน่วยลงทุนกองทุน KCASH เพิ่มอีกมูลค่า 100 บาท โปรโมชันคุ้ม ๆ แบบนี้มีถึงแค่วันที่ 31 ธันวาคม 2565 เท่านั้นนะ ใครพร้อมรับความคุ้มแบบฟินฟินที่ FINNOMENA ตั้งใจนำมามอบให้แล้ว ก็เปิดบัญชีเพื่อเริ่มลงทุนได้เลย! ดูรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดบัญชี FINNOMENA ได้ที่

— planet 46.

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม  โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: คนไทยใช้แอปการเงินมากสุดในอาเซียน Sea เผยผลสำรวจ Thai Digital Generation 2022 คนไทยเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็วใน 2 ปีที่ผ่านมา

THE OPPORTUNITY
News Update: คนไทยใช้แอปการเงินมากสุดในอาเซียน Sea เผยผลสำรวจ Thai Digital Generation 2022 คนไทยเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็วใน 2 ปีที่ผ่านมา

Sea เผยผลสำรวจจากรายงาน Thai Digital Generation 2022 ‘การเข้าถึงการเงินในยุคดิจิทัล’ ซึ่งจัดทำโดย Sea (Group) และ World Economic Forum (WEF) พบว่า พฤติกรรมการใช้บริการทางการเงินของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็วใน 2 ปีที่ผ่านมา

กลุ่มเป้าหมายของการสำรวจเป็น ‘คนยุคดิจิทัล’ (Digital Generation) ซึ่งหมายถึงผู้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทยหลากหลายวัย ในช่วงอายุ 16 – 60 ปี จำนวนกว่า 8,000 คน โดย 51% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุต่ำกว่า 35 ปี 53% เป็นเพศหญิง และราว 17% เป็นผู้ประกอบการ MSME

ประเทศไทยมีสัดส่วนคนใช้แอปฯ การเงินดิจิทัล (อีแบงก์กิ้งและอีวอลเล็ต) อยู่ที่ 83% ซึ่งมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และเป็นหนึ่งในสองประเทศในภูมิภาคที่สัดส่วนคนใช้แอปฯ การเงินเหล่านี้ สูงกว่าโซเชียลมีเดีย (72%)

ราว 94% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีประสบการณ์การใช้ บริการทางการเงิน และต้องการที่จะใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคต ทั้งด้านการจับจ่ายใช้สอย การเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมไปถึงพฤติกรรมการออมและการลงทุน แม้แต่ในหมู่คนที่เข้าถึงบริการการเงินได้ดีและสามารถเข้าถึงประโยชน์จากสินเชื่อ การลงทุน และบริการประกันภัยได้อยู่แล้ว ก็ยังต้องการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นเช่นกัน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist และกรรมการผู้จัดการใหญ่ Sea (Group) อธิบายเสริมว่า หากเปรียบระบบ การเงิน ปัจจุบันให้เป็นอาคารสูง ชั้นล่างมีผลิตภัณฑ์การเงินขั้นพื้นฐาน เช่น บัญชีออมทรัพย์ และการทำธุรกรรมชำระเงิน ในขณะที่ชั้นสูงขึ้นไปมีผลิตภัณฑ์ขั้นแอดวานซ์ เช่น เครดิต การลงทุน การทำประกัน เราพบว่า ผู้คนส่วนมากยังอยู่ที่ชั้นล่าง โดย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีบัญชีออมทรัพย์และเข้าถึงการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่คนหลายกลุ่มยังคงเข้าไม่ถึง บริการทางการเงิน ขั้นแอดวานซ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ MSME ผู้หญิง คนรุ่นใหม่ และคนในพื้นที่ชนบท โดยมีคน ยุคดิจิทัล ในประเทศไทยเพียง 28% เท่านั้นที่เข้าถึงทั้งสินเชื่อ การลงทุน และประกัน ในด้านสินเชื่อพบว่า มี MSME ที่ต้องการสินเชื่อไม่ถึงครึ่งที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ ในขณะที่ด้านการลงทุน กลุ่มคนส่วนใหญ่กว่า 60% ใช้บริการออมเงินไว้ในบัญชีเท่านั้น

ดังนั้น การนำ เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาใช้ ก็เปรียบเสมือนการสร้างบันได ที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงและรับประโยชน์จากบริการทางการเงินในชั้นที่สูงขึ้นไปได้ เนื่องจากสามารถเพิ่มการเข้าถึงทางการเงินได้จากระยะไกล ในทุกพื้นที่ และด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ทั้งยังสามารถช่วยลดกระบวนการที่ใช้เวลานาน และขยายกลุ่มเป้าหมายให้กลุ่มอื่นเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินได้อย่างง่ายขึ้นเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาข้อเสนอบริการที่มีอยู่แล้วในชั้นที่สูงขึ้นไป โดยช่วยให้ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถปรับและนำเสนอบริการทางการเงินให้ตอบความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากขึ้นโดยใช้ดาต้า ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการที่เป็น Fintech หรือ Digital Bank รวมทั้งสถาบันการเงินดั้งเดิมที่มีการทรานส์ฟอร์มสู่โลกดิจิทัล สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับแต่ละบุคคลคืออะไร ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

รายงานยังพบว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความแตกต่างกันตามพื้นที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน ซึ่งในชนบทยังมีช่องว่างทางความรู้อยู่มาก ในด้า การจัดการทางการเงิน และความเข้าใจเกี่ยวกับบริการทางการเงินขั้นแอดวานซ์ที่มีความซับซ้อน ดังนั้น แม้เทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบในการสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ทั่วถึง แต่ไม่สามารถละเลยการให้ความรู้ด้านการเงินได้ โดยความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้บริการการเงินในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะด้านการลงทุนและบริหารการเงินส่วนตัว นอกจากนี้ยังพบว่า ผลิตภัณฑ์การเงินที่คนขาดความรู้ที่สุดคือ สินเชื่อ

คนยุคดิจิทัลระบุว่า การเรียนรู้ด้านการเงินที่ได้ผลดีที่สุดคือ การเรียนรู้จากลองทำเอง ตามมาด้วยครอบครัวและเพื่อน และพนักงานประจำสาขาธนาคารหรือจุดให้บริการทางการเงิน สื่อสังคมออนไลน์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้เรียนรู้จากพนักงานของสถาบันการเงินหรือจุดให้บริการทางการเงิน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน ยังมีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่า อยากเรียนรู้จากทั้ง 2 ช่องทางนี้ นอกจากนี้ การมีความรู้ด้านดิจิทัลก็จำเป็นไม่แพ้กัน เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเงินและข้อมูล อันเป็นความกังวลอันดับต้นๆ ของคนยุคดิจิทัล

ด้วยเหตุนี้ การสร้างเสริมความรู้ด้านการเงินและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชนจะละเลยไม่ได้ ซึ่งเราก็สามารถเห็นได้ว่าผู้ให้บริการทางการเงินต่างๆ ตลอดจนผู้ออกนโยบายอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับ Sea (Group) ที่ได้เริ่มให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงินในประเทศไทย ผ่านเนื้อหาการเรียนรู้บน seaacademy และในปีหน้าจะมีโครงการพัฒนาความรู้ด้านการเงินโดยใช้เกมิฟิเคชั่น (Gamification) เข้ามาช่วยย่อยเนื้อหาเรื่องการเงินที่คนมองว่ายาก ให้เรียนรู้ได้อย่างง่ายดายและสนุกขึ้น นับเป็นการต่อยอดการให้ความรู้เพื่อสร้างความพร้อมของผู้คนในยุคดิจิทัล เพิ่มเติมจากเดิมที่มีการทำโครงการสร้างเสริมทักษะดิจิทัลมาโดยตลอด

อ้างอิง: https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1038619 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นแรง 2.84% จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA Market Alert: ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นแรง 2.84% จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ

ก่อนปิดตลาดช่วงบ่ายวันที่ 25 พ.ย. ดัชนี VN 30 ปรับตัวขึ้นแรง 2.84% สู่ระดับ 971 จุด จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อกลับเป็นจำนวน 877.62 พันล้านดอง มากที่สุดในรอบสัปดาห์ โดยหุ้นในภาคอสังหริมทรัพย์มีการปรับตัวขึ้นแรงหลังจากถูกแรงกดดันจากความกังวลของการผิดนัดชำระคืนหุ้นกู้ของ No Va Land Investment Group(NVL) ตลอดเดือนที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่า NVL จะยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้เสร็จสิ้น แต่มีพัฒนาการเชิงบวกจาก Ho Chi Minh city Real Estate Associate ได้ร้องต่อทางการให้ยืดระยะเวลากำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ของบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี เพื่อลดแรงกดดันและเพิ่มความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและตลาดหุ้นกู้ที่ถูกผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้แรงกดดันที่ลดลงได้ส่งผลต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและประกันภัยทำให้ปรับตัวขึ้น 2.57% กลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นถึง 6.88% และภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวขึ้น 3.53% โดยหลักทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นแรงโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานดี เป็นที่นิยมของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา เช่น BID TCG VIC VNM MSN HPG เป็นต้น

FINNOMENA Investment Team มองว่าตลาดหุ้นเวียดนามจะยังคงมีความผันผวนในระยะสั้นเกี่ยวกับสภาพคล่องของหุ้นกลุ่มอสังหาฯ และคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มการเงิน ในขณะที่ความกังวลอื่นๆ เริ่มมีทิศทางเบาบางลงจาก ค่าเงินดองมีความผันผวนน้อยหลังถูกปรับสมดุลให้เข้าใกล้สกุลเงินในภูมิภาคมาก และอัตราดอกเบี้ย overnight rate ปรับตัวลงและอยู่ในระดับทรงตัว

และเรายังคงมุมมองระยะยาวเช่นเดิม จากศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งระดับ Valuation อยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับหุ้นโลก โดยปัจจุบัน P/E 12M ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 8.3 เท่า หรือ -2.9 S.D. ในรอบ 10 ปี รวมไปถึงแรงเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนผ่านทาง Foreign Limit ของหุ้นต่างๆ ยังคงเต็มและมีค่า Premium ในระดับสูง ซึ่งในระยะสั้นเราเริ่มเห็นสัญญาณในการกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามอีกครั้งในช่วงใกล้ๆนี้ หลังภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีทิศทางที่ดูดีขึ้น

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ วางแผนภาษีอย่างไรให้จ่ายน้อยที่สุด? I POCKET MONEY EP58

FINNOMENA CHANNEL
พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ วางแผนภาษีอย่างไรให้จ่ายน้อยที่สุด? I POCKET MONEY EP58

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/f4Nbviw-Y84

อาชีพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เป็นหนึ่งในอาชีพมาแรงที่ทำเอาหลายคนที่เคยคิดว่าจะแค่ลองขายของดูเล่น ๆ กลับขายดิบขายดีจนต้องหันมาปั้นเป็นธุรกิจจริงจัง แต่ด้วยรายได้ที่มั่งมี ก็ตามมาด้วยภาษีที่ต้องจัดการให้รอบคอบ วันนี้มาลองดูกันว่าสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องวางแผนภาษีอย่างไร ถึงจะเหลือจ่ายน้อยที่สุด

ทำความเข้าวิธีคำนวณภาษีกันก่อน

  • ในกรณีที่เราเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ประกอบกิจการในนามตัวเองไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้จากการขายของออนไลน์หรือรายได้จากการซื้อมาขายไปเช่นนี้ จัดเป็นเงินได้ตามประเภทที่ 8
  • จะมีวิธีคำนวณภาษี 2 วิธี ซึ่งไม่ใช่ว่าจะให้เราเลือกเสียภาษีจากวิธีคำนวณวิธีใดวิธีหนึ่งด้วยตัวเอง แต่ต้องคำนวณทั้ง 2 วิธีแล้วเปรียบเทียบว่าวิธีไหนคำนวณแล้วจะต้องเสียภาษีเยอะกว่า กฎหมายก็จะบังคับให้เราเสียภาษีด้วยวิธีคำนวณนั้น

วิธีที่ 1: วิธีคำนวณตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได

  • เป็นวิธีการคำนวณที่หลายคนคุ้นเคย ไล่มาจากการนำรายได้จากการขายของออนไลน์ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน เหลือเท่าไรก็จะกลายเป็นเงินได้สุทธิ ที่จะนำไปคำนวณภาษีตามขั้นบันได
  • โดยเงินได้สุทธิที่ 150,000 บาทแรกจะได้รับยกเว้นภาษี
  • สังเกตที่ค่าใช้จ่าย กฎหมายภาษีกำหนดให้กรณีขายของออนไลน์ เราสามารถเลือกได้ว่าจะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาในอัตรา 60% หรือจะเลือกนำค่าใช้จ่ายจริงมาหักออกก็ได้
    • เช่น หากเรามีรายได้จากการขายของออนไลน์ 5 แสนบาท หากเลือกหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมา ก็เท่ากับหักค่าใช้จ่ายออกจากเงินได้ไปได้เลย 3 แสนบาท โดยไม่ได้สนว่าแท้จริงแล้วในการทำธุรกิจของเราจะมีค่าใช้จ่ายถึง 3 แสนบาทจริงหรือไม่
    • เมื่อนำ 5 แสนลบ 3 แสนเหลือ 2 แสนบาท นำไปหักค่าลดหย่อนภาษีต่อ ซึ่งเมื่อเราทุกคนจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีส่วนตัวคนละ 60,000 อยู่แล้ว จะเท่ากับว่าถึงแม้จะไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษีอะไรเพิ่มเติมเลย ก็จะเหลือเงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณอัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่ 140,000 บาท
    • และเมื่อเงินได้สุทธิ 150,000 แรกได้รับยกเว้นภาษี ก็จะเท่ากับกรณีนี้ที่เรามีรายได้จากการขายของออนไลน์ 5 แสนบาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด 
  • นอกจากนี้เมื่อเราสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่าที่จำเป็นและสมควรได้ ดังนั้นหากเป็นกรณีที่เราได้วิเคราะห์ว่าธุรกิจของเรานั้นมีต้นทุนกิจการเกินกว่า 60% การนำค่าใช้จ่ายจริงมาหักออกจากเงินได้ก็จะช่วยให้เสียภาษีน้อยลง
    • อย่างถ้ามีเงินได้จากการขายของออนไลน์ 1 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นสมควรอยู่ที่ 8 แสนบาท นำเงินได้ 1 ล้าน8 แสน เหลือ 2 แสน หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 140,000 บาท ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเช่นกัน
    • ในกรณีนี้ถึงแม้เราจะมีเงินได้จากการขายของออนไลน์ 1 ล้านบาท ก็อาจไม่ต้องเสียภาษีตามวิธีการคำนวณวิธีแรก 

วิธีที่ 2: วิธีคำนวณโดยอาศัยอัตราเหมา 0.5%

  • จะต้องนำเงินได้มาตั้ง แล้วคูณด้วย 0.5% ได้เท่าไรก็จะเท่ากับอัตราภาษีที่ต้องเสียตามวิธีคำนวณวิธีนี้เลย
  • อย่างกรณีที่มีเงินได้จากการขายของออนไลน์ 1 ล้านบาท คูณด้วย 0.5% = 5,000 เท่ากับอาจต้องเสียภาษีตามวิธีคำนวณนี้ 5,000 บาท แต่กฏหมายได้มีการยกเว้นภาษีในกรณีที่หากคำนวณตามวิธีที่ 2 แล้วจำนวนภาษีไม่เกิน 5,000 บาท เท่ากับว่าไม่ต้องเสียภาษี
  • นั่นก็จะทำให้ต้องกลับไปคำนวณตามวิธีที่ 1 วิธีเดียว หากวิธีที่ 1 คำนวณแล้วก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกเท่ากับไม่ต้องเสียภาษีจริง ๆ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการคำนวณวิธีไหน
  • แต่ก็จะยังคงมีหน้าทีต้องยื่นภาษีหากมีเงินได้จากการขายของออนไลน์ตั้งแต่ 60,000 บาทเป็นต้นไป

สรุป หากอยากขายของออนไลน์ให้เสียภาษีน้อยสุด ต้องเริ่มอย่างไร

  • ต้องทบทวนการประกอบธุรกิจของตัวเองว่ามีต้นทุนในการประกอบธุรกิจเป็นจำนวนเท่าไร
  • หากสิ้นปีสรุปแล้วมีค่าใช้จ่ายสูงก็จะได้พิจารณาหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่าที่จำเป็นและสมควร
  • ส่วนกรณีที่ต้นทุนไม่สูงการหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาก็ช่วยบรรเทาค่าภาษีที่ต้องจ่ายไปได้มาก
  • นอกจากนี้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มองว่ากิจการเริ่มมีอนาคตไกล ก็อาจพิจารณาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นแบบบริษัทได้ ซึ่งจะมีวิธีการคำนวณภาษีเฉพาะจากส่วนที่เป็นกำไรสุทธิ โดยทั่วไปอัตราภาษีอยู่ที่ 20% และยังสามารถหักผลขาดทุนสะสมได้ แต่ก็ต้องแลกเปลี่ยนกับการบริหารธุรกิจที่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเข้มงวดขึ้นด้วย

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

News Update: สโมสรแมนยูเนื้อหอม ‘แอปเปิล’ และ ‘เบ็คแฮม’ สนใจซื้อ คาดดีลไม่ต่ำกว่า 1.7 แสนล้านบาท

THE OPPORTUNITY
News Update: สโมสรแมนยูเนื้อหอม ‘แอปเปิล’ และ ‘เบ็คแฮม’ สนใจซื้อ คาดดีลไม่ต่ำกว่า 1.7 แสนล้านบาท

หลังการประกาศขายสโมสร ‘แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด’ ของตระกูลเกลเซอร์ สื่อข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั้งยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง ‘แอปเปิล’ และ ‘เดวิด เบ็คแฮม’ ตำนานนักเตะของแมนยู ต่างแสดงความสนใจที่จะซื้อสโมสรนี้

วันนี้ (25 พ.ย.) สื่ออังกฤษ ‘เดลี่สตาร์’ รายงานว่า แอปเปิลอาจสนใจซื้อแมนฯยูไนเต็ดในราคา 5,800 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 251,076 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้แอปเปิลไม่เคยเป็นเจ้าของทีมกีฬารายใหญ่มาก่อน กระทั่งพบโอกาสจากทีมดังจึงทำให้แอปเปิลเกิดความสนใจ

อย่างไรก็ตาม แอปเปิลและเจ้าของสโมสรแมนฯยู ยังไม่ได้แสดงความเห็นใดต่อประเด็นนี้

ขณะที่สื่อมวลชนหลายสำนักในประเทศอังกฤษ รายงานว่า ‘เดวิด เบ็คแฮม’ ตำนานนักเตะของแมนฯ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ เริ่มเปิดเจรจาเพื่อเทคโอเวอร์สโมสรปีศาจแดงแล้ว โดยเบ็คแฮม ไม่สามารถซื้อสโมสรได้ด้วยตัวเอง แต่จะร่วมกับกลุ่มทุนเพื่อซื้อสโมสร

ข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้น เกือบจะกลายเป็นการซื้อสโมสรฟุตบอลที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งคาดกันว่ามูลค่าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หากมีการทำธุรกรรมซื้อขายกันจริงๆ อาจไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1.7 แสนล้านบาท

ปัญหาสำคัญที่ผู้ซื้อแมนยูต้องเผชิญคือ ‘สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด’ ที่ต้องการการปรับปรุงมานานแล้ว ซึ่งคาดว่าการซ่อมแซมจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,500 ล้านปอนด์

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (19 – 25 พ.ย. 65)

premiums
สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (19 - 25 พ.ย. 65)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 19 – 25 พ.ย. 2565 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

5 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดีประจำสัปดาห์ (19 – 25 พ.ย. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (19 - 25 พ.ย. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 25 พ.ย. 2565)

1. TVIETNAM – กองทุนเปิด ทิสโก้ เวียดนาม อิควิตี้

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +8.59%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -29.05%

ซื้อกองทุน TVIETNAM คลิก

2. SCBVIET(A) – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นเวียดนาม (ชนิดสะสมมูลค่า)

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +6.03%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -41.14%

ซื้อกองทุน SCBVIET(A) คลิ

3. K-VIETNAM – กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +5.57%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -34.16%

ซื้อกองทุน K-VIETNAM คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 5 อันดับเพิ่มเติม: TVIETNAM, SCBVIET(A), K-VIETNAM, KT-PRECIOUS, KT-CLMVT-D, KT-CLMVT-A

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2565 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้าจัดอันดับกองทุน อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (19 – 25 พ.ย. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (19 - 25 พ.ย. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 25 พ.ย. 2565)

1. ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -6.31%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -45.08%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2. PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.43%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -38.77%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

3. K-VIETNAM : กองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +1.68%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -34.16%

ซื้อกองทุน K-VIETNAM คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติมONE-UGG-RA, PRINCIPAL VNEQ-A, K-VIETNAM, TMBGQGB-INNOTECH, K-CHINA-A(A), KT-ENERGY, SCBS&P500, TMBAGLF, K-CHANGE-A(A)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 25/11/2022 “สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จีนพบผู้ติดเชื้อวิดเพิ่มในประเทศ หุ้นจีนเสี่ยงถูกขายอีกระลอก?”พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 25/11/2022

“สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จีนพบผู้ติดเชื้อวิดเพิ่มในประเทศ หุ้นจีนเสี่ยงถูกขายอีกระลอก?”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดทำการ S&P500 ปิดทำการ  Nasdaq  ปิดทำการ Small Cap 2000 ปิดทำการ VIX index ปิดทำการ

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,961.99 จุด +15.55 จุด (+0.39%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,539.56 จุด +111.97 จุด (+0.78%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,707.32 จุด +28.23 จุด (+0.52%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,383.02 จุด +267.35 จุด (+0.95%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 17,660.89 จุด +137.07 จุด (+0.78%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,756.80 จุด -16.72 จุด (+0.44%) และ SET Index ปิดที่ 1,624.96 จุด +0.56 จุด (+0.03%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 25 พ.ย. 2565) ทองคำ 1,757.1 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 21.517 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 78.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 85.47 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 25 พ.ย. 2565) Bitcoin 16,501.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,184.79 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.081122 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 296.42 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

จีนพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ ‘สูงสุดเป็นประวัติการณ์’ เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รายงานผู้ติดเชื้อโควิดมากกว่า 31,000 ราย ซึ่งรวมถึงผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ สูงกว่าระดับสูงสุดที่ 29,317 ในช่วงกลางเดือนเมษายน ด้านตลาดหุ้นจีนหลังวันที่ 11 พ.ย. มีการประกาศลดระยะเวลาการกักตัวจากโควิด ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นจีนกว่า $370,000 ล้าน แต่อย่างไรก็ตามจีนพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่หุ้นจีนเสี่ยงถูกขายอีกระลอก (ที่มา cnbc)

ชาวอเมริกันฉลองเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ท่ามกลางเงินเฟ้อสูง ชาวอเมริกันปักหลักในนิวยอร์กในวันพฤหัสบดี เพื่อชมขบวนพาเหรดสีสันสดใสตระการตา โดยบอลลูนขนาดยักษ์ยังตรึงตราตรึงใจชาวอเมริกันในขบวนพาเหรดวันขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เช่นเคย โดยพาเหรดที่จัดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาเกือบ 100 ปีนี้ เต็มไปด้วยทัพบอลลูกยักษ์รูปลักษณ์ต่าง ๆ ตัวเลขที่น่าสนใจในขบวนพาเหรดวันขอบคุณพระเจ้า บอลลูนยักษ์ 16 ลูก วงดุริยางค์ 12 วง กลุ่มการแสดง 10 กลุ่ม ตัวตลก 700 ตัว และซานตาคลอสเพียงหนึ่งเดียว (ที่มา voathai)

G-7 เริ่มมาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดิบรัสเซียแล้ว ด้าน EU เสียงแตกร่วมจากกำหนดเพดาน เนื่องจากข้อเสนอของกลุ่ม G-7 เรื่องระดับราคาน้ำมันที่ส่งออกทางทะเลของรัสเซียเสนอสูงสุดที่ 65 – 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถูกมองว่าสูงเกินไป ด้านรัสเซียขู่จะไม่ส่งน้ำมัน – ก๊าซ ให้ประเทศที่เข้าร่วม (ที่มา reuters)

‘อันวาร์ อิบราฮิม’ เข้ารับตำแหน่งนายกฯ มาเลเซีย มุ่งเยียวยาประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจ อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำพรรคฝ่ายค้านมาเลเซียวัย 75 ปี เข้ารับพระราชทานแต่งตั้งจากกษัตริย์ สุลต่าน อับดุลลาห์ สุลต่าน อาห์หมัด ชาห์ แห่งมาเลเซียให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของประเทศ การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอันวาร์ อิบราฮิม เขาต้องเข้ามารับโจทย์ใหญ่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศที่เผชิญปัญหาเงินเฟ้อ และวิกฤตค่าเงินอ่อนค่าหนัก รวมทั้งประเด็นการแบ่งแยกทางสังคมมาเลเซีย (ที่มา voathai)

ตลาดคริปโตฯ ไทยซบเซา หลังเกิดวิกฤติ FTX กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน เมื่อกระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลก FTX ประกาศล้มละลาย หลังครบรอบ 1 ปีที่ Bitcoin ขึ้นไปทำราคาสูงสุดที่ 69,000 เหรียญสหรัฐต่อBTC กรณี FTX นับเป็นฝันร้ายอีกครั้งของนักลงทุนคริปโตทั่วโลก และ นักลงทุนคริปโตยังกังวลว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ อย่าง BlockFi และ Genesis Global Capital อาจต้องยื่นขอล้มละลายด้วยเช่นกัน (ที่มา prachachat)

สัมมนา

Tax Saving Fund Day สัมมนารวมกองทุนน้ำดีประหยัดภาษีปี 65 วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2022 เวลา 14.00 – 16.00 น. ณ Finnomena Office (BLOCK 28 สามย่าน ชั้น 2) ลงทะเบียนได้ที่ finno.me/event-8dec

News Update: จับตาทิศทางตลาดหุ้นจีน MSCI China มูลค่าพุ่ง $3.7 แสนล้าน หลังรัฐบาลจีนผ่อนคลายคุมโควิด

THE OPPORTUNITY
News Update: จับตาทิศทางตลาดหุ้นจีน MSCI China มูลค่าพุ่ง $3.7 แสนล้าน หลังรัฐบาลจีนผ่อนคลายคุมโควิด

ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มพลิกผันอย่างรวดเร็วและจะตามมาด้วยแนวโน้มที่ยาวนานและทรงพลัง ดังนั้น ‘จังหวะเวลา’ ที่ซื้อมีความสำคัญพอๆ กับว่าการเลือกว่าจะซื้ออะไร

นักลงทุนคนไหนที่เข้าซื้อหุ้นจีนในวันที่ 11 พ.ย. ที่รัฐบาลจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการโควิดคือหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการปรับตัวขึ้นของดัชนี MSCI China เกือบ 370,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงรอสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นหลังมูลค่าของดัชนีสูญไปกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 เดือนจนถึง ต.ค.

John Lin ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอหุ้นจีนที่ AllianceBernstein เปรียบเทียบนโยบายของรัฐบาลจีนเหมือนรถไฟบรรทุกสินค้าขนาดยักษ์ที่วิ่งลงมาตามทาง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคืออย่ายืนขวางทาง หลังจากนั้นก็กระโดดขึ้นรถไฟทันที

Abrdn คือหนึ่งในสถาบันการเงินที่เห็นโอกาสในหุ้นกู้จีนหลังการผ่อนคลายนโยบายโควิดเพื่อฟื้นฟูภาคอสังหาฯ ของประเทศ ซึ่ง Ray Sharma-Ong ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Abrdn กล่าวว่า นักลงทุนสามารถช้ประโยชน์จากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่มีแนวโน้มชันขึ้นจากการเปิดเมืองได้

Ray Sharma-On เสริมว่า หุ้นกู้จีนสกุลเงินดอลลาร์มีโอกาสให้ผลตอบแทนประมาณ 8% ขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้สกุลเงินท้องถิ่นมาพร้อมกับโบนัส 2% ของมูลค่าการซื้อขายที่เป็นบวกจากการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน โดยเขาคาดว่า หยวนจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งสัญญาณที่เป็นประโยชน์ให้จับตามองคือ การประชุม Politburo ในต้นเดือน ธ.ค. รวมถึงการประชุม Central Economic Work Conference ที่ตามมาหลังจากนั้นไม่นาน

Jason Liu จาก Deutsche Bank AG กล่าวว่า ตลาดอาจได้เห็นสัญญาณบางอย่างจากผู้นำระดับสูง โดยคาดว่าสินทรัพย์ของจีนจะผันผวนในระยะสั้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายโควิดเป็นศูนย์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า

โดย Jason Liu มีคำแนะนำให้ ‘ซื้อ’ หุ้นจีน รวมถึงหุ้นเทคโนโลยี เพื่อรอรับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของตลาด และยังมองว่าเงินหยวนน่าสนใจเมื่อพิจารณาจากการแข็งค่าในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

ด้านนักวิเคราะห์ของ Bloomberg News มองว่า การเปิดเมืองอีกครั้งของจีนจะทำให้กระแสเงินไหลเข้าตลาดหุ้นจีนในปี 2023 ซึ่งคิดเป็น 1% ของ GDP ทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยพยุงเงินหยวน ขณะที่ AllianceBernstein กล่าวว่า ตลาดหุ้นจีนเปลี่ยนไปจากยุคก่อนเกิดโควิดแล้ว ตอนนี้นักลงทุนยังมองหาการเติบโตได้ แต่ต้องตำนึงถึงนโยบายเป็นหลัก

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-11-24/china-investors-identify-trigger-points-to-buy-as-economy-opens?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: เจ้าชายซาอุฯ แจกโรลส์-รอยซ์ อัดฉีดนักเตะทุกคน หลังเฉือนชนะอาร์เจนตินา ราคาขายในไทยสูงถึง 53 ล้านบาท

THE OPPORTUNITY
News Update: เจ้าชายซาอุฯ แจกโรลส์-รอยซ์ อัดฉีดนักเตะทุกคน หลังเฉือนชนะอาร์เจนตินา ราคาขายในไทยสูงถึง 53 ล้านบาท

เจ้าชายซาอุดีอาระเบียแจก Rolls-Royce Phantom คันละกว่า 50 ล้านบาท อัดฉีดนักเตะที่เฉือนชนะทีมชาติอาร์เจนตินา 2-1 ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มในศึกสู้บอลโลกทุกคน

ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า Suhel Seth นักธุรกิจชาวอินเดีย รวมถึง Awab Alvi ทันตแพทย์และนักเคลื่อนไหว โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ ระบุว่า เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ประกาศอัดฉีดนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติที่ลงสู้ศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย

โดยมอบรถยนต์ Rolls-Royce Phantom ให้กับทีมนักกีฬาทุกคน หลังทำผลงานเฉือนเอาชนะทีมชาติอาร์เจนตินาไปได้ 2-1 ซึ่งถือเป็นการจบสถิติไร้พ่าย 36 นัดติดต่อกันของทีมอาร์เจนตินาไปโดยปริยาย

ชัยชนะในรอบแบ่งกลุ่มดังกล่าวทำให้ยซาอุดีอาระเบียคว้า 3 คะแนนขึ้นเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม C นับเป็นทีมจากเอเชียทีมแรกที่คว้าชัยชนะในฟุตบอลโลก 2022 โดยก่อนหน้านี้ ทางการประกาศให้วันที่ 23 พ.ย. เป็นวันหยุดเพื่อฉลองชัยชนะครังนี้

สำหรับราคาของรถยนต์ Rolls-Royce Phantom อยู่ที่ 460,000-550,000 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 16-19 ล้านบาท ขณะที่ราคาขายในประเทศไทยนั้นสูงถึง 53 ล้านบาท

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/world-news/news-1128518 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เช็กความเข้าใจก่อนวางแผนยื่นภาษี มีอะไรที่เรายังไม่รู้?

เพื่อนผู้ใจดี
เช็กความเข้าใจก่อนวางแผนยื่นภาษี มีอะไรที่เรายังไม่รู้?

ในช่วงเวลาปลายปีแบบนี้ หลายคนคงกำลังกลับมาทบทวนแผนการยื่นภาษีของตัวเอง ว่าสามารถลดหย่อนอะไรเพิ่มได้ไหม ต้องซื้ออะไรเพิ่มบ้าง วันนี้เราเลยจะชวนมาเช็กความเข้าใจในบางประเด็นอีกครั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนรวมถึงมือใหม่หัดยื่นภาษีอาจจะยังสงสัย จะได้สามารถวางแผนภาษีกันได้ถูกต้องนะ

เช็กความเข้าใจก่อนวางแผนยื่นภาษี มีอะไรที่เรายังไม่รู้?

1. เงินได้สุทธิ ไม่ใช่เงินได้ทั้งปี

ใครที่คำนวณเงินได้ทั้งปีของตัวเองแล้วคิดว่านี่คือเงินได้สุทธิ อาจจะต้องช็อกกับฐานภาษีที่สูงปรี๊ด ซึ่งข่าวดีคือ เงินได้สุทธินั้นไม่เหมือนกับเงินได้ทั้งปี เพราะเงินได้สุทธินั้นจะผ่านการหักลบกับค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว

สรุปเป็นสูตรง่าย ๆ คือ

เงินได้สุทธิ = เงินได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

ดังนั้น ยิ่งเราสามารถหักลบค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนได้มากเท่าไร เงินได้สุทธิเราก็จะน้อยลงเท่านั้น ส่งผลให้เรามีโอกาสตกอยู่บนขั้นภาษีที่ต่ำลง = จ่ายภาษีน้อยลงนั่นเอง

2. ค่าใช้จ่าย กับ ค่าลดหย่อน ไม่เหมือนกัน

แม้ว่าเราจะหักสองสิ่งนี้ออกจากเงินได้เหมือนกัน แต่ความหมายของทั้งคู่ไม่เหมือนกันนะ โดยค่าใช้จ่ายนั้น จะเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ของเรา หากเรามีรายได้เป็นเงินเดือน โบนัส เราก็จะหักค่าใช้จ่ายได้แบบหนึ่ง แต่หากประกอบวิชาชีพอิสระ ก็จะได้หักค่าใช้จ่ายอีกแบบหนึ่ง (ส่วนใครเป็นสายลงทุนเก็บออม มีรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล อันนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้นา)

ในฝั่งของค่าลดหย่อนนั้น เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ขึ้นอยู่กับสถานภาพและภาระของเรา เช่น ต้องดูแลพ่อแม่ ต้องจ่ายประกัน ต้องจ่ายดอกเบี้ยบ้าน ตรงนี้กฏหมายก็จะช่วยแบ่งเบาให้ด้วยการสามารถนำยอดเงินที่จ่ายเหล่านี้ไปลดหย่อนได้

อ่านเพิ่มเติม ลดหย่อนภาษี: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

3. ค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 ไม่ใช่หักได้ไปเลย 100,000 บาท แต่ 100,000 บาทคือเพดาน

สำหรับคนที่มีเงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน โบนัส) และ 2 (ค่าจ้างทั่วไป) หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายนี่คือเหมา 100,000 บาทไปเลยไม่ว่ารายได้ทั้งปีจะเป็นเท่าไร ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ต้องขยายความหน่อยว่า 100,000 บาทนี่จริง ๆ คือเพดานนะ โดยค่าใช้จ่ายนั้นจะต้องหัก 50% จากเงินได้ทั้งปี

นั่นหมายความว่า หาก 50% ของเงินได้ทั้งปีเราไม่ถึง 100,000 บาท เราก็จะไม่ได้หัก 100,000 บาท แต่หักตามตัวเลขจริง ในขณะที่หาก 50% ของเงินได้ทั้งปีนั้นเกิน 100,000 บาท เราจะหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 100,000 บาทเท่านั้น

ตัวอย่าง เงินได้ทั้งปีอยู่ที่ 160,000 บาท

  • 50% ของ 160,000 จะอยู่ที่ 80,000 บาท ซึ่งน้อยกว่า 100,000 บาท
  • จะได้หักค่าใช้จ่ายแค่ 80,000 บาท

ตัวอย่าง เงินได้ทั้งปีอยู่ที่ 400,000 บาท

  • 50% ของ 400,000 จะอยู่ที่ 200,000 บาท ซึ่งมากกว่า 100,000 บาท
  • ได้หักค่าใช้จ่ายแค่ 100,000 บาทอยู่ดี

4. คำนวณภาษีแบบขั้นบันได ไม่ใช่ว่าตกอยู่ขั้นไหนแล้วคูณเหมา

ใครเห็นฐานภาษีครั้งแรก อาจจะเข้าใจว่า อ๋อ พอคิดเงินได้สุทธิออกมาแล้ว ก็แค่เอาเงินนี้ไปคูณกับอัตราภาษีบนขั้นบันไดนั้น ก็จะได้ภาษีที่ต้องจ่ายใช่มั้ย? คำตอบคือไม่ใช่นะ เพราะการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได จะถูกคิดตามแต่ละขั้น โดยแบ่งเงินเป็นก้อน ๆ ตามแต่ละขั้นนั่นละ

สรุปวิธีคำนวณภาษี ปี 2564: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

สมมติว่าเงินได้สุทธิเราอยู่ที่ 350,000 บาท ไม่ใช่ว่าเอา 350,000 ไปคิด 10% แล้วได้ 35,000 บาท แต่วิธีคิดภาษีจะเป็นแบบนี้

ขั้น 1 – 150,000: ก้อนแรก 150,000 บาท => ได้รับการยกเว้น

ขั้น 150,001 – 300,000: ก้อนที่สอง 150,000 บาท => 5% ของ 150,000 = ภาษี 7,500 บาท

ขั้น 300,001 – 500,000: ก้อนที่สาม 50,000 บาท => 10% ของ 50,000 = ภาษี 5,000 บาท

รวมภาษีที่ต้องจ่าย ด้วยการรวมภาษีจากเงินสองก้อนที่โดนคิดภาษี นั่นก็คือ 7,500 + 5,000 = 12,500 บาท

อ่านเพิ่มเติม สรุปวิธีคำนวณภาษี: รายได้เท่าไรต้องเสียภาษีเท่าไร?

5. ค่าลดหย่อนบิดามารดา ได้ 1 ท่านต่อ 1 คน

กรณีนี้หากเป็นลูกคนเดียวจะไม่มีปัญหาเท่าไร แต่หากมีพี่น้องด้วยละก็ ต้องวางแผนกันดี ๆ เพราะแม้จะดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วยกันทั้งคู่ แต่สิทธิในการลดหย่อนของเรานั้นสามารถลดหย่อนได้เพียงหนึ่งท่านเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากเรามีกันสองพี่น้อง แล้วดูแลพ่อแม่ด้วยกันทั้งคู่ เราจะสามารถจับคู่ 1 ท่านต่อ 1 คนได้พอดี แต่หากมีพี่น้องมากกว่าหนึ่ง หรือหากเรามีแค่คุณพ่อหรือคุณแม่ อันนี้ก็ต้องเจรจากันกับพี่น้องอีกทีว่าใครจะรับสิทธิลดหย่อนนี้ไป

โดยสิทธิลดหย่อนบิดามารดานี้ จะใช้ได้ต่อเมื่อท่านอายุอย่างน้อยครบ 60 ปีในปีภาษี (ไม่ใช่ปีที่ยื่นภาษี) และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีนะ

6. ค่าลดหย่อนผู้พิการ / ทุพพลภาพ ต้องมีหลักฐาน

การลดหย่อนด้วยสิทธิดูแลคนพิการ / ทุพพลภาพนั้นไม่ใช่แค่ไปดูแลเขาแล้วอ้างได้ แต่ต้องมีหลักฐานมายืนยันด้วย

ในกรณีผู้พิการที่เราดูแลนั้นจะต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการซึ่งระบุชื่อเราในฐานะผู้ดูแล นอกจากนั้นสำหรับทั้ง 2 กรณีก็ต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ เผื่อไว้ด้วย อาทิเช่น หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.03) หนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ (ล.ย.04-1) และใบรับรองแพทย์ที่ระบุอาการทุพพลภาพ

อ้อ อีกจุดสำคัญคือ ผู้พิการ / ทุพพลภาพที่เข้าเกณฑ์ลดหย่อน จะต้องมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาทด้วยนะ

7. ประกันสังคมปี 2565 เพดานลดหย่อนอยู่ที่ 6,300 บาท

ปีนี้เราจะเจอว่า บางเดือนมีการลดอัตราเงินสมทบสำหรับประกันสังคม โดยเดือน พ.ค. – ก.ค. นั้นอัตราเงินสมทบจะอยู่ที่ 1% สูงสุด 150 บาท ส่วนเดือน ต.ค. – ธ.ค. จะอยู่ที่ 3.5% สูงสุด 450 บาท

นั่นทำให้ปีนี้ทั้งปี เงินที่เราจ่ายให้ประกันสังคมจะอยู่ที่ 6,300 บาท จากที่แต่เดิม จะอยู่ที่ 9,000 บาท (5% สูงสุด 750 บาทต่อเดือน)

8. จะลดหย่อนจากเงินบริจาค ต้องขอหลักฐาน เว้นว่าจะบริจาคผ่าน e-donation

อย่างที่รู้กันว่าเงินบริจาคนั้นสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งถ้าเป็นเงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ จะได้ลดหย่อนภาษีถึง 2 เท่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอย่าลืมขอหลักฐานด้วยนะเผื่อต้องยื่นคู่กัน หลักฐานที่ว่าก็ได้แก่ ใบอนุโมทนาบุญ หรือใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อเราในฐานะผู้บริจาค แต่ถ้าบริจาคผ่าน e-donation ก็สบายหายห่วง เพราะระบบได้บันทึกไว้แล้วเรียบร้อย

9. ลดหย่อนด้วย SSF RMF ปี 2565 นี้ ต้องแจ้งความประสงค์กับ บลจ. ด้วย

เป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ของปี หากเราต้องการนำยอดเงินที่ซื้อกองทุนประหยัดภาษีอย่าง SSF RMF เข้ามาลดหย่อนด้วยแล้วนั้น จะต้องแจ้งความประสงค์กับ บลจ. เจ้าของกองทุนที่เราถือเสียก่อน ไม่งั้นอดสิทธินะ! ซึ่งก็โชคดีที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่แต่ละ บลจ. ได้สร้างไว้ เพียงไม่กี่คลิกก็เรียบร้อยแล้ว สามารถดูช่องทางต่าง ๆ ของแต่ละ บลจ. ได้ที่ รวมลิ้งก์แจ้งสิทธิลดหย่อนภาษี SSF RMF ทุก บลจ. ปี 2022 แบบดูง่าย ๆ ที่เดียวจบ

ซึ่งหากเราแจ้งความประสงค์ในปีนี้ไปแล้ว ปีต่อ ๆ ไปเราก็ไม่ต้องแจ้งความประสงค์แล้วละ เพราะฉะนั้นแล้วใครที่ทยอยซื้อ SSF RMF มาตลอดทั้งปี ต้องอย่าลืมขั้นตอนนี้เลย สำคัญมาก!

ดูเพิ่มเติม ​​รู้ยัง? จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี SSF RMF ปีนี้ ต้องแจ้งความประสงค์ด้วย!

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นเกร็ดความรู้ด้านการยื่นภาษีที่อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจกันก่อน เพราะหลาย ๆ สิ่งนั้นเข้าใจผิดได้ง่ายมาก หรือถ้าไม่ทันตามข่าวอาจจะพลาดข้อมูลสำคัญไป ลองค่อย ๆ วางแผนกันดูนะ

คุ้มฟินฟิน ประหยัดภาษีกับ FINNOMENA
คุ้มที่ 1 เปิดบัญชี รับฟรี! 100 FINT
คุ้มที่ 2 เปิดบัญชีกองทุนลดหย่อนภาษี รับฟรี! KCASH 100 บาท
👉 รับสิทธิ์โปรโมชั่น คลิก >>> https://finno.me/tax-super-khum-promotion

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกองภาษี 200,000 บาทขึ้นไป
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

References:

https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/545960

https://www.itax.in.th/pedia/

News Update: จีนล็อกดาวน์ ‘เจิ้งโจว’ 5 วัน กระทบ Foxconn โรงงานผลิต iPhone หลังคนงานทนไม่ไหว ลุกฮือประท้วง

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนล็อกดาวน์ ‘เจิ้งโจว’ 5 วัน กระทบ Foxconn โรงงานผลิต iPhone หลังคนงานทนไม่ไหว ลุกฮือประท้วง

จีนล็อกดาวน์เจิ้งโจว เมืองที่ตั้งของโรงงานผลิต iPhone ที่ใหญ่ที่สุดของ Apple เป็นเวลาทั้งหมด 5 วัน ตอกย้ำว่ารัฐบาลจีนยังคงใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อระงับการระบาดของโควิด

เมืองเจิ้งโจวจะถูกล็อกดาวน์ตั้งแต่พรุ่งนี้จนถึงวันที่ 29 พ.ย. หลังมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 996 รายในวันพุธ (23 พ.ย.) เพิ่มขึ้นจาก 813 รายในวันก่อนหน้า

ประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลัง คนงานหลายร้อยคนของ Foxconn ปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยความโกรธที่ไม่ได้รับค่าจ้างและกลัวว่าจะติดโควิด 📌อ่านข่าว ‘คนงาน Foxconn ในจีนประท้วง ทนไม่ไหว ถูกกักตัวนานเกือบเดือน ปะทะเจ้าหน้าที่ ขอเลิกกักตัว’ ต่อได้ที่นี่

ขณะที่ทาง Foxconn ได้เสนอเงิน 10,000 หยวน หรือประมาณ 50,000 บาท ให้กับพนักงานที่เลือกลาออก

ตามคำสั่งของรัฐบาลท้องถิ่นเมืองเจิ้งโจว ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูงต้องอยู่แต่ในบ้าน ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ได้รับคำแนะนำไม่ให้ออกจากที่อยู่อาศัยหรือบริเวณบ้าน เว้นแต่จะมีความจำเป็น โดยจะต้องทดสอบ PCR ทุกวัน

อย่างไรก็ตาม ที่ตั้งโรงงาน Foxconn ไม่รวมอยู่ใน 8 เขตที่ต้องล็อกดาวน์ แต่ถูกจัดอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง ซึ่งจะถูกจำกัดความเคลื่อนไหวคล้ายการล็อกดาวน์ ซึ่งโรงงาน Foxconn ได้สั่งให้พนักงานอยู่แต่ในหอพักและโรงงานโดยไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้มาเกือบเดือน

ความเคลื่อนไหวในเจิ้งโจวถือเป็นการถอยหลังหนึ่งก้าวกลับไปสู่การควบคุมโควิดที่เข้มข้นทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้นำระดับสูงของจีนส่งสัญญาณว่าจะใช้แนวทางที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น ขณะที่เมืองฉือเจียจวงซึ่งอยู่ใกล้กับปักกิ่งที่เพิ่งประกาศผ่อนปรนการคุมโควิดต้องกลับมาล็อกดาวน์อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งในไม่กี่วัน

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ป้องกัน Drawdown ด้วย Dual Momentum Strategy

WealthGuru
ป้องกัน Drawdown ด้วย Dual Momentum Strategy

ปี 2002 เกิด Dotcom Criss ดัชนี S&P500 ตกอย่างรุนแรงเกิด Max-Drawdown เกือบ -40%

ปี 2008 เกิด แฮมเบอร์เกอร์  crisis ดัชนี S&P500 ตกอย่างรุนแรงเกิด Max-Drawdown เกือบ -50%

ปี 2022 Fed ขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง ทำให้ ดัชนี S&P ปรับตัวลงอย่างเร็ว เกิด Max-Drawdown เกือบ -24%

จะทำอย่างไรในการป้องกัน Drawdown ของพอร์ต ถ้ามี Criss เกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต

วันนี้ ผมขอแนะนำ Dual Momentum Strategy ที่คิดโดย Gary Antonacci

ป้องกัน Drawdown ด้วย Dual Momentum Strategy

Concept ของ Dual Momentum จะใช้ทั้ง Absolute Momentum และ Relative Momentum ในการเลือกสินทรัพย์ในการลงทุน  ผมได้ทำการทดสอบกับ  IVW (S&P500 Growth) และ IVE (S&P500 Value) โดยจะใช้ Absolute Momentum กรองชั้นแรก  ที่มีผลตอบแทนส่วนเกินติดลบมากกว่าเงินสด หลังจากนั้นก็เลือก ETF ที่มี Relative Momentum ที่ดีโดยจะเลือกถือแค่ 1 ตัวเท่านั้น  การทดสอบจะเริ่มตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2022

ซึ่งผลที่ได้ก็คือ

Figure 1 จาก portfoliovisualizer.com วันที่ 23_nov_2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลตอบแทนแบบ Dual Momentum

ป้องกัน Drawdown ด้วย Dual Momentum Strategy

Figure 2 จาก portfoliovisualizer.com วันที่ 23_nov_2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จากผลที่เห็น  ผลตอบแทนของ portfolio จะได้ Annual Return 6.16% ต่อปี  โดยเทียบกับ S&P500 จะได้ 7.05%  แม้ผลตอบแทนของ portfolio ไม่สามารถจะชนะ S&P500 ได้

แต่ถ้าดูความผันผวนของ portfolio จะอยู่ที่ 10.86%  โดยเทียบกับ S&P500 จะอยู่ที่ 15.36%   โดย max drawdown ของ portfolio จะอยู่ที่ -23.54% โดยเทียบกับ S&P500  อยู่ที่ -50.6%

แม้ผลตอบแทนของ portfolio จะไม่เท่ากับ S&P500 แต่ผลผันผวนและ Max drawdown จะน้อยกว่า S&P500 โดยเฉพาะ Max drawdown ลดลงไปว่าครึ่งหนึ่ง

กลยุทธ์ dual momentum จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ซึ่งลงทุนใน ETF โดยตรง

WealthGuru

เปิดปฏิทิน Bitcoin ส่องดูวันสำคัญของคริปโตอันดับหนึ่ง!

TechToro
เปิดปฏิทิน Bitcoin ส่องดูวันสำคัญของคริปโตอันดับหนึ่ง!

3 มกราคม : Bitcoin’s Birthday (วันเกิดบิตคอยน์)

ในวันที่ 3 มกราคม 2009, The Genesis Block หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า Block 0 ซึ่งเป็นบล็อกแรกของ Bitcoin (BTC) ได้ถูกขุดโดย Satoshi Nakamoto (ซาโตชิ นากาโมโตะ) โดยรางวัลของการขุดในครั้งนี้ Nakamoto ได้รับ Bitcoin ไปเป็นจำนวน 50 BTC

8 มกราคม : Lightning Pay Day (วันชำระเงินด้วย Lightning)

8 มกราคม 2018 เป็นวันแรกที่มีการชำระเงินโดยใช้ Bitcoin (BTC) ด้วยระบบเครือข่าย Lightning เพื่อชำระค่าบริการแบบ subscription ของ TorGuard VPN

11 มกราคม : Bitcoin Running Day (วันดำเนินการบิตคอยน์/เกิดธุรกรรมแรก)

11 มกราคม เมื่อปี 2009 ธุรกรรมแรกของ Bitcoin (BTC) ได้เกิดขึ้นโดยเป็นการส่ง 10 BTC จาก Satoshi Nakamoto ให้แก่ Hal Finney นับเป็นวันแรกที่มีการดำเนินการบิตคอยน์อย่างแท้จริง

27 มกราคม : Silk Road Day (วันเปิดตัวตลาดมืดออนไลน์)

ในปี 2011 วันที่ 27 มกราคม, ตลาดมืด Silk Road ได้เริ่มออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งเดิมที Bitcoin (BTC) จะทำการซื้อขายที่ตลาดนี้ อีกทั้งยังสามารถใช้ Bitcoin (BTC) ซื้อของผิดกฎหมายอื่น ๆ ได้ เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นอิสระ การป้องกันการเซ็นเซอร์ และการไม่ระบุตัวตนของ BTC

24 กุมภาพันธ์ : Mt.Gox Day (วัน Mt.Gox ล้มละลาย)

เมื่อวันนี้ในปี 2013, Mt.Gox ซึ่งเป็น exchange สำหรับ Bitcoin (BTC) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ปิดตัวออฟไลน์ เนื่องจากปัญหาล้มละลายหลังจากสูญเสีย 640,000 BTC

3 มีนาคม : Gold Parity Day (วันเท่าเทียมกับทอง)

วันที่ 3 มีนาคม 2017, Bitcoin 1 BTC มีราคาสูงกว่าทอง 1 ออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

12 มีนาคม : 24-block Rollback Day (วันย้อนกลับ 24 บล็อก)

วันนี้ในปี 2013, Bitcoin เวอร์ชัน 0.7 และ 0.8 ซอฟต์แวร์ลูกข่าย (client software) เกิดปัญหาบันทึกธุรกรรมแตกต่างกันในแต่ละเวอร์ชัน ส่งผลให้เกิดการ “fork” เป็น 2 เชน โดยเหล่านักพัฒนา คอมมูนิตี้ และนักขุด ได้ตอบสนองกับปัญหานี้อย่างรวดเร็วด้วยการ “ย้อนกลับ 24 บล็อก” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการ fork ของเครือข่าย Bitcoin

18 เมษายน : Altcoin Genesis Day (วันเกิด Altcoin เหรียญแรก)

18 เมษายน 2018, Altcoin เหรียญแรกที่มีชื่อว่า Namecoin (NMC) ได้ถูกขุดขึ้นมาเป็นบล็อกแรกโดยทำการ fork มาจากเครือข่าย Bitcoin และยังมีจำนวนจำกัด 21 ล้านเหรียญเท่ากันอีกด้วย

2 พฤษภาคม : Bitcoin ATM Day (วันตู้ ATM บิตคอยน์)

ปี 2013 ตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์เครื่องแรกถูกติดตั้งที่ร้านกาแฟในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

22 พฤษภาคม : Bitcoin Pizza Day (วันซื้อพิซซ่าด้วยบิตคอยน์)

เมื่อปี 2010 วันนี้เป็นวันแรกที่มีการซื้อสินค้าในโลกจริงด้วยบิตคอยน์ ซึ่งสินค้านั้นก็คือพิซซ่า 2 ถาด โดยผู้ซื้อได้ใช้ 10,000 BTC ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่า 41 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,500 บาท)

25 พฤษภาคม : Craig Wright is a Fraud Day (วันซาโตชิตัวปลอม)

เครก ไรท์ (Craig Wright) ปลอมตัวเป็นซาโตชิผู้สร้างบิตคอยน์โดยอ้างว่ากระเป๋าบิตคอยน์จำนวน 145 แอดเดรส เป็นของเขา แต่ภายหลังได้มีการเซ็นด้วย Private Keys ทั้ง 145 แอดเดรสว่า “เครก ไรท์เป็นคนโกหกและหลอกลวง” ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2020

1 สิงหาคม : Bitcoin Independence Day (วันประกาศอิสรภาพบิตคอยน์)

จุดสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของ Blocksize Wars (สงครามแย่งชิงอำนาจในการควบคุมโปรโตคอลของบิตคอยน์) โดยฝั่งผู้ใช้บิตคอยน์ได้อัปเกรดซอฟต์แวร์ผ่าน User-Activated Soft Fork (UASF) นับเป็นการประกาศอิสรภาพจากการควบคุมโดยเหล่าเหมือง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2017

21 สิงหาคม : Bitcoin Infinity Day (วันบิตคอยน์อินฟินิตี้)

ถ้าเขียนวันที่นี้เป็นตัวเลขโดยเรียงแบบอเมริกันจะได้ 8/21 ซึ่งสามารถเขียนได้เป็น ∞/21 จึงได้เกิดคำว่า “ทุกสิ่งที่มีหารด้วย 21 (ล้าน)” หรือ “Everything there is, divided by 21 (million)” ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ

7 กันยายน : Bitcoin ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในเอลซัลวาดอร์

ในวันนี้ปี 2021 เอลซัลวาดอร์กลายเป็นประเทศแรกที่สามารใช้บิตคอยน์ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

1 ตุลาคม : Free Ross Day (วันเรียกร้องให้ปล่อยตัว Ross Ulbricht)

รอส อูลบริซท์ (Ross Ulbricht) ถูกจับกุมในข้อหาเป็นผู้สร้าง Silk Road เว็บไซต์ตลาดมืดออนไลน์ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2013 โดยมีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวรอส จากเหตุผลว่าโทษจำคุกตลอดชีวิต 2 กระทงนั้นมากเกินไปสำหรับอาชญากรรมที่ไม่มีความรุนแรง

31 ตุลาคม : Bitcoin Whitepaper Day (วันออกไวท์เปเปอร์บิตคอยน์)

ซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้สร้างบิตคอยน์ได้เผยแพร่ไวท์เปเปอร์ในวันนี้เมื่อปี 2008 นับเป็นการแนะนำตัวบิตคอยน์ให้กับโลกใบนี้ ในฐานะระบบเงินสดไฟฟ้า

4 พฤศจิกายน : Bitcoin Logo Day (วันโลโก้บิตคอยน์)

ในปี 2010 ศิลปินปริศนาที่ใช้นามแฝงว่า “bitboy” ได้แชร์รูปโลโก้บิตคอยน์บน Bicointalk forum และยินดีที่จะให้นำรูปนั้นไปใช้แบบฟรี ๆ โดยโลโก้ที่ว่าคือโลโก้บิตคอยน์ในปัจจุบัน

28 พฤศจิกายน : Haters in Disbelief Day (วันบิตคอยน์ทะลุเลข 4 หลัก)

ในปี 2013 ราคาบิตคอยน์ได้ไปแตะ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37,000 บาท) เป็นครั้งแรก โดยชื่อวันนั้นเป็นการเสียดสีว่า “คนที่เกลียดก็ยังคงไม่เชื่อ (ในบิตคอยน์)”

18 ธันวาคม : HODL Day (วัน HODL)

วันนี้เมื่อตลาดหมีปี 2013 มีผู้ใช้รายหนึ่งซึ่งออกตัวว่าตัวเขาเองกำลังเมาอยู่ในบาร์ ได้โพสต์กระทู้ลงในเว็บบอร์ด Bitcointalk โดยใช้หัวข้อว่า “I AM HODLING” ซึ่งเนื้อหาเป็นการระบายด้วยอารมณ์จริงจังว่าเขาจะไม่ขายบิตคอยน์แม้แต่นิดเดียวในช่วงตลาดหมี ทำให้เกิดคำใช้เรียกพฤติกรรมถือบิตคอยน์อย่างหนักแน่นว่า HODL

TechToro

Ref


คำเตือน

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลรวมทั้งลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

Top Picks !!! รวมกองทุนลดหย่อนภาษี SSF & RMF รองรับการเติบโตระยะยาว

เด็กการเงิน DekFinance
Top Picks !!! รวมกองทุนลดหย่อนภาษี SSF & RMF รองรับการเติบโตระยะยาว

รวมกองทุนลดหย่อนภาษี SSF & RMF “Top Picks” รองรับการเติบโตระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ถือยาว ๆ 10 ปีขึ้นไป

Top Picks !!! รวมกองทุนลดหย่อนภาษี SSF & RMF รองรับการเติบโตระยะยาว

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: SCBRMS&P500, SCBS&P500-SSF, KKP NDQ100-H-SSF, SCBRMNDQ(A), TLUSNDQ-H-SSF, SCBRMCTECH, TMB-ES-STARTECH-RMF, B-INDIAMRMF, B-VIETNAMRMF, TMBEAERMF, KT-ASHARES RMF, BCARERMF, BCARESSF, K-CHANGE-SSF, KCHANGERMF, ONE-UGERMF-A, ONE-UGG-ASSF, KFGGRMF, PWINRMF

หมายเหตุ: เป็นกองทุนที่น่าสนใจตามความคิดเห็นของเด็กการเงิน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/photos/a.110145077669631/537333264950808/


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

SCB Grow Together ปรับพอร์ตเดือนพฤศจิกายน 2022: ลดหุ้นเวียดนาม เปลี่ยนแนวหุ้นจีน เพิ่มกองหุ้น P/E ตำ่

บลจ.ไทยพาณิชย์
SCB Grow Together ปรับพอร์ตเดือนพฤศจิกายน 2022: ลดหุ้นเวียดนาม เปลี่ยนแนวหุ้นจีน เพิ่มกองหุ้น P/E ตำ่

มุมมองการลงทุน

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลก ผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากอัตราเงินเฟ้อ เดือน ต.ค. ส่งสัญญาณชะลอตัวลง ทำให้แรงกดดันต่อ Fed ในการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ บรรเทาเบาบางลงด้วย มุมมองของตลาดผ่าน CME FedWatch Tool คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 50bps ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ช่วงกลางเดือน ธ.ค. ด้วยความน่าจะเป็นราว 80%

อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น จะผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แต่เราเชื่อว่า ในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายและความไม่แน่นอนอยู่ทั้งภาวะเศรษฐกิจ, ทิศทางเงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน ดังนั้น กลยุทธ์หลักช่วงนี้ เรายังคงเน้นกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งตราสารหนี้, หุ้นไทย-หุ้นต่างประเทศ และทองคำ

ภาพแสดงการปรับสัดส่วนน้ำหนักการลงทุนของพอร์ต SCB Grow Together ที่มา: SCBAM วันที่: 21 พฤศจิกายน 2022

SCB Grow Together ปรับพอร์ตเดือนพฤศจิกายน 2022: ลดหุ้นเวียดนาม เปลี่ยนแนวหุ้นจีน เพิ่มกองหุ้น P/E ตำ่

ภาพแสดงสัดส่วนน้ำหนักการลงทุนของพอร์ต SCB Grow Together ที่มา: SCBAM วันที่: 21 พฤศจิกายน 2022

การปรับพอร์ต

  • ตลาดหุ้นเวียดนาม ที่เรามองเป็นกลยุทธ์ Contrarian (สวนทางตลาด) แต่ปรากฏว่า ราคาหุ้นผันผวนเชิงลบมากกว่าที่เราประเมิน และช่วงนี้ ปัจจัยบวกที่จะกลับมาพลิกฟื้นทิศทางตลาดหุ้น น่าจะมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้น เราปรับกองทุนหุ้นเวียดนาม SCBVIET(A) ออกก่อน
  • เพิ่มกองทุนใหม่คือ SCBPGF (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัม โกลบอล ฟันด์) เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 10% โดยกองทุนหลัก คัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจเชิง Valuation ด้วยหลักการ CROCI Economic P/E Ratio เราคาดว่า จะช่วยลดผลกระทบเมื่อตลาดหุ้นโลกผันผวนสูงขึ้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนการลงทุนในปัจจุบัน พบว่า กองทุนหลักลงทุนในกลุ่มพลังงาน ด้วยสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของกอง น่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อสูง (Inflation hedge) ได้บางส่วน
  • กองทุนจีน เปลี่ยนจาก SCBCHEQA ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นจีน All China เป็น SCBCHAA ที่เป็นกองทุนหุ้นจีน A-shares เพราะมองว่า หุ้นจีน A-shares ที่มีความเชื่อมโยงกับการบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก จะได้ประโยชน์ทางตรงจากความคาดหวังของการทยอยคลายมาตรการควบคุมโรค COVID-19 ในอนาคต
  • การปรับน้ำหนัก: ลดน้ำหนักกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น SCBSFFPLUS-I และกองทุนหุ้น Global Health Care SCBGHCA และเพิ่มน้ำหนักกองทุนหุ้นไทย SCBDA

เริ่มสร้างแผนลงทุนกับ บลจ. ชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทยที่คุณชื่นชอบ ได้ที่ลิ้งก์ด้านล่าง

👉 สร้างแผน คลิก >>> https://finno.me/plan-select-playlists-web

คำเตือน  ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้   กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย  เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด โทร  0 2657 5757

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 24/11/2022 “Fed เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้ รายงานประชุม Fed พ.ย. เผยคณะกรรมการกังวลผลกระทบเศรษฐกิจ”พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

 

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 24/11/2022

“Fed เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้ รายงานประชุม Fed พ.ย. เผยคณะกรรมการกังวลผลกระทบเศรษฐกิจ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 34,194.06 จุด +95.96 จุด (+0.28%) S&P500 ปิดที่ 4,027.26 จุด +23.68 จุด (+0.59%)  Nasdaq  ปิดที่ 11,285.32 จุด +110.91 จุด (+0.99%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,862.82 จุด +2.38 จุด (+0.13%) VIX index ปิดที่ 20.35 จุด -0.94 จุด (-4.42%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,946.44 จุด +16.54 จุด (+0.42%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 14,427.59 จุด +5.24 จุด (+0.04%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,679.09 จุด +21.56 จุด (+0.32%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,115.67 จุด +170.95 จุด (+0.61%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 17,523.82 จุด +99.4 จุด (+0.57%)  ดัชนี CSI300 ปิดที่ 3,773.52 จุด +3.9 จุด (+0.1%)  และ SET Index ปิดที่ 1,624.4 จุด +9.07 จุด (+0.56%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 24 พ.ย. 2565) ทองคำ 1,755.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 21.692 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 77.72 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 85.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 24 พ.ย. 2565) Bitcoin 16,764.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,201.89 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.083597 ดอลลาร์สหรัฐฯ BNB Coin 302.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปข่าวประจำวัน

รายงานประชุม Fed พ.ย. เผย คณะกรรมการเตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ เห็นพ้องต้องกันว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งถัดๆไปจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยลง เมื่อได้ประเมินถึงผลกระทบของนโยบายคุมเข้มทางการเงินที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ (ที่มา cnbc)

จีนสั่งล็อกดาวน์ ‘เจิ้งโจว’ 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. ถึง 29 พ.ย. โดยเมืองนี้รายงานผู้ติดเชื้อ 996 รายในวันพุธ เพิ่มขึ้นจาก 813 รายในวันก่อนหน้า ซึ่งเมืองเจิ้งโจวเป็นที่ตั้งของโรงงาน iPhone ที่ใหญ่ที่สุดของ Apple ทำให้กระทบการผลิต iPhone ด้านพนักงานไม่พอใจ ลุกฮือประท้วง ตำรวจใช้กำลังคุมความสงบ ด้าน Bloomberg คาดการณ์ GDP จีนในปีนี้จะเติบโตเพียง 3.3% และ 5% ในปีหน้า (ที่มา bloomberg)

ยูเครนไฟดับ! รัสเซียโจมตีรอบใหม่ มุ่งเป้าเครือข่ายไฟฟ้า – พลังงานของยูเครน ซึ่งดูเหมือนเป็นความตั้งใจของกองทัพรัสเซียที่จะสร้างความเสียหายต่อภาคพลังงานของยูเครนก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง ด้านยุโรปเตือนฤดูหนาว วิกฤติพลังงานจะแย่กว่าเดิม (ที่มา voathai)

BofA แนะนำ ซื้อหุ้นจีน ขายหุ้นบิ๊กเทคฯ ของสหรัฐฯ เนื่องจากการเปิดเมืองของจีนจะเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ และกระตุ้นตลาดหุ้น ด้าน Citigroup กล่าวว่า มาตราการผ่อนคลาย Covid Zero จะช่วยสนับสนุนสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ให้รายได้ฟื้นตัวขึ้นมา ในขณะที่ Morgan Stanley ได้ปรับเพิ่มประมาณการของหุ้นจีนในปีหน้า ด้านสหรัฐฯ แม้ว่าดัชนี Nasdaq 100 จะลดลง 28% ในปีนี้ แต่ราคาก็ยังถือว่าแพงเมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มรายได้ในอนาคต และสหรัฐฯ ก็เผชิญกับความเสี่ยงจากของเงินเฟ้อ นโยบายการเงินอยู่ (ที่มา bloomberg)

Credit Suisse ไตรมาส 4 ขาดทุนหนัก 1,600 ล้านดอลลาร์ ด้านนักลงทุนหมดความั่นใจ ถอนเงิน – การลงทุน 88,300 ล้านดอลลาร์ จากธนาคารในช่วงสองสามสัปดาห์แรกของไตรมาส เนื่องจากความกังวลเรื่องความพยายามในการปรับโครงสร้างของธนาคารหลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวมาหลายปี ด้านธนาคารในซูริกเตือนว่า จะเผชิญกับการขาดทุนสูงถึง 1,600 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 4 สาเหตุจากการลดลงของกองทุนลูกค้าเพื่อบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ เหตุการณ์นี้เป็นการถอนเงินที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน (ที่มา bloomberg)

News Update: Fed เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ สรุปรายงานการประชุม Fed เดือน พ.ย. ตลาดคาด 14 ธ.ค. Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5%

THE OPPORTUNITY
News Update: Fed เตรียมชะลอขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ สรุปรายงานการประชุม Fed เดือน พ.ย. ตลาดคาด 14 ธ.ค. Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5%

รายงานการประชุม Fed เดือน พ.ย. ระบุว่า คณะกรรมการเห็นตรงกันว่าควรชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ หลังประเมินผลกระทบของนโยบายการเงินที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ

ด้านตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 50 bps หรือ 0.5% ในการประชุมเดือน ธ.ค. หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.75% มา 4 ครั้งติดต่อกัน

แม้จะมีการส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเนื่องจากคณะกรรมการ Fed เห็นสัญญาณในอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง แต่มีคณะกรรมการบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อระบบการเงินหาก Fed ยังใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป

รายงานระบุว่า คณะกรรมการเห็นตรงกันว่าควรชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ จากความล่าช้าและขนาดที่ไม่แน่นอนในผลกระทบของนโยบายการเงินต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยที่อัตราเท่าไรในการประชุมวันที่ 14 ธ.ค. นี้

Fed กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสาธารณชนที่จะต้องให้ความสนใจมากขึ้นว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากน้อยแค่ไหน มากกว่าที่จะเพิ่มความเร็วขึ้นอีกในช่วงเป้าหมาย โดยรายงานระบุว่าอัตราสูงสุดอาจสูงกว่าที่เคยคาดไว้ จาก 4.6% ในปลายเดือน ก.ย. มาสู่ที่ระดับเกิน 5%

สอดคล้องกับตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปี 2023 ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับประมาณ 5% และอาจจะลดลงก่อนสิ้นปีหน้า

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ Fed ต่างออกมาพูดพร้อมเพรียงกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการต่อสู้เงินเฟ้อต่อไป พร้อมระบุว่าสามารถลดระดับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลงได้ นั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่สูงมากที่จะขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมเดือน ธ.ค. แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนหลังจากนั้น

คำถามที่สำคัญคือ Fed จะสิ้นสุดการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร?

Bill English อดีตคณะกรรมการ Fed ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ Yale School of Management มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะมีสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่าราคากำลังลดลง และยินดีที่จะเสี่ยงกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

Bill English กล่าวว่า Fed มีความเสี่ยงทั้ง 2 ทาง ไม่ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยมากไปหรือน้อยเกิน และมันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในการนั่งเก้าอี้ประธาน Fed ในตอนนี้

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/11/23/fed-minutes-november-2022.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

โอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แถบลาตินอเมริกา

FINNOMENA x Franklin Templeton
โอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แถบลาตินอเมริกา

โอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แถบลาตินอเมริกา

3 ประเด็นที่น่าสนใจในตลาดเกิดใหม่

 

1. ตลาดลาตินอเมริกาสร้างผลตอบแทนได้ดี

นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดลาตินอเมริกาสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในตลาดเกิดใหม่ โดยได้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นเลขสองหลัก ในระยะต่อไป คาดว่าการเมืองในบราซิลจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากการที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งต่อเป็นสมัยที่ 3 แต่ว่าไม่ได้ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา ทำให้มีความสมดุลในเชิงนโยบาย ภายใต้กระบวนการตรวจสอบระหว่างกัน (check and balance) มากขึ้น นอกจากนั้น การปฏิรูประบบราชการของบราซิลครั้งล่าสุดจะช่วยลดการแทรกแซงของการเมืองในรัฐวิสาหกิจด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นบราซิล และลาตินอเมริกา

โอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แถบลาตินอเมริกา

2. ผลการดำเนินงาน (earnings) น่าจะฟื้นตัวในปีหน้า

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ทยอยปรับลดการคาดการณ์ผลการดำเนินงานของบริษัทในตลาดเกิดใหม่ลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2022 โดยปรับลดจาก -6% ในเดือนมกราคม 2022 เป็น -11% ในเดือนตุลาคม 2022 ซึ่งบริษัทในจีนได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่บริษัทในบราซิล เม็กซิโก และอินโดนีเซียยังน่าจะเติบโตได้ดี ทั้งนี้ ในปี 2023 คาดว่าการเติบโตของกำไรในบริษัทในตลาดเกิดใหม่จะอยู่ที่ระดับ 3% อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานว่าบริษัทในจีนเติบโตได้ดี ซึ่งเรามองว่ายังมีความไม่แน่นอนสูง

โอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แถบลาตินอเมริกา

3. การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายค่อย ๆ ชะลอตัวลง

เรามองว่าธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศเริ่มชะลออัตราการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายลง โดยล่าสุดธนาคารกลางแคนาดาเลือกที่จะขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนตุลาคม ซึ่งผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะขึ้น 0.75% โดยเราเชื่อว่าธนาคารกลางอื่น ๆ อาจเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากธนาคารกลางต่าง ๆ น่าจะเริ่มเห็นผลของการขึ้นดอกเบี้ย ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อบ้างแล้ว เห็นได้จากข้อมูลล่าสุดที่แสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว และตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเราอาจจะเข้าใกล้จุดที่นโยบายการเงินตึงตัวที่สุดแล้ว ทำให้คาดว่าในระยะต่อไป การผ่อนคลายท่าทีของธนาคารกลางน่าจะช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นได้

อย่างไรก็ดี แม้เรายังไม่เห็นว่าธนาคารกลางจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่เรามองว่าตลาดเริ่มจะให้ความสำคัญกับการลดอัตราการขึ้นดอกเบี้ยในแต่ละครั้ง ซึ่งการที่ตลาดมักมองไปในอนาคต ทำให้เราคาดว่าตลาดน่าจะให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่อัตราการขึ้นดอกเบี้ยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง และเริ่มกลับทิศมากกว่า

มุมมองในระยะต่อไป

ในการทบทวนครั้งล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของโลกในปี 2023 จาก 3.2% เหลือ 2.7% และหากเจาะจงที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีการเติบโตของ GDP ที่ 3.7%

ทั้งนี้ จีนจะเป็นประเทศที่น่าจะมีการเติบโตของ GDP ในปี 2023 ค่อนข้างดี เนื่องจากในปี 2022 เติบโตค่อนข้างต่ำ จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่า IMF ปรับลดการคาดการณ์ของอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน ซึ่งน่าจะลดความกังวลของนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

การเติบโตของ GDP ที่ระดับ 2.7% นั้น ถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี (ยกเว้นในช่วง COVID-19) โดยตั้งแต่ปี 1970 GDP โลกเคยโตต่ำกว่า 2% ทั้งหมด 5 ครั้ง และใน 80% ของเหตุการณ์เหล่านั้น เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) แม้ว่าการประมาณการเติบโต GDP ในครั้งนี้ของ IMF ยังสูงกว่า 2% พอสมควร แต่นักลงทุนควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสี่ยงด้าน recession กำลังเพิ่มสูงขึ้น

คำถามที่สำคัญที่สุด จึงอยู่ที่ว่าถ้าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ recession ในปี 2023 นักลงทุนควรทำอย่างไร โดยตั้งแต่ที่ตลาดประเทศพัฒนาแล้วทำจุดสูงสุดในเดือนมกราคม 2022 ดัชนี MSCI World Index ปรับตัวลงมาแล้วกว่า 18% ในขณะเดียวกัน ตลาดเกิดใหม่ทำจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ดัชนี MSCI Emerging Markets ก็ปรับตัวลงมาแล้วกว่า 34% ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยง recession อยู่ แต่เรามองว่าตลาดหุ้นได้ปรับตัวลงมารับความเสี่ยงเหล่านั้นแล้ว

ถ้าเราเจาะไปที่ปีที่เกิด recession เราพบว่าดัชนี MSCI World Index สามารถปรับตัวขึ้นได้ในปีที่เกิด recession แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการปรับลดลงเลย เพียงแต่การลดลงจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเกิด recession อย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น เราพบว่าใน recession ครั้งก่อน ๆ (1975, 1982, และ 1991) ราคาน้ำมันในปีก่อนหน้าต่างอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ในปีนี้ ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องภายหลังวิกฤตสงตรามรัสเซียยูเครน ซึ่งเรามองว่า น่าจะทำให้มุมมองในปี 2023 ดีขึ้นได้บ้างเล็กน้อย และการที่ตลาดหุ้นมักมองไปข้างหน้า เราเชื่อว่าปี 2023 ไม่น่าจะเป็นปีที่ตลาดหุ้นถูกกดดันอย่างมีนัยสำคัญอีก โดยเราเชื่อว่าข่าวดีที่อาจเกิดขึ้น หรือการคาดการณ์ที่ดีขึ้นในปี 2023 เพียงเล็กน้อย น่าจะช่วยให้ตลาดในปี 2023 ปรับขึ้นได้

ในขณะเดียวกัน หุ้นหลายบริษัทในตลาดเกิดใหม่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากในอนาคต เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และส่งเสริมการเติบโตของบริษัทที่มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วย

การเคลื่อนไหวของตลาดเกิดใหม่ในเดือนตุลาคม 2022

ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียให้ผลตอบแทนเป็นลบ จากตลาดจีนและไต้หวันเป็นสำคัญ แม้ว่าผลตอบแทนจากตลาดเกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์จะเข้ามาทดแทนได้บ้าง แต่ว่าผลโดยรวมก็ยังปรับลดลง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟิลิปปินส์แสดงความมั่นใจว่า GDP ของฟิลิปปินส์จะเติบโตถึง 6.5-7.5% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก ในขณะเดียวกัน IMF ก็คาดการณ์ว่า GDP เกาหลีใต้จะเติบโตขึ้น 2.6% ทั้งนี้ เหตุที่ตลาดหุ้นจีนและไต้หวันปรับตัวลง เนื่องจากจีนและไต้หวันได้รับแรงกดดันจากมาตรการการห้ามการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีนและไต้หวันของสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะกระทบกับห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์ของทั้งสองประเทศ

ตลาดลาตินอเมริกาฟื้นตัวได้ดีในเดือนตุลาคม โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจของกลุ่มลาตินอเมริกาจะเติบโตได้ดีในปี 2022 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2023 และคาดว่าเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ปรับตัวลงเช่นกัน โดยตลาดหุ้นเปรู และเม็กซิโกสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นบราซิลก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ชะลอตัว จากการลดภาษีน้ำมัน และลดค่าไฟ ซึ่งเป็นนโยบายการหาเสียงของรัฐบาล

ดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาฟื้นตัวในเดือนตุลาคม เช่นกน โดยตุรกีทำผลงานได้ดีที่สุด โดยปรับตัวขึ้นถึง 44.4% เมื่อนักลงทุนเลือกที่จะนำเงินไปลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นซาอุดิอาระเบียก็ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบาย “Vision 2030” ทำให้ปรับตัวขึ้นได้ดี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสุขภาพ

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/emerging-markets/emerging-markets-insights-1122

News Update: คนงาน Foxconn ในจีนประท้วง ทนไม่ไหว ถูกกักตัวนานเกือบเดือน ปะทะเจ้าหน้าที่ ขอเลิกกักตัว

THE OPPORTUNITY
News Update: คนงาน Foxconn ในจีนประท้วง ทนไม่ไหว ถูกกักตัวนานเกือบเดือน ปะทะเจ้าหน้าที่ ขอเลิกกักตัว

พนักงานหลายร้อยชีวิตของ Foxconn ในจีน พยายามฝ่าเครื่องกีดขวาง และปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สะท้อนความตึงเครียดที่ปะทุขึ้น หลังต้องใช้ชีวิตภายใต้มาตรการคุมโควิดที่เข้มงวดมาเกือบ 1 เดือน

ในช่วงเช้าตรู่ของวันพุธ (22 พ.ย.) วิดีโอบนสื่อออนไลน์เผยให้เห็นภาพคนงานของ Foxconn โรงงานผลิต iPhone หลักของ Apple ในจีน พากันแห่ออกจากหอพัก พร้อมดันเจ้าหน้าที่ควบคุมโควิดที่สวมชุดขาวซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนงานอยู่มาก

ขณะที่ในอีกคลิปหนึ่ง เผยให้เห็นภาพเจ้าหน้าที่สวมชุดขาวรุมคนที่นอนอยู่บนพื้นด้วยไม้ ในเวลาเดียวกันผู้สังเกตการณ์รอบๆ ต่างตะโกนว่า “สู้ สู้!” ขณะที่คนงานจำนวนมากพยายามฝ่าเครื่องกีดขวาง สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มบานปลาย ผู้คนล้อมรถตำรวจที่จอดอยู่และเริ่มโยกรถพร้อมตะโกนเป็นระยะๆ

นอกจากนี้ยังมีอีกคลิปหนึ่งที่เผยให้เห็นภาพ พนักงานที่กำลังรู้สึกโกรธแค้นกำลังระบายความคับข้องใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับผลการตรวจโควิดที่ไม่ชัดเจนต่อผู้จัดการที่มีท่าทีเงียบและเศร้าศร้อยในห้องประชุม “ฉันกลัวที่นี่มาก ตอนนี้เราทุกคนอาจติดเชื้อโควิด” “คุณกำลังส่งเราไปตาย” นี่คือคำพูดจากในคลิป

ผู้เห็นเหตุการณ์ที่ไม่ต้องการระบุชื่อเล่าว่า การประท้วงดังกล่าวเริ่มขึ้นในชั่วข้ามคืน หลังคนงานไม่ได้รับค่าจ้างและกังวลว่าจะติดโควิด คนงานหลายคนได้รับบาดเจ็บ แต่สุดท้ายตำรวจต่อต้านการจลาจลมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่สั่งสมมา ตั้งแต่การปิดเมืองเริ่มขึ้นในเดือน ต.ค. พนักงานกว่า 200,000 คนในเมืองเจิ้งโจวถูกบังคับให้กักตัว ต้องกินอาหารที่ไม่น่ากิน และยังถูกบังคับให้กินยา

สถานการณ์โควิดในจีนกลับมาปะทุอีกครั้ง จีนสั่งปิดสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า และพิพิธภัณฑ์ทั่วเมืองหลวง ขณะที่อีกหลายเมืองในจีนเริ่มกลับมาใช้ตรวจหาโควิดเป็นวงกว้างอีกครั้ง หลังพบผู้ติดเชื้อใหม่ 28,127 ราย

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 พ.ย.) จีนรายงานยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศรวมทั้งสิ้น 28,127 ราย ซึ่งงใกล้เคียงกับช่วงที่โควิดระบาดเข้าขั้นพีก ในเดือน เม.ย. โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อที่อาศัยอยู่ที่นครกว่างโจวและฉงชิ่งประมาณครึ่งหนึ่ง

ขณะที่เมืองหลวงอย่างปักกิ่งยอดผู้ติดเชื้อรายวันก็พุ่งสูงทุบสถิติใหม่ ซึ่งทำให้ทางการต้องร้องขอให้ประชาชนส่วนใหญ่เก็บตัวอยู่ในที่พักอาศัย โดยทั่วประเทศพบผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย จากเดิมที่พบแล้ว 3 รายเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเสียชีวิตจากโควิดครั้งแรกในรอบ 6 เดือน

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรง กรุงไทยประเมินยอดขายปีนี้โตกว่า 200% คาดปีหน้ายอดขายรวม 24,000 คัน

THE OPPORTUNITY
News Update: กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรง กรุงไทยประเมินยอดขายปีนี้โตกว่า 200% คาดปีหน้ายอดขายรวม 24,000 คัน

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปีนี้ทั้งหมด 2,500 คัน โตกว่า 200% ขณะที่ปีหน้าคาดยอดขายโตต่อเนื่องเป็น 24,000 คัน คาดยังไม่กระทบยอดขายรถยนต์สันดาปภายในมากนัก

วันนี้ (21 พ.ย.) ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ของธนาคารกรุงไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยกระแสรถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังปรากฏการณ์คนเข้าคิวจองรถยาวข้ามคืน

Krungthai COMPASS คาดการณ์ว่า รถยนต์ BEV ในปี 2565 จะมียอดขายอยู่ที่ 12,500 คัน ขยายตัวจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ในปี 2564 ถึง 212.5% และปี 2566 จะมียอดขาย 24,000 คัน หรือขยายตัว 92.0% ไปในทิศทางเดียวกับคาดการณ์ของ Bloomberg ที่ประเมินยอดขายรถยนต์ BEV ของไทยในปี 2565-2566 ที่ 15,600 คัน และ 24,000 คัน โดยในปี 2565 ที่ทาง Krungthai COMPASS ประเมินต่ำกว่า Bloomberg ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนที่ทำให้การส่งมอบรถอาจล่าช้าออกไป

สำหรับ 3 ปัจจัยหลักที่สนับสนุนรถยนต์ BEV ได้แก่
1.การสนับสนุนจากภาครัฐที่ทำให้ราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้มากขึ้น รวมทั้งจูงใจผู้ประกอบการให้เข้ามาลงทุนทำให้ทางเลือกในตลาดเพิ่มขึ้น
2.การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยี ทำให้รถยนต์ BEV มันใช้งานได้จริง
3.ต้นทุนการใช้งานที่มีความคุ้มค่ากว่ารถยนต์สันดาปภายในถึงเกือบ 20%

อย่างไรก็ดี ยังมีหลายคำถามที่ยังเป็นข้อสงสัย และอาจกดดันการเติบโตของรถยนต์ BEV ทั้งราคาขายต่อที่มีความไม่แน่นอนสูง และราคาแบตเตอรี่ที่ยังมีราคาแพง เป็นต้น

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่าในช่วงปี 2565-2566 รถยนต์สันดาปภายในจะยังครองตลาดในประเทศ รวมทั้งตลาดโลก ทำให้ตลาดชิ้นส่วนรถยนต์โดยรวมจะยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักในระยะสั้น แม้รถยนต์ BEV ในตลาดโลกจะเติบโตสูงจากแนวนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลักที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งตลาดในประเทศที่ได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายของภาครัฐที่มีความชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ดี จากการประเมินของ Bloomberg New Energy Finance (BNEF) กว่าที่รถยนต์ BEV จะมีสัดส่วนในตลาดโลกมากกว่า 40% ของรถยนต์เชื้อเพลิงทุกประเภทอาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2583 เช่นเดียวกันกับตลาดในประเทศที่ถึงแม้รถยนต์ BEV จะเติบโตได้ดี แต่ยอดขายในปี 2565-2566 ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.3% และ 2.4% ของยอดขายรถยนต์ทุกประเภทเท่านั้น

มองไปข้างหน้า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศส่วนใหญ่คาดว่าจะยังคงเป็นรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) ซึ่งก็จะยังต้องใช้ชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในควบคู่กับระบบไฟฟ้า

แต่กระนั้น ในอนาคตจะมีชิ้นส่วนบางประเภท โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบส่งกำลัง ซึ่งได้แก่ ระบบระบายความร้อน ระบบเครื่องยนต์ ระบบควบคุมไอเสีย และระบบเชื้อเพลิง ที่จะได้รับผลกระทบ

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/finance/news-1127494 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน