แจ้งเตือน

Market Think Tank EP9: เปิดมุมมองสินทรัพย์ เดือนกรกฎาคม 2021

FINNOMENA Podcast
Market Think Tank EP6: เจาะมุมมองภาพรวมสหรัฐฯ พร้อม Sector Rotation ตัวถัดไป

News Update: Citi ลดคำแนะนำหุ้นสหรัฐฯ เหลือ ‘Neutral’ แต่ ‘Overweight’ หุ้นญี่ปุ่น และ UK เหตุบอนด์ยีลด์พุ่ง กดดัน Growth Stock

FINNOMENA Reporter
News Update: Citi ลดคำแนะนำหุ้นสหรัฐฯ เหลือ ‘Neutral’ แต่ ‘Overweight’ หุ้นญี่ปุ่น และ UK เหตุบอนด์ยีลด์พุ่ง กดดัน Growth Stock

Citigroup ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น หากเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัว และนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น 

เมื่อวานนี้ (4 ส.ค.) Citi ได้ปรับลดมุมมองการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เป็น ‘คงน้ำหนักการลงทุน’ (Neutral) โดยมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

Robert Buckland นักกลยุทธ์ตลาดทุน จาก Citi เห็นว่า การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ล่าสุดอาจเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี จะพุ่งสู่ 2% ภายในปี 2022 จากการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นตัวเร่ง

ราคาพันธบัตรได้ปรับตัวขึ้นในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา กดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลงมาอยู่ที่ 1.18% ท่ามกลางการการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่แย่กว่าคาด

ในขณะที่ ดัชนี S&P 500 อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งการกลับมาของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่จะถูกขาย เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีสัดส่วนของหุ้นเติบโต (Growth Stock) ในระดับสูง การที่ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น จึงไม่เป็นผลดีต่อหุ้นเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม Citi มองว่าการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรก จะช่วยรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

ปัจจัยลบจากการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และ ปัจจัยบวกจากการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง จะหักล้างกันในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และคาดว่าผลตอบแทนของดัชนี MSCI World จะคงที่ ในกลางปี 2022

ขณะเดียวกัน Citi ได้ปรับเพิ่มมุมมองหุ้นญี่ปุ่นเป็น “Overweight” ด้วยมูลค่าที่ไม่แพง และมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ยังคงมุมมองการลงทุนที่เป็นบวก ด้วยคำแนะนำ “Overweight” ในตลาดหุ้นสหราชอาณาจักรเช่นเดิม โดยธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นคือ ธุรกิจการเงิน และกลุ่มวัสดุ

ล่าสุด ผลสำรวจนักวิเคราะห์จาก Bloomberg คาดการณ์ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ภายในสิ้นปีนี้ อยู่ที่ 1.8% โดยนักวิเคราะห์จาก Citi มองว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะกลับขึ้นมาในระดับ 2% ได้ ในเร็วๆ นี้ 

ที่มา: Bloomberg

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Li Ning และ Anta หุ้นธุรกิจกีฬาจีน กำลังร้อนแรง รัฐบาลสนับสนุน ‘ออกกำลังกาย’ แทน ‘เกมออนไลน์’ พื้นที่ปลอดภัยหลบความผันผวนหุ้นจีน

FINNOMENA Reporter
News Update: Li Ning และ Anta หุ้นธุรกิจกีฬาจีน กำลังร้อนแรง รัฐบาลสนับสนุน ‘ออกกำลังกาย’ แทน ‘เกมออนไลน์’ พื้นที่ปลอดภัยหลบความผันผวนหุ้นจีน

รัฐบาลจีนกำลังสนับสนุนให้คนออกกำลังกายมากขึ้น ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอุปกรณ์กีฬาปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับหุ้นกลุ่มเกมที่กำลังได้รับแรงกดดัน หลังสื่อทางการจีนประณามว่าเป็นฝิ่นดูดวิญญาณสำหรับเยาวชน

ทางการจีนมีแผนเพิ่มจำนวนเทรนเนอร์ฟิตเนส และจำนวนประชาชนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้หุ้นบริษัทอุปกรณ์กีฬาปรับตัวเพิ่มขึ้น

เมื่อวานนี้ (4  ส.ค.) Li Ning ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.7% ณ ส่วน Anta Sports ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.7%โดยทั้ง Li Ning และ Anta Sports เป็นบริษัทอุปกรณ์กีฬาขนาดใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง

อุตสาหกรรมกีฬาถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยในตลาดหุ้นจีน ตั้งแต่ต้นปี (YTD) Li Ning เพิ่มขึ้นถึง 66.6% และ Anta Sports ปรับตัว 42.44% ในขณะที่ดัชนี Hang Seng ปรับตัวลดลงไป 3%

ก่อนหน้านี้ (2 ส.ค.) วงการเกมจีนถูกสื่อทางการจีนประณามว่าเป็นฝิ่นดูดวิญญาณ ทำให้หุ้นบริษัท Tencent และบริษัทเกมอื่นๆ ร่วงลงอย่างหนัก ด้าน Tencent บริษัทเกมออนไลน์ขนาดใหญ่ ได้ออกนโยบายจำกัดการเล่นเกมสำหรับเด็ก 

แผนการของจีนที่ต้องการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกีฬาก่อนโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022 ได้ช่วยจุดประกายความสนใจให้กับกลุ่มธุรกิจกีฬา หลังนักลงทุนกำลังสับสนกับกฎเกณฑ์ ที่ทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นการศึกษา ไปจนถึงหุ้นเทคโนโลยี

ความพยายามจำกัดความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจของ ปธน. สี จิ้นผิง ทำให้นักลงทุนต้องทบทวนแนวทางสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงอีกครั้ง

Michelle Cheng นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs เชื่อว่า สิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้น และการเรียกร้องให้ผู้คนมีส่วนร่วมในกีฬา จะช่วยให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้ดี โดย Goldman Sachs คงคำแนะนำซื้อหุ้น Li Ning และ Anta Sports 

คำมั่นที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬานั้นแตกต่างกับการโจมตีภาคการศึกษาและเทคโนโลยีจีนอย่างสิ้นเชิง หลังจีนต้องการปราบปรามบริษัทที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ และความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงท้าทายอำนาจรัฐ

คณะมนตรีแห่งชาติของจีนวางเป้าหมายในการส่งเสริมภาคธุรกิจกีฬาสู่มูลค่า 5 ล้านล้านหยวน (774,000 ล้านดอลลาร์) ภายในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้นถึง 70% จากปี 2019

Zhang Zhiwei หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Pinpoint Asset Management มองว่า สิ่งนี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่างหลังการปราบปรามธุรกิจการศึกษา และยังช่วยลดปัญหาการว่างงานในวัยหนุ่มสาวอีกด้วย

แผนการของทางการจีนคือต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำสู่ 38.5% ภายในปี 2025 จาก 37.2% ในปีนี้ โดยเกณฑ์คือ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์

แผนการอื่นๆ ที่ระบุไว้คือการสร้างและปรับปรุงสนามกีฬากว่า 2,000 แห่ง และส่งเสริมธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก ที่เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส การจัดการแข่งขันกีฬา และการผลิตอุปกรณ์กีฬา

ที่มา: Bloomberg

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 05/08/2021 “เศรษฐกิจไทยทรุด กนง. หั่นเป้า GDP ปีนี้ เหลือโต 0.7%” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 05/08/2021

เศรษฐกิจไทยทรุด กนง. หั่นเป้า GDP ปีนี้ เหลือโต 0.7%”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -323.73 จุด (-0.92%) S&P500 -20.47 จุด (-0.46%) Nasdaq +19.2 จุด (+0.13%) Small Cap 2000 -26.93 จุด (-1.21%) VIX index อยู่ที่ 17.97 (-0.39%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +26.95 จุด (+0.65%) Dax เยอรมัน +137.05  จุด (+0.88%) CAC 40 ฝรั่งเศส +22.42 จุด (+0.33%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 5 ส.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวบวกเล็กน้อย ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลดลงเล็กน้อย และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,545.13 จุด (-0.05%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 5 ส.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,812.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 25.407 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 68.47 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 70.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 5 ส.ค. 2564) Bitcoin 39,476.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,716.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.198682 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 542.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

โควิดสายพันธุ์เดลต้าแพร่ระบาดหนักในเอชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ต้องล๊อกดาวน์ในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตชะงัก เนื่องจากมีการปิดโรงงานผลิต โดยในไทย โตโยต้าสั่งระงับการผลิตจากโรงงาน 3 แห่งในไทย

เดือนกรกฎาคมมีตำแหน่งการจ้างงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 330,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 690,000 ตำแหน่ง

Tencent ออกนโยบายจำกัดระยะเวลาการเล่นเกมสำหรับเด็ก โดยวันธรรมดาจำกัดที่ 1 ชั่วโมง วันหยุดจำกัดที่ 2 ชั่วโมง และห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ปี เติมเงินเกม

หุ้น Li Ning ล่าสุด +5.7% เนื่องจากอุปกรณ์กีฬาโตอย่างต่อ เนื่องจาก คนหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น ประกอบกับ 2022 จะมีโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีน

ค่าเฉลี่ยเวลาการเล่นเกมของประชากรในจีน 12.39 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เวียดนาม 10.16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อินเดีย 8.61 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อินโดเนีย 8.54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และค่าเฉลี่ยของโลก 8.45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

Robinhood พุ่งขึ้นในสัปดาห์เดียวกว่า 100% เนื่องจากกองทุน Ark มีการทะยอยเข้ามาสะสมหุ้น Robinhood

Ethereum พัฒนาเป็น 2.0 จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำธุรกิจผ่าน blockchian ใช้พลังงานน้อยลง และส่งผลต่อสิ่งแวดน้อมลดลง จากต้นปีราคา Ethereum ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 400%

GM ประกาศผลประกอบการ รายได้ต่ำกว่านักวิเคราะห์อยู่ที่ 34,167 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการเรียกรถคืน

Uber ประกาศผลประกอบการ รายได้ดีกว่านักวิเคราะห์อยู่ที่ 3,929 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โตจากธุรกิจส่งของ แต่ยังคงจาดทุนอยู่ EPS อยู่ที่ -0.1 ดอลล่าร์

Roku ประกาศผลประกอบการ รายได้ต่ำกว่านักวิเคราะห์อยู่ที่ 645.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ยอดคนดูผ่าน platform Roku ปรับตัวลดลง เนื่องจากการแข่งขันที่มากขึ้น

Etsy ประกาศผลประกอบการ รายได้อยู่ที่ 550.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีการปรับเป้ายอดขายปีนี้เนื่องจากโควิดระบาดระลอกใหม่

กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.5% และหั่น GDP ไทยปีนี้เหลือโต 0.7%

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 20,920 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 20,658 ราย จากในเรือนจำ 262 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 160 ราย หายป่วยกลับบ้าน 17,926 ราย ผู้ป่วยสะสม 664,442 ราย หายป่วยสะสม 446,406 ราย โดยยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ New High

News Update: ARK ไล่ซื้อ ช่วยดันหุ้น Robinhood วันเดียวพุ่ง 50% ในสัปดาห์เดียวบวกแล้ว 100%

FINNOMENA Reporter
News Update: ARK ไล่ซื้อ ช่วยดันหุ้น Robinhood วันเดียวพุ่ง 50% ในสัปดาห์เดียวบวกแล้ว 100%

หุ้น Robinhood พุ่งขึ้นอีกในวันพุธ (4 ส.ค.) โดยราคาพุ่งขึ้นมา 50.4% ในวันเดียว ปิดที่ $70.39 และในสัปดาห์เดียวปรับตัวขึ้นกว่า 100% โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ $85 ในระหว่างวันการซื้อขายมีการหยุดพักจากความผันผวนหลายครั้ง 

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุใดราคาหุ้น Robinhood ถึงปรับตัวขึ้นแรง แต่วันที่ 2 ส.ค. Ark Invest ได้ทำการซื้อหุ้น Robinhood จำนวน 89,622 หุ้น ผ่านกองทุน ARK Fintech Innovation ETF (ARKF) ประมาณการมูลค่าอยู่ที่ 4.2 ล้านดอลลาร์ (อ้างอิงราคาหุ้นที่ $46.80) 

นั่นหมายถึง Ark Invest ได้ซื้อหุ้น Robinhood ทั้งหมด 3.15 ล้านหุ้นแล้ว นับตั้งแต่ Robinhood เข้าสู่ตลาดหุ้นสัปดาห์ก่อน และความสนใจจากนักลงทุนชื่อดังเป็นประโยชน์ต่อหุ้นที่เริ่มเติบโต

John Heagerty จาก Atlantic Equities มีมุมมองบวกต่อหุ้น Robinhood และได้ตั้งราคาเป้าหมายไว้ที่ $65 และกล่าวว่า ARK เดิมพันก้อนใหญ่ ทำให้นักลงทุนรายย่อยอยากมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน

John Heagerty เสริมว่า ไม่ใช่เรื่องปกติที่หุ้นขนาดเล็กแบบนี้จะพุ่งขึ้นได้ไวขนาดนี้ นอกจากจะถูกกำหนดโดยนักลงทุนสถาบัน

Robinhood ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีราคา IPO อยู่ที่ $38 แต่ได้ปรับตัวลดลง 8% ในการซื้อขายวันแรก และกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 24% ในวันที่ 2 ส.ค.

ก่อนหน้านี้ Robinhood ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยที่ใช้ Robinhood ซื้อขายหุ้นที่เป็นกระแส Short Squeeze ใน Reddit สื่อสังคมออนไลน์ของสหรัฐฯ มีหุ้นหลายตัวที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้น เช่น GameStop และ AMC Entertainment แต่ความผันผวนทำให้นักลงทุนสายชอร์ตขาดทุนหนัก

Vlad Tenev CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Robinhood ได้ปกป้องนักลงทุนรายย่อยใน Reddit ว่า ปรากฏการณ์นี้ทำให้บริษัทที่มีปัญหาสามารถเข้าถึงเงินทุนที่พวกเขาไม่มีได้

Vlad Tenev มองว่ามีลูกค้าที่รักบริษัทเหล่านี้ และต้องการให้บริษัทเติบโต โดยหุ้นที่เป็นกระแส meme จะได้รับทุนเพื่อสามารถจ้างกลุ่มผู้บริหารที่ดี และวางแผนอนาคตต่อไปได้    

Stephanie Link หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Hightower กล่าวว่า แม้รายได้ของ Robinhood ในไตรมาสที่ 2 จะเติบโต 5-10% จากไตรมาสแรก แต่ข้อมูลการชำระเงินสำหรับคำสั่งซื้อนั้นลดลง 23% ในไตรมาส 2 โดยมองว่านักลงทุนคริปโทฯ อาจช่วยให้คำสั่งซื้อของ Robinhood เพิ่มขึ้นได้

ที่มา: CNBC

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Ethereum อาจแซงหน้า Bitcoin เตรียมเปิดตัว ETH 2.0 ประมวลผลเร็วขึ้น ใช้พลังงานน้อยกว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

FINNOMENA Reporter
News Update: Ethereum อาจแซงหน้า Bitcoin เตรียมเปิดตัว ETH 2.0 ประมวลผลเร็วขึ้น ใช้พลังงานน้อยกว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

Dan Morehead CEO จาก Pantera Capital ผู้จัดการกองทุนคริปโทฯ มองว่า การพัฒนาของ Ethereum ในเรื่องการใช้งานแอปพลิเคชัน, การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการอัปเกรดทางเทคนิค มีแนวโน้มที่จะช่วยให้ Ethereum สามารถแซงหน้า Bitcoin ได้

การอัปเกรดล่าสุดของ Ethereum Improvement Proposal (EIP) 1559 จะช่วยให้ Ether สามารถซื้อขายได้เหมือนกับสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น และจะเห็นผู้คนที่ต้องการสะสมความมั่งคั่งเปลี่ยนมาลงทุนผ่าน Ether แทน Bitcoin

 London Hard Fork มีกำหนดการเปิดตัวในวันนี้ (4 ส.ค.) โดย EIP 1559 จะปรับปรุงการประมวลผลของธุรกรรมบน Ethereum Blockchain พร้อมช่วยลดอุปทานของ Ether

การขุด Ethereum 2.0 ถูกพัฒนาให้ลดการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง เมื่อเทียบกับการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำนวนมากในการขุด Bitcoin

ตั้งแต่ต้นปี Ether เหรียญคริปโทฯ ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว โดยราคาอยู่ที่ $2,503.66 ในขณะที่ Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 46% ราคาอยู่ที่ $38,139.42 (ราคา ณ วันที่ 3 ส.ค.)

ข้อมูลจาก CoinGecko วันที่ 2 ส.ค. เผยว่า มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของ Ether อยู่ที่ 306,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของ Bitcoin อยู่ที่ 737,000 ล้านดอลลาร์

Dan Morehead มองว่าราคา Bitcoin ในสิ้นปี 2021 จะอยู่ระหว่าง $80,000 ถึง $90,000 และไปสู่ $120,000 ภายใน 1 ปี และอาจถูกผลักดันไปถึง $700,000 ในทศวรรษหน้า

แม้จะมีความผันผวนที่ทำให้ Bitcoin ปรับลดลง 40% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือน เม.ย. ที่ระดับ $64,895 แต่ Dan Morehead เห็นว่ากองทุนของ Pantera Capital ได้ดึงดูดนักลงทุนรายย่อยที่สนใจในโมเมนตัมได้มากกว่านักลงทุนสถาบันและมองว่าที่ราคาปัจจุบันเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน

นอกจากนี้ Dan Morehead ชี้ว่า กฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น เช่น การตรวจสอบการแลกเปลี่ยนคริปโทฯ บนแพลตฟอร์ม Binance เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน

ทั้งนี้ Pantera Capital จัดการสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain มูลค่ารวม 2,800 ล้านดอลลาร์ โดยลงทุนในหลายแพลตฟอร์มทั้ง Bitstamp, Coinbase และ การแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาคเช่น Bitso ในเม็กซิโก

ที่มา: Reuters

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Breaking News: กนง. ครั้งที่ 5/64 เสียงแตก มีมติคงดอกเบี้ย 0.50% พร้อมหั่นเป้า GDP ปีนี้ เหลือโต 0.7% มี 2 เสียงหนุนลดดอกเบี้ย

FINNOMENA Reporter
Breaking News: กนง. ครั้งที่ 5/64 เสียงแตก มีมติคงดอกเบี้ย 0.50% พร้อมหั่นเป้า GDP ปีนี้ เหลือโต 0.7% มี 2 เสียงหนุนลดดอกเบี้ย
นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 4 ส.ค. 2564 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 5/2564 ว่า
คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี” ขณะที่ 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มากกว่าที่ประเมินไว้ และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือ การเร่งควบคุมการระบาดและการกระจายวัคซีน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรายได้กลับมาขยายตัว ขณะที่มาตรการทางการคลังและการเงิน จะต้องช่วยผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุด และทันการยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 0.7 ในปี 2564 และร้อยละ 3.7 ในปี 2565 โดยปรับลดลงตามการบริโภคภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ปรับลดลงมากในปีหน้า
แถลงข่าว ผลการประชุม กนง. ครั้งที่ 5/2564 (ฉบับสมบูรณ์)
เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2564
นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 4 สิงหาคม 2564
คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี ขณะที่ 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ กรรมการ 1 ท่านลาประชุม
คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 มากกว่าที่ประเมินไว้ และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ การเร่งควบคุมการระบาดและกระจายวัคซีน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้กลับมาขยายตัว ขณะที่มาตรการทางการคลังและการเงินจะต้องเร่งช่วยผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและทันการณ์ยิ่งขึ้นสอดคล้องกับสถานการณ์
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังอยู่ในระดับสูง การช่วยเหลือต้องเร่งผลักดันผ่านการกระจายสภาพคล่องและลดภาระหนี้ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่ามาตรการการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นมาตรการเสริมในการช่วยพยุงเศรษฐกิจและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 0.7 และ 3.7 ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ โดยปรับลดลงตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก. กู้เงินล่าสุดและการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดี แม้ภาคการผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากการระบาดในโรงงานและการขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราว
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิม การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน รายได้และการจ้างงาน เพิ่มเติมจากผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะติดตามปัจจัยดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
สภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการระบาด ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่ออกมาช่วยให้ธุรกิจ SMEs เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวอ่อนค่ากว่าเงินสกุลภูมิภาคตามปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) อย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมาตรการสาธารณสุขควรเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมไม่ให้การระบาดยืดเยื้อ มาตรการการคลังควรเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจ โดยดูแลตลาดแรงงานและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและทันการณ์ นโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควรเร่งปรับปรุงให้มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ อาทิ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ และมาตรการอื่น ๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เห็นผลในวงกว้างและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายและประสิทธิภาพของวัคซีน สถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศ ความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น
ธนาคารแห่งประเทศไทย
4 สิงหาคม 2564

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

Andrew Stotz
นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

ในเว็บไซต์ Linkedin ของคุณแอนดรูว์ได้จัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อว่า “ท่านคิดว่าผลตอบแทนเฉลี่ยรายปี ในระยะเวลา 10 ปีต่อจากนี้ของดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร” โดยผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า

–     ร้อยละ 18 ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า S&P500 น่าจะให้ผลตอบแทนมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี

–     ร้อยละ 7 ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า S&P 500 น่าจะให้ผลตอบแทนติดลบ และ

–     ร้อยละ 51 ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า S&P500 น่าจะให้ผลตอบแทนระหว่างร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 ต่อปี

ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า ผู้ตอบแทบสำรวจส่วนใหญ่ยังคงมองว่าหุ้น S&P500 จะให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีในอนาคต รายละเอียดดังกราฟด้านล่าง

นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

อย่างไรก็ดี EV/EBITDA ของ S&P500 ที่ 17.2x สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 20 ปี (ตั้งแต่ปี 1990) ค่อนข้างมาก

ปัจจุบันอัตราส่วน EV/EBITDA[1] ของ S&P500 อยู่ที่ 17.2x ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1990 (อยู่ที่ประมาณ 10x) ค่อนข้างมาก นักลงทุนเน้นคุณค่าหลายคนเมื่อเห็นตัวเลขนี้จะเริ่มไตร่ตรองมากขึ้นว่า การปรับตัวขึ้นของ S&P500 นั้นเกินมูลค่าไปแล้วหรือยัง เพราะ EV/EBITDA เป็นเครื่องชี้ที่มักถูกใช้แสดงให้เห็นถึงความถูกแพงของหุ้น แต่ถ้าเป็นนักลงทุนสายโมเมนตั้มมักจะเล่นตามเทรนนี้ หากเห็นว่าแนวโน้มยังคงสูงขึ้นได้ต่อไป ทั้งนี้  นักลงทุนที่เชื่อถึงคอนเซ็ปต์การไหลกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Reversion to the Mean) น่าจะค่อนข้างวิตกกังวลกับ EV/EBITDA ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว ที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความแพงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

ดัชนี S&P500 ยังไม่แตะระดับสูงสุดของ Shiller CAPE ที่เคยทำไว้ในปี 2000

ปัจจุบันอัตราส่วน CAPE ของ Robert Shiller (อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรเฉลี่ย 10 ปี แล้วปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ: CAPE) เข้าใกล้ 35x ซึ่งอัตราส่วนดังกล่าวเคยสูงกว่านี้ในช่วงวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Bubble) ในปี 2000

โดยในปี 2000 CAPE นั้นแตะระดับ 42x ซึ่งหากพิจารณาว่าในปี 2000 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ร้อยละ 1.5 จะเห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในภาพรวมอยู่ในภาวะกระทิงตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งเป็นจุดที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงที่สุด

นักลงทุนปัจจัยพื้นฐานจะทราบว่ามูลค่าของหุ้นนั้นขึ้นกับอัตราลด (discount rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อีกทีหนึ่ง โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 1.5 ยังสอดคล้องกับราคาหุ้นอยู่ แต่ถ้าสมมติว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กลับตัว แล้วเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนปัจจัยพื้นฐานน่าจะมองว่าตอนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะเกินมูลค่าไปมากแล้ว ตามกราฟด้านล่าง

นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

แม้ว่ามูลค่าดัชนี S&P500 จะถือว่าแพง แต่ไม่ใช่ว่านักลงทุนไม่เคยอยู่ในจุดนี้มาก่อน

เราได้นำ EV/EBITDA ของดัชนี S&P500 รายเดือนตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปัจจุบันมาลองพลอตลงในกราฟ โดยเรียงจาก EV/EBITDA ต่ำที่สุด ไปยังสูงที่สุด แล้ววิเคราะห์ต่อว่าอัตราส่วน EV/EBITDA ปัจจุบัน (17.2x) นั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้วกี่ครั้งในอดีต เราพบว่า

–     ร้อยละ 20 หรือ 1 ใน 5 ของช่วงเวลาทั้งหมด หุ้นสหรัฐฯ จะมี EV/EBITDA ในช่วง 8.1x-8.8x

–     ร้อยละ 12 ของช่วงเวลาทั้งหมด หุ้นสหรัฐฯ จะมี EV/EBITDA ต่ำกว่า 8.1x และ

–     ร้อยละ 14 ของช่วงเวลาทั้งหมด หุ้นสหรัฐฯ จะมี EV/EBITDA สูงกว่า 12.3x

ซึ่งจะเห็นได้ว่าอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 17.2x (ค่าปัจจุบัน) ถือว่า S&P500 อยู่ในระดับแพงเมื่อเทียบกับในอดีต

นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

การซื้อหุ้นสหรัฐฯ ตอนนี้อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่เป็นบวก

เราวิเคราะห์ต่อว่า ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับเมื่อลงทุนในช่วงที่ตลาดมีอัตราส่วน EV/EBITDA แตกต่างกันเป็นอย่างไร โดยเราพบว่า ถ้านักลงทุนลงทุนในช่วงที่ EV/EBITDA อยู่ระหว่าง 8.1x และ 8.8x (ช่วงเวลาส่วนใหญ่) นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนร้อยละ 15 เมื่อผ่านไป 1 ปี และร้อยละ 35 เมื่อผ่านไป 5 ปี

ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจะลดลง เมื่อนักลงทุนลงทุนในช่วงที่ EV/EBITDA สูงกว่า 8.8x (หรืออีกนัยหนึ่ง ซื้อหุ้นในช่วงที่หุ้นแพง จะได้รับผลตอบแทนลดลง) และที่สำคัญที่สุด ถ้านักลงทุนเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ EV/EBITDA แพงที่สุด (ช่วงปัจจุบัน) ผลตอบแทนเมื่อผ่านไป 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี ล้วนแต่เป็นลบทั้งหมด และจะกลับมาเป็นบวกเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อผ่านไป 5 ปี ซึ่งนักลงทุนปัจจัยพื้นฐานน่าจะเห็นว่าข้อมูลนี้ให้มุมมองที่เป็นลบต่อมูลค่าของดัชนี S&P500 ในปัจจุบัน

นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

การลดลงของอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อราคาหุ้น (Earning per share: EPS) กินระยะเวลาสั้นลงเรื่อย ๆ

ตั้งแต่ปี 1900 มีการลดลงอย่างรุนแรงของ EPS ทั้งหมด 5 ครั้งใหญ่ ๆ โดยเราพบว่าการลดลงของ EPS ในช่วงหลัง ๆ กินระยะเวลาสั้นลงเรื่อย ๆ กล่าวคือ ในช่วง Great Depression เมื่อปี 1930 EPS ลดลงต่อเนื่อง 4 ปี ขณะที่ในปี 2000 และปี 2007 กินเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ ในปี 2020 เราเห็นว่าช่วง EPS ลดลงกินระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น และ EPS ลดลงเพียงแค่ร้อยละ 20

นักลงทุนปัจจัยพื้นฐานอาจจะมองกราฟนี้และเห็นว่าวิกฤตค่อนข้างจะไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับวิกฤตครั้งที่ผ่าน ๆ มา ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าบางอุตสาหกรรม (เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ) ลักษณะเฉพาะของบางบริษัท (เช่น บริษัทที่มีเงินสดเป็นจำนวนมาก) และขนาดของบริษัท (เช่น บริษัทขนาดใหญ่) เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ทำผลงานได้ดีมากในช่วงวิกฤต นอกจากนั้น ในช่วงวิกฤต เราพบว่าบริษัทที่เล็กกว่า หรือบริษัทที่มีฐานะการเงินอ่อนแอกว่าบางส่วนได้ออกจากตลาดไป ทำให้อุปทานของสินค้าและบริการตึงตัวมากขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการที่ยังทำธุรกิจอยู่ได้มีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง

นักลงทุนแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงขาลงของหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

การฟื้นตัวของกำไร (Margin) ยังดำเนินไปได้ด้วยดี

อัตราส่วนกำไรสุทธิของบริษัทอเมริกันเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1990 โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น อัตราส่วนกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 8 ส่วนที่แรเงาในกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นถึงระยะเวลาที่อัตราส่วนกำไรสุทธิพุ่งขึ้นสูงที่สุดมายังต่ำที่สุด (peak to trough) โดยจากกราฟเราเห็นได้ว่า ช่วงเวลาที่อัตราส่วนกำไรลดลงนั้นได้ผ่านไปแล้ว และการฟื้นตัวของกำไรกำลังเริ่มขึ้น ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่ากำไรจะฟื้นตัวได้ในระดับเดียวกับที่เคยเป็นในอดีตหรือไม่ แต่การฟื้นตัวของกำไรก็น่าจะดำเนินต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

[1] EV (Enterprise Value) หมายถึงมูลค่าสุทธิของกิจการ โดยทั่วไปเท่ากับมูลค่าตลาด + หนี้สินรวม – เงินสดรวม และ EBITDA คือ กระแสเงินสดสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี ซึ่งมักได้จากกำไรที่ได้จากผลการดำเนินงาน หักออกด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน และบวกกลับด้วยค่าเสื่อมต่าง ๆ ที่หักทางบัญชี ทั้งนี้ EV/EBITDA โดยทั่วไปมักแสดงถึงความถูกแพงของบริษัท โดยค่าที่สูง มักถูกตีความว่าหุ้นเริ่มราคาแพง

Andrew Stotz

ที่มาบทความ: https://becomeabetterinvestor.net/investors-feel-almost-no-risk-of-long-term-us-stock-market-downside/


**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-andrew-all-weather-create/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ

News Update: ‘หมอบุญ’ ถอดใจ THG ร่วง -8.1% เช้านี้ ยอมรับ ดีลวัคซีน mRNA 90% ไม่สำเร็จ เผย “คงไม่ได้แล้ว เอาเข้ามาไม่ได้แล้ว”

FINNOMENA Reporter
News Update: ‘หมอบุญ’ ถอดใจ THG ร่วง -8.1% เช้านี้ ยอมรับ ดีลวัคซีน mRNA 90% ไม่สำเร็จ เผย “คงไม่ได้แล้ว เอาเข้ามาไม่ได้แล้ว”

ราคาหุ้น บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เช้าวันนี้ (4 ส.ค.) ปรับตัวลงแรงช่วงเปิดตลาด ราคาลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 28.25 บาท หรือ -8.1% จากราคาปิดเมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) ที่ 30.75 บาท

‘หมอบุญ’ หรือ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป และผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเครือโรงพยาบาลธนบุรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ ถึงกรณีการเจรจาเพื่อซื้อวัคซีน mRNA 20 ล้านโดสจาก BioNTech

ระบุว่า ปัญหาที่ไม่สามารถนำเข้าได้ เพราะต้องนำเข้าโดยภาครัฐ ซึ่งการซื้อวัคซีน mRNA มีการดีลกับหลายเอเจนต์ในหลายประเทศ โดยรวมแล้วประมาณ 20 ล้านโดส ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่เป็นตัวแทนไปเจรจา ได้พยายามช่วย แต่ทำไม่ได้ คิดว่าคงไม่สำเร็จ เพราะรอมา 3 เดือนแล้ว โดนยึดมัดจำมา 2 ครั้งแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จ

“คิดว่า 90% คงไม่ได้แล้ว เอาเข้ามาไม่ได้แล้ว เขาก็มีเจตนาดีที่จะช่วยกัน แต่ก็คงจะไม่สามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้” นพ.บุญ ระบุ

ทั้งนี้ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ ชี้แจงกรณีข่าวการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ยืนยันว่า การติดต่อนําเข้าวัคซีน mRNA และวัคซีนอื่น ๆ ยังดําเนินการอย่างต่อเนื่องและอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้สามารถนําวัคซีนมาช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติให้เร็วที่สุด

ก่อนหน้านี้ ราคาหุ้นของ THG ปรับตัวขึ้นตั้งแต่งช่วงปลายเดือน มิ.ย. หลังมีข่าว THG เตรียมนำเข้าวัคซีน mRNA โดยราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 34.50 บาท (15 ก.ค.) ล่าสุด หลังมีข่าวความไม่แน่นอน ทำให้ราคา THG ปรับตัวลงอยู่ที่ประมาณ 28.25 บาท หรือ -18% จากจุดสูงสุด

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: รู้จัก ‘SARK’ เกิดมาเพื่อฆ่า ‘ARK’ กองทุนแทงสวน เน้นผลตอบแทนตรงข้าม ได้กำไรหาก ARK ขาดทุน

FINNOMENA Reporter
News Update: รู้จัก ‘SARK’ เกิดมาเพื่อฆ่า ‘ARK’ กองทุนแทงสวน เน้นผลตอบแทนตรงข้าม ได้กำไรหาก ARK ขาดทุน

กองทุน Short ARKK ETF ชื่อย่อ ‘SARK’ โดย Tuttle Capital Management ที่ออกแบบมาเพื่อเดิมพันตรงข้ามกับ ARK กองทุนหลักของ Cathie Wood โดยเฉพาะ จะเปิดให้ลงทุนในเร็วๆ นี้

อ้างอิงจากการยื่นขอจัดต้องกองทุน ETF ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ในวันที่ 30 ก.ค. SARK มีเป้าหมายหลักคือ ARKK โดย SARK จะส่งมอบผลการดำเนินงานรายวันที่แปรผกผันกับกองทุน ARKK 

กองทุน SARK มีผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียว โดยกองทุนเดิมพันฝั่งชอร์ตเป็นส่วนใหญ่ Matt Tuttle ผู้จัดการกองทุน SARK และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Tuttle Capital Management กล่าวว่า การตั้งกองทุน SARK เป็นการจัดหาเครื่องมือที่นักลงทุนต้องการ

ข้อมูลจาก IHS Markit เผยว่า ในปัจจุบันมีหุ้นของ ARKK ประมาณ 8.7 ล้านหุ้นที่ถูกขายชอร์ต คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ความนิยมของ SARK ถูกจับตามอง 

SARK ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเดิมพันตรงข้ามกับ ARKK ได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงมีความเสี่ยงโดยทั่วไปของผลิตภัณฑ์ โดย SARK ปรับการลงทุนรายวัน เพราะเป้าหมายการลงทุนอาจเบี่ยงเบนได้ถ้ามีการถือเกินหนึ่งวัน

ในช่วง ก.ค. ที่ผ่านมา กองทุนทั้งหมด 8 กองของ Ark Investment มีผลการดำเนินงานติดลบ และเกือบทั้งหมดแสดงสถานะเงินทุนไหลออกสุทธิ

กองทุน ARK มีการเก็งกำไรจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอยู่จำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือหุ้น Spotify Tecnology (-26.56% YTD) ซึ่งไม่เป็นที่โปรดปรานของตลาด ทำให้ ARK Innovation ETF (ARKK) ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 22,500 ล้านดอลลาร์ ปรับตัวลงมาตลอดตั้งแต่ต้นปี (-2.86% YTD) 

ในปี 2020 ARKK เป็นหนึ่งใน ETF ที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดของสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนถึง 149% จนสร้างชื่อเสียงและรายได้แก่ Cathie Wood มหาศาล อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในปีนี้กลับสะดุดลง

มีแฟนคลับมากมายที่เชื่อมั่นการลงทุนในบริษัทที่อาจเป็นผู้ชนะรายต่อไปของ Cathie Wood แต่ก็มีคนอีกมากที่ไม่เห็นด้วย

นักวิเคราะห์กล่าวว่า แนวการลงทุนที่พึ่งพาเทรนด์อย่างหุ่นยนต์และการท่องอวกาศของ Cathie Wood เป็นเพียงความเพ้อฟันของเหล่านักลงทุนรายย่อย เงินหลายพันล้านที่ Cathie Wood เลือกลงทุนนั้น อยู่ในบริษัทเล็กๆ ที่ยังไม่สร้างกำไรเลยด้วยซ้ำ

Nate Geraci ประธานบริษัท ETF Store กล่าวว่า ความสามารถที่โดดเด่นของ Cathie Wood ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้ดึงดูดแค่กลุ่มนักลงทุนตลาดกระทิง แต่ยังดึงดูดกลุ่มนักลงทุนตลาดหมีด้วย

มีกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการเดิมพันกับผู้ชนะอยู่เสมอ ด้วยสมมติฐานที่ว่าชัยชนะไม่สามารถคงอยู่ตลอดไป

 อย่างไรก็ตาม Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF ระดับอาวุโสจาก Bloomberg Intelligence กล่าวว่า ความเสี่ยงที่สุดของกองทุน SARK คือการคาดเดาได้ยากของ Cathie Wood

Eric Balchunas กล่าวว่าคำอุปมาที่เหมาะสม คือ ‘Raiders of the Lost Ark’ (ชื่อหนังอเมริกัน Indiana Jones ปี 1981) ในฉากที่ศัตรูคิดว่า ดร.อินเดียน่า โจนส์อยู่ในหีบ แต่แท้จริงแล้ว ดร.อินเดียน่า หนีไปแล้ว และหีบนั้นกลับเต็มไปด้วยงู        

ที่มา: Bloomberg

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/08/2021 “วงการเกมจีนอาจเป็นรายต่อไป หุ้น Tencent และธุรกิจเกมจีนร่วงหนัก” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/08/2021 “วงการเกมจีนอาจเป็นรายต่อไป หุ้น Tencent และธุรกิจเกมจีนร่วงหนัก” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 04/08/2021

“วงการเกมจีนอาจเป็นรายต่อไป หุ้น Tencent และธุรกิจเกมจีนร่วงหนัก”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +278.24 จุด (+0.80%) S&P500 +35.99 จุด (+0.82%) Nasdaq +80.20 จุด (+0.55%) Small Cap 2000 +5.63 จุด (+0.25%) VIX index อยู่ที่ 18.04 (-7.30%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +1.33 จุด (+0.03%) Dax เยอรมัน -13.65 จุด (-0.09%) CAC 40 ฝรั่งเศส +47.91 จุด (+0.72%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 4 ส.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นติดลบเล็กน้อย ตลาดหุ้นจีน CSI 300 เพิ่มขึ้นประมาณ +0.3% ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า +1% และ SET Index เคลื่อนไหวในแดนลบเล็กน้อย

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 4 ส.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,817.75 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 25.723 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 70.44 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 72.46 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 4 ส.ค. 2564) Bitcoin 38,087.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,505.30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.195 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 323.02 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินออสเตรเลียอ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของออสเตรเลียปรับตัวลดลง ธนาคารกลางออสเตรเลียยืนยันความตั้งใจที่จะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน สถานการณ์ COVID-19 ในออสเตรเลียยังมีความน่ากังวล ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลง

หน่ยงาน IDSA ออกมาแนะนำให้ปรับเป้าเพดาน herd immunity จากเดิม 70% เป็น 80 – 90% จากการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า

อู่ฮั่นสั่งตรวจ COVID-19 ทั้งเมือง 11 ล้านคน หลังจากเริ่มมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า

ราคาหุ้น Tencent ปรับตัวลดลงแรง หลังจากถูกสื่อของรัฐบาลโจมตีว่าเกมส์ออนไลน์เป็นเหมือนสิ่งเสพติด และเหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้หุ้นวิดีโอเกมส์ในญี่ปุ่นรวมถึงบริษัทเกมส์จีนที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเช่นกัน ราคาหุ้น Tencent ที่ปรับลดลงทำให้มี upside ที่สูงขึ้นจากราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ คาดการณ์ EPS ปรับลดลงเล็กน้อย

กองทุนชื่อ SARK เน้นลงทุนตรงข้าม ARK จะได้กำไรถ้าราคากองทุน ARK ลดลง ปริมาณการ short sell ของหุ้นในกองทุน ARKK ปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา Fund Flow ของกอง ARKK มีปริมาณลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หุ้น 10 อันดับแรกของ ARKK มีค่า P/E เฉลี่ยที่ 192.41 และค่า PB ที่ 19.06 มีอัตราการเติบโตของยอดขายที่ 86.68 อัตราการเติบโตของกำไรที่ 9.85 หุ้น 5 อันดับแรกประกอบไปด้วย Tesla 10.9%, Teladoc Health 5.8%, Roku Inc. 5.5%, Square Inc. 5.1% และ Shopify Inc. 4.6% ในรอบเดือนที่ผ่านมาราคาของหุ้น 10 อันดับแรกโดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงประมาณ -3.12%

Alibaba มี active user ที่ 1.18 พันล้านราย เพิ่มขึ้น 45 ล้านรายในไตรมาสที่ผ่านมา เป็นผู้ใช้งานในจีน 912 ล้านราย รายได้รวมไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น +34% ซึ่งพลาดเป้าหมายการเติบโตครั้งแรกในรอบ 2 ปี ส่วนหนึ่งเกิดจากทางการจีนเข้ามาควบคุม นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์รายได้และกำไรจะเติบโตได้ในไตรมาส 3 (สิ้นสุดธันวาคม)

BP รายงานรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.8 พันล้านเหรียญในไตรมาสที่ 2 เปรียบเทียบกับการขาดทุนจำนวนมากในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และปริมาณหนี้สินของ BP ลดลงต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกัน BP ประกาศจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นและมีการซื้อหุ้นคืน

Lyft บริษัทเรียกรถยนต์ ประกาศรายได้ดีกว่าที่คาดการณ์ แม้จะยังขาดทุนอยู่ มีจำนวนเรียกรถยนต์เพิ่มมากขึ้น

BMW ติดลบ -5% จากปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดัคเตอร์ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อยอดขายและรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

ไทยจะมีการเติบโตของ GDP ที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปี 2021 ที่ 1.7% ขณะที่ปี 2022 จะเติบโตต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ตามการคาดการ์ของ Bloomberg ดุลบัญชีเดินสะพัดเทียบกับ GDP รายไตรมาส ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 0.9 ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5% ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง อยู่ที่ระดับประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นการอ่อนค่าสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 20,200 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 20,013 ราย จากในเรือนจำ 187 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 188 ราย หายป่วยกลับบ้าน 17,975 ราย หายป่วยสะสม 428,380 ราย ผู้ป่วยสะสม 643,522 ราย

Analysis: จีนยังคงเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ต้องมาก่อนตลาดหุ้น วิเคราะห์เบื้องหลังนโยบายบดขยี้ธุรกิจจากจีน

FINNOMENA Reporter
Analysis: จีนยังคงเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ต้องมาก่อนตลาดหุ้น วิเคราะห์เบื้องหลังนโยบายบดขยี้ธุรกิจจากจีน

จากรากฐานการเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ผู้นำของจีนไม่ได้มีปัญหากับการบดขยี้ผลประโยชน์ในตลาดทุน ถ้าธุรกิจเหล่านั้นขัดแย้งกับแผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว ผู้นำจีนไม่ได้สนใจความผันผวนของตลาดหุ้น และความสูญเสียของนักลงทุนเลย

🇨🇳  กฎเกณฑ์เดิมๆ ของธุรกิจจีนจะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

การปราบปรามธุรกิจกวดวิชาเป็นชนวนสำคัญ ที่แสดงให้คนตระหนักว่ากฎเกณฑ์เดิมๆ ที่เคยใช้ในธุรกิจ จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

จีนเริ่มมีสัญญาณการปราบปรามธุรกิจกวดวิชามาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มิ.ย. หลังประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เดินทางเยี่ยมโรงเรียนประถมในเมืองซีหนิงอันห่างไกล

การเดินทางในครั้งนั้น สี จิ้นผิง ได้รับรู้ถึงปัญหาความกดดันที่เพิ่มขึ้นของเด็กนักเรียน และปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้ปกครอง จากการเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม

สี จิ้นผิง ให้สัญญาว่าจะลดภาระดังกล่าว พร้อมกล่าวว่าไม่ควรมีครูพิเศษตามสถาบันกวดวิชามาแทนที่ครูในโรงเรียน แต่ความคิดเห็นในครั้งนั้น นักลงทุนยังไม่สังเกตเห็น

ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ทางการจีนออกคำสั่งห้ามไม่ให้ธุรกิจการศึกษาแสวงหาผลกำไร ระดมทุน หรือขายหุ้น IPOs ส่วนธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้วจะไม่สามารถควบรวมกิจการได้

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านโยบายของประเทศคำนึงถึงสังคม มากกว่าการเงินและเศรษฐกิจ และรัฐบาลจีนต้องการลดต้นทุนการศึกษาที่สูงเกินจนทำให้คนจีนไม่อยากมีลูก

🇨🇳  จีนเหวี่ยงอำนาจรัฐเพื่อสนับสนุนคนชนชั้นกลางมากขึ้น

การปกครองแบบ Progressive Authoritarianism (เผด็จการแบบก้าวหน้า) ทำให้คนชนชั้นกลางไปถึงล่างต้องดิ้นรนอย่างเหน็ดเหนื่อย 

ตั้งแต่พนักงานส่งของที่เหนื่อยล้าจากรายได้ไม่พอรายจ่าย หรือผู้ปกครองที่ต้องดิ้นรนกับราคาบ้านและค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้น ตลอดจนบริษัทขนาดเล็กที่ต้องต่อสู้กับการผูกขาดทางเทคโนโลยี

เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ว่าไม่เป็นไร ถ้าหากบางคนจะรวยก่อนคนอื่น

ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะมีการคุมเข้มอย่างหนักในธุรกิจธนาคารและน้ำมัน แต่ผู้นำของจีนให้อิสระแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อเป็นโอกาสในการเติบโต

ดูเหมือนว่านี่คงถึงเวลาที่รัฐบาลจีนจะเหวี่ยงอำนาจกลับมาสู่คนชนชั้นกลางมากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่ช่วงต่อไปของการพัฒนา 

🇨🇳  เป้าหมายชาติในระยะยาว สำคัญกว่าผลประโยชน์ของนักลงทุนในตลาดหุ้น

จากรากฐานการเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ผู้นำของจีนไม่ได้มีปัญหากับการเหยียบย่ำผลประโยชน์ในตลาดทุน ถ้าธุรกิจเหล่านั้นขัดแย้งกับแผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว ความผันผวนของตลาดหุ้น และความสูญเสียของนักลงทุนไม่ได้ถูกนำขึ้นมาพิจารณาเลย

แผนการพัฒนาในระยะถัดไปให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน

  1. ความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยของข้อมูล และการพึ่งพาเทคโนโลยีในประเทศให้มากขึ้น
  2. ความมั่งคั่งแห่งชาติ ความร่ำรวยต้องเกิดขึ้นแก่ทุกคน โดยมีจุดมุ่งหมายขจัดความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มสูงขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา
  3. เสถียรภาพแห่งชาติในระยะยาว และลดความไม่พอใจในกลุ่มชนชั้นกลางของจีน

แผนดังกล่าวย่อมก่อประโยชน์กับพนักงานส่งของ ผู้ปกครอง และธุรกิจขนาดเล็ก แต่คนที่เจ็บหนักก็มีไม่น้อยเช่นกัน

เหล่ามหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีอำนาจอย่าง Evergrande หรือบริษัทร่วมทุนจากต่างประเทศที่หวังจะนำบริษัทจีนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์อเมริกา ล้วนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการคุมเข้มด้านกฎระเบียบของทางการจีน

แรงจูงใจส่วนหนึ่งของ สี จิ้นผิง มาจากความต้องการที่จะได้รับความนิยมก่อนมีการเปลี่ยนผ่านผู้นำในรอบทศวรรษซึ่งจะมีขึ้นในปีหน้า โดย สี จิ้นผิง ต้องการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไปในสมัยที่ 3 

🇨🇳  ข้อแนะนำการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ 

Dennis Lam จาก DBS กล่าวว่านักลงทุนต้องคำนึงถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากการจัดระเบียบของทางการอย่าง กาารศึกษา, e-commerce, อินเทอร์เน็ต และสุขภาพ

หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีนพยายามบรรเทาความวิตกกังวลของตลาดลง แม้จะไม่มีการประกาศต่อสาธารณะ แต่ได้กล่าวในการประชุมกับธนาคารวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ว่า จีนยังอนุญาตให้บริษัทจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา

Thomas Fang หัวหน้าฝ่ายตลาดโลกของจีนจาก UBS กล่าวว่า ในระยะยาวการลงทุนในตลาดจีนเป็นสิ่งสำคัญ แต่นักลงทุนต้องป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบาย

Dennis Lam มองว่าตอนนี้หุ้นในตลาดเดิมๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ราคาหุ้นจีนร่วงลงอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม Dennis Lam เชื่อว่าผลตอบแทนจากตลาดใหม่ๆ ยังคงคุ้มค่ากับความเสี่ยง ด้วยมูลค่าที่น่าสนใจ และปัจจัยพื้นฐานที่ไม่ได้รับผลกระทบ

ที่มา: CNBC และ Bloomberg
——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Market Think Tank EP8: Asset Allocation คืออะไร? พร้อมมุมมองการลงทุน Q2 2021

FINNOMENA Podcast
Market Think Tank EP6: เจาะมุมมองภาพรวมสหรัฐฯ พร้อม Sector Rotation ตัวถัดไป

Baillie Gifford เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้จัดการกองทุนระดับตำนาน James Anderson เตรียมเกษียณปีหน้า พร้อมส่งต่อปรัชญา “นักลงทุนที่แท้จริง จะมีมุมมองระดับทศวรรษมิใช่ไตรมาส”

FINNOMENA Investment Team
Baillie Gifford เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้จัดการกองทุนระดับตำนาน James Anderson เตรียมเกษียณปีหน้า พร้อมส่งต่อปรัชญา “นักลงทุนที่แท้จริง จะมีมุมมองระดับทศวรรษมิใช่ไตรมาส”

การลงทุนใน Amazon และ Tesla ในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักกลับกลายเป็นรางวัลที่สร้างชื่อให้กับ Baillie Gifford โด่งดังไปทั่วโลก James Anderson ผู้จัดการกองทุนและผู้ก่อตั้งกลยุทธ์การลงทุน Long Term Global Growth Strategy เป็นผู้ตัดสินใจลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้

การตัดสินใจลงทุนใน Amazon เมื่อปี 2004 ต้องใช้เวลาอีกทศวรรษกว่าจะประสบผลสำเร็จ และแน่นอนว่าความอดทนก็มอบรางวัลชิ้นโต เพราะ Amazon ได้เติบโตขึ้นมาเป็น E-commerce ที่ประสบความสำเร็จที่สุด พร้อมสร้างปรากฏการณ์มากมายนับไม่ถ้วน

มุมมองและการบริหารที่ยอดเยี่ยมส่งให้ James Anderson ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จแห่งยุค ท่ามกลางกระแสความยากลำบากของกองทุนเชิงรุก (Active) ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งสร้างผลตอบแทนให้เหนือกว่าดัชนีและค่าธรรมเนียม

James Anderson ยังบริหาร Scottish Mortgage Investment Trust ตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งสร้างผลตอบแทนจนถึงวันนี้ได้กว่า 1,500% สูงกว่าดัชนีอ้างอิง FTSE All-World ที่มีผลตอบแทนเพียง 277%

ปรัชญาการลงทุนของ James Anderson ที่แฝงอยู่ภายใต้การลงทุนใน Amazon คือการมีมุมมองที่ดีต่ออนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งพัฒนาแบบยกกำลังของเทคโนโลยีจะผลักดันให้เกิดนวัตกรรม และผลตอบแทนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นมาจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัว ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ได้ถูกพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้งกับการลงทุน Tesla ตั้งแต่ช่วงที่โลกไม่เชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาในชีวิตประจำวันได้

แต่ James Anderson กำลังจะเกษียณในเดือนเมษายนปีหน้า ด้วยผลงานตลอดสองทศวรรษที่โดดเด่นและขนาดสินทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้นมาก จึงก่อเกิดคำถามว่า Baillie Gifford จะยังคงผลงานและมุมมองอันเฉียบคมอย่างที่เป็นมาได้หรือไม่?

“นักลงทุนที่แท้จริง จะมีมุมมองระดับทศวรรษมิใช่ไตรมาส” ปรัชญานี้ถูกแขวนอยู่หน้าประตูสำนักงานในเมือง Edinburgh ที่ซึ่งมีบรรยากาศเหมือนห้องสมุดมากกว่าจะเป็นชั้นซื้อขายหุ้นแสนวุ่นวาย

ปี 2004 James Anderson รื้อระบบการลงทุนของ Baillie Gifford ด้วยการยกเลิกตำแหน่ง CIO และคณะกรรมการลงทุนแบบ Top-down โดยภารกิจสำคัญเป็นการลงทุนแบบระยะยาวอย่างแท้จริง เน้นมุมมองระดับโลก และไม่เคลื่อนไหวตามดัชนีตลาดหุ้น

Baillie Gifford เปลี่ยนกรอบเวลาการลงทุนจาก 2-3 ปี เป็น 5-10 ปี เน้นการมองถึงโอกาสการเติบโตของบริษัทมากขึ้น ไม่ให้น้ำหนักกับปัจจัยรบกวนระยะสั้นต่อผลประกอบการและการประเมินมูลค่า

Hendrik Bessembinder ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยรัฐ Arizona ผู้พบว่า “มีเพียง 4% ของหุ้นในตลาดเท่านั้น ที่สร้างความมั่งคั่งสุทธิทั้งหมด” เป็นผู้สร้างอิทธิพลสำคัญต่อปรัชญาการลงทุน ทำให้ผู้จัดการกองทุน ต้องค้นหาหุ้นเหล่านั้นให้เจอ ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผลตอบแทนแบบทบต้น

ท่ามกลางกระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ Baillie Gifford เริ่มเปลี่ยนความสนใจจากหุ้นสหรัฐฯ มาสู่หุ้นจีนมากขึ้น Tom Slater ผู้บริหารกองทุนร่วมกับ James Anderson ตั้งแต่ปี 2015 และกำลังก้าวขึ้นมาแทน James Anderson ภายหลังการเกษียณ กล่าวว่า จากประสบการณ์การลงทุนใน Tencent พบว่า เขาต้องเพิ่มความเชื่อมั่นในบริษัทมากขึ้น แม้บางอย่างจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ในประเทศจีนมันคือเรื่องที่เป็นไปได้

เมื่อครั้งได้พบกับ Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan แอปพลิเคชั่นส่งอาหารชื่อดังของจีน ที่เคยวาดภาพที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ว่าบริษัทจะสามารถส่งอาหารกว่าสิบล้านรายการต่อวัน แต่สุดท้ายบริษัทก็ประสบความสำเร็จ ก้าวข้ามเป้าหมายนั้นไปเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันความเสี่ยงด้านการเมืองระหว่างประเทศและการตรวจสอบของรัฐ เป็นปัจจัยที่รบกวนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีน แต่ Tom Slater กลับมองว่าความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศเป็นปัญหาทุกที่ ไม่เฉพาะแค่ประเทศจีน ขณะเดียวกันก็ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าแนวทางการพัฒนาแบบตะวันตก จะเป็นเพียงแนวทางเดียวของโลก หรือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

การลงทุนใน Meituan, ByteDance และ Alibaba ตั้งแต่วันที่ยังเป็นแค่บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private Company) ในรูปแบบ Venture Capital และสร้างผลตอบแทนนับจาก IPO กว่า 319% พิสูจน์รากฐานปรัชญาของ James Anderson ได้เป็นอย่างดี กลายเป็นความนิยมจนมีเงินลงทุนไหลเข้ามาจำนวนมหาศาล และนำไปสู่คำถามว่า “เมื่อไรที่ Baillie Gifford จะเปิดรับเงินลงทุนใหม่?”

ทาง Stuart Dunbar หนึ่งในทีมงานของ Baillie Gifford กล่าวว่า หากไม่สามารถนำเงินไปลงทุนในไอเดียการลงทุนที่ดีที่สุดก็จะปิดรับเงินลงทุนใหม่ แต่ตอนนี้ยังห่างไกลจากสิ่งนั้นเพราะยังมีไอเดียลงทุนที่ดีมากมาย

ส่วนอัตราเงินเฟ้อแม้จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเติบโต แต่ Tom Slater กลับมองว่ามีโอกาสลงทุนหุ้นเติบโตมากมาย โดยชี้ว่ายังมีอีกหลายภาคส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้ เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีตัดต่อยีนส์ ไบโอเทคโนโลยี หุ่นยนต์ส่งอาหาร ซึ่ง Baillie Gifford ก็ไม่พลาดการลงทุนในกลุ่มเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Moderna ผู้ผลิตวัคซีนชื่อดัง, Northvolt บริษัทพัฒนาแบตเตอรี และ Illumina ที่หันมาพัฒนาการตัดต่อยีนส์

Baillie Gifford มีความเป็นอิสระสูงโดยมีหุ้นส่วน 47 คน ซึ่งก็คือพนักงานระดับสูงขององค์กร ไม่มีผู้ถือหุ้นจากภายนอกที่ต้องการเงินปันผลหรือตั้งเป้าการเติบโต วัฒนธรรมการเป็นหุ้นส่วนนับเป็นอีกสิ่งที่ Baillie Gifford ทำได้อย่างโดดเด่น ส่งเสริมให้มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของธุรกิจและผลักดันให้ทำทุกสิ่งอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการตัดสินใจด้วยมุมมองระยะยาว และขจัดสิ่งรบกวนระยะสั้น การเข้าเป็นหุ้นส่วนต้องได้รับการโหวตประจำปีของหุ้นส่วนเดิม และต้องได้รับคะแนน 2 ใน 3

พนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทผ่านการคัดเลือกผ่านหลักสูตรที่มีการแข่งขันสูง และได้รับการฝึกอบรมในองค์กร ด้วยการหมุนเวียนไปยังหลากหลายแผนก มีเพียง 10 จาก 2,721 คน เท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ทีมการลงทุนในปี 2020 โดยบริษัทต้องการผู้ที่มีความใฝ่รู้และจินตนาการ และดูเหมือนว่าความรู้ด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์แทบจะไม่สำคัญ

ที่ผ่านมา Baillie Gifford แทบจะไม่มีความเสี่ยงให้ตำหนิมากนัก แต่ James Anderson กลับมองว่าความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของบริษัท มาจากปัจจัยภายใน โดย Baillie Gifford จะต้องรักษาความสนใจอย่างมากอยู่กับการลงทุน และทบทวนทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับการลงทุน

ในประเทศไทยมีกองทุนรวมที่ลงทุนผ่านกองทุนของ Baillie Gifford มากมาย ซึ่ง FINNOMENA Investment Team แนะนำศึกษากองทุน ONE-UGG-RA เพิ่มเติมสำหรับหุ้นเติบโตทั่วโลก หรือหากแบ่งภูมิภาคที่น่าสนใจ จะมีกองทุน KF-US สำหรับหุ้นเติบโตสหรัฐฯ กองทุน ASP-EUG สำหรับหุ้นเติบโตภูมิภาคยุโรป และกองทุน M-EM สำหรับหุ้นเติบโตภูมิภาคตลาดเกิดใหม่

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/finnomenaopportunity/posts/187632543309691


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

Marvell Technologies ผู้ผลิตชิปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

BottomLiner
Marvell Technologies ผู้ผลิตชิปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

Marvell Technologies เป็นบริษัทผู้ออกแบบ พัฒนา Semiconductor โดยเน้นไปที่ชิประบบเครือข่าย (networking) และการเก็บข้อมูล (storage) ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักเป็นผู้ให้บริการ cloud และโครงข่ายสัญญาณมือถือ

รายได้แบ่งเป็นสองส่วนคือ

1. Networking

สินค้าหลักจะเป็นพวก Controller, Network Adapters ตัวรับและส่งสัญญาณ Ethernet (เห็นชื่อแล้วหลายคนยิ่งงง รู้แค่ว่าใช้เยอะใน Data Center ก็พอ) พอเป็นชิปที่อยู่ใน Data Center จึงมักต้องการประสิทธิภาพสูงมาก จุดเด่นของตัวอุปกรณ์คือจะช่วยให้ระบบใน Data Center ทำงานร่วมกัน

จุดเด่นอีกเรื่องของ Marvell คือเป็นผู้พัฒนาชิป ASIC ของตัวเอง และร่วมกับ cloud ชื่อดังอย่าง Amazon ที่สามารถปรับให้เข้ากับการใช้งานเฉพาะส่วนของลูกค้าได้ ตัวอย่างเช่น การสร้างชิปเพื่อระบบแนะนำสินค้าบน e-commerce ให้ตรงใจผู้ซื้อมากที่สุด (การออกแบบชิปใช้งานเองของผู้ให้บริการ cloud จะมีต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่าซื้อ CPU, GPU มาใช้งาน)

2. Storage

Marvell จะผลิตชิพควบคุม Hard disk drive (HDD) และ Solid state drives (SSD) ซึ่งมีลูกค้าที่สำคัญอย่างเช่น Western Digital (WD), Samsung ซึ่งมาซื้อชิปของ Marvell ไปประกอบร่วมเป็น HDD หรือ SSD

ขณะที่ถ้าแบ่งชิปของ Marvell ตามการใช้งานจะมี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ

1. Carrier 5G

การเติบโตที่รวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้ทั้งภาครัฐ และเอกชนต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อให้รองรับกับ 5G ที่กำลังจะมาถึง

2. Enterprise

องค์กรต้องมีระบบการเชื่อมต่อที่เสถียร การจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย รวมถึงการประมวณผลที่มีประสิทธิภาพ โดยมาในรูปแบบของ Marvell’s Networking เป็นนวัตกรรมอัจฉริยะที่จะช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Automotive

ปัญหาของรถยนต์ไร้คนขับคือเรื่องของความปลอดภัยซึ่งต้องการใช้ชิปที่ช่วยแก้ปัญหาการชน การเตือนเมื่อออกนอกเลน เพื่อเป็นศูนย์กลางเพื่อให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ปลอดภัย โดยการจัดการกับข้อมูลมหาศาลที่ต้องประมวลผลและเชื่อมต่อกับเครือข่ายมากมาย ซึ่ง Marvell เป็นกลุ่มผู้พัฒนาและขาย Chipset สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ

4. Data Center

การเพิ่มขึ้นของข้อมูลอย่างมากในอนาคตทำให้ Data Center นั้นคือสิ่งที่จำเป็นและมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเนื่องจากข้อมูลจาก Smart Things ที่มากขึ้นเพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดย Marvell คือผู้ให้บริการ Chipset เพื่อใช้ในโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center ด้วย

รายได้ของ Marvell

  • รายได้ FY2019 : 2,865 ล้านดอลลาร์
  • รายได้ FY2020 : 2,699 ล้านดอลลาร์
  • รายได้ FY2021 : 2,968 ล้านดอลลาร์

บริษัทประกาศรายได้ไตรมาสล่าสุด (Q1FY22) อยู่ที่ 832 ล้านดอลลาร์ +20% YoY แบ่งเป็นในส่วนของ Networking 60% ในส่วนของ Storage 36% และอื่น ๆ อีก 4%

Marvell ต้องการที่จะพัฒนาชิป ASIC ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นและตั้งเป้าจะเป็น Supplier ชิป ASIC เบอร์ต้น ๆ ของโลก บริษัทจึงได้เข้าซื้อ Avera ที่มีชื่อเสียงด้านชิป ASIC เป็นอย่างมาก ซึ่งชิปของ Aevra เป็นรูปแบบ Full Custom ที่จะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของชิป ASIC ของ Marvell ยังเป็นแบบ semi-custom อยู่ โดยการเข้าซื้อ Avera มีมูลค่าสูงถึง 650 ล้านดอลลาร์ช่วงพฤศจิกายนปี 2019

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Marvell ได้เข้าซื้อกิจการของ Inphi Corporation (IPHI) เป็นบริษัทที่มีความโดดเด่นของสถาปัตยกรรม Cloud ในเรื่องการส่งข้อมูลระหว่างและภายใน Data Center ที่มีความเร็วสูง เพื่อหวังพัฒนาในฝั่ง Data Center ที่จะมาแข่งกับ Nvidia และ AMD ในอนาคต

BottomLiner

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/bottomlinerglobal/posts/4668439456504485 

เอาตัวรอดจากโควิด

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
เอาตัวรอดจากโควิด

ช่วงเวลานี้สิ่งที่ผมกลัวหรือกังวลที่สุดก็คือการ “ติดโควิด” เพราะถ้าติดเชื้อนี้ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อตัวเองแล้ว คนรอบข้างในครอบครัวหลาย ๆ คนรวมถึงคนสูงอายุและเด็กเล็กก็มีโอกาสติดต่อกันค่อนข้างสูง คงจะโกลาหลกันสุด ๆ  เริ่มตั้งแต่การหาห้องพักรักษาตัว เช่น  “ฮอสพิเทล” หรือโรงพยาบาลซึ่งหายากขึ้นทุกวัน และถ้าเป็นหนัก เชื้อลงปอดจะเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่ในบ้านจะได้ฉีดวัคซีนครบกันทุกคนแล้วแต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ เพราะโรคนี้ไม่มีอะไรป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยเฉพาะจากวัคซีนที่มีประสิทธิภาพไม่สูงอย่างที่ใช้กันในประเทศไทยในขณะนี้ และนี่ยังไม่พูดถึงเด็กเล็กที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้และยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร? การป้องกันและแก้ไขหรือลดโอกาสที่จะติดโรคและการเจ็บหนักจะทำอย่างไร? ต่อไปนี้ก็คือการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง การลดความเสี่ยงและการป้องกันตัวของผมและน่าจะของทุกคนด้วย

เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงของแต่ละคนก่อน ผมคิดว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงที่จะติดโรคและมีอาการหนักจนอาจจะถึงตายไม่เท่ากัน โดยคร่าว ๆ  น่าจะแบ่งคนออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1) อายุ

คนสูงอายุโดยเฉพาะตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปนั้นจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนหนุ่มสาวมาก เหตุผลก็เพราะว่าถ้าติดโควิดจะมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรงขนาดถึงตายได้สูงกว่ากลุ่มอื่นมาก หรือถ้าไม่ตาย  ร่างกายโดยเฉพาะปอดก็อาจจะเสียหายอย่าง “ถาวร” ซึ่งทำให้การใช้ชีวิตต่อไปยากลำบากขึ้นมาก ดังนั้น คนสูงอายุก็จะต้องระวังและป้องกันตัวเองมากเป็นพิเศษ

2) โรคประจำตัว

ต่อเนื่องจากข้อแรกก็คือคนที่มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะเรื่องของเบาหวาน ความดันเลือดสูง และน้ำหนักตัวเกินมาก ๆ โอกาสที่เมื่อติดโรคแล้วจะมีอาการหนักก็สูง และยิ่งถ้าเป็นคนสูงอายุด้วย ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ดังนั้น จะต้องระมัดระวังและป้องกันตัวอย่างสุดยอด พลาดทีเดียวอาจจะเป็น “หายนะ” ได้

3) อาชีพ

คนแต่ละอาชีพมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน อาชีพที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับคนจำนวนมากและอยู่ในห้องปิดก็มักจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ลองจัดกลุ่มดูผมคิดว่า 1. คนทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่ใช้คนมากโดยเฉพาะที่อยู่ในห้องแอร์ น่าจะมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะโอกาสที่จะมีคนเป็นโควิดและแพร่เชื้อต่อให้ทุกคนจะมีสูงมาก 2. แคมป์ก่อสร้างหรือสถานที่คล้าย ๆ กันที่คนจะอยู่กันอย่างแออัดและมีการพูดคุยและกินอาหารร่วมกันจะมีโอกาสติดเชื้อสูง 3. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสถานพยาบาลที่ต้องพบเจอกับคนที่เป็นโรคหรือคนที่อาจจะติดเชื้อเป็นประจำหรือที่เรียกว่าเป็น “แนวหน้า” ในการต่อสู้กับโควิด 4. ดารานักแสดง พิธีกร และนักจัดรายการที่ต้องพบปะและร่วมแสดงกับคนอื่นมากหน้าหลายตาและโดยเฉพาะที่ไม่สามารถปิดหน้าป้องกันตัวได้ และสุดท้าย 5. ก็คือคนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานที่มีคนมาก ทั้งหมดนั้น  มีโอกาสที่จะลดความเสี่ยงลงได้โดยการ “ทำงานที่บ้าน” ถ้าทำได้

4) การอยู่ร่วมกับคนอื่นในบ้านเดียวกัน

นี่เป็นความเสี่ยงที่สูงมากที่คนอาจจะไม่ตระหนัก เหตุผลเพราะว่าคนที่อยู่ในบ้านเดียวกันมักจะเป็นคนในครอบครัว เช่น เป็นปู่ ย่า ตา ยาย เป็นพ่อแม่ เป็นลูก เป็นหลาน เป็นพี่น้องหรือเป็นลูกจ้างที่เป็นคนขับรถหรือแม่บ้าน ดังนั้น การที่จะต้อง “ใส่หน้ากากเข้าหากัน” จึงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เมื่อมีคนหนึ่งคนใดติดโควิดจากภายนอกบ้านโดยไม่รู้ตัว ก็มีโอกาสสูงที่คนอื่นทั้งหมดอาจจะติดโรคไปด้วย ผลก็คือ ความเสี่ยงของการติดโรคก็จะสูงขึ้นเป็นหลายเท่าตัวตามจำนวนคนที่อยู่ด้วยกัน และนี่ก็กำลังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากจนน่าตกใจโดยเฉพาะในคนสูงอายุที่มักจะอยู่แต่ในบ้านแต่ติดโรคจากคนอื่นที่อยู่ร่วมกัน

5) ตำแหน่งที่อยู่อาศัย

นี่ก็มีผลที่จะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือลดลง การอยู่และทำงานในจังหวัดหรือย่านที่มีคนติดเชื้อกันมาก โอกาสที่เราจะติดเชื้อก็สูงขึ้นตาม แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่แก้ไขยากโดยเฉพาะถ้าไม่ได้มีเงินมากพอที่จะย้ายไปอยู่ในที่หรือจังหวัดที่ปลอดภัยกว่าและสามารถที่จะใช้ชีวิตหรือทำงานได้ตามปกติผ่านระบบสื่อสารสมัยใหม่

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของความเสี่ยงที่จะติดเชื้อและความรุนแรงของอาการที่ต้องประเมินตัวเองว่าเราอยู่ในระดับไหนและจะสามารลดความเสี่ยงนั้นได้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ลดไม่ค่อยได้ หรือถ้าทำก็มี “ต้นทุน” ที่สูงเกินไป อย่างไรก็ตาม เรามีวิธีป้องกันตัวซึ่งจะทำให้โอกาสที่จะติดเชื้อน้อยลง หรือถ้าติดก็น่าจะมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรงลดน้อยลง และนั่นก็คือการป้องกันตัวจากโควิด

การป้องกันตัวที่สำคัญที่สุด

1) การฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด

เนื่องจากการระบาดในระลอกนี้มีการแพร่กระจายไปเร็วมากเพราะเป็นสายพันธุ์เดลต้าซึ่งสามารถกระจายไปในอากาศได้นาน ประกอบกับมีคนที่ติดและไม่ได้แสดงอาการจำนวนมาก ดังนั้น ถ้ายังไม่ได้ฉีดวัคซีนเข็มแรก เราจำเป็นที่จะต้องหาทางฉีดอย่างเร่งด่วน  และแม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพไม่สูงแต่ก็น่าจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงได้ ส่วนคนที่ฉีดเข็มแรกไปแล้ว การฉีดเข็มสองหรือเข็มสามอย่างเร็วที่สุดก็เป็นเรื่องที่ดีและผมคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นวัคซีนตัวเดิม การฉีดวัคซีนที่มี “ประสิทธิภาพสูงกว่า” จากการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

2) การทำ Social Distancing หรืออยู่ห่างจากคนอื่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน ว่าที่จริงในช่วงเวลาแบบนี้ ถ้าเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ก็ยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ ผมเองในฐานะของคนที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ในช่วงนี้ก็แทบจะไม่ออกนอกบ้านเลยถ้าไม่จำเป็น และถ้าจะจับอะไรที่ผ่านมือคนอื่นนอกบ้านมาก็จะต้องฉีดแอลกอฮอล์ทุกครั้ง การล้างมือก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ โชคยังดีที่ปัจจุบันนั้น ระบบสั่งซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ตมีประสิทธิภาพมาก ทำให้เราสามารถซื้อของได้เกือบทุกอย่างหรือทำกิจกรรมสารพัดได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปไหน  ผมเองนึกภาพไม่ออกว่าถ้าโรคโควิดเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน  ที่ระบบการซื้อของ  บริการออนไลน์และระบบ “การทำงานที่บ้าน” ผ่านระบบการสื่อสาร ยังไม่พัฒนา โลกจะปั่นป่วนมากกว่านี้แค่ไหน

3) การออกกำลังกาย

นี่เป็นเรื่องที่ผมคิดและเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งในการ “ต่อสู้กับโควิด” เพราะในยามนี้ นอกจากการพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ติดโควิด หรือถ้าติดก็ไม่รุนแรง ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญมากที่สุดแล้ว เรายังต้องพยายามหลีกเลี่ยง “ความโศกเศร้าและความหดหู่” ที่โควิดก่อให้เกิดขึ้นกับตัวเราและสังคมซึ่งก็กระทบกลับมาที่ตัวเราด้วย การที่คนมีรายได้น้อยลงและไม่สามารถที่จะใช้ชีวิต “ปกติ” ตามสัญชาติญาณของมนุษย์ที่เป็น “สัตว์สังคม” ย่อมก่อให้เกิดความเครียดและความหดหู่ซึ่งจะทำให้ร่างกายเราอ่อนแอลงและมีโอกาสที่จะเป็นโรคทั้งจากภายนอก เช่น  จากเชื้อโรครวมถึงโควิด  และจาก “ภายใน” เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ หรือแม้แต่ “โรคอ้วน” ซึ่งวิธีที่เราจะป้องกันได้ดีที่สุดก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ   และ “เครื่องมือ” ที่สำคัญที่สุดในยุคโควิดรุนแรงขนาดที่ต้องปิดสวนสาธารณะก็คือ “ลู่วิ่งไฟฟ้า” ซึ่งผมต้องใช้ทุกวัน และมัน “ช่วยชีวิตผม” ได้มาก

แม้ว่าเราจะประเมินความเสี่ยงของตนเองทั้งหมดแล้วและพยายามลดความเสี่ยงเท่าที่ทำได้ และพยายามป้องกันตัวเองทุกทางตามที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรอดจากโควิดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เรายังมีความเสี่ยงอยู่และน่าจะเป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญและไม่สามารถที่จะพลาดได้ นอกจากนั้น ถ้าเกิดขึ้นก็จะต้องไม่กลายเป็นหายนะ ถ้าจะให้พูดชัดเจนก็คือ ต้องป้องกันตัวเองและคนใกล้ชิดไม่ให้ติดโควิด และถ้าเป็นก็ไม่ได้รุนแรงมากจนสาหัสหรือตาย นี่ก็คงคล้าย ๆ กับการลงทุนที่ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ โอกาสขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ถ้าเกิดขึ้นก็ต้องไม่ถึงขั้นหมดตัวเป็น “หายนะ และเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว ก็อย่าไปคิดกังวล อย่างมากก็แค่ “สวดมนต์ เป็นระยะ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/08/02/2540

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

เพื่อนผู้ใจดี
กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

ข้อมูลจัดอันดับ ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2563

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 23 ธ.ค. 2563: TGHDIGI, KT-WTAI-A, K-USA-A(A), K-USA-A(D)

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 24 ธ.ค. 2563: ONE-GECOM, PWIN, ONE-UGG-RA, ONE-DISC-RA, KFHTECH-A, K-CHANGE-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-GECOM: เมื่อ E-Commerce กำลังเติบโตแบบสองหลัก

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-CHANGE-A (A) กองทุนผลตอบแทนเยี่ยมที่ให้คุณ “ช่วยโลก” ได้ เพียงแค่ลงทุน

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TUSOIL, TOIL6, TMBOIL, KT-OIL, KF-OIL, TISCOOIL, SCBOIL, ASP-OIL, I-OIL, K-OIL

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนมีนาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: MIDSMALLMF, M-MIDSMALL, M-FOCUS, HAPPY D5, MBT-G, MFX, THMO1, M-ACTIVE, M-PROPERTY, MPDIVMF

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนเมษายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: PRINCIPAL GHEALTH-A, TGHDIGI, PRINCIPAL GCLOUD-A, UCHI, SCBUSAP, SCBUSAA, KF-GTECH, KF-US, K-USA-A(D), K-USA-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A: ลงทุนครอบคลุมทุกภาคส่วนของ Health Care รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี

อ่านเพิ่มเติม เจาะลึกกองทุนเปิดใหม่ Principal Global Cloud Computing Fund (PRINCIPAL GCLOUD-A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนพฤษภาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: PRINCIPAL VNEQ-A, ASP-VIET, KT-ENERGY, B-BHARATA, TISCOINA-A, KT-CLMVT-D, KT-CLMVT-A, WE-GOLD, KF-INDIA, LHINDIAE-D

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน Principal VNEQ-A: กองทุนผลตอบแทนโดดเด่น รับโอกาสเติบโตของประเทศเวียดนาม

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนมิถุนายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: T-ES-GINNO, TNEWENGY, PRINCIPAL GCLOUD-A, KF-US, P-CGREEN, TMB-ES-GINNO, LHINNO-A, LHINNO-D, LHINNO-E, KFINNO-A

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TMB-ES-GINNO: กองทุนแห่งนวัตกรรมสู่การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนกรกฎาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: ABGS-A, TISCOINA-A, P-CGREEN, KF-EUROPE, K-AGRI, ABAG, UOBSC, ASP-TOPBRAND, TUSEQ-UH, I-ASEAN STAR 10

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 19 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก:https://finno.me/open-plan

อ่านบทความเพิ่มเติม

พาซื้อกองทุนรวมผ่าน FINNOMENA พร้อมความพิเศษต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์โต้คลื่น พิชิตความเสี่ยงเงินเฟ้อ

FINNOMENA x Franklin Templeton
อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์โต้คลื่น พิชิตความเสี่ยงเงินเฟ้อ

ในช่วงที่แนวคิดเรื่องการลงทุนเพื่อความยั่งยืนกำลังเป็นที่กล่าวถึงมากมาย และเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน มีคำถามเกิดขึ้นเสมอ ๆ ว่า แล้วเราควรลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด ในบทความนี้ เรามีไอเดียมาแชร์ให้กับนักลงทุนทุกท่าน โดยเราเชื่อว่า ในไตรมาสนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ประเภท อสังหาริมทรัพย์ และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน น่าจะเป็นสองทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น

อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์โต้คลื่น พิชิตความเสี่ยงเงินเฟ้อ

ทำไมอสังหาริมทรัพย์ถึงการเป็นการลงทุนที่ดีในช่วงเศรษฐกิจฟื้นและอัตราเงินเฟ้อเร่งตัว

เหตุผลแรก: เศรษฐกิจฟื้นตัวทำให้มีความต้องการ (demand) อสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ความพยายามในการฉีดวัคซีน และจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยสำคัญของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คือ อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการสถานที่ประกอบการ โรงงาน รวมถึงโกดังสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเรียกค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นได้

เหตุผลที่สอง: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตลอดจนการกระตุ้นทั้งภาคการเงินและภาคการคลังทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียกเก็บค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถขึ้นราคาค่าเช่าได้ตามสภาพเศรษฐกิจ ในบางกรณี สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์จะมีเงื่อนไขในการปรับค่าเช่าขึ้นอัตโนมัติตามอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งจากสถิติย้อนหลังชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนหรือรายได้ที่มาจากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อตั้งแต่ปี 19922021 โดยมีค่าสัมประสิทธิความสัมพันธ์ (correlation) ถึงประมาณ 0.96 (หมายความว่าถ้าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1% ผลตอบแทนหรือรายได้ที่มาจากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.96%)

อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์โต้คลื่น พิชิตความเสี่ยงเงินเฟ้อ

เหตุผลที่สาม: เงินเฟ้อที่เร่งตัวทำให้ต้นทุนในการสร้างอสังหาริมทรัพย์ใหม่สูงขึ้น ผลักดันให้อุปทาน (supply) อสังหาริมทรัพย์ตึงตัว โดยเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดีทำให้ราคาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น ไม้ เหล็ก และอลูมิเนียม ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ใหม่สูงขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้อสังหาริมทรัพย์ใหม่มีจำนวนลดลง เมื่อไม่มีคู่แข่งเข้ามาเพิ่ม จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผลตอบแทนของอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่แล้วเพิ่มมากขึ้นอีก

จากที่กล่าวมา เราจึงมองว่าพอร์ตโฟลิโอในปี 2021 จึงควรมีสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลัก จากรายได้ที่เข้ามาค่อนข้างแน่นอน และการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ เรามองว่ารอบของอุตสาหกรรมตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเริ่มขึ้น ซึ่งการจัดพอร์ตโฟลิโอให้เหมาะสมจะช่วยในการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทโครงสร้างพื้นฐานจะมีบทบาทสำคัญภายใต้แนวคิดความยั่งยืน (ESG)

เหตุผลแรก: แนวคิดความยั่งยืนเป็นหลักการพัฒนาสำคัญของนานาชาติ ถ้ามองจากภาพใหญ่ที่สุด องค์การสหประชาชาติได้จัดทำเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน เรียกว่า SDGs โดยย่อมาจาก “Sustainable Development Goal” โดยถ้าพิจารณาเป้าหมายทั้ง 17 เป้าหมายแล้ว พบว่ามีอย่างน้อย 3 เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และภูมิอากาศของโลก เช่น เป้าหมายที่ 7 กล่าวถึงพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ เป้าหมายที่ 9 กล่าวถึง โครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายที่ 13 กล่าวถึง การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อเราค่อย ๆ ซูมลงมายังภาพของแต่ละประเทศ ปัจจุบันแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้แทรกซึมเข้าไปในแนวคิดการพัฒนาในภาพรวมของเกือบทุกประเทศในโลก ซึ่งหากเราสามารถเกาะกระแสความยั่งยืน ผนวกกับการเลือกการลงทุนที่เหมาะสมน่าจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยจุดเด่นของสินทรัพย์ประเภทโครงสร้างพื้นฐาน คือกระแสเงินสดในอนาคตที่ค่อนข้างมีความแน่นอน ความต้องการที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ และมักไม่อ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจและการเงินที่ผันผวน

เหตุผลที่สอง: การส่งเสริมจากภาครัฐ และนโยบายของการส่งเสริมความยั่งยืนทำให้มีเม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนนี้ มักได้รับการสนับสนุนจากเงินลงทุน หรือเงินอุดหนุน (subsidy) ตามนโยบายภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทางเลือก แทนที่จะเป็นพลังงานถ่านหิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เช่น โครงการรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนแทนที่รถยนต์สันดาป หลายครั้งรัฐบาลได้ให้แรงจูงใจกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนด้วยการให้สิทธิประโยชน์ และผลตอบแทนในการลงทุนที่มากกว่า ซึ่งเราคิดว่าแรงจูงใจจากภาครัฐนี้ เมื่อรวมกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทั่วโลกให้ความสำคัญจะเป็นปัจจัยผลักดันให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ

เหตุผลที่สาม: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนยังมีต่อเนื่องในอนาคต โดยหลายประเทศเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืนเหล่านี้ อย่างไรก็ดี ยังต้องใช้เม็ดเงินอีกจำนวนมาก เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนตามที่แต่ละประเทศตั้งเป้าหมาย รวมถึงเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์ ทำให้เราเชื่อว่าแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ น่าจะให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์โต้คลื่น พิชิตความเสี่ยงเงินเฟ้อ

ในทางกลับกัน ความพยายามในการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนจะทำให้อนาคตของอุตสาหกรรมที่ไม่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนค่อยๆ ชะลอตัวลง และให้ผลตอบแทนน้อยลง อาทิ การชะลอตัวของอุตสาหกรรมท่อส่งน้ำมัน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นลบในที่สุด ในทางกลับกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาดคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง หรือเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ก็จะพลอยได้รับผลดีตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น การใช้บริการทางด่วนที่เพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่า โครงสร้างพื้นฐานทางราง (railroads) จะเป็นอีกหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่ให้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ จากความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะมีนโยบายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมเราค่อนข้างมีมุมมองที่เป็นบวกอย่างมากในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน

เนื้อหาต้นฉบับโดย  Stephen Dover, CFA

Chief Market Strategist, Franklin Templeton Investment Institute

เรียบเรียงโดย FINNOMENA Admin

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/content-ftthinks/common/gio/midyear-outlook-guarding-for-inflation-and-searching-for-quality/midyear-outlook-guarding-for-inflation-and-searching-for-quality-0721-us.pdf

News Update: สหรัฐฯ ฉีดวัคซีนโควิดครบ 70% ล่าช้าเกือบเดือนจากเป้าหมายไบเดน แต่ยอดติดเชื้อใหม่ต่อวันยังคงพุ่ง สู่ 72,000 ราย

FINNOMENA Reporter
News Update: สหรัฐฯ ฉีดวัคซีนโควิดครบ 70% ล่าช้าเกือบเดือนจากเป้าหมายไบเดน แต่ยอดติดเชื้อใหม่ต่อวันยังคงพุ่ง สู่ 72,000 ราย

ข้อมูลจาก CDC รายงานเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่า 70% ของประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว แม้จะล่าช้ากว่าเป้าหมายของปธน.โจ ไบเดน ที่ต้องการวัคซีนครอบคลุมภายในวันชาติอเมริกา (4 ก.ค.)

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมองว่าเป้าหมายการฉีดวัคซีน 70% เป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

Dr. Paul Offit สมาชิกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และที่ปรึกษาด้านวัคซีนและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ กล่าวว่า ต้องมีประชากรอย่างน้อย 80% ที่ได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่อย่างแท้จริง เพราะไวรัสสายพันธุ์เดลต้าสามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น

Dr. Natasha Bhuyan แพทย์ของโรงพยาบาล One Medical ในเมืองฟินิกซ์ มองว่า แม้ภาพรวมการฉีดวัคซีนทั้งประเทศจะอยู่ที่ 70% แต่ยังมีชุมชนท้องถิ่นที่สัดส่วนการฉีดวัคซีนต่ำและน่าเป็นห่วง

ยังมีพื้นที่ที่ประชากรได้รับวัคซีนเพียง 40-50% อยู่ และพื้นที่เหล่านั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาด ต่อให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายที่ 70% ก็ต้องเฉลิมฉลองด้วยความระมัดระวัง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคได้ยกเลิกแนวทางก่อนหน้า และแนะนำให้ชาวอเมริกันที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคาร หากอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอัตราการติดเชื้อโควิดสูง โดยแนวทางใหม่ครอบคลุมประชากรถึง 2 ใน 3 ของสหรัฐฯ

ไวรัสสายพันธุ์เดลต้าโจมตีผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอย่างรุนแรง แต่มีรายงานในผู้ที่ได้รับวัคซีนว่ายังสามารถพบเชื้อไวรัสในร่างกายระดับสูง และสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ 

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐฯ ยืนยันว่าวัคซีนป้องกันโควิดที่ผลิตโดย ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้อย่างดี โดยเฉพาะการป้องกันอาการร้ายแรงไปจนถึงเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม อัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐฯ ได้ชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ฉีดวัคซีนโดยเฉลี่ย 660,000 โดสต่อวัน เพิ่มขึ้น 14% จากสัปดาห์ก่อน แต่ยังน้อยกว่าระดับสูงสุดที่เคยฉีดได้ช่วง เม.ย. อยู่ที่มากกว่า 3 ล้านโดสต่อวัน

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ยในรอบ 7 วัน ทะลุจุดสูงสุด อยู่ที่ 72,790 ราย โดยสูงกว่าช่วงฤดูร้อนก่อนหน้าที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยตอนนั้นมีผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 68,700 ราย

CDC เน้นย้ำว่าการแพร่กระจายส่วนใหญ่ในประเทศมาจากประชากรที่ยังไม่ได้รับวัคซีน พร้อมกล่าวถึงกลุ่มคนดังกล่าวให้ป้องกันตัวเอง พร้อมเข้ารับการฉีดวัคซีน

ที่มา: CNBC

——————-
👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/08/2021 “หุ้นจีนเด้งแรง รอบ 10 สัปดาห์ รับข่าวทางการจีนเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA CHANNEL
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/08/2021 “หุ้นจีนเด้งแรง รอบ 10 สัปดาห์ รับข่าวทางการจีนเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 03/08/2021

“หุ้นจีนเด้งแรง รอบ 10 สัปดาห์ รับข่าวทางการจีนเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -97.31 จุด (-0.28%) S&P500 -8.15 จุด (-0.19%) Nasdaq +8.4 จุด (+0.06%) Small Cap 2000 -7.74 จุด (-0.35%) VIX index อยู่ที่ 19.46 (+6.69%) บริษัทใน S&P500 ประกาศผลประกอบการแล้วประมาณ 88% ซึ่งโดยส่วนใหญ่ดีกว่าคาดการณ์

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +27.32 จุด (+0.67%) Dax เยอรมัน +24.34 จุด (+0.16%) CAC 40 ฝรั่งเศส +63.14 จุด (+0.96%) หุ้น Allianz ปรับตัวลดลง -7% หลังมีข่าวกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เตรียมจะออกมาสอบสวน Allianz Global Investor

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 3 ส.ค. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นติดลบ -0.8% ตลาดหุ้นจีน CSI 300 +0.23% ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลบ -0.67% และ SET Index ปรับตัวบวก +0.5%

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 3 ส.ค. 2564) ราคาทองคำ 1,815.05 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 25.398 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 72.82 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 3 ส.ค. 2564) Bitcoin 38,397 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,510.08 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.198 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 324.11 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ดัชนี ISM (ภาคการผลิต) สหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม ออกมาที่ 59.5 อยู่ในโซนขยายตัว แต่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ และต่ำที่สุดตั้งแต่ต้นปี

หุ้นจีนเด้งแรง รอบ 10 สัปดาห์ รับข่าวทางการจีนเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นจีน CSI300 เข้าใกล้สู่ภาวะตลาดหมี (ลดลงจากจุดสูงสุดเกิน20%) หลังจากปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแรง ทำให้ภาพทางเทคนิคเริ่มดูดีขึ้นเล็กน้อย

ตัวเลข PMI ทั้งในภาคการผลิตและนอกภาคการผลิตจีนอ่อนตัวลงต่อเนื่อง แม้จะยังอยู่เกินระดับ 50 จุด

ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของจีน ปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 และเป็นการปรับตัวลดลง 7 สัปดาห์ติดต่อกัน

กรมการเมืองของจีนมีการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จากแถลงการล่าสุด มีการตัดถ้อยคำที่จะไม่กลับมาใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัวออกไป มีการเพิ่มคำพูดว่าจะใช้นโยบายการเงินในการช่วยเหลือ SME เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของนโยบายการคลัง ใช้คำพูดในทิศทางที่เป็นเชิงรุกมากขึ้น มีการพูดถึงการจะเข้ามาตรวจสอบตลาดทุนมากขึ้น

อัตราสวอปเรท (ต้นทุนในการทำธุรกรรม) อายุ 1 ปี ของจีนปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี อาจจะทำให้มีการใช้เงินหยวนเพิ่มขึ้นได้

ต้นทุนการกู้ยืมจากธนาคารปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ส่วนต่างระหว่าง NCD และ MLF ขยายตัวสูงสุดในรอบปี

ดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารปรับตัวลดลงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 7 วัน

CSI300 และ MSCI China มี valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับ S&P500 แต่มีการเคลื่อนไหวของราคาที่น้อยกว่า และมีการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้นที่ต่ำกว่า

นักลงทุนจีนแห่ข่ายหุ้น ByteDance ในตลาดรอง เนื่องจากกลัวความเสี่ยงทางนโยบายจากภาครัฐ

วันนี้จะมีการประชุมของธนาคารกลางออสเตรเลีย โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะคงดอกเบี้ย และคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังน่ากังวล

สหรัฐฯ ฉีดวัคซีน COVID-19 ครบ 70% ล่าช้าที่ตั้งใจไว้ประมาณ 1 เดือน

กรรมการ FED Christopher Waller สนับสนุนการลดขนาดวงเงินมาตรการ QE ในเดือนกันยายนนี้

คาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ สัปดาห์นี้เพิ่มขึ้น 9 แสนตำแหน่ง และคาดการณ์อัตราการว่างงานที่ 5.7%

Dot Plot ใหม่ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่ามีคณะกรรมการ FOMC บางส่วนมองว่า FED จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 0.09% ในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ระดับ 0.26% ณ ต้นปี 2023

อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดตั้งแต่ปี 2016 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อยู่ที่ -1.18 ขณะที่ Bond Yield 10 ปีอยู่ที่ 1.18 และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.40

สถิติของตลาดหุ้นในช่วงลดมาตรการกระตุ้นในปี 2013 พบว่าหุ้นโลกมีการปรับตัวลดลงสูงสุดประมาณ 7% ขณะที่ MSCI China มีการปรับตัวลดลงสูงสุดที่ 16.92% แต่หากดูผลตอบแทนตั้งแต่ช่วงลดมาตรการกระตุ้นจนถึงสิ้นปี รวมทั้งผลตอบแทนทั้งปี 2013 พบว่าเป็นบวกทั้งหมด โดยหุ้นโลกให้ผลตอบแทนในปี 2013 ประมาณ 23% แต่หากมาดูที่ทองคำ พบว่าให้ผลตอบแทนติดลบค่อนข้างมากในช่วงที่มีการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในปี 2013 ราคาติดลบถึง -28.6%

สมาชิก IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือต่อสู้ COVID-19 6.5 แสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสัดส่วนสิทธิในการออกเสียงรายประเทศใน IMF – สหรัฐฯ 16.5%, ญี่ปุ่น 6.2%, จีน 6.1%, เยอรมัน 5.3%, ฝรั่งเศสและอังกฤษ 4.0%

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 18,901 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18,158 ราย จากในเรือนจำ 743 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 147 ราย หายป่วยกลับบ้าน 18,590 ราย หายป่วยสะสม 410,405 ราย ผู้ป่วยสะสม 623,322 ราย

The Opportunity

KFHHCARE-A ของบลจ. กรุงศรี เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Health Care ที่ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมการรักษาโรค และการที่ประชากรโลกเข้าสู่วัยชรา ทำให้ความต้องการทางด้านสุขภาพสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนอาทิ นโยบายของโจ ไบเดน รวมถึงนโยบายอื่นๆ เช่น การเพิ่มค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโรคติดต่อ การปรับปรุงระบบ supply chain ในอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของการรักษาทางไกลผ่านระบบ online และการเพิ่มขึ้นของนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบ bio technology

ลงทุนในกองทุนหลัก คือ JPMorgan Funds จัดตั้งมาแล้วเกือบ 12 ปี เน้นลงทุนประมาณ 50 – 90 หลักทรัพย์ โดยกองทุนหลักมีจุดเด่น คือ การขยายโอกาสหลังจากโรคระบาด COVID-19 การเน้นบริษัทเกี่ยวกับยาที่มีการเติบโตเร็ว การเข้าสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เน้นการคัดเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง และเน้นบริษัทที่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรม

สัดส่วน sector หลัก – Biotech 29.2%, Pharma 28%, Medtech 23.6% และ Healthcare Services 19.2%

ประเทศ/ ภูมิภาคหลักที่ลงทุน – อเมริกาเหนือ 78.8%, ยุโรปและตะวันออกกลาง 18.3%, ประเทศกำลังพัฒนา 1.9%

กองทุนหลักมีการปรับพอร์ตการลงทุนให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ในตลาด มีการปรับเพิ่มลดสัดส่วน sector ตามสถานการณ์

KFHHCARE-A มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน และแบ่งออกเป็น 2 class คือ สะสมมูลค่าและจ่ายเงินปันผล

ผลการดำเนินงานในรอบ 1 ปีของ KFHHCARE-A อยู่ที่ 20.60% VS KFHEALTH-A 26.72% (ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ โดยปกติจะไม่ป้องกันความเสี่ยง) และ K-GHEALTH 15.01% (มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน)