ชื่อของ ‘เวเนซุเอลา’ กลับมาอยู่ในสายตาโลกอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกาจับกุมประธานาธิบดี ‘นิโกลัส มาดูโร’ พร้อมภรรยา ด้วยข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งสมคบคิดค้ายาเสพติด ก่อการร้ายจากยาเสพติด และครอบครองอาวุธสงคราม และนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก
แต่ก่อนที่จะกลายเป็นรัฐล้มเหลวในสายตาตลาดโลก เวเนซุเอลาเคยเป็นประเทศที่ ‘รวยระดับโลก’ และเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในอเมริกาใต้ ก่อนจะล่มสลายลงต่อหน้าสายตาทั้งโลกภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ และทิ้งสถิติที่โลกการเงินไม่มีใครอยากจดจำ นั่นคือ ‘เงินเฟ้อระดับ 1,000,000%’
ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1950–1960 เวเนซุเอลาคือหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก รายได้ต่อหัวสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง (ราว 6,500–7,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) ในช่วงเวลานั้น คนเวเนซุเอลามีรายได้มากกว่าคนไทยราว 11 เท่า และสูงกว่าคนญี่ปุ่น อิตาลี หรือเนเธอร์แลนด์ด้วยซ้ำ เมืองหลวงอย่างการากัสเต็มไปด้วยรถนำเข้า ร้านอาหารหรู และชนชั้นกลางที่เติบโตเร็วอย่างน่าอัศจรรย์
เบื้องหลังทั้งหมดคือทรัพยากรที่โลกทั้งใบต้องการ “น้ำมัน” เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Oil Reserves) มากที่สุดในโลก (ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล) รายได้เกือบทั้งประเทศมาจากการส่งออกน้ำมัน เงินไหลเข้าอย่างไม่ขาดสาย และในวันที่น้ำมันแพง ประเทศนี้แทบไม่ต้องกังวลว่าเงินจะไม่พอใช้
เมื่อเงินเข้ามาง่าย โครงสร้างเศรษฐกิจก็เริ่มบิดเบี้ยว รัฐบาลเลือกตรึงค่าเงินโบลิวาร์ให้แข็งค่าเกินจริง ทำให้สินค้านำเข้าถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มไปด้วยของจากต่างประเทศ ขณะที่การผลิตในประเทศค่อย ๆ หายไป โรงงานไม่คุ้มลงทุน เกษตรกรแข่งขันไม่ได้
รัฐบาลเริ่มใช้เงินจากน้ำมันซื้อทุกอย่าง แทนที่จะสร้างความสามารถของตัวเอง เวเนซุเอลากลายเป็นรัฐที่ ‘บริโภคเก่ง แต่ผลิตไม่เป็น’ และในวันที่น้ำมันยังแพง ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุคของ ‘อูโก ชาเบซ’ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนที่ 45 ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 1999 – 2013 นำรายได้จากน้ำมันมาอัดฉีดสวัสดิการอย่างเต็มที่ โดยค่าอาหาร ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ถูกควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อเอาใจประชาชน
นโยบายเหล่านี้สร้างความนิยมอย่างถล่มทลาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันทำลายกลไกตลาด ธุรกิจเอกชนจำนวนมากขาดทุนจนต้องปิดตัวลง กิจการนับหมื่นหายไปจากระบบ รัฐเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่กลับไม่ลงทุนบำรุงรักษาและพัฒนาการผลิต
ผลลัพธ์คือ ในขณะที่เวเนซุเอลามีน้ำมันมากที่สุดในโลก กำลังการผลิตกลับลดลงต่อเนื่องอย่างน่าตกใจ
ปี 2014 ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง และในวันนั้น เวเนซุเอลาก็พบว่าตัวเองไม่มีแผนสำรอง รายได้รัฐเกือบทั้งหมดหายไปในพริบตา ทางเลือกที่รัฐบาลเลือกคือการพิมพ์เงินเพื่ออุดช่องว่างงบประมาณ
สิ่งที่ตามมาคือหนึ่งในเหตุการณ์ Hyperinflation ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ เงินเฟ้อพุ่งจากหลักร้อย เป็นหลักหมื่น และทะยานสู่ระดับที่โลกแทบไม่เคยเห็น ‘1,000,000%’
เงินเฟ้อของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคม ปี 2018 พบว่า กระดาษชำระ 1 ม้วนมีราคาสูงถึง 2,600,000 โบลิวาร์ จากที่ไม่กี่ปีก่อนยังขายกันเพียง 4–5 โบลิวาร์ ไก่ 1 ตัวขยับขึ้นเป็น 14,600,000 โบลิวาร์ จากเดิมแค่ 22–27 โบลิวาร์ ขณะที่มะเขือเทศ 1 กิโลกรัม มีราคาพุ่งแตะ 5,000,000 โบลิวาร์ จาก 7–9 โบลิวาร์
และถ้าหากต้องการซื้อของเหล่านี้พร้อมกัน โดยจ่ายด้วยธนบัตรมูลค่าสูงสุดในเวลานั้น คือแบงก์ 1,000 โบลิวาร์ ผู้ซื้อจะต้องหอบเงินราว 22.6 กิโลกรัมไปที่ร้าน ซึ่งหนักพอ ๆ กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่บรรจุของจนเต็ม
ที่โหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ต่อให้มีเงินสดอยู่ในมือ หากไม่รีบซื้อในวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจต้องแบกเงินไปหนักกว่าเดิม และไม่มีใครรับประกันได้เลยว่า สิ่งของที่เราต้องการจะยังมีวางขายอยู่หรือไม่
ในวันนั้น ชาวเวเนซุเอลาไม่ได้ยากจนเพราะไม่มีเงิน แต่เพราะ ‘เงินที่มีไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อีกต่อไป’
ชาวเวเนซุเอลาหลายล้านคนอพยพออกนอกประเทศ ซูเปอร์มาร์เก็ตว่างเปล่า โรงพยาบาลขาดยา ผู้คนหันไปใช้เงินดอลลาร์ ใช้ Bitcoin หรืออะไรก็ตามที่ “ไม่ใช่โบลิวาร์”เพื่อป้องกันชีวิตจากความไม่แน่นอน
แม้เศรษฐกิจจะเริ่มนิ่งลงในเวลาต่อมา จากการผ่อนคลายการควบคุมบางส่วน แต่รอยแผลยังฝังลึก และความเสียหายต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการฟื้นฟู และสิ่งหนึ่งที่หายไป คืออำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง
ล่าสุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้จับกุมผู้นำเวเนซุเอลา และเตรียมเข้ามามีบทบาทในการ “ดูแลประเทศ” โดยเฉพาะในส่วนของแหล่งพลังงาน พร้อมกับประกาศว่า เวเนซุเอลาเตรียมมอบน้ำมันดิบถึง 50 ล้านบาร์เรล ให้สหรัฐฯ
สำหรับประเทศที่เคยร่ำรวยจากน้ำมัน และล่มสลายเพราะน้ำมัน ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับสิ่งเดียว เมื่อนั้นอนาคตของประเทศก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป
อ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทย, ลงทุนแมน, BBC, The Guardian
รวม 52 เป้าหมายการเงิน เป้าหมายการลงทุน หยิบมาทบทวนตัวเองสัปดาห์ละ 1 ข้อ เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี
อยากจะชวนให้ทุกคน ลองหยิบมาทบทวนตัวเองสัปดาห์ละ 1 ข้อ เริ่มทำตั้งแต่วันนี้… ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ส่วนมากเป็นพื้นฐานการเงินง่าย ๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่อาจจะถูกมองข้าม เพราะใกล้ตัวจนโดนละเลย
1. ออมก่อนใช้
2. ใช้ให้น้อยกว่าหา
3. ออมเป็นประจำ >10% ของรายได้
4. เก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบ 6 เดือน
5. มีรายได้มากกว่า 1 ทาง
6. จดเงินเข้าออก รายรับรายจ่าย
7. เงิน 100% ที่หามาได้ จัดสรรให้ได้เป็นสัดส่วน
8. ใช้สูตร 50-30-20 คือมีเงินได้ 100 บาท แบ่งไว้ใช้จำเป็น (Needs) 50 ใช้จ่ายเพื่อความสุข (Wants) 30 บาท ออมหรือลงทุน 20
9. ถ้าเพิ่งเริ่มต้นทำงาน อาจจะปรับเป็นสูตร 60-25-15 หรือหากอายุใกล้เกษียณก็สามารถปรับเป็นสูตร 45-25-30 แทนได้
10. เริ่มตั้งโจทย์เก็บเงินให้พอใช้ 20 ปีหลังเกษียณ
11. นำเงินไปลงทุน ถ้ายังจับจังหวะลงทุนไม่เก่ง ให้ DCA อย่างมีวินัย
12. เลือกสินทรัพย์ลงทุนไม่เก่ง ให้ลงทุนแบบจัดพอร์ต กระจายไม่กระจุก
13. เลิกลงทุนด้วยความโลภ หรือใช้หูฟังจากคนอื่น
14. ตั้งเป้าหมายการลงทุนให้ชัด ทั้งเป้าหมาย ระยะเวลา และผลตอบแทนที่คาดหวัง
15. ศึกษาและลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมาย
16. เตรียมเงินก้อนเผื่อค่าใช้จ่ายที่มาไม่บ่อยแต่เยอะ เช่น ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ เจ็บป่วยหนัก
17. ไม่มีภาระผ่อนหนี้เกิน 1 ใน 3 ของรายได้
18. หลีกเลี่ยงเงินกู้นอกระบบ เงินกู้ดอกเบี้ยสูง
19. มีบัตรเครดิตแค่ 1-2 ใบก็พอแล้ว
20. อย่าใช้บัตรเครดิตเพื่อกดเงินสดมาใช้จ่าย
21. ไม่เปิดเผยข้อมูลบนบัตรโดยไม่จำเป็น เช่น เลขบัตร เลข CVV
22. ตั้งรหัสผ่านทางการเงินให้เดายาก และเปลี่ยนเป็นระยะ เช่น 3 เดือน
23. ตั้งสติ ไตร่ตรอง ก่อนโอนเงินให้คนที่ไม่รู้ใจ
24. ระวังการลงทุนที่พูดถึงแต่ผลตอบแทนสูง แต่ไม่เคยพูดเรื่องความเสี่ยง
25. คำนวณเงินเกษียณที่ควรมี = ค่าใช้จ่ายต่อเดือน x 12 x จำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตหลังเกษียณ
26. เช็กเงินออมเพื่อเกษียณที่มีอยู่ จะได้รู้ว่าต้องเก็บอีกเท่าไหร่
27. เพิ่มเงินออมและลงทุนเพื่อเกษียณตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น
28. ซื้อประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต
29. ตั้งงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยว
30. ศึกษาเรื่องภาษีและลดหย่อนภาษี
31. เพิ่มพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขค้น
32. มีรายได้แบบ Passive Income
33. ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนปันผล
34. อ่านหนังสือการลงทุนให้ได้เดือนละเล่ม
35. เรียนรู้ทักษะใหม่ที่ช่วยเพิ่มรายได้
36. จัดทำแผนการลงทุนของตัวเองอย่างเป็นระบบ
37. วางแผนลงทุนด้านอื่น ๆ เช่น สุขภาพ ความรู้
38. ลงทุนอะไรแล้วนอนไม่หลับ อย่าเพิ่งลงทุน
39. ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ
40. ตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตของพอร์ตให้ชนะตลาด
41. รู้จัก Cut Loss เมื่อลงทุนผิดทาง
42. เพิ่มสัดส่วนเงินออม PVD
43. ปรับพอร์ตทุกครึ่งปี
44. สำรวจพอร์ตทุก ๆ เดือน
45. วางแผนความคุ้มครองทรัพย์สิน หนี้สิน ชีวิต และสุขภาพ
46. มีวินัย อดทน ทำตามแผนการของตัวเอง
47. ไม่เล่นนอกเกมที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่รู้ไม่เข้าใจ
48. รู้จักและเข้าใจสินทรัพย์ที่จะลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น
49. รู้จักตัวเองให้มากขึ้น อะไรคือเป้าหมาย อะไรคือความพอใจ
50. เมื่อมีพอแล้ว รู้จักแบ่งปันเพื่อคนอื่น
51. ส่งต่อความรู้ที่ดี
52. อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเองเป็นนักลงทุนที่ดี
หุ้นกลุ่มกลาโหมในสหรัฐฯ และยุโรป ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการยกระดับงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ในปี 2027 เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 47 ล้านล้านบาท) จากเดิมที่เคยถูกหารือไว้ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางบริบทโลกที่ตึงเครียดมากขึ้นทั้งด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์
ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า หลังการเจรจากับสมาชิกวุฒิสภา สภาคองเกรส และฝ่ายบริหาร เขามองว่างบระดับเดิม “ไม่เพียงพอ” ต่อสถานการณ์ที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญ พร้อมระบุว่างบประมาณใหม่จะทำให้สหรัฐฯ สามารถสร้าง “กองทัพในฝัน” และรักษาความปลอดภัยของประเทศได้ ไม่ว่าจะเผชิญศัตรูในรูปแบบใดก็ตาม
ถ้อยแถลงดังกล่าวจุดกระแสการเก็งกำไรในหุ้นกลาโหมทันที
สะท้อนความคาดหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงบกลาโหมที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ในยุโรป ดัชนี Stoxx Europe Aerospace and Defense ปรับตัวขึ้นกว่า 1% โดยหุ้น Leonardo และ Renk เป็นผู้นำตลาด ก่อนจะลดช่วงบวกลงเล็กน้อยระหว่างวัน ขณะที่หุ้นกลาโหมในเอเชียก็ขยับขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Mitsubishi Heavy Industries ของญี่ปุ่น และ Bharat Electronics ของอินเดีย สะท้อนว่าตลาดมองการเพิ่มงบกลาโหมสหรัฐฯ เป็นแรงส่งต่ออุตสาหกรรมกลาโหมโลกทั้งห่วงโซ่
บรรยากาศการลงทุนยังถูกเติมเชื้อจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมประกาศควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลาในระยะยาว รวมถึงการรื้อฟื้นวาทกรรมแข็งกร้าวเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งตอกย้ำภาพว่าสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์กำลังใช้นโยบายความมั่นคงเชิงรุกมากขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ด้านที่นักลงทุนเริ่มจับตาคือ “เงื่อนไข” ที่มาพร้อมกับงบประมาณก้อนใหญ่ เมื่อทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารให้ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ต้องลดบทบาทการซื้อหุ้นคืน งดจ่ายปันผล และจำกัดค่าตอบแทนผู้บริหาร จนกว่าจะเพิ่มการลงทุนในโรงงานและงานวิจัยพัฒนาอย่างจริงจัง
ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2020 บริษัทกลาโหมรายใหญ่ของสหรัฐฯ ใช้เงินไปกับการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลรวมกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่การลงทุนด้าน Capex อยู่เพียงราว 45,500 ล้านดอลลาร์ ช่องว่างดังกล่าวถูกทรัมป์มองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากเกินไป และบั่นทอนศักยภาพการผลิตในระยะยาว
นักวิเคราะห์เตือนว่า การเร่งเพิ่มการลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายบริษัทมีโครงสร้างธุรกิจพลเรือนและกลาโหมที่ผูกโยงกันอย่างลึกซึ้ง การโยกเงินลงทุนอาจกระทบซินเนอร์ยีของธุรกิจ อีกทั้งอุตสาหกรรมอาวุธขั้นสูงยังมีข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน ผู้ผลิตชิ้นส่วนมีจำนวนน้อย ไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทันที แม้งบประมาณภาครัฐจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
กรณีล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงนามสัญญาระยะ 7 ปีกับ Lockheed Martin เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธ Patriot เป็นราว 2,000 ลูกต่อปี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มใช้สัญญาระยะยาวเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจด้านอุปสงค์ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนจริง ไม่ใช่เพียงตอบสนองตลาดทุน
ASP-DEFENSE เป็นกองทุนหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลัก 2 กองทุน ได้แก่ Amundi Stoxx Europe Defense UCITS ETF (75 %), และ VanEck Defense UCITS ETF (25%) โดยกองทุนเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง เช่น อากาศยาน, เทคโนโลยีทางการทหาร, เทคโนโลยีความมั่นคง, ระบบไซเบอร์เพื่อความมั่นคง, การสื่อสาร, ดาวเทียม, การสื่อสารทางการทหาร หรืออุตสาหกรรมสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง (Supply Chain)
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวหลังจากปรับตัวลดลงในเดือนก่อนหน้า สำหรับตลอดปีที่ผ่านมา กองทุนที่แนะนำต่างให้ผลตอบแทนเป็นบวก ยกเว้นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นอินเดีย โดยตลาดหุ้นอินเดียทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่การอ่อนค่าของค่าเงินส่งผลให้กองทุนให้ผลตอบแทนเป็นลบ และค่าเงินรูปีของอินเดียยังคงมีความเสี่ยง
สำหรับเศรษฐกิจโลกในปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล และเศรษฐกิจในหลายประเทศมีสัญญาณดีขึ้น กอปรกับหลายประเทศมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวคิดสนับสนุนการลดดอกเบี้ย จึงมีโอกาสที่เฟดจะประกาศลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ จากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2569 อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ก็ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับการลงทุนในช่วงต้นปี 2569 แนะนำให้เปลี่ยนการลงทุนจากกองทุนหุ้นอินเดียซึ่งยังคงมีความเสี่ยงจากค่าเงิน ไปลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มเติบโตดี และรัฐบาลเยอรมนีมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีโอกาสปรับตัวลงต่อ และเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ
โดยยังคงคาดว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะยังคงเติบโตโดดเด่น และเฟดมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด ในขณะที่ในส่วนของตราสารหนี้ แนะนำให้ปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนเมื่อถึงวันครบกำหนด (yield to maturity: YTM) สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ไทย โดยกองทุนตราสารหนี้ไทยยังคงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวที่มีกลยุทธ์การบริหารเชิงรุก
ที่มา: บลจ. กรุงศรี วันที่ได้รับเอกสาร 5 ธันวาคม 2025
สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungsri The Masterpiece สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ที่
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomenaสำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนในพอร์ต Krungsri The Masterpiece คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร 0 2657 5757 | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
“สวัสดีเวเนซุเอลา”
ปฏิบัติการถอดผู้นำเวเนซุเอลา จุดกระแสคาดการณ์อนาคตซัพพลาย ตลาดรับรู้โอกาสปลดล็อก Production น้ำมันดิบหนัก (heavy crude oil) นับล้านบาร์เรลในอนาคต
ทว่ายังรอความชัดเจนของกฎกติกาและแผนลงทุนตลอดจนอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง แถมกระบวนการเพิ่มปริมาณผลิตในสเกลดังกล่าวคงต้องใช้เวลายาวนานหลายปี จึงไม่กระทบคาดการณ์อุปทานในปีนี้ (ซึ่งคาดหมายกันทั่วไปอยู่แล้วว่า oversupply)
*ความเห็นส่วนตัว* ราคาน้ำมันดิบอยู่ในโซนต่ำ คาดการณ์ระยะยาวอาจผิดเพี้ยนได้มาก โอกาสจึงยังอยู่ในฝั่ง “ซื้อ” นอกจากนี้ อุตสาหกรรม oil & gas ในสหรัฐน่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลทรัมป์ Belief Allocation จึงเพิ่มสัดส่วนการลงทุน KT-ENERGY
ที่มา: บลจ. กรุงไทย วันที่ได้รับเอกสาร 7 มกราคม 2026
ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า
สำหรับผู้ที่ลงทุนใน Krungthai Belief Allocation สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ที่
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomenaสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนใน Krungthai Belief Allocation คลิกเพื่อสร้างแผนการลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด มหาชน หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
ตลาดหุ้นโลกเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงกลางเดือนธันวาคมก่อนจะฟื้นตัวในช่วงปลายเดือน โดยดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวขึ้น 1.07% ในเดือนที่ผ่านมา ช่วงกลางเดือนธันวาคมตลาดหุ้นถูกกดดันนำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี จากทั่งกระแส AI Bubble ที่นักลงทุนกังวลหลังการประกาศแนวโน้มธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีบางกลุ่มที่ไม่สดใสนัก ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯประกาศตัวเลขสำคัญอย่างตำแหน่งงานเปิดใหม่ nonfarm Payroll สองเดือนต่อเนื่อง (ชดเชยจาก Gov. Shutdown) ในทิศทางผสม โดยตำแหน่งงานในเดือน ต.ค. หดตัวลงกว่า 1 แสนตำแหน่ง แต่ฟื้นตัวได้ 6.4 หมื่นตำแหน่งในเดือน พ.ย.
ขณะที่การประชุมนโยบายการเงิน FOMC ในเดือน ธ.ค. สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนไม่น้อย หลังจากที่คณะกรรมการตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปอยู่ที่ระดับ 3.5-3.75% ด้วยมติ 9-3 เสียง แต่กลับปรับคาดการณ์การลดดอกเบี้ยตลอดปี 2026 ลงเหลือเพียง 1 ครั้ง (0.25%) อ้างอิงจาก Dot Plot ฉบับใหม่ ข้อมูลที่มีทิศทางผสมทำให้นักลงทุนเทขายหุ้น ก่อนกลับเข้าซื้อในช่วงปลายเดือน
ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน ธ.ค. แม้จะถูกกดดันจากตลาดหุ้นอินเดียซึ่งปรับตัวลง 0.57% หลังยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯได้ ในทางกลับกันตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นแรงสนับสนุนหลัก โดยปรับตัวขึ้น 7.36% และ 5.0% ตามลำดับ หลังจากที่ทั้งสองตลาดได้รับแรงหนุนจากยอดสั่งซื้อชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้านตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น 2.82% โดยได้แรงหนุนจากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากสองหน่วยงานสำคัญอย่าง ECB (ธนาคารกลางยุโรป) ซึ่งปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP กลุ่มประเทศยุโรปจาก 1.0% ไปเป็น 1.2% ในปี 2026 และ 1.3% ไปเป็น 1.4% ในปี 2027 ร่วมกับการประชุมคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งประกาศจะกลับมามุ่งเน้นด้านการทหาร ลดการพึ่งพาพลังงานรัสเซีย และปกป้องการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2026 ซึ่งนโยบายเหล่านี้ต้องอยู่เบื้องหลังความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง
ภาพรวมการลงทุนประจำเดือนมกราคม 2026 คาดว่าตลาดหุ้นโลกจะผันผวนเล็กน้อยในช่วงต้นปีจากความกังวลกรณีสหรัฐฯบุกเข้าจับตัว ปธน. ของเวเนซูเอลา ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงกรรมการ FOMC ที่มีสิทธิโหวต ไปเป็นท่านที่ Hawkish มากขึ้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวยังมีผลกระทบที่จำกัด ขณะที่โครงการ One Big Beautiful Bill ของ ปธน. ทรั้มป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มที่ จะช่วยชดเชยผลกระทบในเชิงลบ
ดังนั้น ปัจจัยกดดันสำคัญของตลาดหุ้นโลกที่เหลืออยู่คือราคา (Valuation) ที่ตึงตัว เราแนะนำคงสัดส่วนในหุ้นโลก รวมถึงยังคงมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก และกระจายการลงทุนสินทรัพย์ที่เป็นลักษณะเชิงรับเพื่ดลดความผันผวนของพอร์ต หุ้น Healthcare และตราสารหนี้โลก
ที่มา: บลจ.อีสท์สปริง วันที่ 6 ธ.ค. 2026
สำหรับผู้ที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomenaสำหรับผู้ที่สนใจลงทุน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

2.1) All World Index Regime State
แถบสีเขียวขวาสุดแสดงให้เห็นว่า Global Equity Regime ปัจจุบันยังคงสถานะ “Bull Market” อย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีการพักตัวช่วงต้นปี 2025 (โซนสีแดง) แต่ดัชนีสามารถดีดกลับทำ New High ได้ต่อเนื่อง
Implication: สัญญาณทางเทคนิคยืนยันว่า “โมเมนตัมยังอยู่” การถอนตัวออกจากตลาดหุ้นทั้งหมดจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง เราจึงต้องคงน้ำหนักในส่วน Aggressive Growth (Sector) เอาไว้เพื่อเกาะเทรนด์นี้ไปให้สุดทาง
2.2) Gold Regime State
กราฟ Gold Index ก็แสดงสถานะ “Strong Bull Regime” (แถบสีเขียว) ควบคู่ไปกับหุ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน
Implication: ปกติทองคำมักถูกมองเป็นแค่ตัวกันชน (Buffer) ที่อาจฉุดผลตอบแทนรวม แต่ในรอบนี้ Correlation ของ Momentum มาพร้อมกันทั้งหุ้นและทอง
ปัจจุบัน Global Equity Regime ยังคงอยู่ในทิศทาง “Bull Market” แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณ “High Valuation” ในหลายตลาดหลัก แม้ Momentum ของการเติบโต (Growth Outlook) จะยังคงมีอยู่ แต่ระดับราคาที่สูงขึ้นทำให้ Risk/Reward เริ่มตึงตัว
ในสภาวะที่ “จะถอยก็เสียโอกาส จะบุกเต็มตัวก็กลัวความสูง” ผมใช้ Quant Model และเพิ่มมุมมองส่วนตัวเข้าไป จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์สู่ “Barbell Strategy” (กลยุทธ์คานน้ำหนักสองขั้ว) เพื่อปิดความเสี่ยง Downside ในขณะที่ยัง Capture Alpha จาก Mega Trend ได้อย่างเต็มที่
ผมยังคงยึดกรอบการบริหารแบบ Core & Satellite แต่ปรับน้ำหนักเพื่อตอบรับโจทย์ Barbell ดังนี้
Hedge ความเสี่ยงสงคราม (War Risk) ไปในตัว หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง กองนี้จะช่วยพยุงพอร์ตได้สวนทางกับตลาดรวม
กลยุทธ์ Global Aggressive Hybrid ชุดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดขาขึ้นที่ราคาแพง (Expensive Bull) โดยการ “Selectivity” เลือกตัวเล่นที่เติบโตจริง และ “Protection” กันเงินสดส่วนหนึ่งไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย เป็นการสร้างสมดุลให้พอร์ตสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ แม้ในยามที่ตลาดมีความผันผวนสูงครับ
เมื่อถอดรหัสพอร์ตโฟลิโอใหม่ตามลักษณะของสินทรัพย์ (Asset Style) เราจะเห็นภาพของกลยุทธ์ Barbell ที่ชัดเจนที่สุด โดยน้ำหนักการลงทุนถูกเทไปที่ “สินทรัพย์เติบโต” และ “สินทรัพย์ป้องกัน” ในขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นตลาด (Blend) ลงจนเหลือส่วนน้อยที่สุด เปรียบเสมือนด้ามจับของดัมเบลครับ
สัดส่วน 35% (Growth) : 10% (Blend) : 55% (Defensive+Hedge) สะท้อนปรัชญาการลงทุนแบบ “Aggressive yet Conservative” คือรุกฆาตในจุดที่แม่นยำ แต่ก็ไม่ลืมใส่เกราะป้องกันที่หนาแน่นครับ
Global Aggressive Hybrid Portfolio พอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกองทุนแบบ Active และ Passive กระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://port.finnomena.com/plan-select/plans/guruport-hyb
บทความโดย WealthGuru สำหรับพอร์ต Global Aggressive Hybrid ที่ Finnomena Funds เท่านั้น ข้อมูล ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2025
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทําให้ผู้ลงทุน ขาดทุนหรือได้รับกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | บางกองทุนลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
Finnomena Funds มีคำแนะนำปรับพอร์ต GGG ประจำเดือนมกราคม 2026 ซึ่ง GGG เป็นพอร์ตที่ลงทุนในหุ้น 100% ตลอดเวลา เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่คาดว่ามีการเติบโตในอนาคต โดย Finnomena Funds นำเสนอการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดพอร์ต ซึ่งได้เริ่มใช้ในการปรับพอร์ตรอบเดือนกันยายน 2025 โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของโครงสร้างพอร์ต วิธีการคัดเลือก Theme ที่คาดว่าจะมีการเติบโตในอนาคต วิธีการทำ Optimization และความถี่ในการปรับพอร์ต (จะเริ่มปรับพอร์ตทุก 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2025 จากที่ก่อนหน้านี้ปรับพอร์ตทุก 6 เดือน) ทั้งนี้ พอร์ต GGG จะยังคงนโยบายในการลงทุนกองทุนหุ้น 100% เน้นกองทุนที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น และบริหารโดยเน้นกลยุทธ์การลงทุนที่เป็นระบบ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการสร้างพอร์ตเท่านั้นเพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลการดำเนินงานในอนาคตต่อไป
โครงสร้างพอร์ตแบบ Core Growth – Thematic Growth
Source: Finnomena Funds as of 30/09/2025
พอร์ต GGG รูปแบบใหม่จะใช้โครงสร้างพอร์ตแบบ Core Growth – Thematic Growth โดยจะแบ่งเงินลงทุนในพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน
1. Core Growth จะเป็นส่วนที่เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นเติบโตที่กระจายลงทุนในหลากหลาย Sector ซึ่งในปัจจุบัน Finnomena Funds เลือกใช้เป็นกองทุน ONE-ELITE11 ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนแบบ Smart Beta อ้างอิงดัชนี Bloomberg Global Industry Elite 11 ลงทุนในหุ้นครบทั้ง 11 Sector กลุ่มละ 5 ตัว รวมเป็นพอร์ตหุ้น 55 ตัว เน้นหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง มีการปรับน้ำหนักหุ้นด้วยปัจจัยทั้งในเชิงพื้นฐาน (ความสามารถในการทำกำไร) และเชิงเทคนิค (โมเมนตัมราคา) เนื่องจากลงทุนครบทั้ง 11 Sector กองทุนดังกล่าวจึงสามารถลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวใน Sector ใด Sector หนึ่งมากเกินไปได้ ในปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนใน Core Growth จะถูกกำหนดไว้ที่ 25%
2. Thematic Growth เงินลงทุนส่วนที่เหลือ 75% จะถูกกระจายลงทุนในกองทุนหุ้นเติบโตในแต่ละ Theme ซึ่งการเลือกลงทุนจะพิจารณาจากปัจจัยเชิงปริมาณที่ผ่านการทดสอบย้อนหลังแล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริงจากข้อมูลในอดีต โดยเราจะทำการกำหนดน้ำหนักสูงสุดต่อ 1 กองทุนไว้ที่ 15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกระจุกตัวใน Theme ใด Theme หนึ่งมากเกินไป
พอร์ต GGG รูปแบบใหม่ในส่วนของ Thematic Growth จะใช้วิธีการ Risk-Reward Optimization ซึ่งจะเน้นหาจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนคาดหวังในอนาคตและภาพรวมความเสี่ยงของพอร์ต วิธีการทำ Optimization รูปแบบดังกล่าวจะแตกต่างจาก Minimum Volatility Optimization ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมของ GGG รูปแบบเก่า ซึ่งจะเน้นลดภาพรวมความเสี่ยงของพอร์ตเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้พิจารณาถึงผลตอบแทนคาดหวังในอนาคต โดยการทำ Risk-Reward Optimization จะอ้างอิง Framework ที่ชื่อว่า PRiME-Optimus
เป็นรูปแบบการค้นหาผลตอบแทนคาดหวัง ว่า Theme ใดใน Universe จะสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้สูงกว่ากัน โดยอาศัยปัจจัยเชิงปริมาณ 4 ปัจจัย เรียกรวมกันว่า PRiME Factors ซึ่งผ่านการทดสอบย้อนหลังว่ามีความสามารถในการสร้างผลตอบแทน โดย 4 ปัจจัยได้แก่
เป็นระบบที่ทำหน้าที่จัดพอร์ตลงทุน โดยจะใช้กลไก Risk-Reward Optimization ซึ่งส่วนของ Reward คำนวณจากคะแนนของ PRiME Factors และส่วนของ Risk คำนวณจากความแปรปรวน (Variance) และความแปรปรวนร่วม (Covariance) ของ Theme ทั้งหมดใน Universe จากนั้นระบบจะทำ Optimization โดยหาจุดสมดุลระหว่าง Risk และ Reward และคำนวณออกมาเป็นหน้าพอร์ตลงทุนในแต่ละช่วงเวลา
จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
อย่าลืมเปิดฟังก์ชันปรับพอร์ตอัตโนมัติ! Automatic Allocation ช่วยบริหารพอร์ตตามสภาวะตลาด สะดวก ใช้งานง่าย ให้คุณปรับสมดุลพอร์ตอยู่ในสถานะที่เหมาะสมอยู่เสมอ
สามารถเปิดใช้ Automatic Allocation ได้แล้ววันนี้ที่พอร์ตการลงทุนของคุณ หรือดูวิธีการได้ที่ Finnomena Funds Automatic Allocation
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
ภาพรวมการลงทุนโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว” (Divergence) โดยมีการลงทุนด้าน AI (AI CAPEX) เป็นตัวเร่งการฟื้นตัวแบบ K-Shape ขณะที่นโยบายคลังทั่วโลกกลับมามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะโลกแบ่งขั้ว (Fragmentation) ที่ชัดเจนขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์
การกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปี 2026 จึงไม่ได้เน้นเพียงการหาโอกาสเติบโต แต่ต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงพอร์ตจาก Finnomena Investment Outlook กลยุทธ์การลงทุนประจำปี 2026: The K-Shaped World ได้นำเสนอ 3 ธีมการลงทุนดังนี้
1. The AI CAPEX Divide: การลงทุนด้าน AI ของกลุ่ม Big Tech จะกระตุ้นให้เกิดสภาวะ K-Shaped Recovery ทั้งภาคเศรษฐกิจและตลาดหุ้น และยังมีส่วนช่วยพยุงความสามารถในการทำกำไรของบางกลุ่มธุรกิจ และอาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในบางช่วงเวลา
กลยุทธ์การลงทุน: เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยมุ่งเน้นแนวทางการคัดหุ้นแบบ Selective และใช้กลยุทธ์ Active Management จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และกลุ่ม Supply Chain ทั่วโลก (US, China, Asia)
2. The Fiscal Revival: กลุ่มประเทศหลัก (สหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น) เข้าสู่ยุคการกระตุ้นการคลังอย่างเต็มตัว แต่ตามมาด้วยภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน: เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น และสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน สำหรับตราสารหนี้โลกให้หลีกเลี่ยงกลุ่ม Long-duration ที่อ่อนไหวต่อ Bond yield อายุยาว และเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี พร้อมมองหาโอกาสจากแนวโน้ม Dollar อ่อนค่า
3. Fragmentation 2.0: โลกยังอยู่ในภาวะแบ่งแยกอย่างชัดเจน ผ่านกระบวนการ Friendshoring, Nearshoring และกระแส De-dollarization สภาวะโลกแบบ K-Shaped นี้ จะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเสี่ยงด้าน Geopolitics
กลยุทธ์การลงทุน: แนะนำทองคำและหุ้นเหมืองทอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงสะสม หุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า นอกจากนี้ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงแบบใน Multi-asset ที่มี Hedging Position เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกที่แบ่งขั้ว
Finnomena Funds จึงแนะนำปรับพอร์ตการลงทุนสำหรับแผน GAR, All Balance และ All star เพื่อให้สอดคล้องกับมุมมองการลงทุนปี 2026 ที่ต้องเน้นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน
ตารางสรุปการปรับสัดส่วนการลงทุนแผน GAR
Source: Finnomena Funds as of 06/01/2026
ตารางสรุปการปรับสัดส่วนการลงทุนแผน All Balance
Source: Finnomena Funds as of 06/01/2026
ตารางสรุปการปรับสัดส่วนการลงทุนแผน All Star
Source: Finnomena Funds as of 06/01/2026
จัดทำโดยบลป. เดฟินิท สำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
อย่าลืมเปิดฟังก์ชันปรับพอร์ตอัตโนมัติ! Automatic Allocation ช่วยบริหารพอร์ตตามสภาวะตลาด สะดวก ใช้งานง่าย ให้คุณปรับสมดุลพอร์ตอยู่ในสถานะที่เหมาะสมอยู่เสมอ
สามารถเปิดใช้ Automatic Allocation ได้แล้ววันนี้ที่พอร์ตการลงทุนของคุณ หรือดูวิธีการได้ที่ Finnomena Funds Automatic Allocation
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
ปีใหม่นี้ ขอรีวิวซีรีส์ Bad Boy Billionaires – India จาก Netflix ว่าด้วยบทเรียนจากบรรดามหาเศรษฐีอินเดียที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในเวลาต่อมา ดังนี้
เริ่มจากรามารินญา ราจู เจ้าของบริษัทด้าน IT Services ชื่อว่า Satyam ที่กลายเป็นข่าวดังหลังวิกฤตซับไพร์มปี 2008 เมื่อพบว่าตบแต่งตัวเลขทางบัญชีของบริษัทที่ไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ
ราจูขยับบริษัท Satyam ให้เข้าสู่ทำเนียบ Fortune 500 หลังจากได้งานด้าน IT Services จาก John Deere บริษัทชื่อดังของสหรัฐ โดยในปี 2000 บิล คลินตัน อดีตผู้นำสหรัฐได้เคยมาเยือนบริษัทของราจูแทนที่จะไปที่ IT Hub ในบังกาลอร์ รวมถึงผู้นำอินเดียก็มาร่วมงานดังกล่าวด้วย จนเหมือนว่าราจูได้ขึ้นสู่ทำเนียบซูเปอร์สตาร์ด้าน IT ของอินเดีย
จุดที่เริ่มทำให้ราจูเริ่มจะเข้าสู่สายดาร์ก เมื่อ Satyam เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ การรายงานงบการเงินรายไตรมาสถือเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความที่ Satyam เป็นบริษัท IT อันดับ 4 ของประเทศ ซึ่งจากอิทธิพลความหลังของพ่อราจูที่ประสบความล้มเหลวด้านธุรกิจที่ดินในรัฐอันตรประเทศ จึงทำให้ราจูอยากจะนำ Satyam ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของประเทศให้ได้ จึงเริ่มแต่งงบการเงินให้มีกำไรสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวิกฤตซับไพร์มปี 2008 เกิดขึ้น ทำให้ Satyam มีผลขาดทุนอย่างหนักซึ่งยากที่จะกลบเกลื่อนได้ ทำให้ราจูพยายามที่จะแก้เกมด้วยการเสนอแผนที่จะควบรวมบริษัท Maytas infra ที่เป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ในเครือ จนนักลงทุนใน Wall street ต่างเทขายหุ้น Satyam อย่างหนัก ส่งผลให้ราจูต้องยกเลิกการควบรวมดังกล่าว
ข่าวของ Satyam ในปี 2009 ผมยังจำได้เป็นอย่างดี ถือเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นและบริษัทต่าง ๆ ในอินเดียเป็นอย่างมาก
ในที่สุด ทางการก็ตรวจพบการแต่งบัญชีของ Satyam แบบมีหลักฐานชัดเจน โดยท้ายสุด ราจูถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในอินเดีย
มหาเศรษฐีรายที่ 2 คือ วิเจย์ มาลยา ฉายา King of Good Time เจ้าของ Kingfisher ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เคยมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สายการบิน และ ทีม Formula I
วิเจย์ เติบโตจากครอบครัวที่พ่อทำธุรกิจด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริษัท UB Group ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ในช่วงวัยรุ่นเคยเป็นแชมป์แข่งรถ Formula I ของอินเดีย แต่แล้วพ่อของวิเจย์ก็เสียชีวิตเมื่อวิเจย์อายุ 28 ปี ทำให้ต้องรับช่วงบริหารกิจการต่อ ซึ่งวิเจย์ได้สร้างแบรนด์ Kingfisher ให้เป็นสัญลักษณ์ด้านความบันเทิง โดยใช้ตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์ โดยตั้งฉายาตนเองว่า King of Good Time ทว่าวัฒนธรรมอินเดียมีความรังเกียจผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกฮอล์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เขาไม่สามารถเปิดตัวต่อสาธารณชนได้อย่างเต็มที่ นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขาหันมาทำธุรกิจสายการบิน Low cost ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาก ๆ ในช่วงต้น โดยได้กลายเป็นมิติใหม่ในวงการบินพาณิชย์ของอินเดีย รวมถึงยังเป็นเจ้าของทีม Formula I อีกด้วย
ทว่าด้วยความที่เป็นคนที่แนวทำอะไรต้องใหญ่ไว้ก่อน เขาจึงขยายธุรกิจสายการบินให้เป็นสาย Luxury ซึ่งพาร์ตเนอร์ชาวสหรัฐที่มาช่วยตั้งบริษัทสายการบินไม่ถนัด ทำให้สายการบินของเขาเริ่มเป็นหนี้และขาดทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อปี 2011 ที่ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งไปถึงเกิน $130 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สายการบินของเขาต้องหยุดบินเนื่องจากไม่มีเงินสดเหลือพอที่จะทำธุรกิจต่อไปได้และจ่ายหนี้ที่มีอยู่ได้
จุดที่สร้างความเสียหายคือเขาไม่ยอมจ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้กับพนักงานสายการบิน แม้ว่าเขาเองยังมีธุรกิจทีม Formula I และอสังหาริมทรัพย์อยู่ก็ตาม ท้ายสุดวิเจย์ได้เดินทางหนีไปอังกฤษ และกำลังต่อสู้คดีอยู่ที่นั่น
Kingfisher เป็นแบรนด์ที่คนอินเดียทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี แม้แต่ผมเองยังมีความคุ้นเคยว่าเคยได้ผ่านตาอยู่บ่อย ๆ
มหาเศรษฐีรายที่ 3 คือ นิราฟ โมดิ เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องประดับและจิวเวลลี โดยชื่อแบรนด์เครื่องประดับตั้งมาจากชื่อเขาเอง
นิราฟเติบโตมาจากครอบครัวที่ทำผลิตภัณฑ์เครื่องประดับและจิวเวลรี่มาหลายรุ่น โดยโมดิได้มาสร้างความแตกต่างตรงที่มาจับตลาดบนที่สามารถสร้างทำกำไรได้มากกว่าตลาดล่างเป็นอย่างมาก จึงได้จ้างพรีเซนเตอร์ระดับโลกในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเป็นโมเดลในสื่อโฆษณาต่าง ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ นิราฟ โมดิ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์เครื่องประดับของตนเองทั่วโลก ทั้งในลอนดอน นิวยอร์ก ฮ่องกง และเมืองใหญ่ ๆ ในอินเดีย
ผมเคยเดินผ่านร้าน นิราฟ โมดิ อยู่หลายครั้งในเมืองหลักต่าง ๆ ของโลกเมื่อช่วงหลายปีก่อน
โดยนิราฟเก่งด้านการออกแบบจิวเวอรี่ และมีภรรยาทำหน้าที่ด้านการตลาดกับลูกค้า จุดที่ทำให้นิราฟต้องมาพบกับจุดวิกฤต คือการติดสินบนพนักงานธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในอินเดีย เพื่อที่จะไม่ต้องใช้เงินสดของตนเองในการเป็นหลักประกันสำหรับการออกหนังสือรับรองเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการกู้เงินกับสถาบันการเงินต่างประเทศ ซึ่งเขาทำแบบนี้มานานหลายปี จนกระทั่งเรื่องนี้มาความแตกตอนที่มีการเปลี่ยนตัวผู้ดูแลเรื่องนี้ในแบงก์ดังกล่าว
ในขณะนี้ นิราฟได้เดินทางหนีไปอังกฤษ และกำลังต่อสู้คดีอยู่ที่นั่น
ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP
MacroView, macroviewblog.com
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้สหรัฐฯ เพิ่มงบประมาณกลาโหมประจำปีขึ้นมากกว่า 50% สู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 47 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2027 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มงบทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยทรัมป์ระบุว่า งบประมาณดังกล่าวจะมาจากรายได้ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา
ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า งบกลาโหมระดับนี้จะช่วยให้สหรัฐฯ สร้าง “กองทัพในฝัน” และทำให้ประเทศปลอดภัยไม่ว่าจะเผชิญศัตรูรูปแบบใด พร้อมย้ำว่ารายได้จำนวนมหาศาลจากภาษีศุลกากรไม่เพียงพอแค่รองรับการใช้จ่ายด้านทหาร แต่ยังช่วยลดหนี้สาธารณะ และคืนประโยชน์ให้ชนชั้นกลางในรูปแบบเงินปันผลทางเศรษฐกิจ
หากข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส จะทำให้งบความมั่นคงของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นจากระดับราว 901,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณปัจจุบันอย่างก้าวกระโดด ทั้งที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใช้งบกลาโหมมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวสวนทางกับท่าทีบางส่วนของฝ่ายบริหารเอง หลังทำเนียบขาวเคยส่งสัญญาณต้องการควบคุมหรือปรับลดการใช้จ่ายของกระทรวงกลาโหม ภายใต้แนวคิดลดต้นทุนของภาคเอกชนที่นำโดยอีลอน มัสก์ อีกทั้งนักวิเคราะห์ยังตั้งคำถามว่า รายได้จากภาษีศุลกากรจะเพียงพอต่อการรองรับงบประมาณระดับนี้จริงหรือไม่
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ภาษีศุลกากรสร้างรายได้ราว 195,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งยังห่างไกลจากเม็ดเงินที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มงบกลาโหมดังกล่าว ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเคยเสนอให้ใช้รายได้จากภาษีศุลกากรจ่ายเช็คเงินคืน 2,000 ดอลลาร์ให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ เพิ่มแรงกดดันต่อสมดุลการคลัง
ทรัมป์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ผ่านการเจรจาที่ยาวนานและยากลำบาก กับสมาชิกสภาคองเกรสและเจ้าหน้าที่ระดับสูงแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ข้อเสนอเพิ่มงบกลาโหมครั้งประวัติศาสตร์นี้ยังต้องเผชิญการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากฝ่ายนิติบัญญัติ ท่ามกลางคำถามใหญ่ถึงภาระการคลังและทิศทางบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลกในระยะยาว
อ้างอิง: Bloomberg
หลายคนวางแผนเกษียณโดยตั้งเป้าว่าขอมีสัก 5 ล้านก็พอแล้ว แต่รู้ไหมว่า ถ้าเงินเฟ้อกินปีละ 3% เงิน 5 ล้านในวันนี้ จะเหลือใช้จ่ายจริงแค่ 2.06 ล้าน ในอีก 30 ปี!
พอร์ต All Weather Strategy โดย Andrew Stotz นักวิเคราะห์การลงทุนชั้นนำ ร่วมกับ Finnomena Funds ใช้ FVMR Framework ในการวิเคราะห์การลงทุน มุ่งหวังเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ดูรายละเอียดและลองสร้างแผนได้ที่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws
คำนวณตัวอย่างมาให้ ตามเงื่อนไข ดังนี้
สูตรที่ใช้: PV = FV/(1+r)^n
(FV = จำนวนเงินในอนาคต, r = อัตราเงินเฟ้อ, n = จำนวนปี)
ต่อให้ตั้งเป้าเก็บเงินไว้เกษียณได้สวยแค่ไหน แต่ถ้า “ผลตอบแทนโตไม่ทันเงินเฟ้อ” ก็เหมือนเรากำลังเดินอยู่บนลู่วิ่งที่เร่งความเร็วขึ้นทุกปี ยืนอยู่ที่เดิมแต่เงินมีค่าลดลงเรื่อย ๆ
เพราะฉะนั้น แค่ “เก็บเงินให้ถึงเป้า” ไม่พออีกต่อไป แต่ต้อง “เก็บพร้อมลงทุนให้โตแซงเงินเฟ้อ” ด้วย
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาวิธีให้เงินเกษียณเติบโตแซงหน้าเงินเฟ้อ พอร์ต All Weather Strategy (AWS) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นพอร์ตการลงทุนที่ทางทีมงานของ Dr. Andrew Stotz นักวิเคราะห์การลงทุนชั้นนำ จับมือร่วมกับ Finnomena Funds สรรค์สร้างขึ้นมา โดยพอร์ต AWS มุ่งหวังที่จะเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ ใช้โมเดล FVMR Framework เป็นกลยุทธ์ในการลงทุน พร้อมแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างมีระบบ เพื่อช่วยปกป้องพอร์ตให้พร้อมลุยทุกสภาวะตลาด (All Weather)
สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน All Weather Strategy สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomena
สามารถติดตามมุมมองการลงทุนรายละเอียดการปรับพอร์ตอย่างใกล้ชิดได้ที่
https://www.finnomena.com/tag/guruport-aws/
**All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย A. Stotz Investment Research ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจสร้างแผนการลงทุน สามารถคลิกที่นี่ https://finno.me/plan-guruport-aws-ws หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลย
คำเตือน
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”
Finnomena แอปด้านการลงทุนแบบครบวงจร ซื้อขายกองทุน เครื่องมือลดหย่อนภาษี วางแผนจัดพอร์ต คำแนะนำในหุ้นไทย DR หุ้นนอก และหุ้นกู้ พร้อมแหล่งรวมข้อมูลความรู้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน
เราเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาดความมั่นใจจากข้อมูลที่มากเกินไป จนไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน เลือกอะไร หรือต้องปรับตัวยังไงในโลกการเงินที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน
และก็เชื่อว่าความได้เปรียบในการลงทุน ไม่ได้มาจากการเห็นข้อมูลเยอะกว่าใคร แต่เกิดจากการ “มองขาด” ว่าอะไรสำคัญ อะไรควรรอ และอะไรควรลงมือทำ
เราจึงตั้งใจทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่พยายามเข้ามาอุดช่องว่างระหว่าง “ข้อมูลมหาศาล” กับ “การตัดสินใจของมนุษย์” ให้แคบที่สุด เปลี่ยนข้อมูลมหาศาลให้กลายเป็นแผนการลงทุน เพื่อให้นักลงทุน “นำเกม” อยู่เสมอ
Finnomena คือ แอปบริหารการลงทุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การเลือกกองทุน วางแผนจัดพอร์ต กระจายการลงทุน ไปจนถึงวางแผนภาษี เหมาะกับผู้ที่อยากลงทุนอย่างมีระบบ ไม่ต้องนั่งไล่หาข้อมูลเองจากหลายที่ ด้วยการรวบรวมเครื่องมือ คำแนะนำ และความรู้ไว้ในแอปเดียว
ไม่ต้องไล่เปิดกองทุนเป็นร้อยเป็นพัน Finnomena ช่วยคัดกองทุนเด่นจากทั้งตลาด เหลือเฉพาะตัวที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว พร้อมบอกมุมมองและจังหวะซื้อขาย ให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเดาเอง
เลือกพอร์ตสำเร็จรูปตามเป้าหมายชีวิต ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อเกษียณ เก็บเงินก้อน หรือสร้างความมั่งคั่งระยะยาว โดยสามารถเลือกแผนลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ทั้งระดับความเสี่ยง เงินลงทุน และสไตล์ที่ชอบ
จัดพอร์ตลงทุนทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศผ่าน DR และบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง ไม่ต้องสลับหลายแอปให้วุ่นวาย พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงและบริหารเงินได้ง่ายขึ้น
Finnomena มีเครื่องมือคำนวณภาษี และช่วยประเมินสิทธิลดหย่อน ไม่ต้องคำนวณเองให้ปวดหัว พร้อมวางแผนการลงทุนทั้งกองทุน RMF และ Thai ESG ควบคู่อย่างเป็นระบบ
แหล่งรวมความรู้การลงทุน ทั้งบทความ อัปเดตตลาด เปรียบเทียบข้อมูลกองทุน ข้อมูลหุ้นไทย หุ้นนอก และราคาทองแบบ Real-Time เหมาะกับผู้ที่อยากเข้าใจตลาดและสินทรัพย์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ซื้อแล้วปล่อยผ่าน
มีคำถามเรื่องตลาด กองทุน หรือภาษี ถาม Charlie AI ได้ทันที ช่วยสรุปมุมมองล่าสุด อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย เหมือนมีที่ปรึกษาส่วนตัวอยู่ในแอป
เริ่มลงทุนอย่างมีระบบ แค่ดาวน์โหลดแอป Finnomena
https://finno.me/download-app-ws
หรือค้นหา Finnomena ได้ผ่าน
App Store และ Google Play
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
วันที่ 7 มกราคม 2026 ดัชนี VN-Index ปรับตัวขึ้น +2.49% หรือ +45.31 จุด ปิดที่ระดับ 1,861.58 จุด เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี สะท้อนแรงซื้อที่แข็งแกร่งในตลาดหุ้นเวียดนาม โดยมูลค่าการซื้อขายยังอยู่ในระดับสูงและกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนีในรอบนี้
แรงหนุนสำคัญมาจากหุ้นในเครือ Vingroup และกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก โดย Vinhomes (VHM) ปรับตัวขึ้น +5.43% ปิดที่ 149,500 ดอง ขณะที่ Vingroup (VIC) เพิ่มขึ้น +3.41% มาที่ 179,000 ดอง สะท้อนแรงเก็งกำไรต่อการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและบริโภคอย่าง FPT (FPT) และ Mobile World Investment Corporation (MWG) ปรับตัวขึ้น +3.72% และ +1.13% ตามลำดับ จากมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของกำไรในระยะกลาง
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดมาจาก กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย Vietcombank (VCB) ปรับขึ้นเด่น +4.01% ปิดที่ 59,600 ดอง จากความเชื่อมั่นด้านคุณภาพสินทรัพย์และฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ขณะที่ VietinBank (CTG) เพิ่มขึ้น +3.45% มาที่ 37,450 ดอง ด้าน Military Bank (MBB) และ HDBank (HDB) ปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนแรงซื้อเชิง Selective Buy ในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มสินเชื่อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว
โครงสร้างการปรับขึ้นของตลาดในรอบนี้ยังคงกระจุกตัวในหุ้น Big Cap เป็นหลัก ส่งผลให้ดัชนีสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้แรงซื้อในหุ้นขนาดกลางและเล็กจะยังไม่กระจายตัวชัดเจน อย่างไรก็ดี โมเมนตัมเชิงบวกยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2026 รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ
Finnomena Funds ประเมินว่า การที่ VN-Index ปรับตัวขึ้นสู่ระดับเหนือ 1,860 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามและการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองที่ Finnomena Funds มีต่อตลาดหุ้นเวียดนามในระดับ Positive จากปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง ทั้งการลงทุนภาครัฐ การขยายตัวของการบริโภค และความคาดหวังต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าหลังการเข้าสู่ดัชนี FTSE EM
โดยแนะนำซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A และ KT-VIETNAM-A เพื่อรับโอกาสการเติบโตในระยะกลางถึงยาว
จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia ออกมาประกาศบนเวทีงาน Consumer Electronics Show (CES) ว่า ชิปเจเนอเรชันถัดไปของบริษัทได้เข้าสู่ภาวะ “ผลิตเต็มกำลัง” แล้ว และเตรียมวางตลาดภายในปีนี้ โดยชี้ว่าชิปรุ่นใหม่สามารถประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์ได้มากกว่ารุ่นก่อนถึง 5 เท่า โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับแชตบอตและแอปพลิเคชัน AI ขนาดใหญ่
หัวใจสำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้คือแพลตฟอร์ม Vera Rubin ซึ่งประกอบด้วยชิป Nvidia รวม 6 ตัวต่อระบบ เซิร์ฟเวอร์รุ่นเรือธงจะบรรจุกราฟิกโปรเซสเซอร์ (GPU) 72 ตัว และซีพียูรุ่นใหม่อีก 36 ตัว Huang อธิบายว่าสามารถเชื่อมต่อเป็น “พ็อด” ขนาดใหญ่ที่รวมชิปมากกว่า 1,000 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้าง “โทเคน” หน่วยพื้นฐานของระบบ AI ได้มากขึ้นถึง 10 เท่า แม้จำนวนทรานซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้นเพียง 1.6 เท่าก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดดนี้มาพร้อมเงื่อนไขสำคัญ คือการใช้ข้อมูลรูปแบบเฉพาะ (proprietary data) ของ Nvidia ซึ่งบริษัทหวังให้ทั้งอุตสาหกรรมหันมาใช้ตาม แนวทางดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์การสร้าง “มาตรฐานของตัวเอง” ในยุคที่การแข่งขันด้านชิป AI ทวีความรุนแรงขึ้น
แม้ Nvidia ยังครองความเป็นผู้นำตลาดชิปสำหรับฝึกโมเดล AI แต่การแข่งขันในตลาดการนำ AI ไปใช้งานจริงกับผู้ใช้จำนวนมหาศาลกำลังร้อนแรงขึ้น ทั้งจากคู่แข่งดั้งเดิมอย่าง AMD และจากลูกค้ารายใหญ่เอง เช่น Google ของ Alphabet ที่พัฒนาชิปของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพา Nvidia
Huang ยังเน้นย้ำถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง “Context Memory Storage” ชั้นจัดเก็บข้อมูลที่ช่วยให้แชตบอตตอบคำถามยาว ๆ ได้รวดเร็วและลื่นไหลขึ้น รวมถึงสวิตช์เครือข่ายรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี co-packaged optics สำหรับเชื่อมต่อเครื่องนับพันเข้าด้วยกัน แข่งโดยตรงกับโซลูชันของ Broadcom และ Cisco
ในเชิงพาณิชย์ Nvidia ระบุว่า CoreWeave จะเป็นหนึ่งในลูกค้ารายแรกที่ได้ใช้ระบบ Vera Rubin และคาดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon, Oracle และ Alphabet จะทยอยนำไปใช้งานเช่นกัน ขณะเดียวกัน Nvidia ยังเดินหน้าขยายอิทธิพลไปไกลกว่าชิป ด้วยการเปิดตัว Alpamayo ซอฟต์แวร์ AI สำหรับรถไร้คนขับ ที่ช่วยให้รถสามารถ “ให้เหตุผล” ในสถานการณ์ซับซ้อน และอธิบายการตัดสินใจของตัวเองได้ โดยเปิดเป็นโอเพนซอร์สพร้อมข้อมูลฝึกสอน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น
บนเวทีเดียวกัน Huang ยังเผยว่า Nvidia เริ่มผลิตรถยนต์ไร้คนขับ Mercedes-Benz CLA ที่ใช้เทคโนโลยีของบริษัทแล้ว และเตรียมเปิดตัวในสหรัฐฯ ก่อนขยายไปยุโรปและเอเชีย นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านของ Nvidia จากผู้ขายพลังประมวลผล สู่การเป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับโลกกายภาพอย่างเต็มรูปแบบ
ท่ามกลางแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ Nvidia ยังต้องรับมือกับข้อจำกัดการส่งออกชิปไปจีน โดย Huang ยอมรับว่าชิป H200 รุ่นเก่ายังมีความต้องการสูงในจีน และบริษัทได้ยื่นขอใบอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อส่งมอบสินค้า แต่ยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติ ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า Nvidia ไม่ได้แค่เปิดตัวชิปใหม่ แต่กำลังวางหมากเพื่อรักษาความได้เปรียบในสมรภูมิ AI ที่การแข่งขันกำลังเข้มข้นที่สุดในโลกเทคโนโลยีเวลานี้
อ้างอิง: Reuters
Finnomena Funds ได้ออก 2026 Investment Outlook: The K-Shaped World โดยมองว่าภาพรวมการลงทุนในปีนี้จะโตแบบ K-Shape คือมีความแตกต่างและฉีกออกจากกัน ด้วยปัจจัยหลัก ได้แก่ AI CAPEX นโยบายการคลัง (The Fiscal Revival) และภาวะโลกที่แบ่งขั้ว (Fragmentation) ชัดเจนขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์
ดาวน์โหลดฟรี Investment Outlook (Full Version)
→ เจาะ 3 ธีมการลงทุนสำคัญแห่งปี
→ มุมมองการลงทุนรายสินทรัพย์
→ กองทุนแนะนำ ! มองขาดทุกโอกาสการลงทุน
ภายใต้มุมมองการลงทุนดังกล่าว เราจึงได้คัดออกมาเป็น 6 ธีมการลงทุนเด่น พร้อมสรุปกองทุนแนะนำสำหรับช่วงต้นปีนี้ ผ่านคำแนะนำของ FundTalk, Mr.Messenger และ MEVT Call
การเพิ่มขึ้นของงบลงทุนด้าน AI ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี กำลังขับเคลื่อนสภาวะ K-Shaped Recovery ทั้งต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น จึงแนะนำเน้นลงทุนกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการคัดหุ้นแบบ Selective และใช้กลยุทธ์ Active Management
งบลงทุนมหาศาลจากกลุ่ม Big Tech ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหรัฐฯ แต่ครอบคลุมถึงตลาดที่อยู่ใน AI Supply Chain โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม นอกจากนี้ Emerging Markets ยังได้ประโยชน์จากกระแส De-dollarizatioท ที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า
การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะ Recession ขณะที่เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด ช่วยเปิดทางให้ Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นในกลุ่ม Blockchain และเหมือง Bitcoin
โลกยังอยู่ในภาวะแบ่งแยกอย่างชัดเจน รวมถึงความเสี่ยงด้าน Geopolitics ดังนั้น ยังควรเก็บสะสมทองคำและหุ้นเหมืองทอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง
กลุ่มประเทศหลักอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น กำลังเข้าสู่ยุคของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายทางการคลังเต็มตัว นำโดยโครงการ “ReArm Europe” ที่เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อหุ้นโครงสร้างพื้นฐานในยุโรป และหนุนกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน
ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงใน Multi-Asset ที่มี Hedging Position เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกที่แบ่งขั้วมากยิ่งขึ้นกับยุค Fragmentation 2.0
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by Krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
วันที่ 5 มกราคม 2026 ตลาดหุ้นเอเชียเหนือเปิดสัปดาห์แรกของปีด้วยทิศทางเชิงบวก โดยดัชนี KOSPI ปรับตัวขึ้นราว +2.4% ทำสถิติสูงสุดใหม่บริเวณ 4,420 จุด ขณะที่ดัชนี KOSDAQ เพิ่มขึ้นประมาณ +0.2% สะท้อนแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก ท่ามกลางกระแสข่าวด้านภูมิรัฐศาสตร์หลังสหรัฐฯ ประกาศเข้าจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งกระตุ้น Sentiment การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของภูมิภาค
แรงหนุนสำคัญของตลาดเกาหลีใต้มาจากทั้งกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังได้อานิสงส์จากธีม AI Supply Chain ต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นกลาโหมอย่าง Hanwha Aerospace และ Poongsan ปรับตัวขึ้นเด่น สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในช่วงที่ความตึงเครียดทางการเมืองโลกเพิ่มขึ้น
ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวขึ้นแรงถึง +2.82% ในวันทำการแรกของปี ขณะที่ดัชนี TOPIX เพิ่มขึ้นราว +1.4% ทำจุดสูงสุดใหม่ โดยหุ้นกลาโหมอย่าง Kawasaki Heavy Industries และ Mitsubishi Heavy Industries ปรับตัวขึ้นกว่า +5–6% ควบคู่กับหุ้นกลุ่มชิปที่ได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของดัชนีเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดญี่ปุ่นแข็งแกร่งกว่าภูมิภาคอื่นในเอเชีย
ตลาดเอเชียอื่น ๆ ให้ภาพผสม โดยดัชนี Hang Seng ทรงตัว ขณะที่ CSI 300 ของจีนปรับขึ้นราว +0.7% ส่วนตลาดออสเตรเลีย ASX 200 ขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ +0.1% ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปรับตัวลงแม้เกิดเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา สะท้อนว่าตลาดยังไม่กังวลต่ออุปทานในระยะสั้น ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า +1% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
Finnomena Funds ประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดเอเชียเหนือในช่วงต้นปีสะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อทั้งธีม AI Supply Chain และการเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มกลาโหมจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยสอดคล้องกับมุมมอง House View ที่มีต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในระดับ Slightly Positive
แนะนำทยอยสะสมกองทุน SCBKEQTG สำหรับเกาหลีใต้ และ ASP-NGF สำหรับญี่ปุ่น เพื่อรับโอกาสการเติบโตในระยะกลางถึงยาว
จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
This Issue
สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
Eye On This Week
ประเด็นน่าจับตามองในสัปดาห์นี้
Market
ภาพรวมตลาดและสินทรัพย์ที่น่าสนใจ
Finnomena Port Performance
ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน
เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตแข็งแกร่งเป็นช่วง ๆ ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่จากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยและการเติบโตของ AI หุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ NVIDIA กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด อย่างไรก็ดี การเมืองในยุค “Trump 2.0” และคำถามเรื่องมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี ทำให้ตลาดยังเต็มไปด้วยความผันผวน
เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบาง แม้รัฐบาลและธนาคารกลางจะออกมาตรการพยุงเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ที่ยังตึงเครียด ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้โดดเด่นที่สุดในเอเชีย ญี่ปุ่นทำจุดสูงสุดใหม่จากการปฏิรูปบรรษัทภิบาลและเงินทุนต่างชาติ แม้การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จะสร้างความกังวลต่อตลาดพันธบัตร ขณะที่เกาหลีใต้ได้อานิสงส์จากวัฏจักรชิปและเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวชัดเจน
เวียดนามกลายเป็นดาวเด่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากกระแสย้ายฐานการผลิตและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ AI และอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดทุนเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติในฐานะตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว
ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตเศรษฐกิจที่จำกัดและความเชื่อมั่นที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ค่าเงินบาทแข็งค่าสวนทางปัจจัยพื้นฐานจนภาครัฐต้องออกมาตรการดูแล สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในปีแห่งความผันผวน
ปี 2025 คือช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ดอกเบี้ยขาลง แม้ยังไม่เป็นเส้นตรง เฟดเผชิญแรงกดดันทั้งจากเศรษฐกิจและการเมือง BOJ เริ่มเข้าสู่นโยบายตึงตัว ขณะที่จีนเลือกคงดอกเบี้ยเพื่อประคองการฟื้นตัว ภาพรวมสะท้อนโลกที่กำลังชะลอ แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ
AI เป็นธีมการลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของปี จากแรงคาดหวังสู่ช่วงพิสูจน์ผลกำไรจริง นักลงทุนเริ่มแยกแยะมากขึ้นระหว่างบริษัทที่ “มีเทคโนโลยี” กับบริษัทที่ “สร้างรายได้จาก AI ได้จริง”
ทองคำและเงินทำสถิติสูงสุดใหม่จากแรงหนุนของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง สะท้อนบทบาทสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ
Bitcoin เปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่สินทรัพย์ลงทุนมากขึ้นในสายตานักลงทุนสถาบัน ความผันผวนยังสูง แต่บทบาทในพอร์ตการลงทุนเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก
อ้างอิง: Morning Brief