แจ้งเตือน

News Update: ไทยจ่อยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 1 ต.ค. นี้ พร้อมยุบ ศบค. ปรับโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง แต่ยังไม่เป็นโรคประจำถิ่น

THE OPPORTUNITY
News Update: ไทยจ่อยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 1 ต.ค. นี้ พร้อมยุบ ศบค. ปรับโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง แต่ยังไม่เป็นโรคประจำถิ่น

1 ต.ค. นี้ ไทยเตรียมยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร และยุบ ศบค. ปรับโควิดเป็นโรคเฝ้าระวังที่ไม่อันตราย แต่ยังไม่เป็นโรคประจำถิ่น

สำนักข่าวประชาชาติรายงานว่า วันนี้ (19 ส.ค.) คณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 11/2565 โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข เสนอกรอบนโยบาย และแนวปฏิบัติ ในการดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะ Post-pandemic

ภายใต้หลักการว่า เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกับโควิดอย่างปลอดภัย สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ และจะมีการยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีการประกาศบังคับใช้ควบคุมโรคติดต่อมาแล้ว 19 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2562 และยุบ-เปลี่ยนแปลงอำนาจของคณะกรรมการ ศบค.

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดแนวปฏิบัติด้านต่างๆ ดังนี้

เดือนสิงหาคม: คงสถานการณ์ฉุกเฉิน และศบค. เป็นกลไกการจัดการ
เดือนกันยายน: คงสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โดยมีศบค. + คกก.โรคติดต่อระดับชาติ เป็นกลไกการจัดการ
เดือนตุลาคม: ประกาศโรคระบาดเฉพาะพื้นที่ (เมื่อมีเหตุจำเป็น) EOC สธ. + คกก.โรคติดต่อระดับชาติ/จังหวัด/กทม. เป็นกลไกการบริหารจัดการ ยังไม่มีการกำหนดเรื่องพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉิน และการขยายการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม: ประกาศโรคระบาดเฉพาะพื้นที่ (เมื่อมีเหตุจำเป็น) โดยมีคกก.โรคติดต่อจังหวัด/กทม. เป็นกลไกการจัดการ

ด้าน ศ.นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กล่าวก่อนการประชุม ศบค.ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกเลิกแน่นอนในเดือนตุลาคม เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้เริ่มโอเคแล้ว คนไข้ในระบบวันละ 2,000 คน คนไข้ ATK วันละ 30,000 คน คาดการณ์ว่าคนไข้นอกระบบประมาณ 1-2 เท่า

ศ.นพ.อุดมกล่าวว่า ถ้าดูภาพรวมคนไข้ติดเชื้อประมาณ 6-7 หมื่นคน และอาจจะอยู่อย่างนี้สักเดือนหนึ่ง เพราะฉะนั้น 1 ต.ค.น่าจะเริ่มลง จึงคาดการณ์ว่า คนไข้จะต่ำ วันละพัน และตายวันละ 10 คน ก็จะเป็นโรคเฝ้าระวังในวันที่ 1 ต.ค.นี้ แต่ยังไม่เป็นโรคประจำถิ่น

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/politics/news-1018943 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ราคาน้ำมันพุ่ง หุ้นอะไรได้ประโยชน์ I POCKET MONEY EP50

FINNOMENA CHANNEL
ราคาน้ำมันพุ่ง หุ้นอะไรได้ประโยชน์ I POCKET MONEY EP50

รับชมบน YouTube: https://youtu.be/iLbTvi4UnqY

ทุกวิกฤติของใครคนหนึ่ง จะเป็นโอกาสของใครอีกคนหนึ่งเสมอ ในสถานการณ์น้ำมันแพงก็เช่นกัน ที่ถึงแม้จะมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่แน่นอนว่ายังคงมีบางกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เรามาพูดคุยประเด็นนี้ให้มากขึ้นในคลิปนี้กัน

น้ำมันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ เกิดจากปัจจัยสำคัญอะไรบ้าง

Supply หรือความต้องการขายน้ำมัน

  • กลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกมีอยู่น้อยราย หนึ่งในนั้นคือ OPEC (องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) และชาติพันธมิตร หรือที่เรียกว่า OPEC+ ซึ่งมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบได้สูงถึง 40% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในตลาดโลก จึงนับได้ว่าเป็นผู้กำหนดสมดุลในตลาดซื้อขายน้ำมัน อีกทั้งยังมีอำนาจในการปรับราคาขึ้นและลดราคาลง 
  • อิทธิพลของปัจจัยนี้เห็นได้ชัดจากกรณีสงครามรัสเซียยูเครน เมื่อรัสเซียเป็นหนึ่งในสมาชิก OPEC+ สงครามที่เกิดขึ้นจึงส่งผลต่อความกังวลเรื่องอุปทาน ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี 

Demand หรือความต้องการซื้อน้ำมัน

  • เศรษฐกิจที่ยิ่งเติบโต ก็มีส่วนที่ทำให้ราคาน้ำมันยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เพราะความต้องการซื้อน้ำมันก็มักจะเพิ่มขึ้นตามนั่นเอง ไม่ว่าจะด้วยการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น การจับจ่ายใช้สอย หรือการเดินทางคมนาคมของผู้คนที่เพิ่มขึ้น  
  • สถานการณ์ที่เห็นได้ชัด คือช่วงเริ่มต้นของวิกฤติโควิด-19 ที่การเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศหยุดชะงักแทบพร้อมกันทั่วโลก ราคาน้ำมันก็ปรับลดลง และเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เริ่มเปิดเมืองเปิดประเทศ ราคาน้ำมันก็เพิ่มขึ้น 

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 

  • เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบราคาน้ำมันได้ เพราะน้ำมันมักถูกซื้อขายกันในตลาดโลกด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก
  • ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ก็จะทำให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันในไทยยิ่งสูงขึ้น 

กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูง

  • แน่นอนว่าไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและจำหน่ายน้ำมันมีหลากหลายกลุ่ม
  • ตั้งแต่กลุ่มต้นน้ำ (Upstream) อย่างธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ไล่มากลางน้ำ (Middle stream) อย่างธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน มาจนถึงปลายน้ำ (Downstream) อย่างธุรกิจปั๊มน้ำมัน
  • แต่เฉพาะธุรกิจต้นน้ำ อย่างธุรกิจขุดเจาะน้ำมันเท่านั้น ที่อาจนับได้ว่าได้รับประโยชน์จากสถานการณ์น้ำมันแพงอย่างแท้จริง
  • โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ก็มีโอกาสที่จะสร้างกำไรสู่ธุรกิจได้มากขึ้น
  • เช่น บริษัท ExxonMobil ประกาศรายได้สูงถึงเกือบ 2 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 ของปี 2565 ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเทียบจากปีก่อนหน้า และ Chevron โกยกำไรประจำไตรมาสสูงสุดในรอบทศวรรษ ไม่ต่างจากบริษัท Shell ที่มีรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกเช่นกัน

สิ่งที่เป็นข้อจำกัดอย่างมากของธุรกิจน้ำมัน

  • นั่นคือราคาน้ำมันที่มีความผันผวน กำไรที่ได้เห็นในช่วงปีนี้ ต้องแลกกับการขาดทุนอย่างหนักในช่วงหลายปีก่อนหน้า เพราะแม้แต่ในช่วงที่ราคาน้ำมันร่วงหนัก ธุรกิจก็ยังจำเป็นต้องขายน้ำมันในราคาขาดทุนนั้นอยู่ดี

ธุรกิจอื่นที่ได้รับอิทธิพลเชิงบวกจากสถานการณ์น้ำมันแพง นอกจากธุรกิจน้ำมัน

  • เช่น ธุรกิจธนาคารและประกัน
  • โดยที่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่ม ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ส่งผลให้กลุ่มธนาคารและประกันจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปด้วยนั่นเอง 

พบความสุดพิเศษสำหรับคุณได้ในทุกวัน ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม หุ้น คริปโตฯ และการบริการ โปรโมชั่น ของรางวัลต่างๆ ที่คัดสรรมาเพื่อมอบให้กับสมาชิก FINNOMENA เท่านั้น
👉 สมัครสมาชิกเว็บไซต์ FINNOMENA https://finno.me/register-website


มือใหม่ห้ามพลาด! คอร์สเรียนพิเศษจาก FINNOMENA U "กองทุนรวม 101 สำหรับมือใหม่"

HOW~TO เปลี่ยนเงิน 500,000 ให้รวยแบบสุลต่าน (เศษเสี้ยว)

Mr. Serotonin
HOW~TO เปลี่ยนเงิน 500,000 ให้รวยแบบสุลต่าน (เศษเสี้ยว)

อยากรวย Bling bling แบบสุลต่านดูไบ จัด Pool party ขี่ Cadillac (ได้สักเศษเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี) ต้องทำยังไง มีวิธีอะไรบ้าง โอกาสเป็นไปได้มีแค่ไหน? ทำได้จริงหรือ!!??

ติดตามได้ผ่านบทความนี้กันเลย!

HOW~TO เปลี่ยนเงิน 500,000 ให้รวยแบบสุลต่าน (เศษเสี้ยว)

 

บินไปอเมริกาเข้าคาสิโนกดแจ็คพอต

วิธีนี้น่าจะอารมณ์คล้าย ๆ ถูกหวยรางวัลใหญ่ โชคดีหมุนสล็อตแบบปัง ๆ ใช้เงินเพียง 3 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 100 กว่าบาทต่อครั้ง ถูกทีรวยรวดเดียว 10 ล้านเหรียญ หรือตีเป็นเงินไทย ~300 กว่าล้านบาท*

แต่ความเป็นไปได้ของวิธีนี้ถือว่าต่ำมาก ๆๆๆๆๆ โดยความเป็นไปได้ของวิธีนี้อยู่ที่ 1 ใน 49,836,032 หรือคิดเป็น 0.00000002% 

นอกจากนั้นยังมีการประมาณว่าเราต้องใช้เงินเฉลี่ยประมาณ 15.2 ล้านเหรียญ ถึงจะถูกแจคพ็อตสักครั้ง ซึ่งถ้าแลกกับรางวัลเพียง 10 ล้านเหรียญเพียงเท่านั้น วิธีนี้จึงถือได้ว่าไม่คุ้มเอาเสียเลย! และอาจจะถือว่าไม่เวิร์คสักเท่าไร

*อิงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินดอลลาร์/บาท ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2022 เวลา 07:33 นาฬิกา

ลงทุนในตลาดหุ้นซาอุฯ แบบสุลต่าน

รู้หรือไม่? เรื่องน่ารู้ก็คือดัชนีตลาดหุ้นซาอุฯ สามาถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 10.37% เลยนะ

แต่การจะเปลี่ยนเงิน 500,000 ให้กลายเป็น 300 กว่าล้านบาทด้วยวิธีนี้ เราต้องใช้เวลาถึง ~66.49 ปีเลยทีเดียว (คนเขียนเองก็น่าจะตายก่อนใช้ตังก์)

แต่ใด ๆ ก็ตามวิธีนี้ถือว่ายังพอเป็นไปได้ เพราะ หากเราเชื่อว่าประเทศซาอุฯ จะเติบโตเรื่อย ๆ ดัชนีหุ้นก็ควรสะท้อนตามการเติบโตของบริษัทในดัชนีตามไปด้วย

เป็นสุดยอดนักลงทุนหุ้นทบต้น 20% ต่อปี

นักลงทุนระดับโลกที่มี Track record ยาวนานไม่ว่าจะเป็นคุณ George Soros Warren Buffett หรือ Peter Lynch ที่เรารู้จักกันน่าจะมีผลงานประมาณนี้ (เว้นแต่คุณ Jim Simon ที่ถือว่าสุดยอดมาก ๆ ที่ 66% ต่อปี)

โดยคุณอาจจะเลือกหุ้นเอง ใช้ Margin Leverage หรือลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ได้ แต่ท้ายที่สุดเมื่อพอร์ตของคุณใหญ่มาก ๆ คุณก็อาจจะไม่สามารถลงทุนในหุ้นตัวเล็ก ๆ ได้อีกต่อไป และคงมีจุดที่ไม่อยาก All in อัด Margin Leverage เพราะอยากรักษาความมั่งคั่ง ท้ายที่สุดตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 20% ต่อปีน่าจะเหมาะสมที่สุด

แต่การจะสร้างเงินก้อน ~300 ล้านบาทในปลายทาง คุณต้องใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 35.99 ปี ดังนั้นวิธีนี้หากมีฝีมือเลือกหุ้น + เริ่มไว ก็อาจจะอยู่ทันใช้เงินได้อยู่นะ

ซื้อ Bitcoin แล้ว TO THE MOON!!

ย้อนเวลาหาอดีตซื้อ Bitcoin ตั้งแต่ยังถูก ๆ แล้ว TO THE MOON 

หากอิงจากผลตอบแทนนับตั้งแต่ปี 2010 – 2021 Bitcoin สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,576% ต่อปี ซึ่งถ้าคุณเริ่มต้นด้วยเงิน 5 แสนบาท และสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยที่ 1,576% ต่อปี คุณก็จะใช้เวลาเพียง ~4.08 ปี ในการสร้างเงินปลายทางที่ 5 หมื่นล้านบาท

ซึ่งวิธีนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!! หากคุณรู้ลึกรู้จริง เชื่อมั่นว่า Bitcoin มีโอกาสเติบโตในระดับสูง!!

แต่คำถามก็คือในยุคนั้นจะมีสักกี่คนที่กล้าเดินเข้าไปในของที่ราคาผันผวนมาก ๆ อีกทั้งยังนิ่งแช่อิ่มไปอีกนานหลายปีกว่าจะรวยจนถึงทุกวันนี้

หากคุณทำได้คุณก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้ายังไม่ได้ทำตอนนี้บิทคอยน์แตะเกือบล้านเข้าไปแล้ว วิ่งเป็นสองล้านผลตอบแทนก็เหลือเพียงหนึ่งเด้ง ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องไปหาเหรียญเล็ก ๆ มีศักยภาพลงทุนแทน

ลงทุนกองทุนรวม Passive แบบบ้าน ๆ

วิธีนี้เอาจริงดูจะกาวน้อยสุด ซึ่งวิธีการก็เรียบง่ายลงทุนในดัชนีหุ้น กองทุนที่มีการกระจายการลงทุนและเลือกลงทุนในประเทศที่เราเชื่อว่ามีศักยภาพการเติบโตที่ดี

ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ตามค่าเฉลี่ยหุ้นโลกก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 8 % ต่อปี ใช้เวลา 85.26 ปี เราก็จะมีเงินเท่าแจ็คพอต 

ใด ๆ ก็ตามบทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ชี้นำทุกคนให้ทำวิธีแปลก ๆ แต่อย่างใด (และก็ไม่ได้บอกว่าวิธีเหล่านั้นเป็นไปไม่ได้) ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ประเด็นสำคัญของบทความนี้ก็คือจะชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเงินให้รวยเร็วแบบไว ๆ ง่าย ๆ ในระยะสั้น ๆ นั้นน่าจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก อนาคตนั้นไม่เที่ยงแท้มีปัจจัยยุ่บยั่บเต็มไปหมดและเราก็ไม่สามารถรู้อนาคตได้อย่างแม่นยำเช่นเดียวกัน

ข้อคิดสำคัญจากบทความนี้ก็คือถ้าเราทำผลตอบแทนได้ดี ระยะเวลาในการถึงเป้าหมายก็จะสั้นลงตามไปด้วย กลับกันแล้วหากผลตอบแทนเราพอ ๆ กับตลาด การเริ่มไวจะช่วยให้เราถึงฝั่งฝันได้เช่นกัน หากใครสงสัยดูจากภาพด้านล่างได้เลย

HOW~TO เปลี่ยนเงิน 500,000 ให้รวยแบบสุลต่าน (เศษเสี้ยว)

เริ่มไวพอร์ตก็โตได้ โตเยอะกว่าคนอื่นอีกด้วย ที่มา: money.usnews.com วันที่: 23 กรกฎาคม 2018

และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดก็อาจจะเป็นการเกษียณด้วยเงินที่พอเพียงกับ Lifestyle ของเราและมีความสุขกับการใช้ชีวิตในทุก ๆ วันนั่นเอง

ดังนั้นเราอาจจะต้องมานั่งคิดดูว่าเราอยากใช้เงินเดือนละแค่ไหน และมีเครื่องมืออะไรที่จะพาเราไปถึงจุดหมายได้บ้าง? ตามความชอบและความถนัดของเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ

“คุณไม่สามารถให้ผู้หญิงท้อง 9 คน คลอดเด็กใน 1 เดือนได้” – Warren Buffett

ขอให้ทุกคนโชคดีและมีความสุขในทุก ๆ วันครับ

ปิดท้ายอีกทีด้วยช่วงขายของจาก FINNOMENA! หากใครมีเงิน 500,000 บาท อยากลงทุน แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรก็ลองใช้บริการ FINNOMENA Exclusive มีที่ปรึกษาการลงทุนประกบคู่ช่วยเดินเคียงให้คุณ 

รับบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

ส่วนใครคิดจะเริ่มลงทุนกองภาษีไม่อยากล่ก ๆ รีบ ๆ ท้ายปี เราก็มีที่ปรึกษาการลงทุนช่วยเหลือให้ด้วยเช่นกัน!

รับบริการผู้แนะนำการลงทุนกองภาษีส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกองภาษี 200,000 บาทขึ้นไป

👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/taxplanner-services

References

https://money.usnews.com/investing/investing-101/articles/2018-07-23/9-charts-showing-why-you-should-invest-today

https://pocketsense.com/percentage-people-successful-stock-market-2049.html

https://www.casino.org/blog/biggest-slot-machine-wins/

https://www.goodfinancialcents.com/bitcoin-annual-returns/#:~:text=Bitcoin%20has%20an%20average%20annual,61.67%25%20over%20the%20same%20period

https://www.wsj.com/market-data/quotes/SA/XSAU/2222/financials/annual/cash-flow

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ทำไม Ethereum เด้ง 100% จากจุดต่ำสุดเดือน มิ.ย. ผลตอบแทนแซงหน้า Bitcoin เตรียมเปิดตัว “The Merge” 15 ก.ย. นี้

THE OPPORTUNITY
News Update: ทำไม Ethereum เด้ง 100% จากจุดต่ำสุดเดือน มิ.ย. ผลตอบแทนแซงหน้า Bitcoin เตรียมเปิดตัว “The Merge” 15 ก.ย. นี้

Ethereum พุ่งขึ้นมากว่า 100% จากจุดต่ำสุดในเดือน มิ.ย. ทำผลงานโดดเด่นแซงหน้า Bitcoin อย่างมาก หลังนักลงทุนคาดว่าจะมีการอัปเกรดครั้งใหญ่ในบล็อกเชนของ Ethereum

ข้อมูลจาก CoinDesk ในวันนี้ (19 ส.ค.) ระบุว่า จากระดับต่ำสุดของทั้ง Ethereum และ Bitcoin ในวันที่ 19 มิ.ย. นั้น ราคา Ethereum พุ่งขึ้นมาแล้ว 106% ขณะที่ Bitcoin ปรับขึ้นมาเพียง 31%

ความแตกต่างในการปรับตัวขึ้นมาจากปัจจัยหลักที่สำคัญคือ การอัปเกรดครั้งใหญ่ในบล็อกเชนของ Ethereum ในชื่อ “The Merge” ที่จะเกิดในวันที่ 15 ก.ย. โดยจะเปลี่ยนจากระบบ proof-of-work เป็น proof-of-stake แทน ซึ่งจะทำให้เครือข่าย Ethereum ทั้งเร็วและประหยัดพลังงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้ง Bitcoin และ Ethereum ยังคงอยู่ต่ำจากระดับสูงสุดตลอดกาลมากกว่า 60% จากความปั่นป่วนของตลาดคริปโทฯ ในปีนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากการล้มละลายและปัญหาสภาพคล่องจำนวนมาก จนทำให้ตั้งแต่จุดสูงสุดในกลางเดือน พ.ย. มูลค่าตลาดคริปโทฯ หายไปเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์

Jacob Joseph นักวิเคราะห์จาก CryptoCompare มองว่า ต่อให้ไม่มีการประชุม Fed เดือน ส.ค. และหุ้นไม่รีบาวด์ คาดว่าราคา Ethereum ก็พุ่งได้ โดยมองแนวต้านสำคัญของราคา Ethereum อยู่ที่ $2,000 และในระยะสั้น Bitcoin ไม่น่ามีประสิทธิภาพเหนือ Ethereum

ขณะที่ Antoni Trenchev ผู้ร่วมก่อตั้ง Nexo แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ เตือนถึงความเสี่ยงหากมีการล่าช้าใดๆ ในโครงการ The Merge ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก และนั่นอาจเปลี่ยนทิศทางของ Ethereum ที่ขึ้นมาแล้ว 50% ตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. ที่เริ่มมีกระแส The Merge ออกมา

Trenchev เสริมว่า หาก The Merge ประสบความสำเร็จ นี่อาจเป็นการพิสูจน์ประโยคที่ว่า ‘Buy the Rumor, Sell the News’ หรือ การซื้อสินทรัพย์จากการตัดสินใจจากข่าวลือที่คุณได้ยินมา และเมื่อทุกคนรู้ถึงประเด็นนี้แล้วและเป็นข่าวขึ้นมา ค่อยขายสินทรัพย์นั้นออกไป

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/08/19/ether-eth-price-outpaces-bitcoin-btc-as-ethereum-merge-nears.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: จีนถูกหั่นเป้า GDP อีกแล้ว Goldman Sachs ลดเหลือ 3% Nomura หั่นเหลือ 2.8% เหตุดีมานด์อ่อนแอ-โควิด-วิกฤติพลังงาน

THE OPPORTUNITY
News Update: จีนถูกหั่นเป้า GDP อีกแล้ว Goldman Sachs ลดเหลือ 3% Nomura หั่นเหลือ 2.8% เหตุดีมานด์อ่อนแอ-โควิด-วิกฤติพลังงาน

Goldman Sachs และ Nomura ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจจีน เหตุดีมานด์อ่อนแอลง รวมถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์และวิกฤติด้านพลังงาน

Goldman Sachs หั่นคาดการณ์ GDP จีนทั้งปี 2022 เหลือ 3.0% จาก 3.3% ขณะที่ Nomura ปรับประมาณการลงเหลือ 2.8% จาก 3.3%

การปรับประมาณการตอกย้ำมุมมองลบอย่างต่อเนื่องในเศรษฐกิจจีนของกลุ่มสถาบัน โดยในเดือน ก.ค. ทางการจีนออกมายอมรอบว่าอาจพลาดเป้าหมายการเติบโตประมาณ 5.5% ที่ตั้งไว้

ทั้ง Goldman Sachs และ Nomura ตั้งข้อสังเกตเช่นเดียวกันในยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ รวมถึงการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวในเดือนก.ค. ที่ส่งผลให้การลงทุนลดลง

Goldman Sachs ระบุถึง ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดในเดือน ก.ค. และข้อจำกัดด้านพลังงานในระยะสั้นจากฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งผิดปกติ ตอนนี้จีนกำลังประสบกับอากาศร้อนครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลต่อแหล่งจ่ายไฟฟ้าและนำไปสู่การลดการผลิตในบางส่วนของประเทศ

Nomura คาดการณ์ว่า รัฐบลจีนจะยืนหยัดใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ไปจนถึง มี.ค. 2023 ซึ่งนี่จะเป็นแรงฉุดหลักในภาคอสังหาริมทรัพย์

อีกเหตุผลที่ทำให้สถาบันหั่น GDP ลงคือ การที่แบงก์ชาติจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดคิด 2 ครั้งในวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.)

Nomura มองว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลจีนที่น้อยเกินไป สายเกินไป และไม่มีประสิทธิภาพเกินไป ขณะที่ Goldman Sachs มองว่า การผ่อนคลายเชิงรุกมากขึ้น จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายเผชิญกับทั้งข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการเมือง

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/08/18/goldman-sachs-and-nomura-both-cut-chinas-gdp-outlook-again.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (13 – 19 ส.ค. 65)

FINNOMENA
สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (13 - 19 ส.ค. 65)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 13 – 19 ส.ค. 2565 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

5 อันดับ กองทุนผลตอบแทนดีประจำสัปดาห์ (13 – 19 ส.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (13 - 19 ส.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 19 ส.ค. 2565)

1. ONE-GECOM – กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +8.26%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -38.46%

ซื้อกองทุน ONE-GECOM คลิก

2. SCBUSSM – กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ยูเอสสมอลแคป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +7.95%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -18.56%

ซื้อกองทุน SCBUSSM คลิ

3. TNEWENGY – กองทุนเปิด ทิสโก้ New Energy

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +7.33%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -16.73%

ซื้อกองทุน TNEWENGY คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 5 อันดับเพิ่มเติม: ONE-GECOM, SCBUSSM, TNEWENGY, KT-WTAI-A, KFUS-A

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2565 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้าจัดอันดับกองทุน อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (13 – 19 ส.ค. 65)

สรุปกองทุนผลตอบแทนดี และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (13 - 19 ส.ค. 65)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 19 ส.ค. 2565)

1. ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.78%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -32.28%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

2. PRINCIPAL VNEQ-A : กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +2.77%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -13.18%

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว!

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

3. TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +1.32%
ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -19.04%

ซื้อกองทุน TMBGQG คลิก

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติมONE-UGG-RA, PRINCIPAL VNEQ-A, TMBGQGK-VIETNAM, B-INNOTECH, K-CHANGE-A(A), P-CGREENTMBAGLFK-CHINA-A(A), SCBS&P500

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/08/2022 “ส่องอันดับมหาเศรษฐีไทย สารัชถ์ รัตนาวะดี รวยสุดในประเทศ เเซงเจ้าสัว ‘เจริญ-ธนินท์’ ในหนึ่งวัน ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 19/08/2022

 

“ส่องอันดับมหาเศรษฐีไทย สารัชถ์ รัตนาวะดี รวยสุดในประเทศ เเซงเจ้าสัว “เจริญ-ธนินท์” ในหนึ่งวัน ”

 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  33,999.04 จุด +18.72  จุด  (+0.06%) S&P 500 ปิดที่ 4,283.74 จุด +9.7  จุด (+0.23%) Nasdaq ปิดที่ 12,965.34 จุด +27.22  จุด (+0.21%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,000.73 จุด +13.41  จุด (+0.68%) VIX Index อยู่ที่ 19.56 จุด -0.34  จุด (-1.71%)

 

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,777.38 จุด +21.32  จุด  (+0.57%) Dax เยอรมัน ปิดที่  13,697.41 จุด +70.7  จุด  (+0.52%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,557.4 จุด +29.08  จุด  (+0.45%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,541.85 จุด +26.1  จุด  (+0.35%)

 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  28,942.14 จุด -280.63  จุด  (-0.96%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,180.1  จุด -36.86 จุด  (-0.87%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  19,763.91 จุด -158.54  จุด  (-0.8%) SET Index ไทย ปิดที่  1,636.07 จุด -3.65  จุด  (-0.22%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,299.93 จุด -0.47  จุด  (-0.04%)

 

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ) ราคาทองคำ 1,769.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 19.363 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 90.72 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 96.73 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2565)  Bitcoin 22,783 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,809.94 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.07281 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance  292.31 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

สหรัฐฯ – ไต้หวัน เริ่มเจรจาการค้าทวิภาคีอย่างเป็นทางการ โดยการหารือนี้จะเริ่มต้นได้ในเดือนหน้า โดยหวังจะเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ไต้หวันในอนาคต ด้านจีนคัดค้าน ขู่ใช้มาตรการตอบโต้อย่างเด็ดขาดต่าง ๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน

 

ปธน. สี จิ้นผิง เตรียมขึ้นเป็นผู้นำจีนสมัย 3 หลังดำรงตำเเหน่งมาครบ 2 สมัย รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 10 ปี ท่ามกลางปัญหาทั้งในประเทศ เช่น การเเพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เเละนอกประเทศ เช่น ความขัดเเย้งทางการค้า ประเด็นไต้หวัน 

 

Goldman Sachs หั่นเป้า GDP จีน ปีนี้ เหลือ 3% จาก 3.3% ด้าน Nomura ขอลดด้วยเหลือ 2.8% จาก 3% สาเหตุหลักมาจาก ความต้องการบริโภคที่ลดลง จากการล็อกดาวน์ เเละปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ การปรับลดเป้า GDP จีนครั้งนี้ ทำให้มีโอกาสเห็น GDP พลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5.5%

 

เงินเฟ้อยูโรโซน ก.ค. พุ่งทำสถิติใหม่ที่ 8.9% ด้านเงินเฟ้อญี่ปุ่น ก.ค. พุ่ง 2.4% สูงสุดรอบ 14 ปี มากกว่าเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% ขณะที่รัฐบาลหวังคนรุ่นใหม่ดื่มสาเกมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากคนรุ่นใหม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด ทำให้รายได้ภาษีแอลกอฮอล์ลดลง

 

คณะกรรมการ Fed เสียงแตกเรื่องขนาดการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม ก.ย. ตั้งแต่ 0.25% – 0.75% โดย James Bullard เเนะเฟดควรเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สูง ในขณะที่กรรมการเห็นพ้องในการขึ้นดอกเบี้ย 

 

HSBC เผย สิงคโปร์ จะเป็นศูนย์กลางเบอร์ 1 ของเศรษฐีในเอเชียภายในปี 2030 เเนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจจะทำให้คนสิงคโปร์ มี GDP Per Capita มากขึ้น โดยปี 2030 สิงคโปร์เเละไทย จะมีสัดส่วนเศรษฐีคิดเป็นร้อยละ 13.4 เเละ 2 ของประชากรทั้งหมด ตามลำดับ

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี ขึ้นแท่นคนที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย โดย Forbes – The World’s Real-time Billionaires แซงหน้า นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวเบียร์ช้าง โดย ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2565 นายสารัชถ์มีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่ประมาณ 421,260 ล้านบาท (11,800 ล้านเหรียญสหรัฐ) จากมูลค่าหุ้นที่ถือใน GULF ก่อนอันดับตกในภายหลัง

 

สัมมนาพิเศษ FUND MANAGER AFTERNOON WITH FINNOMENA: Vietnam Series K-VIETNAM (Offline)

 

พบกับ สัมมนาพิเศษ FUND MANAGER AFTERNOON WITH FINNOMENA โดย คุณวศิน ปริธัญ Head of Investment, FINNOMENA และ คุณสุธี เลิศสาครศิริ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ฝ่ายจัดการกองทุนตราสารทุน, บลจ. กสิกรไทย จำกัด ที่จะมาเจาะลึกสุดพิเศษเกี่ยวกับแวดวงอาชีพ Fund Manager พร้อมวิเคราะห์โอกาสการเติบโตของตลาดเศรษฐกิจเวียดนามและข้อมูลอย่างละเอียดของกองทุนเปิดเค เวียดนาม หุ้นทุน (K-VIETNAM) พบกันที่ ห้อง Function 2, FINNOMENA Office !

 

วัน เวลา สถานที่
วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2565
เวลา 14:30 – 16:00 น.
สถานที่ : Function 2, FINNOMENA Office (โครงการ Block 28 ตึก A ซอย จุฬา 8)

ลงทะเบียน ได้เเล้ว ที่นี่ ===> https://www.finnomena.com/fma-seminar-20-aug-2022/

News Update: ฮอนด้าเปิดตลาด จยย. ไฟฟ้า รุ่น “Benly e” พร้อมขายไทยปีนี้ ขอรัฐช่วยส่วนลด คันละ 18,000 บาท

THE OPPORTUNITY
News Update: ฮอนด้าเปิดตลาด จยย. ไฟฟ้า รุ่น “Benly e” พร้อมขายไทยปีนี้ ขอรัฐช่วยส่วนลด คันละ 18,000 บาท

ฮอนด้าเตรียมขายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโมเดลแรก “Benly e” ในปีนี้ พร้อมเซ็น MOU กับรัฐบาลรับส่วนลดคันละ 18,000 บาท

ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า ไทยฮอนด้าพร้อมลุยธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเซ็น MOU กับรัฐบาลเพื่อรับการสนับสนุนในการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะได้รับส่วนลด 18,000 บาทต่อคัน

โดยรุ่นแรก Benly e จะเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบภายในประเทศช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ะสำหรับช่วงแรกของการจำหน่ายคาดว่าจะเป็นแบบองค์กรต่อองค์กร (BtoB) ก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทำโครงการนำร่องให้เช่าใช้งาน เช่น การส่งมอบให้กลุ่ม โออาร์ นำไปให้ไปรษณีย์ไทยได้ทดลองใช้ก่อนแล้ว

นายชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายยอดจดทะเบียนจักรยานยนต์ไฟฟ้าปีนี้ไว้ที่ 40,000 คัน แต่ 7 เดือนแรกยังทำได้เพียงแค่ 5,000 คัน ทางบริษัทอยากให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนธุรกิจจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากกว่านี้ เช่น การลดภาษีอากรนำเข้า รวมถึงการขยายจุดชาร์จไฟฟ้าให้มากขึ้นด้วย

สำหรับทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ไทยครึ่งปีแรกมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 911,162 คัน โตขึ้น 4%จากปีที่แล้ว ขณะที่ฮอนด้ามีตัวเลขอยู่ที่ 705,487 คัน เติบโตขึ้น 3% ใกล้เคียงกับตลาดรวม

โดยเซกเมนท์ที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุดคือกลุ่มรถ เอ.ที. ซึ่งมียอดรวมอยู่ที่ 397,733 คัน เติบโตขึ้น 6% ซึ่งฮอนด้ามีการเติบโตในกลุ่มนี้มากถึง 12% ด้วยตัวเลข 279,207 คัน เป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าตลาดรวมค่อนข้างมาก

ขณะที่สัดส่วนยอดจดทะเบียนของ Scoopy มียอด 96,679 คัน สูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มแฟชั่น เอ.ที. Click Series มียอด 64,732 คัน สูงที่สุดในกลุ่มสปอร์ต เอ.ที. PCX160 มียอด 77,708 คันสูงสุดในกลุ่มพรีเมียม เอ.ที. และ Forza350 มียอดจดทะเบียนถึง 10,988 คัน

ฮอานด้าคาดว่า ตลาดโดยรวมของปีนี้จะสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1,740,000 คัน เติบโต 8% ส่วนฮอนด้าตั้งเป้าหมายที่ 1,359,000 คัน เติบโต 10% มากกว่าตลาดรวม เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมในการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ สามารถจัดการกับปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนได้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนและปัญหาระหว่างจีนกับไต้หวัน ยังไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://mgronline.com/motoring/detail/9650000078082

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/08/2022 “Apple เลือกเวียดนาม เตรียมย้ายฐานการผลิต Apple Watch และ MacBook หวังลดพึ่งพาจีน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 18/08/2022

“Apple เลือกเวียดนาม เตรียมย้ายฐานการผลิต Apple Watch และ MacBook หวังลดพึ่งพาจีน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 33,980.32 จุด -171.69 จุด (-0.5%) S&P500 ปิดที่ 4,274.04 จุด -31.16 จุด (-0.72%)  Nasdaq  ปิดที่ 12,938.12 จุด -164.43 จุด (-1.25%)  Small Cap 2000 ปิดที่ 1,987.31 จุด -33.22 จุด (-1.64%) VIX index ปิดที่ 19.9 จุด (-1.64%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 3,756.06 จุด -49.16 จุด (-1.29%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 13,626.71 จุด -283.41 จุด (-2.04%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,528.32 จุด -64.26 จุด (-0.97%) 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 29,222.7 จุด +353.86 จุด (+1.23%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,216.95 จุด +39.12 จุด (+0.94%)  ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 19,922.46 จุด +91.93 จุด (+0.46%)  และ SET Index ปิดที่ 1,625.25 จุด +2.99 จุด (+0.18%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 18 ส.ค. 2565) ทองคำ 1,780.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ Silver 19.733 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 88.01 ดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 93.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 18 ส.ค. 2565) Bitcoin 23,440.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,850.14 ดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.080718 ดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 305.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 รายงานประชุม Fed มิ.ย. มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ 0.75% ชี้คณะกรรมการสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย จนกว่าเงินเฟ้อลดลง แต่จะขึ้นช้าลงจากเดิม เพื่อประเมินประสิทธิภาพนโยบายที่ผ่านมา

หลังธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยไป 6 ครั้งติดต่อกัน เงินเฟ้ออังกฤษในเดือน ก.ค. ก็ยังพุ่ง 10.1% จุดสูงสุดรอบ 40 ปี ด้าน BOE เตือนเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 4 สาเหตุสำคัญจากราคาอาหาร และพลังงานปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารอังกฤษคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นไปสูงสุดในเดือน ต.ค. 13.3%

จีนไม่น้อยหน้า นกยาฯ หลี่ เค่อเฉี่ยง ยืนยัน รัฐบาลยังหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมออกนโยบายกระตุ้นการผลิต – ยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้า ด้าน BYD ผู้ผลิตรถยนต์อันดับของประเทศจีน และเป็นอันดับสามของโลกจะได้รับประโยชน์จากนโยบาย

กองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกของนอร์เวย์ มีมูลค่าสินทรัพย์ $1.3 ล้านล้าน เผยผลตอบแทนครึ่งปีแรก -14.4% มูลค่าลดลงถึง $174,000 ล้าน หรือ 6 ล้านล้านบาท สัดส่วนการกองทุนนี้ Equity 72% Fixed Income 25.4% Real Estate 2.5% Renewable Energy 0.1%

Apple เจรจาย้ายฐานการผลิต Apple Watch และ MacBook ไปเวียดนาม เพื่อลดการพึ่งพาจีน และมีแผนในอนาคตในการย้ายการผลิต iPad ไปเวียดนามด้วยเช่นกัน ด้านไอโฟนคาดเปิดตัว iPhone 14 วันที่ 7 ก.ย. นี้

Tencent รายได้หดครั้งแรกโดยรายได้ลดลง 3% ส่วนกำไรปรับลดลงถึง 56% สาเหตุมาจาก มาตราควบคุมโควิดของรัฐบาลจีน และธุรกิจเกมที่ถูกคุมเข้ม

เปิดสถิติ 1 ม.ค. -16 ส.ค. 65 ต่างชาติเที่ยวไทยสะสม ทะลุ 4 ล้านคนแล้ว ในช่วงเดือน ส.ค. มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยต่อวันกว่า 40,000 คน ภาคการท่องเที่ยวฟื้นได้ดี ดันเงินบาทแข็งค่าสุดในเอเชีย คาดการณ์ปีนี้ไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 625,800 ล้านบาท ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อับดับแรก คือ มาเลเซีย 526,051 คน อินเดีย 395,025 คน สปป.ลาว 218,043 คน สิงคโปร์ 213,523 คน และ อังกฤษ 193,003 คน

News Update: สรุปรายงานประชุม Fed ก.ค. คณะกรรมการหนุนขึ้นดอกเบี้ย จนกว่าเงินเฟ้อลง แต่จะขึ้นช้าลง เพื่อประเมินประสิทธิภาพ

THE OPPORTUNITY
News Update: สรุปรายงานประชุม Fed ก.ค. คณะกรรมการหนุนขึ้นดอกเบี้ย จนกว่าเงินเฟ้อลง แต่จะขึ้นช้าลง เพื่อประเมินประสิทธิภาพ

รายงานการประชุม Fed เดือน ก.ค. ระบุว่า คณะกรรมการ Fed จะยังคงพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยต่อไปจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอย่างมาก แต่จะขึ้นช้าลงเพื่อประเมินประสิทธิภาพนโยบายที่ผ่านมา

ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา Fed มีมติขึ้นดอกเบี้ย 75 bps หรืออีก 0.75% พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะลดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงและสูงกว่าระดับเป้าหมายของ Fed ที่ 2% ให้ได้ เพื่อส่งเสริมการจ้างงานและรักษาสเถียรภาพด้านราคา

อย่างไรก็ตาม Fed ไม่ได้บอกว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดๆ ไปที่เท่าไร โดยกล่าวว่าต้องติดตามดูข้อมูลอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจ แต่มองว่ามีสัญญาณที่บ่งบอกว่าเงินเฟ้อกำลังลดลง

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทรงตัวในเดือน ก.ค. แต่เพิ่มขึ้น 8.5% จากปีที่แล้ว ขณะที่ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 1% ในเดือน มิ.ย. และเพิ่มขึ้น 6.8% จากปีที่แล้ว

นอกจากนี้คณะกรรมการยังตั้งข้อสังเกตว่า อาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควรก่อนที่นโยบายการเงินจะมีประสิทธิผล ขณะที่ตลาดเดิมพันว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุมเดือน ก.ย.

คณะกรรมการบางส่วนมองว่า อัตราดอกเบี้ย Fed ในช่วง 2.25% -2.50% เป็นระดับปานกลางที่ไม่สนับสนุนหรือจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่คณะกรรมการบางคนมองว่า นโยบายที่เข้มงวดขึ้นน่าจะเหมาะสมกว่า ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยอีกในอนาคต

รายงานยังระบุว่า คณะกรรมการพร้อมหนุนขึ้นดอกเบี้ย แต่จะขึ้นช้าลง หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยต้องประเมินผลกระทบของการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/08/17/fed-minutes-july-2022-.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Tencent รายได้หดครั้งแรก ลดลง 3% ส่วนกำไรหาย 56% ผลจากโควิด-ธุรกิจเกมถูกคุมเข้ม

THE OPPORTUNITY
News Update: Tencent รายได้หดครั้งแรก ลดลง 3% ส่วนกำไรหาย 56% ผลจากโควิด-ธุรกิจเกมถูกคุมเข้ม

Tencent รายได้หดตัวครั้งแรกในประวัติการณ์ สูญกำไรกว่า 56% ผลกระทบจากการถูกคุมเข้มธุรกิจเกม และการระบาดของโอมิครอนในจีน

📊 Tencent รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Tencent เทียบกับคาดการณ์โดย Refinitiv

➢ รายได้: 134,030 ล้านหยวน หรือประมาณ 19,780 ล้านดอลลาร์ (-3% YoY) ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 134,600 ล้านหยวน
➢ กำไรสุทธิ: 18,620 ล้านหยวน (-56% YoY) ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 25,280 ล้านหยวน

🦠 ไตรมาสที่ผ่านมา Tencent เผชิญกับความท้าทายจากการกลับมาระบาดอีกครั้งของโควิด-19 นโยบายโควิดเป็นศูนย์ของรัฐบาลจีนนำไปสู่การล็อกดาวน์ในหลายเมืองใหญ่ รวมถึงศูนย์กลางทางการเงินอย่างเซี่ยงไฮ้ แม้จะมีผู้ติดเชื้อน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นก็ตาม

🎮ขณะที่อุตสาหกรรมเกมในจีนได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน นี่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Tencent ที่รายได้ 1 ใน 3 ของบริษัทมาจากธุรกิจเกม

เมื่อปีที่แล้ว ทางการจีนออกมาตรการควบคุมเวลาเล่นเกมในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เหลือเพียง 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในเวลาที่กำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ในเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว และในเดือน เม.ย. ปีนี้ รัฐบาลจีนยังได้ชะลอการอนุมัติเกมใหม่ ซึ่งปกติแล้วเกมในจีนต้องได้รับการอนุมัติจากทางการก่อนที่จะปล่อยออกมา

รายได้ของธุรกิจเกมในประเทศของ Tencent ลดลงมา 1% จากปีที่แล้ว เหลือ 31,800 ล้านหยวน ขณะที่รายได้ของธุรกิจเกมในต่างประเทศลดลงมาในระดับเดียวกันเหลือ 10,700 ล้านหยวน

Tencent กล่าวว่า ตลาดเกมต่างประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปหลังเปิดเมืองอีกครั้ง ผู้คนใช้เวลาน้อยลงในการเล่นเกม และนี่จะส่งผลให้รายได้เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY) ลดลงอย่างมาก

สำหรับตลาดในประเทศ Tencent มองว่า ตลาดเกมก็ต้องเผชิญกับพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปเช่นกัน จากการอนุมัติเกมน้อยลง การลดค่าใช้จ่ายของผู้เล่นเกม รวมถึงกฎระเบียบที่ออกมาปกป้องเยาวชน

อ้างอิง:

https://www.cnbc.com/2022/08/17/tencent-earnings-q2-chinese-tech-giant-posts-first-ever-revenue-decline.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Checklist 10 เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ควรทำก่อนอายุ 30

planet 46

ในช่วงอายุ 20-30 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงที่สำคัญของชีวิต เป็นช่วงที่จะได้พบเจอและลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสู่วัยทำงานเต็มตัวและเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง การได้เจอสังคมใหม่ ๆ สัมผัสแรงกดดันและความท้าทายจากการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ฯลฯ

บทความนี้เราจึงรวบรวม “10 เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ควรทำก่อนอายุ 30” มาให้ทุกคนได้ลองเช็กตัวเองกัน จะมีอะไรบ้าง? ติดตามไปพร้อมได้เลย!

ความสำคัญของการวางแผนการเงินตั้งแต่อายุน้อย

บางคนอาจจะคิดว่าช่วงอายุ 20-30 ปียังเป็นช่วงที่อายุน้อยอยู่ เหลือเวลาอีกเยอะ เดี๋ยวค่อยเริ่มวางแผนการเงินก็ได้ แต่หากใครได้อ่านบทความนี้แล้วก็อยากให้รีบหยุดความคิดนี้ไว้เสียก่อน เพราะการวางแผนการเงิน ยิ่งเราเริ่มเร็วเท่าไร ก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้น เพราะเราไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในแต่ละปีเนื่องจากยังเหลือเวลาลงทุนอีกมาก สามารถรับความเสี่ยงได้มากจึงสามารถลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ และยังได้ลองผิดลองถูก เสริมสร้างประสบการณ์การลงทุนไปเรื่อย ๆ ทำให้เราแข็งแกร่งในตลาดมากขึ้น ในทางกลับกัน หากเราไปเริ่มต้นวางแผนการเงินช่วงอายุ 40-50 ปี ก็จะเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนถึงวัยเกษียณ ทำให้กดดันตัวเองมากขึ้น ไม่สามารถลองผิดลองถูกได้ เพราะหากพลาดไปก็เท่ากับว่าเรามีเวลาเริ่มต้นใหม่น้อยลงไปอีก

นอกจากนี้ ในวัยหนุ่มสาวยังมีค่าใช้จ่ายไม่มาก เพราะหากอายุเพิ่มขึ้นก็จะมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นตาม เช่น บางคนอาจจะมีครอบครัวต้องแบ่งรายได้ไว้ใช้จ่ายในครัวเรือน หรือแม้แต่กระทั่งค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจากอายุที่มากขึ้น ดังนั้นควรเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อเป็นการฝึกวินัยทางการเงิน และสามารถใช้ชีวิตวัยเกษียณได้อย่างสุขสำราญนะ

สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ไม่รู้ไม่ไหว! 5 เหตุผล ทำไมเรื่องลงทุน “เริ่มเร็ว” ชนะ “เงินเยอะ”

Checklist 10 เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ควรทำก่อนอายุ 30

Checklist 10 เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ควรทำก่อนอายุ 30

1. มีเงินเก็บสำรองฉุกเฉิน

เงินสำรองฉุกเฉินคือเงินที่เราสามารถหยิบมาใช้ได้ทันทีเมื่อมีเหตุจำเป็น อย่างที่ทราบกันดีว่าชีวิตของคนเราไม่แน่นอน วันหนึ่งเราอาจตกงาน เกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เราไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เราไม่สามารถรู้อนาคตได้ ดังนั้นควรเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ประมาณ 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เช่น หากเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่เดือนละ 20,000 บาท เราควรเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ 120,000 – 240,000 บาท

สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ เงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีเท่าไรถึงจะพอ

2. ทำประกัน

ประกันมีหลายประเภท ทั้งประกันออมทรัพย์ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ลองพิจารณาดูว่าประกันแบบใดเหมาะกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของเรา หรือหากใครยังไม่มีประกันสุขภาพก็ลองเลือกซื้อแผนที่ตอบโจทย์เรามากที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าในอนาคตเราจะเจ็บป่วยเมื่อใด การซื้อประกันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในอนาคตได้

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรทราบไว้ก่อนการซื้อประกันคือ “ยิ่งอายุเยอะ เบี้ยประกันยิ่งสูง” ดังนั้นควรทำประกันไว้ตั้งแต่อายุยังไม่มากจะดีที่สุด โดยควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขการรับประกันทุกครั้งก่อนซื้อประกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเราด้วย

3. วางแผนค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน

การวางแผนค่าใช้จ่ายนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่ก็ทำได้ยากอยู่เหมือนกัน เพราะในแต่ละเดือนอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมา แนะนำว่าให้ลองเริ่มวางแผนกำหนดงบประมาณรายจ่ายในแต่ละหมวดเท่าที่สามารถทำได้ เช่น ค่าเช่าบ้าน/คอนโด ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร ค่าของใช้ส่วนตัว ฯลฯ จะช่วยให้เราประเมินและวางแผนควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ดียิ่งขึ้น 

4. มีเงินออมสำหรับเป้าหมายต่าง ๆ

บางคนอาจจะมีความฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง มีรถสปอร์ตคันหรูขับ มีเงินล้านแรกในชีวิต หรือได้ออกไปเที่ยวรอบโลก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกความฝันนั้นต้องใช้เงิน ดังนั้นลองเอาความฝันของเรามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเป้าหมายและวินัยในการออมเงิน โดยอาจจะเริ่มออมจากจำนวนไม่มาก แล้วค่อย ๆ เพิ่มไปเรื่อย ๆ ทีละ 10% หรือ 20% ก็จะช่วยทำให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

สำหรับผู้ที่อยากสร้างแผนล้านแรกเป็นของตัวเองผ่าน “FINNOMENA 1st Million” แผนการลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความต้องการเก็บเงินล้านแรกในชีวิต สามารถ สมัครสมาชิก FINNOMENA เพื่อทดลอง สร้างแผน 1st Million ได้เลย ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

5. ศึกษาและเริ่มลงทุนเพื่อต่อยอดเงิน

อย่างที่ทราบกันดีว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในยุคนี้ค่อนข้างต่ำ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแค่การฝากเงินอาจจะไม่เพียงพอ เราจึงต้องหาวิธีอื่นเพื่อต่อยอดเงินและทำให้เงินของเรางอกเงยได้ ‘การลงทุน’ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถต่อยอดเงินของเราได้ ทั้งนี้ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและเป้าหมายของเราเพื่อให้เงินของเรางอกเงยไปได้เรื่อย ๆ โดยสิ่งที่สำคัญคือเราต้องศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ เสมอ

6. วางแผนภาษี

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 120,000 บาท ขึ้นไป การวางแผนภาษีจะช่วยให้เราสามารถกำหนดแนวทางการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา นอกจากนี้ยังทำให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ได้อย่างคุ้มค่า เพื่อช่วยในการประหยัดภาษี และมีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นได้อีกด้วย โดยการวางแผนเพื่อประหยัดภาษีสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การบริจาค การลงทุนในกองทุน SSF-RMF การซื้อประกัน ฯลฯ

สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ลดหย่อนภาษี ปี 2565: ทุกเรื่องที่ต้องรู้ รวบรวมมาให้แล้ว!

7. ซื้อ SSF-RMF

สืบเนื่องจากข้อที่ 6 กองทุน SSF และ RMF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการวางแผนภาษี ซึ่งนอกจากจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาอีกด้วย ทั้งนี้ก่อนเลือกซื้อ SSF หรือ RMF แนะนำศึกษาเงื่อนไขและนโยบายของแต่ละกองทุนให้ดีก่อน ว่าแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีของเราในอนาคต

ใครอยากมี “ผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวมืออาชีพ” ช่วยคุณวางแผนภาษีด้วยกองทุน SSF-RMF แบบคุ้ม ๆ พร้อมให้คำปรึกษา ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://finno.me/taxplanner-services

8. จัดการหนี้

ใครที่ยังมีภาระหนี้บ้าน หรือกู้ซื้อคอนโด ซื้อรถไว้ แนะนำให้เริ่มบริหารจัดการหนี้ด้วยการรวบรวมหนี้ทั้งหมดที่เรามี โดยอาจจะบันทึกไว้ในสมุดสักเล่ม หรือบันทึกไว้ในโปรแกรม Excel / Google Sheet ก็จะทำให้เรารู้ว่าหนี้ทั้งหมดที่เรามีอยู่ตอนนี้มีเท่าไร และช่วยให้สามารถวางแผนชำระหนี้ได้ดีขึ้น และหากได้เงินก้อนมา เช่น ได้โบนัสจากการทำงาน เราอาจนำเงินแบ่งมาส่วนหนึ่งเพื่อมาโปะหนี้เพิ่ม ก็จะช่วยลดเงินต้นและดอกเบี้ยไปได้เช่นกัน แถมเป็นการสร้างวินัยทางการเงินอีกอย่างด้วย

9. เริ่มวางแผนเกษียณ

หลังจากที่เราทำงานมาอย่างขยันขันแข็ง แน่นอนว่าในวัยเกษียณเราก็ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะที่จะสร้างความสุขให้กับวัยเกษียณของเรา ดังนั้นเราควรเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าชะล่าใจคิดว่าการวางแผนเกษียณเป็นเรื่องของคนสูงอายุ เพราะอย่างที่บอกไปในช่วงต้นบทความว่ายิ่งเราเริ่มวางแผนเร็ว เราก็จะยิ่งได้เปรียบเพิ่มขึ้น

ใครอยากลองสร้างแผนการลงทุนสำหรับวางแผนเกษียณเป็นของตัวเองผ่าน “FINNOMENA PORT GOAL” แผนการลงทุนกองทุนรวมที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีการวางเป้าหมายการลงทุน เพื่อเก็บเงินก้อนหรือเกษียณ สามารถ สมัครสมาชิก FINNOMENA เพื่อทดลอง สร้างแผน GOAL ได้เลย ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

10. ซื้อประสบการณ์ชีวิต

ประสบการณ์ชีวิตจะทำให้เรามองเห็นโลกได้กว้างขึ้น ได้เห็นโลกในมุมมองที่แตกต่างไปจากจุดที่ยืนอยู่ปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่จะได้รับกลับมานั้นล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตและไม่มีสอนในห้องเรียนแน่นอน ดังนั้นลองออกไปใช้ชีวิตและทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำดูบ้าง โดยอาจจะเริ่มจากประสบการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากก่อน เช่น การออกไปท่องเที่ยวในประเทศจังหวัดใกล้ ๆ การปีนเขา ล่องเรือ หรือการทำกิจกรรม Workshop ที่ใช้เวลาไม่นาน เช่น การวาดรูป จัดดอกไม้ ทำอาหาร ทำขนม เป็นต้น

และนี่ก็เป็น Checklist 10 เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ต้องทำก่อนอายุ 30 ที่เรานำมาฝากกัน ใครทำข้อไหนสำเร็จแล้วก็มาแชร์กันได้นะ ส่วนใครที่รู้สึกว่าบางข้อดูทำยาก อยากมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคุณก็ลองให้ผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวช่วยคุณวางแผนการเงินแบบตัวต่อตัวกับ “FINNOMENA Exclusive” บริการที่จะช่วยคุณวางแผนและทำให้เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เป็นเรื่องง่าย ด้วยการออกแบบการลงทุนที่เหมาะกับคุณมากที่สุด พาคุณมุ่งสู่ทุกเป้าหมายบนโลกการลงทุน

รับบริการได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท  ใครสนใจรับบริการสุด Exclusive แบบนี้ สามารถกรอกข้อมูลเพื่อขอรับบริการได้เลยที่

https://finno.me/finnomena-x-service

— planet 46.


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ลงทุน ‘กองทุนแนวไหนดี’ หลังเงินเฟ้อสหรัฐเริ่มมียุบ?

MacroView
ลงทุน ‘กองทุนแนวไหนดี’ หลังเงินเฟ้อสหรัฐเริ่มมียุบ?

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับแฟนหุ้นและหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐที่ ณ ตรงนี้ ดัชนี S&P500 ดีดกลับมาขึ้นถึงครึ่งทางแล้ว จากจุดต่ำสุด ณ ตรงนี้ ลองมาส่องหากองทุนแนวที่คิดว่าน่าจะโดน ในช่วงที่เหลือของปีนี้กันครับ

ขอเริ่มจากแนวที่เป็น Market Call ในตอนนี้กันก่อน นั่นคือ กองทุนแนว Healthcare ที่เน้นตลาด Global อย่างสหรัฐ หรือยุโรป แม้ว่าที่ผ่านมากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาโดยเฉลี่ยจะขึ้นมาราวกว่าร้อยละ 10 ทว่าหากพิจารณาจากความถูกแพงจากอัตราส่วน P/E ก็ไม่ถือว่าแพง แถมได้ตัวช่วยจากกฎหมายใหม่ของสหรัฐว่าด้วยการเน้นลดเงินเฟ้อที่เพิ่งผ่านสภาคองเกรสขนาด 7 แสนล้านดอลลาร์โดย โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐมาหมาด ๆ ด้วย หากพิจารณาเป็นรายกองทุน ก็ยังชอบแนว House Fund อย่าง BCARE หรือ K-GHEALTH มากกว่ากองทุนที่เน้นเซกเมนท์แบบเฉพาะทางมากกว่า

กองทุนแนวที่สองที่ผมมองว่าน่าสนใจ คือ กองทุนแนว Global Infrastructure ที่เน้นลงทุนในฮาร์ดแวร์หรือ Facility ที่เกี่ยวกับภาคโทรคมนาคมและพลังงานแบบทั้งต้นน้ำและกลางน้ำ รวมถึงลงทุนในหุ้นพลังงานทางเลือกตัวใหญ่ในสหรัฐ ซึ่งยังมองว่ากองทุนแนวนี้ได้รับผลดีจากกฎหมายใหม่ของสหรัฐว่าด้วยการเน้นลดเงินเฟ้อที่เพิ่งผ่านสภาคองเกรสมา รวมถึงสามารถยังพอจะยืนได้ภายใต้ตลาดที่อาจจะมีการแกว่งแรง ๆ ในอนาคตได้ค่อนข้างดี

กองทุนแนวถัดไปที่ผมมองว่าน่าสนใจในมุม Trading Buy แต่อาจต้องซื้อตอนที่ราคาย่อลงแล้วขายตอนหรือก่อนที่แบงก์ชาติประกาศขึ้นดอกเบี้ยนั่นคือ กองทุนหุ้นแบงก์ไทย 

จากการวิเคราะห์ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐกับไทยในอดีต พบว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติ จากร้อยละ 0.5 ในวันนี้ น่าจะขึ้นไปสู่ระดับร้อยละ 2.5 ในช่วงกลางปีหน้า

คำถามคือ เมื่อเข้าซื้อแล้วเราควรจะขายกองทุนหุ้นแบงก์ไทยออกในช่วงใดดี? คำตอบในเชิงอุดมคติ คือ ขายตอน Interest Margin สูงสุด และ อัตราการเพิ่มปริมาณสินเชื่อสูงสุด ซึ่งถือว่าไม่ง่ายที่จะหาช่วงเวลานั้นแบบตรงพอดิบพอดี

อย่างไรก็ดี คำตอบแบบในเชิงปฏิบัติ คือ ควรจะขายหุ้นแบงก์ในช่วงเวลาครั้งหนึ่งครั้งใด ดังต่อไปนี้ คือ หนึ่ง ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก หรือ สอง ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่เป็นช่วงกลาง ๆ ของการขึ้นดอกเบี้ย หรือ สาม ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งท้าย ๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. เหตุผลที่ขายตอนขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก มีข้อด้อย คือ Interest Margin เริ่มกว้างขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี มีความคาดหวังว่าแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกหลายครั้งเป็นตัวช่วย ทว่ามีข้อดีคือผลกระทบเชิงลบจากการขึ้นดอกเบี้ยต่อการเติบโตของจีดีพียังเกิดขึ้นน้อย
  2. เหตุผลที่ขายตอนขึ้นดอกเบี้ยครั้งเป็นช่วงกลาง ๆ ของการขึ้นดอกเบี้ย มีข้อด้อยคืออัตราการเติบโตของจีดีพีเริ่มได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าตอนแรก ๆ ทว่ามีข้อดี คือ Interest Margin เริ่มกว้างขึ้นกว่าตอนขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
  3. เหตุผลที่ขายตอนแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยครั้งท้าย ๆ มีข้อด้อยคืออัตราการเติบโตของจีดีพีเริ่มได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยมากเกือบจะที่สุด ทว่ามีข้อดี คือ Interest Margin กว้างที่สุดเช่นกัน

โดยช่วงเวลาที่คาดว่าแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ย น่าจะกินเวลาทั้งหมดประมาณ 1 ปี เริ่มจากเดือนสิงหาคม 2022 โดยสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณว่าจะขึ้นอีกร้อยละ 2 ซึ่ง ณ ตอนนี้ ถ้าซื้อแล้วก็น่าจะขายออกภายใน 1 ปีนับจากนี้ ดัง timing ที่ 2 และ 3 จากคำอธิบายข้างต้น 

อย่างไรก็ดี อาจต้องระวังนิดนึงในการลงทุนแบบระยะยาว เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว มีโอกาสสูงที่จะจะทำให้อัตราการเติบโตของสินเชื่อของไทยอาจจะไม่สามารถเติบโตได้ดีกว่าชาติอื่นในอาเซียนเหมือนอย่างเคยในปีหน้า นอกจากนี้ NPL ของไทยในปีหน้า ก็อาจจะขยับสูงขึ้นทั้งจากภาระหนี้ของผู้กู้ที่สูงขึ้นในบางส่วน รวมถึงดอกเบี้ยที่สูงจะไปชะลอการเติบโตของจีดีพีในบางส่วน 

กองทุนแนวสุดท้าย ที่ผมมองว่าน่าสนใจคือ กองทุนพลังงานสีเขียว (Green Energy) ของสหรัฐ ซึ่งได้ประโยชน์จากจากกฎหมายใหม่ของสหรัฐว่าด้วยการเน้นลดเงินเฟ้อที่เพิ่งผ่านสภาคองเกรสมา ทว่าความยากของการลงทุนแนวนี้ คือ การเลือกจังหวะที่จะเข้าซื้อ เนื่องจากราคาขึ้นไปมากพอสมควรแล้วในตอนนี้ ทว่าผมมองว่าก็ยังพอมีช่องว่างในการขึ้นไปอีก ทว่าจุดที่อาจจะเป็นความเสี่ยงคือ มีความเป็นไปได้ว่า น่าจะมีความผันผวนในช่วงเดือนกันยายนหรืออาจจะนานกว่านั้น ซึ่งกระนั้นก็ดี แนวโน้มที่ราคาจะขึ้นไปจากตรงนี้ก็น่าจะยังมีอยู่พอสมควรในความเห็นของผม

แล้วก็อย่าลืมว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจในการลงทุน

MacroView

หมายเหตุ: สนใจแนวทางการสแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro ความเสี่ยง (Risk) และการวิเคราะห์แบบ Induction (MRI) จาก MacroView คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลย
https://finno.me/macroview-blog-2022


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน  จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: เงินเฟ้ออังกฤษ ก.ค. พุ่ง 10.1% หลังราคาอาหาร-พลังงาน แพงต่อเนื่อง ครัวเรือนกระทบหนัก แม้ค่าจ้างเพิ่มก็ตาม BoE เตือน เศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 4

THE OPPORTUNITY
News Update: เงินเฟ้ออังกฤษ ก.ค. พุ่ง 10.1% หลังราคาอาหาร-พลังงาน แพงต่อเนื่อง ครัวเรือนกระทบหนัก แม้ค่าจ้างเพิ่มก็ตาม BoE เตือน เศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 4

เงินเฟ้ออังกฤษเดือน ก.ค. พุ่ง 10.1% แตะระดับสูงสุดรอบ 40 ปี หลังราคาอาหารและพลังงานพุ่งต่อเนื่อง กระทบรายได้ครัวเรือนแม้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นก็ตาม

วันนี้ (17 ส.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 10.1% จากปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือน มิ.ย. ที่ 9.4% และสูงกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 9.8%

ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงาน (Core CPI) อยู่ที่ 6.2% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือน มิ.ย. ที่ 5.8% และสูงกว่ากวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 5.9%

ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อของอังกฤษเพิ่มขึ้นระหว่างเดือน มิ.ย. และ ก.ค. คือ “ราคาอาหารที่สูงขึ้น” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อจะสูงขึ้นต่อเนื่องใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในปี 1982 แต่คาดการณ์ลดลงจากระดับ 11% ในเดือน ม.ค. เหลือประมาณ 6.5% ในเดือน ธ.ค.

Kien Tan นักกลยุทธ์ด้านค้าปลีกของ PwC วิเคราะห์ว่า ซุปเปอร์มาร์เก็ตมีทางเลือกไม่มากนัก ทำให้ต้องส่งต่อภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค หลังเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิดส่งผลต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ

ด้านแบงก์ชาติอังกฤษ (BoE) ที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 6 ครั้งติดต่อกันแล้วเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และในเดือนที่แล้วเพิ่งประกาศการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995

โดย BoE คาดการณ์ว่า เงินเฟ้อจะพุ่งสู่ระดับสูงสุดที่ 13.3% ในเดือน ต.ค. และในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ อังกฤษจะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก

ขณะที่ ค่าจ้างที่แท้จริงของอังกฤษในไตรมาสที่ 2 ลดลง 3% จากปีที่แล้ว แม้ว่าค่าจ้างเฉลี่ยไม่รวมโบนัสจะเพิ่มขึ้น 4.7% ก็ตาม นี่เป็นเพราะต้นทุนค่าครองชีพแซงหน้าการเติบโตของค่าจ้าง

เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องกำลังดันให้วิกฤติค่าครองชีพของอังกฤษแย่ลงเรื่อยๆ นี่เป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อ Liz Truss และ Rishi Sunak แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอนุรักษ์นิยมคนใหม่ที่จะมารับตำปหน่งต่อจาก

ดันให้วิกฤติค่าครองชีพของอังกฤษยิ่งแย่ลงกำลังสร้างแรงกดดันต่อ Liz Truss และ Rishi Sunak ที่เป็นแคนดิเดตผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมคนใหม่ต่อจากบอริส จอห์นสัน

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/08/17/uk-cpi-inflation-july-2022.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: โอละพ่อ! อีลอน มัสก์ ยอมรับเล่นมุขตลก ไม่คิดจะซื้อสโมสรแมนยูฯ จริง

THE OPPORTUNITY
News Update: โอละพ่อ! อีลอน มัสก์ ยอมรับเล่นมุขตลก ไม่คิดจะซื้อสโมสรแมนยูฯ จริง

หลัง อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกทวีตข้อความว่า “เขากำลังซื้อสโมสร Manchester United” จนทำให้เป็นที่แตกตื่นไปทั่วโลก

ล่าสุด อีลอน มัสก์ ได้ออกมาทวีตข้อความอีกครั้ง ระบุว่าข้อความดังกล่าวเป็นเพียวแค่มุขตลก เขาไม่ได้มีแผนจะซื้อหุ้นสโมสรกีฬาจริง

“ไม่ นี่เป็นแค่การเล่นมุขตลกในทวิตเตอร์เท่านั้น ผมไม่ได้กำลังซื้อสโมสรกีฬาไหนทั้งนั้น”

อีลอน มัสก์ ระบุในทวิตเตอร์ล่าสุด

ปิดฉากกระแสข่าวซื้อสโมสรฟุตบอลแมนยูฯ ในเวลาเพียงแค่ 5 ชั่วโมงเท่านั้น

อ้างอิง: Twitter @elonmusk

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/08/2022 “โจ ไบเดน ลงนามกฎหมายลดเงินเฟ้อสหรัฐฯ มูลค่า 430,000 ล้านดอลลาร์ เน้นเก็บภาษีคนรวย-ลงทุนพลังงานสะอาด” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/08/2022

 

“โจ ไบเดน ลงนามกฎหมายลดเงินเฟ้อสหรัฐฯ มูลค่า 430,000 ล้านดอลลาร์ เน้นเก็บภาษีคนรวย-ลงทุนพลังงานสะอาด”

 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าของตลาดหุ้นทั่วโลก

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  34,152.01 จุด +239.57  จุด  (+0.71%) S&P 500 ปิดที่ 4,305.2 จุด +8.06  จุด (+0.19%) Nasdaq ปิดที่ 13,102.55 จุด -25.5  จุด (-0.19%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,020.53 จุด -0.82  จุด (-0.04%) VIX Index อยู่ที่ 19.69 จุด -0.26  จุด (-1.3%)

 

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  3,805.22 จุด +15.6  จุด  (+0.41%) Dax เยอรมัน ปิดที่  13,910.12 จุด +93.51  จุด  (+0.68%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,592.58 จุด +22.63  จุด  (+0.34%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,536.06 จุด +26.91  จุด  (+0.36%)

 

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  28,868.91 จุด -2.87  จุด  (-0.01%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,177.84  จุด -7.84 จุด  -0.19% Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  19,830.52 จุด -210.34  จุด  (-1.05%) SET Index ไทย ปิดที่  SET Index ไทย ปิดที่  1,629.95 จุด +4.7  จุด  (+0.29%)  VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,295.10 จุด +1.31  จุด  (+0.10%)

 

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2565 ) ราคาทองคำ 1,790.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 20.078 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 86.69 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 92.38 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2565)  Bitcoin 23,928.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 1,883.39 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.08525 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 316.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

โจ ไบเดน ลงนามกฎหมายควบคุมเงินเฟ้อสหรัฐฯ มูลค่า $4.3 แสนล้าน เน้นขึ้นภาษี-ลงทุนพลังงานสะอาด รวมถึงมาตรการที่จะทำให้ยาตามใบสั่งแพทย์มีราคาถูกลง และการเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ที่ทำรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี 

 

ปูตินกล่าวหาสหรัฐฯ กำลังทำให้สงครามในยูเครนยืดเยื้อยาวนานออกไป โดยเป็นความพยายามของวอชิงตันเพื่อรักษาความเป็นเจ้าโลกของอเมริกา นอกจากนี้ยังกล่าวว่าการเดินทางเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี เป็นอีกความพยายามปลุกปั่นบั่นทอนเสถียรภาพโลกของอเมริกา

 

นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ร้องขอรัฐบาลท้องถิ่นกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยการสนับสนุนมาตรการทางการคลังผ่านการลงทุนในโครงการต่างๆ เเละการปล่อยกู้ให้มากขึ้น โดยยอมรับว่าผลกระทบจากการเเพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่าที่ประเมินไว้ 

 

Tencent วางแผนขายหุ้น Meituan มูลค่าการลงทุนทั้งหมด 24,000 ล้านดอลลาร์ โดย Tencent ถือครอง 17% ของหุ้น Meituan ทั้งหมด เพื่อหวังเอาใจรัฐบาลจีน ลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบ ด้านราคา Meituan ดิ่ง 10% ขณะที่ Tencent ลดลงกว่า 2%

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นเทคฯ – น้ำมัน เพิ่ม Amazon, Apple และ Occidental แต่ขาย Verizon เกลี้ยงพอร์ต ขายออก 1.38 ล้านหุ้น ขาย General Motors 9 ล้านหุ้น โดยภาพรวมไตรมาสที่ 2 Berkshire Hathaway ซื้อหุ้นสุทธิไปทั้งหมด 3,800 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 41,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้านี้

 

Walmart ผลประกอบการไตรมาส 2 ดีเกินคาด แม้เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยรายงานรายได้ที่ $152.86 พันล้าน มากกว่าที่ตลาดคาดที่ $150.81 พันล้าน EPS ที่ $1.77 มากกว่าที่ตลาดคาดที่ $1.62 โดยผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมซื้อสินค้าที่มีราคาถูกมากขึ้น 

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5 ยี่ห้อ ขอขึ้นราคาเป็น 8 บาท จาก 6 บาท ขึ้นราคาครั้งแรกรอบ 14 ปี โดยเป็นผลจากต้นทุน เช่น แป้งสาลีที่เพิ่มขึ้น 20-30% น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นเท่าตัว รวมถึงยังมีบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มขึ้น 12-15%

News Update: ไบเดน ลงนามกฎหมายลดเงินเฟ้อ มูลค่า $4.3 แสนล้าน เร่งทำคะแนนก่อนเลือกตั้งกลางเทอม เน้นขึ้นภาษีบ.ใหญ่ ลงทุนพลังงานสะอาด-เฮลท์แคร์

THE OPPORTUNITY
News Update: ไบเดน ลงนามกฎหมายลดเงินเฟ้อ มูลค่า $4.3 แสนล้าน เร่งทำคะแนนก่อนเลือกตั้งกลางเทอม เน้นขึ้นภาษีบ.ใหญ่ ลงทุนพลังงานสะอาด-เฮลท์แคร์

ปธน.โจ ไบเดน ลงนามในร่างกฎหมายควบคุมเงินเฟ้อสหรัฐฯ ด้วยงบประมาณทั้งหมด 430,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะเน้นขึ้นภาษี รวมถึงลงทุนพลังงานสะอาดและเฮลท์แคร์ นี่เป็นการเคลื่อนไหวสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.

ไบเดนกล่าวว่า กฎหมายนี้จะทำให้ชาวอเมริกันชนะ นี่เป็นการส่งต่อความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองให้กับครอบครัวชาวอเมริกัน

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ร่างกฎหมายดังกล่าวที่เรียกว่า พ.ร.บ.ควบคุมเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) ยังไม่เป็นรูปร่าง ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายในวันที่ 12 ส.ค. ด้วยเสียงโหวต 220 ต่อ 207 เสียง และเมื่อวันที่ 7 ส.ค. วุฒิสภาลงมติอนุมัติ โดยไม่มีสมาชิกรีพับลิกันคนใดโหวตรับรอง

ไบเดนยังกล่าวโจมตีพรรคคู่แข่งด้วยว่า ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นี้ พรรคเดโมแครตอยู่ข้างชาวอเมริกัน ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันทุกคนเลือกเข้าข้างผลประโยชน์พิเศษ รีพับลิกันต่อต้านการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การลดต้นทุนด้านพลังงาน รวมถึงการสร้างงานที่มีรายได้ดีสำหรับชาวอเมริกัน

แผนดังกล่าวรวมถึงการใช้จ่ายด้านสภาพอากาศและพลังงานครั้งประวัติการณ์ที่ 369,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนของสหรัฐฯ ลงประมาณ 40% ภายในปี 2030 รวมถึงจัดสรรเงิน 64,000 ล้านดอลลาร์ในการขยาย พ.ร.บ.การดูแลด้านสุขภาพเพื่อลดต้นทุนค่าประกันภัย

นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูปการกำหนดราคายาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้โปรแกรมประกันสุขภาพของรัฐบาลสามารถเจรจาราคายา 100 ชนิดในทศวรรษหน้า โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณอยู่ที่ 265,000 ล้านดอลลาร์

ร่างกฎหมายจะกำหนดภาษีทางเลือกนิติบุคคลขั้นต่ำ 15% มุ่งเป้าไปที่บริษัทที่ร่ำรวยซึ่งสามารถลดภาระภาษีได้ต่ำกว่าอัตรา 21% นอกจากนี้ยังจะใช้เงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ในการบังคับใช้ภาษีและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ IRS ที่ประมาณการว่าจะสร้างรายได้ถึง 124,000 ล้านดอลลาร์

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

“เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ” ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

FINNOMENA
"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

รีวิววิธีการใช้งาน Feature ใหม่ของ FINNOMENA อย่างการ ‘เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ’ ที่สามารถเปรียบเทียบกองทุนได้สูงสุดถึง 10 กอง ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไว้บ้านได้เลย! มาดูกันเลยว่าเล่นอย่างไร แล้วมีความพิเศษแบบไหนบ้าง?

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

"เปรียบเทียบกองทุนบนมือถือ" ดูกองทุนพร้อมกัน 10 กองทุน ง่ายสุด ๆ ลืมคอมไปได้เลย

เข้าไปเล่นฟังก์ชันใหม่กันได้ที่
https://finno.me/fund-compare-mobile-web

News Update: Tencent วางแผนขายหุ้น Meituan มูลค่าการลงทุนทั้งหมด 24,000 ล้านดอลลาร์ หวังเอาใจรัฐบาลจีน ลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบ Meituan ดิ่ง 10% ขณะที่ Tencent ลดลงกว่า 2%

THE OPPORTUNITY
News Update: Tencent วางแผนขายหุ้น Meituan มูลค่าการลงทุนทั้งหมด 24,000 ล้านดอลลาร์ หวังเอาใจรัฐบาลจีน ลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบ Meituan ดิ่ง 10% ขณะที่ Tencent ลดลงกว่า 2%

รอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า Tencent วางแผนขายหุ้นบริษัทฟู้ดเดลิเวอรี่ยักษ์ใหญ่อย่าง Meituan ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เพื่อขายล็อคกำไร รวมถึงเอาใจรัฐบาลจีน

ในรายงานระบุว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Tencent บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของจีนได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อดำเนินการขายหุ้น Meituan โดย Tencent ถือครอง 17% ของหุ้น Meituan ทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้วันนี้ (16 ส.ค.) ราคาหุ้น Meituan ในตลาดฮ่องกงดิ่งลงมามากกว่า 10% โดยหุ้น Tencent ลดลงมากกว่า 2% ขณะที่หุ้น Kuaishou Technology อีกบริษัทเทคโนโลยีอีกแห่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent ก็ลดลงมากกว่า 5%

ตั้งแต่ปลายปี 2020 รัฐบาลจีนได้ดำเนินการควบคุมอิทธิพลของผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Tencent และ Alibaba เนื่องจากทั้ง 2 บริษัท มีอิทธิพลลอย่างมากต่อภาคอินเทอร์เน็ตจีน ผ่านการ​เป็นเจ้าของบางส่วนในสตาร์ทอัพและบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหุ้นหลายร้อยแห่ง

จากประมาณการของ Bloomberg Intelligence ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2021 พอร์ตการลงทุนของ Tencent มีมูลค่ารวมถึง 185,000 ล้านดอลลาร์

ในปีที่แล้ว Tencent เริ่มเปิดเผยแผนการขายหุ้นทั้ง JD.com และ Sea ซึ่งนั่นทำให้มีการคาดการณ์ว่าบริษัทกำลังพิจารณาลดการลงทุนในบริษัทอื่นๆ อย่าง Meituan และ Bilibili ด้วย

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า Tencent มีแนวโน้มที่จะขายหุ้น Meituan แบบ Block Trade หรือการซื้อขาย​ผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ 1-2 วันถึงจะเสร็จสมบูรณ์

ด้าน Willer Chen นักวิเคราะห์จาก Forsyth Barr Asia กล่าวว่า หากรายงานดังกล่าวเป็นจริง จะเกิดแรงกดดันเทขาย Meituan อย่างมหาศาล เพราะ Tencent อาจลดการลงทุนทั้งหมดผ่าน Block Trade รวมถึงอาจมีการเทขายในบริษัทอื่นเพิ่มอีกเพื่อลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบจากรัฐบาลจีน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-16/tencent-plans-to-sell-its-stake-in-meituan-reuters-says?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นเทคฯ – น้ำมัน เพิ่ม Amazon, Apple และ Occidental แต่ขาย Verizon เกลี้ยงพอร์ต

THE OPPORTUNITY
News Update: วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นเทคฯ - น้ำมัน เพิ่ม Amazon, Apple และ Occidental แต่ขาย Verizon เกลี้ยงพอร์ต

Berkshire Hathaway ปรับพอร์ตการลงทุนไตรมาส 2 เพิ่มการลงทุนใน Amazon, Apple และ Occidental Petroleum พร้อมหั่นหุ้น Verizon Communications ออกหมดพอร์ต

ตามเอกสารที่ยื่นกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.) Berkshire Hathaway ที่ก่อตั้งโดย Warren Buffett ถือหุ้น Amazon ที่ 10.7 ล้านหุ้น เพิ่มขึ้นจาก 534,000 หุ้นในไตรมาสก่อน และถือหุ้น Apple อยู่ 895 ล้านหุ้น เพิ่มขึ้นจากประมาณ 150 ล้านหุ้นในไตรมาสก่อน

Berkshire Hathaway ยังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Occidental Petroleum อีกจำนวนมาก แต่ในรายงานที่ยื่นล่าสุดไม่ได้สะท้อนการเดิมพันนั้นทั้งหมด โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานว่า บริษัทถือหุ้นในบริษัทพลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 188 ล้านหุ้น

บริษัทยังคงเดิมพันในธุรกิจการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Ally Financial รวมมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ แต่ลดการถือหุ้น US Bancorp ลงไป 6.6 ล้านหุ้น แต่ยังคงถือมากกว่า 119 ล้านหุ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทโทรคมนาคม Verizon Communications ที่ก่อนหน้านี้ถือไว้ประมาณ 1.38 ล้านหุ้น และยังได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน General Motors เหลือ 53 ล้านหุ้นจาก 62 ล้านหุ้นในไตรมาสก่อนหน้า

ภาพรวมไตรมาสที่ 2 Berkshire Hathaway ซื้อหุ้นสุทธิไปทั้งหมด 3,800 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 41,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้านี้ รวมถึงใช้จ่ายน้อยลงในการซื้อหุ้นคืนด้วย

อ้างอิง:

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน