แจ้งเตือน

สงครามการค้า…ไม่ช่วยสหรัฐฯ แต่ช่วยทรัมป์

MacroView
สงครามการค้า...ไม่ช่วยสหรัฐฯ แต่ช่วยทรัมป์

วิวัฒนาการการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนนับตั้งแต่ปี 2018 มีมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด สามารถตกลงข้อตกลงทางการค้า Phase I ที่ชะลอการขึ้นกำแพงภาษีที่จะขึ้นต่อจีนในช่วงกลางเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว หากจะพูดแบบให้เห็นภาพรวม เราได้เห็นอัตรากำแพงภาษี 20% ตั้งบนสินค้านำเข้าจากจีนในแต่ละปี มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ แม้ว่าทรัมป์เองจะยืนยันว่ารัฐบาลและชาวจีนเป็นผู้จ่ายภาษีดังกล่าว

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มิได้เป็นเช่นนั้น โดยหากเปรียบเทียบราคาสินค้านำเข้าที่อยู่ในข่ายที่ต้องจ่ายจากนโยบายกำแพงภาษี กับสินค้านำเข้าในส่วนอื่นๆ ก็จะทราบในทันทีได้เลยว่าภาระดังกล่าวไปตกอยู่กับภาคเอกชนสหรัฐฯ และผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ที่แย่ไปกว่านั้น กำแพงภาษีมูลค่า แสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เองหวังจะจัดเก็บได้นั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐฯ เก็บได้น้อยกว่านั้นเป็นอันมาก

รูปที่ 1 ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากสงครามการค้าต่อประชาชนชาวสหรัฐฯ

สงครามการค้า.. ไม่ช่วยสหรัฐ แต่ช่วยทรัมป์

ที่มา: เฟด

เหตุผลส่วนหนึ่งอาจจะมองว่ามาจากการที่ทรัมป์ยังเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจากจีนยังไม่ครบ ทว่าเหตุผลที่มีน้ำหนักมากกว่าคือผู้นำเข้าสหรัฐฯ เปลี่ยนจากนำสินค้าเข้าจากจีนไปนำเข้าจากประเทศที่มีต้นทุนสูงกว่า อาทิ เวียดนาม โดยเมื่อการเปลี่ยนจุดหมายการนำเข้าเกิดขึ้นไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นแทน ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีไปในตัวและกลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ดังรูปที่ 1 ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในสินค้าดังกล่าวสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถสร้างรายได้ใหม่ๆเพิ่มเติมได้ สิ่งนี้เปรียบเสมือนเป็นการขึ้นภาษีนี้ถือว่าเป็นนโยบายการคลังแบบตึงตัว

นอกจากนี้ ยังมีการตอบโต้ด้วยการตั้งภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลเสียต่อสินค้าส่งออกสหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้ รวมถึงผลเสียต่อมูลค่าการลงทุนภาคเอกชนในสหรัฐฯ จากความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ไม่อยากจะสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากจะต้องเผชิญกับการถูกตัดขาดตลาดของตนเองจากการตอบโต้ทางการค้าของต่างประเทศ และการตัดขาดของห่วงโซอุปทานจากนโยบายการค้าของทรัมป์

รูปที่ 2 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว ตลาดเกิดใหม่ และสหรัฐฯ กรณีมีสงครามการค้า

สงครามการค้า.. ไม่ช่วยสหรัฐ แต่ช่วยทรัมป์

ที่มา: เฟด

หรืออาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่สงครามการค้าได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา มาจากการชะลอการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายจากสงครามการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยจากสินค้าทุนที่ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ของเฟดมองว่าสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตลดลงไปจากที่ควรจะเป็นแล้ว 1% ดังรูปที่ 2 ส่วนไอเอ็มเอฟ ประเมินว่าสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกโตช้าลง 0.8%

นอกจากนี้ โดยแท้จริงแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะแย่กว่านี้ราว 0.5% ตามการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดไม่ลดดอกเบี้ย 0.75% เมื่อปีที่แล้ว

ส่วนคำอธิบายถึงแนวโน้มของสินค้านำเข้าที่ไม่ลดลงทว่าส่งออกก็ไม่เพิ่มขึ้นเช่นกันของสหรัฐฯ น่าจะมาจากผลของกำแพงภาษีที่ไม่สมมาตร โดยการตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ต่อสินค้านำเข้าจากจีนไม่ค่อยทำให้มูลค่าสินค้านำเข้าโดยรวมลดลง เนื่องจากภาคเอกชนของสหรัฐฯ ก็จะเปลี่ยนไปนำเข้าจากประเทศอื่นในเอเชีย ในทางตรงข้าม เมื่อจีนหยุดสั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ กลับไม่มีประเทศใดที่สามารถทดแทนจีนที่จะมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ

รูปที่ 3 ผลของสงครามการค้าต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สงครามการค้า.. ไม่ช่วยสหรัฐ แต่ช่วยทรัมป์

ทว่าสิ่งที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง นั่นคือ สงครามการค้า.. ไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ดีขึ้น แต่อาจจะช่วยโดนัลด์ ทรัมป์ ให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ช่วงเดือนพฤศจิกายนในปีนี้มากขึ้นเนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในครึ่งหลังปี 2019 เติบโตเหลือ 2% จากที่เคยโตร้อยละ 3 ในครึ่งแรกของปี 2018 ซึ่งทางโกลด์แมนซัคส์ มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2020 จะเติบโตมากกว่าปี 2019 ดังรูปที่ 3 ส่วนหนึ่งเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนได้อั้นจากช่วงปี 2019 มาเติบโตได้ดีขึ้นในปี 2020 แทนราว 0.5% รวมถึงเนื่องจากการที่ทั้งคู่ค่อยๆ เจรจาการค้าจนสามารถตกลงใน Phase I รวมถึง PhaseII ที่กำลังเริ่มที่จะเจรจานั้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนชาวสหรัฐฯ รู้สึกว่าความเป็นอยู่ดีขึ้นในช่วงการเลือกตั้งปลายปีนี้

หากพิจารณาในภาพรวม สงครามการค้าได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของทรัมป์ในเกมการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในปีหน้าไปแบบที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้โตลดลงไปแล้ว 1% และส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกให้โตช้าลง 0.8% จากที่ควรจะเป็นหากไม่มีสงครามการค้าของทรัมป์ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/649282

3 เหตุผล ทำไมไม่ควรเอา “เงิน” มาเป็นเป้าหมายชีวิต

TUM SUPHAKORN
3-reason-dont-set-money-goal

เมื่อเช้าตอนกำลังขึ้นรถไฟฟ้ามาที่ออฟฟิศ เพลงในมือถือสุ่มไปเจอเพลง Remember The Name ของ Ed Sheeran พอดี แล้วก็สะดุดกับเนื้อร้องท่อนนึงในเพลง “If you’re talkin’ money then my conversation’s shiftin’. My dreams are bigger than just being on the rich list.” แปลเป็นไทยก็คือ “ถ้าจะพูดถึงแต่เรื่องเงินจะไม่คุยด้วยละนะ ความฝันฉันมันยิ่งใหญ่กว่าแค่จะเป็นคนรวยเว้ย!” น่าจะเป็นอารมณ์ประมาณนี้

ฟังแล้วก็นึกถึงหัวข้อนึงที่พี่แบงค์ Mr.Messenger เคยพูดไว้ในงาน “รวมพลคนอยากลงทุน” ที่ FINNOMENA เพิ่งจัดไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว (ฟังคลิปย้อนหลังได้ที่ FINNOMENA Channel) ที่พูดไว้เรื่องความสัมพันธ์ของเงินและ “ความอยาก” ต่างๆในชีวิต

การตั้งเป้าหมายมันไม่ใช่แค่การตอบคำถามว่า “เราอยากมีเงินเท่าไร” แต่มันคือการตอบคำถามว่า “ชีวิตในแบบที่เราอยากได้ ต้องใช้เงินเท่าไร” ต่างหาก เงินเป็นแค่ “เครื่องมือ” ในการไปถึงเป้าหมายเท่านั้น มันไม่ใช่ “เป้าหมาย” ในตัวมันเอง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องแรกที่เราควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราอยากมีเงินไปทำไม ก่อนที่เราจะไปก้มหน้าก้มตาหาเงินต่อไป

จากความคิดเห็นส่วนตัว นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ควรเอาเงินเป็นเป้าหมายในชีวิต

1. ปลายทางมันคือความว่างเปล่า

มีคำพูดนึงของนักแสดงชื่อดังกล่าวไว้ว่า

“I think everybody should get rich and famous and do everything they ever dreamed of so they can see that it’s not the answer.”
– Jim Carrey

แท้จริงแล้วจำนวนเงินมันไม่ได้มีความหมายในตัวเอง มันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราใช้มันไปซื้อในสิ่งที่ต้องการ ใช้มันเพื่อให้เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือเอามาแบ่งปันคนที่เราอยากแบ่งปัน ตอนนั้นแหละคือตอนที่เงินมันมีประโยชน์ขึ้นมาจริงๆ คนที่ตั้งเป้าไว้แค่จะมีเงินเยอะๆ โดยไม่ได้คิดมาก่อนว่าอยากเอาเงินไปทำอะไร พอมีเงินขึ้นมาจริงๆ แล้วก็คงจะรู้สึกว่างเปล่า เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะเอามันไปทำอะไร เหมือนกับที่ Jim Carrey บอกว่า It’s not the answer

แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ยังชอบคิดแค่อยากจะมีเงินเยอะๆอยู่? ส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะสมองของเรามีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ สมองชอบทำอะไรง่ายๆ การตอบคำถามว่าเราต้องการอะไรในชีวิตมันเป็นคำถามที่ตอบยาก ต้องใช้พลังงานในการคิดและการสังเกตตัวเองพอสมควร แต่การตั้งเป้าหมายไว้ที่การมีเงินมากๆ แล้วคิดว่าถ้ามีเงินแล้วเดี๋ยวก็มีความสุขเอง มันเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่า จะเรียกว่ามันเป็น “ความมักง่าย” ของสมองเราก็ได้ ที่ชอบยึดติดกับคำตอบแรกที่นึกขึ้นได้ แล้วก็ไม่สนใจมองหาคำตอบอื่นเลย

สำหรับบางคนถ้ายังติดใจกับคำพูดของ Jim Carrey ว่า “ก็เค้ารวย รวยแล้วก็พูดได้ว่าเงินมันไม่สำคัญ” อยากให้ลองดูเหตุผลข้อต่อไปครับ

2. การมีเงินมากเกินความจำเป็น ไม่ได้เพิ่มความสุข

ยิ่งมีเงินเยอะ ยิ่งมีความสุข เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่…มันเป็นจริงเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น

หลังจากที่เรามีเงินมากพอเลี้ยงปากท้องและความอยากต่างๆ ของตัวเองได้แล้ว จำนวนเงินส่วนเกินที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไม่ได้ทำให้ความสุขเรามากขึ้นตามแต่อย่างใด

3 เหตุผล ทำไมไม่ควรเอา “เงิน” มาเป็นเป้าหมายของชีวิตที่มา: https://www.geolsoc.org.uk/Geoscientist/Archive/October-2014/Beyond-GDP

มีคนทำงานวิจัยไว้ครับ เค้าทดลองวัดความสุขของคนเทียบกับรายได้ต่อหัวประชากรของประเทศนั้นๆ ผลการวิจัยนี้ได้ข้อสรุปว่า โดยเฉลี่ยประเทศที่มีรายได้เยอะกว่าจะมีความสุขมากกว่าประเทศที่รายได้น้อยกว่า แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นเสมอไป

สรุปก็คือ เงินช่วยแก้ปัญหาในชีวิตได้จริง และเมื่อปัญหาทั่วไปถูกแก้ เราก็มีความสุขมากขึ้น แต่หลังจากที่ชีวิตไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้ว การมีจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมันไม่มีความหมายอะไร ความหมายของชีวิตหลังจากนั้นมันจะไปตกอยู่ที่การตอบตัวเองให้ได้ว่า เราจะเอาเงินที่หามาได้ไปใช้ทำอะไรมากกว่า

3. ไม่สามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้

เหตุผลข้อสุดท้ายว่าทำไมไม่ควรเอาเรื่องเงินมาเป็นเป้าหมาย คือ คนที่คาดหวังกับเรื่องเงินมากๆ มักจะลงทุนได้ไม่ดี

อย่างที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนที่เก่งๆ จะเข้าใจดี ว่าการลงทุนไม่ว่าอะไรก็ตามไม่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้ 100% มันมีความเสี่ยงที่เงินต้นของเราจะเกิดความผันผวนอยู่เสมอ

สำหรับคนที่ยึดติดว่าการมีเงินเพิ่มขึ้นคือเป้าหมายของชีวิต เค้าจะไม่สามารถทนเห็นความผันผวนที่เกิดจากการลงทุนได้ พอเห็นหุ้นเหวี่ยง หรือกองทุนที่ถืออยู่ราคาลดลง ก็เกิดผลกระทบกับจิตใจโดยตรง พอเงินลด ความสุขก็ลดตาม เพราะเค้าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับจำนวนเงิน สุดท้ายก็จะถือสิ่งที่ลงทุนอยู่ได้ไม่นาน แล้วก็ออกจากเกมนี้ไป

ส่งท้าย

สำหรับใครที่ยังยึดติดกับเรื่องเงินๆ ทองๆ อยู่ ลองเริ่มถามตัวเองแบบนี้ก็ได้ครับ ว่าถ้าเกิดมีเงินมากๆ แล้วเราอยากจะเอาเงินนั้นไปทำอะไรกันแน่ ถ้าเกิดเราตอบได้ ก็ถือว่าเราวางเป้าหมายไว้ถูกทางแล้วครับ แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้กลับมาคิดกับตัวเอง ว่าเรา “อยาก” ทำอะไรในชีวิตกันแน่ และสิ่งๆ นั้นจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไร ไม่แน่ว่า ชีวิตในแบบที่เราอยากได้ อาจจะไม่ต้องใช้เงินมากมายขนาดนั้นก็ได้

TUM SUPHAKORN

ไขความจริง “เมื่อหุ้นอาหาร-ค้าปลีก ไม่ตอบรับเทศกาลตรุษจีน ?”

TISCO Advisory
ไขความจริง “เมื่อหุ้นอาหาร-ค้าปลีก ไม่ตอบรับเทศกาลตรุษจีน ?”

เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน นักลงทุนหลายคนอาจเริ่มมีคำถามว่าหุ้นกลุ่มไหนที่จะได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายใช้สอยในเทศกาลนี้?” เรามีคำตอบ ที่รับรองว่าคุณจะต้องสนใจ   

ตามปกติในช่วงตรุษจีนของทุกปีหุ้น กลุ่มอาหาร และกลุ่มค้าปลีก มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นการลงทุนในระยะสั้น จากประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลดังกล่าว  อย่างไรก็ดี จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในเชิงประจักษ์ เราไม่พบความสม่ำเสมอหรือการตอบรับเชิงบวกของราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเราเชื่อว่าอาจเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเทศกาลดังกล่าวเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

หลังตรุษจีนมีโอกาสทำกำไร

แม้หุ้น กลุ่มอาหาร และกลุ่มค้าปลีก จะไม่ได้โดดเด่นในช่วงตรุษจีนตามที่นักลงทุนหลายคนคาดหวัง แต่เราพบความเคลื่อนไหวของภาวะตลาดโดยรวม (SET Index) ที่มีนัยสำคัญหลังผ่านพ้นช่วงเทศกาลตรุษจีนไปแล้ว1-2 สัปดาห์ โดยจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +0.8% และมีความน่าจะเป็นสูงถึงเกือบ 70% ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการที่นักลงทุนเริ่มกลับเข้าสู่ตลาด หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงหยุดยาวหลายวันติดต่อกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียหลายแห่งที่ปิดทำการในเทศกาลตรุษจีนต่อเนื่องทั้งสัปดาห์

และหากมองข้ามช็อตต่อไปอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ถึงแม้ความน่าจะเป็นของตลาดที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกลดลงเหลือประมาณ 60% ต้นๆ แต่ผลตอบแทนที่คาดหวังกลับสูงขึ้นเป็นบวกเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.8%

โดยเราเชื่อว่ามีสาเหตุจากแรงซื้อหุ้นตามปัจจัยฤดูกาล เพื่อเก็งกำไรผลประกอบการ และคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลจ่ายประจำปี โดยตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 3% ต่อปี ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ลงทุนหุ้นประเภทไหนดี?

จากข้อมูล และปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด เราจึงอยากแนะนำให้นักลงทุน ทอดระยะเวลาการลงทุนให้นานขึ้น มากกว่าการหวังผลในระยะสั้นช่วงตรุษจีนเท่านั้น เพราะเรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า โดยประเภทหุ้นเด่นที่เราชอบเน้นเป็นหุ้นพื้นฐานดีขนาดกลางถึงใหญ่ที่อิงกับการบริโภคและเศรษฐกิจภายในประเทศ และ หุ้นที่มีเงินปันผลสูง


โดย TISCO SECURITIES

ที่มาบทความ อ่านฉบับเต็มได้ที่: bit.ly/tisco220120

เจาะลึก “ไวรัสโคโรนา” เมื่อตลาดหุ้นเจอ “โรคระบาด” จะตอบสนองอย่างไร? นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร!? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1143906225955013

ดูผ่าน Youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=X8ovihhIiJk

เจาะลึก “ไวรัสโคโรนา” เมื่อตลาดหุ้นเจอ “โรคระบาด” จะตอบสนองอย่างไร? จากอดีตถึงปัจจุบัน สถานการณ์แบบนี้นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร!?

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์!?

  • ทรัมป์กดดันไม่หยุดให้ FED ลดดอกเบี้ย!!
  • BOJ คงดอกเบี้ย -0.1%
  • หนี้เสียแบงก์พาณิชย์ เป็นอย่างไรบ้าง?
  • ไหวไหม MONO ปลดพนักงาน 200 คน!?

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

FINNOMENA Investment Team
สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้วสำหรับปี 2020 ใครที่กำลังตามหาสินทรัพย์เพื่อลงทุน ลองมาดูข้อมูลนี้ประกอบการตัดสินใจได้เลย มาดูกันว่าสินทรัพย์ทั่วโลกตัวไหนที่มีแนวโน้มน่าสนใจบ้าง?

ทั่วโลก

การกลับมาเพิ่มสภาพคล่องในระบบของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ทั้งตลาด Repo Rate และ วงเงิน QE ช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

Source : Bloomberg l As of 25/12/2019

การค้าโลกฟื้นตัวขึ้น

สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

Source : Bloomberg l As of 14/01/2020

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ปริมาณการทำ REPO เพื่ออัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวังการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4/2019 ที่จะออกมาฟื้นตัว ประกอบกับการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอีกครั้ง จากทิศทางสงครามการค้าที่ประนีประนอมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงนามในสัญญาการค้าเฟส 1 ที่สำเร็จเรียบร้อยแล้วและเดินหน้าเจรจาเฟส 2 ต่อเนื่อง โดยกองทุนแนะนำคือ TMBGQG

ทองคำ

ทิศทาง US Dollar Index อยู่ในแนวโน้มขาลง ซึ่งส่งผลดีต่อทองคำ

สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

ทองคำ แม้ความตึงเครียดสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศกรณีอิหร่าน – สหรัฐฯ จะคลายตัวลง อย่างไรก็ตามด้วยแนวโน้มการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ที่สะท้อนผ่าน Dollar Index ยังคงสนับสนุนให้ราคาทองคำสามารถยืนเหนือ 1,530 ดอลลาร์ได้ แนะนำทยอยสะสมเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน  โดยกองทุนแนะนำคือ TMBGOLDS

REITS ไทย

REIT ยังให้ผลตอบแทนมากกว่าตราสารหนี้ โดยมี Yield Spread อยู่ที่ 3.6992%

สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

REITs ไทย ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังปรับตัวขึ้นมากว่า 7% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการปันผลกลับมาอยู่ที่ระดับ 5.09% อีกครั้ง ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 5 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามด้วย Yield Spread ที่ระดับ 3.6992% ซึ่งเป็นส่วนชดเชยความเสี่ยงในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 5 ปีย้อนหลัง และ ระดับอัตราปันผลที่ยังสูงเมื่อเทียบกับทั่วโลกที่อยู่ในระดับ 3.5 – 4.4% จึงยังแนะนำทยอยสะสม อย่างไรก็ตามด้วยสภาพคล่องที่ต่ำ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัว อาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบได้อีกครั้ง โดยกองทุนที่แนะนำคือ LHTPROP

ตลาดหุ้น Asia ex-Japan

ดัชนี Asia ex-Japan ปรับตัวสูงขึ้น

สรุปมุมมองสินทรัพย์น่าลงทุน ประจำต้นปี 2020

ตลาดหุ้น Asia ex-Japan ท่าทีสงครามการค้าที่คลายกังวล มูลค่าการส่งออกซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ GDP เอเชียที่ฟื้นตัว สนับสนุนให้ดัชนี Manufacturing PMI สามารถ Outperform กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้น Asia ex-Japan ที่กลับมา Outperform อีกครั้ง เมื่อประกอบกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และการแข็งค่าของสกุลเงินสำคัญของเอเชียอย่าง CNY KRW และ INR สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับมา และเงินทุนที่ไหลเข้า โดยกองทุนแนะนำคือ PRINCIPAL APDI

FINNOMENA Investment Team

สนใจลงทุนทั่วโลก ต้องทำอย่างไร?

ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ทองคำ REITs ไทย หรือ เอเชียไม่รวมญี่ปุ่น สามารถลงทุนทั้งหมดนี้ได้ผ่านพอร์ต Global Absolute Return (GAR) ของ FINNOMENA ซึ่งมุ่งเน้นกระจายลงทุนทั่วโลก ด้วยเป้าหมายผลตอบแทนคาดหวัง 8% ต่อปี ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.finnomena.com/gar


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

สหรัฐพร้อมเดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป หากยังหาข้อตกลงการค้าไม่ได้

FINNOMENA Reporter

ปธน.ทรัมป์ กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมจะเดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรมได้

  • โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดเส้นตายการจัดเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการบังคับใช้แต่อย่างใด
  • พร้อมกันนี้ทรัมป์ได้ยืนยันถึงการบรรลุข้อตกลงกับนาย Emmanuel Macron, ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ในการเลื่อนการจัดเก็บภาษีดิจิทัลกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกไปจนถึงปลายปีนี้
  • ขณะที่พร้อมจะตอบโต้ฝรั่งเศสด้วยการจัดเก็บภาษีนำเข้าไวน์ร้อยละ 100 หากรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ระงับการจัดเก็บภาษีดิจิทัลดังกล่าว

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/01/21/trump-says-he-is-serious-about-tariffs-on-european-cars.htm

ไม่รู้จะเริ่มวางแผนการลงทุนจากตรงไหน เริ่มจากทำความเข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อน

FINNOMENA Admin
ไม่รู้จะเริ่มวางแผนการลงทุนจากตรงไหน เริ่มจากทำความเข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อน

ปกติถ้าเป็นการวางแผนเรื่องใกล้ตัว เราจะรู้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วว่าจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง อย่างเช่น วางแผนจะไปดูหนังกับเพื่อน ก็ต้องนัดวัน นัดว่าจะดูเรื่องอะไร ดูที่ไหน แล้วก็แค่ไปเจอกัน…จบ หรือจะวางแผนลดน้ำหนัก เราก็รู้ว่าต้องออกกำลังกาย ต้องกินของทอดของหวานให้น้อยลง

แต่พอเป็นเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเรื่องการลงทุน หลายคนก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ไม่รู้ว่าต้องเอาเรื่องอะไรมาคิดบ้าง จนบางคนก็ตัดปัญหาไม่ลงทุนเสียเลย เพราะคิดว่าตัวเองยังมีความรู้ไม่พอ

ซึ่งจริงๆ แล้วการวางแผนการลงทุนมันไม่ได้ยากขนาดนั้น มันมีโมเดลง่ายๆ ที่จะช่วยปูพื้นฐานเรื่องความรู้ความเข้าใจในการลงทุนอยู่ สุดท้ายแล้วการวางแผนการลงทุนไม่ว่าจะไปลงทุนในอะไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมันก็สรุปเหลือแค่ 3 อย่างนี้นี่แหละ เป็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการลงทุนของเรา ได้แก่ ระยะเวลา เงินต้น และ ผลตอบแทน

1. ระยะเวลา

“เวลา” ถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการลงทุน

ถ้าหากเปรียบเทียบจำนวนเงินที่เท่ากัน คนที่ฝากเงินในธนาคาร 10 ปี ย่อมได้เงินเยอะกว่าคนที่ฝากเงินในธนาคาร 5 ปีแน่นอน ยิ่งเรามีเวลาลงทุนมาก ผลตอบแทนที่จะทบต้นในแต่ละปีก็จะมากตาม ไม่ใช่เฉพาะเงินฝากเท่านั้น แต่รวมถึงการลงทุนในหุ้นที่เติบโตขึ้นทุกปี หรือกองทุนที่มีผลการดำเนินงานดีอย่างต่อเนื่องด้วย (ไม่นับหวย ยิ่งเล่นนานอาจจะยิ่งจน ใครสนใจเรื่องการเล่นหวยเป็นพิเศษ เชิญไปต่อได้ที่บทความนี้ครับ) การที่เรารู้ว่าเรามี “เวลา” มากน้อยแค่ไหน จะช่วยให้การออกแบบแผนการลงทุนของเราง่ายขึ้น

หมายเหตุ: เวลาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ก่อนตายอะไรทำนองนั้น แต่หมายถึงเวลาที่เราตั้งไว้ว่าใช้ในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะตั้งเป้าเกษียณในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือบางคนอาจจะตั้งเป้าออมเงินมาจ่ายค่าเทอมลูกในอีก 3 ปีข้างหน้าก็ได้

2. เงินต้น

จากกรณีฝากเงินในธนาคารข้างบน คนที่ฝากมา 5 ปีอาจจะได้เงินมากกว่าคนที่ฝากมา 10 ปีก็ได้ ถ้าเขาฝากเงินสักหนึ่งล้าน ส่วนคนที่ฝาก 10 ปีฝากไว้แค่แสนเดียว

ปัจจัยที่ 2 ที่สำคัญไม่แพ้ระยะเวลา คือ “เงินเริ่มต้นที่ใช้ในการลงทุน” จำนวนเงินตั้งต้นในการลงทุนยิ่งมีมากยิ่งดี ซึ่งเงินต้นในที่นี้รวมถึงเงินที่เราอาจจะลงทุนเพิ่มในทุกๆ เดือนด้วย เริ่มแรกเราอาจจะลงทุนน้อย แต่พอมีมากขึ้นค่อยลงทุนตามไป แบบนี้ก็นับเป็นการเพิ่มเงินต้นเหมือนกัน ยิ่งเราทยอยลงทุนเพิ่มมากเท่าไร มันก็จะเป็นเหมือนตัวคูณที่ทำให้เราถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น

แต่ถ้าเกิดว่าเรามีเงินต้นในการลงทุนน้อยจริงๆ ล่ะ จะมีปัญหาอะไรมั้ย? คำตอบคือ ไม่มีปัญหา เพราะเงินต้นมันไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ มันยังมีปัจจัยเรื่องระยะเวลาที่เราลงทุน (อย่างที่บอกไว้ในข้อแรก) และยังมีเรื่องของอัตราผลตอบแทน ที่จะกล่าวถึงในข้อต่อไปด้วย

3. ผลตอบแทน

ปัจจัยข้อสุดท้ายในการวางแผนการลงทุน คือ “อัตราผลตอบแทน” ถ้าเรามีระยะเวลาในการลงทุนน้อยจริงๆ แถมเงินต้นก็มีไม่มาก สิ่งที่เราทำได้ถ้าอยากจะได้เงินจากการลงทุนเยอะๆ คือการเลือกลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูง

ถ้าจะเปรียบเทียบเรื่องผลตอบแทนให้เห็นภาพชัดๆ ขอเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์กับกองทุน ละกัน ดอกเบี้ยเงินฝาก ณ วันที่เขียนบทความอยู่ที่ 0.5% คือฝากเงิน 1,000 บาท ครบ 1 ปีได้กลับมา 1,005 บาท ส่วนกองทุนโดยเฉลี่ยแล้วคาดหวังผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ประมาณ 8% คือฝากเงิน 1,000 บาท ได้กลับมา 1,080 บาท ผลตอบแทนต่างกันประมาณ 16 เท่าเลยทีเดียว ถ้าจะฝากเงินให้ได้ผลตอบแทน 80 บาทเท่ากับกองทุน เราก็ต้องฝากเงินถึง 16,000 บาท ดังนั้นการเลือกลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูง ก็สำคัญไม่แพ้ปัจจัยเรื่องระยะเวลาและเงินต้น

แต่การเพิ่มเฉพาะอัตราผลตอบแทนให้สูงอย่างเดียวก็เป็นวิธีที่ไม่แนะนำให้ทำ เพราะยิ่งผลตอบแทนสูง ก็ยิ่งเสี่ยงสูง โอกาสผันผวนมีมาก ทางที่ดีควรจะให้ความสำคัญกับ ระยะเวลา เงินต้น ผลตอบแทน อย่างละเท่าๆ กันและเลือกลงทุนในความเสี่ยงที่เรายอมรับได้จะดีที่สุด

ข้อสังเกต

อัตราผลตอบแทนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ชนิดเดียว แต่หมายถึงผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของเรา ซึ่งอาจจะมีหุ้น กองทุน เงินฝาก ปะปนกันอยู่ในนั้น แล้วค่อยเฉลี่ยแต่ละอันออกมาเป็นผลตอบแทนต่อปี ซึ่งการกระจายความเสี่ยงลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ จะช่วยให้ผลตอบแทนของเราผันผวนน้อยลง ซึ่งทำให้เราวางแผนอนาคตได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ)

ลองมาดูตัวอย่างการนำไปใช้

รู้จักปัจจัย 3 อย่างไปแล้ว (ระยะเวลา เงินต้น ผลตอบแทน) ทีนี้มาดูตัวอย่างการวางแผนการลงทุนจริงๆ กันบ้าง โดยขอยืมแพลตฟอร์มการสร้างแผนการลงทุน Goal ของ FINNOMENA มาใช้ประกอบความเข้าใจ

ไม่รู้จะเริ่มวางแผนการลงทุนจากตรงไหน เริ่มจากทำความเข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อน

จากรูปหน้าจอการสร้างแผน เราทดลองตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเงินไว้เที่ยวต่างประเทศจำนวน 1,000,000 บาท โดยใช้เวลาลงทุน 3 ปี (ม.ค. 63 – ม.ค. 66) ลงเงินต้นที่ 20,000 บาท และลงทุนเพิ่มทุกเดือนเดือนละ 5,000 บาท สำหรับผลตอบแทน เราสามารถรับความเสี่ยงได้สูง เลยเลือกการลงทุนที่ความเสี่ยงสูง

ผลลัพธ์จากแผนการลงทุนนี้ก็คือ…

ไม่รู้จะเริ่มวางแผนการลงทุนจากตรงไหน เริ่มจากทำความเข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อน

จากการคำนวณของ FINNOMENA แผนที่เราออกแบบไว้ตอนนี้ถือว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โอกาสที่จะทำได้ตามเป้าแทบไม่มี

ในกรณีนี้เราต้องเลือกที่จะเพิ่มเติมอะไรสักอย่าง ไม่เพิ่มระยะเวลา เพิ่มเงินต้น ก็ต้องเพิ่มอัตราผลตอบแทน โดยระบบของ FINNOMENA ก็ใจดี คำนวณให้เราเรียบร้อยว่าควรปรับแผนยังไงบ้าง มีให้เลือกเป็นข้อๆ ตามรูปด้านบน

สมมติว่าเราเลือกที่จะขยายระยะเวลาลงทุนออกไปให้กลายเป็น 10 ปี ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาเป็นแบบนี้

ไม่รู้จะเริ่มวางแผนการลงทุนจากตรงไหน เริ่มจากทำความเข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อน

ตามเป้า! แสดงว่าแผนนี้ของเรามีโอกาสเป็นไปได้ อยากให้สังเกตเพิ่มว่าในกราฟมันจะแสดงเป็นแถบสีต่างๆ ซึ่งครอบคลุมความผันผวนในตลาดแต่ละแบบ มันไม่เป็นเส้นตรงเพราะผลตอบแทนแต่ละปีมีโอกาสผันผวนขึ้นลงได้ ถ้าหากเป้าหมายเราไปตกอยู่ในแถบสีน้ำเงิน (สภาพตลาดปกติ มีโอกาสเกิดขึ้น 60%) ก็ถือว่าโอเค

– ทดลองออกแบบแผนการลงทุนด้วยตัวเอง –

สรุป

ไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องระยะเวลา เงินต้น ผลตอบแทน ก็จำเป็นในการคำนวณและออกแบบแผนการลงทุน ผลลัพธ์การลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยข้อใดข้อหนึ่ง แต่เกิดจากทุกข้อรวมกัน ถ้ามีเงินต้นน้อย เราก็ต้องเผื่อเวลาในการลงทุนให้มากขึ้น หรือถ้าเรามีเวลาน้อย อยากเกษียณไวๆ เราก็ต้องใช้เงินต้นในการลงทุนเยอะขึ้นหรือรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ไม่ว่าใครก็สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินของตัวเองได้ ถ้าเราเข้าใจ 3 ปัจจัยนี้ และออกแบบแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

FINNOMENA Admin


คำเตือน
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

เมื่อ FED ทำ QE รูปแบบใหม่…นักลงทุนจะติดตามได้อย่างไร?

FundTalk
เมื่อ FED ทำ QE รูปแบบใหม่...นักลงทุนจะติดตามได้อย่างไร?

เปิดทศวรรษใหม่มาในปี 2020 นี้ ตลาดหุ้นโลกก็ปรับตัวขึ้นทำ All time high อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าพลิกความคาดหมายไม่น้อยเลย จากที่นักวิเคราะห์พูดกันติดต่อมาหลายปีว่าตลาดมันขึ้นมานานเกินไปแล้วกว่า 10 ปี และควรถึงเวลาปรับฐานใหญ่ได้แล้ว

ตลาดหุ้นนั้นขึ้นหรือลงหลัก ๆ มีอยู่ 4 ปัจจัย คือ

1. พื้นฐาน ซึ่งผมมักใช้แนวโน้มการเติบโตของกำไร ถ้าเติบโตเป็นเลขสองหลักก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าติดลบหรือเติบโตน้อย ๆ ต่ำกว่า 5% อันนี้ต้องเริ่มระวัง

2. ราคา หรือมูลค่ายุติธรรม อันนี้ดูง่าย ๆ คือดูที่ระดับ P/E เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ผ่านมาว่ามันสูงหรือต่ำ อีกอันนึงคือดูค่า P/E เทียบกับการเติบโตของกำไรในข้อ 1 ถ้ากำไรโตน้อย แต่ P/E กับแพงเช่นเกิน 15 เท่าให้ระวัง (คล้าย ๆ กับเมืองไทยในช่วงนี้)

3. ความเสี่ยง เช่นเรื่องสงครามการค้า เรื่องสงครามกลางเมือง โรคระบาด Brexit เป็นต้น

4. กระแสเงิน คือการดู fund flow ว่าเงินมันไหลไปหุ้นกลุ่มไหน ภูมิภาคไหน หรือเงินมันกำลังไหลไปสินทรัพย์ไหนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตร ทองคำ หรือสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้น

เมื่อ FED ทำ QE รูปแบบใหม่นักลงทุนจะติดตามได้อย่างไร

รูปที่ 1 งบดุลของ FED ที่กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง | ที่มา Yardeni

ในเรื่องของกระแสเงินนี้เองที่นวัตกรรมของนโยบายการเงินกลับมามีผลมาก ๆ ในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา นำโดย FED ที่คิดค้นวิธีบิดเบือนสภาพคล่องตามธรรมชาติของระบบ และเข้าแทรกแทรงโดยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ หรือดูดเงินออกจากระบบการเงินโลก

วลีที่ว่า “Don’t fight the FED” เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วจริง ๆ ความหมายคืออย่าอยู่สวนทางกับ FED เลย เพราะเมื่อดูสถิติของตลาดหุ้นเมื่อเทียบกับการอัดฉีดเงิน ไม่ว่าจะเป็นการทำ QE หรือล่าสุดเป็นการอัดฉีดเงินผ่านตลาด Repo นั้นดูเหมือนจะมีผลต่อตลาดหุ้นมาก ๆ

เมื่อ FED ทำ QE รูปแบบใหม่นักลงทุนจะติดตามได้อย่างไร

รูปที่ 2 งบดุลของ FED เมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อ FED ลดขนาดงบดุลแล้วตลาดหุ้น S&P ก็หยุดวิ่ง คืออยู่ในภาวะ Sideway อย่างในช่วงปี 2018 จนถึงกลางปี 2019 แต่พอ FED กลับมาทำ Repo เพื่อเพิ่มขนาดงบดุลอีกครั้งก็ทำให้ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นไม่หยุดอีกครั้ง

คำถามก็คือเราในฐานะนักลงทุนรายย่อยจะสามารถติดตามการกระตุ้นของ FED ในรอบนี้ได้อย่างไร

เมื่อ FED ทำ QE รูปแบบใหม่นักลงทุนจะติดตามได้อย่างไร

ทางทีมลงทุนของ FINNOMENA ได้ช่วยหาช่องทางการติดตามมาให้เรียบร้อยแล้วครับ คือที่ www.newyorkfed.org ซึ่งตารางการทำ Repo ของ FED นั้นมีสัปดาห์ละ 2 ครั้งคือทุกวันอังคารกับวันพฤหัส ซึ่งในปีนี้เราจะทำการอัปเดตสถานะให้ทุกท่านได้ติดตามกันอย่างใกล้ชิดเพราะเราเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต้องติดตามในปีนี้ เชิญไปกด subscribe กันได้ที่ https://www.youtube.com/finnomena ซึ่งเราจัดรายการ FINNOMENA LIVE สดกันทุกวันพฤหัสบดีเวลา 1 ทุ่มตรงต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 5 แล้ว และก็คงจัดต่อไปเรื่อย ๆ

สุดท้ายนี้ภาพความทรงจำเก่า ๆ ในช่วงต้นปี 2018 ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่าทุกครั้งที่ดัชนีหุ้น S&P 500 ปรับเพิ่มขึ้นแรง ๆ ต่อเนื่องมักจะตามมาด้วยการปรับฐานซัก 10% ให้ใจหายจากนั้นค่อยขึ้นต่อ ดังนั้นนักลงทุนที่มีกำไรติดมือมาก ๆ แล้วก็อย่าซื้อจนเพลินไปนะครับ ทยอยขายทำกำไรบ้างก็เป็นความคิดที่ไม่เลยเหมือนกันครับ

FundTalk รายงาน ณ วันที่ 21 ม.ค. 63

“9 แบงก์พาณิชย์” หนี้เสียพุ่งเฉียด 14%

FINNOMENA Reporter

“9 แบงก์พาณิชย์” โชว์กำไรปี 62 โต 3.4% แตะระดับ 1.71 แสนล้าน ขณะ “เอ็นพีแอล” พุ่งกว่า 13.4% แตะ 3.56 แสนล้าน

  • ธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง รายงานผลดำเนินงานงวดปี 2562 พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 1.71 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.40% ขณะที่ หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นถึง 13.39% โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.14 แสนล้านบาท เป็น 3.56 แสนล้านบาท
  • โดยธนาคารที่มีกำไรเพิ่มมากที่สุด คือ ธนาคารซีไอเอ็มไอเอ็มบีไทย โดยเพิ่มขึ้น 216 เท่า จากเช่วงเดียวกันปีก่อน รองลงมา คือ กรุงศรีอยุธยา มีกำไรเพิ่มขึ้น 31.98% แต่หากดูแบงก์ที่มีกำไรมากที่สุด พบว่า คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ 4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.92 % หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
  • ส่วนธนาคารที่มี เอ็นพีแอล เพิ่มขึ้นมากสุด คือ ธนาคารทหารไทย มูลค่าเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 73 % รองลงมาคือไทยพาณิชย์ที่ 21 % และกสิกรไทย เพิ่มขึ้น 12.95 %

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863035

BOJ มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.1% หลังได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ ชินโซ อาเบะ

FINNOMENA Reporter

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ -0.1%ในการประชุมใหญ่ของ BOJ

  • โดย BOJ ยืนยันว่าจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหากมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น หลังนักเศรษฐศาสตร์ของญี่ปุ่นได้คาดการณ์ว่าแม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่แนวโน้มสถานการณ์เงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ
  • นอกจากนี้ BOJ ยังได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปีงบประมาณ 2020 ลงเหลือ 1% และคาดการณ์เงินเฟ้อปีงบประมาณ 2021 อยู่ที่ระดับ 1.4% โดย BOJ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของปีงบประมาณ2020 มาอยู่ที่ระดับ 0.9% ขณะที่ปีงบประมาณปี 2021เพิ่มเป็น 1.1% จากระดับ 0.7%
  • โดยก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 0.7% จากระดับ 0.5% หลัง เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ประกาศใช้เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-japan-economy-boj/boj-holds-fire-nudges-up-growth-forecast-on-receding-global-risks-idUSKBN1ZJ287

กทม.สั่งปิด 437 ร.ร.ทั่วกรุงเทพฯ 1 วัน (พุธ 22 ม.ค. 63) หลังเจอวิกฤตฝุ่นทั่วกรุง

FINNOMENA Reporter

ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยพร้อมคาดการณ์ว่าในวันพรุ่งนี้ ค่าฝุ่นละอองจะยังวิกฤตอยู่ ดังนั้นกรุงเทพมหานคร ในฐานะที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องดูแลเรื่องฝุ่น จึงจะออก 4 มาตรการ คือ

  • 1. เลื่อนเวลาการทำงานของราชการ โดยยกตัวอย่างช่วงเวลาเร่งด่วนที่หลายคนต้องเดินทาง ซึ่งการเลื่อนเวลาการทำงานจะช่วยได้ทางหนึ่ง โดยหน่วยงานกทม.จะเริ่มทำงานเวลา 10.00 และเลยเวลาที่ช้าลง
  • 2. ประกาศปิดโรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่ง 1 วัน คือ วันพุธที่ 22 ม.ค.63 เพื่อลดปริมาณยานพาหนะบนท้องถนน และลดผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก-เยาวชน หลังกรมอุตุฯ ระบุว่า อากาศยังปิดแบบนี้อีก 1-2 วัน ลมอ่อน ยังคงทำให้ฝุ่นสะสม
  • 3. แจกหน้ากากเพิ่มขึ้นตามสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ
  • 4. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงการในหน้ากาก

ที่มา : https://www.springnews.co.th/breaking-news/604753

“ทรัมป์” หนุนใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ขณะวิพากษ์นโยบายเฟด

FINNOMENA Reporter

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่าสหรัฐเสียเปรียบประเทศอื่นซึ่งมีการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ

  • ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก แต่ต้องถูกบีบให้แข่งขันกับประเทศซึ่งใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ อย่างไรก็ดี เรายังคงมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในหลายด้าน ซึ่งมาจากการทำข้อตกลงทางการค้า และการผ่อนคลายกฎระเบีย
  • ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องหลายครั้งให้เฟดใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ พร้อมกับ QE เนื่องจากดอลลาร์กำลังแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐ
  • ขณะที่เฟดระบุว่า ระบบการเงินของสหรัฐมีความแตกต่างอย่างมากจากกลุ่มประเทศที่มีการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในขณะนี้ และอัตราดอกเบี้ยติดลบจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตลาด และเสถียรภาพทางการเงินในสหรัฐมากกว่าในต่างประเทศ

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/01/21/davos-2020-trump-says-he-could-get-used-to-negative-interest-rates-love-that.html

มือที่มองไม่เห็น!! อาวุธลับดันตลาดของ FED ตลาดหุ้นดีดขึ้นนิวไฮ!! หลังได้ยาแรงอย่าง QE ลับ

FINNOMENA Investment Team

มือที่มองไม่เห็น!! อาวุธลับดันตลาดของ Fed ตลาดหุ้นดีดขึ้นนิวไฮ!! หลังได้ยาแรงอย่าง QE ลับ

เมื่อช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นอเมริกาได้ปรับตัวทำ new high กันถ้วนหน้า ท่ามกลางความกังวลในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจถดถอยจึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า ตลาดปรับตัวถึงขนาดดันทำ new high ได้อย่างไร? ซึ่งหนึ่งในสาเหตุนั้นอาจมาจากการทำ QE อย่างลับๆ ของ Fed ผ่านตลาด Repo แล้วมันคืออะไร ทำไมสิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุ เราลองไปค้นหาและทำความเข้าใจกัน

 

ตลาดหุ้นเสพติด QE?

มือที่มองไม่เห็น!! อาวุธลับดันตลาดของ FED ตลาดหุ้นดีดขึ้นนิวไฮ!! หลังได้ยาแรงอย่าง QE ลับ

 

หากย้อนกลับไปในอดีตนับตั้งแต่ปี 2008 ตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังการทำ QE ในทุกๆครั้ง โดยหากแบ่งเป็นช่วงดังภาพเป็น QE1,QE2, และ QE3 ผลหลังจากการ QE ก็จะเป็นดังนี้ 

  • QE1 ช่วงปี 2009- ต้น 2010 ตลาดปรับตัวขึ้น
  • QE2 ช่วงปลายปี 2010- กลางปี 2011 ตลาดปรับตัวขึ้น
  • QE3 ช่วงเกือบปลายปี 2012- ปลายปี 2014 ตลาดปรับตัวขึ้น

จนเมื่อช่วงปลายปี 2017 ถึงปลาย 2018 ตลาดมีการปรับตัวลงหลังจากการทำ QT หรือพูดอย่างง่ายคือ การนำเงินออกจากระบบ ก่อนจะปรับตัวขึ้นหลังทาง Fed กลับมาลดอัตราดอกเบี้ย

 ก่อนจะมีการดีดตัวปริศนาอย่างรุนแรงและทำ new high ไปในที่สุด จึงมีความเป็นไปได้ว่า QE นั้นเหมือนเป็นยาแรงที่เข้าไปผลักดันตลาดในวันที่ตลาดไม่เป็นใจและในหลายๆครั้งวิธีการนี้ก็ดูเหมือนจะได้ผล

จึงเป็นคำถามต่อไปว่าตลาดเสพติดการทำ QE หรือการอัดฉีดเงินหรือไม่? แต่ก่อนอื่นเราไปดูกันว่านอกจากสหรัฐฯ แล้ว ยังมีที่ไหนอีกบ้างที่อัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอีกบ้าง

ทาง ECB และ BOJ มีการทำ QE ต่อเนื่อง

มือที่มองไม่เห็น!! อาวุธลับดันตลาดของ FED ตลาดหุ้นดีดขึ้นนิวไฮ!! หลังได้ยาแรงอย่าง QE ลับ

ซึ่งถ้าหากมาดูทางด้านของ ECB และ BOJ ก็มีการทำ QE ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน สังเกตได้จาก Balance sheet หรือขนาดสินทรัพย์ที่ธนาคารเหล่านั้นถือครองปรับตัวขึ้น แสดงถึงการเข้าซื้อสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้หรือหุ้น เพื่ออัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

Balance sheet ของ Fed ก็เพิ่มขึ้น…. หรือว่า Fed เองก็ทำ QE เช่นกัน?

มือที่มองไม่เห็น!! อาวุธลับดันตลาดของ FED ตลาดหุ้นดีดขึ้นนิวไฮ!! หลังได้ยาแรงอย่าง QE ลับ

หากมาดูทางด้าน Balance sheet ของ Fed เอง ก็จะเห็นได้ว่ามีการดีดตัวขึ้นอย่างน่าสงสัยสอดคล้องกับ คำถามที่ว่า Fed ทำ QE ตอนไหน? หรือใช้อะไรเพื่อเพิ่มขนาด Balance sheet?

 

Overnight repo rate (อัตราดอกเบี้ยข้ามคืน) ดีดตัวขึ้นอย่างน่าฉงน?

หากเรามาดูที่ Overnight repo rate ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินข้ามคืน (Overnight) ของธนาคารพาณิชย์ จะเห็นได้ว่ามีการดีดตัวขึ้นอย่างมีนัยยะ และเมื่อต้นทุนทางการเงินของสถาบันทางการเงินเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง ก็อาจสร้างความตึงเครียดให้ระบบการเงินทั้งระบบได้

แล้วการดีดตัวขึ้นมาของอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนแสดงถึงอะไร?

เหตุที่ Overnight repo rate ดีดตัวขึ้นระบบการเงินของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณการขาดสภาพคล่อง หากพูดอย่างง่ายก็คือการที่ธนาคารมีเงินมาหมุน (Money Supply) ไม่พอกับความต้องการเงิน (Money demand) ที่มีสูงกว่า ด้วยความต้องการเงิน (Demand) ที่มากกว่าปริมาณเงินในระบบ (Supply) จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาด

เมื่อ Repo ดีด Fed จึงต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อดึง Repo rate ลง

การที่จะลดอัตราดอกเบี้ยแบบข้ามคืน (Overnight) ในสถานการณ์นั้น จะต้องเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบ ทาง Fed จึงเพิ่มปริมาณเงินผ่านตลาด Repo ซึ่งก็คือตลาดปล่อยกู้ในระยะสั้นเพื่อนำเงินเข้าสู่ระบบ โดยเลือกเพิ่มเงินทั้งกับ Repo ข้ามคืน (Overnight) และ เป็นช่วงระยะเวลา (Term) ซึ่งหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ย Repo ก็ลดลงสู่ระดับเดิม

 

จากภาพด้านบนจะสังเกตได้ว่าในส่วนของ Liquidity facilities ที่มี Repo เป็นส่วนหนึ่งในนั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับ Balance sheet ที่เพิ่มขึ้น หรือถ้าจะเปรียบเทียบอย่างง่ายการทำ Repo ก็ไม่ต่างอะไรกับการ QE หรือการอัดฉีดเงินเข้าระบบนั่นเอง

Fed อัด Repo หรือ QE ไปเท่าไหร่? ตอนไหน?

 

ในส่วนของการทำ Repo แบบมี Term กำหนดเงื่อนไขระยะเวลา จะเห็นได้ว่าในช่วงกลางเดือนธันวาคม ทาง FED มีการทำ Repo ในปริมาณที่เพิ่มอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะสังเกตได้จากรูปทางซ้ายมือ

ในขณะเดียวกันการทำ Repo แบบ overnight rate ข้ามคืน ก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงต้นเดือนมกราคมซึ่งจะสังเกตได้จากรูปทางด้านขวา

ตลาดดีดตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาการทำ Repo!!

หากเทียบกับข้อมูลก่อนหน้าที่มีการทำ Repo ในช่วงเดือนธันวาคมและต้นเดือนมกราคม จะสังเกตได้ว่าเป็นเวลาเดียวกับที่ดัชนี S&P 500 มีการดีดตัวขึ้น ซึ่งสอดคล้องกันและสื่อเป็นนัยยะว่าการทำ Repo อาจจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ สำหรับการดีดตัวของตลาดรอบนี้

การทำ Repo หรือ QE นั้นมีแนวโน้มในปริมาณที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ

ในเมื่อการทำ Repo คือการซื้อคืน US Treasuries เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบ จากภาพได้บนจะเห็นได้ว่า ปริมาณ Repo ในระบบและ US Treasuries เพิ่มขึ้นสอดคล้องซึ่งกันและกัน เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่า Fed น่าจะมีการทำ Repo เพิ่มขึ้นจริงๆ

Fed ยังไม่หยุดแค่นี้? หรืออยากหยุดแต่หยุดไม่ได้?

จากกำหนดการมีความเป็นไปได้ว่า Fed จะมีการทำ Repo ต่ออย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบ term และ overnight เป็นที่น่าสงสัยว่าตลาดหุ้นจะดันขึ้นไปได้อีกไหมหลังทำจุดสูงสุดใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้นยังมีอีกข้อสงสัยว่าตลาดได้เสพติดการอัดเงินเข้าระบบโดยการ Repo ไปแล้วหรือเปล่า? ทาง Fed จะหยุดทำ Repo เมื่อไร? ตลาดจะปรับตัวลงมาไหมหลังจากหยุดทำ? ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามองในช่วงนี้ เพราะทั้งหมดที่ Fed ทำนั้นเหมือนกับว่าทางธนาคารพาณิชย์อาจจะไม่รอดแล้วหรือเปล่าจนถึงขนาดให้ทาง Fed เข้ามาช่วยอุ้ม

 

 

“MONO” ปลดพนักงาน 200 คน ร่อนหนังสือแจง ยุติธุรกิจไม่ทำกำไร ลดค่าใช้จ่าย 30%

FINNOMENA Reporter

หลังปลายสัปดาห์ก่อน “โมโน กรุ๊ป” มีกระแสปลดพนักงานลอตใหญ่กว่า 200 คน ล่าสุดฝ่ายประชาสัมพันธ์ โมโนกรุ๊ป ส่งจดหมายชี้แจงถึง กรณีการเลิกจ้างพนักงานเครือ โมโน กรุ๊ป

  • โดยบริษัทฯ ได้ตัดสินใจที่จะมุ่งเน้นธุรกิจที่ทำกำไร ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ MONO29 บริการวีดีโอออนดีมาน MONOMAX และการจัดงานอีเวนต์ต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมการตลาดออนไลน์
  • ซึ่งจะหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร หรือ ธุรกิจที่สภาพการแข่งขันเปลี่ยนไป ได้แก่ สิ่งพิมพ์ ธุรกิจจองห้องพักออนไลน์ และ mobile value added services (MVAS) เป็นเหตุให้เกิดการปรับลดจำนวนพนักงานในครั้งนี้
  • นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังควบคุมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ (operation expense) ลงประมาณ 20-30% ขณะเดียวกันปีนี้ มีแผนปรับราคาขายโฆษณาช่องโมโน29 ในช่วง prime time package จากราคา 150,000 บาท เป็น 300,000 บาท

ที่มา : https://www.prachachat.net/marketing/news-412911

สัปดาห์แห่งข้อตกลงทางการค้า สหรัฐฯ – จีน ใครได้ ใครเสีย!? – FINNOMENA Weekly Market Insight

FINNOMENA Investment Team

อ่าน FINNOMENA Weekly Market Insight ฉบับเต็ม พร้อมกองทุนแนะนำประจำสัปดาห์ได้ที่ : https://finno.me/WeeklyInsight

กองทุนแนะนำประจำสัปดาห์

สหรัฐอเมริกา – แนะนำสามารถเข้าลงทุนได้ กองทุนแนะนำ TMBGQG

ไทย – แนะนำคงสัดส่วนการลงทุน กองทุนแนะนำ TSF

REITs ไทย – แนะนำยังสามารถลงทุนต่อได้ กองทุนแนะนำ LHTPROP

Aisa ex Japan – แนะนำสามารถเข้าลงทุนได้ กองทุนแนะนำ Principal APDI

GOLD ทองคำ – แนะนำคงสัดส่วนการลงทุน กองทุนแนะนำ TMBGOLDS

สรุป FINNOMENA Weekly Market Insight 20 – 24 ม.ค. 2563

ตอน “สัปดาห์แห่งข้อตกลงทางการค้า สหรัฐฯ – จีน ใครได้ ใครเสีย!?”

ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง รับการลงนามการเจรจาการค้าเฟส 1 ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ประกอบกับการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสำคัญที่ประกาศออกมาขยายตัวได้ดีกว่าคาด สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ

สัปดาห์นี้มีกำหนดการประชุมของธนาคารกลางสำคัญๆอย่างยุโรป ญี่ปุ่น และจีนซึ่งถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม เพื่อจับตาดูการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังสงครามการค้าคลี่คลาย ส่งผลให้คาดการณ์ว่าการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น จะขึ้นอยู่กับการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนสำคัญๆ เป็นหลัก

——————————

ติดตามบทความ FINNOMENA Weekly Market Insight

ทุกสัปดาห์ได้ที่ LINE ID : @FINNOMENA

หรือ FINNOMENA YOUTUBE : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-eAO-7uCAPL3qdafeXYhu7f

Pinduoduo: E-commerce ที่เกิดจากการเอา Disneyland มาผสมกับ Makro

13055
(เงินล้าน) Pinduoduo: E-commerce ที่เกิดจากการเอา Disneyland มาผสมกับ Makro

ตอนนี้ E-commerce หรือ Shopping Online กำลังโตมากทั่วโลก และประเทศหนึ่งที่โตมากๆ ก็คือประเทศจีน แต่เรารู้กันไหมว่า E-commerce ในประเทศจีนมีอะไรกันบ้างครับ ???

Tmall / Taobao / AliExpress / JD.com

บางคนอาจจะตอบ Shopee ด้วยเพราะเป็นของ Tencent ซึ่งนั่นก็ถูกต้องทั้งหมดครับ แต่จริงๆ แล้ว E-commerce ในจีนมีจนนับไม่หวาดไม่ไหว

(เงินล้าน) Pinduoduo: E-commerce ที่เกิดจากการเอา Disneyland มาผสมกับ Makro

ที่มา: web2asia

แต่รู้ไหมครับว่าคำตอบในนี้ไม่มีชื่อของ E-commerce อันดับ 2 ของประเทศจีนเลย

อันดับ 1 คือ Taobao ของ Alibaba แล้วอันดับที่ 2 ล่ะคือใคร ???

บางคนอาจจะคิดว่าก็ JD.com อย่างไรล่ะ แต่คำตอบคือไม่ใช่ครับ

JD.com เป็นอันดับที่ 2 นั้นเป็นอดีตไปแล้ว

อันดับที่ 2 ก็คือ Pinduoduo (PDD) หรือพินตั๋วตั๋วนั่นเอง (ขออภัยถ้าผมออกสำเนียงผิด) ซึ่งทั้ง active user และ GMV (Gross Merchandise Volume) หรือมูลค่าสินค้าที่ขายได้ เกิน JD.com ไปเรียบร้อยแล้ว

GMV ของ PDD อยู่ที่ 840,000 ล้านหยวน (เกือบๆ 4 ล้านล้านบาท)ใน 4 ไตรมาสย้อนหลัง ในขณะที่ JD.com ไม่ได้ประกาศตัวเลข GMV รายไตรมาส แต่ปิดปี 2018 GMV ของ JD.com อยู่ที่ 514,000 ล้านหยวน ซึ่งด้วยการเติบโตที่มหาศาลของ PDD ทำให้คาดการณ์ว่า GMV ของ PDD น่าจะแซง JD.com ขึ้นเป็นที่ 2 ไปแล้ว

PDD มี active buyer 483 ล้านคน ในขณะที่ JD.com มี active buyer 321 ล้านคน (ข้อมูลในเดือนมิถุนายน 2019) เรียกว่า PDD ขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของจีนอย่างสมบูรณ์แบบ

แล้ว PDD คือใครกัน ???

ทำไมถึงมาเบียดแย่งที่ 2 จากสงครามของยักษ์ใหญ่ E-commerce เหล่านี้ได้ และหุ้น PDD มีความสนใจมากน้อยแค่ไหน ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ

ผู้ก่อตั้ง PDD คือ Colin Huang หรือหวงเจิง

หวงเจิงเกิดที่เมืองหางโจว เมืองเดียวกับ Jack Ma เสียด้วย

หวงเจิงเคยทำงานกับ Google มาก่อนและลาออกออกมาทำ Startup ของตัวเอง

(เงินล้าน) Pinduoduo: E-commerce ที่เกิดจากการเอา Disneyland มาผสมกับ Makro

Source: Biznews

PDD นั่นเพิ่งก่อตั้งในปี 2015 นี้เอง ใช้เวลาเพียง 3 ปีในการเข้าตลาดหุ้น NASDAQ ด้วยมูลค่าถึง 20,000 ล้านเหรียญ (ก็คือเป็นโคตร Unicorn ตั้งแต่ก่อนเข้าตลาดแล้ว) และใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้นในการก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของจีน

ท่ามกลางสงครามการค้าที่ดุเดือดในกลุ่ม E-commerce หวงเจิงก็คิดว่าเราจะขายของ E-commerce อย่างไรให้แตกต่างดี

คำตอบเลยออกมาเป็น “ขายของถูกมาก  ให้คนจนมาก”

Alibaba หรือ JD.com เลือกที่จะขายของให้คนชั้นกลางหรือบน พวกเขาก็เปรียบเสมือนห้างสะดวกซื้อหรือ 7-11

PDD เลยเลือกจับตลาดคนขั้นล่าง (คนจนมาก) ซึ่งมีสัดส่วนถึง 65% ของประเทศจีน !!! ในขณะที่ตลาดที่ Alibaba แข่งกับ JD.com นั้นมีสัดส่วนเพียง 35% เท่านั้น

แต่นอกจากไอเดียขายของให้ถูกแล้วอีกกลยุทธ์นึงของ PDD ก็คือขายของให้สนุกด้วย หวงเจิงบอกว่า PDD ของเค้านั้นเปรียบเสมือน Costco + Disney (Costco คือร้านในสะดวกซื้อในอเมริกาที่ขายของถูกมาก  ก็คือเหมือน Makro บ้านเรานั่นเอง)

ทีนี้ถามว่าขายของให้ถูกและสนุกทำอย่างไร หวงเจิงบอกแบบนี้ครับ

1. Group Buy

จะซื้อของให้ถูกก็ต้องขายแบบ Group Buy หรือขายส่งครับ ก็คือซื้อเป็น pack ถูกกว่านั่นเอง โดยกลยุทธ์ของ PDD คือถ้าชวนเพื่อนมาซื้อของรวมกันได้ ก็จะได้ของในราคาที่ถูกลง

(เงินล้าน) Pinduoduo: E-commerce ที่เกิดจากการเอา Disneyland มาผสมกับ Makro

ที่มา: chinaskinny

อย่างในรูปคือถ้าซื้อคนเดียวจะได้ราคา 89 หยวน ในขณะที่ถ้าซื้อแบบ Group Buy จะได้ราคา 68 หยวน ประหยัดไปถึง 24% เลยทีเดียว ซึ่งราคาเฉลี่ยของสินค้าของ PDD อยู่ที่ราวๆ 30-50 หยวน ในขณะที่ราคาสินค้าเฉลี่ยของ Alibaba อยู่ที่ 214 หยวน ส่วน JD.com อยู่ที่ 417 หบวน

2. เป็น Social E-commerce อย่างแท้จริง

PDD ถูก back up โดย tencent (บริษัทใหญ่ๆ ในจีนถ้าไม่ back up โดย tencent ก็มักจะต้อง back up โดย Alibaba) ทำให้ PDD สามารถใช้งานร่วมกับ wechat หรือ QQ ได้ เมื่อ PDD ไปอยู่ใน platform ที่ใหญ่ ก็ทำให้เกิดเป็น social E-commerce ที่ทรงประสิทธิภาพได้

3. ความสนุก

อย่างที่หวงเจิงบอกว่า PDD คือ Costco กับ Disneyland รวมกัน ดังนั้นความสนุกจึงเป็นลักษณะอีกอย่างนึงที่ Alibaba และ JD.com ไม่ได้ใส่เข้ามา PDD ใส่เกมเข้ามา เพื่อให้ผู้เล่นเล่นเพื่อเอาคูปอง, free gift หรือสุ่มกาชา (เกลือกันมั่งไหมหว่า) แบบในรูปที่

(เงินล้าน) Pinduoduo: E-commerce ที่เกิดจากการเอา Disneyland มาผสมกับ Makro

ที่มา: chinaskinny

ทีนี้มาลองดูงบ PDD กันบ้าง

งบปี 2016 : มีรายได้เพียง 504 ล้านหยวน ขาดทุนไป 297 ล้านหยวน

งบปี 2017 : มีรายได้ 1,744 ล้านหยวน ขาดทุนไป 525 ล้านหยวน

งบปี 2018 : มีรายได้ถึง 13,119 ล้านหยวน (รายได้โตจากปีที่แล้วถึง 7.5 เท่า !!!) แต่ก็ขาดทุนไป 10,297 ล้านหยวน

งบ 9 เดือนปี 2019 : มีรายได้ 19,349 ล้านหยวน ขาดทุนไป 5,215 ล้านหยวน

แม้ว่า PDD มีรายได้เติบโตสูงมหาศาล แต่ก็ยังขาดทุนมหาศาลตามฉบับ Startup เช่นกัน ถึงอย่างนั้นราคาหุ้นก็พุ่งจากตอน IPO ที่ 19 USD มาอยู่ที่ 39 USD หรือเพิ่มมาเท่าหนึ่งในเวลา 2 ปีกว่าๆ แม้ช่วงหลังๆ ราคาจะไม่ค่อยขึ้นมาเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

(เงินล้าน) Pinduoduo: E-commerce ที่เกิดจากการเอา Disneyland มาผสมกับ Makro

ที่มา: Google

แต่การขายของถูกมาก ให้คนจนมาก ก็ย่อมมีปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า ซึ่งก็นั่นก็เป็นปัญหาที่ PDD ต้องตามแก้กันต่อไป นี่แหละครับ แม้ในสงคราม e-commerce ที่ดุเดือด ก็ยังช่องว่างให้ PDD เข้าไป น่าสนใจดีนะครับ ว่าธุรกิจโมเดลแบบนี้จะมีประเทศไหนลองเอาไปใช้อีกบ้างไหม

13055

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.chinaskinny.com/blog/pinduoduo/
https://www.scmp.com/tech/e-commerce/article/3033965/pinduoduo-founder-huang-says-e-commerce-player-has-surpassed-jdcom
http://investor.pinduoduo.com/financial-information/quarterly-results

เปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA ​รับรางวัลขวัญถุง 100 บาท

FINNOMENA Admin
FINNOMENA PROMOTION

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่

FINNOMENA PROMOTION

หมดเขตโปรโมชั่นใน

วัน
ชม.
นาที

รับรางวัลขวัญถุง หน่วยลงทุนมูลค่า 100 บาท เมื่อเปิดบัญชีลงทุนครั้งแรก

เพียงเปิดบัญชีลงทุนพร้อมใส่รหัส #FUND100 ในช่อง Referral Code ในขั้นตอนการเปิดบัญชี รับของรางวัลขวัญถุง (หน่วยลงทุน TMBUSB มูลค่า 100 บาท) ฟรี!

ขั้นตอนที่ 1 เปิดบัญชีลงทุน
เปิดบัญชีลงทุนพร้อมใส่รหัส #FUND100 ในช่อง Referral Code จากนั้นสมัครหักบัญชีธนาคารอัตโนมัติ ATS ให้เรียบร้อย (ถ้ามีผู้แนะนำการลงทุนดูแลอยู่ ใส่รหัสผู้ดูแลตามด้วย #FUND100 ไม่ต้องเว้นวรรค)
ขั้นตอนที่ 2
รับรางวัล
รับของรางวัลขวัญถุง (หน่วยลงทุน TMBUSB มูลค่า 100 บาท)

FINNOMENA ชวนคนไทยลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม โปรโมชั่นสุดพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.  – 29 ก.พ. 63

*ผู้รับสิทธิ์จะต้องได้รับการยืนยันเลขผู้ถือหน่วยลงทุนจาก FINNOMENA  และการอนุมัติตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ เรียบร้อย

เปิดบัญชีลงทุนกับ FINNOMENA

รับรางวัลขวัญถุง 100 บาท

เพียงใส่รหัส #FUND100 ใน Referral Code

ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่ 20 ม.ค. - 29 ก.พ. 63

รับรางวัลขวัญถุงพร้อมกัน (หน่วยลงทุน TMBUSB มูลค่า 100 บาท) ในวันที่ 16 มี.ค. 63 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

วันวานกับวันนี้

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
วันวานกับวันนี้

บางทีอาจจะเป็นเพราะผมแก่ตัวลงทำให้ชอบมองย้อนหลังและเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันในทุกเรื่องทุกประเด็นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องที่ผมคิดว่าเป็น “แนวโน้ม” ใหญ่ หรือเป็นกระแสที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวทางเดียว ไม่ใช่เรื่องที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นกลับไปมาหรือขึ้นลงเป็นแฟชั่น ในบทความนี้ผมคงพูดเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเป็นหลักและก็จะเป็นเรื่องที่มาจากความเข้าใจและความรู้สึกที่เก็บสะสมมาต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ได้อ้างอิงตัวเลขแบบวิชาการ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าตัวเลขจริงก็คงไม่ผิดไปมากจนทำให้ข้อสรุปนั้นมีความผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องแรกก็คือการเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งในอดีตนั้นเราเคยโตเร็วมาก ช่วงเวลาส่วนใหญ่เราเคยโตประมาณ 7% ต่อปี บางช่วงสั้น ๆ เราเคยโตเกิน 10% และช่วงที่เราประสบ “ปัญหา” ทางเศรษฐกิจ เราก็โตประมาณ 5% แต่เดี๋ยวนี้ดูเหมือนว่าเราจะโตแค่ 3% ต่อปี หรือน้อยกว่านั้น นั่นเป็นตัวเลขคร่าว ๆ ผมจำได้ว่าในช่วงที่เศรษฐกิจโตเร็วนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความคึกคักมาก ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กนั้น แค่เห็นแสงไฟนีออนในยามค่ำคืนที่เยาวราชและต่อมาแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่เป็นแหล่งของ “คนกลางคืน” มันก็บอกได้ถึงความเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเต็มถนน การผุดขึ้นของคอนโดมิเนียม การเติบโตของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และแม้แต่ร้านอาหารจีนหรืออาหารทะเลที่แสนแพงต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคนรวยขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น ตรงกันข้าม ในระยะหลังหรือวันนี้ ผมก็เริ่มเห็นสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจกำลังหงอยเหงาลง ภัตตาคารหรูหลาย ๆ แห่งที่ผมเคยไปกินต่อเนื่องมาเป็นสิบ ๆ ปี ค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลง จริงอยู่ การเปลี่ยนพฤติกรรมของการกินก็คงมีส่วนบ้าง แต่ผลจากภาวะเศรษฐกิจน่าจะมากกว่า

ตลาดหุ้นเมื่อวันวานกับวันนี้นั้น ผมคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร สิ่งที่ชัดเจนก็คือการลดลงของนักลงทุนส่วนบุคคลที่ซื้อขายหุ้นลงทุนเองในตลาดนั้น หลังจากที่ Peak หรือขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงประมาณ 6-7 ปีมาแล้ว บัดนี้ดูเหมือนว่าจะลดลงไปมาก จากตัวเลขปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันประมาณ 70-75% ในช่วงต้น ๆ ของการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ และสูงเกิน 50% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดมานานมาก เดี๋ยวนี้เหลือแค่ประมาณ 30-40% โดยที่นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อขายกันประมาณ 25-35% ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงวันนี้ ผู้เล่นใหม่ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือนักลงทุนสถาบันที่ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 15% จากที่มีบทบาทน้อยมากในอดีต

ปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวเล็กเทียบกับขนาดหรือ Market Cap. นั้นสูงมากในอดีตซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนส่วนบุคคลในตลาดหุ้นที่มักเป็นรายย่อยนั้นเป็น “นักเก็งกำไร” ที่ซื้อขายหุ้นเพราะหวังส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น ในช่วงที่การเก็งกำไรสูงสุดประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น การเห็นหุ้นตัวเล็กหรือกลาง-เล็ก ติดอันดับ 1 ใน 10 ของหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุดจำนวนหลายตัวเกือบทุกวันเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันนี้หุ้นตัวเล็กหรือกลาง-เล็กแทบไม่เคยติดอันดับเลย นักเก็งกำไรเองนั้นก็ยังคงอยู่ แต่ก็มีน้อยลงอานิสงค์จากการที่หุ้นตัวเล็กมีราคาตกลงไปมากซึ่งทำให้นักเล่นหุ้นหายไปจากตลาดไม่น้อย นักลงทุนส่วนบุคคล “รายใหญ่” หลายคนผันตัวเองไปเล่นเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องมือหรือตราสารทางการเงินที่สามารถ “ขยายผลของราคาโดยการกู้” เช่น บล็อกเทรด มาเล่นแทนการเล่นหุ้นขนาดเล็ก

ในอดีตนั้น หุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงมาก ราคาขึ้นไปเป็นหลายเท่าตัวในเวลาไม่นานมักจะมีแต่หุ้นขนาดเล็กหรือกลาง-เล็ก สาเหตุมักจะมาจากการที่บริษัทมีการเติบโตของผลประกอบการที่โดดเด่นซึ่งทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรโดยการเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมากจนหุ้นถูก “Corner” ปริมาณ Free Float ที่มีน้อยทำให้หุ้นสามารถถูกกำหนดโดย “เจ้ามือ” ที่มักเป็นนักลงทุนรายใหญ่เมื่อเทียบกับนักลงทุนรายย่อยอื่น ๆ แต่เดี๋ยวนี้หุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่มี Free Float คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมดไม่มากก็สามารถถูกต้อนเข้ามุมเหมือนกัน เหตุผลก็คือ นักลงทุนสถาบันที่มีเม็ดเงินจำนวนมากได้เข้ามาเล่นในเกมนี้ด้วย ก่อนหน้านี้อาจจะเล่นในหุ้นขนาดกลางหรือกลาง-เล็ก เวลานี้หุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการเติบโตเร็วก็วิ่งเร็วได้จนไม่น่าเชื่อเหมือนกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ นักลงทุนสถาบันบางแห่งเริ่มเข้ามาทำตัวเหมือนนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ในตลาด

ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่อดีตนั้น เราไม่เคยขาด “เซียนหุ้นรายใหญ่” ที่เป็นบุคคลธรรมดา ตั้งแต่จำความได้ เรามี “ขาใหญ่” ในตลาดหุ้นตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ ๆ ในช่วงแรก ๆ ก็มีไม่กี่คน พวกเขามีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นบางตัวในบางเวลามาตลอดและมักจะเป็นที่รู้กันในวงการ บางครั้งมีถึงขนาดจะไปเทคโอเวอร์แบ้งค์ขนาดใหญ่ แน่นอน ในบางช่วงเวลาโดยเฉพาะในยามที่ตลาดประสบกับวิกฤติพวกเขาก็มักจะห่างหายไปบ้าง แต่เมื่อตลาดหุ้นคึกคักขึ้นก็จะกลับมาใหม่ ขาใหญ่นั้น หลายคนก็หายไปจากตลาดเมื่อเวลาผ่านไปแต่หลายคนก็ยังคงอยู่และใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามตลาดหลักทรัพย์ที่โตขึ้น ชื่อของพวกเขานั้นทุกคนในตลาดต่างก็รู้จักดีเพราะอยู่มานานเป็นสิบ ๆ ปี

แต่คนอาจจะไม่รู้ว่าในวันนี้ ขาใหญ่หรือเซียนหุ้นรายใหม่นั้นเกิดขึ้นไม่น้อยโดยที่หลายคนนั้นไม่เป็นที่รู้จักของคนในสังคม พวกเขาเพิ่งเติบโตขึ้นมา ส่วนใหญ่อาจจะไม่เกิน 10 ปีด้วยซ้ำ แต่ขนาดของเม็ดเงินและความสามารถที่จะขับเคลื่อนหุ้นนั้นมหาศาล ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกล้าได้กล้าเสียกว่าในการที่จะ Leverage หรือกู้เงินขยายผลการลงทุนเป็นหลาย ๆ เท่าตัว อิทธิพลของนักลงทุนรายใหญ่รุ่นใหม่นั้นน่าจะแซงเซียนหุ้นรุ่นเก่าไปแล้ว ในขณะที่เซียนหุ้นรุ่นเก่านั้นก็กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุและอาจจะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปจากตลาดในไม่ช้า

สมัยก่อน คือช่วงตั้งแต่เปิดตลาดหุ้นถึงปีวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 เป็นเวลา 22 ปี นั้น คนที่ “ลงทุนในตลาดหุ้น” นั้น แทบจะเรียกว่าไม่มี มีแต่คน “เล่นหุ้น” ที่เป็น “รายใหญ่” หน่อยก็มักเป็นคนทำธุรกิจที่ชอบเก็งกำไรและมีเงินมากหน่อยก็จะเข้ามาเล่นหาเงินจากตลาดหุ้น นักลงทุนที่เหลือก็คือนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยที่มักจะเป็นแม่บ้านหรือคนที่ชอบเก็งกำไรหรือเล่นการพนัน คนที่เป็นพนักงานบริษัทที่จะเล่นหุ้นนั้นจะมีก็แต่คนที่อยู่ในวงการการเงินและหลักทรัพย์ การเล่นหุ้นนั้นมักจะอาศัยข่าวสารข้อมูลที่เป็นเรื่องของภาพใหญ่และเหตุการณ์และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ “ข้อมูลภายใน” เกี่ยวกับผลประกอบการและการเข้ามาเล่นของนักลงทุนรายใหญ่ที่มีอิทธิพลขับเคลื่อนราคาหุ้นได้

หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของแนวความคิดการลงทุนแบบ VI มาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลาประมาณ 20 ปี กลุ่มของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปมาก นักลงทุนส่วนบุคคลกลายเป็นคนกินเงินเดือนหรือคนทำงานส่วนตัวที่มีรายได้และการศึกษาสูง นักลงทุนสถาบันเกิดขึ้นมากมายอานิสงส์จากการส่งเสริมของภาครัฐที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนหุ้นระยะยาว กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนประกันสังคม และกองทุนต่าง ๆ สารพัด นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์และสังคมที่คนไทยต่างก็มีลูกน้อยลงมากหรือไม่มีเลยทำให้ต้องลงทุนเพื่อการเกษียณของตนเองแทนที่จะหวังพึ่งพาลูก ทั้งหมดนี้ทำให้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้คิดว่าหุ้นเป็นเรื่องของการพนันแต่เป็นการลงทุน “เพื่อชีวิต” การลงทุนในตลาดหุ้นเองนั้นไม่ได้แตกต่างจากการลงทุนในธุรกิจ และดังนั้น การวิเคราะห์และศึกษาข้อมูลของบริษัทเพื่อที่จะใช้เลือกหุ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งหมดนี้ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นกิจกรรมที่สำคัญระดับชาติ ตลาดหลักทรัพย์กลายเป็น “เสาหลัก” ที่สำคัญไม่แพ้สถาบันหลักอื่น ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

กล่าวโดยสรุปทั้งหมดก็คือ เศรษฐกิจในอดีตของเราก้าวหน้าเร็วมากแต่กำลังชะลอลงอย่างแรงในวันนี้ ส่วนตลาดหุ้นของเราก็เช่นกัน มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรงมั่นคงมีมาตรฐานดีขึ้นมากมานาน แต่การเติบโตของหุ้นที่ค่อนข้างนิ่งมานานถึง 6-7 ปี รวมถึงการลดลงของการสนับสนุนจากภาครัฐในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็อาจจะทำให้ตลาดหงอยลงได้เช่นกัน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/01/20/2266

RSI คืออะไร? สัญญาณซื้อขายที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้!! แน่ใจจริงหรือ? ว่าคุณใช้ถูกแล้ว?

Mr. Serotonin
(เงินล้าน) RSI คืออะไร? สัญญาณซื้อขายที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้!! แน่ใจจริงหรือ? ว่าคุณใช้ถูกแล้ว?

RSI คืออะไร

RSI เป็นเครื่องมือชี้วัดทางเทคนิคประเภท Momentum ใช้สำหรับวัดการแกว่งตัวของราคาว่ามีภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ การขายมากเกินไป (Oversold) โดยมีค่าตั้งแต่ 0-100 

โดยค่ามาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปนั้นจะอยู่ที่ 30 และ 70 โดยหาก RSI อยู่ในระดับที่ตํ่ากว่า 30 จะถือว่าราคาอยู่ในภาวะ “ขายมากเกินไป” (Oversold) และหากมากกว่า 70 จะถือว่าราคาอยู่ในภาวะ “ซื้อมากเกินไป” (Overbought)

แล้วภาวะ “ซื้อมากเกินไป” และ “ขายมากเกินไป” คืออะไร?

ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought)

ภาวะ “ซื้อมากเกินไป” หรือ Overbought คือ การที่ราคาพุ่งไปสูงมากๆ จนอาจจะไม่มีคนซื้อต่อ เพราะ คนเริ่มรู้สึกว่าหากซื้อที่ราคานั้นตนจะขายของไม่ออกนั่นเอง

ตัวอย่างก็เช่น การซื้อสินค้าแบรนด์เนมรุ่น limited หายากมาขายเก็งกำไร หากเราซื้อตอนเปิดตัวเราอาจจะได้ราคาตั้งต้น ณ ตอนนั้น แต่หากเวลาผ่านไปคนเริ่มหาของชิ้นนั้นได้ยากราคาจึงเพิ่มขึ้น โดยเราอาจจะขายต่อ ณ จุดนั้น แต่ในขณะเดียวกันคนที่ซื้อต่อเราไปหากนำไปขายต่อก็มีแนวโน้มจะไปขายต่อในราคาที่แพงขึ้นเช่นกัน เพราะซื้อมาในราคาที่แพงกว่าบวกกับการที่สินค้าเป็นของหายาก และด้วยราคาที่แพงขึ้นก็อาจจะทำให้ขายได้ยากขึ้นเช่นกัน

ภาวะขายมากเกินไป (Oversold)

ภาวะ “ขายมากเกินไป” หรือ Oversold คือ การที่ราคาลดลงมากๆ หรือมีแรงขายจำนวนมากจนราคาเริ่มถูก จนทำให้ผู้ที่ต้องการซื้ออยากซื้อ หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราแห่เข้าไปซื้อสินค้าอย่างของกิน ของใช้ ในช่วงที่มีโปรโมชั่นหรือการลดราคา มาตุนไว้ใช้ในภายภาคหน้า

RSI ใช้ยังไง?

วิธีใช้งานอย่างง่าย

“น้อยกว่า 30 คือ Oversold ให้ [ซื้อ]”

“มากกว่า 70 คือ Overbought ให้ [ขาย]”

แค่นี้ครับ… สิ่งที่ควรเข้าใจ แต่ในตลาดจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการซื้อขายหุ้นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์

วิธีใช้งานแบบ advance หรือวิธีที่ควรทำควบคู่กับการใช้ RSI

วิธีที่ 1: ใช้บ่งบอกสัญญาณในการ Breakout

ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวผมมองว่า RSI สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเข้าซื้อ ในระหว่างที่กราฟเกิดการสะสมของราคาแบบไร้ทิศทางหรือ sideway เป็นรูปแบบ price pattern ต่างๆ ได้ดีตัวหนึ่ง

จากภาพจะเห็นได้ว่าราคามีการทำ sideway แบบไร้ทิศทาง โดย RSI ก็แสดงเป็นลักษณะ sideway เช่นเดียวกัน โดยเป็นในรูปแบบของ Double Bottom ดังนั้นเราอาจจะตีเส้นเป็นแนวต้านใน RSI และหลังจากเส้น RSI อยู่เหนือแนวต้านที่เราตี ในขณะที่แท่งเทียนด้านบนปิดตัวพอดีเราอาจจะลองเข้าซื้อดู

วิธีที่ 2: ใช้บ่งบอกการกลับตัวของแนวโน้ม

ในส่วนนี้จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ Bullish divergence และ Bearish convergence

ส่วนที่ 1: Bullish divergence

Bullish divergence คือการที่การเคลื่อนที่ของราคาในกราฟขัดแย้ง กับ การเคลื่อนที่ของ RSI บ่งบอกถึงโอกาสในการกลับตัวของราคา “ลง” โดยจะเกิดในแนวโน้มขาขึ้น 

จากภาพจะเห็นได้ว่าในกราฟมีการทำแนวโน้มขาขึ้น โดยเกิด lower high และ higher high ตามลำดับ แต่ในทางกลับกัน RSI กลับทำ low และ higher low ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลงและเป็นการขัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกราฟอย่างสิ้นเชิง

หลังจากนั้นจะสังเกตได้ว่ากราฟได้ลดตัวลงมาพอประมาณหลังจากเกิดสัญญาณ Bullish divergence ซึ่งหากเกิดสัญญาณนี้เราแนะนำให้ขาย

ส่วนที่ 2: Bearish convergence

Bearish convergence คือการที่การเคลื่อนที่ของราคาในกราฟขัดแย้ง กับ การเคลื่อนที่ของ RSI บ่งบอกถึงโอกาสในการกลับตัวของราคา “ขึ้น” โดยจะเกิดในแนวโน้มขาลง หรือ สรุปง่ายๆ คือความเข้าใจตรงกันข้ามกับ Buliish divergence นั่นเอง 

จากภาพแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มในกราฟเป็นแนวโน้มขาลงมีการทำ higher low และ lower low ตามลำดับ โดยในขณะที่ RSI มีการทำแนวโน้มขาขึ้นเป็น high และ lower high ซึ่งขัดแย้งกับกราฟ ในกรณีนี้เราแนะนำให้ “ซื้อ” เพราะ มีความเป็นไปได้ว่าราคาจะกลับตัวขึ้น

เกร็ดเล็กน้อย

จากประสบการณ์ส่วนตัวควรให้กราฟกับตัว RSI วิ่งไปในทางตรงกันข้ามอย่างแท้จริง ไม่ใช่วิ่งไปในทางเดียวกันเล็กน้อยแล้วมั่นใจว่าเกิด Bullish divergence หรือ Bearish convergence เพราะ บางทีตัว RSI อาจจะแค่พักตามแนวโน้มเฉยๆ ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ในการดูพอประมาณ

อ่านแล้วคันมืออยากลองตีกราฟ กดได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างเลย ฟรี!!
https://www.finnomena.com/stock/setindex

วิธีที่ 3: ใช้บ่งบอกจุดเข้าซื้อระหว่างแนวโน้ม

หลายๆ ครั้งที่หากแนวโน้มรันเทรนด์ไปแล้วเราไม่รู้จะเข้าซื้อในจังหวะไหนดี หรือกลัวว่าซื้อไปแล้วราคาที่เราซื้อจะแพงไปหรือติดดอย RSI เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ใช้บอกจุดเข้าได้ โดยที่ระดับตํ่ากวํ่า 30 เราอาจจะเข้าซื้อ โดยมีขั้นตอนดังนี้

3.1) ภาพรวมแนวโน้ม

ควรเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนดังภาพก่อนโดยดังภาพมีการเกิด high, lower high และ new high ตามลำดับซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มขาขึ้น

3.2) เข้าซื้อตามสัญญาณ RSI

หลังจากนั้นที่จุดเข้าซื้อจะสังเกตได้ว่า RSI อยู่ที่ระดับตํ่ากว่า 30 โดยเราก็เข้าซื้อได้เลย

ข้อควรระวัง

  1. ควรสังเกตให้ชัดเจนว่ามีสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน จึงเข้าซื้อตาม RSI 
  2. เคส 30 ในระหว่างแนวโน้ม เป็นเคสที่เกิดขึ้นยากพอสมควร เพราะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระดับราวๆ 50 แต่อย่างไรก็ตามในความเห็นส่วนตัวหากตํ่ากว่า 30 และเกิดระหว่างแนวโน้ม ถือว่าเป็นจุดเข้าซื้อที่เชื่อถือได้

สรุปและสิ่งที่ควรรู้

การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการบ่งบอกการซื้อขายถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะมีโอกาสผิดพลาดสูง โดยเราต้องใช้ความรู้ในด้านอื่นๆประกอบการตัดสินใจด้วย เช่น การเกิดแนวโน้ม รูปแบบราคา หรือรูปแบบแท่งเทียนต่างๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นการอ่านกราฟให้แม่นยำต้องเกิดจากประสบการณ์ลองผิดลองถูก สังเกตพฤติกรรมราคาของสินทรัพย์ที่ตนเทรดบ่อยๆ ดังนั้นการฝึกฝนเป็นสิ่งสำคัญ ผมเชื่อว่าหากเราพยายามทำสิ่งใดอย่างตั้งใจจริงแล้วไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ สุดท้ายนี้ผมขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเทรดครับ

อ่านแล้วคันมืออยากลองตีกราฟ กดได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างเลย ฟรี!!
https://www.finnomena.com/stock/setindex

Mr. Serotonin

Designing Your Life: คู่มือออกแบบชีวิตด้วย Design Thinking – Financial Book Podcast Ep5

FINNOMENA Podcast

Designing Your Life: คู่มือออกแบบชีวิตด้วย Design Thinking – Financial Book Podcast Ep5

ไม่ว่าคุณจะอยูในช่วงวัยใด ทำอาชีพอะไร กำลังไล่ตามความฝันหรือยังหลงทางไร้จุดหมาย หนังสือเล่มนี้คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณ ‘ออกแบบชีวิต’ ที่ปรารถนา โดยไม่มีคำว่า ‘สายเกินไป’

Financial Book Podcast รายการที่จะมานำเสนอไอเดีย มุมมอง แง่คิดต่างๆ จาก “หนังสือที่นักลงทุนควรอ่าน” ดำเนินรายการโดย พี่แบงค์ Mr.Messenger และ เพชร รตะ โพอุทัย


ติดตาม FINNOMENA PODCAST


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

เงื่อนไขโปรโมชั่น

  • ผู้รับสิทธิ์จะต้องไม่เคยเปิดบัญชีซี้อขายหน่วยลงทุนกับทาง FINNOMENA ก่อนวันที่ 20 ม.ค. 63
  • ผู้รับสิทธิ์จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมพร้อมทำรายการตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติเสร็จสมบูรณ์ (จะต้องได้รับการยืนยันเลขผู้ถือหน่วยลงทุนจาก FINNOMENA  และการอนุมัติตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติ  ATS เรียบร้อย ก่อนวันที่ 29 ก.พ. 63)
  • ผู้รับสิทธิ์จะต้องใส่รหัส #FUND100 ในช่อง Referral Code ในขั้นตอนการเปิดบัญชีเพื่อให้ครบเงื่อนไขในการรับของรางวัลตามโปรโมชั่น (หากคุณมีผู้แนะนำการลงทุนดูแลอยู่ ใส่รหัสผู้ดูแล ตามด้วย #FUND100 ไม่ต้องเว้นวรรค)
  • FINNOMENA จะดำเนินการจัดสรรหน่วยลงทุน TMBUSB ให้ผู้รับสิทธิ์ตามโปรโมชั่น โดยจะทำการวางคำสั่งซื้อหน่วยลงทุน TMBUSB ในบัญชีแผนลงทุนล่าสุด ของผู้รับสิทธิ์ หลังจากผู้รับสิทธิ์ดำเนินการตามเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว FINNOMENA จะทำการชำระราคาค่าซื้อให้โดยเรียงลำดับตามเวลาที่เปิดบัญชีสำเร็จของผู้รับสิทธิ์ ในวันที่ 16 มี.ค. 63  หากวันที่ 16 ของเดือนนั้นเป็นวันหยุด จะพิจารณาทำการชำระราคาค่าซื้อให้ในวันถัดไปที่เป็นวันทำการ
  • จำกัดสิทธิ์การได้รับของรางวัลขวัญถุงหน่วยลงทุน เฉพาะ 15,000 คนแรกเท่านั้น ที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน โดย FINNOMENA จะพิจารณาจากเวลาที่เปิดบัญชีสำเร็จ และมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขของโปรโมชั่นครบถ้วนโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น
  • ของรางวัลขวัญถุง ได้แก่ หน่วยลงทุน TMBUSB โดยการอ้างอิงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) ณ วันที่ทำรายการชำระราคาค่าซื้อ เพื่อจัดสรรให้กับผู้รับสิทธิ์เพื่อเป็นของรางวัล ดูข้อมูลและ Fund Fact Sheet กองทุน TMBUSB
  • ในการเข้าร่วมโปรโมชั่นนี้ ผู้รับสิทธิ์ทราบว่าของรางวัลเป็นหน่วยลงทุน TMBUSB และผู้รับสิทธิได้ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนตามข้อมูล Fund Fact Sheet ของหน่วยลงทุน TMBUSB ดูข้อมูลและ Fund Fact Sheet กองทุน TMBUSB
  • ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขและข้อตกลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีใด ๆ การตัดสินใจหรือการดำเนินการของ FINNOMENA ถือเป็นที่สิ้นสุด