แจ้งเตือน

วันวานกับวันนี้

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
วันวานกับวันนี้

บางทีอาจจะเป็นเพราะผมแก่ตัวลงทำให้ชอบมองย้อนหลังและเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันในทุกเรื่องทุกประเด็นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องที่ผมคิดว่าเป็น “แนวโน้ม” ใหญ่ หรือเป็นกระแสที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวทางเดียว ไม่ใช่เรื่องที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นกลับไปมาหรือขึ้นลงเป็นแฟชั่น ในบทความนี้ผมคงพูดเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเป็นหลักและก็จะเป็นเรื่องที่มาจากความเข้าใจและความรู้สึกที่เก็บสะสมมาต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ได้อ้างอิงตัวเลขแบบวิชาการ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าตัวเลขจริงก็คงไม่ผิดไปมากจนทำให้ข้อสรุปนั้นมีความผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องแรกก็คือการเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งในอดีตนั้นเราเคยโตเร็วมาก ช่วงเวลาส่วนใหญ่เราเคยโตประมาณ 7% ต่อปี บางช่วงสั้น ๆ เราเคยโตเกิน 10% และช่วงที่เราประสบ “ปัญหา” ทางเศรษฐกิจ เราก็โตประมาณ 5% แต่เดี๋ยวนี้ดูเหมือนว่าเราจะโตแค่ 3% ต่อปี หรือน้อยกว่านั้น นั่นเป็นตัวเลขคร่าว ๆ ผมจำได้ว่าในช่วงที่เศรษฐกิจโตเร็วนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความคึกคักมาก ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กนั้น แค่เห็นแสงไฟนีออนในยามค่ำคืนที่เยาวราชและต่อมาแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่เป็นแหล่งของ “คนกลางคืน” มันก็บอกได้ถึงความเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเต็มถนน การผุดขึ้นของคอนโดมิเนียม การเติบโตของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และแม้แต่ร้านอาหารจีนหรืออาหารทะเลที่แสนแพงต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคนรวยขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น ตรงกันข้าม ในระยะหลังหรือวันนี้ ผมก็เริ่มเห็นสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจกำลังหงอยเหงาลง ภัตตาคารหรูหลาย ๆ แห่งที่ผมเคยไปกินต่อเนื่องมาเป็นสิบ ๆ ปี ค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลง จริงอยู่ การเปลี่ยนพฤติกรรมของการกินก็คงมีส่วนบ้าง แต่ผลจากภาวะเศรษฐกิจน่าจะมากกว่า

ตลาดหุ้นเมื่อวันวานกับวันนี้นั้น ผมคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร สิ่งที่ชัดเจนก็คือการลดลงของนักลงทุนส่วนบุคคลที่ซื้อขายหุ้นลงทุนเองในตลาดนั้น หลังจากที่ Peak หรือขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงประมาณ 6-7 ปีมาแล้ว บัดนี้ดูเหมือนว่าจะลดลงไปมาก จากตัวเลขปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันประมาณ 70-75% ในช่วงต้น ๆ ของการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ และสูงเกิน 50% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดมานานมาก เดี๋ยวนี้เหลือแค่ประมาณ 30-40% โดยที่นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อขายกันประมาณ 25-35% ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงวันนี้ ผู้เล่นใหม่ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือนักลงทุนสถาบันที่ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 15% จากที่มีบทบาทน้อยมากในอดีต

ปริมาณการซื้อขายของหุ้นตัวเล็กเทียบกับขนาดหรือ Market Cap. นั้นสูงมากในอดีตซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนส่วนบุคคลในตลาดหุ้นที่มักเป็นรายย่อยนั้นเป็น “นักเก็งกำไร” ที่ซื้อขายหุ้นเพราะหวังส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น ในช่วงที่การเก็งกำไรสูงสุดประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น การเห็นหุ้นตัวเล็กหรือกลาง-เล็ก ติดอันดับ 1 ใน 10 ของหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุดจำนวนหลายตัวเกือบทุกวันเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันนี้หุ้นตัวเล็กหรือกลาง-เล็กแทบไม่เคยติดอันดับเลย นักเก็งกำไรเองนั้นก็ยังคงอยู่ แต่ก็มีน้อยลงอานิสงค์จากการที่หุ้นตัวเล็กมีราคาตกลงไปมากซึ่งทำให้นักเล่นหุ้นหายไปจากตลาดไม่น้อย นักลงทุนส่วนบุคคล “รายใหญ่” หลายคนผันตัวเองไปเล่นเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องมือหรือตราสารทางการเงินที่สามารถ “ขยายผลของราคาโดยการกู้” เช่น บล็อกเทรด มาเล่นแทนการเล่นหุ้นขนาดเล็ก

ในอดีตนั้น หุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงมาก ราคาขึ้นไปเป็นหลายเท่าตัวในเวลาไม่นานมักจะมีแต่หุ้นขนาดเล็กหรือกลาง-เล็ก สาเหตุมักจะมาจากการที่บริษัทมีการเติบโตของผลประกอบการที่โดดเด่นซึ่งทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรโดยการเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมากจนหุ้นถูก “Corner” ปริมาณ Free Float ที่มีน้อยทำให้หุ้นสามารถถูกกำหนดโดย “เจ้ามือ” ที่มักเป็นนักลงทุนรายใหญ่เมื่อเทียบกับนักลงทุนรายย่อยอื่น ๆ แต่เดี๋ยวนี้หุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่มี Free Float คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมดไม่มากก็สามารถถูกต้อนเข้ามุมเหมือนกัน เหตุผลก็คือ นักลงทุนสถาบันที่มีเม็ดเงินจำนวนมากได้เข้ามาเล่นในเกมนี้ด้วย ก่อนหน้านี้อาจจะเล่นในหุ้นขนาดกลางหรือกลาง-เล็ก เวลานี้หุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการเติบโตเร็วก็วิ่งเร็วได้จนไม่น่าเชื่อเหมือนกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ นักลงทุนสถาบันบางแห่งเริ่มเข้ามาทำตัวเหมือนนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ในตลาด

ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่อดีตนั้น เราไม่เคยขาด “เซียนหุ้นรายใหญ่” ที่เป็นบุคคลธรรมดา ตั้งแต่จำความได้ เรามี “ขาใหญ่” ในตลาดหุ้นตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ ๆ ในช่วงแรก ๆ ก็มีไม่กี่คน พวกเขามีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นบางตัวในบางเวลามาตลอดและมักจะเป็นที่รู้กันในวงการ บางครั้งมีถึงขนาดจะไปเทคโอเวอร์แบ้งค์ขนาดใหญ่ แน่นอน ในบางช่วงเวลาโดยเฉพาะในยามที่ตลาดประสบกับวิกฤติพวกเขาก็มักจะห่างหายไปบ้าง แต่เมื่อตลาดหุ้นคึกคักขึ้นก็จะกลับมาใหม่ ขาใหญ่นั้น หลายคนก็หายไปจากตลาดเมื่อเวลาผ่านไปแต่หลายคนก็ยังคงอยู่และใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามตลาดหลักทรัพย์ที่โตขึ้น ชื่อของพวกเขานั้นทุกคนในตลาดต่างก็รู้จักดีเพราะอยู่มานานเป็นสิบ ๆ ปี

แต่คนอาจจะไม่รู้ว่าในวันนี้ ขาใหญ่หรือเซียนหุ้นรายใหม่นั้นเกิดขึ้นไม่น้อยโดยที่หลายคนนั้นไม่เป็นที่รู้จักของคนในสังคม พวกเขาเพิ่งเติบโตขึ้นมา ส่วนใหญ่อาจจะไม่เกิน 10 ปีด้วยซ้ำ แต่ขนาดของเม็ดเงินและความสามารถที่จะขับเคลื่อนหุ้นนั้นมหาศาล ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกล้าได้กล้าเสียกว่าในการที่จะ Leverage หรือกู้เงินขยายผลการลงทุนเป็นหลาย ๆ เท่าตัว อิทธิพลของนักลงทุนรายใหญ่รุ่นใหม่นั้นน่าจะแซงเซียนหุ้นรุ่นเก่าไปแล้ว ในขณะที่เซียนหุ้นรุ่นเก่านั้นก็กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุและอาจจะค่อย ๆ ถอนตัวออกไปจากตลาดในไม่ช้า

สมัยก่อน คือช่วงตั้งแต่เปิดตลาดหุ้นถึงปีวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 เป็นเวลา 22 ปี นั้น คนที่ “ลงทุนในตลาดหุ้น” นั้น แทบจะเรียกว่าไม่มี มีแต่คน “เล่นหุ้น” ที่เป็น “รายใหญ่” หน่อยก็มักเป็นคนทำธุรกิจที่ชอบเก็งกำไรและมีเงินมากหน่อยก็จะเข้ามาเล่นหาเงินจากตลาดหุ้น นักลงทุนที่เหลือก็คือนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยที่มักจะเป็นแม่บ้านหรือคนที่ชอบเก็งกำไรหรือเล่นการพนัน คนที่เป็นพนักงานบริษัทที่จะเล่นหุ้นนั้นจะมีก็แต่คนที่อยู่ในวงการการเงินและหลักทรัพย์ การเล่นหุ้นนั้นมักจะอาศัยข่าวสารข้อมูลที่เป็นเรื่องของภาพใหญ่และเหตุการณ์และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ “ข้อมูลภายใน” เกี่ยวกับผลประกอบการและการเข้ามาเล่นของนักลงทุนรายใหญ่ที่มีอิทธิพลขับเคลื่อนราคาหุ้นได้

หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของแนวความคิดการลงทุนแบบ VI มาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลาประมาณ 20 ปี กลุ่มของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไปมาก นักลงทุนส่วนบุคคลกลายเป็นคนกินเงินเดือนหรือคนทำงานส่วนตัวที่มีรายได้และการศึกษาสูง นักลงทุนสถาบันเกิดขึ้นมากมายอานิสงส์จากการส่งเสริมของภาครัฐที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนหุ้นระยะยาว กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนประกันสังคม และกองทุนต่าง ๆ สารพัด นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์และสังคมที่คนไทยต่างก็มีลูกน้อยลงมากหรือไม่มีเลยทำให้ต้องลงทุนเพื่อการเกษียณของตนเองแทนที่จะหวังพึ่งพาลูก ทั้งหมดนี้ทำให้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้คิดว่าหุ้นเป็นเรื่องของการพนันแต่เป็นการลงทุน “เพื่อชีวิต” การลงทุนในตลาดหุ้นเองนั้นไม่ได้แตกต่างจากการลงทุนในธุรกิจ และดังนั้น การวิเคราะห์และศึกษาข้อมูลของบริษัทเพื่อที่จะใช้เลือกหุ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งหมดนี้ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นกิจกรรมที่สำคัญระดับชาติ ตลาดหลักทรัพย์กลายเป็น “เสาหลัก” ที่สำคัญไม่แพ้สถาบันหลักอื่น ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

กล่าวโดยสรุปทั้งหมดก็คือ เศรษฐกิจในอดีตของเราก้าวหน้าเร็วมากแต่กำลังชะลอลงอย่างแรงในวันนี้ ส่วนตลาดหุ้นของเราก็เช่นกัน มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรงมั่นคงมีมาตรฐานดีขึ้นมากมานาน แต่การเติบโตของหุ้นที่ค่อนข้างนิ่งมานานถึง 6-7 ปี รวมถึงการลดลงของการสนับสนุนจากภาครัฐในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็อาจจะทำให้ตลาดหงอยลงได้เช่นกัน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/01/20/2266

(เงินล้าน) RSI คืออะไร? สัญญาณซื้อขายที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้!! แน่ใจจริงหรือ? ว่าคุณใช้ถูกแล้ว?

Mr. Serotonin
(เงินล้าน) RSI คืออะไร? สัญญาณซื้อขายที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้!! แน่ใจจริงหรือ? ว่าคุณใช้ถูกแล้ว?

RSI คืออะไร

RSI เป็นเครื่องมือชี้วัดทางเทคนิคประเภท Momentum ใช้สำหรับวัดการแกว่งตัวของราคาว่ามีภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ การขายมากเกินไป (Oversold) โดยมีค่าตั้งแต่ 0-100 

โดยค่ามาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปนั้นจะอยู่ที่ 30 และ 70 โดยหาก RSI อยู่ในระดับที่ตํ่ากว่า 30 จะถือว่าราคาอยู่ในภาวะ “ขายมากเกินไป” (Oversold) และหากมากกว่า 70 จะถือว่าราคาอยู่ในภาวะ “ซื้อมากเกินไป” (Overbought)

แล้วภาวะ “ซื้อมากเกินไป” และ “ขายมากเกินไป” คืออะไร?

ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought)

ภาวะ “ซื้อมากเกินไป” หรือ Overbought คือ การที่ราคาพุ่งไปสูงมากๆ จนอาจจะไม่มีคนซื้อต่อ เพราะ คนเริ่มรู้สึกว่าหากซื้อที่ราคานั้นตนจะขายของไม่ออกนั่นเอง

ตัวอย่างก็เช่น การซื้อสินค้าแบรนด์เนมรุ่น limited หายากมาขายเก็งกำไร หากเราซื้อตอนเปิดตัวเราอาจจะได้ราคาตั้งต้น ณ ตอนนั้น แต่หากเวลาผ่านไปคนเริ่มหาของชิ้นนั้นได้ยากราคาจึงเพิ่มขึ้น โดยเราอาจจะขายต่อ ณ จุดนั้น แต่ในขณะเดียวกันคนที่ซื้อต่อเราไปหากนำไปขายต่อก็มีแนวโน้มจะไปขายต่อในราคาที่แพงขึ้นเช่นกัน เพราะซื้อมาในราคาที่แพงกว่าบวกกับการที่สินค้าเป็นของหายาก และด้วยราคาที่แพงขึ้นก็อาจจะทำให้ขายได้ยากขึ้นเช่นกัน

ภาวะขายมากเกินไป (Oversold)

ภาวะ “ขายมากเกินไป” หรือ Oversold คือ การที่ราคาลดลงมากๆ หรือมีแรงขายจำนวนมากจนราคาเริ่มถูก จนทำให้ผู้ที่ต้องการซื้ออยากซื้อ หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราแห่เข้าไปซื้อสินค้าอย่างของกิน ของใช้ ในช่วงที่มีโปรโมชั่นหรือการลดราคา มาตุนไว้ใช้ในภายภาคหน้า

RSI ใช้ยังไง?

วิธีใช้งานอย่างง่าย

“น้อยกว่า 30 คือ Oversold ให้ [ซื้อ]”

“มากกว่า 70 คือ Overbought ให้ [ขาย]”

แค่นี้ครับ… สิ่งที่ควรเข้าใจ แต่ในตลาดจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการซื้อขายหุ้นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์

วิธีใช้งานแบบ advance หรือวิธีที่ควรทำควบคู่กับการใช้ RSI

วิธีที่ 1: ใช้บ่งบอกสัญญาณในการ Breakout

ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวผมมองว่า RSI สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเข้าซื้อ ในระหว่างที่กราฟเกิดการสะสมของราคาแบบไร้ทิศทางหรือ sideway เป็นรูปแบบ price pattern ต่างๆ ได้ดีตัวหนึ่ง

จากภาพจะเห็นได้ว่าราคามีการทำ sideway แบบไร้ทิศทาง โดย RSI ก็แสดงเป็นลักษณะ sideway เช่นเดียวกัน โดยเป็นในรูปแบบของ Double Bottom ดังนั้นเราอาจจะตีเส้นเป็นแนวต้านใน RSI และหลังจากเส้น RSI อยู่เหนือแนวต้านที่เราตี ในขณะที่แท่งเทียนด้านบนปิดตัวพอดีเราอาจจะลองเข้าซื้อดู

วิธีที่ 2: ใช้บ่งบอกการกลับตัวของแนวโน้ม

ในส่วนนี้จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ Bullish divergence และ Bearish convergence

ส่วนที่ 1: Bullish divergence

Bullish divergence คือการที่การเคลื่อนที่ของราคาในกราฟขัดแย้ง กับ การเคลื่อนที่ของ RSI บ่งบอกถึงโอกาสในการกลับตัวของราคา “ลง” โดยจะเกิดในแนวโน้มขาขึ้น 

จากภาพจะเห็นได้ว่าในกราฟมีการทำแนวโน้มขาขึ้น โดยเกิด lower high และ higher high ตามลำดับ แต่ในทางกลับกัน RSI กลับทำ low และ higher low ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลงและเป็นการขัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกราฟอย่างสิ้นเชิง

หลังจากนั้นจะสังเกตได้ว่ากราฟได้ลดตัวลงมาพอประมาณหลังจากเกิดสัญญาณ Bullish divergence ซึ่งหากเกิดสัญญาณนี้เราแนะนำให้ขาย

ส่วนที่ 2: Bearish convergence

Bearish convergence คือการที่การเคลื่อนที่ของราคาในกราฟขัดแย้ง กับ การเคลื่อนที่ของ RSI บ่งบอกถึงโอกาสในการกลับตัวของราคา “ขึ้น” โดยจะเกิดในแนวโน้มขาลง หรือ สรุปง่ายๆ คือความเข้าใจตรงกันข้ามกับ Buliish divergence นั่นเอง 

จากภาพแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มในกราฟเป็นแนวโน้มขาลงมีการทำ higher low และ lower low ตามลำดับ โดยในขณะที่ RSI มีการทำแนวโน้มขาขึ้นเป็น high และ lower high ซึ่งขัดแย้งกับกราฟ ในกรณีนี้เราแนะนำให้ “ซื้อ” เพราะ มีความเป็นไปได้ว่าราคาจะกลับตัวขึ้น

เกร็ดเล็กน้อย

จากประสบการณ์ส่วนตัวควรให้กราฟกับตัว RSI วิ่งไปในทางตรงกันข้ามอย่างแท้จริง ไม่ใช่วิ่งไปในทางเดียวกันเล็กน้อยแล้วมั่นใจว่าเกิด Bullish divergence หรือ Bearish convergence เพราะ บางทีตัว RSI อาจจะแค่พักตามแนวโน้มเฉยๆ ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ในการดูพอประมาณ

อ่านแล้วคันมืออยากลองตีกราฟ กดได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างเลย ฟรี!!
https://www.finnomena.com/stock/setindex

วิธีที่ 3: ใช้บ่งบอกจุดเข้าซื้อระหว่างแนวโน้ม

หลายๆ ครั้งที่หากแนวโน้มรันเทรนด์ไปแล้วเราไม่รู้จะเข้าซื้อในจังหวะไหนดี หรือกลัวว่าซื้อไปแล้วราคาที่เราซื้อจะแพงไปหรือติดดอย RSI เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ใช้บอกจุดเข้าได้ โดยที่ระดับตํ่ากวํ่า 30 เราอาจจะเข้าซื้อ โดยมีขั้นตอนดังนี้

3.1) ภาพรวมแนวโน้ม

ควรเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนดังภาพก่อนโดยดังภาพมีการเกิด high, lower high และ new high ตามลำดับซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มขาขึ้น

3.2) เข้าซื้อตามสัญญาณ RSI

หลังจากนั้นที่จุดเข้าซื้อจะสังเกตได้ว่า RSI อยู่ที่ระดับตํ่ากว่า 30 โดยเราก็เข้าซื้อได้เลย

ข้อควรระวัง

  1. ควรสังเกตให้ชัดเจนว่ามีสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน จึงเข้าซื้อตาม RSI 
  2. เคส 30 ในระหว่างแนวโน้ม เป็นเคสที่เกิดขึ้นยากพอสมควร เพราะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระดับราวๆ 50 แต่อย่างไรก็ตามในความเห็นส่วนตัวหากตํ่ากว่า 30 และเกิดระหว่างแนวโน้ม ถือว่าเป็นจุดเข้าซื้อที่เชื่อถือได้

สรุปและสิ่งที่ควรรู้

การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการบ่งบอกการซื้อขายถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะมีโอกาสผิดพลาดสูง โดยเราต้องใช้ความรู้ในด้านอื่นๆประกอบการตัดสินใจด้วย เช่น การเกิดแนวโน้ม รูปแบบราคา หรือรูปแบบแท่งเทียนต่างๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นการอ่านกราฟให้แม่นยำต้องเกิดจากประสบการณ์ลองผิดลองถูก สังเกตพฤติกรรมราคาของสินทรัพย์ที่ตนเทรดบ่อยๆ ดังนั้นการฝึกฝนเป็นสิ่งสำคัญ สุดท้ายนี้ผมขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเทรดครับ

อ่านแล้วคันมืออยากลองตีกราฟ กดได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างเลย ฟรี!!
https://www.finnomena.com/stock/setindex

Mr. Serotonin

Designing Your Life: คู่มือออกแบบชีวิตด้วย Design Thinking – Financial Book Podcast Ep5

FINNOMENA Podcast

Designing Your Life: คู่มือออกแบบชีวิตด้วย Design Thinking – Financial Book Podcast Ep5

ไม่ว่าคุณจะอยูในช่วงวัยใด ทำอาชีพอะไร กำลังไล่ตามความฝันหรือยังหลงทางไร้จุดหมาย หนังสือเล่มนี้คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณ ‘ออกแบบชีวิต’ ที่ปรารถนา โดยไม่มีคำว่า ‘สายเกินไป’

Financial Book Podcast รายการที่จะมานำเสนอไอเดีย มุมมอง แง่คิดต่างๆ จาก “หนังสือที่นักลงทุนควรอ่าน” ดำเนินรายการโดย พี่แบงค์ Mr.Messenger และ เพชร รตะ โพอุทัย


ติดตาม FINNOMENA PODCAST


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

Club Fund Day SS2 – Ep 1 : อยากลงทุน ควรซื้อกองทุนรวม หรือลงทุนเองดีกว่ากัน? – FINNOMENA PODCAST

FINNOMENA Podcast

เงินออมที่มีอยู่ในส่วนที่จะจัดสรรไปลงทุนในทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ นั้นเราควรจะเลือกลงทุนด้วยวิธีใด ระหว่างลงทุนด้วยตัวเอง กับการลงทุนผ่านกองทุนรวม มาฟังคำตอบ ได้ที่ “Club Fund Day Podcast Season 2” ได้เลย
อ่านในรูปแบบบทความได้ที่ : https://www.finnomena.com/daddy-trader/invest-by-myself-or-fund/
Club Fund Day SS2 – Ep 1 : อยากลงทุน ควรซื้อกองทุนรวม หรือลงทุนเองดีกว่ากัน?
ติดตาม FINNOMENA PODCAST


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ศึก ‘สหรัฐ vs. อิหร่าน’ จะจบอย่างไร?

MacroView
ศึก ‘สหรัฐ vs. อิหร่าน’ จะจบอย่างไร?

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Hot Issue #1/2563 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เลยถือโอกาสนี้ สรุปเนื้อหาในงานสัมมนามาฝากแฟนคอลัมน์กัน

ในความเป็นจริงแล้ว ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นมาจากการสังหารนายพลชาซิม โซไลมานี หลังวันปีใหม่ที่ผ่านมา ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มเบาลงสักนิดแล้ว แท้จริงแล้ว จุดที่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความรุนแรงที่สุดไม่ใช่ในขณะนี้ หากแต่เป็นช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากจะเป็นช่วงเวลาที่อิหร่านน่าจะสามารถตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการหวังผลให้เขาแพ้การเลือกตั้งประธานธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ได้มากที่สุด บทความนี้ ผมจะขอนำเสนอใน 2 ประเด็นหลัก คือ บทสุดท้ายของศึกระหว่างศึก ‘สหรัฐ vs. อิหร่าน’ จะจบอย่างไร และ ผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ จะเป็นอย่างไรบ้าง

ศึก ‘สหรัฐ vs. อิหร่าน’ จะจบอย่างไร?

โดยคาดว่า รูปแบบของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน จะแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ดังตารางที่ 1 ได้แก่

รูปแบบที่หนึ่ง

กรณีที่เกิดความขัดแย้งโดยที่เกิดการโจมตีทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจกันไปมาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยที่ไม่มีการปะทะกันในสมรภูมิ โดยเรามองว่าการปะทะของทั้งคู่ จะจบด้วยผลลัพธ์ออกมาเป็น 3 ทางออก คือ

ทางออกแรก จบด้วยการยอมแพ้ของอิหร่าน

จากการที่ไม่สามารถทนต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีระดับความรุนแรงมากขึ้นอีกต่อไปซึ่งโอกาสอยู่ที่ราวร้อยละ 30 ทั้งนี้ ทรัมป์คงต้องเร่งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านให้หนักขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงกลางปีนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจะรุนแรงที่สุด เนื่องจากทางทรัมป์รู้ดีว่านั่นคือช่วงเวลาที่ทางอิหร่านจะก่อการร้ายต่อสหรัฐฯ ด้วยความรุนแรงที่สุดเช่นกัน เนื่องจากสามารถหวังผลให้ทรัมป์แพ้การเลือกตั้งในช่วงปลายปีนี้ได้

ทางออกที่สอง จบด้วยการยอมเลิกราของสหรัฐฯ

ซึ่งหมายถึงว่าโดนัลด์ ทรัมป์ พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปลายปี 2020 โดยประธานาธิบดีท่านใหม่จะไม่สานต่อนโยบายทางการทหารในรูปแบบนี้กับอิหร่านอีกต่อไปซึ่งโอกาสอยู่ที่ราวร้อยละ 40 ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการก่อการร้ายของอิหร่านต่อสหรัฐฯ แรงมาก จนกระทั่งทรัมป์จำเป็นต้องส่งทหารไปในจุดเสี่ยงในอิรักและอาจมีการเสียชีวิตของทหารอเมริกันในที่สุด

ทางออกที่สาม ความขัดแย้งที่ยังคงโจมตีต่อกัน

ซึ่งของทั้งคู่จะเป็นไปมาแบบไม่มีวันจบ มีโอกาสประมาณร้อยละ 20

รูปแบบที่สอง

เกิดการปะทะกันในสมรภูมิแบบสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะกินเวลาประมาณ 5-10 เดือน โดยที่โอกาสที่จะเกิดขึ้นราวร้อยละ 10 สำหรับในกรณีนี้

ศึก ‘สหรัฐ vs. อิหร่าน’ จะจบอย่างไร?

ส่วนผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว เป็นไปดังตารางที่ 2 ดังนี้

กรณีที่ 1 การโจมตีบ่อน้ำมันขนาดไม่ใหญ่มากของสหรัฐและพันธมิตร

โดยสถานการณ์เช่นนี้ จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นชั่วคราว โดยโอกาสอยู่ที่ร้อยละ 65 โดยที่ราคาน้ำมันดิบจะสูงขึ้นเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในทันที และจะลดลงเหลือ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาต่อมา โดยที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก

กรณีที่ 2 การปิดทางเดินเรือส่งน้ำมันของช่องแคบเฮอร์มุตซ์ 

ที่มีปริมาณของน้ำมันดิบที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุตซ์กว่าร้อยละ 20 ของอุปทานรวมของโลก หากอิหร่านตัดสินใจใช้กำลังทหารในการปิดช่องแคบนี้ จะทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นนานกว่ากรณีแรก ทั้งนี้ จากการที่การส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ มีปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบรวมกัน ประมาณ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน คาดว่าหากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุตซ์ขึ้นมาจริงๆ ทั้งสองประเทศนี้ ก็ยังสามารถใช้ช่องทางออกทางทะเลแดงในการขนถ่ายน้ำมันออกจากตะวันออกกลางเพื่อส่งออก จึงทำให้มองได้ว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์รวมกันจะลดลงจากการปิดช่องแคบนี้ ประมาณ 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวันโดยที่ราคาน้ำมันดิบจะสูงขึ้นเป็น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในทันที และจะลดลงเหลือ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาต่อมา

กรณีที่ 3 การโจมตีด้วยกำลังทหารโครงสร้าง Facilities ของโรงกลั่นหลักๆของซาอุดิอาระเบียหรือพันธมิตรของสหรัฐฯ 

โดยกำลังทหารอิหร่าน ซึ่งทางอิหร่านเพิ่งออกข่าวว่ามี Site ที่จะโจมตีได้กว่า 300 แห่ง ซึ่งกบฎฮูติได้เคยโจมตีโรงกลั่นของซาอุดิอาระเบียช่วงเดือนกันยายน ปี 2019โดยคาดว่าโอกาสของกรณีอยู่ที่ร้อยละ 15 โดยที่ราคาน้ำมันดิบจะสูงขึ้นเป็น 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในทันที และจะลดลงเหลือ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาต่อมา

ลองมาดูกันว่า ในปี 2020 ศึก ‘สหรัฐ vs. อิหร่าน’ จะจบในรูปแบบไหนหรือไม่จบอย่างไร

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/649248

ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 4)

Investment Reader
(เงินล้าน) ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 4)

ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักตราสารอนุพันธ์ หรือ Derivative กันนะครับ ซึ่งตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารประเภทหนึ่ง ที่ใช้สำหรับบริหารความเสี่ยง (Risk Management, Hedging) หรือ เก็งกำไร (Speculative) ซึ่งตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารที่ซับซ้อนและค่อนข้างจะเข้าใจยากสักหน่อย (เหมือนสาวๆ ทั้งหลาย) แต่ว่าถ้าเราทำความเข้าใจได้ก็จะทำให้เราได้ประโยชน์อะไรหลายต่อหลายอย่างทีเดียวละครับ

สัญญาและสิทธิ์เป็นของคู่กัน

ก่อนจะมาทำความรู้จักกับตราสารอนุพันธ์ เราต้องรู้จักกับคำ 2 คำก่อน คือ สัญญา และ สิทธิ์ ซึ่งเป็นรูปแบบของตราสารอนุพันธ์

  • สัญญา หมายถึง ข้อตกลงที่คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายตกลงทำสัญญากัน ดังนั้นต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามอาจจะถูกปรับหรือถูกลงโทษ
  • สิทธิ์ หมายถึง สิ่งที่เราได้มาหรือซื้อมา แล้วทำให้เรามีสิทธิ์ทำตามเงื่อนไขของสิ่งที่ซื้อมา เช่น เราซื้อบัตรคอนเสิร์ตมาเราก็มีสิทธิ์ไปดูคอนเสิร์ต เป็นต้น

ประเภทของตราสารอนุพันธ์

เอาล่ะ รู้จักสิทธิ์กับสัญญากันแล้ว เราก็มาทำความรู้จักกับตราสารอนุพันธ์ได้แล้วละครับ โดยตราสารอนุพันธ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ Forward, Futures, Swap ที่เป็นสัญญา และ Option ที่เป็นสิทธิ์

1. Forward (ฟอร์เวิร์ด)

ตราสารอนุพันธ์ ชนิดแรก คือ Forward ซึ่งเป็นสัญญาในการซื้อขายสินค้าหรือสินทรัพย์ทางการเงินที่คู่สัญญา 2 ฝ่ายตกลงกัน โดยฝ่ายหนึ่งทำสัญญาว่าจะซื้อ (หรือขาย) และอีกฝ่ายขาย (หรือซื้อ) ตามราคาที่ตกลงกันไว้ โดยการซื้อขายจะเกิดขึ้นในอนาคต

ตัวอย่างเช่น A ทำสัญญา Forward จะซื้อ หุ้น X ที่ราคา 12 บาทในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดย B สัญญาจะขายหุ้น X ที่ราคา 12 บาทเช่นกัน

(เงินล้าน) ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 4)

สมมติว่าปัจจุบันหุ้น X ราคา 10 บาท ผ่านไป 1 เดือนครบอายุสัญญา ราคาหุ้น X ขึ้นไปเป็น 13 บาท

A ได้ซื้อหุ้น X จาก B ที่ราคา 12 บาทตามสัญญา Forward แล้วขายทันทีที่ราคา 13 บาท ทำให้ A ได้กำไรทันที 8.33% ((13-12)/12) ใน 1 เดือนทีเดียว ในขณะที่ B ต้องขายหุ้น X ให้ A ในราคา 12 บาท

สมมติถ้า B ซื้อหุ้น X มาในราคา 10 บาท การขายให้ A ตามสัญญาจะทำให้ B ได้กำไรแค่ 20% ((12-10)/10) ต่างจากถ้า B ขายหุ้นในตลาดเองจะได้กำไรถึง 30% ((13-10)/10) มากกว่าที่ขายให้ A ถึง 10% ทีเดียวครับ

(เงินล้าน) ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 4)

ซึ่งกรณีนี้ B อาจจะผิดสัญญากับ A แล้วไปขายในตลาดแทนก็ได้ เนื่องจาก Forward เป็นสัญญาแบบไม่เป็นทางการ (คือ สัญญาที่คู่สัญญาตกลงทำสัญญากับเอง ไม่มีหน่วยงานกลางรับรองหรือคอยดูแลให้ทำตามสัญญา) ทำให้สัญญา Forward ในยุคแรกของตราสารอนุพันธ์มีการผิดสัญญา (Default) เยอะมาก ทำให้ต้องสร้างตราสารอนุพันธ์ชนิดใหม่คือ Futures ขึ้นมาแทน

2. Futures (ฟิวเจอร์ส)

Futures คือ สัญญาตกลงซื้อขายเหมือนกับ Forward แต่ต่างกันตรงที่ Futures เป็นสัญญาแบบเป็นทางการ มีรูปแบบสัญญาที่แน่นอนและที่สำคัญมีตัวกลางดูแลการซื้อขายและควบคุมให้ทำตามสัญญา

หน่วยงานที่ควบคุมดูแลตรงนี้ คือ ตลาด TFEX ซึ่งดูแลรูปแบบสัญญา และสำนักหักบัญชี (Clearing House) ซึ่งดูแลการทำตามสัญญา โดยสำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาตรงข้ามกับผู้ทำสัญญาเพื่อรับประกันการทำตามสัญญาและจะลดความเสี่ยงของตนโดยจะมีการเรียกเก็บเงินประกันจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดทำผิดสัญญาจะถูกยึดเงินประกันทำให้ปัญหาการผิดสัญญาถูกแก้ไขไปได้มากทีเดียว

ตรงนี้ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย คือ สำนักหักบัญชีจะเอาเงินมาจ่ายซื้อหรือขายหลักทรัพย์แทนคู่สัญญาที่บิดพลิ้วนั่นเอง แต่ว่าก็จะเก็บเงินจากคู่สัญญาไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นประกันและลดความเสี่ยงที่ตัวเองจะต้องจ่ายเงินแทนคู่สัญญาที่บิดพลิ้ว

Futures จึงเป็นตราสารอนุพันธ์ที่เป็นที่นิยมกันมากตัวหนึ่งในปัจจุบัน

3. Swap (สวอป)

Swap คือ สัญญาการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด (คือเอาเงินมาแลกกัน) ของคู่สัญญา โดยฝ่ายหนึ่งจ่ายเป็นอัตราคงที่ อีกฝ่ายจ่ายแบบลอยตัว หรือจะเป็นลอยตัวกับลอยตัวก็ได้ โดยฝ่ายที่จ่ายกระแสเงินสดแบบลอยตัวจะจ่ายมากหรือน้อยอ้างอิงกับมูลค่าสินทรัพย์ที่สัญญาผูกอยู่

ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจไม่เป็นไรครับ เพราะตราสารอนุพันธ์ชนิดนี้คนใช้มักเป็นกิจการที่จะไปลงทุนต่างประเทศ คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยได้ใช้กัน

4. Option (ออปชั่น)

สำหรับตราสารอนุพันธ์ตัวสุดท้าย คือ Option เป็น “สิทธ์” ในการซื้อ (Call) หรือขาย (Put) สินทรัพย์ในราคาที่ต้องการในอนาคต โดยผู้ได้สิทธิ์จะใช้หรือไม่ใช้สิทธิ์ก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่สัญญาจึงไม่ต้องถูกบังคับให้ทำตาม แต่ว่าจะเสียเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์ในตอนแรกไป ซึ่งเงินส่วนนี้เรียกว่า Option Premium ซึ่งมีมูลค่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขาย จากข้อดีนี้เองทำให้ Option เป็นตราสารอนุพันธ์ที่นิยมมากๆ ตัวหนึ่งครับ

ประโยชน์ของตราสารอนุพันธ์

ประโยชน์ของตราสารอนุพันธ์มี 2 อย่างตามที่กล่าวในตอนต้นของบทความ คือ การเก็งกำไร และ การบริหารความเสี่ยง แต่ว่าในที่นี้ขอพูดถึงประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงเท่านั้นครับ

1. สำหรับนักลงทุนทั่วไป

นักลงทุนทั่วไปสามารถนำตราสารอนุพันธ์มาลดผลการขาดทุนจากการลงทุนได้ โดยวิธีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงอาจจะเข้าใจยากนิดนึง ไปทำความเข้าใจจากเคสตัวอย่างกันครับ

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อหุ้น X ไว้ที่ราคา 10 บาท เพราะหวังว่าราคากำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 บาท แล้วเราก็จะได้กำไร 20% ใช่ไหมครับ แต่สมมติว่าราคาหุ้นเกิดลดลงเป็น 8 บาทล่ะ? เราก็จะขาดทุน 20% ครับ

(เงินล้าน) ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 4)

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะลดความเสี่ยงในการลงทุนครั้งนี้ เราอาจจะซื้อหุ้น X พร้อมกับทำสัญญา Futures ขายหุ้น X ที่ราคา 12 บาทไว้ หรือเรียกอีกแบบคือซื้อ Put Option (สิทธิ์ในการขาย) หุ้น X ไว้ที่ราคา 12 บาท

ทีนี้ ต่อให้มูลค่าหุ้น X จะลดลงเป็น 8 บาท เราก็จะได้กำไรจาก Futures หรือ Option มาชดเชยที่เสียไป คือเราขาดทุนจากการขายหุ้น X ในตลาดหุ้นทั้งหมด 20% (ซื้อมา 10 บาท ขายได้แค่ 8 บาท) แต่ได้กำไรจากตลาด TFEX 20% มาชดเชย (ซื้อมา 10 บาท ขายให้กับคู่สัญญา 12 บาท) ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูสัดส่วนอีกทีครับ ว่าเราแบ่งระหว่างซื้อหุ้นปกติกับซื้อสัญญาอย่างไร ถ้าเราทำสัญญาไว้ในสัดส่วนที่น้อยกว่า เราก็จะขาดทุนนิดหนึ่งในช่วงเวลาที่หุ้นตก

(เงินล้าน) ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 4)

นั่นหมายความว่าหากสัดส่วนของเราเท่ากันระหว่างซื้อหุ้นปกติ กับซื้อสัญญา ก็จะหมายความว่าเราจะไม่ได้ทั้งกำไรทั้งขาดทุนครับ

2. สำหรับนักลงทุนสถาบัน

นักลงทุนสถาบันที่ต้องต้องจ่ายเงินคืนให้กับผู้ที่ลงทุนในกองทุนในกำหนดเวลาแน่นอน เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Provident Fund, PVD) ก็สามารถใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อรับประกันว่าจะมีเงินก้อนมากพอที่จะมาจ่ายให้ผู้ลงทุนได้ในกำหนดเวลา

เช่น กอง PVD กองหนึ่งต้องการใช้เงิน 1,000 ล้านบาทในอีก 1 ปี เพราะจะมีผู้อยู่ในกองทุนที่ครบอายุการลงทุน (อายุ 55 ปี) แล้วจะถอนเงินออกจากกองทุน แต่ผู้จัดการกองทุนไม่แน่ใจว่าราคาหุ้นในอีก 1 ปีจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงทำให้อาจจะไม่สามารถจ่ายเงินให้ผู้ลงทุนได้ตามจำนวน 1,000 ล้านบาทได้ถ้าราคาหุ้นลดลง ผู้จัดการกองทุน PVD จึงอาจจะซื้อตราสารอนุพันธ์ไว้ในจำนวนหนึ่งเพื่อตรึงราคาขายของหุ้นไว้ที่ราคาปัจจุบันเพื่อให้ได้เงิน 1,000 ล้านบาทตามที่ต้องการในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาหุ้นจะลดลง เป็นต้น

3. สำหรับผู้ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก

สำหรับผู้ทำธุรกิจที่ต้องนำเข้าหรือส่งออก ก็สามารถนำตราสารอนุพันธ์มาใช้ประโยชน์ในการควบคุมต้นทุนการนำเข้า (กรณีเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า) หรือรักษารายได้จากการส่งออกสินค้า (กรณีเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า) ได้เช่นกัน โดยการทำการซื้อตราสารอนุพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนไว้บางส่วน เป็นต้น

เอาล่ะ เราก็รู้จักและเข้าใจประโยชน์ของตราสารอนุพันธ์กันไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นตราสารที่ซับซ้อนเข้าใจยากและมีเงื่อนไขมากมาย แต่ถ้าศึกษาจนเข้าใจแล้วก็น่าจะนำตราสารอนุพันธ์ไปใช้ประโยชน์ได้มากทีเดียว ส่วนตอนสุดท้ายของ Series ชุดนี้จะเกี่ยวกับคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องออมเงินเพื่อการเกษียณด้วย และการนำค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยสร้างประโยชน์มาลงทุนจะส่งผลดีต่อตัวเรามากเท่าไร คอยติดตามกันนะครับ

Investment Reader

อ่านบทความซีรีส์ เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงินย้อนหลัง
หุ้น ตราสารหนี้ และกองทุน ต่างกันอย่างไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 1)
อยากลงทุนอสังหาฯ ควรรู้อะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 2)
ราคาทองคำ ดูอย่างไรดี? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 3)

ตลาดหุ้นโลกทำ All-time High!! เพราะ FED แอบทำ QE จริงหรือไม่!? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1138323726513263

ดูผ่าน Youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=spP8tXCEOl8

ตลาดหุ้นโลกทำ All-time High!! เพราะ FED แอบทำ QE จริงหรือไม่!?

พิเศษ! “มุมมองสินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมแนวทางรับมือเมื่อตลาดปรับฐาน” โดย ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

พร้อมข่าวเด่นที่น่าจับตา!!

  • จบแล้วยัง? “สงครามการค้า”
  • ธปท. รับแทรกแซงเงินบาท
  • เงินปอนด์ร่วงหลุด 1.30 ดอลลาร์!!
  • ธนาคารโลกเตือนหนี้พุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี!!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

TOP 10 บทความยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ประจำปี 2019

FINNOMENA Admin
TOP 10 บทความยอดนิยมบนเว็บไซต์ FINNOMENA ประจำปี 2019

ปี 2019 ที่ผ่านมา FINNOMENA มีบทความออกไปให้ทุกคนได้อ่านรวมทั้งหมด 1,024 บทความ

ฟังไม่ผิดครับ 1,024 บทความ แล้วถ้ารวมทุกบทความตั้งแต่ FINNOMENA ก่อตั้งมาเมื่อปี 2015 ตอนนี้ก็ปาไป 4,000 กว่าบทความแล้ว

เหตุผลที่ทีม FINNOMENA และกูรูท่านต่างๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับเรา เขียนบทความกันเยอะขนาดนี้ ก็เป็นไปตามสโลแกนของ FINNOMENA ที่ต้องการจะ “Unlock your investment potential” แล้วการที่จะปลดล็อกศักยภาพการลงทุนให้กับคนไทยทุกคนได้ “ความรู้ความเข้าใจ” เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลย

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ Admin เลยรวบรวม 10 บทความยอดนิยมประจำปี 2019 (นับตามจำนวนยอด view บนเว็บไซต์) มาให้ทุกท่านได้อ่านกัน ถ้าใครมีเวลาจะอ่านทั้งหมดรวดเดียวเลยก็ได้ หรือถ้ายังไม่ว่างตอนนี้  Bookmark เก็บไว้อ่านทีหลังก็ได้ครับ

 

อันดับ 1
คัมภีร์มหากาพย์ กองทุนรวม คืออะไร? มือใหม่อ่านที่นี่ ครบจบที่เดียว
โดย เดฟเรนเจอร์

fund-for-dummies

บทความนี้ออกตอนต้นปี 2019 ผ่านไปไม่กี่เดือนก็กลายเป็นหนึ่งในบทความที่คนอ่านเยอะที่สุดของ FINNOMENA ไปแล้ว สำหรับคนที่มีความคิดริเริ่มอยากลงทุนในกองทุน บทความนี้อ่านง่าย มีเนื้อหาครบถ้วน จบในที่เดียวจริงๆ

อ่านบทความ คัมภีร์มหากาพย์ กองทุนรวม คืออะไร? มือใหม่อ่านที่นี่ ครบจบที่เดีย

 

อันดับ 2
เอาเงินไว้ที่ไหน ได้ผลตอบแทน เยอะที่สุด!!
โดย FINNOMENA CHANNEL

invest-best-return

ใครที่เพิ่งเริ่มเข้ามาในวงการการลงทุน คงจะเคยปวดหัวกับชื่อผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ มาบ้าง ว่าทั้งหุ้นกู้ ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาฯ ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ มันแตกต่างกันยังไง แต่ละอันได้กำไรต่างกันมั้ย คลิปนี้ช่วยปูพื้นฐานให้คุณได้

รับชมคลิป เอาเงินไว้ที่ไหน ได้ผลตอบแทน เยอะที่สุด!!

 

อันดับ 3
ส่งลูกเรียนโรงเรียนแบบไหนดี? มาทำความรู้จัก 6 ประเภทโรงเรียน
กับความแตกต่างที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้
โดย PortRomeo

6-school-types

เรื่องเงินกับเรื่องการใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก สำหรับท่านที่กำลังวางแผนส่งลูกเข้าโรงเรียน นอกจากการรู้ข้อดีข้อเสียของโรงเรียนแต่ละประเภทแล้ว การรู้ “ค่าเทอม” คร่าวๆ ของแต่ละที่ก็จะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น บทความนี้ทีมงาน FINNOMENA ออกไปรวบรวมข้อมูล insight จากการสอบถามกลุ่มผู้ปกครองเองเลย ติดตามอ่านได้ในบทความครับ

อ่านบทความและรับชมคลิป ส่งลูกเรียนโรงเรียนแบบไหนดี? มาทำความรู้จัก 6 ประเภทโรงเรียนกับความแตกต่างที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

 

อันดับ 4
วิธีเริ่มต้นเล่นหุ้น แบบละเอียด
โดย Stock JourNoey

stock-for-beginner

ก่อนหน้านี้เรามีบทความคัมภีร์กองทุนสำหรับมือใหม่ไปแล้ว คราวนี้เป็นบทความเกี่ยวกับการเริ่มต้นเล่นหุ้นสำหรับมือใหม่กันบ้าง เป็นบทความจากกูรูเพื่อนบ้านของเราเอง ใครอยากติดตามต่อ ไปต่อได้ที่ Facebook: Stock JourNoey ครับ

อ่านบทความ วิธีเริ่มต้นเล่นหุ้น แบบละเอียด

 

อันดับ 5
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า LTF ไม่ต่ออายุหลังสิ้นปีนี้?
โดย Mr.Messenger

what-happened-if-ltf

เป็นบทความแสดงทัศนะการวิเคราะห์ผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นถ้ากองทุน LTF ไม่สามารถนำไปลดภาษีได้อีกต่อไป เนื้อหาเข้มข้น แต่อ่านง่าย ตามสไตล์ Mr.Messenger เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2019 ดังนั้นผ่านมาถึงตอนนี้คอนเฟิร์มแล้วว่า LTF จะใช้ลดหย่อนภาษีได้ถึงสิ้นปี 2019 เท่านั้น และมีการปล่อยกองทุน SSF สำหรับลดหย่อนภาษีออกมาแทน (อ่านบทความ ความแตกต่างระหว่าง SSF กับ LTF)

อ่านบทความ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า LTF ไม่ต่ออายุหลังสิ้นปีนี้?

 

อันดับ 6
บริหารเงินแบบสี จิ้นผิง ด้วยทฤษฎี “ไข่สามใบ”
โดย BuffettCode

xijinping-3eggs

ประเทศจีนมีประชากรราว 1,400 ล้านคน การจะบริหารประเทศที่มีคนจำนวนมากขนาดนั้นต้องใช้ฝีมือไม่น้อย แต่สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของจีนก็ปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้นำท่านนี้ คือบทเรียนบนโต๊ะอาหาร จากพ่อของเขาเอง

อ่านบทความ บริหารเงินแบบสี จิ้นผิง ด้วยทฤษฎี “ไข่สามใบ”

 

อันดับ 7
โพยกองทุน RMF ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีแจ่มๆ ซื้อกองไหนดี?
โดย ศาลเจ้าพ่อลงทุน

rmf-oct-dec-2019

ตรงๆ ตามนั้นเลยครับ แจกโพยกองทุน RMF ที่ผลการดำเนินงานดี น่าลงทุน ถึง LTF จะลดหย่อนภาษีไม่ได้แล้ว แต่ RMF ยังลดได้เหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับเกณฑ์นิดหน่อยเท่านั้น (RMF เกณฑ์ใหม่) ส่วนใครที่อยากทราบข้อมูลกองทุนอื่นๆ ด้วย เข้าไปดูได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/filter ครับ

อ่านบทความ โพยกองทุน RMF ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีแจ่มๆ ซื้อกองไหนดี?

 

อันดับ 8
เฟ้นหาหุ้นดีลงทุนระยะยาว … “หุ้นพลังงาน … เลือกตัวไหนดี ?”
โดย นายแว่นลงทุน

energy-stocks

หุ้นในกลุ่มพลังงานถึงจะมีความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนก็มีโอกาสสูงเช่นกัน บทความนี้นายแว่นลงทุนมาสอนการวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มพลังงาน สำหรับใครที่สนใจเรื่องการวิเคราะห์กิจการ วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจ สามารถติดตามบทความอื่นๆ ของนายแว่นลงทุนได้ มีอยู่หลายบทความเลย

อ่านบทความ เฟ้นหาหุ้นดีลงทุนระยะยาว … “หุ้นพลังงาน … เลือกตัวไหนดี ?”

 

อันดับ 9
เคล็ดลับที่คนรวยทำ แต่คนจนไม่เคยทำ!
โดย WealthGuru

rich-man-memo

ถ้าอยากจะรวย เราก็ต้องคิดแบบคนรวย พูดแบบคนรวย ทำแบบคนรวย แล้วคนรวยวันๆ ทำอะไรบ้าง? ก็น่าจะทำหลายอย่าง แต่มีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่คนรวยทำ แล้วเราสามารถทำตามได้ทันที ติดตามได้ในบทความครับ (ไม่ได้ clickbait นะ มันมีประโยชน์จริงๆ)

อ่านบทความและรับชมคลิป เคล็ดลับที่คนรวยทำ แต่คนจนไม่เคยทำ!

 

อันดับ 10
พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร
พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง
โดย เดฟเรนเจอร์

open-account-buy-fund

สอนเปิดบัญชีกองทุนรวมแบบละเอียด แทบจะจับมือสอน  พร้อมภาพประกอบมากมาย ทำตามได้รับรองไม่หลงแน่นอน อันนี้สำหรับคนที่อยากจะเปิดบัญชีเริ่มลงทุนแล้ว สำหรับคนที่ยังลังเลไม่แน่ใจ อยากรู้จักการลงทุนในกองทุนรวมมากกว่านี้ เชิญได้ที่บทความนี้ครับ คนเขียนคนเดียวกัน

อ่านบทความ พาเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวม นั่งอยู่บ้าน 5 นาที ไม่ต้องส่งเอกสาร พร้อมเทียบให้หมด ที่ไหนเปิดที่เดียวซื้อได้ทุกบลจ. บ้าง

รวบรวมโดย FINNOMENA Admin


 

“เรื่องการลงทุน ให้เราดูแล”
ทำความรู้จักกับบริการของ FINNOMENA ได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

 

อยากมีเงินล้านภายใน 5 ปี ลงทุนอย่างไรดี?

Get Wealth Soon
อยากมีเงินล้านภายใน 5 ปี ลงทุนอย่างไรดี?

หากสนใจลงทุนแผน 1stM สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อสร้างแผนและเปิดบัญชีลงทุนได้ที่
https://www.finnomena.com/1stm/

แล้วเราจะ Get Wealth Soon ไปด้วยกันนะคะ

คลายกังวล! สหรัฐ-จีน ลงนามสงบศึก “สงครามการค้า”

FINNOMENA Reporter

สหรัฐและจีน ลงนามในข้อตกลงยุติ “สงครามการค้า” ซึ่งสร้างความขัดแย้งระหว่าง 2 ประแทศมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก และสะเทือนตลาด กระทบต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

  • โดยข้อตกลงฉบับนี้ครอบคลุม เรื่องหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) ทรัพย์สินทางปัญญา (2) การถ่ายทอดเทคโนโลยี (3) การซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ (4) การเปิดเสรีในภาคการเงิน (5) การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน
  • อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อขัดแย้งเชิงโครงสร้างบางประเด็นที่ยังไม่ได้มีความตกลงกันในข้อตกลงฉบับนี้ ได้แก่ ประเด็นเรื่อง cybertheft และมาตรการอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมของจีน
  • ทั้งนี้แม้ว่าจะยังไม่มีการเจรจาลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติม แต่การลงนามข้อตกลงการค้าระยะที่หนึ่งนับว่าช่วยลดปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาดการเงินลงได้

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-usa-trade-china/u-s-and-china-tiptoe-around-holes-in-new-trade-agreement-idUSKBN1ZE0I1

5 ปัจจัยในการเฟ้นหาหุ้นดียามตลาดผันผวน

FundTalk
5 ปัจจัยในการเฟ้นหาหุ้นดียามตลาดผันผวน

จังหวะการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนสายเลือกหุ้นรายตัว คือการเข้าซื้อหุ้นดีที่เราหมายปอง ในยามที่ราคาตกลงมามาก ๆ สิ่งสำคัญคือเราควรทำการบ้านหา “หุ้นดี” เอาไว้ก่อนว่าคือตัวไหน จากนั้นก็รอจนถึงวันที่ตลาดแดงฉาน ราคาหุ้นปรับลดลงอย่างรุนแรง และทยอยเข้าลงทุนอย่างเยือกเย็น วันนี้ผมขอแนะนำ 5 ปัจจัยในการเลือกเก็บหุ้นดียามตลาดขาลงกันครับ

1. มั่นใจการเติบโตของกำไร

เป็นหุ้นที่เรามั่นใจว่ากำไรโตแน่ ๆ ใน 1 – 3 ปีข้างหน้า – ถ้าคุณไม่ใช่นักลงทุนสไตล์ขุดหุ้นเชิงลึก ๆ จริง ๆ ใช้ common sense ในการหาหุ้นเติบโตก็ยังพอได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สนามบิน ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารที่คนนิยม ล้วนแต่มีโอกาสสูงที่กำไรจะเติบโตขึ้นจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น และสาขาที่เพิ่มขึ้นใน 1 – 3 ปีข้างหน้า ต่างจากหุ้นบางกลุ่มโดยเฉพาะที่เรียกกันว่าหุ้นวัฏจักร เช่น หุ้นพลังงานที่กำไรไปอิงกับราคาน้ำมัน หุ้นปิโตรเคมี ที่กำไรไปอิงกับ spread ของราคาปิโตรเคมีแต่ละประเภท หรือหุ้นอสังหาฯ ที่กำไรขึ้นอยู่กับยอดขายบ้านและคอนโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

2. พื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อได้หุ้นเติบโตที่ใช่แล้ว พอราคามันลงมามาก ๆ สิ่งสำคัญคือกลับไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น พื้นฐานของหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีการเปลี่ยนผู้บริหารตัวหลัก ๆ รึเปล่า เกิดเหตุร้ายอะไรกับบริษัทรึเปล่า ง่ายที่สุดคือกด google ค้นหาดูว่าในรอบเดือนรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีอะไรพิเศษเกิดขึ้นกับบริษัทบ้าง ไปหาอ่านบทวิเคราะห์ล่าสุดของโบรกเกอร์ดูด้วย ถ้าดูทั้งหมดแล้วพื้นฐานไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแสดงว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนจริง ๆ แต่ถ้าหุ้นมันลงมาเพราะมันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นฐานในเชิงลบ อันนี้ต้องระวังครับ

3. P/E Ratio ลงมาเกิน 2 SD

มาดูที่ความถูกแพงของหุ้นกันอย่างง่าย ๆ ครับ ตัวอย่างเช่นหุ้น CPN ถ้าใช้โปรแกรม Bisnews ให้เลือกฟังก์ชั่น Regression Channel จากนั้นลากเส้น Regression Line ซึ่งหมายถึงค่าเฉลี่ย P/E ของหุ้น ซึ่งในที่นี้คือ P/E เมื่อเทียบกับกำไรย้อนหลัง 4 ไตรมาส ถ้าหุ้นมีระดับ P/E ต่ำกว่า 2 SD ถือว่าน่าสนใจครับ แสดงว่าวันนี้หุ้นเทรดในระดับ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเกิน 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

4. ราคาลงมาเกิน 2 SD

แล้วหุ้นลงเท่าไหร่ถึงเรียกว่าลงมามากพอที่จะเก็บ นอกจากการดู Valuation แล้วในเชิงเทคนิคผมมักใช้ Regression Band ง่าย ๆ คล้าย ๆ กับการดู P/E Band ตามข้อที่แล้วครับ คือเราสร้าง Regression Channel กรอบการ trade ในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา จากนั้นลากกรอบ 2SD ออกมาดู ถ้าราคาหุ้นลงมาเกิน 2 SD หมายถึงหุ้นลงมาเยอะพอสมควรได้ที่แล้วครับ

5. ปัจจัยมหภาค

สุดท้ายก่อนจะเริ่มทยอยสะสมหุ้น ดูภาพ Macro ซักนิดครับ ช่วงนี้มีอะไรผิดปกติรึเปล่า เช่น การขึ้นดอกเบี้ยจะขึ้นแรงหรือไม่ มีปัจจัยการเมือง มีการเลือกตั้งประเทศไหนสำคัญ ๆ หรือไม่ ถ้าปัจจัย Macro ดูมีเรื่องน่ากังวลเยอะ เราควร “ทยอยซื้อ” โดยแบ่งหลายไม้หน่อยครับ แสดงว่าหุ้นดีที่ลงมาน่าจะมาจากเรื่องพวกนี้ล่ะครับ ส่วนถ้าดูปัจจัย Macro แล้วเห็นว่าทางสะดวก ไม่ได้มีประเด็นน่ากังวลมาก ๆ งานนี้แนะนำ “จัดเต็ม” ได้เลยครับ สำหรับท่านนักลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาปัจจัย Macro ผมแนะนำให้ลองติดตาม FINNOMENA LIVE ดูนะครับ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงเอง ทุกวันพฤหัส 1 ทุ่ม ให้เวลากับมันหน่อยครับ

ทั้งหมดคือ 5 ปัจจัยในการเลือกเก็บหุ้นดียามตลาดขาลง ที่นำมาฝากในวันนี้ สุดท้ายถ้าตลาดมันลงต่อก็ไม่ต้องไปทุกข์ใจครับ จากที่ดูตลาดมาเกือบ 20 ปี ในทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ ขอให้เรารู้จักแท้จริงว่าหุ้นในพอร์ตเราเป็นหุ้นดีจริง ถือหุ้นต่อไป และตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินมาเติมพอร์ตดีกว่าครับ

FundTalk รายงาน


หากใครคันไม้คันมือแล้ว สามารถไปเฟ้นหาหุ้นดีได้ที่ FINNOMENA Stock มีทั้งกราฟ มีทั้งงบ 10 ปี 40 ไตรมาสเลยครับ

ยิ่งกำไร ยิ่งมีความสุข จริงหรือ?

Stock Vitamins (วิตามินหุ้น)

ใครเคยมีอาการแบบนี้บ้างครับ

“เวลาหุ้นขึ้น กำไร เราดีใจ แต่พอหุ้นลง ขาดทุน เราเสียใจ”

เวลาผ่านไปไม่นาน เราก็กลับมาอยู่ตรงกลาง ไม่ดีใจไม่เสียใจ

ไม่ได้บ้านะครับ แต่ในทางจิตวิทยา อธิบายว่า มนุษย์เรามี “Happiness Set Point” เหมือนเป็นเส้นวัดระดับความสุข ซึ่งแต่ละคนสุขมากหรือสุขน้อยไม่เท่ากัน

เรื่องแปลกแต่จริง คือ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เช่น ถูกล็อตเตอรี่ ได้หุ้นเด้ง เงินเดือนขึ้น น้ำท่วม ไฟไหม้ รถชน แฟนทิ้ง เราจะทุกข์หรือสุขมากเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระดับความสุขของเราจะกลับไปอยู่ที่เดิม คือ ที่จุด Set Point นั่นเอง

เพราะฉะนั้น ปีนี้ตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวนมาก ไหนจะเรื่องเศรษฐกิจที่ดูไม่ค่อยดี ไหนจะเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไหนจะสงครามการค้า ทำให้บางวันเรากำไรอยู่ดีๆ อีกวันขาดทุนซะละ แต่เชื่อมั้ยครับว่าพอเวลาผ่านไป ความสุขของเราก็กลับมาที่เดิมอีก แล้วก็วนไปวนมาอยู่แบบนี้

เพราะฉะนั้น วิธีเพิ่มความสุขแบบง่ายๆ เราก็ต้องยกระดับ Happiness Set Point ขึ้นมา

มีงานวิจัยบอกว่าวิธีการที่จะทำแบบนั้นได้คือ การนั่งสมาธิ” เพราะวิธีนี้จะไปพัฒนาสมองส่วนที่เรียกว่า Prefrontal Cortex ซึ่งเป็นสมองที่รับรู้ความรู้สุขและทุกข์

บางคนบอกว่า ยากเกินไป เป็นคนไม่ค่อยมีสมาธิ ฟุ้งซ่าน นั่งไป 5 นาที ก็ไม่ไหวแล้ว

ถ้าเป็นแบบนี้ ต้องลองอีกวิธีคือ เลือกวิธีการใช้เงินให้ถูกต้อง”

ผลจากการวิจัยบอกว่า การที่เรามีเงินเพิ่มขึ้น มันก็ไม่ได้แปลว่าจะเอาไปซื้อให้มีความสุขได้มากขึ้น มันขึ้นอยู่กับว่าเราเอาไปซื้ออะไรมากกว่า ถ้าเราเอาไปซื้อสิ่งของ เครื่องประดับ เสื้อผ้า แหวนเพชร เราอาจจะมีความสุขน้อยกว่า เราเอาไปบริจาค ไปทริปกับครอบครัว

เหตุผลเพราะการซื้อของอย่างหลังเป็นความสุขที่เกิดจากการได้ทำเพื่อคนอื่น เกิดจากความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นในใจ เป็นประสบการณ์เฉพาะตัวที่ไม่เกี่ยวกับเงินมากหรือน้อย วิธีนี้คือ การเพิ่มความสุขด้วยความรู้สึกที่เกิดจากการทำเพื่อคนอื่นที่เรารู้สึกดีด้วย

โดยสรุปแล้ว ข้อแนะนำในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน แต่เรายังสามารถมีความสุขได้ นั่นก็คือ

การนั่งสมาธิ เพื่อยกระดับ Happiness Set Point หรือ การใช้เงินให้เหมาะสมเพื่อคนที่เรารัก

โดยอย่าไปหมกมุ่นครุ่นคิดถึงกำไรหรือขาดทุนในการลงทุนจนเกินไป

ผมเชื่อว่าคุณจะพบกับคำว่า “ความสุข”

Stock Vitamins

ติดตาม Stock Vitamins ได้ที่เพจ https://www.facebook.com/stock.vitamins/

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020

FundTalk
ล้านแรกไม่ยาก… ถ้าฐานแข็งแรง ตอนที่ 5 สร้างมรดกส่งต่อสู่ทายาท (ตอนสุดท้าย)

ตอน กองทุน Principal APDI

กองทุน Top Pick

สำหรับการลงทุนปี 2020

Created by:

JESSADA SOOKDHIS (FundTalk)

#สรุปสั้นๆ ทำไม Principal APDI จึงน่าลงทุน

  •  1. มุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น Asia Pacific ex Japan ในปี 2563 ด้วย 3 เหตุผล คือ

    1. พื้นฐานดี - เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัว กำไรโตกว่า 10% ดีกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

    2. ราคาไม่แพง - Valuation อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะเกาหลี และฮ่องกง

    3. ถูกละเลยไปนาน - กองทุนทั่วโลกส่วนใหญ่ underweight Asia ถ้าพื้นฐานกลับมาจริง การกลับมาของ fund flow จะเข้าเอเชียได้เยอะ

  • 2. สไตล์การลงทุนที่เด็ดมาก ๆ 

    1. ใช้วิธีคิดแบบ Absolute return - ไม่ต้องสนใจดัชนีเลย เวลาคัดหุ้นเข้าพอร์ตแต่ละตัวมองผลตอบแทน > 15% ขึ้นไปเสมอ หุ้นจะใหญ่แค่ไหนถ้าไม่เชื่อว่ามี Upside ก็ไม่ต้องลงทุน

    2. Barbell Style - เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจมากคือลงทุนเป็นคู่ ตัวหนึ่งเน้นเติบโตสูงสร้าง Capital gain จับคู่กับปันผลสูงสร้างรายได้หลักจากเงินปันผล อันนี้เป็นเคล็ดลับที่ทำให้กองทุนมี drawdown ต่ำ คือขาดทุนน้อยกว่าคู่แข่งเวลาตลาดลง

  • 3. ความเสี่ยงที่ต่ำกว่า และผลการดำเนินงานที่สุดยอด

    1. จาก 3D Diagram ของ FINNOMENA กองทุนนี้นอกจากจะมีผลงานที่ดีแล้ว ยังมีระดับ Maximum Drawdown ต่ำมาก คือกองทุนนี้ขาดทุนน้อยกว่ากองทุนหุ้นเอเชียอื่นในยามตลาดขาลง ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

    2. ชนะทั้งเป้าหมาย Absolute return 8% ต่อปี และยังชนะดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan เมื่อดูนับจากกองทุนแม่นั้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 168% ในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ชนะอัตราผลตอบแทนเป้าหมาย 8% ไปเกือบเท่าตัว (ขณะที่ผลตอบแทนกองที่จดทะเบียนในไทยเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับ 22 กองทุนประเภทเดียวกัน)

หากสนใจลงทุนในกองทุน PRINCIPAL APDI สามารถสร้างแผนเพื่อเปิดบัญชีลงทุนได้ที่
https://www.finnomena.com/nter-space-create/

**รายละเอียดกิจกรรมแจกหนังสือ “สุดยอดนักบริหารเงินมืออาชีพ (Career in Finance)” ท้ายวิดีโอ**

เพียงส่งคำตอบมาในช่องคอมเม้นต์ทาง YouTube ว่า “จุดเด่นของ Principal APDI คืออะไร? ทำไมกองทุน Principal APDI ถึงน่าสนใจลงทุนตอนนี้?” 

ทีมงานจะคัดเลือกผู้โชคดี 10 ท่านจากทุกช่องทาง (Facebook, Youtube) รับหนังสือไปเลยฟรีๆ!! หมดเขตส่งคำตอบวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 23.59 น. 

ประกาศผลใต้คอมเม้นต์ของผู้โชคดี และใน Facebook Page FINNOMENA ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563

Introduction

ปีหน้าการลงทุนอะไรที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีคือคำถามยอดฮิตในใจนักลงทุนทุกคน สำหรับผม Principal APDI เป็นคำตอบนั้น 

หลัก ๆ เพราะเป็นจังหวะตลาดที่เหมาะสมสำหรับหุ้น Asia Pacific ex Japan และสไตล์การลงทุนของทีมผู้จัดการกองทุนที่ของจริงสุด ๆ ทั้ง Alpha, Unconstrained และ Barbell 

นำมาซึ่งผลตอบแทนระดับ 10 ดาวตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาคือได้ Morningstar 5 ดาวทั้งกองทุนแม่ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ และกองทุนที่จดทะเบียนในประเทศไทย แถมยังคุมความเสี่ยงได้ดีคือขาดทุนน้อยกว่ากองอื่นเวลาตลาดผันผวนด้วย 

วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกกองทุนนี้กับ Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick ในใจ FundTalk สำหรับการลงทุนปี 2020 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ FINNOMENA Review ที่จะมารีวิวการลงทุนที่น่าสนใจในเชิงลึกให้เป็นความรู้สำหรับนักลงทุนบ้านเราเรื่อย ๆ ครับ

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 1: กราฟเทคนิครายสัปดาห์ของดัชนี้หุ้น MSCI Asia Pacific ex Japan มีสัญญาบวกของการ Break Flag Pattern ข้อมูล ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่มา: Bloomberg

การเกิดใหม่ของคอลัมน์ “คุยกับผู้จัดการกองทุน (Fund Manager Talk)”

ก่อนอื่นอยากเล่าให้ฟังครับ ผมเริ่มเขียนบทความด้านการลงทุนครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน (สมัยนั้นยังไม่มี Blog กับ Facebook เลย) และคอลัมน์ที่ผมตั้งชื่อก็คือ “คุยกับผู้จัดการกองทุน”

จากนั้นก็เริ่มมาเขียน Blog ชื่อ fundmanagertalk.com เขียนไปเขียนมาก็ชวนคนอื่นมาเขียนด้วยหลายคน หนึ่งในนั้นก็คือ Mr.Messenger หรือคุณแบงค์นั่นเอง สมัยนั้นแกประจำอยู่ห้องสินธรในพันทิพย์

จนวันที่ก่อตั้ง FINNOMENA ทั้งผมและคุณแบงค์เนื่องจากเป็นคนชอบเขียน ก็เลยรู้จักกับนักเขียนด้วยกันหลายคนก็เลยชวนกันมาเขียนที่ FINNOMENA

ระยะหลังนี้ก็เลยมาเขียนบทความหลัก ๆ ลงที่ FINNOMENA ส่วนบล็อคเดิมก็ไม่ค่อยได้อับเดตบ่อยนัก วันนี้เลยขอแจ้งเกิดคอลัมน์ “คุยกับผู้จัดการกองทุน (Fund Manager Talk)” ใหม่อีกครั้ง

โดยจะเป็นการรีวิวการลงทุนแบบเชิงลึก ถ้ารีวิวกองทุน ก็จะขอไปสัมภาษณ์กับผู้จัดการกองทุนที่ดูแลกองนั้นโดยตรง ถ้าเป็นการรีวิวหุ้นก็จะขอไปสัมภาษณ์ผู้บริหารแบบเจาะลึก โดยคอลัมน์นี้จะเขียนแบบที่อยากเขียน คือลงลึกไปไม่มีที่สิ้นสุด

Fund Manager Talk เหมาะสำหรับฮาร์ดคอร์ที่ชอบอ่านข้อมูลแบบลึก ๆ และการร้อยเรียงจะมีความเป็น Visit Note เหมือนเวลาผู้จัดการกองทุนไป Company Visit บริษัท แล้วทำการเขียนสรุปออกมาแชร์ความรู้กับทีมงาน แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ผมว่าก็น่าลองนะครับ รับรองมีประโยชน์แน่นอน

นอกจากนั้นจะใส่การวิเคราะห์ของผู้เขียนลงไปด้วย โดยผมจะแยกในบทความให้เห็นชัดระหว่างความเห็นของผู้สัมภาษณ์ และผู้ถูกสัมภาษณ์

พร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย กับ FMT EP#1 Principal APDI – กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 2: ผลตอบแทนกองทุนแม่ Principal APDI ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ที่มา: Principal Asset Management

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Principal APDI คือกองทุน 10 ดาว มาพร้อมผลตอบแทนย้อนหลังที่ไม่ธรรมดา

Principal APDI มี Universe การลงทุนคือหุ้น และ REITs ในภูมิภาค Asia Pacific ex Japan โดยลงทุนในกองทุนแม่ชื่อ CIMB-Principal Asia Pacific Dynamic Income

หลาย ๆ กองทุนหุ้นเอเชียบ้านเราจะมี Universe เป็น Asia ex Japan อันประกอบไปด้วย 11 ประเทศ คือ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน สิงคโปร์ ไทย และไต้หวัน แต่กองนี้เป็น Asia Pacific ex Japan จึงเพิ่มประเทศ Australia และ New Zealand เข้าไปใน Universe การลงทุนด้วย ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market) ที่ตลาดผันผวนน้อย และมีอัตราปันผลที่สูง

เป้าหมาย Absolute return 8% ต่อปี คือผู้จัดการกองทุนไม่ได้เน้นบริหารสู้กับดัชนีหุ้นเป็นหลักเหมือนกองทุนอื่นๆ แต่มีเป้าหมายหลักคือการสร้างผลตอบแทนย้อนหลังสะสมให้ได้เฉลี่ย 8% ต่อปี

ดังนั้นถ้าผู้จัดการกองทุนมองตลาดขาลงก็จะโยกเงินไปที่สินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำลงมาหน่อย (Defensive Play) เช่น หุ้นออสเตรเลีย หรือ REITs ได้เต็มรูปแบบ รวมถึงการถือเงินสดให้มากขึ้น

ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงโดยผลตอบแทนรวมของกองทุนนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนแม่ในปี 2554 (2011) อยู่ที่ 168% ขณะที่ Absolute Return Benchmark อยู่ที่ 92%  (ข้อมูล ณ 31 ตุลาคม 2562)

แปลง่าย ๆ คือถ้าลงทุนกองทุนนี้ 100,000 บาทนับแต่วันตั้งกองทุน เงินลงทุนจะโตเป็นเป็น 268,000 บาท ในเวลา 8 ปี เกือบ 3 เด้ง! และถ้าสังเกตดูดีๆ ก็จะพบว่ากองทุนสามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดได้ทุกช่วงเวลา

*** แนะนำลงทุน 3-5 ปีขึ้นไป

ผู้ลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่า กองทุนไม่ได้การันตี 8% ทุกปี แต่ต้องลงทุนนานๆ เพื่อให้ผลตอบแทนสะสมไปเรื่อยๆ จึงเหมาะกับผู้ที่สนใจจะลงทุนแบบระยะยาว

มีมุมเท่ของกองทุนนี้จากการได้ไปสัมภาษณ์กับพี่วิน CIO บลจ.พรินซิเพิล คือกองทุนนี้นั้นกองแม่ก็ได้ Morningstar ดาว 5 ดวง เมื่อเทียบกับกองทุนหุ้นเอเชียในมาเลเซีย ขณะที่ในประเทศไทยก็ได้ 5 ดาวเมื่อเทียบกับกองในไทย เลยขอยกให้ Principal APDI เป็นกองทุนหุ้น 10 ดาวไปเลย

กองทุนแม่มีขนาดประมาณพันล้านเหรียญ ถือว่าขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป

กองทุนไทยใช้ดัชนีอ้างอิงเป็นดัชนีหุ้น MSCI Asia Pac ex Japan ไม่ได้เป็น 8% absolute return เหมือนกองแม่ ตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. บ้านเราซึ่งกำหนดว่าถ้าเป็นกองทุนรวมหุ้นก็ต้องใช้ดัชนีชี้วัดเป็นดัชนีหุ้น

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 3: ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังของกองทุน Principal APDI ไทย ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ที่มา: Principal Asset Management

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ที่ผ่านมาผลงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวกองทุนสามารถชนะได้ทั้ง 8% Absolute return benchmark และดัชนีหุ้น Asia Pac ex Japan ซึ่งจัดว่ามีฝีมือมากที่ชนะได้ทั้ง 2 benchmark ปกติแค่ benchmark เดียวสำหรับชีวิตผู้จัดการกองทุนก็ยากมากแล้วเพราะยังมีค่าธรรมเนียมกองทุนที่ต้องทำผลตอบแทนให้ cover ด้วย

การจะบริหารกองทุนที่มี Benchmark แบบ Absolute return ได้นั้นต้องมี universe ที่กว้างพอ ดังนั้นถ้า Universe การลงทุนแคบเกินไปเช่น SET Index อย่างเดียวนั้นผู้จัดการกองทุนจะไม่สามารถบริหารกองทุนสไตล์ Bottom-up ที่มี benchmark แบบ Absolute return ได้

พูดถึงผลตอบแทนไปแล้ว ลองมาดูมุมอื่นๆ อย่างความเสี่ยงบ้าง จาก 3D Diagram ของ FINNOMENA จะเห็นได้ว่ามีขนาดใหญ่ สิ่งนี้บ่งบอกถึงสถิติที่ดีทุกด้าน ทั้ง ผลการดำเนินงานย้อนหลัง (past performance), ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (risk-adjusted return) และ จุดขาดทุนสูงสุด (max drawdown) ซึ่งแปลได้ความว่ากองทุนนี้นอกจากจะมีผลงานที่ดีแล้ว ยังขาดทุนน้อยกว่ากองทุนหุ้นเอเชียอื่นในยามตลาดขาลง ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก บอกเลยว่าสามเหลี่ยมที่ไปสุดทุกด้านแบบนี้ไม่ได้พบเจอกันบ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีไปสุดได้แค่ 2 ใน 3 เท่านั้น

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 4: 3D Diagram ของ Principal APDI ข้อมูล ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่มา: FINNOMENA

อย่างไรก็ดี เนื่องจากกองทุนนี้ลงทุนเฉพาะเจาะจงในภูมิภาคเดียว จึงมีความเสี่ยงเฉพาะภูมิภาคที่นักลงทุนต้องจับตามอง ผู้ลงทุนจึงควรศึกษารายละเอียดและจังหวะช่วงเวลาการลงทุนให้ดี

สไตล์การลงทุนที่เป็นเอกลักษณ์ของ APDI

เริ่มที่คำว่า 1. DYNAMIC

DYNAMIC คือ สามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนไปยังประเทศที่สนใจได้ตลอดเวลา และสามารถซื้อขายและทำกำไรได้ตลอดเวลา เมื่อผู้จัดการกองทุนรู้สึกพอใจในผลตอบแทนที่ตัวเองได้รับ ซึ่งตอบโจทย์จุดมุ่งหมายเพื่อ Absolute Return พอดี

เน้น 2. ALPHA

การจะทำผลตอบแทน Absolute Return ให้สำเร็จผู้จัดการกองทุนต้องมีเป้าหมายที่จะลงทุนให้ชนะ Benchmark ไปด้วยในตัวหรือการสร้าง Alpha ให้ได้มากที่สุด ซึ่ง Alpha ก็คือผลตอบแทนส่วนที่เกินมาจากดัชนีมาตรฐานนั่นเอง

โดยปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญจากการที่ Principal มีทีมงาน on-the-ground โดยพยายามเน้นให้เป็นผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์ที่เป็นคนท้องถิ่นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำข้อมูลมาร่วมวิเคราะห์กันในระดับภูมิภาค

ไร้ขีดจำกัด 3. UNCONSTRAINED

เวลาเลือกหุ้นแต่ละตัวไม่ได้สนใจดัชนี “ปลดล็อคตัวเองจาก Index” แต่เวลาจะลงทุนทุกครั้งหวังว่าหุ้นแต่ละตัวต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุน 15% ขึ้นไป

เช่น ใน benchmark มี ALIBABA อยู่เยอะมากแต่ถ้าผู้จัดการกองทุนไม่ชอบ ALIBABA ก็สามารถ Zero Weight หุ้น ALIBABA ได้เลย ซึ่งโดยปกติกองทุนที่บริหารแบบเพื่อให้ชนะดัชนีอ้างอิง หรือที่เรียกว่า Relative Return Fund จะไม่ค่อยทำแบบนี้เพราะกลัวผลตอบแทนจะหลุดจาก Benchmark มากเกินไป

และสุดท้ายที่ผู้เขียนชอบมาก ๆ คือ 4. BARBELL

BARBELL คือการจับคู่หุ้นปันผล + หุ้นเติบโต เอามาคู่กันให้สมดุลความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนที่ดีในเวลาเดียวกัน

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020

ตัวอย่างการทำ Barbell ที่น่าสนใจ HDFC Bank จากอินเดีย ทำบาร์เบลคู่กับ Westpac Bank จากออสเตรเลีย

ประเทศอินเดียนั้นถือได้ว่ามีอัตราการเติบโตของ GDP สูง เฉลี่ย 7-8% ต่อปี สิ่งที่ตามมาคือประชาชนที่เริ่มเข้าถึงธนาคารได้มากขึ้น มีศักยภาพในการกู้เงินมากขึ้น HDFC เป็นธนาคารภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย Loan growth เกือบ 20% ต่อปี มีลูกค้า 50 ล้านคน และกำลังขยายสาขาประมาณปีละ 600 สาขา

Westpac เป็นธนาคารออสเตรเลีย เป็นธนาคารเก่าแก่อายุเกือบ 200 ปี แม้ธุรกิจจะอิ่มตัวตามอัตราการเติบโตของ GDP ที่เฉลี่ย 2% ต่อปี แต่ธุรกิจมี Dividend yield กว่า 6% (มากกว่าอัตราปันผลของ REITs ในประเทศออสเตรเลียเสียอีก)

การทำ Barbell จึงทำให้พอร์ตได้รับผลตอบแทน 2 ทาง คือผลตอบแทนในรูปของ Capital gain จากหุ้นเติบโต และผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากหุ้นปันผล ซึ่งกลยุทธ์ลักษณะนี้ช่วยเรื่องการบริหารความเสี่ยงไปในตัว

พอร์ตปัจจุบันมี Dividend Yield 3% ซึ่งจัดว่าไม่น้อยเลย

FMV - วิธีการเลือกหุ้นสไตล์ Bottom-up ในแบบฉบับของ Principal

FMV ย่อมาจาก Fundamental, Valuation, Momentum

2 ตัวแรกคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ส่วน Momentum คือการดูปัจจัยเรื่อง fund flow ปัจจัยเชิงคุณภาพ และความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว

อีกหลักสำคัญของ Principal คือเวลาซื้อหุ้นให้ดู Downside เสมอ ถ้ามันลง แล้วมันลงได้มากแค่ไหน อย่าหลงรักหุ้น เพราะหุ้นไม่เคยปราณีใคร จะเชื่อมั่นแค่ไหนก็อย่าทุ่มสุดตัว อย่าลงน้ำหนักมากเกินไป

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 5: รายชื่อหุ้น Top Holdings ในพอร์ตกองแม่ Principal APDI ข้อมูล ณ วันที่: 31 ตุลาคม 2562 ที่มา: Principal Asset Management

นโยบายกองทุนคือลงทุนหุ้นได้ไม่เกิน 10% ต่อตัว แต่ปัจจุบันตัว Top holdings ปัจจุบันลงทุนสูงสุดคือประมาณ 5% และมีการลงทุนในหุ้นประมาณ 50 ตัวเพื่อให้ไม่กระจุกตัวมากเกินไป กันความเสี่ยงเวลาเกิด downside จากหุ้นแต่ละตัว

หากสนใจลงทุนใน Principal APDI พร้อมกองทุนเอเชียกองอื่นๆ สามารถสร้างแผนเพื่อเปิดบัญชีลงทุนได้ที่
https://www.finnomena.com/bic-asia-ex-jap/

ธีมการลงทุนของหุ้นรายตัวในพอร์ต

จากการสัมภาษณ์พี่วิน พบว่าทีมผู้จัดการลงทุนชอบ Mega Trend ด้านเทคโนโลยี โดยพระเอกคือ Tencent เจ้าของ WeChat และ QQ ซึ่งมีจำนวน Active user เกือบ 2 พันล้านคน 

มีการลงทุนใน SAMSUNG ซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงมือถือแต่ยังถือครอง Market Share การผลิต Memory เกินกว่า 50% ในตลาดโลก ซึ่งทุกวันนี้ Memory เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยใน Internet of Things (IoT) และ Cloud computing

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 6: Ecosystem ของ Tencent ที่มี Active user เกือบ 2 พันล้านคน ที่มา: Seeking Alpha

กองทุนมีการถือครอง Ascendas REITs เป็น Logistics REITs ที่จดทะเบียนในประเทศสิงค์โปร์เน้น Logistics Warehouse ซึ่งเติบโตตามเทรนด์ของ eCommerce และ Data Center ที่เติบโตตามเทรนด์ของ Cloud Computing

นอกจากนี้กองทุนยังให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มประกันภัยได้แก่ AIA และ PingAn ซึ่งมีรายได้จาก Mega Trend การเติบโตของอุตสาหกรรมประกันภัย และประกันชีวิตในทวีปเอเชียโดยเฉพาะผู้ทำประกันภัยชาวจีน

นอกจากนี้ก็ยังมีหุ้นที่ลงทุนด้วย Barbell Strategy อย่าง HDFC Bank ของอินเดีย + Westpac Bank ของออสเตรเลียตามที่อธิบายไว้ก่อนหน้า

เรียกได้ว่าเป็นการเลือกหุ้นสไตล์ Bottom-up แบบมีธีมที่อิงตาม Mega Trend ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียที่น่าสนใจมาก ๆ

ทีม Fund Manager ระดับเซียนจากหลากหลายประเทศ

Christopher Leow เป็น CEO & CIO ที่ Principal สิงคโปร์ เป็นผู้จัดการกองทุนหลักของกองทุนนี้ โดย Chris นั้นเป็นผู้จัดการกองทุนที่มีความลึกซึ้งและเชี่ยวชาญเรื่องการเลือกหุ้นสไตล์ Bottom-up ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี

นอกจากนี้กองทุน Principal APDI ยังบริหารโดย Senior Fund manager อีก 2 ท่านคือ Serene และ Jeffrey และมีทีมงานที่สิงค์โปร์อีก 24 ชีวิตแบ่งงานตามประเทศที่ลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมตามความถนัด ความชำนาญของแต่ละคน ดังนั้น ใครที่เชี่ยวชาญ REITs ก็จะเข้าใจทั้ง REITs ไทยหรือสิงคโปร์ สามารถเห็นภาพรวมของสินทรัพย์ได้มากขึ้น

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 7: ทีมผู้จัดการกองทุน Principal APDI ข้อมูล ณ วันที่: 31 ตุลาคม 2562 ที่มา: Principal Asset Management

ทีมผู้จัดการกองทุน 4 ประเทศ นั่นคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมกัน 60+ คน พอไป company visit ก็จะแชร์ FMV Model ให้ทั้งทีมดูโดยมีการให้คะแนนหุ้นบนมาตรวัด 1 – 5 ซึ่งเป็นมาตรวัดเดียวกันทั้งภูมิภาค ก็จะไม่เกิดการลำเอียง ซึ่งส่งผลดีคือทำให้ช่วยหาหุ้นที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียได้ 

ยกตัวอย่างเช่นหุ้นสนามบิน ทีมงานสามารถเปรียบเทียบหุ้นสนามบินทั่วภูมิภาคได้ว่าสนามบินที่ไทย เทียบกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์แล้วน่าสนใจหรือไม่อย่างไรในมุมของ Fundamental, Valuation และ Momentum ทำให้ทีมผู้จัดการกองทุนของแต่ละประเทศกลับมามองที่หุ้นของตัวเองแบบที่เปิดมุมมอง (perspective) ได้มากขึ้น

เกณฑ์ก็คือหากหุ้นได้คะแนนเกิน ⅗ ก็จะพิจารณาให้ลงทุน ถ้าได้ 3 หรือต่ำกว่า 3 หน่อยก็จะแนะนำให้ Hold แต่ถ้าต่ำกว่า 2 ก็แนะนำขาย ทุกคนในทีมจะเขียนรายงานในอีเมล และมีการทำ Conference Call ทุกๆ สัปดาห์

พอร์ตการลงทุนของกองทุนในปัจจุบัน: หุ้นคัดมือ คุณภาพคับแก้ว

Principal APDI ไม่ได้ weight หุ้นจีนเป็นหลักตามดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan เหมือนกองทุน Asia ex Japan ทั่ว ๆ ไป

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 8: สัดส่วนการลงทุนรายประเทศของ MSCI Asia Pacific ex Japan ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561 ที่มา: MSCI

ปัจจุบันกองทุนให้น้ำหนักกระจายในหลายประเทศและมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดใน สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย อินเดีย ไต้หวัน ซึ่งเป็นตัวที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ากองนี้ไม่ได้อิงน้ำหนักตามดัชนี แต่เน้นที่เป้าหมายการสร้าง Absolute return 8% เป็นหลัก

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 9: พอร์ต Principal APDI รายประเทศ และราย Sector ข้อมูล ณ วันที่: 31 ตุลาคม 2562 ที่มา: Principal Asset Management

ปี 2019 ที่ผ่านมา APDI มีการลงทุนใน Singapore REITs เยอะ ซึ่งมาจากมุมมองว่า FED จะ cut ดอกเบี้ยตอนต้นปี เมื่อ FED ทำการลดดอกเบี้ยจริง ๆ จึงทำให้สินทรัพย์ชนิดนี้ทำผลตอบแทนได้ดี

และในช่วงไตรมาส 4 เมื่อกองทุน REITs ราคาปรับเพิ่มขึ้นมามากกองทุนก็ได้ขายทำกำไรไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถูกจังหวะมาก ๆ

ทำไม Principal APDI จึงน่าลงทุนสำหรับปี 2563

งานนี้พี่วินขอไล่ตาม FMV Model ที่เป็นเครื่องมือหลักของทีม Principal เลยครับ

FUNDAMENTAL

เศรษฐกิจโลกปี 2020 โต 3.4% US 2.1% EM 4.6% ทางทีม Principal มองว่าเศรษฐกิจปีหน้ามีแนวโน้ม Asynchronize คือเศรษฐกิจ EM เริ่มฟื้นแต่เศรษฐกิจ DM โตต่ำกว่า

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 10: มุมมองการเติบโตของเศรษฐกิจจาก IMF ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ที่มา: Principal Asset Management

พี่วินมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ในปีหน้าเศรษฐกิจเอเชียโตดีขึ้นขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตแย่ลง ทางทีมจึงมองว่ามีโอกาสที่จะเกิดการ rotation มาที่หุ้นภูมิภาคเอเชีย บวกกับอีกปัจจัยสนับสนุนคือนโยบายการเงินของเอเชียที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย

การเติบโตของกำไรของ Asia Pac ex Japan ในปี 2020 อยู่ที่ 12% ซึ่งจัดว่าน่าสนใจ

MOMENTUM

ปัจจุบันผู้จัดการกองทุนทั่วโลกมีสถานะ Underweight หุ้นเอเชีย ถ้าพื้นฐานของเอเชียมีการฟื้นตัวจริงอย่างที่คาด น่าจะเกิดการ upgrade มุมมองการลงทุนของหุ้นในภูมิภาคนี้จะทำให้มีโอกาสที่จะมี fund flow เข้ามาอีกเยอะเนื่องจากสถานะปัจจุบันเป็น underweight อยู่

“ที่ผ่านมาผู้จัดการกองทุนเกาะรถไฟหุ้นอเมริกา และตอนนี้มีโอกาสที่ดีที่จะมีการ rotate เข้ามาลงทุนในหุ้นเอเชียมากขึ้น”

คุณวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล กล่าว

VALUATION

MSCI Asia ex Japan มี Forward P/E ปี 2020 อยู่ที่ 12.6 เท่า ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 17.3 เท่า และไทย 15X

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020
รูปที่ 11: ภาพการวิเคราะห์ความถูกแพงโดยใช้ P/E + P/BV Composite Index ข้อมูล ณ วันที่: 30 กันยายน 2562 ที่มา: Principal Global Investors

ที่ Principal ยังมีทีม Asset Allcation ซึ่งมีการวิเคราะห์เชิงลึกโดยการทำ Composite P/E + P/B ย้อนหลัง 15 ปีเพื่อดูว่ามีโอกาสกี่ % ที่ราคาวันนี้มีโอกาสถูกกว่าราคาในวันนี้ นั่นหมายความว่าตัวเลขออกมา % ต่ำคือถูก และ % สูงคือแพงนั่นเอง ซึ่งปัจจุบัน Asia ex Japan = 44% จัดว่าถูกกว่าอเมริกาซึ่งอยู่ที่ 85% ส่วนไทยเห็นแล้วน่าตกใจเพราะสูงถึง 91% (แปลว่าปู่เซตแพงงง)

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020

บทแถมท้าย

ลงลึกเรื่องการบริหารความเสี่ยง FX ของกองทุน Principal APDI

กองทุนไทยลงทุนในกองแม่ USD Share Class ซึ่งใช้แนวทางบริหารค่าเงินแบบ Dynamic Hedge โดยผู้จัดการกองทุนทำการ hedge ไว้ 85-90% อยู่แล้ว เพื่อทำให้ผลตอบแทนมีความใกล้เคียงกองแม่มากที่สุด บวกกับปีนี้โชคดี เพราะทิศทางเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเอเชีย

…ถ้าปีนี้ไม่ปิดความเสี่ยงค่าเงินกองทุนจะได้รับผลกระทบประมาณกว่า 6%!

หากมองให้ลึกกว่านั้นการบริหารความเสี่ยงค่าเงินของกองนี้มีความลึกซึ้งไม่น้อยเลย เนื่องจากกองทุนแม่เป็นสกุล USD ส่วนกองทุนลงทุนในหุ้นเอเชียเท่ากับว่าเป็นการแลกเงินจาก THB -> USD -> Asian Currency

ถ้าเลือกปิดความเสี่ยง USD/THB

ขณะที่กองทุนไทยปิดความเสี่ยงได้เฉพาะ USD/THB ซึ่งถ้าปิดความเสี่ยงค่าเงิน USD/THB ก็เท่ากับว่าเปิดความเสี่ยง USD/Asian Currency

  • หากค่าเงิน USD แข็งเมื่อเทียบ Asian Currency = กองทุนที่ไทยจะมี FX Loss

  • หากค่าเงิน USD อ่อนเมื่อเทียบ Asian Currency = กองทุนไทยจะมี FX Gain

ส่วนถ้าค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนเมื่อเทียบ USD กองทุนจะไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากปิดความเสี่ยง USD/THB ไว้แล้ว นั่นเท่ากับกับว่า

ถ้าเลือกไม่ปิดความเสี่ยง USD/THB

ถ้า Fund Manager ที่เมืองไทยเลือกเปิดความเสี่ยงค่าเงิน = เปิดความเสี่ยง THB/Asian Currency ซึ่งโดยปกติเป็นสิ่งที่ควรทำเนื่องจากค่าเงินบาทโดยปกติจะแข็งอ่อนไปตามค่าเงินภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเค้าเรียกว่า Natural Hedge (จะมีช่วงปีสองปีนี้ที่บาทแข็งค่ามากผิดปกติ)

  • ถ้าค่าเงินบาทแข็งเมื่อเทียบ Asian Currency = กองทุนที่ไทยจะมี FX Loss

  • ถ้าค่าเงินบาทอ่อนเมื่อเทียบ Asian Currency = กองทุนที่ไทยมี FX Gain

  • ถ้าค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนเมื่อเทียบกับ USD -> ไม่เกี่ยวเพราะ USD สกุลเงินทางผ่านเท่านั้นแต่กองทุนไปลงทุนในหุ้นสกุลเงินเอเชีย

ในปีนี้ค่าเงินบาทเป็นสกุลเงินที่แข็งที่สุดสกุลหนึ่งของโลก การเลือกปิดเความเสี่ยง USD/THB จึงเป็นการตัดสินใจที่ดี และทำให้กองทุน Principal APDI ในไทยสามารถ perform ได้ดีเมื่อเทียบกับกองทุนแม่ที่เป็น USD

Fund Manager Talk ตอน กองทุน Principal APDI กองทุน Top Pick สำหรับการลงทุนปี 2020

FundTalk รายงาน

อยากลงทุนใน Principal APDI ต้องทำอย่างไร?

สามารถซื้อ PRINCIPAL APDI ผ่านแผนเหล่านี้ :

– ลงทุน PRINCIPAL APDI กองเดียวผ่าน Do It Yourself (DIY) https://www.finnomena.com/nter-space-create/

– ลงทุน PRINCIPAL APDI พร้อมกองทุนเอเชียกองอื่นๆ ผ่าน BIC Asia ex-Japan https://www.finnomena.com/bic-asia-ex-jap/

ดูข้อมูล PRINCIPAL APDI เพิ่มเติมได้ที่ FINNOMENA Fund

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

 

หุ้น Tesla ทะยานแรงทำ All Time High ที่ 524.86 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าบริษัทสูงกว่า Ford และ GM รวมกัน

FINNOMENA Reporter

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ หุ้นของบริษัท (TSLA) ปิดตลาดที่ 524.86 ดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติ All Time High ได้สำเร็จ

  • ราคาหุ้นของ Tesla ที่เพิ่มขึ้นสูงในครั้งนี้มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นถึง 10% ภายในแค่วันเดียว โดยตั้งแต่เปิดปี 2020 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Tesla เพิ่มขึ้นสูงกว่า 20%
  • ปัจจุบันมูลค่าบริษัท Tesla ตามราคาตลาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 94,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.86 ล้านล้านบาท
  • ทำให้มูลค่าบริษัทของ Tesla ในขณะนี้ได้แซงหน้ามูลค่าบริษัทของสองยักษ์เคยใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่าง General Motors (49,979 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ Ford (36,636 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวมกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/thestandardth/photos/a.1725541161072102/2321328374826708/

ธปท. รับ 5 ปี ทุนสำรองพุ่ง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ เหตุแทรกแซงเงินบาท

FINNOMENA Reporter

ธปท. เผยว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา เหตุผลหลักคือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกสูงกว่ารายจ่ายจากการนําเข้า

  • พร้อมให้ความเข้าใจว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากการเก็งกําไรระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หากดูตัวเลขจะเห็นว่าการลงทุนของต่างชาติสุทธิทั้งปี 2019 แล้วเป็นการไหลออกโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง
  • ทั้งนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือระหว่างปี 2558-2562 เงินทุนสํารองฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งถือเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้จากการค้าขายสินค้าและบริการกับต่างประเทศ
  • ทําให้ในปัจจุบันไทยมีเงินสํารองฯมากติด อันดับต้นๆของโลก สะท้อนว่าแบงก์ชาติได้มีการเข้าดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดด้วยการซื้อเงินดอลลาร์ต่อเนื่อง และพร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติมหากจําเป็น

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861944

อยากเก็บเงินให้ได้เยอะๆ อย่าเชื่อสมองของตัวเอง

FINNOMENA Admin
dont-believe-your-brain

ขอเกริ่นก่อนว่าบทความนี้ไม่ได้เป็นการบอกสูตรในการเก็บเงิน ไม่ได้เป็นการบอก 10 เทคนิคในการเก็บเงินอะไรทำนองนั้น แต่เป็นการสร้างความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจใช้เงินของเรา เพื่อเป็นการเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรง ถ้าพร้อมแล้วเชิญอ่านบทความได้เลยครับ

หลายคนเริ่มชีวิตวัยทำงานด้วยความคิดที่ว่า “หาเงินเองได้แล้ว จะไม่ขอเงินพ่อแม่แล้ว” “หลังจากนี้จะเริ่มต้นเก็บเงินเพื่ออนาคต” “เริ่มต้นออมเงินทีละน้อย แล้วค่อยๆ ออมให้เยอะขึ้น จากนั้นเราก็จะกลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุไม่เกิน 30”

การตั้งเป้าหมายที่จะเก็บเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างที่หลายคนคงทราบดีอยู่แล้ว…ว่ามีน้อยคนที่จะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ บางคนก็เก็บเงินได้ แต่เก็บได้ไม่มากอย่างที่ตั้งใจ บางคนเดือนชนเดือน หามาได้เท่าไรก็หายหมด หรือบางคนรายรับรายจ่ายยังคงติดลบตัวแดงทุกเดือน ผลาญเงินเก็บของตัวเองไปเรื่อยๆ ยังเริ่มเก็บเงินไม่ได้เลย

ข่าวดีก็คือ ความสามารถในการเก็บเงินมันไม่ได้ติดมากับพันธุกรรม มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกว่าคนนี้คือคนที่เก็บเงินอยู่และจะรวยในอนาคต คนนี้คือคนที่เสพติดการใช้เงินและคงยากจนไปตลอดชีวิต มันไม่ใช่แบบนั้น ความสามารถในการเก็บเงินเป็นเรื่องที่ “ทุกคน” สามารถฝึกฝนได้ เพียงแต่ว่าเราต้องหัดฟังสิ่งที่สมองบอกให้น้อยลงซักหน่อยก็เท่านั้น

เบื้องหลังพฤติกรรมใช้เงินฟุ่มเฟือย

ใครๆ ก็ชอบพูดว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จริงๆ แล้วทุกวันนี้เรากำลังใช้เงินซื้อความสุขอยู่ และเป็น “ความสุขแบบเร่งด่วน (instant gratification)” ซะด้วย อยากกินอะไรหวานๆ ก็เดินออกไปซื้อชานมไข่มุก กินเข้าไปมีความสุขทันที เครียดจากงาน ก็ไปช็อปปิ้งซื้อของ ได้จ่ายเงินออกไปก็มีความสุขทันที (หรือบางคนเครียดก็ไปจบที่ชานมไข่มุกเหมือนเดิม)

ข้อดีของความสุขแบบเร่งด่วน คือ มันให้ความสุขกับเราได้อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อเสียก็คือ ความต้องการส่วนนี้มันไม่มีที่สิ้นสุด เราไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ แค่ครั้งเดียวแล้วจะไม่อยากกินอีกเลยตลอดชีวิต อะไรที่ให้ความสุขกับเรา เราก็จะอยากทำมันอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ

แล้วทำไมเราถึงชอบความสุขง่ายๆเร็วๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ต้องย้อนไปถึงเส้นทางการวิวัฒนาการของมนุษย์เรา สิ่งมีชีวิตไม่ว่าชนิดใดก็ตามจะมีสัญชาตญาณบางอย่างในตัวที่คล้ายกัน นั่นก็คือ ความต้องการอาหาร ความต้องการสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้เผ่าพันธุ์อยู่รอด เพื่อที่จะให้สิ่งมีชีวิตหาอาหารและเข้าสังคมอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติจึงกำหนดไว้ว่าถ้าทำสิ่งนี้แล้วจะให้ความสุขเป็นรางวัลทันที ถ้าอยากได้ความสุขก็ต้องหาอาหาร ถ้าอยากได้ความสุขก็ต้องแสวงหาการยอมรับจากสังคม (ซึ่งในปัจจุบันแสดงออกด้วยการซื้อของแพงๆ มาประดับบารมี) เป็นเหมือนกลลวงให้สิ่งมีชีวิตไล่ตามความสุขเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป

dont-believe-your-brain

ที่มา: http://brainmind.com/LimbicLangauage.html

ระบบการให้รางวัลแบบนี้ถูกสร้างและพัฒนามาเนิ่นนานตั้งแต่หลายล้านปีก่อนแล้ว ระบบนี้ฝังตัวอยู่ในส่วนของสมองด้านใน สาเหตุที่มันต้องไปซ่อนตัวอยู่ด้านในเพราะมันมีความสำคัญกับการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ มันจำเป็นต้องถูกปกป้อง เมื่อสังเกตจากรูปเปรียบเทียบสมองของคนกับสัตว์ชนิดต่างๆ จะเห็นว่าสมองส่วนนี้แทบไม่เปลี่ยนไปเลย ดังนั้นมันจึงฝังลึกเกาะติดสมองเราอย่างเหนียวแน่น ถึงแม้รูปร่างเราจะแตกต่างจากสัตว์อื่นมากมาย แต่สมองด้านในเรายังคล้ายกันเสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเอาสมองยุคหลายล้านปีที่แล้วมาใช้ในปัจจุบัน

ขอยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตหนึ่ง นั่นก็คือ สุนัข ถ้าเกิดสุนัขตัวหนึ่งมีความสามารถในการหาอาหารได้ เข้ากับกลุ่มได้ สืบพันธุ์ได้ วันว่างๆ ก็ไปนอนเล่นอยู่หน้าประตูเซเว่นฯ นั่นก็ถือว่าสุนัขตัวนั้นประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้วในฐานะสุนัขตัวหนึ่ง ระบบการให้รางวัลในสมองของสุนัขทำงานได้เป็นอย่างดีกับการใช้ชีวิตของสุนัข

แต่สำหรับมนุษย์ สมองแบบนั้นมันไม่เวิร์ค ชีวิตมนุษย์มีความซับซ้อนกว่าชีวิตสุนัขหลายร้อยเท่า การไล่ตามความสุขแบบผิวเผินไปวันๆ มีแต่จะทำให้ชีวิตของเราแย่ลง ความสุขจากการนอนตื่นสายทำให้เราโดนเจ้านายด่า ความสุขจากการกินขนมทำให้เราอ้วน ความสุขจากการช็อปปิ้งซื้อของทำให้เราไม่มีเงินเก็บและลำบากในระยะยาว ฯลฯ การไล่ตามความสุขระยะสั้นโดยไม่คิดถึงอนาคตมันไม่ตอบโจทย์ชีวิตเราอีกต่อไป และข่าวร้ายก็คือ เราไม่มีทางกำจัดความอยากต่างๆ ให้หายไปจากสมองเราได้ เว้นเสียแต่ว่าในอนาคตสมองมนุษย์จะวิวัฒนาการแล้วกำจัดสมองส่วนด้านในนี้ออกไป 

แล้วเราต้องทำอย่างไร ในเมื่อเราเปลี่ยนสมองไม่ได้

จริงอยู่ที่เราไม่สามารถกำจัดความอยากซื้อนู่นซื้อนี่ออกไปจากสมองได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สมองจะบอกให้เราไล่ตามความสุขอยู่เสมอ สิ่งที่เราทำได้ถ้าอยากให้ชีวิตดีขึ้น คือ เราต้องมีสติ แยก “สิ่งที่ให้ความสุข” กับ “สิ่งที่จำเป็น” ออกจากกันให้ได้

นี่คือเรื่องที่คนถูกสมองของตัวเองหลอกอยู่บ่อยๆ เราชอบคิดว่าอะไรที่ให้ความสุขกับเรา คือสิ่งจำเป็นในชีวิต เราขาดมันไปไม่ได้หรอก ขาดไปแล้วต้องอยู่ไม่ได้แน่ๆ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่เป็นความจริงเลย มันเป็นแค่การล่อลวงของสมองที่หลอกให้เราทำนู่นทำนี่ตามสัญชาตญาณยุคดึกดำบรรพ์แค่นั้นเอง ความจริงแล้วถึงเราขาดมันไปเราก็อยู่ได้ แถมอาจจะอยู่ได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะหลายครั้งสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันไม่ได้มีประโยชน์กับเราเสมอไป การกินของอร่อยให้ความสุข แต่อาจจะไม่ได้ดีต่อสุขภาพ การดูซีรีส์ให้ความสุข แต่อาจจะทำให้เสียการเสียงาน การซื้อของเยอะๆให้ความสุข แต่อาจจะทำให้เราไม่มีเงินเก็บและลำบากในอนาคต

ถ้าเรามีสติ แล้วแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เรากำลังอยากอยู่ตอนนี้ มันจำเป็นกับเราจริงๆ หรือเป็นแค่การไล่ตามความสุขระยะสั้น เราก็จะสามารถควบคุมชีวิตของเราได้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องการเงินของเราก็จะดีขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเราได้เปลี่ยนจากการมองหาความสุขแบบเร่งด่วน (instant gratification) ให้กลายเป็นการมองหาความสุขในระยะยาว (delayed gratification) เรียบร้อยแล้ว

สรุป

ถ้าเราอยากประหยัดขึ้น ไม่อยากใช้เงินเยอะเกินความจำเป็น เราต้องรู้ทันความคิดตัวเองอยู่เสมอ ช่วงแรกการหักห้ามใจอาจจะทำได้ยาก แต่ถ้าฝึกทำให้ได้บ่อยๆ เราก็จะหักห้ามใจได้ง่ายขึ้น ทุกครั้งที่เกิด “ความอยาก” ลองถามตัวเองดูว่า สิ่งที่เรากำลังจะจ่ายเงินซื้อมันมีประโยชน์กับเราจริงๆหรือไม่ มันจำเป็นกับเราจริงๆหรือไม่ หรือมันแค่ความสุขชั่วคราวและกำลังจะส่งผลร้ายในอนาคต อย่าลืมว่า “สิ่งที่ให้ความสุข” ไม่ใช่ “สิ่งที่จำเป็น” เสมอไป ถ้าอยากเก็บเงินให้ได้เยอะขึ้น อย่าเชื่อสมองของตัวเองมากครับ

FINNOMENA Admin


 

“เรื่องการลงทุน ให้เราดูแล”
ทำความรู้จักกับบริการของ FINNOMENA ได้ที่ https://www.finnomena.com/port/

 

อัปเดตเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน phase 1 ขณะที่สภาผ่านบัญญัติลดอำนาจทางทหาร ปธน.ทรัมป์

FINNOMENA Investment Team

อ่าน FINNOMENA Weekly Market Insight ฉบับเต็ม พร้อมกองทุนแนะนำประจำสัปดาห์ได้ที่ : https://finno.me/WeeklyInsight

กองทุนแนะนำประจำสัปดาห์

สหรัฐอเมริกา – แนะนำยังสามารถเข้าลงทุนได้ กองทุนแนะนำ TMBGQG

ไทย – แนะนำคงสัดส่วนการลงทุน กองทุนแนะนำ TSF

ตราสารหนี้ – แนะนำยังสามารถเข้าลงทุนได้ กองทุนแนะนำตราสารหนี้ระยะกลาง KFAFIX  / ตราสารหนี้ระยะยาวทั่วโลก Phatra G-Ubond-H

Asia ex Japan – แนะนำยังสามารถเข้าลงทุนได้ กองทุนแนะนำ Principal APDI

GOLD ทองคำ – แนะนำคงสัดส่วนการลงทุน กองทุนแนะนำ TMBGOLDS

สรุป FINNOMENA Weekly Market Insight 13-17 ม.ค. 2563

ตอน “อัปเดตเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน phase 1 ขณะที่สภาผ่านบัญญัติลดอำนาจทางทหาร ปธน.ทรัมป์”

แรงกดดันจากสงครามการค้าจะลดลงเป็นอย่างมากในปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2018 และปี 2019 ที่ผ่านมา สิ่งนี้จะทำให้ความไม่แน่นอนและความกังวลของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งโลกลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้เห็นการขยายตัวทางรายได้ และกำไรที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เรายังมีมุมมองเพิ่มเติมว่า การกลับทิศมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยเหล่าธนาคารกลางทั่วโลก จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกต่อไปในปี 2020 รวมถึง เราจะได้เห็นการสนับสนุนจากภาครัฐฯ โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังที่มากขึ้นในปี 2020 เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของแต่ละประเทศซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อภาวะการลงทุนตลอดทั้งปี 2020

——————————

ติดตามบทความ FINNOMENA Weekly Market Insight

ทุกสัปดาห์ได้ที่ LINE ID : @FINNOMENA

หรือ FINNOMENA YOUTUBE : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-eAO-7uCAPL3qdafeXYhu7f

ตลาดหุ้นไทย VS ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
ตลาดหุ้นไทย VS ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

ในช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นนิวยอร์คจะทำสถิติสูงสุดตลอดกาลใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดคือเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 ดัชนีปิดที่ประมาณ 28,824 จุด ทั้ง ๆ ที่อเมริกากำลังมีปัญหาสงครามการค้ากับจีนรวมถึงการพิพาททางทหารครั้งรุนแรงกับอิหร่าน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนอ้างว่าทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยถดถอยลง ดัชนีปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไปแค่ 1% และน่าจะย่ำแย่ต่อไปในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดหุ้นของโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายต่างก็ปรับตัวขึ้นดีมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่าน ว่าที่จริงปีที่แล้วนั้นดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นดีที่สุดปีหนึ่ง ดัชนีดาวโจนส์เองก็ปรับตัวขึ้นไปในระดับ 20% นี่ทำให้นักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากในตลาดหุ้นไทยรู้สึกท้อแท้ผิดหวังกับการลงทุน หลายคนถอนตัวออกจากตลาด ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย ว่าที่จริงความท้อแท้หมดหวังนั้นเริ่มก่อตัวมานานพอสมควรแล้วอย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2561 ที่ดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงไปประมาณ 11% โดยที่ “หุ้นยอดนิยม” ที่เป็นหุ้นที่นักลงทุนส่วนบุคคลชอบเล่นกันมากนั้น บางตัวตกลงไปเกินครึ่ง อนาคตของตลาดหุ้นไทยสำหรับนักลงทุนหลายคนดู “มืดมน” ตลาดหุ้นอเมริกาดู “สดใส”

ว่าที่จริงตลาดหุ้นอเมริกาตั้งแต่ปี 2009 หลังจากวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 นั้น ปรับตัวดีขึ้นมาตลอดแทบทุกปีเป็นเวลา 11 ปีแล้ว สิ้นปี 2008 ดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ประมาณ 8,000 จุดเศษ ๆ ถึงปัจจุบันดัชนีเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3.6 เท่า คิดแล้วเท่ากับผลตอบแทนที่ปีละ 12.3% แบบทบต้นไม่รวมปันผล นี่เป็นผลตอบแทนที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นอเมริกา คือเป็นตลาดกระทิงที่ยาวมากเกิน 10 ปีและให้ผลตอบแทนที่สูงมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะในอดีตนั้นตลาดกระทิงมักจะกินเวลาโดยเฉลี่ยแค่ 5-6 ปี ที่สูงเป็น 10 ปีนั้นมีน้อยมาก นี่เป็นยุคทองของตลาดหุ้นอเมริกาอย่างแท้จริง และเมื่อคำนึงถึงเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนของอเมริกาที่ดูเหมือนว่าจะยังดีมากเพราะเป็นเศรษฐกิจที่มีพลวัตรเป็นเศรษฐกิจดิจิตอลที่ก้าวหน้าและยังมีประชากรที่เพิ่มขึ้นและ “ไม่แก่” เมื่อเทียบกับประเทศที่ก้าวหน้าอื่น ๆ ในโลก

คนอาจจะคิดว่าตลาดหุ้นไทย “แย่มาก” อนาคตไม่รู้อยู่ที่ไหน?

แต่ถ้ามองย้อนหลังไป 11 ปีหลังวิกฤติซับไพร์มเหมือนกันก็จะพบว่าตลาดหุ้นไทยเองนั้นก็ปรับตัวดีขึ้นมากเหมือนกัน ว่าที่จริงไม่แพ้ตลาดหุ้นอเมริกาหรือดัชนีดาวโจนส์เลย สิ้นปี 2008 ดัชนีตลาดอยู่ที่ประมาณ 450 จุด ถึงวันที่ 10 มกราคม 2563 ดัชนีอยู่ที่ 1,581 จุด หรือเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 เท่าเกือบเท่ากับการเติบโตของดัชนีดาวโจนส์ในเวลาเดียวกัน ถ้าคิดรวมปันผลแล้ว ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยดีกว่าตลาดนิวยอร์กด้วยซ้ำ

แต่ความแตกต่างของการเติบโตหรือผลตอบแทนจากตลาดทั้งสองในเวลา 11 ปีหลังวิกฤติก็คือ ดัชนีดาวโจนส์นั้นมีการเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอกว่าตลาดหุ้นไทยมาก ดัชนีตลาดหุ้นไทยเติบโตขึ้นแรงมากในช่วง 4 ปีหลังวิกฤติ โดยที่ปี 2552 ดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 63% ปี 53 ขึ้นไปอีก 41% ปี 54 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ -0.7% พอถึงปี 2555 ดัชนีขึ้นไปอีก 36% รวมแล้วในเวลา 4 ปี ดัชนีปรับตัวขึ้นไป 942 จุดหรือเพิ่มขึ้นกว่า 200% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 33% และนี่คือ “ยุคทอง” ของนักลงทุนส่วนบุคคลโดยเฉพาะที่เป็น VI และนักเก็งกำไรที่มัก “ทุ่มสุดตัว” และทำให้เกิด “เศรษฐี” จากหุ้น และ “เซียนหุ้น” จำนวนมาก พวกเขามักจะ “ลงทุนในหุ้น 100%” หลายคนเกินร้อยโดยการใช้มาร์จินซื้อขายหุ้น นั่นน่าจะก่อให้เกิด “วัฒนธรรมการลงทุนในหุ้น” สำหรับคนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะที่ยังเป็นหนุ่มสาว หุ้นไม่ใช่การเก็งกำไรหรือการพนันอีกต่อไป แต่หุ้นคือ ‘‘ชีวิต” แม้แต่นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการก็ยังเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น บ่อยครั้งก็ผ่านลูกหลานที่ได้สร้างผลตอบแทนเป็นที่ประจักษ์ว่า ลงทุนในหุ้นดีกว่าการทำธุรกิจของตนเอง

หลังจาก “สี่ปีทอง” ของตลาดหุ้นจบลงที่ดัชนีประมาณ 1,400 จุดในปี 2555 แล้ว ดัชนีก็แกว่งตัวเป็น Sideway มาตลอดจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 7 ปี ที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมาไม่ถึง 200 จุดคิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้นเพียง 2.8% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ในเวลาเดียวกันนั้นยังคงเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 10% โดยที่ 4 ปีหลังนี้ในสมัยประธานาธิบดีทรั้มป์ดัชนีดาวโจนส์เติบโตขึ้นถึงปีละ 12.8% โดยที่หุ้นที่นำให้ดัชนีเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นมาจากหุ้นดิจิตอลยุคใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและประกอบกับการลดภาษีนิติบุคคลที่ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ค่า PE ของหุ้นไม่ได้สูงเกินไปจนทำให้ราคาหุ้นเป็น “ฟองสบู่” และนี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดัชนีดาวโจนส์และดัชนีอื่น ๆ ในประเทศสหรัฐไม่ประสบกับปัญหา “วิกฤติตลาดหุ้น” อย่างที่นักวิเคราะห์หลายคนเกรงกลัวกัน

มองในฐานะของนักลงทุนระยะยาวที่ลงทุนกันเป็นสิบ ๆ ปีหรือตลอดชีวิต เราคงบอกไม่ได้ว่าตลาดไหนดีกว่าชัดเจนระหว่างตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะตัวเลขผลตอบแทนโดยเฉลี่ยระยะยาวของทั้งสองตลาดนั้นใกล้เคียงกันมาก ไม่ใช่แค่ 11 ปีที่ผ่านมาแต่ย้อนหลังไปถึงช่วงเวลาเปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อ 45 ปีที่ผ่านมาที่ตลาดหลักทรัพย์สร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนประมาณเกือบ 10% ต่อปีแบบทบต้นซึ่งก็ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นสหรัฐ ประเด็นที่ว่าบางช่วงบางตอนตลาดหุ้นหนึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอีกตลาดหนึ่งนั้น จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในขณะนี้ตลาดหุ้นไทยอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ “เลวร้าย” ตลาดอาจจะไม่ไปไหนเป็นทศวรรษ แต่ในตลาดหุ้นอเมริกาเองก็เคยมีช่วงเวลาแบบนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ผมอยากสรุปว่านับจากวันเปิดตลาดหุ้นหรือนับจากช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติซับไพร์มซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก ตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นสหรัฐนั้น “ดีเสมอกัน”

คำถามที่สำคัญก็คือ เวลาต่อจากนี้ล่ะ ตลาดหุ้นไทยหรือตลาดนิวยอร์กหรือตลาดหุ้นอเมริกาจะดีกว่าในระยะยาว

ซึ่งนี่ก็จะเป็นคำถามสำคัญโดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่หรือนักลงทุนคนหนุ่มสาวที่จะต้องตัดสินใจลงทุนเพื่อชีวิตอีกหลายสิบปีข้างหน้า เพราะการตัดสินใจผิดก็จะทำให้ชีวิตทางการเงินแตกต่างไปมาก สำหรับผมเองนั้น ผมคิดว่าในระยะยาวแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นโดยรวมก็จะสะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และเศรษฐกิจของประเทศเองนั้นก็มักจะถูกกำหนดโดยปัจจัยสำคัญ 3 ประการนั่นก็คือ 1) ระบบการปกครองและการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ 2) กำลังแรงงานของประเทศว่ามีมากขึ้นหรือน้อยลง และ 3) ก็คือ คุณภาพของคนหรือแรงงานว่ามีความสามารถหรือประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้ามองว่าคนไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและในไม่ช้ากำลังแรงงานก็จะน้อยลงเมื่อเทียบกับอเมริการวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่กล่าวถึงแล้ว ผมก็คิดว่าภาพรวมของเศรษฐกิจอเมริกาก็น่าจะดีกว่าไทยในอนาคต และนี่น่าจะเป็นเหตุผลว่าตลาดหุ้นในอนาคตของอเมริกาน่าจะดีกว่าตลาดหุ้นไทยในระยะยาวนับจากวันนี้

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นคนไทยและอาศัยอยู่ในประเทศไทย การลงทุนในประเทศไทยก็น่าจะมีความได้เปรียบอยู่พอสมควรในการที่จะรู้จักบริษัทหรือหุ้นรายตัวเป็นอย่างดี ดังนั้น คนที่เป็นนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ก็น่าจะสามารถเลือกหุ้นรายตัวได้ดีรวมถึงอาจจะเห็นโอกาสหรือจังหวะในการลงทุนในหุ้นรายตัวที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าเราลงทุนแบบ Focus หรือลงทุนที่เน้นการถือหุ้นไม่กี่ตัว โอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปกติหรือดีกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดก็มีความเป็นไปได้ ดังนั้น กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้าจะลงทุนแบบอิงดัชนีในกองทุนรวมของประเทศ ผมคิดว่าลงทุนในอเมริกาน่าจะดีกว่า แต่ถ้าจะลงทุนแบบเลือกหุ้นเอง การลงทุนในประเทศไทยก็ยังมีโอกาสที่จะเอาชนะการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกาได้ทั้ง ๆ ที่ภาพรวมโดยเฉลี่ยในระยะยาวตลาดหุ้นไทยอาจจะไม่ดีเท่า โดยที่เหตุผลก็คือ เรารู้จักหุ้นในตลาดไทยดีกว่าโดยเฉพาะในหุ้นตัวเล็กลงมาที่บางตัวสามารถโตได้เร็วมากเทียบกับหุ้นตัวใหญ่ทั้งในตลาดหุ้นไทยและอเมริกา

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/01/13/2263

ปอนด์ร่วงหลุด 1.30 ดอลลาร์ หลัง BoE ส่งสัญญาณหั่นดอกเบี้ย

FINNOMENA Reporter

ปอนด์ร่วงลงหลุดระดับ 1.30 ดอลลาร์ หลังจากที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย

  • โดยปอนด์ยังถูกกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี ขณะที่ MPC ของธนาคารกลางอังกฤษ ส่งสัญญาณว่า เขาจะลงมติสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอังกฤษได้ฟื้นตัวขึ้น
  • ทั้งนี้ BoE ยังไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่ปี 2559 และเป็นธนาคารกลางขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่ได้คงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2562
  • นอกจากนี้ เศรษฐกิจอังกฤษหดตัว 0.3% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะทรงตัว โดยได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และการเลือกตั้งทั่วไป

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/01/13/sterling-sinks-below-1point30-on-bank-of-england-rate-cut-hints.html

5 วิธีอยู่กับตลาดหุ้นไม่ให้ทุกข์

Investidea
(เงินล้าน) 5 วิธีอยู่กับตลาดหุ้นไม่ให้ทุกข์

นักลงทุนเข้ามาลงทุนเพราะหวังกำไรกลับมาอนาคตได้มีความสุข แต่ธรรมชาติของตลาดการเงินทุกประเภท มีความผันผวนเป็นธรรมดา กว่าจะกำไรบางทีก็ลุ้นกันเหนื่อย เราจะอยู่กับตลาดไม่ให้เครียดกินก่อนรวยอย่างไรมาดูกันครับ

1. เข้าใจตลาด

ความทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจาก เราอยากให้ตลาดเป็นไปอย่างที่เราคิด มองขึ้นมันต้องขึ้นมองลงมันต้องลงพอไม่ตามเราคิดก็ทุกข์

ธรรมชาติของตลาดเกิดจากคนอยากซื้อกับอยากขายมาเจอกัน แต่ละคนก็มีความคิดต่างกันไป ทำให้ธรรมชาติของตลาดคือความผันผวน ตามเหตุปัจจัย ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ แบบไม่ตัดสินจนเข้าใจธรรมชาติเราจะทุกข์น้อยลงครับ

2. เข้าใจระบบ

คนเรามักตามหาระบบเทรดขั้นเทพ กำไรทุกไม้ ไม้ไหนขาดทุนก็ทุกข์ใจอยากหาระะบบใหม่อยู่ร่ำไป

ถ้าเราทำทดสอบระบบเทรดมาเยอะๆ จะเห็นว่า ระบบเทรดส่วนใหญ่มักล้อกับตลาด ช่วงไหนตลาดดีก็กำไรตลาดแย่ก็ขาดทุน ระบบแต่ละระบบก็ไม่ได้ทำกำไรได้ตลอดไป บางระบบดีตอนตลาดแย่ก็มี และสุดท้ายไม่ได้กำไรทุกไม้ แต่รวมๆ กันแล้วกำไร

3. เลือกกลยุทธ์ให้เหมาะกับตัวเอง

เลือกเครื่องมือไม่เหมาะกับจริตเทรดไปก็ทุกข์เปล่าๆ ครับ เช่นระบบเทรดตามแนวโน้ม ธรรมชาติคือผิดมากกว่าถูกแต่ถูกได้กำไรเยอะ ระหว่างถือก็เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาพาปวดหัวอีก ถ้าใครเป็นสายเล่นสั้นอยากได้กำไรเลยมาใช้ระบบเทรดตามแนวโน้มก็ทุกข์ใจเปล่าๆ

4. เข้าใจตัวเอง

กำไรก็ทุกข์เพราะรู้สึกได้น้อยไป ขาดทุนก็ทุกข์เพราะเสียของที่รัก (เงินต้น)

ยิ่งในตลาดสิ่งที่มากระทบแทบรายวินาที สติตามไม่ทันแน่นอน หลายคนมีวิธีต่างกันไปเช่น

ฝึกสมาธิก่อนเทรด ใข้ auto trade วางแผนตอนกลางคืน ตั้งซื้อตั้งขายไว้ กลางวันไปทำงาน เพราะตอนวางแผนจะใช้สมองส่วนคิด แต่เทรดหน้างานสมองส่วนอารมณ์จะทำงานมากกว่า มีโอกาสสติหลุดเยอะ

5. สู้ไม่ได้ก็เข้าร่วมซะ

วิธีที่แนะนำคือซื้อกองทุนดัชนี ไม่ต้องเทรดก็ได้ผลตอบแทนเท่าดัชนี ระยะยาวผลตอบแทนล้อกับสินทรัพย์ที่ลงทุน

บทความนี้เป็นการเสนอวิธีบริหารจิตใจในการลงทุนไม่ให้ทุกข์ใจเครียดก่อนรวย ด้วยการเข้าใจธรรมชาติของสินทรัพย์ และอยู่กับมันแบบไม่ทุกข์ครับ เจริญในการลงทุนทุกท่านครับผม

InvestIdea

ติดตาม InvestIdea ได้ที่เพจ https://www.facebook.com/investidea.in.th/


**สนใจลงทุนในพอร์ต ASEAN Growth พอร์ตกองทุนรวมหุ้นอาเซียนและอสังหาฯ จาก Investidea สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/port/investidea/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างครับ