แจ้งเตือน

กอช. คืออะไร? รู้ไหมฟรีแลนซ์ก็มีบำนาญได้! I POCKET MONEY EP24

FINNOMENA CHANNEL
กอช. คืออะไร? รู้ไหมฟรีแลนซ์ก็มีบำนาญได้! I POCKET MONEY EP24

หลายคนอาจเคยเข้าใจว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพอิสระที่ต้องพึ่งพาตัวเอง 100% แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันได้มีกองทุนที่เข้ามาช่วยรองรับสวัสดิการเงินบำนาญให้กับฟรีแลนซ์โดยตรงแล้ว นั่นก็คือ กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. นั่นเอง มาดูรายละเอียดกันเลย 

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) คืออะไร?

  • กอช. เป็นกองทุนที่ทำหน้าที่คล้ายกับกองทุนเงินชราภาพจากประกันสังคม เป็นกองทุนที่การันตีเงินบำนาญให้กับสมาชิกเมื่อได้ออมตามเงื่อนไข
  • ต่างกันตรงที่ กอช. เป็นกองทุนที่จัดตั้งมาเพื่อฟรีแลนซ์ที่ไม่มีระบบสวัสดิการอื่น ๆ ในรัฐรองรับโดยเฉพาะ
  • ไม่บังคับออม นั่นก็คือสมาชิกสามารถเลือกออมได้เองตามความสมัครใจ
  • เมื่อครบอายุเกษียณที่ 60 ปี ก็จะจ่ายเงินให้ในรูปแบบเงินบำนาญรายเดือนเท่านั้น

สิ่งที่พิเศษมาก ๆ สำหรับการออมใน กอช.

  • เราจะมีสิทธิได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลให้ตามขั้นอายุของเรา ยิ่งอายุมาก รัฐก็จะยิ่งช่วยสมทบให้มาก
    • ถ้าอายุ 15-30 ปี รัฐจะช่วยออมให้ถึง 50% สูงสุดไม่เกิน 600 บาทต่อปี
    • อายุ 30-50 ปี รัฐจะช่วยออมให้ 80% ไม่เกิน 960 บาทต่อปี
    • อายุ 50-60 ปี รัฐจะช่วยออมให้อีกเท่าตัวเลย สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี
  • ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นสวัสดิการเงินเกษียณที่มีการการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำให้ นั่นคือจะไม่ต่ำกว่าผลตอบแทนฝากประจำ 12 เดือนของ ธนาคารขนาดใหญ่ในประเทศเฉลี่ยกัน เพียงแต่ในระหว่างทาง เงินใน กอช. ก็จะถูกนำไปลงทุนต่อในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เพื่อให้คาดหวังผลตอบแทนที่เพียงพอกับการนำมาจ่ายเป็นเงินบำนาญให้ในอนาคต
  • ดังนั้นก่อนที่จะถึงช่วงรับเงินบำนาญ เราอาจได้เห็นตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนติดลบบ้างในบางช่วงเวลา ซึ่งเกิดจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ที่กองทุนเข้าลงทุนนั่นเอง

ยอดเงินบำนาญ พิจารณาจากอะไรบ้าง?

  • พิจารณาจ่ายตามยอดเงินสะสมยอดสุดท้ายก่อนเริ่มรับบำนาญ
    • หากกองทุนมีเงินสะสมยอดสุดท้ายตั้งแต่ 150,000 บาทเป็นต้นไป จะมีสิทธิรับเงินบำนาญรายเดือนขั้นต่ำ 600 บาท สูงสุดประมาณ 7,200 บาทตลอดชีพ โดยไม่สนว่าเงินที่ได้สะสมมาจริง ๆ เหลืออยู่เท่าไหร่
    • ถ้ายอดเงินสะสมสุดท้ายน้อยกว่า 150,000 ก็จะได้รับบำนาญ 600 บาทต่อเดือนไปจนกว่าเงินที่สะสมในกองทุนจะหมดลง

วิธีคำนวณเงินบำนาญรายเดือนในอนาคต ถ้าออมใน กอช. อย่างสม่ำเสมอ

  • สามารเข้าแอปฯ ของ กอช. แล้วดูตรงเมนูคำนวณเงินบำนาญได้เลย
  • จะมีให้กรอกข้อมูลอายุที่เริ่มสะสมเงิน และจำนวนเงินที่จะสะสม กรอกแล้วก็จะขึ้นผลการคำนวณมาให้ว่า เราจะคาดการณ์เงินบำนาญรายเดือนได้เป็นจำนวนเท่าไร 

เงื่อนไขสำคัญ สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิก กอช.

  • จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15 – 60 ปีเท่านั้น แปลว่าเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาก็เริ่มต้นออมผ่าน กอช. ได้
  • จะต้องไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญอื่น ๆ อย่าง กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และประกันสังคม ยกเว้น ประกันสังคมตามมาตรา 40 ทางเลือก 1 สามารถสมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้ เนื่องจากเป็นผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิเงินชราภาพจากประกันสังคมอยู่แล้ว
    • ส่วนกรณีที่ตอนสมัคร กอช. ยังไม่ได้เป็นสมาชิกระบบบำเหน็จบำนาญที่ไหน แต่ต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. เงินที่เราได้ออมไว้ก่อนก็ไม่หายไปไหน เพียงแต่หากมีการออมเพิ่มเข้ามาใน กอช. ในช่วงที่มีสวัสดิการส่วนอื่นรองรับอยู่แล้ว ก็จะไม่ได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลเพิ่มนั่นเอง

ช่องทางสมัคร สำหรับผู้ที่สนใจออมเงินกับ กอช.

  • สามารถสมัครทุกขั้นตอนได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่น กอช. แบบที่ไม่ต้องใช้เอกสารเลยสักแผ่น
  • หรือจะสมัครด้วยตัวเองผ่านจุดให้บริการต่าง ๆ ก็ได้ เช่น ธนาคาร ธอส., ธ.ก.ส., ออมสิน กรุงไทย หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสและตู้บุญเติม
  • สมัครเรียบร้อยแล้วก็เริ่มออมได้เลย ครั้งละอย่างน้อย 50 บาท รวมกันสูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี โดยจะทยอยออมเป็นเดือน ๆ ไปก็ได้ หรือออมเป็นรายปีก้อนเดียวทีเดียวก็ได้
  • เงินที่ได้สะสมในแต่ละปีก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย
  • นอกจากนี้ ระบบของ กอช. ก็ไม่ได้บังคับว่าในแต่ละครั้งจะต้องออมเท่าไร และไม่บังคับว่าจะต้องออมต่อเนื่องเป็นความถี่เท่าไร ก็คือสะดวกจะออมตอนไหน จะออมเมื่อไร ก็แล้วแต่ใจเราได้เลย

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก กอช.

  • ผลตอบแทนของ กอช. ที่การันตีไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก มีแนวโน้มที่จะสร้างผลตอบแทนให้น้อยลงในยุคดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นการออมเงินผ่าน กอช. ช่องทางเดียวไม่เพียงพอสำหรับแผนเกษียณของใครหลาย ๆ คนแน่นอน
  • นอกจากนี้ สมาชิกจะไม่สามารถขอรับเป็นเงินบำเหน็จได้ จะต้องรอรับเป็นเงินบำนาญรายเดือนเท่านั้น
  • สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ สามารถติดตามได้จากเว็บไซต์กองทุนการออมแห่งชาติ https://www.nsf.or.th/ หรือ Facebook กองทุนการออมแห่งชาติได้เลย

คำแนะนำเพื่อให้แผนเกษียณของแต่ละคนเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งใจ

  • แนะนำให้วางแผนเกษียณให้เห็นจำนวนเงินเป้าหมายก่อน แล้วนำมาหักลบกับเงินบำนาญที่คาดหวังได้จาก กอช.
  • ถ้ามีส่วนต่างที่ต้องออมเพิ่ม ก็จะได้กำหนดแนวทางการลงทุนเพิ่มเติมต่อไปได้ อย่างเช่นด้วยการลงทุนระยะยาวในกองทุนรวม ซึ่งก็สามารถเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมกับ FINNOMENA ได้เลย โดยไม่ต้องใช้เอกสารสักแผ่นเช่นกัน

เมื่อวิกฤต Semiconductor ขาดแคลนสะเทือนถึงวงการแฟนคลับ K-pop

planet 46
เมื่อวิกฤต Semiconductor ขาดแคลนสะเทือนถึงวงการแฟนคลับ K-pop

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา HYBE Labels ต้นสังกัดของวงบอยแบนด์ระดับโลกอย่าง BTS ประกาศผ่านช่องทาง Twitter @HYBE_MERCH สำหรับการปรับขึ้นราคาแท่งไฟ (Official Light Stick) ศิลปินในเครือ ทั้ง Big Hit Music, Pledis Entertainment และ Belift Lab ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป โดยสาเหตุของการปรับขึ้นราคาครั้งนี้เนื่องมาจาก “ภาวะขาดแคลน Semiconductor ทั่วโลก” ที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตเป็นวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรม K-pop

รายชื่อสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคา

  • NU’EST Official Light Stick
  • BTS Official Light Stick MAP OF THE SOUL Special Edition
  • SEVENTEEN Official Light Stick Ver.2
  • TOMORROW X TOGETHER Official Light Stick
  • ENHYPEN Official Light Stick

ราคาปรับจากเดิมที่ 35,000 วอน (ประมาณ 980 บาท) เป็น 39,000 วอน (ประมาณ 1,092 บาท) เพิ่มขึ้น 4,000 วอน (ประมาณ 112 บาท) หรือหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงจะเท่ากับ 11.42857% อย่างไรก็ตาม HYBE Labels ประกาศเพิ่มเติมว่าแฟนคลับทั้ง 5 วงที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาแท่งไฟสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาเดิมจนกว่าจะมีการปรับใช้ราคาใหม่ในวันที่ 1 ต.ค. 2564

** อัตราแลกเปลี่ยน 1 KRW = 0.028 THB

เมื่อวิกฤต Semiconductor ขาดแคลนสะเทือนถึงวงการแฟนคลับ K-pop

ความสำคัญของเซมิคอนดักเตอร์

เซมิคอนดักเตอร์ได้กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน โดยคาดว่าในปี 2564 ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 1.14 ล้านล้านตัวจะถูกส่งมอบ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าปี 2563 ถึง 13% การเติบโตแบบทวีคูณนี้ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของระบบคลาวด์, เทคโนโลยี 5G, Internet of Things (IoT), ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ฯลฯ

เซมิคอนดักเตอร์ยังมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความมั่นคงของชาติ ภาคส่วนนวัตกรรมถูกคิดเป็น 44% ของการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ โดย 30% มากจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการรายงานของ Semiconductor Industry Association (SIA) เผยว่า ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอยู่ที่ 44.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. 2564 เพิ่มขึ้น 29.2% (Year-to-Year) จากเดือน มิ.ย. 2563 ที่ 34.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. 2564 ที่ทำยอดขายไปได้ 43.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายไตรมาส ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์อยู่ที่ 133.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 29.2% จากไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 และเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2564 

John Neuffer ประธานและ CEO ของ SIA กล่าวว่า “ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว โดยเพิ่มขึ้นทุกหมวดผลิตภัณฑ์หลัก และในตลาดระดับภูมิภาคที่สำคัญทุกแห่ง” พร้อมกล่าวเสริมว่า “ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากโลกยังคงใช้ชิปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อมต่อกันได้ดียิ่งขึ้น”

ด้าน World Semiconductor Trade Statistics (WSTS) คาดการณ์ว่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์จะเติบโตที่ 19.7% ในปี 2564 และเติบโตต่อเนื่อง 8.8% ในปี 2565 แม้ว่าความสามารถของซัพพลายเออร์จะถูกจำกัดก็ตาม

ผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

  • TMSC (Taiwan) – มูลค่าตลาด 638.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • NVIDIA (USA) – มูลค่าตลาด 554.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ASML (Netherlands) – มูลค่าตลาด 367.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Intel (USA) – มูลค่าตลาด 221.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Broadcom (USA) – มูลค่าตลาด 206.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

หมายเหตุ: ข้อมูลมูลค่าตลาดจาก companiesmarketcap.com ณ วันที่ 15 ก.ย. 2654

กองทุนที่ลงทุนใน Semiconductor

WE-EVOSEMI

กองทุน WE-EVOSEMI หรือ WE EVOLUTION OF SEMICONDUCTOR FUND จากบลจ.วี (WeAsset) มีนโยบายลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF หุ้นต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหรือได้รับประโยชน์จากการเติบโตของความเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors Business Ecosystem) อาทิ การออกแบบ การผลิต การประกอบ การจัดจำหน่าย การทำการตลาด การจัดหาเงินทุน วัสดุอุปกรณ์ของผลิตภัณฑ์และบริการในแต่ละกลุ่มธุรกิจของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึง ธุรกิจอื่นใดที่เกี่ยวข้องหรือได้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ดังกล่าว เช่น ธุรกิจในกลุ่มนวัตกรรม เทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งกระจายการลงทุนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนข้างต้นตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยมีสัดส่วนการลงทุนในแต่ละกองทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีกองทุนละไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน WE-EVOSEMI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เมื่อวิกฤต Semiconductor ขาดแคลนสะเทือนถึงวงการแฟนคลับ K-pop

ชื่อทรัพย์สินที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกของกองทุน WE-EVOSEMI (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: WE-EVOSEMI Fund Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Semiconductor, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยป้องกันความเสี่ยงคิดเป็น 80.75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน WE-EVOSEMI:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.3375%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.41775%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน WE-EVOSEMI: 1 บาท

ข้อมูลจาก WE-EVOSEMI Fund Factsheet ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564

SCBSEMI

กองทุน SCBSEMI หรือ SCB Semiconductor Fund จากบลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน VanEck Vectors Semiconductor UCITS ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน SCBSEMI จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักจะลงทุนในหุ้น และตราสาร Depository Receipts ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ในอุตสาหกรรม Semiconductor โดยผู้จัดการลงทุนจะใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Replication Strategy ซึ่งลงทุนในตราสารทุน American depository receipts (ADRs) และ Global depository receipts ที่เป็นส่วนประกอบในดัชนี MVIS US Listed Semiconductor 10% Capped Index ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรม Semiconductor เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีดังกล่าว

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เมื่อวิกฤต Semiconductor ขาดแคลนสะเทือนถึงวงการแฟนคลับ K-pop

Top 10 Holdings ของ VanEck Vectors Semiconductor UCITS ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: https://www.vaneck.com/nl/en/smh/holdings/

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Technology, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยป้องกันความเสี่ยงคิดเป็น 41.59% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน SCBSEMI(A):

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.200%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน SCBSEMI(A): 1,000 บาท

ข้อมูลจาก SCBSEMI(A) Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

LHSEMICON

กองทุน LHSEMICON หรือ LH SEMICONDUCTOR FUND จากบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFUND) มีนโยบายลงทุนใน iShares Semiconductor ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน LHSEMICON จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักจะลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกแบบ การจัดจำหน่าย การผลิต และการขายเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อให้ผลตอบแทนด้านการลงทุนที่สอดคล้องกับราคาและผลการ ดําเนินงานก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของดัชนี ICE Semiconductor Index ที่เป็นดัชนีอ้างอิง

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

เมื่อวิกฤต Semiconductor ขาดแคลนสะเทือนถึงวงการแฟนคลับ K-pop

Top 10 Holdings ของ iShares Semiconductor ETF (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239705/ishares-phlx-semiconductor-etf 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศสหรัฐฯ และหมวดอุตสาหกรรม Semiconductor, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน LHSEMICON-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.25%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.36318% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ)

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน LHSEMICON-A: 1,000 บาท (ครั้งแรก), 100 บาท (ครั้งถัดไป)

ข้อมูลจาก LHSEMICON-A Fund Factsheet ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในแก่นแท้ของโลกยุคใหม่

— planet 46. 

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: “ผู้ก่อการร้ายเศรษฐกิจโลก” สื่อทางการจีนตราหน้า จอร์จ โซรอส วิจารณ์แง่ลบหวังบ่อนทำลายจีน

THE OPPORTUNITY
News Update: “ผู้ก่อการร้ายเศรษฐกิจโลก” สื่อทางการจีนตราหน้า จอร์จ โซรอส วิจารณ์แง่ลบหวังบ่อนทำลายจีน

Global Times สื่อทางการจีนตราหน้า จอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีชาวอเมริกันว่าเป็น “ผู้ก่อการร้ายเศรษฐกิจโลก” โดยมีการแสดงความเห็นและโต้ตอบกันอย่างดุเดือดผ่านบทความต่างๆ เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างจีนและสหรัฐฯ

‘ผู้ก่อการร้ายเศรษฐกิจโลกคนนี้กำลังจ้องมองมาที่จีน’ คือชื่อบทความของ Global Times โดยสื่อทางการจีนกล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของ จอร์จ โซรอส เกิดขึ้นเพียงเพราะเขารู้สึกเสียดายหลังเทขายการลงทุนทั้งหมดใน Tencent Music, Baidu และ Vishop เมื่อต้นปีนี้

ก่อนหน้านี้ จอร์จ โซรอส วิจารณ์การคุมเข้มภาคเอกชนของ ปธน.สี จิ้นผิง ว่าเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญ และอาจนำไปสู่การพังทลายของเศรษฐกิจ

จอร์จ โซรอส มองว่าดัชนีต่างๆ เช่น ดัชนี MSCI ACWI, MSCI ESG Leaders Index และ BlackRock ESG Aware Aggressive Allocation Index บีบบังคับให้นักลงทุนสหรัฐฯ นำเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปลงทุนในบริษัทจีนที่ไม่มีมาตรฐานธรรมาภิบาล 

จอร์จ โซรอส ยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายจำกัดการลงทุนของผู้จัดการสินทรัพย์ โดยต้องลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และเป็นพันธมิตรกับผู้ถือหุ้น โดยมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า เฮดจ์ฟันด์ของจอร์จ โซรอส ได้เทขายสินทรัพย์จีนทั้งหมดในช่วงต้นปี

สื่อทางการจีนยังรายงานว่า มูลนิธิ Open Society ของจอร์จ โซรอส ที่ให้เงินสนับสนุนแก่องค์กร Human Rights Watch เที่ยวกระจายข่าวลือในแง่ลบของจีน ทั้งเรื่อง ฮ่องกง, ซินเจียง รวมถึง ต้นตอการแพร่ระบาดของโควิด-19

บทความชิ้นนี้ยังกล่าวหาโดยไม่แสดงหลักฐานใดๆ ว่า จอร์จ โซรอส สมรู้ร่วมคิดกับ จิมมี่ ไล ผู้ก่อตั้ง Apple Daily เกี่ยวกับแนวคิดการปฏิวัติเชิงสัญลักษณ์ในฮ่องกง (Color Revolution) เมื่อปี 2019 นอกจากนี้ยังเรียก จอร์จ โซรอส ว่าเป็น ‘บุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก’ รวมถึง ‘บุตรแห่งซาตาน’

แม้ Global Times จะพยายามโจมตี จอร์จ โซรอส ในหลายเรื่อง แต่การวิจารณ์ล่าสุดของจอร์จ โซรอส ในประเด็นการลงทุนของ Blackrock รวมถึงการคุมเข้มของทางการจีน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบรับที่รุนแรงจากตลาด

หลังการเผยแพร่บทความของ Global Times จอร์จ โซรอส ได้วิจารณ์การเข้าไปทำธุรกิจในจีนของ Blackrock โดยกล่าวว่า ‘การลงทุนในจีนคือโศกนาฏกรรม’ มีแนวโน้มที่ลูกค้าของ Blackrock จะสูญเงินจำนวนมาก และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การลงทุนในจีนทำลายหลักประกันของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศประชาธิปไตยอื่น

จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงิน สร้างวีรกรรมและมีฉายามากมายในวิกฤติการณ์ต่างๆ

ช่วงวิกฤติการณ์การเงินเอเชียปี 1997 จอร์จ โซรอส ใช้จังหวะวิกฤตเก็งกำไรโดยพยายามทำลายการผูกติดระหว่างดอลลาร์ฮ่องกง และดอลลาร์สหรัฐฯ แต่สุดท้ายก็เผชิญกับความพ่ายแพ้ เพราะรัฐบาลฮ่องกงเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องค่าเงิน โดยจอร์จ โซรอส ถูกสื่อท้องถิ่นในขณะนั้นตั้งฉายาว่า ‘จระเข้ทางการเงิน’

ในเดือน ส.ค. 2017 มีผู้ร้องเรียนมากกว่า 100,000 รายชื่อบนเว็บไซต์ของทำเนียบขาวที่เรียกร้องให้ทางการประกาศให้ จอร์จ โซรอส เป็น ‘ผู้ก่อการร้ายภายในประเทศ’ จากการให้เงินทุนสนับสนุนกลุ่มเสรีนิยมในสหรัฐฯ

หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือน พ.ย. 2018 จอร์จ โซรอส ถูกปธน. Recep Tayyip Erdoğan กล่าวหาว่าเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ก่อการร้ายในการประท้วง Gezi Park ในปี 2013

อ้างอิง: https://asiatimes.com/2021/09/chinese-state-media-label-george-soros-a-terrorist/ 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ภาพเศรษฐกิจและมุมการลงทุน ปลายปี 2021

MacroView
ภาพเศรษฐกิจและมุมการลงทุน ปลายปี 2021

แล้วเรากำลังเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 บทความนี้ จะขอฉายภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคหลักของโลกและมุมมองการลงทุนโดยรวม ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ดังนี้

ความเป็นไปของฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว (DM)

ธนาคารกลางสหรัฐ: เฟดมีแนวโน้มจะเริ่มลดการซื้อพันธบัตรหรือทำ QE  Taper ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือว่าเร็วกว่าคาดเล็กน้อย โดยที่น่าจะใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนจนสิ้นสุด QE ของรอบนี้ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 3 ปีหน้า จากการที่หลายคนมองว่าจีดีพีสหรัฐจะเติบโตน้อยกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อจะออกมาสูงกว่าคาด อย่างไรก็ดี อย่างไรก็ดี หากมีการสะดุดในส่วนของเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐในกลางเดือนตุลาคมนี้ ก็อาจทำให้แผนเปลี่ยนไปจากนี้ได้

ธนาคารกลางยุโรป: แม้อีซีบีจะออกตัวลด QE ก่อนเฟด โดยคริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบี ประกาศลดมูลค่าการซื้อพันธบัตรต่อเดือนในโครงการ QE ในส่วนสู้โควิด (PEPP) จากการประชุมอีซีบี วันที่ 9 กันยายน 2021 ทว่าอีซีบีน่าจะยังต้องใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจนานกว่าเฟดไปอีกอย่างน้อย 1 ปี

เยอรมัน: การเลือกตั้งผู้นำเยอรมันใหม่ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่พรรค SPD ภายใต้การนำของโอลาฟ โชลท์ซ รัฐมนตรีคลังเยอรมัน จะได้เก้าอี้ในสภาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ มีผลในเชิงลบต่อตลาดหุ้นของเยอรมันเล็กน้อย เนื่องจากพรรค SPD เน้นรัฐสวัสดิการมากกว่าพรรค CDU ของอังเจล่า แมร์เคิล ผู้นำเยอรมันและหัวหน้าพรรค CDU

อย่างไรก็ดี ผมยังมองว่าโอกาสที่อามิน ลาร์เช็ตต์ ทายาททางการเมืองของนางแมร์เคิลจะนำพรรค CDU ชนะการเลือกตั้งยังมีอยู่ไม่น้อย

ญี่ปุ่น: การสรรหาผู้นำใหม่ของญี่ปุ่นที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ แน่นอนว่าจะเป็นผลดีต่อนโยบายการกระตุ้นของภาครัฐและเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงต่อไป รวมถึงธนาคารกลางญี่ปุ่นน่าจะมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะออกมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินใหม่ ๆ ออกมาอีกชุดหนึ่ง อาจจะเป็นไปได้ว่าจะออกมาภายในสิ้นปีนี้หรืออย่างช้าในช่วงต้นปีหน้า

ในภาพรวม เศรษฐกิจฝั่ง DM ค่อนข้างจะเป็นบวก โดยที่มีความเสี่ยงอยู่ตรงการปรับโทนลงจาก โหมดการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินอย่างสุดโต่งท่ามกลางโควิด 19 ค่อย ๆ กลับเข้าสู่ โหมดการใช้ดอกเบี้ยเป็นอาวุธ อย่างที่เป็นเศรษฐกิจยามปกติที่เราคุ้นเคยกัน

ฝั่งประเทศกำลังพัฒนา (EM)

จีน: นโยบายเศรษฐกิจพยายามที่จะปรับโทนจากที่ใช้มาตรการกระตุ้นภายในประเทศ อาทิ การลด RRR หรือ อัตราส่วนสำรองต่อเงินฝากที่บังคับโดยทางการ และ มาตรการดอกเบี้ยต่ำในบางจุด จากธนาคารกลางจีน มาสู่การใช้มาตรการด้านต่างประเทศ อาทิ การเปิดให้เงินทุนต่างชาติและเงินทุนจากคนรวยในประเทศไหลเข้าออกจากจีนมากขึ้น เพื่อหลักเลี่ยงฟองสบู่

รวมถึงการเริ่มปล่อยให้มีการ default ของตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนจีน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนให้ไม่จ่ายดอกเบี้ย

ในภาพรวม เศรษฐกิจจีนไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากวิกฤตโควิดมากนัก จึงหันมาปรับนโยบายด้านสังคม โดยการออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อเน้นความเท่าเทียมของประชาชนชาวจีนทั่วประเทศ

ด้านมุมมองในการลงทุน สำหรับในไตรมาสสี่ ปี 2021 ผมยังมองว่าความร้อนแรงของตลาดหุ้นในฝั่ง DM จะลดลงจากช่วงเกือบ 9 เดือนแรกของปีนี้ ที่ตลาดหุ้น DM  โดยรวมขึ้นไปประมาณร้อยละ 14-18 ทั้งนี้ ผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในฝั่ง DM ได้ลดลงมาเป็นอย่างมาก แม้จะยังไม่นิ่งเสียทีเดียว ส่งผลให้มาตรการการกระตุ้นทั้งด้านนโยบายการเงิน และการคลังของธนาคารกลางและรัฐบาลค่อย ๆ มีการลดขนาดของโครงการลงเช่นกัน จะมากหรือน้อยแล้วแต่ว่าตัวเลขเศรษฐกิจรวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ ในประเทศนั้น ๆ จะออกมาดีมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ การที่กูรูหลายคนมองอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของสหรัฐและยุโรปแม้ว่าจะสูงขึ้นมากในปีนี้ ทว่ายังมองว่าปรากฏการณ์เงินเฟ้อดังกล่าวเป็นแค่เพียงชั่วคราว อันส่งผลมาจากปัจจัยราคาน้ำมัน ปัจจัยด้าน Supply Disruption และภาคบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวและค้าปลีก ที่เพิ่งเปิดเป็นครั้งแรกหลังปิดมากว่า 1 ปี โดยผลกระทบทั้งหมดต่อเงินเฟ้อที่สูงแบบผิดปกติในขณะนี้ น่าจะเริ่มซาลงราวในช่วงกลางปีหน้านั้น จนสถานการณ์เศรษฐกิจน่าจะกลับมาเป็นเหมือนช่วงปกติมากขึ้น ตรงนี้ จะส่งผลให้ธนาคารกลางหลักอย่างเฟดและอีซีบี กล้าที่จะออกจากโหมด QE เร็วขึ้น จนฝั่งสหรัฐภายใต้เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีหน้า อันเป็นผลให้ตลาดหุ้นฝั่ง DM  อาจต้องลดค่า P/E เฉลี่ยของตลาดลงจากช่วงวิกฤตโควิด

หากเปรียบเทียบระหว่างกัน ต้องบอกว่าเศรษฐกิจยุโรปยังไม่ได้ออกจากวิกฤติโควิดแต่อย่างใด และยังต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรที่จะไปถึงจุดนั้น ทว่าวิวัฒนาการของการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรป เป็นไปในทิศทางและด้วยความเร็วที่ดีกว่าคาด ในขณะที่ ทางสหรัฐเองถือว่าเศรษฐกิจได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่าทางยุโรปไปหนึ่งขั้นแล้ว โดยอย่างน้อยโอกาสที่จะกลับไปสู่โหมดถดถอย ถือว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ ณ ตรงนี้

กระนั้นก็ดี ยังไม่แน่นอนว่าทิศทางเศรษฐกิจจะดีเช่นนี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือไม่ โดยส่วนหลักต้องขึ้นกับคุณภาพการจัดการของ Delta Variants จากหน่วยงานสาธารณสุขฝั่งยุโรปในช่วงเวลาถัดไป ซึ่งตรงนี้ จะเป็นตัวบอกของแนวโน้มของตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 2022

ส่วนด้านการลงทุนของตลาด EM เอง ในภาพรวม ก็ยังไม่น่าสนใจเท่าไหร่นัก  จากการที่สถานการณ์โควิดของฝั่ง EM ยังแรงกว่า DM

สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปี ยังน่าจะถูกโควิดระลอกนี้และต่อไป เป็นตัวดึงทำให้เกิดความผันผวน รวมถึงฟันด์โฟลว์จากต่างชาติไม่ได้ไหลเข้าฝั่งอาเซียนมากเท่าไรนัก จากการที่สถานการณ์โควิดที่ดูยังหนักกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก

MacroView

ที่มาบทความ: http://www.macroviewblog.com/blog/market/macromarket4q21/

รู้จัก Blockchain Trilemma กำแพง 3 ชั้นสู่ Mass Adoption

Bitkub.com
รู้จัก Blockchain Trilemma กำแพง 3 ชั้นสู่ Mass Adoption

เทคโนโลยีบล็อกเชนทำให้การส่งต่อมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง และยังเป็นพื้นฐานสำคัญของคริปโทเคอร์เรนซี DeFi ตลอดจน NFT

อย่างไรก็ตาม กำแพงสำคัญที่ผู้พัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนต้องพิจารณาเสมอในการสร้างเครือข่ายบล็อกเชนนั่นก็คือ “Blockchain Trilemma” หรือกำแพงที่ขัดขวางไม่ให้บล็อกเชนสามารถบรรลุทั้งความกระจายศูนย์ (Decentralization) ความปลอดภัย (Security) และความสามารถในการขยายเครือข่าย (Scalability) ได้พร้อม ๆ กัน

เมื่อไรก็ตามที่เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถก้าวข้ามกำแพงทั้ง 3 ชั้นนี้ได้ การก้าวสู่ Mass Adoption อย่างแท้จริงก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

ในบทความนี้ เราจะมารู้จักกับ Blockchain Trilemma พร้อมทำความรู้จักกับเครือข่ายบล็อกเชนที่กำลังเผชิญกำแพงสำคัญอันนี้ไปด้วยกัน! 

Blockchain Trilemma คืออะไร?

รู้จัก Blockchain Trilemma กำแพง 3 ชั้นสู่ Mass Adoption

Blockchain Trilemma คือแนวคิดที่ Vitalik Buterin ผู้สร้าง Ethereum ได้ระบุไว้ว่า การที่เครือข่ายบล็อกเชนจะสามารถก้าวสู่การ Mass Adoption หรือการใช้งานเป็นวงกว้างตั้งแต่บุคคลทั่วไปไปจนถึงนักลงทุน หรือเด็กตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุ บล็อกเชนจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 3 อย่าง นั่นคือ

ความกระจายศูนย์ (Decentralization), ความปลอดภัย (Security) และความสามารถในการขยายเครือข่าย (Scalability)

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายบล็อกเชนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Ethereum และเครือข่ายอื่น ๆ ไม่สามารถมีคุณสมบัติทั้ง 3 อย่างนี้ได้พร้อม ๆ กัน นักพัฒนาสามารถเลือกที่จะให้บล็อกเชนของตนมีคุณสมบัติได้เต็มที่เพียง 2 ใน 3 และจำเป็นต้องสละอีก 1 คุณสมบัติไป นี่จึงเป็นกำแพงที่ผู้พัฒนาต้องหาหนทางก้าวข้ามไปให้ได้ เพื่อนำบล็อกเชนสู่การ Mass Adoption

แต่ก่อนที่จะไปดูกันว่าแต่ละเครือข่ายกำลังประสบปัญหาอะไร เรามาทำความรู้จักกับทั้ง 3 คุณสมบัติกันก่อน ดังนี้

1.ความกระจายศูนย์ (Decentralization)

ความกระจายศูนย์ หมายถึง เครือข่ายบล็อกเชนสามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้โดยมีผู้ใช้ในเครือข่ายเป็นผู้ตรวจสอบและยืนยันข้อมูล โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของตัวกลาง เรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติหลักที่เครือข่ายบล็อกเชนทุกเครือข่ายต้องมีเลยก็ว่าได้

2.ความปลอดภัย (Security)

ความปลอดภัย หมายถึง ความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเครือข่ายบล็อกเชน ตั้งแต่การโจมตีแบบ 51% (51% Attack) ไปจนถึงบัค (Bug) ต่าง ๆ

3.ความสามารถขยายเครือข่าย (Scalability)

ความสามารถขยายเครือข่าย หมายถึง เครือข่ายบล็อกเชนสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้หรือธุรกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดปัญหาคอขวดเมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานในเครือข่ายสูง 

ตัวอย่าง Blockchain Trilemma

รู้จัก Blockchain Trilemma กำแพง 3 ชั้นสู่ Mass Adoption

Blockchain Trilemma ที่เครือข่ายบล็อกเชนปัจจุบันกำลังเผชิญ มักเป็นเรื่องของความสามารถขยายเครือข่าย (Scalability) เป็นส่วนใหญ่

โดยมีตัวอย่างคือ เครือข่าย Bitcoin ที่ปัจจุบันใช้ระบบฉันทามติ (Consensus Algorithm) แบบ Proof-of-Work ที่นักขุดในเครือข่ายจะใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลสุ่มหาคำตอบของสมการ แลกกับสิทธิ์ยืนยันธุรกรรม

การใช้ระบบ Proof-of-Work ทำให้ Bitcoin สามารถรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการที่เครือข่าย Bitcoin มีจำนวนโหนด (Nodes) หรือนักขุดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก จึงทำให้ Bitcoin มีคุณสมบัติด้านความกระจายศูนย์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ระบบ Proof-of-Work นี่เองที่เป็นตัวจำกัดทำให้เครือข่าย Bitcoin ไม่สามารถขยายขนาดเพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้ที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะยิ่งมีจำนวนนักขุดเยอะเท่าไหร่ เครือข่ายก็จะสร้างสมการให้ยากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้นักขุดแก้สมการเร็วเกินไปและเพื่อป้องกันการเกิด 51% Attack

นอกจากนี้ เครือข่าย Bitcoin ยังมีขนาดบล็อกที่ใช้บันทึกธุรกรรมค่อนข้างจำกัด จึงมีผลกระทบคือยิ่งมีจำนวนผู้ใช้สูง ระยะเวลาที่ใช้ทำธุรกรรมด้วย Bitcoin ก็จะนานขึ้นเท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้ว เครือข่ายบล็อกเชนของ Bitcoin สามารถยืนยันธุรกรรมได้ประมาณ 7 ธุรกรรม/วินาที เท่านั้น

นี่จึงเป็น Blockchain Trilemma ของเครือข่าย Bitcoin ที่มีคุณสมบัติในด้านความกระจายศูนย์ (Decentralization) และความปลอดภัย (Security) ครบครัน แต่ไม่สามารถมีคุณสมบัติในด้านความสามารถขยายเครือข่าย (Scalability) ได้พร้อม ๆ กัน

วิธีแก้ไข Blockchain Trilemma

รู้จัก Blockchain Trilemma กำแพง 3 ชั้นสู่ Mass Adoption

เครือข่ายบล็อกเชนรุ่นใหม่ ๆ อย่าง Cardano (ADA), หรือ Polkadot (DOT) ใช้ระบบฉันทามติแบบ Proof-of-Stake (หรือ Nominated Proof-of-Stake สำหรับ Polkadot) แทนที่ระบบ Proof-of-Work

ทั้งนี้ เนื่องจากในระบบ Proof-of-Stake ผู้ตรวจสอบธุรกรรมจะต้องวางเงินค้ำประกันแลกกับสิทธิ์ตรวจสอบ โดยระบบจะเป็นผู้สุ่มเลือกผู้ตรวจสอบขึ้นมาในแต่ละบล็อก วิธีนี้ทำให้สามารถลดเวลาและพลังงานที่ใช้ลงได้อย่างมาก โดยเฉพาะ Cardano ที่อ้างว่าสามารถรองรับธุรกรรมได้มากถึง 257 ธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่า Bitcoin ถึง 3500% ขณะที่ Polkadot อ้างว่าสามารถยืนยันธุรกรรมได้สูงถึง 1,000 ต่อวินาที

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครือข่ายอย่าง Cardano หรือ Polkadot ยังเป็นเครือข่ายที่ค่อนข้างใหม่ ยังไม่มีการทำธุรกรรมบนเครือข่ายหนาแน่นเหมือนกับ Bitcoin หรือ Ethereum ทำให้เครือข่ายใหม่เหล่านี้ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองจากการใช้งานในเศรษฐกิจโลกจริงว่าจะสามารถแก้ปัญหา Scalability ได้หรือไม่

ขณะที่ Bitcoin และ Ethereum ที่แม้จะยังมีปัญหาด้าน Scalability แต่ทั้ง 2 เครือข่ายก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงคุณสมบัติด้าน Decentralization และ Security แล้ว นอกจากนี้ Ethereum ก็กำลังจะมีการพัฒนาเป็น Ethereum 2.0 ที่เปลี่ยนมาใช้ Proof-of-Stake อย่างเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีหน้า จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ Bitcoin, Ethereum หรือเครือข่ายบล็อกเชนรุ่นใหม่ ๆ จะก้าวข้ามกำแพง Blockchain Trilemma ได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่

สรุป

Blockchain Trilemma คือกำแพงที่ขัดขวางไม่ให้เครือข่ายบล็อกเชนสามารถมีทั้งความกระจายศูนย์ (Decentralization) ความปลอดภัย (Security) และความสามารถขยายเครือข่าย (Scalability) ทั้ง 3 คุณสมบัติได้พร้อม ๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนต่างกำลังหาหนทางที่จะก้าวข้ามกำแพงนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเห็นถึงการพัฒนาหรืออัปเดตเครือข่ายบล็อกเชนกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น London Hard Fork ของ Ethereum, Alonzo Hard Fork ของ Cardano รวมถึงการอัปเดตอื่น ๆ ในอนาคต

การติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีและบล็อกเชน จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลประสบความสำเร็จ

อ้างอิง Gemini, CertiK, Shrimpy, Coinmarketcap, Vantica Trading

Bitkub.com


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

อยากเริ่มต้นกับ Bitcoin แต่ไม่รู้จะจัดพอร์ตกี่ % ดี ?

Zipmex
อยากเริ่มต้นกับ Bitcoin แต่ไม่รู้จะจัดพอร์ตกี่ % ดี ?

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสินทรัพย์ดิจิทัลในตอนนี้ เพราะราคาขึ้นมาสูงและสักพักก็ปรับฐานลงมาลึก หลังจากนั้น Rebound กลับมาทดสอบแถว ๆ High เดิมอีก ทำให้ผู้ที่สนใจไม่ว่านักลงทุนหรือนักเก็งกำไรมีความสับสนลังเลกับทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัลว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต แม้หลายท่านจะเริ่มเชื่อว่า สินทรัพย์ชนิดนี้อาจจะเติบโตขึ้นได้อีกพอสมควร หลังจากที่มีข่าวการเข้ามาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ทั่วโลก เริ่มสนใจ เริ่มลงทุน กันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

สถาบันการลงทุนหลายแห่งแนะนำลูกค้าให้เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ดิจิทัล

สถาบันการเงินการลงทุนชื่อดังใน Wall Street เริ่มออกมาให้คำแนะนำลูกค้าของตนเองเกี่ยวกับการเพิ่มน้ำหนักพอร์ตลงทุนว่าควรแบ่งเงินบางส่วนมา “ถือครอง” สินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะ Bitcoin ที่เป็นเหรียญขนาดใหญ่ มีน้ำหนักกว่า 45% ของตลาดรวมทั้งหมด ซึ่งแต่ละสถาบันก็จะมีมุมมองในอนาคตที่แตกต่างกันรวมถึงน้ำหนักการลงทุนที่แนะนำก็ต่างกันออกไปด้วย มีตั้งแต่ 1% ของพอร์ตไปจนถึงไม่เกิน 20% ของพอร์ต จึงเป็นที่มาของบทความนี้ที่อยากจะลองย้อนเวลาทดสอบอดีตดูว่า การแบ่งเงิน “บางส่วน” มาลงทุน/เก็งกำไรใน Bitcoin จะให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และเจ้าคำว่าบางส่วนที่ว่านั่น ประมาณไหนถึงเรียกว่าเหมาะสม

น้ำหนักการลงทุนที่แตกต่าง กับผลลัพธ์ที่นักลงทุนต้องเลือก

อันดับแรกก่อนจะนำผลลัพธ์มาให้ดูกันต้องบอกก่อนว่าน้ำหนักการลงทุนที่แตกต่างกัน ล้วนให้ผลที่ต่างกันแน่นอน แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนนะครับ บางแบบอาจให้ผลลัพธ์ดีแต่ความผันผวนสูง บางแบบผันผวนต่ำผลตอบแทนพอใช้ได้ ขึ้นอยู่กับโจทย์ทางการเงินของเรา เวลาในการติดตามสินทรัพย์นั้น และความสบายใจของตัวเรา จึงไม่มีวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

เงื่อนไขการทดสอบ

เงื่อนไขในการทดสอบนั้นเราหยิบกลยุทธ์เส้นค่าเฉลี่ยสองเส้นที่นักลงทุนหลายท่านใน FINNOMENA คุ้นเคยกันดีคือเส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน เราจึงขอนำวิธีง่าย ๆ นี้มาระบุแนวโน้มว่าช่วงนี้ควรถือ Bitcoin หรือควรขายออกไปซึ่งจะใช้เส้นค่าเฉลี่ย 7วัน (1 สัปดาห์) และเส้นค่าเฉลี่ย 30 วัน (1 เดือน) ส่วนโจทย์สำคัญที่เราต้องการทดสอบก็คือ น้ำหนักการลงทุนเท่าไรดี และแต่ละแบบแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน โดยเราจะลองทดสอบทั้งหมด 4 ครั้งดังนี้

  1. แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 1% ของพอร์ต
  2. แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 5% ของพอร์ต
  3. แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 10% ของพอร์ต
  4. แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 20% ของพอร์ต

แล้วเงินส่วนที่เหลือจะถือเป็นเงินสด เมื่อลงทุนใน Bitcoin ไปแล้วได้ผลลัพธ์เช่นไร จะนำมารวมกับเงินสดและคำนวณน้ำหนักการลงทุนใหม่ทุกครั้ง เป็นการ Reinvest ทันที ช่วงเวลาการทดสอบตั้งแต่วันที่ 1/1/2015- 30/6/2021 เงินลงทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท

แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 1% ของพอร์ต

การแบ่งเงินเพียง 1% มาลงในสินทรัพย์ชนิดใดก็ตาม ฟังดูเป็นเรื่องตลกที่น่าจะไม่มีคนทำเพราะออกแนวเหนื่อยเปล่า ได้ก็ได้ไม่เยอะ แต่กินพลังงานพอ ๆ กันแต่ผลการทดสอบนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นภาพมากขึ้นว่า 1% ก็สร้างผลกระทบได้เช่นกัน

อยากเริ่มต้นกับ Bitcoin แต่ไม่รู้จะจัดพอร์ตกี่ % ดี ?

จากรูปจะสังเกตเห็นว่าเงิน  1% ที่มาอยู่ใน Bitcoin นั้นให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจเช่นกัน กราฟด้านซ้ายคือกราฟเงินทุน กราฟด้านขวาคือความผันผวนของพอร์ตระหว่างทางหรือก็คือ Drawdown เพราะกว่า 6 ปี 6 เดือนที่ผ่านมานั้น พอร์ตโตขึ้นถึง 10% แม้จะใช้เงินต่อครั้งที่เข้าซื้อ Bitcoin แค่ 1% เท่านั้นเอง ส่วน Max DD% อยู่ที่ 1.8% และเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5% โดยประมาณเท่านั้น

แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 5% ของพอร์ต

น้ำหนักการลงทุนที่ 5% ก็ยังดูน้อยเกินไปในความคิดของนักลงทุน/เก็งกำไร ถือให้สินทรัพย์นั้นได้กำไรเยอะก็เหมือนจะไม่มีผลต่อพอร์ตโดยรวมสักเท่าไร แต่ลงมาดู 5% ใน Bitcoin กันบ้างครับ

อยากเริ่มต้นกับ Bitcoin แต่ไม่รู้จะจัดพอร์ตกี่ % ดี ?

การเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกหน่อยทำให้ผลรวมในพอร์ตดีขึ้นอย่างมาก โตมาประมาณ 60% ตลอดหลายปี ส่วน Max DD% นั้นอยู่ที่ 8% กว่า ค่าเฉลี่ย Drawdown ประมาณ 3-4% เท่านั้นเอง

แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 10% ของพอร์ต

น้ำหนักประมาณนี้คือวิธีที่หลายคนเลือกใช้ เพราะง่ายดี 10% ต่อตัว ต่อสินทรัพย์ น้ำหนักพอไหว กระจายการลงทุนได้ ลองมาดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรครับ

อยากเริ่มต้นกับ Bitcoin แต่ไม่รู้จะจัดพอร์ตกี่ % ดี ?

แม้จะแบ่งเงินเพียง 10% ก็ยังทำให้พอร์ตโดยรวมได้ผลตอบแทนที่โดดเด่น และความเสี่ยงไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ Max DD% อยู่ที่ 15% ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่หลายคนรับไหว บางคน Stop Loss ต่อไม้ลึกกว่า 6% ของพอร์ตด้วยซ้ำ

แบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin 20% ของพอร์ต

แบบนี้ถือว่าจัดหนักเหมือนกัน แต่ก็มีสถาบันและนักลงทุนชื่อดังหลายท่านที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลว่าควรให้น้ำหนักมากขึ้น แต่ไม่เกิน 20% ของพอร์ต เราเลยขอทดสอบดูว่าพอร์ตจะผันผวนมากแค่ไหน

อยากเริ่มต้นกับ Bitcoin แต่ไม่รู้จะจัดพอร์ตกี่ % ดี ?

จากเงิน 1 ใน 5 นั้นสามารถเติบโตไปได้มากจากกลยุทธ์ง่าย ๆ ไม่มีการกระจายการลงทุนเลย เงินที่เหลืออีก 80% ของพอร์ตก็เก็บไว้เฉย ๆ แต่ก็ยังปั้นพอร์ตได้ถึง 5 เท่าแต่ต้องแลกมากับความผันผวนระหว่างทางที่เริ่มจุกอกพอสมควร Max DD% สูงถึง 25% ค่าเฉลี่ย DD ประมาณ 10%

บทสรุปของการทดลองแบ่งเงินลงทุนใน Bitcoin

เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ดิจิทัลที่รุนแรงทำให้การแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนถือว่ายังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ แต่ความผันผวนระหว่างทางของ Bitcoin ก็ใช่ว่าจะเหมาะสมกับทุก ๆ คน เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้น้ำหนักมากหรือน้อยแค่ไหน อาจจะต้องประเมินจากความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมที่เรารับได้ก่อน ว่าประมาณไหนที่จะทำให้เรานอนหลับสบาย ไม่ผวาตื่นกลางดึกเพราะราคา Bitcoin ลงอย่างรุนแรง หลังจากนั้นเราถึงจะพอออกแบบได้ว่า “น้ำหนักการลงทุนเท่าไร’’ ที่เหมาะสมในสินทรัพย์ดิจิทัลครับ

Zipmax

News Update: รัฐบาลสิงคโปร์ร่วมเทมาเสก ประกาศลงทุน $1,100 ล้าน กระตุ้นตลาดหุ้นในประเทศ ดึงดูดยูนิคอร์น – บ.เทคโนโลยี IPO ที่สิงคโปร์

THE OPPORTUNITY
News Update: รัฐบาลสิงคโปร์ร่วมเทมาเสก ประกาศลงทุน $1,100 ล้าน กระตุ้นตลาดหุ้นในประเทศ ดึงดูดยูนิคอร์น - บ.เทคโนโลยี IPO ที่สิงคโปร์

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศโครงการลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อดึงดูดบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตสูงจากทั่วภูมิภาค มาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์

ที่ผ่านมา สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) แต่ตอนนี้ สิงคโปร์ต้องการเห็น IPO ในธุรกิจเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนชั้นนำของโลก

Loh Boon Chye ผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ กล่าวว่า เริ่มมีบริษัทเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เช่น Nanofilm บริษัทจัดหาวัสดุสำหรับเคลือบสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว และเป็นบริษัทที่ไม่ใช่ REIT รายแรกในรอบหลายปี

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศร่วมทุนกับ ‘เทมาเสก’ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระดมทุนผ่านการจดทะเบียนในตลาดหุ้นได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยเงินทุนชุดแรกมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

โดยมีรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม ดังนี้

  • ฝ่ายการลงทุนของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสิงคโปร์ ต้องการระดมทุน 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในบริษัทที่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้และมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
  • หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของสิงคโปร์จะเพิ่มเงินเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนของบริษัทต่างๆ 
  • ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะช่วยเหลือบริษัทที่มีการเติบโตสูงก่อนจดทะเบียนในตลาดหุ้น

Gan Kim Yong รมว. กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ กล่าวว่า การริเริ่มวันนี้ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ แต่เชื่อว่าจะมีบริษัทใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น และทำให้ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์กลายเป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดสำหรับบริษัทเชิงนวัตกรรม

Gan Kim Yong กล่าวว่า นี่คือยุคของบริษัทยูนิคอร์นในภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัทเหล่านี้อาจพยายามจดทะเบียนในตลาดหุ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และรัฐบาลอยากให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายของบริษัทเหล่านี้

เมื่อต้นเดือน ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ได้ประกาศกฎใหม่ เพื่ออนุญาตให้สามารถระดมทุนจากสาธารณะแบบ SPACs ได้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูตลาด IPO ของสิงคโปร์

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/17/singapore-government-sgx-announce-measures-to-boost-stock-market.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/09/2021 “วิกฤติ China Evergrande โดมิโน่สะเทือนเศรษฐกิจจีน” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 17/09/2021

วิกฤติ China Evergrande โดมิโน่สะเทือนเศรษฐกิจจีน”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -63.07 จุด (-0.18%) S&P500 -6.94 จุด (-0.15%) Nasdaq +20.4 จุด (+0.13%) Small Cap 2000 +1.83 จุด (+0.13%) VIX index อยู่ที่ 18.69 (+2.81%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +23.93 จุด (+0.58%) Dax เยอรมัน +35.75 จุด (+0.23%) CAC 40 ฝรั่งเศส +38.97 จุด (+0.23%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 17 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวบวกเล็กน้อย ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวบวกเล็กน้อย และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,630.58 จุด (-0.07%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 17 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,758.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.90 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.45 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 75.47 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 17 ก.ย. 2564) Bitcoin 47,744.7 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,557.55 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.239404 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 419.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ยอดค้าปลีกสหรัฐเดือนสิงหาคมโต 0.7% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ -0.7% ส่งสัญญาณภาคการบริโภคฟื้นตัว อาจส่งผลต่อการใช้นโยบายการเงินของเฟด

Boomberg consensus คาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2021 โต 6% และ ปี 2022 โต 4.2%

จีนไม่พอใจ จากการจัดตั้งพันธมิตร AUKUS (สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย) ในการหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้กับออสเตรเลีย จีนออกมาแสดงความไม่พอใจว่า 3 ชาติกำลังคุกคามเสถียรของภูมิภาค

วิกฤติ China Evergrande โดมิโน่สะเทือนเศรษฐกิจจีน เนื่องมาจาก China Evergrande ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน ประกาศว่าอาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยเจ้าหนี้ได้ตามกำหนด หนี้สินของบริษัทมีมากกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นบริษัทที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลก

รัฐบาลสิงคโปร์ร่วมเทมาเสก ประกาศลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กระตุ้นตลาดหุ้นในประเทศ

กองทุนเทมาเสกมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารถึง 380,000 ล้านดอลล่าร์สิงคโปร์ สัดส่วนการลงทุนตามภูมิภาค แบ่งออกเป็น Singapore 24% Asia ex Singapore 40% Rest of world 36%

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 14,555 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13,765 ราย จากในเรือนจำ 790 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 171 ราย หายป่วยกลับบ้าน 13,691 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,448,792 ราย หายป่วยสะสม 1,304,466 ราย

Analysis: สรุปวิกฤติ China Evergrande โดมิโน่สะเทือนเศรษฐกิจจีน

THE OPPORTUNITY
Analysis: สรุปวิกฤติ China Evergrande โดมิโน่สะเทือนเศรษฐกิจจีน
  1. Evergrande ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ของจีน กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ที่บริษัทกู้มาเพื่อดำเนินธุรกิจ แต่เป็นการใช้เงินกู้แบบผิดวัตถุประสงค์ เพราะนำเงินกู้ระยะสั้นมาใช้ลงทุนระยะยาว
  2. ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อทางการจีนออกกฎใหม่ ควบคุมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของจีน เพื่อลด Leverage และความเสี่ยงในระบบ ทำให้ Evergrande ต้องเทขายทรัพย์สิน และลดเงินเดือนพนักงาน เพื่อรักษาอัตราส่วนกระแสเงินสดต่อเงินกู้ระยะสั้นต้องมากกว่า 1 เท่า ตามเกณฑ์ใหม่ของภาครัฐ
  3. สภาพคล่องของ Evergrande กำลังมีปัญหา Fitch Rating ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทจาก CCC+ มาเป็น CC ทำให้บริษัทไม่สามารถกู้เงินก้อนใหม่ได้ Evergrande จึงหั่นราคาบ้าน พร้อมมอบส่วนลดจำนวนมาก หาเงินมาหมุนเวียนธุรกิจแทน
  4. การเทขายโครงการส่งผลให้ราคาบ้านตกต่ำ สร้างความไม่พอใจให้ผู้คนเพราะความมั่งคั่งของคนจำนวนมากอยู่ในรูปอสังหาริมทรัพย์ เกิดการประท้วงที่รุนแรงขึ้นหน้าสำนักงาน Evergrande ทั่วประเทศ หลังบริษัททิ้งนักลงทุนกว่า 70,000 ราย ไว้กลางทาง
  5. ราคาหุ้น Evergrande ร่วงไปแล้วกว่า 83.83% ตั้งแต่ต้นปี วิกฤติ Evergrande เป็นโดมิโนสะเทือนตลาดเงินของจีน เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) ดัชนี Shanghai Composite ร่วงลง 3% จากระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี, อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้เก็งกำไร (Junk Bond) ของจีน พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 18 เดือน และ และ ธนาคารบางแห่งในจีนกักตุนเงินหยวนด้วยราคาสูงสุดในรอบ 4 ปี ส่งสัญญาณว่าเตรียมการรองรับการบีบตัวของสภาพคล่องในโหมดวิกฤต
  6. Evergrande ยังเป็นผู้ออกพันธบัตรดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน หากบริษัทล้มละลายจะทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้ดอลลาร์ของประเทศพุ่งจากระดับ 3% ขึ้นไปสู่ 14%
  7. ยังเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากทางการจีนปล่อยให้วิกฤติ Evergrande ดำเนินต่อไป ผู้สังเกตการณ์กำลังคาดเดาสถานการณ์เลวร้ายที่สุด และพิจารณาว่าพรรคคอมมิวนิวต์จีนยินดีทนต่อความเจ็บปวดแค่ไหน
  8. ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า รัฐบาลจีนไม่มีอารมณ์สำหรับช่วงเวลาแห่งภัยพิบัติทางการเงิน (Lehman Moment) โดยคาดว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ปล่อยให้เกิดการล้มละลายอย่างโกลาหล และจะปรับโครงสร้างหนี้มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ของ Evergrande เพื่อให้เกิดความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) น้อยที่สุด
  9. ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนไม่มีปัญหาที่จะรับช่วงต่อบริษัทเอกชนหากจำเป็น เช่น การยึด Baoshang Bank Co. ในปี 2019 และการเข้าควบคุม HNA Group Co.ในต้นปี 2020 การปรับโครงสร้างบริษัทจากคำสั่งศาลกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีมากกว่า 700 บริษัท ที่ถูกคำสั่งศาลในปีที่แล้ว
  10. อสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของจีน โดยคิดเป็น 1 ใน 4 ของ GDP ทั้งประเทศ และในฐานะผู้พัฒนาสำคัญ การล้มละลายของ Evergrande จะสร้างปัญหาให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลจีนต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นฟองสบู่ใหญ่ที่สุดที่ทุกคนพูดถึงในจีน
  11. ตอนจบของ Evergrande อาจขึ้นอยู่กับวิธีการตัดสินใจของปธน. สี จิ้นผิง ในการสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางสังคม และ ความมั่นคงทางการเงิน แต่ยังคาดเดาได้ยากเกี่ยวกับช่วงเวลาที่รัฐจะดำเนินการต่อวิกฤติ Evergrande เพราะจีนกำลังเผชิญกับปัญหามากมาย
  12. วิกฤติ Evergrande เกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การตรวจสอบภาคเอกชนอย่างกว้างขวาง ถึงความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการลดราคาอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่า ยอดขายบ้านตามมูลค่าเดือน ส.ค. ลดลง 20% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด
  13. Logan Wright จาก Rhodium Group กล่าวว่า การชะลอตัวของอสังหาริมทรัพย์จีนในระยะยาวจะทำให้การเติบโตของ GDP ลดลง ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง และอาจก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดทั่วโลก
  14. Evergrande แถลงการณ์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ย.) ว่าบริษัทได้จ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัท และตำหนิสื่อที่รายงานข่าวเชิงลบ จนเป็นผลให้ยอดขายเดือน ก.ย. ของบริษัทลดลง
  15. Evergrande จะครบกำหนดชำระหนี้ก้อนโตในวันที่ 21 ก.ย. นี้ และหากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด บริษัทอาจถึงขั้นล้มละลาย ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง ทำให้ตลาดจับตามองว่าทางการจีนจะดำเนินการต่อวิกฤตนี้อย่างไร

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-16/china-s-nightmare-evergrande-scenario-is-an-uncontrolled-crash?sref=e4t2werz 

https://www.prachachat.net/world-news/news-762694 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (11 – 17 ก.ย. 64)

FINNOMENA
สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (11 - 17 ก.ย. 64)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 11 – 17 ก.ย. 2564 มีกองทุนไหนทำผลตอบแทนได้โดดเด่น และเป็นกองทุนยอดนิยมที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน FINNOMENA บทความนี้จะขอพาผู้อ่านไปดูกันครับ

10 อันดับ กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นประจำสัปดาห์ (11 – 17 ก.ย. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (11 - 17 ก.ย. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 17 ก.ย. 2564)

1.KT-mai – กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น เอ็ม เอ ไอ

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +5.27%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +29.48%

2.TLMSEQ – กองทุนเปิดทาลิส MID-SMALL CAP หุ้นทุน

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.70 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +48.09%

3.TMBOIL – กองทุนเปิดทหารไทยออย์ฟันด์

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: +4.53 %

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +68.98%

ดูรายละเอียดกองทุนทั้ง 10 อันดับเพิ่มเติม: KT-mai, TLMSEQ, TMBOIL, K-OIL, KT-OIL, KF-OIL, SCBOIL, I-OIL, I-10, TLDIVEQ-D

หมายเหตุ: ข้อมูลหน่วยราคากองทุน อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 ข้อมูลผลตอบแทนบางกองทุนในหน้า 10 อันดับ อาจมีการแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างจากแต่ละหน้ากองทุน เนื่องจากการดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน (ซึ่งนับวันที่ในรอบสัปดาห์แตกต่างกัน)

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิกhttps://finno.me/cheat-sheet-update

10 อันดับกองทุนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในรอบสัปดาห์บนแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ FINNOMENA (11 – 17 ก.ย. 64)

สรุปกองทุนผลตอบแทนเด่น และกองทุนยอดนิยมประจำสัปดาห์ (11 - 17 ก.ย. 64)

(ข้อมูลจาก FINNOMENA Fund Filter ณ วันที่ 17 ก.ย. 2564)

1.ONE-UGG-RA : กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -3.05%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +13.05%

2.TMBGQG : กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -0.30%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): +15.84%

3. KFGG-A : กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลโกรท ชนิดสะสมมูลค่า

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 สัปดาห์: -2.86%

ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD): -1.41% (เริ่มนับ NAV วันที่ 2 ก.ย. 2564)

ดูรายละเอียดกองทุนยอดนิยมเพิ่มเติม : ONE-UGG-RA, TMBGQG, KFGG-AK-VIETNAM, PRINCIPAL VNEQ-A, K-CHANGE-A(A), TMBCOF, K-CHINA-A(A), B-INNOTECHTMBAGLF

ลงทุนกองไหนดี ? อ่านโพยกองทุน แนะนำกองทุนสำหรับลงทุนระยะยาว 3-5 ปี คลิก: https://finno.me/cheat-sheet-update


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: Tencent หลุด Top 10 บริษัทใหญ่สุดในโลก ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่ไม่มีหุ้นจีนติดโผ Nvidia แซงหน้า ขึ้นเป็นอันดับ 10

THE OPPORTUNITY
News Update: Tencent หลุด Top 10 บริษัทใหญ่สุดในโลก ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่ไม่มีหุ้นจีนติดโผ Nvidia แซงหน้า ขึ้นเป็นอันดับ 10

Tencent สูญเสียตำแหน่งใน 10 อันดับ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าตลาด ทำให้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่ไม่มีหุ้นจีนติดอันดับ Top 10 เลย โดยเป็นผลมาจากตรวจสอบด้านกฎระเบียบของทางการจีน ที่สร้างความเสียหายแก่ตลาดหุ้นอย่างมหาศาล

วันนี้ (16 ก.ย.) ราคาหุ้น Tencent ปรับลดลง 0.53% ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 552,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าของ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิป และทำให้ Tencent  ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 11 แทน Nvidia

Tencent ตามรอย Alibaba ที่สูญเสียตำแหน่งไปเมื่อตอนต้นปี โดยบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีจีนเผชิญกับกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นของทางการ ตั้งแต่การป้องกันการผูดขาด ความปลอดภัยของข้อมูล ไปจนถึง การจำกัดเวลาเล่นเกมของเด็ก

จากจุดสูงสุดเมื่อเดือน ม.ค. Tencent สูญเสียมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 390,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ดัชนี Hang Seng กลายเป็นดัชนีที่มีผลการดำเนินงานของเดือนนี้แย่ที่สุดในโลก จากการร่วงแรงของ Alibaba และ Tencent

ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าความเสียหายจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้ หากการตรวจสอบด้านกฎระเบียบของรัฐบาลจีนยังคงทวีความรุนแรงขึ้น

11 อันดับ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าตลาด

  1. Apple Inc.                                 $2.46 ล้านล้าน
  2. Microsoft Corp.                         $2.29 ล้านล้าน
  3. Alphabet Inc.                            $1.93 ล้านล้าน
  4. Saudi Arabian Oil Co.               $1.87 ล้านล้าน
  5. Amazon.com Inc.                      $1.76 ล้านล้าน
  6. Facebook Inc.                           $1.05 ล้านล้าน
  7. Tesla Inc.                                  $7.57 แสนล้าน
  8. Berkshire Hathaway Inc.          $6.30 แสนล้าน
  9. Taiwan Semiconductor             $5.61 แสนล้าน
  10. Nvidia Corp.                             $5.59 แสนล้าน
  11. Tencent Holdings Ltd.              $5.56 แสนล้าน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-16/tencent-s-slide-leaves-china-with-no-stocks-in-global-top-10?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Ark โชว์กลยุทธ์ ‘ขายผู้ชนะ เพื่อลงทุนเป้าหมายอื่น’ Cathie Wood เทขายหุ้น Tesla ไม่หยุด ครึ่งเดือน ขายไปแล้วกว่า 350,000 หุ้น

THE OPPORTUNITY
News Update: Ark โชว์กลยุทธ์ ‘ขายผู้ชนะ เพื่อลงทุนเป้าหมายอื่น’ Cathie Wood เทขายหุ้น Tesla ไม่หยุด ครึ่งเดือน ขายไปแล้วกว่า 350,000 หุ้น

กองทุน Ark ของ Cathie Wood เทขายหุ้น Tesla อย่างต่อเนื่อง มูลค่าขายรวมตลอดเดือนนี้อยู่ที่ 226 ล้านดอลลาร์แล้ว หลังหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 34% ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

กลยุทธ์ของ Ark คือ แบ่งขายหุ้นผู้ชนะบางส่วนเพื่อไปลงทุนเป้าหมายอื่น โดย Ark เริ่มลดสัดส่วนหุ้น Tesla ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดย Cathie Wood บอกว่า นี่คือกลยุทธ์จัดการพอร์ตโฟลิโออย่างชาญฉลาด เพื่อควบคุม Position sizes

เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) ข้อมูลการซื้อขายรายวันของ Ark Investment รายงานว่า กองทุน ARKK และ ARKW ขายหุ้น Tesla กว่า 81,000 หุ้น รวมมูลค่าประมาณ 62 ล้านดอลลาร์

ตั้งแต่เดือน ก.ย. กองทุน Ark ได้ขายหุ้น Tesla ออกไปกว่า 350,000 หุ้น อย่างไรก็ตาม Tesla ยังเป็นสัดส่วนสูงสุดในพอร์ตการลงทุนของ Ark

รายงานการซื้อขายรายวันของ Ark สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพอร์ตเท่านั้น แต่ไม่ได้สะท้อนการซื้อขายทั้งหมดของบริษัท เพราะไม่ได้รวมกิจกรรมเพิ่มและไถ่ถอนหน่วยลงทุน รวมถึงการเสนอขายต่อสาธารณะ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-16/cathie-wood-keeps-selling-tesla-unloading-62-million-of-shares?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: มาเก๊าสิ้นหวังแล้ว นักลงทุนหนีตาย ทางรอดเดียวคือ ‘ขาย’ เท่านั้น รัฐบาลจีนเข้ม ส่งเจ้าหน้าที่รัฐคุมบริษัทคาสิโน

THE OPPORTUNITY
มาเก๊าสิ้นหวังแล้ว นักลงทุนหนีตาย ทางรอดเดียวคือ ‘ขาย’ เท่านั้น รัฐบาลจีนเข้ม ส่งเจ้าหน้าที่รัฐคุมบริษัทคาสิโน

นักลงทุนเทขายหุ้นคาสิโน หลังทางการจีนขยายมาตรการคุมเข้มสู่เมืองศูนย์กลางการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างมาเก๊า เหล่าผู้ประกอบธุรกิจคาสิโนมีเพียงสิ่งเดียวที่อยากจะบอกคือ ‘ขาย’

“มาเก๊าสิ้นหวังแล้ว” ผู้บริหารที่ดำเนินธุรกิจปล่อยสินเชื่อแก่นักพนันในมาเก๊าให้สัมภาษณ์โดยไม่เปิดเผยชื่อ

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.) Bloomberg Intelligence รายงานว่า ดัชนีที่ประกอบด้วยธุรกิจคาสิโน 6 แห่ง ปรับตัวลง 23% ซึ่งเป็นการร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของนักลงทุน

การเทขายหุ้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั้งธุรกิจที่จดทะเบียนในฮ่องกงและสหรัฐฯ ทั้ง ราคาหุ้น Suncity Group ธุรกิจพนันรายใหญ่ที่สุดในมาเก๊า ร่วงลง 15%, Sands China สูญมูลค่าตลาดไปกว่า 8,400 ล้านดอลลาร์, หุ้น SJM Holdings ปรับตัวลง 24% ร่วงแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 และ Wynn Resorts เผชิญแรงเทขายครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ มี.ค. 2020

ผู้ประกอบการระบุว่า กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้นักพนันหวาดกลัว และการแทรกแซงมากขึ้นของรัฐบาล ยิ่งส่งผลให้นักลงทุนหวาดกลัวยิ่งขึ้น

แนวทางการคุมเข้มหลักๆ ของรัฐบาลจีนมีดังนี้
1. แต่งตั้งตัวแทนของรัฐบาลมา ‘กำกับดูแล’ ธุรกิจคาสิโนต่างๆ
2. เพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นในประเทศ และ
3. บริษัทคาสิโนต้องได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการก่อนแจกจ่ายผลกำไร เช่น เงินปันผล 

ธุรกิจคาสิโนส่วนใหญ่ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็น และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกฎระเบียบใหม่ ผู้บริหารของ Melco Resorts and Entertainment คาสิโนระดับพรีเมียม กล่าวว่า เรื่องนี้ใหม่เกินไป และยังไม่มีความชัดเจนว่าส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม SJM Holdings หนึ่งในผู้บุกเบิกของมาเก๊า ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากกฎระเบียบในปัจจุบันมากนัก และชี้ว่าหน่วยงานของรัฐอย่าง Macau’s Gaming Inspection and Coordination Bureau ดำเนินการตรวจสอบคาสิโนอยู่ตลอดแล้ว

มาเก๊า สถานที่แห่งเดียวในจีนที่ธุรกิจคาสิโนถูกกฎหมาย อุตสาหกรรมคาสิโนในมาเก๊าใหญ่กว่าในลาสเวกัสถึง 6 เท่า รายได้จากอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึง 80% ของรายได้จากภาษี และคิดเป็น 55.5% ของ GDP ทั้งเมือง

แต่ตอนนี้มาเก๊ากำลังเผชิญกับช่วงเวลาอันท้าทาย ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รายได้จากการพนันลดลง 80% จากปี 2019, การประท้วงในฮ่องกง, การปราบปรามการพนันและเงินไหลออกในต่างประเทศ มาจนถึงมาตรการล่าสุดของจีนที่ต้องการเปลี่ยนเอกลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะศูนย์กลางการพนันของโลก

การเปลี่ยนเอกลักษณ์ของมาเก๊าให้ห่างไกลจากการพนันเป็นเป้าหมายของรัฐบาลจีนมาหลายปีแล้ว โดยเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลประกาศมุ่งพัฒนามาเก๊าร่วมกับเกาะเหิงฉินที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจ 

กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลอาจไปไกลถึงการเปลี่ยนธุรกิจคาสิโนมาเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ  จึงเป็นสาเหตุให้ผู้บริหารต่างๆ ไม่เอ่ยชื่อในการให้สัมถาษณ์ เพราะกังวลถึงผลกระทบต่อธุรกิจ

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-15/macau-s-future-in-doubt-as-china-signals-crackdown-on-casinos?sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาปลูกผักทำฟาร์ม

Bitcoin Addict
ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาปลูกผักทำฟาร์ม

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาปลูกผักทำฟาร์ม

My Neighbor Alice คืออะไร?

My Neighbor Alice คือ เกม NFT Play to Earn แนวทำฟาร์มปลูกผักที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Antler Interactive มีจุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ตัวละครและการออกแบบโลกของเกมให้มีความน่ารัก

ตัวเกมนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมทำฟาร์มชื่อดังอย่าง Animal Crossing และระบบการสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่มาจาก Minecraft

ตัวเกมไม่ได้จำกัดแค่ผู้เล่นในโลกของ Blockchain เกมเพียงเท่านั้นเพราะตัวเกมนั้นพอร์ตลงในตัว Stream อีกด้วยทำให้คนทั่วไปนั้นเข้าถึงได้ง่ายและตรงที่มันเข้าถึงง่ายตรงนี้ที่แอดคิดว่าน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้อนาคตของเกมนั้นน่าจะไปในทางที่ดี บวกกับตัวเกมที่เป็น Multiplayer Openworld อีกด้วย

รูปแบบการเล่นภายในเกม

ระบบหลัก ๆในตอนนี้จะมีอยู่ 5-6 อย่างด้วยกัน (ตอนนี้ตัวเกมยังอยู่ใน Pre-Alpha test เวลาเปิดจริงอาจจะมีระบบใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา)

  1. ระบบปลูกผัก
  2. ระบบเลี้ยงสัตว์
  3. ระบบตกปลา
  4. ระบบเควสกับ NPC ที่จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญ Alice
  5. ระบบ Community ที่เราสามารถเล่นกับเพื่อนได้
  6. ระบบการสร้างสิ่งก่อสร้าง

ระบบ Land ที่มีการแบ่งพื้นที่ภายในเกม

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Land ภายในเกมนั้นถูกเรียกว่า Lummelunda Archipelago ซึ่งแบ่งเป็น 6 เกาะด้วยกัน

  • Snowflake Island: ดินแดนน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยเรื่องของเวทย์มนต์ลึกลับที่มีเหล่านางฟ้าอาศัยอยู่
  • Medieval Plains: ที่ราบที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ เต็มไปด้วยพืชพันธ์ุต่าง ๆ เหมาะแก่การเลี้ยงวัว
  • Nature’s Rest: ป่าทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเกิดของหมีที่เป็นมาสคอตของเกม
  • Lummestad (The Town): ดินแดนขนาดเล็กท่ามกลางดินแดนขนาดใหญ่แต่เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า จุดรวมอีเว้นท์ต่าง ๆ ภายในเกมที่ให้ผู้เล่นนั้นสามารถมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าต่าง ๆ กันได้
  • Sandy Coast: เกาะแห่งทะเลทรายที่มีเกาะเล็กเกาะย่อยอีกมากมาย
  • Submerged Islands: เกาะที่ถูกคนพบโดยโจรสลัด มีความอุดมสมบูรณ์สมบัติมากมาย บวกกับความลับอีกมากที่ยังไม่ถูกค้นพบ

Alice Token

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Alice Token นั้นจะเป็นโทเคนหลักที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนภายในตัวเกมและมีการจำกัดจำนวนโทเคนทั้งหมดอยู่ที่ 100,000,000 Alice เท่านั้น

  • ค่าเงินหลักภายในเกม: ใช้ในการแลกเปลี่ยน Asset ต่าง ๆ ใน Marketplace รวมถึงเซ็ทสกิลพิเศษภายในเกม
  • ใช้ในการซื้อ Land ภายในเกม
  • สำหรับผู้ที่ถือครอง Alice โทเคนและทำการ Stake นั้นจะมีสิทธิ์การเข้าถึง Special game content หรือ DLC

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Roadmap (แผนการพัฒนาของตัวเกมส์)

แผนการพัฒนาของตัวเกมส์ตอนนี้จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายนที่จะมีการเปิด Pre-alpha test (น่าจะภายในเดือนกันยายนนี้ไม่ช้าก็เร็ว) โดยผู้ที่จะสามารถเข้ารับการ Pre alpha test ได้นั้นต้องถือครอง Alice โทเคน 1 เหรียญ (ขณะที่ลงบทความนี้น่าจะทันเล่นช่วง Test กันนะครับ)

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

การรับ Pre-Alpha Test 

  1. เข้าเว็บ https://market.myneighboralice.com/ ใส่ email
  2. สมัครกระเป๋า “Choromia Valut” เชื่อมกระเป๋าเข้ากับตัวเว็บ
  3. ฝากเหรียญ Alice จำนวน 1 เหรียญ (คืนเหรียญเมื่อจบ Alpha)
  4. รอรับ Key ผ่านทาง email เพื่อนำมาใช้ในการเล่น

การติดตั้งตัวเกม

  1. สมัครสมาชิก Stream
  2. ไปที่เกม Alice ดาวน์โหลดเกมส์
  3. เลือกเมนู “Activate a product on steam” เพื่อเข้าเกม
  4. นำ Key ที่เราได้รับผ่านทาง email นั้นมาใส่เพื่อเข้าเล่นเกม

Investors & partner 

ชวนทำความรู้จักกับ MY NEIGHBOR ALICE เกม NFT ที่จะชวนคุณมาทำปลูกผักทำฟาร์ม

Official Website – My Neighbor Alice: https://www.myneighboralice.com/

Stream: https://store.steampowered.com/app/1502290/My_Neighbor_Alice/

Bitcoin Addict

News Update: ‘สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย-UK’ ตั้งพันธมิตร รับมือจีนใน ‘อินโด-แปซิฟิก’ ภารกิจแรก จัดหาเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์

THE OPPORTUNITY
‘สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย-UK’ ตั้งพันธมิตร รับมือจีนใน ‘อินโด-แปซิฟิก’ ภารกิจแรก จัดหาเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์

ความพยายามในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำโลกระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทวีความรุนแรงขึ้นขณะนี้ ทั้งสองประเทศกำลังสร้างพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของตน ผ่านนโยบายความช่วยเหลือต่างๆ

🌏  ‘สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย-UK’ ตั้งพันธมิตร รับมือจีนใน ‘อินโด-แปซิฟิก’

ล่าสุด (15 ก.ย.) ผู้นำของสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ประชุมหารือทางไกลจัดตั้งพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกเพื่อรับมือกับจีนที่ขยายอิทธิพลในวงกว้าง

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร จะช่วยเหลือกองทัพเรือออสเตรเลียในการครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อปฏิบัติการอย่างเงียบๆ ในอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นย้ำว่าเรือดำน้ำดังกล่าวไม่มีอาวุธปรมาณู และไม่ใช่การจัดหาอาวุธนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย

จุดมุ่งหมายของเหล่าผู้นำคือ การสร้างสันติภาพและเสียรภาพของอินโด-แปซิฟิกในระยะยาว รวมถึงขยายขอบเขตความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น เทคโนโลยี, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ควอนตัม เป็นต้น

🌏  ‘จีน’ เยือน ‘เวียดนาม’ หารือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

วันศุกร์ที่ผ่านมา (10 ก.ย.) หวังอี้ รมว. ต่างประเทศของจีน เดินทางเยือนเวียดนามเพื่อหารือทั้งประเด็นการค้า ความเชื่อมั่นทางการเมือง และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การสร้างพันธมิตรครั้งนี้ของจีนเป็นไปด้วยดี เวียดนามกล่าวว่า รัฐบาลมองการสร้างสัมพันธ์กับจีนเป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของตน ซึ่งนี่อาจสร้างแรงตึงเครียดระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีมาตั้งแต่ปี 2017

🌏  วัคซีนโควิดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างพันธมิตร

สองประเทศมหาอำนาจ ได้ส่งมอบวัคซีนโควิดแก่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย และใช้การส่งมอบวัคซีนโควิดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างพันธมิตร

เห็นได้ชัดว่าเวียดนามเป็นเป้าหมายการแข่งขันของสหรัฐฯ และจีน โดยเมื่อเดือน ส.ค. สหรัฐฯ ประกาศแผนส่งมอบวัคซีนโควิดจำนวน 1 ล้านโดสให้แก่เวียดนาม แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หวังอี้ ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบวัคซีนให้เวียดนาม 3 ล้านโดส ขณะเยือนเวียดนามครั้งล่าสุด

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาดำเนินไปด้วยดี หลังจีนยังส่งมอบวัคซีนจำนวน 3 ล้านโดส รวมถึงเงินช่วยเหลือกว่า 270 ล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐบาลกัมพูชา

🌏  ผู้เชี่ยวชาญชี้ ประเทศพันธมิตรได้รับประโยชน์จากศึกครั้งนี้

ประเทศต่างๆ ในเอชียได้รับประโยชน์ทั้งด้านทหารจากสหรัฐฯ และ ด้านเศรษฐกิจจากจีน รวมถึงความช่วยเหลือทางด้านวัคซีนจากทั้ง 2 ประเทศ

อเล็กซานเดอร์ วูวิง ศาสตราจารย์จากศูนย์ Daniel K. Inouye Asia-Pacific Center for Security Studies แสดงความเห็นว่า การช่วงชิงอำนาจ (Soft Power) ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นประโยชน์ต่อประเทศขนาดเล็กทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม โอกาสในการได้รับผลประโยชน์เริ่มลดลงเรื่อยๆ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/15/us-uk-australia-unveil-new-security-partnership-as-china-expands-military.html 

https://www.voathai.com/a/us-china-allies-asia-friendships-covid19-vaccine-diplomacy-military/6230136.html

https://mgronline.com/around/detail/9640000091758 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 16/09/2021 “สหรัฐฯ – ออสเตรเลีย – UK ตั้งพันธมิตรรับมือจีนใน อินโด – แปซิฟิก” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 16/09/2021

สหรัฐฯ – ออสเตรเลีย – UK ตั้งพันธมิตรรับมือจีนใน อินโด – แปซิฟิก”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +236.82 จุด (+0.68%) S&P500 +37.65 จุด (+0.85%) Nasdaq +123.8 จุด (+0.82%) Small Cap 2000 +23.02 จุด (+1.04%) VIX index อยู่ที่ 18.18 (-6.58%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 -45.73 จุด (-1.09%) Dax เยอรมัน -106.99 จุด (-0.68%) CAC 40 ฝรั่งเศส -69.35 จุด (-1.04%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 16 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลบเล็กน้อย ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลบเล็กน้อย และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,628.04 จุด (+0.26%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 16 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,793.85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.87 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 75.33 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 16 ก.ย. 2564) Bitcoin 47,952.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,585.65 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.24495 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 428.49 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สหรัฐฯ – ออสเตรเลีย – UK ตั้งพันธมิตรด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือออสเตเลียในการครอบครองเรือดำน้ำ เพื่อรับมือการแพร่ขยายอิทธิพลของจีนใน ภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก

ประเทศที่มีงบการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทางทหาร 5 อันดับแรก คือ สหรัฐฯ 778 พันล้านดอลล่าร์ จีน 252 พันล้านดอลล่าร์ อินเดีย 72.9 พันล้านดอลล่าร์ รัสเซีย 61.7 พันล้านดอลล่าร์ และ อังกฤษ 59.2 พันล้านดอลล่าร์

ราคาอาหารในอังกฤษพุ่งแรง ดันเงินเฟ้ออังกฤษเดือนสิงหาคมโตถึง 3.2% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้ที่โต 2.9%

เศรษฐกิจจีนในเดือนสิงหาคมเริ่มชะลอตัวจากยอดค้าปลีกโต 2.5% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่โต 7% ภาคอุตสาหกรรมโต 5.3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่จะโต 5.8% และการลงทุนในสินทรัพย์คงทนโต 8.9% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่โต 9%

ทางการจีนจะเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 4 ของ GDP จีน ทำให้ตลาดหุ้นจีนตอบรับเชิงลบ และจีนประกาศคุมเข้มธุรกิจคาสิโนที่มาเก๊า จะส่งเจ้าหน้าที่รัฐนั่งในบริษัท หุ้นในกลุ่มนี้ร่วงแรงกว่า 30%

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 13,897 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13,503 ราย จากในเรือนจำ 394 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 188 ราย หายป่วยกลับบ้าน 13,527 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,405,374 ราย หายป่วยสะสม 1,263,130 ราย

The Opportunity

กองทุน KT-EUROTECH เริ่ม IPO วันที่ 15 – 21 กันยายน เป็น Feeder Fund  ลงทุนในกอง JPMorgan Funds Europe Dynamic Technologies Fund โดยกองทุนหลักนี้ลงทุนในหุ้นยุโรปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นหลัก โอกาสในการลงทุน คือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีความก้าวหน้า และสามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งแตกต่างกับหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ถูกทางการกดดันอย่างหนัก และมีระดับราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ Top Holding 5 อันดับแรก คือ ASML 9.7% SAP 6.9% Adyen 6.7% Nokia 5.7% และ Capgemini 5.4%

รู้จัก SDR สิทธิไถ่ถอนเงินพิเศษ หนุนทำสำรองหลังโลกฉีด QE อย่างหนัก

FINNOMENA x Franklin Templeton
เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

วิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และแม้ว่าหลายประเทศมีทุนสำรองระหว่างประเทศ (reserve) ที่อยู่ในระดับเพียงพอตั้งแต่ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า บางประเทศก็จำเป็นต้องดึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนนี้มาใช้เพื่อเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตดังกล่าว ทำให้เงินทุนสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2021 องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงขยายวงเงินเพิ่มเติมในส่วนของสิทธิไถ่ถอนพิเศษ (SDR) อีกกว่า 220% (รวม 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับประเทศที่ต้องการสภาพคล่องสนับสนุน เพื่อต่อสู้กับวิกฤต COVID19 ซึ่ง IMF เปรียบวงเงิน SDR เพิ่มเติมในส่วนนี้ว่าเหมือนการ “ฉีดวัคซีน” ให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ที่มีรายได้ต่ำ และได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้สภาพคล่องเพิ่มเติมส่วนนี้

เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า SDR คืออะไร

SDR ย่อมาจาก Special Drawing Right หรือสิทธิไถ่ถอนเงิน จาก IMF อธิบายง่าย ๆ ว่า SDR เหมือนกับเงินสกุลหนึ่งที่ออกขึ้นโดย IMF ให้กับประเทศต่าง ๆ ในลักษณะสิทธิการใช้เงิน เป็นโควตาที่ IMF จัดสรรให้ตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ประเทศนั้น ๆ ถือใน IMF โดย SDR มีมูลค่าคำนวณจากตะกร้าเงินของเงินสกุลหลักของโลก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร หยวน เยน และปอนด์ ซึ่งจะมีการทบทวนทุก ๆ 5 ปี ซึ่งถ้าประเทศใดต้องการความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจก็สามารถถอนเงิน SDR ในส่วนนี้ แล้วนำมาแลกเป็นเงินสกุลหลักของโลกตามที่ต้องการได้

วงเงิน SDR 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีประโยชน์อย่างไร และถูกจัดสรรอย่างไร

IMF เพิ่มวงเงิน SDR เข้ามาอีก 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งประมาณการว่าครอบคลุม 30%-60% ของทุนสำรองระหว่างประเทศที่ประเทศต่าง ๆ ต้องใช้ภายในระหว่างปี 20202025 โดยวงเงิน SDR ที่เพิ่มมานี้สามารถเบิกมาใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข (no conditions) ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถนำมาใช้สร้างเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน ใช้เป็นงบประมาณ หรือคืนเงินกู้ก็ได้ นอกจากนั้น เนื่องจาก SDR ยังไม่ถือเป็นเงินที่แท้จริง วงเงิน SDR ในส่วนนี้จึงยังไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี อย่างที่กล่าวมาข้างต้น วงเงิน SDR ที่เพิ่มขึ้นมานั้นถูกจัดสรรไปตามโควตาของประเทศต่าง ๆ โดยขึ้นอยู่กับปริมาณหุ้นที่ประเทศนั้น ๆ ถือใน IMF โดยประเทศใหญ่ที่มักมีหุ้นมากกว่า ก็จะได้รับการจัดสรร SDR มากกว่า ทำให้การจัดสรรวงเงิน SDR ในส่วนนี้อาจไม่ได้กระจายลงสู่ประเทศเกิดใหม่ที่มีความจำเป็นต้องใช้ ได้ตรงจุดเท่าใดนัก ทั้งนี้ คาดว่าประเทศเกิดใหม่จะได้รับการจัดสรรเพียงประมาณ 30% ของวงเงินทั้งหมด โดยที่อีก 60% จะถูกจัดสรรให้ประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนั้น การที่แต่ละประเทศสามารถถอนเงิน SDR ในส่วนนี้ออกมาโดยปราศจากเงื่อนไข อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะอันตรายทางศีลธรรม (moral hazard) เช่น ลดแรงจูงใจให้ประเทศบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจด้วยความรอบคอบ เพราะเข้าใจว่าถึงอย่างไรก็มี IMF เข้ามาช่วยเหลืออยู่ดี แม้ว่าการจัดสรรโควตาจะให้กับประเทศพัฒนาแล้วเป็นส่วนใหญ่ เรายังเชื่อว่าวงเงิน SDR น่าจะเป็นประโยขน์กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ดังนี้

การเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ แม้ว่าวงเงิน SDR ที่เพิ่มขึ้นมา จะมีทั้งส่วนที่เป็นสินทรัพย์ และหนี้สิน (ในลักษณะการกู้เงิน) แต่ส่วนหนี้สินนั้นไม่ได้มีกำหนดที่จะต้องจ่ายคืน ซึ่งทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมานี้เอง ช่วยให้ประเทศนั้น ๆ มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง (cost of debt) และสามารถใช้สภาพคล่องที่ได้มาใหม่นี้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลงทุน โดยประเทศที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด จะเป็นประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศน้อย เช่น แซมเบีย ศรีลังกา และกาบอง รายละเอียดตามกราฟด้านล่าง

เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

เอาตัวรอดอย่างไรดี? ในตลาดหุ้นจีนตอนนี้

การจัดการด้านงบประมาณ และการชำระคืนเงินกู้ เราพบว่าหลายประเทศได้ใช้เงินเป็นจำนวนมากในการต่อสู้กับวิกฤต COVID-19 ซึ่งทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว และยิ่งไปกว่านั้น บางประเทศมีกำหนดที่จะชำระคืนหนี้ระหว่างประเทศในอนาคตอันใกล้ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ วงเงิน SDR ที่ได้เพิ่มขึ้นมานี้จะสามารถใช้ในการชำระหนี้ต่างประเทศได้ชั่วคราว ช่วยฟื้นฟูบรรยากาศของการค้า และการลงทุนในประเทศ และสร้างเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจได้ โดยประเทศที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากประเด็นนี้ เช่น ศรีลังกา ตูนีเซีย เอลซัลวาดอร์ และเอกวาดอร์

ความพยายามในการทบทวนการจัดสรรวงเงิน SDR เพื่อให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

เนื่องจากวงเงิน SDR ถูกจัดสรรตามปริมาณการถือหุ้นของประเทศต่าง ๆ ทำให้ IMF ไม่สามารถจัดสรรไปยังประเทศต่าง ๆ ตามความต้องการการใช้เงินโดยตรงได้ ซึ่งกลุ่มประเทศ G7 อยู่ระหว่างการหารือกับ IMF ว่าจะสามารถจัดสรรวงเงิน SDR ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร ทั้งนี้ หลายประเทศเห็นว่าควรจัดสรรวงเงิน SDR อย่างน้อย 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กลุ่มประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น ประเทศในแถบแอฟริกา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ดี แนวทางการจัดสรรแบบใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งเรื่องอำนาจการจัดสรรของ IMF ตลอดจนข้อพิจารณาว่า SDR ถือว่าเป็นสิทธิของประเทศนั้น ๆ หรือไม่ ทำให้การจะจัดสรรให้ประเทศอื่น ๆ อาจต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ที่ผ่านมา การจัดสรร SDR จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งใช้วิธีการจัดสรรทางอ้อม โดยเป็นการจัดสรรเข้ากองทุน และกองทุนนั้นจะให้การช่วยเหลือกับประเทศที่มีรายได้น้อยต่ออีกทีหนึ่ง เช่น กองทุนลดความยากจนและส่งเสริมการเติบโต (PRGT) อย่างไรก็ดี กองทุนในลักษณะดังกล่าวยังถือว่ามีขนาดเล็ก และเงินช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ทั้งนี้ IMF อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางใหม่ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ซึ่งรวมถึงข้อเสนอของประเทศในกลุ่ม G7 นำโดยสหรัฐอเมริกาที่อาจใช้ SDR เป็นเงินประเดิมในการตั้งกองทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่ง G7 อาจใช้กองทุนนี้เพื่อคานอำนาจกับข้อริเริ่มนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (China’s Belt and Road Initiative)

อย่างไรก็ดี การหารือยังไม่ได้ข้อสรุป โดยบางฝ่ายเชื่อว่า หากบทบาทของ IMF ถูกจำกัด และสภาพเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการพิจารณาตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือ กลุ่ม G7 อาจสามารถเข้ามาแทรกแซงการคัดเลือกประเทศที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากกองทุน ซึ่งจะถูกใช้เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นนโยบายหลักของกลุ่ม G7 เช่น นโยบายเพื่อความยั่งยืน มากขึ้น

อนึ่ง การทบทวนการจัดสรร SDR น่าจะใช้ระยะเวลายาวนาน และอาจได้ข้อสรุปเบื้องต้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ซึ่งโดยรวมแล้วเราคิดว่าวงเงิน SDR ที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะช่วยทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ระหว่างประเทศ (sovereign credit default swap spread) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (credit spread) ระหว่างการขอเงินกู้จากช่องทางปกติ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีรายได้ต่ำ และได้รับผละกระทบจาก COVID-19 อย่างรุนแรงมากที่สุด

เนื้อหาต้นฉบับโดย Gene Podkaminer, CFA

Head of Research, Franklin Templeton Investment Solutions

Michael Kerwin, CFA

Senior Research Analyst, Franklin Templeton Investment Solutions

Miles Sampson, CFA

Senior Research Analyst, Franklin Templeton Investment Solutions

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/content-ftthinks/common-pdf/fixed-income/imf-sdr-allocation-us.pdf

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

FINNOMENA
FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

FA Guide คือ ซีรีส์บทความที่จะมาเล่าเรื่องอาชีพสายการเงินอาชีพหนึ่ง เป็นอาชีพที่เป็นนายตัวเอง มีอิสระในการจัดการเวลาในชีวิตของตัวเอง ได้ใช้ความรู้ทางการเงินในการช่วยเหลือผู้อื่นให้ไปถึงเป้าหมายที่เขาต้องการ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองได้ อาชีพนั้นก็คือ ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) หรือเรียกสั้นๆ ว่า FA นั่นเองครับ

สำหรับ FA Guide ตอนแรก เขียนขึ้นมาสำหรับผู้ที่สนใจในสายอาชีพนี้โดยเฉพาะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร บทความนี้จะพาไปดูกันตั้งแต่พื้นฐานว่า การเป็น FA ต้องทำอะไรบ้าง ทักษะความรู้อะไรบ้างที่จำเป็นในการเป็น FA ที่ดี และที่สำคัญก็คือ ใบอนุญาต (License) ต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีในการประกอบอาชีพนี้

6 ขั้นตอนสู่การเป็น Financial Advisor มีอะไรบ้าง? เชิญอ่านได้ในบทความครับ

ขั้นตอนที่ 1: เข้าใจหน้าที่ของ FA

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ Financial Advisor เป็นคำที่ครอบคลุมความหมายค่อนข้างกว้างมาก เพราะการเงินส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ถ้าแปลแบบกระชับที่สุด FA คือ มืออาชีพที่ให้คำปรึกษาในการบริหารเงินของลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในชีวิต การบริหารเงินนี้รวมไปถึงการให้คำแนะนำเรื่องการเก็บออม การทำประกัน การวางแผนการศึกษาบุตร วางแผนเกษียณ รวมไปถึงแนะนำการลงทุนในหุ้น กองทุน อสังหาฯ ฯลฯ เพื่อให้เงินเก็บของลูกค้างอกเงยด้วย

พอเรื่องเงินเป็นเรื่องที่แทรกซึมอยู่ในทุกจังหวะชีวิต แทบจะทุกเรื่องต้องใช้เงิน ดังนั้น FA ที่จะให้คำปรึกษาลูกค้าได้ดี ต้องทำความรู้จัก และเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่ดูแลอยู่เป็นอย่างดีด้วย

FA ไม่ใช่อาชีพที่มุ่งมั่นแต่จะขายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่ FA คืองานบริการ คือการให้คำปรึกษาที่ต้องยึดความต้องการลูกค้าเป็นหลัก ภาพการทำงานของ FA จะไม่ใช่การพบเจอพูดคุยกับลูกค้าเพียงครั้งเดียว จัดพอร์ตอะไรให้ลูกค้าเสร็จแล้วก็จบกันไป แต่อาจจะต้องนัดเจอพูดคุยกับลูกค้าถึง 3-5 ครั้ง กว่าจะเริ่มวางแผนการเงินให้กับลูกค้าได้

FA จะต้องทำความรู้จักกับลูกค้าให้มากที่สุด ทำความเข้าใจเป้าหมายของลูกค้า ทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างไปถึงเป้าหมาย แล้วถึงค่อยออกแบบแผนทางการเงินให้กับลูกค้าว่าเขาเหมาะกับผลิตภัณฑ์อะไร ในสัดส่วนเท่าไร และเมื่อวางแผนเสร็จแล้ว FA ก็มีหน้าที่ในการดูแลกันไปตลอดเส้นทาง จนกว่าลูกค้าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือภาพรวมบทบาทคร่าวๆ ของ FA หรือการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครับ

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบว่าตนเองเหมาะกับอาชีพนี้หรือไม่

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

FA เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะหลากหลายรอบด้าน ทั้งศาสตร์และศิลป์ต้องใช้ครบหมด ต่อไปนี้เป็นคุณสมบัติที่ FA ควรจะต้องมี ถ้าเกิดอ่านแล้วรู้สึกว่ามันใช่คุณ คุณสามารถทำอาชีพ FA ได้ดีแน่นอน

1. มีความสนใจเรื่องการเงินการลงทุน

ทักษะแรกที่สำคัญที่สุด (ขาดข้ออื่นไปยังพอทำงานได้ แต่ขาดข้อนี้ไปจบเลย) คือ “ความรู้เรื่องการเงินการลงทุน” ขอใช้คำว่ามีความสนใจเรื่องการเงินการลงทุนแทนละกันนะครับ เพราะถ้าเรายังสนใจและศึกษาอยู่เรื่อยๆ ความรู้เราต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

แล้วความรู้เรื่องไหนบ้างที่ FA ควรจะมี? คำถามนี้ขอหยิบไปตอบในขั้นตอนที่ 3 ครับ

2. มีใจบริการ

FA เป็นคนที่ให้คำปรึกษากับ “ลูกค้า” เพราะฉะนั้นโฟกัสตลอดการทำงานเป็น FA คือ การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) FA ต้องไม่แนะนำผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มให้กับลูกค้าเพียงเพื่อให้ตัวเองได้ส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมสูงๆ แต่ FA ต้องยึดเป้าหมายของลูกค้ามาก่อน แล้วค่อยออกแบบแผนการเงินให้สอดคล้องตามนั้น ซึ่งการจะเอาความต้องการของลูกค้ามาก่อนความต้องการส่วนตัว ต้องมาจากการมีใจรักในการบริการ

3. มีทักษะในการพูดคุยและรับฟัง

การจะรู้จักใครซักคน เราต้องพูดคุยกับคนคนนั้นเยอะๆ FA จะรู้จักลูกค้าและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ ก็ต้องผ่านการพูดคุยเยอะๆ เหมือนกัน

ทักษะนี้เป็นทักษะที่ FA หลายคนอาจจะมองข้ามไป เพราะไปโฟกัสที่การมี hard skill มากกว่า แต่จริงๆ แล้วการมี soft skill เรื่องทักษะในการพูดคุย การมีมนุษยสัมพันธ์ การเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นทักษะที่จะชี้วัดเลยว่า คุณจะเป็น FA ที่คนชื่นชอบได้หรือเปล่า เพราะถึงคุณจะมีความรู้แน่น แต่ถ้าไม่สามารถถ่ายทอดให้คนเชื่อถือได้ หรือไม่สามารถพูดให้คนเปิดใจกับคุณได้ ก็ไม่มีใครไว้ใจให้คุณดูแลอยู่ดี

4. กล้าตัดสินใจ

กล้าตัดสินใจในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปบังคับให้ลูกค้าทำตามที่เราบอกนะครับ แต่การกล้าตัดสินใจ หมายถึง การที่เราออกแบบแผนการเงินที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของเราอย่างชัดเจน แล้วอธิบายเหตุผล ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ลูกค้าฟัง ให้ลูกค้าเข้าใจในทุกแง่มุมแล้วตัดสินใจเอง

แต่อย่างไรก็ตามมันไม่มีแผนการเงินไหนที่การันตีว่ามันจะได้ผล 100% ทุกแผนมีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามแผน FA ต้องกล้าที่จะตัดสินใจจากความรู้และประสบการณ์ที่มี และรายงานความเสี่ยงทุกอย่างให้กับลูกค้าทราบ FA ต้องมั่นใจที่จะนำทางให้ลูกค้า เพราะถือว่าเรามีความรู้ความเข้าใจด้านการวางแผนการเงินมากกว่า และความรู้ตรงนั้นสามารถทำให้ชีวิตผู้อื่นดีขึ้นได้

5. Active ในการเรียนรู้อยู่เสมอ

ทุกวันมีเรื่องให้เรียนรู้ใหม่อยู่ตลอด ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรู้ทางการเงิน แต่หมายถึงทุกอย่างที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เพราะอย่างที่เขียนไว้ในตอนต้นว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องที่แทรกซึมอยู่ในทุกด้านของชีวิต คนที่ใช้ชีวิตได้ดีก็จะแนะนำเรื่องการเงินได้ดีด้วย ดังนั้น FA ต้องเป็นคนที่กระตือรือร้นในการอัปเดตข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ให้คำปรึกษากับลูกค้าได้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน

จริงอยู่ว่าเรื่องหลักการวางแผนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจจะเปลี่ยนไม่มาก แต่เรื่องมุมมองการลงทุนรับรองว่าเปลี่ยนบ่อยแน่นอน ซึ่ง FA ทุกท่านสามารถติดตามข่าวสารของตลาดและมุมมองการลงทุนจาก FINNOMENA ได้ตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ LINE หรือเว็บไซต์ รับรองว่าอัปเดตตลอดไม่ตกข่าวแน่นอนครับ

ขั้นตอนที่ 3: เพิ่มพูนความรู้และทักษะ

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

หลังจากเข้าใจหน้าที่ของ FA และสำรวจตนเองเรียบร้อยแล้วว่าเรามีทักษะที่เหมาะกับการเป็น FA ขั้นต่อไปคือการศึกษาหาความรู้เรื่องการวางแผนการเงิน และฝึกทักษะในการให้คำปรึกษาครับ

ความรู้ที่ FA ควรจะต้องมี หรือ Service Solution ที่ควรจะสามารถมอบให้ลูกค้าได้ ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้พูดทั้งวันก็คงไม่จบ เพราะมันกว้างมากๆ FA อาจจะให้คำแนะนำง่ายๆ อย่างการออมเงิน ไปจนถึงการที่ลูกค้ามาปรึกษาเรื่องควรจะเลือกหมอผ่าตัดที่โรงพยาบาลไหนดี อะไรที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ FA ควรจะให้คำปรึกษาได้ หรือถ้าหากไม่รู้ก็ควรจะชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหาให้ได้

กรณีนั้นอาจจะเป็นกรณีพิเศษหน่อย แต่สำหรับเคสปกติแล้ว ตัวอย่างสกิลที่ FA ควรจะต้องมี เช่น การบริหารเงินส่วนบุคคล, ความรู้เรื่องภาษี, การวางแผนเกษียณ, การซื้อประกัน (เพื่อปกป้องเงินของลูกค้ากรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด) และการลงทุน (เพื่อสร้างเงินให้งอกเงย) ทั้งหมดนี้ก็พอจะครอบคลุมในการให้คำปรึกษาแล้ว

สำหรับทักษะที่ต้องเพิ่มพูน เช่น ทักษะในการสื่อสารและรับฟัง คนที่เป็น FA ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีมากๆ ต้องมี empathy ในการเข้าใจผู้อื่น เป็นคนที่น่าเชื่อถือและกล้าตัดสินใจ ซึ่งทักษะต่างๆ เหล่านี้สามารถสร้างได้แน่นอน โดยเริ่มจากการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และใส่ใจเขาอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจที่อยากจะช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้นจริงๆ

ขั้นตอนที่ 4: สอบ License

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

หมายเหตุ: บทความนี้จะพูดถึงเฉพาะ License ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพผู้แนะนำการลงทุน

ในขั้นตอนที่ 3 คือการสั่งสมความรู้ที่อยู่ในหัว ส่วนในขั้นตอนที่ 4 คือการพิสูจน์ว่าเรามีความรู้นั้นจริงๆ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็คือ การสอบใบอนุญาต (License) ในการเป็นผู้แนะนำการลงทุน

สำหรับคนที่สงสัยเรื่อง License การสอบสายการเงินต่างๆ ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

  1. กลุ่มใบอนุญาต
    ใบอนุญาต คือ สิ่งที่ต้องมีในการประกอบอาชีพผู้แนะนำการลงทุนตามที่ กลต. กำหนด ถ้าไม่มีถือว่าผิดกฎหมาย การสอบใบอนุญาต เช่น IC (Investment Consultant), IP (Investment Planner) หรือ IA (Investment Analyst)
  1. กลุ่มคุณวุฒิ
    ใบคุณวุฒิ คือสิ่งที่ยืนยันว่าเราผ่านการอบรมในระดับต่างๆ จะมีหรือไม่มีก็ได้ในการประกอบอาชีพ ตัวอย่างคุณวุฒิสายการเงิน เช่น CFP, AFPT, CFA

ที่ FINNOMENA เราเปิดรับพาร์ทเนอร์ FA ที่มีใบอนุญาตตั้งแต่ IC Complex 2 ขึ้นไป (สามารถแนะนำการลงทุนในกองทุนรวมและตราสารหนี้ที่มีลักษณะซับซ้อนได้) ซึ่งในแต่ละที่ก็จะมีเงื่อนไขในการเป็นพาร์ทเนอร์แตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องการใบอนุญาต IC หรือ IP ไม่เกินนี้

อาชีพ FA ไม่จำกัดว่าต้องเรียนจบทางด้านสายการเงินมา เพียงแค่จบปริญญาตรี ผ่านการอบรมความรู้ต่างๆ และสอบใบอนุญาตผ่าน เท่านี้ก็สามารถเป็น FA ได้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับฝีมือล้วนๆ ครับ

ขั้นตอนที่ 5: เลือกพาร์ทเนอร์ที่อยากร่วมงานด้วย

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระก็จริง แต่การลุยเดี่ยวออกไปทำคนเดียวนั้นทำได้ยาก การจะไปหาลูกค้าแล้วเรียกเก็บเป็นค่าแนะนำการลงทุนก็คงไม่มีใครอยากจ่ายให้ ดังนั้นการมีพาร์ทเนอร์จะช่วยทั้งในเรื่องการให้คำปรึกษาลูกค้า และช่วยในเรื่องการสร้างรายได้ให้กับ FA ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เปิดรับ FA เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ (บางที่จะเรียกว่า IIP: Independent Investment Planner) โดยให้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันไป สำหรับที่ FINNOMENA เราก็เปิดรับ FA เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับเราเช่นกัน ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ finnomena.com/fa/ ได้เลยครับ และใน FA Guide ตอนหน้า ทางทีม FINNOMENA จะมีการเขียนรีวิวให้อ่านกันอย่างละเอียดด้วยว่า เมื่อเข้ามาเป็น FA ร่วมกับ FINNOMENA แล้วจะได้อะไรบ้าง

ขั้นตอนที่ 6: ออกไปหาลูกค้าคนแรก

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

ขั้นตอนสุดท้าย คือการเริ่มออกไปให้คำปรึกษาเรื่องการเงินให้กับลูกค้าคนแรกของคุณ เริ่มแรกที่ยังไม่มีคอนเนคชั่นหรือชื่อเสียงที่จะทำให้ลูกค้าแนะนำกันปากต่อปาก การหาลูกค้าอาจจะทำได้ยาก ดังนั้นเริ่มต้นง่ายที่สุดคือการให้คำปรึกษากับคนใกล้ตัวครับ อาจจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงของเราก็ได้ หรือถ้ายังไม่ได้วางแผนการเงินส่วนตัวก็เริ่มจากตัวเองนี่แหละครับ เราต้องดูแลตัวเราเองให้ดีก่อนถึงจะไปดูแลคนอื่นได้

การเดินทางหมื่นลี้เริ่มจากก้าวหนึ่งก้าว การจะเป็น FA ที่ดูแลลูกค้าหลักร้อยก็ต้องเริ่มจากดูแลลูกค้าคนแรกให้ดีก่อน จาก 1 คนเป็น 2 คน จาก 2 คนเป็น 3 คน ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังรักและหลงใหลในอาชีพนี้ รับรองว่าความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ส่งท้าย…

ครบทั้ง 6 ขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับเส้นทางการเป็น FA หรือที่ปรึกษาทางการเงิน หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจในอาชีพสายนี้ไม่มากก็น้อยครับ

📌 งานสัมมนา FINNOMENA FA Summit 2021 เปิดประตูสู่การเป็น Financial Advisor โอกาสครั้งสำคัญในสายอาชีพ สร้าง รายได้หลักแสนกับการเป็น Financial Advisor มืออาชีพ พร้อมฟังเรื่องราวความสำเร็จ กลยุทธ์ และเทคนิคจาก FINNOMENA FA ตัวจริงเสียงจริง

อ่านเพิ่มเติม โอกาสที่คุณจะได้เจอในงาน FA Summit 2021

ผู้ที่สนใจร่วมงานสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://finno.me/fa-summit-2021-wb3

FA Guide ตอน ขั้นตอนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)

เขียนโดย FINNOMENA Admin

รีวิวกองทุนญี่ปุ่น: อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม

เด็กการเงิน DekFinance
รีวิวกองทุนญี่ปุ่น: อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม

[อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม]

ลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตอีกมากผ่านกองทุนรวมกองไหนดี รีวิวทุกกองทุน

วันนี้ เด็กการเงิน ขอรวบรวมกองทุนญี่ปุ่น รีวิวกันแบบจุก ๆ อีกแล้ว อ่านทีเดียวจบ เลือกได้เลยกองไหนดี อาจจะยาวหน่อยแต่ได้ประโยชน์

สิ่งที่ได้จากบทความนี้

  1. ทำไมญี่ปุ่นถึงน่าสนใจ
  2. ตลาดญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง
  3. กองทุนญี่ปุ่นในไทย แต่ละกองลงทุนอะไรบ้าง ค่าธรรมเนียมเท่าไร
  4. รู้จักกองทุนหลักต่างประเทศยอดฮิต รวมถึง ETF ที่กองไทยชอบไปลงทุน 
  5. ค่าธรรมเนียมและยอดซื้อขั้นต่ำ

รีวิวกองทุนญี่ปุ่น: อ่านที่นี่ที่เดียวรู้เลยกองไหนดีและญี่ปุ่นน่าลงทุนไหม

ทำไมต้องลงทุนญี่ปุ่น

เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีมูลค่าอันดับ 3 ของโลก หลายปีที่ผ่านญี่ปุ่นสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ทัดเทียมอารยประเทศ และญี่ปุ่นก็จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ระบบการศึกษาที่พัฒนาคนญี่ปุ่น มาตรฐานการทำงาน และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูง จัดเป็นจุดเด่นของประเทศนี้ ค่าเงินเยนก็เป็นค่าเงินสกุลหนึ่งที่มีเสถียรภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับภาคการธนาคารและนโยบายการเงินของญี่ปุ่นก็มีการดูแลที่ดีมากเช่นเดียวกัน

ปัญหาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือ ประชากรมีอัตราการเกิดน้อยลงและคนส่วนใหญ่มีอายุยืน ทำให้มีความกังวลว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหยุดชะงัก ซ้ำร้ายด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่ฉุดการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศติดลบในปีที่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงมีอยู่ และเป็นประเทศที่มีพื้นฐานดี ปลอดภัย อันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว  

การเติบโตของประเทศญี่ปุ่น ต่อจากนี้คือการผลักดัน 2 เป้าหมายหลัก ๆ คือ 

  1. โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่ญี่ปุ่นถือว่ามีการขยับช้ากว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง USA และบางประเทศในยุโรป สิ่งนี้คือโอกาสที่ทำให้ภาครัฐและเอกชน ต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัล 
  2. ปฏิรูปด้านพลังงานให้เป็นพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม และ พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เพื่อมุ่งไปสู่การประเทศที่มีการปลดปล่อย CO2 เป็น 0 (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 เช่นเดียวกับ USA นอกจากเป้าหมายเรื่อง Carbon แล้ว สิ่งนี้จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นลดการพึ่งพาการนำเข้าแก๊สธรรมชาติเหลวเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง

Nikkei 225 ดัชนีหุ้นใหญ่ 225 บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ถือเป็นดัชนีสำคัญของญี่ปุ่น ดัชนีประกอบด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสูงสุดถึงประมาณ 48% ตามมาด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคประมาณ 25% และวัสดุประมาณ 13% รวม 3 อันดับแรกประมาณ 86% ของทั้งตลาดและมีจำนวนหุ้นอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีสูงถึง 58 บริษัท ตามมาด้วยวัสดุ 58 บริษัท และสินค้าอุปโภคบริโภค 33 บริษัท

จริง ๆ ญี่ปุ่นมีอีก Index คือ TOPIX ซึ่งแตกต่างกัน เพราะ TOPIX ใช้วิธีคิดแบบ Market cap weighted ในการคำนวณดัชนี ขณะที่ Nikkei ใช้วิธีแบบ price-weighted แต่จริง ๆ Nikkei คือหุ้นใหญ่มั่นคง หรือ Blue chip ใน TOPIX นั่นแหละ

แนวทางการลงทุนแต่ละกอง

ASP-NGF เป็นกองแบบ Feeder Fund ที่ลงทุนในกองแม่ Nippon Growth (UCITS) Fund  บริหารจัดการโดย E.I. Sturdza Strategic Management Fund มุ่งหวังผลตอบแทนมากกว่า (Active) ดัชนี TOPIX

KT-JAPAN-A เป็นกองแบบ Feeder Fund ที่ลงทุนในกองแม่ Henderson Horizon Fund – Japanese Smaller Companies Fund – Class A2 เป็นกองแบบ Active Fund มุ่งหวังผลตอบแทนให้มากกว่า Russell/Nomura Small Cap Total Index กองนี้จะใช้กลยุทธ์แบบ High Conviction ด้วยประสบการณ์ลงทุนในญี่ปุ่นมากกว่า 40 ปี และลงทุนในหุ้นเล็กที่สุด 25% ของหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดในญี่ปุ่นวัดจากมูลค่าตลาด กองนี้มีมอร์นิ่งสตาร์ 4 ดาวด้วยนะ

TMBJPNAE เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลัก Schroder International Selection Fund – Japanese Opportunities Class A (acc) – JPY เป็นกองแบบ Active มุ้งเน้นผลตอบแทนมากกว่าตลาด TOPIX (Total Return Net)

T-JAPANEQ เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลัก Schroder International Selection Fund-Japanese Opportunities (C Class) เหมือนกอง TMBJPNAE แต่คนละ Share class 

KF-JPSCAP เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลัก MUFG Japan Equity Small Cap Fund (Class I) เป็นกองแบบ Active โดยใช้ Benchmark คือ MSCI Japan Small Cap Index gross dividend denominated in JPY เป็นกองที่ใช้กลยุทธ์เลือกหุ้นแบบ Bottom up มุ้งเน้นบริษัทที่มี Business model ที่ดีและมุ่งหวังผลตอบแทนระยะยาว โดยกองนี้แม่เขาแนะนำให้ลงทุนอย่างน้อย 5 ปี

ONE-UJE-RA เป็นกองแบบ Funds of Funds ลงทุนทั้งหมดสองกอง คือ 1) Comgest Growth Japan JPY ACC การันตี 5 ดาวเหมือนกันนะกองนี้ และ 2) Nomura Japan High Conviction Fund I JPY กองนี้จะลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นขนาดใหญ่ เป็นการลงทุนแบบ Bottom up มุ่งเน้นหาหุ้นที่มีความยั่งยืนของการเติบโตของกำไรและยอดขาย รวมถึงมีอัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่สูงและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่สูงกว่าคู่แข่ง การันตีด้วยมอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาวนะกองนี้

K-JP เป็น Feeder Fund ลงทุนในกองแม่ Schroder International Selection Fund Japanese Equity, Class A Acc ชื่อกองคล้ายกับ TMBJPNAE และ T-JAPANEQ เพราะว่ามันเป็น Sub-Fund ของอันนั้นอีกทีหนึ่ง สัดส่วนอะไรแบบนี้อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย

ASP-JHC เป็นกองแบบ Feeder Fund ลงทุนในกอง Japan High Conviction Fund Class I JPY (5 Star MorningStar) ซึ่งจะเหมือนกองของ ONE-UJE-RA 

สัดส่วนอุตสาหกรรม/หุ้นแต่ละกอง

ASP-NGF ลงทุนอุตสาหกรรม เช่น Wholesale Trade, Banks, Construction, Chemicals, Marine Transportation โดยลงทุนในหุ้น ITOCHU CORP, Fujifilm Holdings, Marubeni Corp, ORIX Corp, MITSUBISHI UFJ Financial Group

KT-JAPAN-A ลงทุนอุตสาหกรรม เช่น Industrials, Info Tech, Consumer Discretionary, Materials, Health Care โดยลงทุนในหุ้น Noritake, Toppan Forms, Aiful, Nichicon, Nippon Soda

TMBJPNAE ลงทุนในอุตสาหกรรม Information & Communication, Electric Appliances, Chemicals, Retail Trade, Transportation Equipment โดยลงทุนในหุ้นอย่าง ITOCHU Corp, C Uyemura & Co Ltd, TDK Corp, ORIX Corp, Otsuka Corp **ข้อมูลไม่ได้อัปเดตมาก หน้าตาหุ้นมีส่วนคล้ายกับ K-JP**

T-JAPANEQ **คล้าย TMBJPNAE**

KF-JPSCAP ลงทุนในอุตสาหกรรม Services, Electric Appliances, Information & Communication, Machinery, Retail Trade โดยลงทุนในหุ้นอย่าง Cyberagent, Outsourcing, MCJ, MONEX Group, SHOEI/TAITO

ONE-UJE-RA สำหรับกองแรก COMGEST ลงทุนในอุตสาหกรรมอย่าง Consumer discretionary, Industrials, Healthcare, Info Tech มี Top 5 Holdings หุ้นอย่าง Sysmex Corporation, Fanuc Corporation, CyberAgent lnc, Food & Life Companies ltd, Kose Corporation ส่วนกองที่สองของ ONE-UJE-RA อย่าง Nomura ก็จะลงทุนในอุตสาหกรรม Electric Appliance, Services, Machinery, Chemicals, Retail trade โดยมี Top 5 Holdings อย่าง Nidec Corporation, Keyence Corporation, M3, Daikin Industries, Shin-Etsu Chemical 

K-JP จะลงทุนในอุตสาหกรรม แบบ Electric Appliances, Information & Communication, Machinery, Transportation Equipment และ Pharmaceutical โดยมี Top 5 Holdings อย่าง Nippon Telegraph & Telephone Corp, Keyence Corp, Astellas Pharma lnc, KDDI Corp, SoftBank

ASP-JHC จะลงทุนในอุตสาหกรรม Electric Appliance, Services, Machinery, Chemicals, Retail trade โดยมี Top 5 Holdings อย่าง Nidec Corporation, Keyence Corporation, M3, Daikin Industries, Shin-Etsu Chemical คล้ายกับ ONE-UJE-RA 

ผลตอบแทนย้อนหลังโดยเฉลี่ย 

  • ASP-NGF ผลตอบแทน 3 ปี 4.32% และผลตอบแทน 1 ปี 32.82%
  • KT-JAPAN-A ผลตอบแทน 3 ปี 7.24% และผลตอบแทน 1 ปี 39.66%
  • TMBJPNAE ผลตอบแทน 3 ปี 0.90% และผลตอบแทน 1 ปี 25.92%**มีเปลี่ยนกองแม่มาก่อน ที่จะเป็นกองเดียวกับ K-JP**
  • T-JAPANEQ ผลตอบแทน 3 ปี 0.59% และผลตอบแทน 1 ปี 27.37%**มีเปลี่ยนกองแม่มาก่อน ที่จะเป็นกองเดียวกับ K-JP**
  • KF-JPSCAP ผลตอบแทน 3 ปี 6.00% และผลตอบแทน 1 ปี 44.81%
  • ONE-UJE-RA ผลตอบแทน 3 ปี N/A% และผลตอบแทน 1 ปี N/A%
  • K-JP ผลตอบแทน 3 ปี 5.12% และผลตอบแทน 1 ปี 27.72%
  • ASP-JHC ผลตอบแทน 3 ปี N/A% และผลตอบแทน 1 ปี N/A%

กองที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นคือ KF-JPSCAP, KT-JAPAN-A, ASP-NGF  จะเห็นว่ากองที่ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นอย่าง KF-JPSCAP และ KT-JAPAN-A เป็นกองที่ลงทุนในหุ้นเล็กของญี่ปุ่น

ขณะที่กองที่เน้นลงทุนในหุ้นใหญ่ผลตอบแทนกลับทำได้ไม่ดีมากนัก เป็นกองที่ลงทุนหุ้นใหญ่ โดยเฉพาะกองที่มีกองแม่เป็น Schroders มีมอร์นิ่งสตาร์แค่ 3 ดาว หากเทียบพวก Henderson อย่าง KT-JAPAN-A / Comgest และ Nomura ของ ONE-UJE-RA

เท่าที่ดูเหมือนกองที่ลงทุนในหุ้นใหญ่จะหา Alpha ยาก ฉะนั้นถ้าจะลงทุนในญี่ปุ่นอาจจะเลือกแบบ Active (Small-Mid Cap) จะน่าสนใจกว่า

ค่าธรรมเนียมของแต่ละกอง

  • ASP-NGF มีค่า TER ที่ 1.2598 และมี Front-end 2.00%
  • KT-JAPAN-A มีค่า TER ที่ 1.14 และมี Front-end 1.50%
  • TMBJPNAE มีค่า TER ที่ 1.7881 และมี Front-end 1.50%
  • T-JAPANEQ มีค่า TER ที่ 1.475 และมี Front-end 1.070%
  • KF-JPSCAP มีค่า TER ที่ 0.9018 และมี Front-end 1.50%
  • ONE-UJE-RA มีค่า TER ที่ 1.6605 และมี Front-end 1.50%
  • K-JP มีค่า TER ที่ 1.4037 และมี Front-end 1.50%
  • ASP-JHC มีค่า TER ที่ 2.640495 และมี Front-end 1.25%

การจ่ายปันผล   

กองที่จ่ายปันผล: K-JP, KT-JAPAN-D

กองทุนอื่นในตัวอย่างไม่จ่ายปันผล

การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

ป้องกันแบบดุลยพินิจ: ASP-NGF, KT-JAPAN-A, T-JapanEQ, TMBJPNAE, KF-JPSCAP

ขั้นต่ำของแต่ละกองและเงื่อนไขดังนี้

  • ASP-NGF มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • KT-JAPAN-A มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • TMBJPNAE มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1 บาท และครั้งถัดไป 1 บาท
  • T-JAPANEQ มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • KF-JPSCAP มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 2,000 บาท และครั้งถัดไป 2,000 บาท
  • ONE-UJE-RA มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 5,000 บาท และครั้งถัดไป 1,000 บาท
  • K-JP มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 500 บาท และครั้งถัดไป 500 บาท
  • ASP-JHC มียอดซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 5,000 บาท และครั้งถัดไป 5,000 บาท

สรุป

กองที่แนะนำมี KF-JPSCAP, ONE-UJE-RA, KT-JAPAN-A เรามองว่าพวก Small-mid cap น่าสนใจ และมี Upside ที่สูกว่า โดยเฉพาะกอง Active ที่ทำผลตอบแทนเอาชนะ Benchmark ได้อย่างต่อเนื่อง หา Alpha ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่พวกกอง Active ลงทุนในหุ้นใหญ่ ไม่ค่อยรอดเท่าไร โดย KF-JPSCAP มีความน่าสนใจคือมี TER ต่ำสุดในสามตัวนี้ แต่มียอดขั้นต่ำหน่อย 2,000 บาทสำหรับคนลงเงินไม่มาก

สำหรับใครตั้งใจลงทุนน้อยกว่านี้อาจจะไม่เหมาะ ส่วน ONE-UJE-RA มีค่า TER สูงสุดในสามตัวนี้ แต่การันตีด้วยกอง 5 ดาวถึงสองกอง และมีผู้จัดการกองทุนคอย Balance สัดส่วนทั้งสองกอง ทั้ง Growth และ Quality เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ส่วน KT-JAPAN-A มอบให้เป็นชายกลาง หากเทียบค่า Fee และขั้นต่ำ และผลตอบแทนไม่เบานะ โดดเด่นสุดในกองที่เรารีวิว (ไม่ได้ดู ONE-UJE-RA เพราะเป็นกองใหม่ ข้อมูลยังมีไม่มาก แต่อยู่ในขอบเขตที่น่าสนใจ) ส่วน ASP-JHC ก็ปังนะ เพราะกองโนมูระห้าดาวมอร์นิ่งสตาร์ ตัวเดียวกับของ ONE-UJE-RA แต่ข้อเสียคือ TER แพงกว่า

สำหรับใครชื่นชอบญี่ปุ่น ก็สามารถมีสัดส่วนเป็น Core ที่ 15-20% เป็น Developed Country ที่กองทุน Active ทำผลงานได้ดี และญี่ปุ่นจัดเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสูง จึงเป็น Core ได้อย่างมั่นคงนั่นเอง

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/215286463822158 

สามารถดูรายละเอียดหนังสือชี้ชวนและผลตอบแทนของกองทุนได้ที่ finnomena.com/fund 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

รู้จักตราสารหนี้ประเทศจีน ตลาดที่ Ray Dalio บอกว่าเป็นอนาคตของการลงทุน

BottomLiner
รู้จักตราสารหนี้ประเทศจีน ตลาดที่ Ray Dalio บอกว่าเป็นอนาคตของการลงทุน
เราต้องเคยได้ยินข่าวความเป็นที่สุดของหนี้ประเทศจีน เช่น ระดับหนี้สาธารณะขนาดยักษ์ในประเทศที่ปี 2015 เกือบฟองสบู่จะแตก หรือข่าวที่จีนมีหนี้ในประเทศมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก บทความนี้เราจะพาคุณมารู้จักหนี้กลุ่มต่าง ๆ ของจีนให้มากขึ้น โดยแบ่งตามโครงสร้างในประเทศและนอกประเทศ

ในประเทศ

กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในค่าเงินหยวน ประกอบด้วยหนี้บริษัท (เอกชนและรัฐวิสาหกิจ), หนี้ครัวเรือน, หนี้รัฐบาล
ซึ่งหนี้รัฐวิสาหกิจจำนวนมากเป็นของรัฐบาลท้องถิ่นที่เข้ามาถือหุ้น ทำให้การใช้จ่ายเงินส่วนนี้มักเกิดการทุจริตอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงมักใช้อย่างไม่มีคุณภาพ เช่น ไปสร้างตึกสร้างสะพานใหญ่โตเกินเหตุ
ปัจจุบันจีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระดับหนี้สูงที่สุดในโลก เนื่องจากกู้แหลกตั้งแต่วิกฤต Subprime จนมาถึงปี 2015 ที่ฟองสบู่จะแตก จึงทำให้เป้าหมายของรัฐบาลต้องเปลี่ยนไป ไม่เน้นการเติบโตเศรษฐกิจแบบตัวเลขสูงมาก ๆ กลายมาเป็นโตอย่างมีคุณภาพแทน
โดยผู้ให้ตลาดในประเทศจีนกู้ก็ไม่ใช้ใครที่ไหน เป็นคนจีนด้วยกันเอง ผ่านการดึงธนาคาร, บริษัทประกัน มาซื้อตราสารหนี้ และตอนนี้ตลาดหนี้ในจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ)
ล่าสุดเริ่มเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ด้วยการให้ลงทุนผ่านโครงการ Bond Connect และ QFII (Qualified Foreign Institutional Investor) ซึ่งนักลงทุนระดับโลกอย่าง Ray Dalio มักพูดอยู่บ่อยว่า “ตลาดตราสารหนี้จีนคืออนาคตของการลงทุน”

นอกประเทศ

ชื่อเสียงขึ้นชื่อคือการที่จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ และการให้ประเทศกำลังพัฒนากู้เพื่อร่วมในโครงการ Belt and Road Initiative
แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาลจีนเริ่มตีตัวออกห่าง ไม่ยอมซื้อพันธบัตรสหรัฐ (ให้สหรัฐฯ กู้) เยอะเหมือนเดิม เปลี่ยนไปสะสมทองคำมากขึ้น
ขณะที่ประเด็น Belt and Road Initiative ก็มีความขัดแย้งกับรัฐบาลท้องถิ่นหลายครั้ง เพราะจีนมักเสนอปล่อยกู้เยอะ ๆ จนประเทศปลายทางใช้หนี้คืนไม่ได้แล้วเปลี่ยนไปยึดทรัพย์สินอื่นแทน เคสที่รุนแรงที่สุดเป็นการเข้าครอบครองท่าเรือสำคัญในศรีลังกาที่เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ทำให้ทั้งอินเดียและสหรัฐต้องวิ่งพล่าน
ในยุคดอกเบี้ยต่ำติดดินอย่างนี้ ตราสารหนี้จีนถือว่าเป็นประเทศใหญ่ที่ยังให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐ, ยุโรป, ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจในยุคนี้
BottomLiner