แจ้งเตือน

FINNOMENA x Franklin Templeton I 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 1

FINNOMENA x Franklin Templeton
FINNOMENA x Franklin Templeton I 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 1

พบกับ Session พิเศษ Franklin Templeton Insights: 5 ธีมต้องรู้ ก่อนลงทุนหุ้นวัตกรรมแห่งอนาคต ตอนที่ 1

คุณ George Russell, CFA, Institutional Portfolio Manager, Franklin Equity Group

รายละเอียดเพิ่มเติม ความร่วมมือระหว่าง FINNOMENA x Franklin Templeton

FINNOMENA x Franklin Templeton : https://finno.me/ftxfinnomena​

FINNOMENA x Franklin Templeton Investor Base : https://finno.me/investorbase​

กบข. คืออะไร? ทำความรู้จักระบบออมเกษียณภาคบังคับที่เลิศที่สุด! I POCKET MONEY EP25

FINNOMENA CHANNEL
กบข. คืออะไร? ทำความรู้จักระบบออมเกษียณภาคบังคับที่เลิศที่สุด! I POCKET MONEY EP25

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. เป็นระบบออมเกษียณภาคบังคับสำหรับข้าราชการโดยเฉพาะ ซึ่งนี่อาจเป็นระบบออมเกษียณภาคบังคับที่ดีที่สุดในทุกระบบของประเทศไทยเลย เพราะอะไร ตามมาดูกันในคลิปนี้

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คืออะไร?

  • กบข. ก็เป็นหนึ่งในระบบออมเกษียณภาคบังคับในประเทศไทย นอกเหนือไปจากการออมในกองทุนชราภาพประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างฝั่งบริษัทเอกชน
  • ในภาพรวมแล้ว ทั้ง กองทุนนี้ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กันเลย คือเป็นการออมภาคบังคับ ที่เมื่อฝั่งลูกจ้างออมปุ๊บ จะมีนายจ้างหรือรัฐบาลช่วยออมให้ด้วยปั๊บ และเงินที่สะสมแต่ละปีก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

รายละเอียดของ กบข. ที่แตกต่างไปจากกองทุนอื่น 

  • ฝั่งของลูกจ้างจะต้องสะสมเงินอย่างน้อย 3% ของเงินเดือน และสามารถขอสะสมเงินเพิ่มได้อีกไม่เกิน 12% รวมเป็นเงินสะสมสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินเดือน
  • แต่ในฝั่งของนายจ้างหรือรัฐบาล จะช่วยสมทบเพิ่มให้ที่เพดาน 3% เท่านั้น ไม่สมทบเพิ่มให้ตามการสะสมเงินเพิ่มของลูกจ้าง
  • นอกจากนี้ก็จะมีการสมทบให้อีก 2% เรียกว่าเงินชดเชย ซึ่งลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชยนี้ ต่อเมื่อตอนเกษียณเลือกรับเงินบำนาญเท่านั้น

รูปแบบการรับเงินเกษียณของข้าราชการ

  • เมื่อถึงอายุเกษียณตามเกณฑ์ โดยที่ได้ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 10 ปี ก็จะมีสิทธิเลือกได้ว่าจะรับเงินส่วนแรกจากกระทรวงการคลังในรูปแบบบำเหน็จ หรือบำนาญ
  • ถ้าเลือกรับเงินบำเหน็จ ก็จะแปลว่าในส่วนของเงินที่ได้ออมใน กบข. สมาชิกท่านนั้นก็จะได้รับเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมสมทบ และผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุน กบข.
  • ส่วนถ้าเลือกรับบำนาญ ก็ได้รับเงินชดเชยเพิ่มมาด้วยนั่นเอง

ทำไมถึงมองว่า กบข. เป็นระบบออมเกษียณภาคบังคับที่เลิศที่สุด

  • เพราะ กบข. มีแผนการลงทุนให้สมาชิกเลือกลงทุนได้หลากหลาย เรียกได้ว่าเยอะกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานบริษัทเอกชนเสียอีก
  • ปัจจุบันมีให้เลือกได้ถึง แผน ไม่รวมแผนที่ ซึ่งเป็นแผนที่ให้อิสระกับสมาชิกในการจัดสรรสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนด้วยตัวเอง
  • แผนการลงทุนของข้าราชการทุกคนจะเริ่มต้นจากแผนแรกที่ชื่อว่าแผนหลัก และจะลงทุนในแผนนั้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าสมาชิกจะเป็นผู้ขอเปลี่ยนแผนการลงทุนด้วยตัวเอง

ส่วนการบริการข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการตัดสินใจลงทุน

  • ในหน้าเว็บไซต์ของ กบข. จะมีบริการข้อมูล Fund fact sheet รายแผนการลงทุน มีการชี้แจงสถานะและสัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ของแต่ละแผนการลงทุนอย่างละเอียด รวมถึงการอัปเดตผลตอบแทนการลงทุนย้อนหลังของแต่ละกองเอาไว้ค่อนข้างเป็นปัจจุบัน
  • แผนที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง ปีสูงสุด ณ สิ้นปี 2563  เป็นแผนผสมหุ้นทวี ซึ่งให้ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5.24% ต่อปี 

รายละเอียดของแผนผสมหุ้นทวี

  • เป็นแผนการลงทุนใน กบข. แผนหนึ่งที่เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่ากองหลัก
  • มีสัดส่วนการลงทุนคร่าว ๆ แบ่งเป็น
    • ตราสารหนี้ 51%
    • ตราสารทุนหรือหุ้นประมาณ 35% บวกลบได้ประมาณ 10%
    • สินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น อสังหา ทองคำ น้ำมัน อีกประมาณ 14% บวกลบได้ประมาณ 4%
  • แผนการลงทุนนี้เหมาะกับผู้ที่มีความเข้าใจการลงทุน สามารถรับความเสี่ยงการลงทุนได้ค่อนข้างมาก และอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้น อย่างเช่นสมาชิกที่ใกล้เกษียณแล้ว

ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในแอปพลิเคชั่น และเว็บไซต์ของ กบข.

  • บริการนัดหมายบริการข้อมูลการเงิน โดยสมาชิกสามารถนัดวางแผนการเงินกับผู้เชี่ยวชาญที่ได้จัดไว้ให้ด้วยการจองเวลาผ่านแอปได้เลย
  • มีการจัดทำสื่อที่ให้ความรู้การเงินการลงทุนแก่สมาชิก
  • มีสิทธิประโยชน์ร้านค้าต่าง ๆ มากมาย เช่น ส่วนลดค่าน้ำมัน ส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน
  • มีฟังก์ชั่นคำนวณเงินเกษียณ โดยจะดึงข้อมูลเงินสะสม เงินสมทบ ผลตอบแทนย้อนหลังของแผนการลงทุนที่เลือกอยู่มาคำนวณให้ เพื่อหาส่วนต่างของเงินที่ควรออมเพิ่ม

คำแนะนำ สำหรับใครที่ยังมีเงินส่วนต่างให้ออมเพิ่ม

  • สามารถเลือกลงทุนผ่านสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างเช่นกองทุนรวมก็ได้เช่นกัน
  • ในแอป FINNOMENA เอง ก็มีฟังก์ชั่นแผนการลงทุนสำเร็จรูปตามเป้าหมายหรือพอร์ต Goal ซึ่งจะมี Investment team ช่วยกำหนดโมเดลพอร์ตที่เหมาะสมตามความเสี่ยงที่รับได้เอาไว้ให้ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกองหรือสัดส่วนกองทุนที่ลงทุน ก็จะมีบริการขึ้น Notification แจ้งเตือนให้ปรับพอร์ตตามคำแนะนำอีกด้วย

Fund Update: รวมรายชื่อกองทุน ลงทุนใน Evergrande พร้อมความเห็น บลจ. ต่อผลกระทบเศรษฐกิจจีน

THE OPPORTUNITY
Fund Update: รวมรายชื่อกองทุน ลงทุนใน Evergrande พร้อมความเห็น บลจ. ต่อผลกระทบเศรษฐกิจจีน

***หมายเหตุ: The Opportunity รวบรวมความเห็นจากข้อมูลของ บลจ. ต่อกรณีวิกฤติ Evergrande ที่มีการเผยแพร่เป็นสาธารณะ ตั้งแต่วันที่ 17-22 ก.ย.

🇨🇳 บลจ.กรุงศรี (KSAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: KFAHYBON-A มีสัดส่วน 1.70%
⁃ กองทุนผสม: KFMINCOM มีสัดส่วน 0.32%
⁃ กองทุนหุ้น: KFCMEGA-A มีสัดส่วน 0.26%
⁃ กองทุนหุ้น: KF-CHINA มีสัดส่วน 0.07%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

ผู้จัดการกองทุนคาดว่าผลกระทบจากวิกฤติ Evergrande มีไม่มากนัก เพราะปัจจุบันราคาหุ้นกู้ซื้อขายที่ 20-30 % ของราคาพาร์ (Par) เท่านั้น เป็นระดับราคาที่สะท้อนถึงการ Default ไปแล้ว มีโอกาสที่อัตราการเรียกคืนหนี้ (Recovery Rate) อาจมากกว่าระดับปัจจุบันได้ ในขณะที่กองทุนหุ้นมีน้ำหนักการลงทุนไม่มากนัก พร้อมทั้งราคาหุ้นลงมากว่า 80% นับตั้งแต่ต้นปีแล้ว

สำหรับทิศทางระยะสั้น ตราสารหนี้ High Yield อาจถูกกดดันจากข่าวที่รุนแรงมาก แต่ตลาด HY ในจีนเองได้รับรู้ข่าว Evergrande มาโดยตลอด อีกทั้งหลังประกาศงบไตรมาส 2/2021 China Property HY มี Balance Sheet ที่ดีขึ้น จึงไม่ได้ไม่ดีทั้งระบบ จะเป็นเพียงบางตัวเท่านั้น ผู้ลงทุนที่รับความผันผวนระยะสั้นได้สูงให้ถือต่อไปเพื่อรับดอกเบี้ยของพอร์ตที่สูง 11.85% (ณ 31 ก.ค. 2021) แต่หากผู้ลงทุนรับความผันผวนที่อาจจะสูงมากในระยะสั้นไม่ได้ แนะนำให้ลดการถือครองลง

ที่มา: https://www.krungsriasset.com/TH/Market-View/Flash-Update/41294.aspx

🇨🇳 บลจ. ทีเอ็มบี อีสท์สปริง (TMBAM Eastspring)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: TMB-E-ES-APlus มีสัดส่วน 0.19%
⁃ กองทุนตราสารหนี้: TMB Asian Bond มีสัดส่วน 0.84%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

จากการคาดการณ์กรณี base case คือ รัฐบาลจีนช่วยประสานงานในระดับบริหารเพื่อส่งผลให้เกิด “การแก้ไขอย่างเป็นระเบียบ” มีแนวโน้มที่ราคาตราสารหนี้จะสูงกว่าที่ขายกันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น บลจ.จะยังคงถือไว้เหมือนเดิมในตอนนี้ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมถึงจะหารือกับที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อประเมินเส้นทางการปรับโครงสร้างที่มีโอกาสเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม หากมุมมองเกี่ยวกับมูลค่าเปลี่ยนแปลงไป หรือหากกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่เป็นระเบียบ ทางบลจ.จะพิจารณาปรับการถือครอง

บลจ. เชื่อว่ายังมีโอกาสในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน และยังคงมีแนวโน้มที่สดใสหากมองข้ามความผันผวนในระยะสั้น ด้วยเหตุนี้ บลจ.จึงมองว่าความกลัวที่เกิดขึ้นในวงกว้างจาก Evergrande เป็นสิ่งที่เกินจริงไปหน่อย อย่างไรก็ตาม การดูเครดิตของผู้ออกตราสารมีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากบรรยากาศเชิงลบและนโยบายของรัฐบาลได้เพิ่มความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีงบดุลที่อ่อนแอ ดังนั้น บลจ. จะยังคงเลือกเฟ้นหาบริษัทในส่วนนี้ต่อไป โดยมุ่งเน้นที่ไปที่สินเชื่อคุณภาพดีสำหรับการเพิ่มผลตอบแทน

ที่มา: https://www.tmbameastspring.com/insights/look-at-the-case-of-china-evergrande

🇨🇳 บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: SCBCEH และ SCBCE มีสัดส่วน 0.09%
⁃ กองทุนผสม: SCBWIN มีสัดส่วน 0.05%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน SCBWIN

ผู้จัดการกองทุน SCBWIN มีความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนในปัจจุบัน และ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Spread) อยู่ในระดับสมเหตุสมผล และอยู่ในระดับที่ชดเชยกับความเสี่ยงในปัจจุบัน

จากการประเมิน Base Case มองว่าน่าจะมีผลลัพธ์ที่หลากหลาย โดยในระยะสั้นมองว่า Spread ในอุตสาหกรรมอสังหาฯ ไม่น่าจะลดหรือแคบลง และมีความเป็นไปได้ที่จะมีความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยปัจจุบัน กองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารนี้จีนที่ 3.7% และหุ้นจีนที่ 2.5% ณ วันที่ 31 ส.ค. 64

ที่มา: https://www.facebook.com/scbam.official/photos/a.544313966089561/1189411284913156

🇨🇳 บลจ. บัวหลวง (BBLAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: B-ENHANCED มีสัดส่วน 0.00349%
⁃ กองทุนผสม: B-SENIOR-X มีสัดส่วน 0.00196%
⁃ กองทุนผสม: B-INCOME มีสัดส่วน 0.0013%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

จากประเด็นสถานการ์ณของ China Evergrande Group มี 3 กองทุนของบัวหลวงที่เข้าไปลงทุนในหน่วยลงทุนของ Fidelity Asian Bond Fund ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ของ China Evergrande Group สัดส่วนเพียง 0.1% ของ NAV เท่านั้น จึงไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้ง 3 กองทุน ประกอบด้วย B-INCOME, B-SENIOR-X และ B-ENHANCED

ทั้งนี้กองทุนบัวหลวงจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นในผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยเป็นสำคัญ

ที่มา: https://www.facebook.com/BualuangFund.Fanpage/photos/a.114473288596934/4809692765741606/

🇨🇳 บลจ. กรุงไทย (KTAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนตราสารหนี้: KT-CHINABOND มีสัดส่วน 0.14%

➢ มุมมองจาก Blackrock ผู้จัดการกองทุน BGF China Bond Fund ซึ่งเป็นกองทุนหลักของ KT-CHINABOND

BlackRock มองว่าแรงเทขายที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นแรงเทขายอย่างรุนแรงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น และมองว่ายังมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เกรด B อีกหลายบริษัทที่มีสถานะการเงินที่ดี และไม่มีปัญหาทางสภาพคล่องแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทาง BlackRock จะจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของ BlackRock มีการกระจายความเสี่ยงเป็นอย่างดี โดยอาจพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนที่มีอยู่อย่างน้อยนิดในตราสารหนี้ของ Evergrande เพิ่มเติม หากมีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ที่มา: https://www.ktam.co.th/upload/tb_article_358_1632121467.21478_file1.pdf

🇨🇳 บลจ.ฟิลลิป (PAMC)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: P-CGREEN มีสัดส่วนน้อยกว่า 1%
⁃ กองทุนหุ้น: PWIN และ PWINRMF มีสัดส่วนน้อยกว่า 0.1%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

บลจ. เชื่อว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับตลาดการเงินของจีนโดยรวม ทั้งนี้กองทุน PWIN, PWINRMF และ PWINRMF มีการลงทุนใน Evergrande ในสัดส่วนที่น้อย หากเหตุการณ์เกี่ยวกับบริษัทมีแนวโน้มแย่ลง และกองทุนต่างประเทศไม่ได้ทำการลดสัดส่วนเพิ่มเติม กองทุนยังคงได้รับผลกระทบจำกัด

การที่ราคากองทุนปรับตัวลงช่วงนี้ ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากสัดส่วนหุ้นของ Evergrande แต่เป็น sentiment ของตลาดในสถานการณ์ที่มีข่าวเชิงลบ บลจ. มองว่าการกระจายการลงทุน และการเน้นลงทุนในธีมที่ได้ประโยชน์ระยะยาว ยังสามารถทำให้กองทุนไปต่อได้

ที่มา: https://www.facebook.com/phillipasset/photos/a.111377747646798/212172887567283/

🇨🇳 บลจ. วรรณ (ONEAM)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: ONE-CHINA มีสัดส่วน 0.06%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

สำหรับกองทุน ONE-CHINA กองทุนลงทุนใน H-shares ETF ซึ่งเป็นกองทุนรวมดัชนี จึงมีการลงทุนในหุ้น Evergrande โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 ก.ย. 64 กองทุนถือครองหุ้น Evergrande อยู่ 0.06% หรือประมาณ 4,500 บาท จากมูลค่ากองทุน 7.45 ล้านบาท ซึ่งไม่มีนัยสำคัญโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุน

ที่มา:https://www.one-asset.com/th/fundrecomm/detail/45?fbclid=IwAR1UjKoiHuDS49YXEN8MTIyinPq7OcI8zbz6fZ9fqvm2FXQy8SEdtmVZNdY

🇨🇳 บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนผสม: MCBOND มีสัดส่วน 0.14%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุนหลัก BGF China Bond Fund

แม้จะมีข่าวเชิงลบกรณีของ Evergrande ออกมาในช่วงต้นเดือน แต่ผลการดำเนินงานของกองทุนตั้งแต่ต้นเดือนยังค่อนข้างทรงตัว จากการที่กองทุนได้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฝั่งตลาดนอกประเทศจีน (Offshore High Yield Property) ในช่วงครึ่งแรกของปีจากระดับ 30% เป็น 20% ช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุนในตลาดนอกประเทศจีน (Offshore) ได้บางส่วน นอกจากนี้กองทุนมีสถานะการลงทุนใน Evergrande ไม่มาก จึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ค่อนข้างจำกัด

BGF มองเหตุการณ์ sell-off เพื่อลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินในวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับตราสารหนี้ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มากนัก และหากเกิดกรณีเลวร้ายขึ้นเชื่อว่าจะมีแรงเทขายออกมาอย่างรวดเร็วและกินระยะเวลาเพียงแค่สั้น ๆ ไม่ได้ยืดเยื้อ BGF มองหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ในบางบริษัทยังมีสภาพคล่องที่ดีอยู่ และมีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะชำระคืนหนี้ แต่อย่างไรก็ตาม BGF ยังคงระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกู้เหล่านี้อย่างใกล้ชิด

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

ประเด็นปัญหาหนี้ของ Evergrande เป็นความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัทไม่ใช่ ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อตลาดทั้งระบบ (Systematic Risk) ประกอบกับราคาหุ้นกู้ของ Evergrande ที่ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ได้สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ไปในระดับหนึ่งแล้ว รวมถึงการที่กองทุนหลักมีสถานะการลงทุนใน Evergrande เพียงแค่ 0.14% ( ณ วันที่ 9 ก.ย.) จึงมองผลกระทบมีค่อนข้างจำกัด

🇨🇳 บลจ. ทิสโก้ (TISCO)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: TISCOH มีสัดส่วน 0.1%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

เบื้องต้นหุ้น Evergrande มีองค์ประกอบอยู่ในดัชนี HSCEI ราว 0.1% ซึ่งเป็นดัชนีที่กองทุน TISCOCH ใช้เป็นเกณฑ์การลงทุน บลจ.มองว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามา Bailout บางส่วน เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิด Spillover Effect ที่จะกระทบต่อประชาชนทั่วไปในวงกว้าง โดยอย่างน้อยอาจเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน และด้วยน้ำหนักการลงทุนที่น้อยอยู่แล้ว ทำให้ส่งผลกระทบต่อกองทุนในวงจำกัด

🇨🇳 บลจ. บีแคป (BCAP)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: BCAP-CLEAN มีสัดส่วน 0.14%

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน

กองทุน BCAP-CLEAN มีการถือครองหุ้น Evergrande ผ่านการลงทุนในกองทุน KraneShares MSCI China Clean Technology Index ETF จากธุรกิจก่อสร้าง Green Building ของ Evergrande แต่สัดส่วนของหุ้น Evergrande มีอยู่เพียง 0.14% ทำให้การปรับลดลงของราคาหุ้นไม่มีนัยสำคัญกับผลตอบแทนของกองทุน BCAP-CLEAN ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับกองทุน BCAP-GMA และ BCAP-GMA Plus ที่เพิ่งสิ้นสุดช่วง IPO และจะเริ่มเข้าลงทุนในสัปดาห์หน้าจะไม่มีการลงทุนในหุ้นกู้และหุ้นสามัญของบริษัท Evergrande ที่มีนัยสำคัญเกิน 0.01% ของพอร์ตการลงทุน

กองทุนรวมของบลจ. ไม่มีการลงทุนในหุ้นกู้บริษัทในเครือ Evergrande หรือหุ้นกู้เอกชนภาคอสังหาริมทรัพย์จีนอื่นๆ ทำให้ความเสี่ยงของการปรับตัวลงและโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในเครือ Evergrande ไม่มีผลกระทบต่อกองทุนของ บลจ. โดยตรง

🇨🇳 บลจ. กสิกรไทย (K Asset)

➢ กองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

⁃ กองทุนหุ้น: K-ASIAX มีสัดส่วน 0.00844%
⁃ กองทุนหุ้น: K-WORLDX มีสัดส่วน 0.00844%
⁃ กองทุนหุ้น: K-GLOBE มีสัดส่วน 0.0005%
⁃ กองทุนผสม: K-GA มีสัดส่วนน้อยกว่า 0.02%

➢ มุมมองบลจ.

ในระยะสั้น ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มอสังหาฯจากการที่สภาพคล่องมีความตึงตัวและความกังวลของนักลงทุน ทั้งนี้ภาคอสังหาฯคิดเป็น 3.8% ของดัชนี MSCI China ขณะที่ Evergande แม้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่ก็มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 4% เท่านั้น เพราะตลาดอสังหาในจีนค่อนข้างกระจายตัวอย่างมาก

คำแนะนำการลงทุน: ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นจีนอยู่ เนื่องจากมองว่าปัญหาในระยะสั้นที่น่าจะสามารถควบคุมผลกระทบได้ และความพยายามในการลด leverage ลงจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจในระยะยาว

➢ มุมมองผู้บริหาร

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) มองว่าปัญหาหนี้สินของ Evergrande จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกองทุนในไทย เนื่องจาก กองทุนไทยมีการลงทุนในตราสารหนี้ของ Evergrande ค่อนข้างน้อย คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% และทุกกองทุนมีการกระจายการลงทุนค่อนข้างมาก โดยกองทุนของบลจ.กสิกรไทย ไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ของ Evergrande เลย

ที่มา: https://www.facebook.com/kasikornasset/photos/a.265572630314697/1876231085915502/ 

🇨🇳 บลจ. ยูโอบี (UOBAM)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

➢ มุมมองบลจ.

สำหรับพอร์ตการลงทุนตราสารหนี้ บลจ.ได้ใช้แนวทางการลงทุนอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในส่วนของผู้ออกตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) ที่ไม่ได้ออกหรือจัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์

นอกจากนี้ บลจ. ได้ทยอยปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้จีนเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาดที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ากลุ่มตราสารหนี้ดังกล่าวจะมีอันดับความน่าเชื่อถือในการลงทุนอยู่ในระดับสูงก็ตาม ความผันผวนที่กล่าวมารวมถึง มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อผู้ออกตราสารที่มีความเกี่ยวข้องกับทางการทหารของจีน และการที่ทางการจีนมีมาตรการในการสร้าง “ความมั่งคั่งส่วนรวม (Common Prosperity)” ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการดำเนินธุรกิจในบรรดากลุ่มบริษัทและกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่ม

สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทจีน รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนได้ถูกปรับลดลงตามลำดับ และทาง บลจ.จะยังคงมองหาโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมในจีนเมื่อสถานการณ์การลงทุนเอื้ออำนวย

🇨🇳 บลจ. วี (We Asset)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

➢ มุมมองผู้จัดการกองทุน WE-CHIG

อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากกรณี Evergrande โดยมีการเทขายหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาฯ ในวงกว้าง ทำให้หุ้น KWG ที่กองทุนถือปรับตัวลงเช่นกัน และฟื้นตัวกลับมาเล็กน้อย ทั้งนี้ KWG เป็นอสังหาฯ คุณภาพสูงอยู่ใน Greater Bay Area (Silicon Valley of China) ซึ่ง ผจก. กองทุนเชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ยังเติบโตได้ดี รวมถึง Trade Valuation ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ High Single Digit ยังสามารถรองรับผลกระทบจากตลาดในช่วงนี้ได้

ในพอร์ตของกองทุน ผจก. กองทุนเน้นเลือกหุ้นที่มีธุรกิจสอดคล้องกับนโนบายการสนับสนุนของภาครัฐ โดยหุ้นขนาดเล็กเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากความกังวลด้านกฎระเบียบที่รัฐบาลจีนมุ่งเป้าไปยังหุ้นขนาดใหญ่

สำหรับการปรับตัวลงของตลาด ผจก. กองทุนคาดว่าไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ earning growth บริษัทในตลาด โดยพอร์ตการลงทุนของกองทุนมีระดับ estimated EPS growth 20-30% ในระยะ 3-5 ปี โดยยังเน้นหุ้น themes : technology upgrade, consumer, healthcare, clean energy

🇨🇳 บลจ. อเบอร์ดีน (Aberdeen)

➢ กองทุน ABAPAC และ ABCG ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

➢ มุมมองบลจ.

บลจ. มองว่า การปรับโครงสร้างหนี้ของ Evergrande เป็นตัวแปรหลักในการขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของตลาดในวงกว้าง นักลงทุนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางที่ดี หากการปรับโครงสร้างใหม่เป็นไปอย่างมีระเบียบและแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ตั้งแต่เนิ่นๆ

ความเป็นไปได้มากสุดคือ การปรับโครงสร้างบริษัทให้เกิดระเบียบในหลายๆ ด้าน เพราะ Evergrande เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในจีน ดังนั้นรัฐบาลจีนน่าจะต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจแพร่กระจายเป็นวงกว้างจากการจัดการที่ไม่เป็นระเบียบ

🇨🇳 บลจ. พรินซิเพิล (PRINCIPAL)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

ที่มา: https://www.principal.th/th/China-Equity-Market-and-PRINCIPAL-CHEQ-Portfolio-Update

🇨🇳 บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFUND)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

ที่มา: https://www.facebook.com/LHFundAM/photos/a.1088253337899808/4504915736233534/

🇨🇳 บลจ. แอสเซท พลัส (Asset Plus)

➢ ไม่มีกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนใน Evergrande

ที่มา: https://www.facebook.com/aspfund/photos/a.129242758837501/382966546798453/

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

News Update: Cathie Wood ขับรถไฟฟ้าจนไม่ได้เข้าปั๊มมา 3 ปี Ark พร้อมขายหุ้น Tesla ปีหน้า หากราคาถึงเป้า $3,000

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood ขับรถไฟฟ้าจนไม่ได้เข้าปั๊มมา 3 ปี Ark พร้อมขายหุ้น Tesla ปีหน้า หากราคาถึงเป้า $3,000

Cathie Wood เตรียมขายหุ้น Tesla ในปีหน้า หากราคาพุ่งแตะ $3,000 ซึ่งเป็นราคาเป้าหมาย 5 ปีที่เคยคาดการณ์ไว้ จากราคาปัจจุบันที่ประมาณ $750 

ในงานประชุม Morningstar Investment Conference เมื่อวานนี้ (22 ก.ย.) Cathie Wood ซีอีโอของ Ark Invest ตอบโต้กับ Rob Arnott ประธาน Research Affiliates ผู้ไม่เชื่อการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าสูงอย่าง Tesla

Rob Arnott ตั้งคำถามว่า ผู้จัดการกองทุนควรตัดสินใจอย่างไรเมื่อต้องการลดสัดส่วนการลงทุน? อะไรคือวินัยการขายที่ปกป้องผลกำไร? และ อะไรคือวินัยในการขายที่ทำให้ Ark สามารถย้ายไปลงทุนหุ้นเปลี่ยนโลกตัวใหม่? 

Cathie Wood ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นการขายหุ้น Tesla พร้อมทั้งกล่าวปกป้องหุ้น Tesla ซึ่งเป็นหุ้นที่ Ark มีสัดส่วนเดิมพันที่สูง

Cathie Wood ระบุถึงข้อดีหลายอย่างของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น รถยนต์ไฟฟ้าทำให้เธอไม่ต้องไปที่ปั๊มน้ำมันตั้งแต่ ก.ย. ปี 2018 และกล่าวว่าราคาแบตเตอรี่ที่ลดลง จะทำให้ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้าต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปีหน้า โดยคาดว่าในปี 2025 ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ $18,000 ในขณะที่ราคารถยนต์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ $25,000-$26,000

ปีนี้เป็นปีที่อยากลำบากของ Ark เพราะกองทุนเด่นอย่าง ARKK ที่สร้างผลตอบแทนเกือบ 150% ในปีที่แล้ว กลับมีผลตอบแทน -5% นับตั้งแต่ต้นปี

Cathie Wood ยังคงเชื่อมั่นการลงทุนใน Disruptive Technology และคาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนรวมที่ 30% ต่อปี และมั่นใจว่าตลาดไม่ได้อยู่ในสภาวะฟองสบู่

กองทุน Ark ได้เทขายหุ้น Tesla บางส่วน หลังราคาหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น ตามกลยุทธ์ ‘ขายผู้ชนะบางส่วน เพื่อลงทุนในเป้าหมายอื่น’ โดยตั้งแต่เดือน ก.ย. Ark ได้เทขายหุ้น Tesla ออกไปกว่า 350,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 226 ล้านดอลลาร์

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-23/cathie-wood-would-sell-tesla-next-year-if-it-reached-3-000?srnd=premium-asia

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ดอย Evergrande เขย่าตลาดทุน รับมืออย่างไรดี?

BottomLiner
ดอย Evergrande เขย่าตลาดทุน รับมืออย่างไรดี?
นาน ๆ จะมีเรื่องกระทบภาพใหญ่ ที่เป็นได้ทั้ง วิกฤต และ โอกาส ให้เขียนกันอีกครั้ง !! จั่วหัวแบบนี้ คงจะเดาคำใบ้ออก แต่คำถามแรกที่ต้องถามในใจของผู้อ่านทุกท่านคือ คุณติดดอยจีน หรือดอยหุ้นนอกจีน

ดอยจีนอ่านตรงนี้ เราจะคุยสั้น ๆ ว่า เพราะอะไร จึงต้องทำอะไร

หลายคนบอกว่านี่เรื่องเก่า เล่าใหม่ เราไม่กลัว แต่เรื่องเก่า เหล้าใหม่ แบบนี้ ขอเหล้าเข้ม ๆๆ (ใจเย็น ๆๆๆ) มาพร้อมหลังจากท่าน Xi ทุบหุ้นจีนแล้วทุบอีก กดหุ้นเทคจีน อย่าง Alibaba จนจมดิน กดทั้งตลาดจีนที่ไม่เกี่ยวแต่ก็ยังลงไปด้วย เพราะว่า ณ จุด ๆ นี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Evergrande จะไม่กระทบเศรษฐกิจจีน แต่ว่านี่ไม่ถึงขั้น subprime เพราะมันไม่ได้ซับซ้อนซ่อนซุกระเบิดไว้

แล้วผลกระทบเป็นอย่างไร?

คิดกันแบบง่าย ๆ คือ
ไม่มีเงินจ่ายหนี้ → ขายสินทรัพย์ทอดตลาด ทั้งอสังหา ทีมบอล บลาาๆๆ → ราคาอสังหารูด → นักลงทุนอสังหาเจ๊ง → คนที่มีบ้าน หรือกู้มาซื้อแล้วไม่ได้บ้าน จนลงทันที → ซึม
ส่วนอีกเส้นคือ
พนักงาน 200,000 คนตกงาน → รวมถึงลูกจ้าง บ.ที่ได้ผลกระทบ ตกงาน → ซึม → ถ้าลุกลาม ก็จะไปถึง consumer credit ซึ่งกู้กันสูงมาก ๆ ที่จีน ตรงนี้ “ล้ม” ได้เลย แต่คาดว่ายังไม่ถึง รัฐจะมาช่วยก่อน
ที่ผ่านมารัฐทำอะไร?? ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ … อัดสภาพคล่องเข้าระบบ แต่ไม่ได้แจก Evergrande … ผมว่ามันค่อนข้างชัดนะ ถ้าคุณเข้าไปอุ้ม Evergrande ก็ไม่ต่างกับการส่งเสริม ดังนั้นต้องปล่อยเนื้อร้ายตาย แล้วคุ้มกันรอบ ๆ เท่าที่ทำได้ (เหมือนจัดการมะเร็งยังไง ๆ ไม่รู้) เจ็บแต่จบ และใช้เวลาฟื้นฟูตัวเอง
อสังหาจีนร้อนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีอะไรขึ้นทุกวัน มันต้องมี Slow down บ้างซึ่งจีนนี่ชอบมาก ที่จะยอม slowdown ดีกว่าปล่อยร้อนแรงสุด ๆ แล้วล้มครืน ทางภาครัฐก็บีบเรื่องอสังหามาสักระยะแล้ว ลองหาอ่านกันได้ครับ มีคนเขียนไว้เยอะแยะ

แล้วมันจะไม่บึ้ม ๆ เหรอครับ?

เวลานี้ยังไม่มีข้อสรุป แต่โอกาสสูงจบที่ไล่ไปปรับโครงสร้างหนี้ และหากดูหนี้ของ Evergrande จะพบว่าเป็นธนาคาร เป็นส่วนมาก ส่วนพวกหนี้จำพวกที่เรากังวลกันว่าทำให้เกิด subprime รวมถึงในช่วง shadow banking จีน หรือ Wealth Management Products (WMPs) (เหมาเข่ง Chinese Mortgage Backed Securities ก็ว่าได้) จัดว่าน้อยนิด
หากดูในอดีตปี 2013 จะเห็นว่าหลายครั้งที่รัฐอุ้ม WMPs แต่ปล่อยธนาคารซวย
ในรอบนี้ ธนาคารก็ดูจะซวย เช่นกัน และจะใช้เวลาพอตัวในการจัดการ เรื่องค้างคาต่าง ๆ ตั้งแต่การตั้งหนี้เสีย ต่อรองจัดการโครงสร้างหนี้ การเข้าไปอุ้มช่วยเหลือของภาครัฐและนโยบายต่าง ๆ เพื่อควบคุมสถาบันการเงินให้เข้มไปอีก และในฝั่ง credit tech ก็คงโดนด้วย กระทบหุ้นเทคโนโลยีบางตัว
ดัชนีหุ้นจีน ไม่ว่าจะ A-Share หรือ H-Share ล้วนมีกลุ่มธนาคาร และการกลุ่มสถาบันการเงินอื่น ๆ เป็นสัดส่วนหลัก
ดังนั้น สรุปก็คือ เราอาจได้เห็นภาพหุ้นจีนซึม นานกว่าที่หลายคนคิด รอดูการประชุมจีน เผื่อลมเปลี่ยนทิศ ได้ครับ

ดอยนอกจีนอ่านตรงนี้

ถ้าคุณเชื่อว่าเป็น Contagion แต่ไม่ถึง global crisis ก็เป็นโอกาสแล้วครับ (ขึ้นกับปัจจัยของตลาดนั้น ๆ ด้วยนะ) รอฝุ่นตลบหน่อย แต่ดูดี ๆ นะ ต้องเป็นหุ้นที่เลี่ยงจีน (ลองอ่านบทความของท่านอื่น ๆ จะพบว่าหลายคนบอกว่า ปัญหา Evergradne มันจบในจีน หนี้ดอลลาร์น้อย)
ปล. บ้างโยงไปถึง USD Tether ของ โลก Cryptocurrency ว่ามีไปลงทุนในตราสารหนี้จีนนะ เดี๋ยวจะเจ๊งได้
เรื่องนี้ ขอเล่าติดตลกนิด ว่าไม่ต้องกังวลหรอก เพราะปัญหาคือไม่รู้มันมีเงินจริงให้ไปเจ๊งรึเปล่า !! หรือมีก็อาจจะน้อยมากเทียบกับส่วนที่ งง ๆ ว่ามีหรือไม่มี เวลาแบบนี้ควรโดนจับ audit ได้แล้ว ที่ผ่านมามีเพียง attestation เท่านั้น เหตุการณ์นี้อาจบังคับให้ regulator ต้องเข้มงวดมากขึ้น และเป็นเรื่องซีเรียสถึงขั้นคอขาดบาดตายได้เช่นกัน หากพบว่าเป็นเงินเสก ก็จะแห่กันถอนเงินจนล้มครืนได้
BottomLiner

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

Bitcoin Addict
ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

บทความนี้ Bitcoin Addict ขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ My Defi Pet เกม NFT จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม เกมนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ติดตามได้เลย

My DeFi Pet คืออะไร?

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

My DeFi Pet คือ NFT Game แนวจำลองการเลี้ยงสัตว์ที่ถูกพัฒนาขึ้นอยู่บน Cross-chain อย่าง Binance Smart Chain และ Kardia Chain

ตัวเกมนั้นมาในรูปแบบของ Play-2-Earn หมายความว่านอกจากการที่เราจะเล่นเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียวแล้วเรายังจะสามารถสร้างรายได้จากการเล่นเกมขึ้นอีกด้วย จากการขายสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ภายในเกม ที่อาจจะมาจากการประมูล หรือจาก Event ต่าง ๆ ภายในเกม

ระบบต่าง ๆ ภายในเกม

ระบบหลัก ๆ ที่อยู่บนตัวเกมส์นั้นจะแบ่งออกเป็น 6 ส่วนด้วยกันคือ Collect, Breed, Evolve, Season and Event, Battle, Trading-Ranking & Social Features

เจาะลึกกันทีละส่วน

Collect

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการผลิตสัตว์เลี้ยง: สัตว์เลี้ยงต่าง  ๆ นั้นจะเกิดในทุก ๆ ชั่วโมง และจะมีการประมูลสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ขึ้น โดยสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะมีเวลาประมูลเพียง 24 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น ใครที่ชนะการประมูลก็จะได้สัตว์เลี้ยงตัวนั้นไป

Breed

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการผสมพันธ์ุสัตว์เลี้ยง: ใช้สัตว์เลี้ยง 2 ตัวเพื่อให้เกิดเป็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ยิ่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่นำมาผสมนั้นมีความหายากมากเท่าไหนก็จะส่งผลสัตว์เลี้ยงที่เราจะได้เช่นกัน

Evolve

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการวิวัฒนาการสัตว์เลี้ยง: เราสามารถที่จะพัฒนาสัตว์เลี้ยงของเราให้เก่งขึ้นเพื่อที่จะสู้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น เพิ่มทั้งค่า Stat และความสามารถต่าง ๆ รวมถึงรูปร่างหน้าตา

Season and Events

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

โอกาสสำหรับใครก็ตามที่ต้องการที่จะได้รับสัตว์เลี้ยงในตำนานก็คือการเข้าร่วม Event ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังอาจจะได้รับรางวัลต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย

Battle

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการต่อสู้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ: เพื่อแข่งขันกันเป็นที่หนึ่งผู้ที่ชนะนั้นก็จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน

Trading, Ranking & Social Features

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

ระบบการซื้อขายบน Market place เพื่อที่จะเก็บสะสมสัตว์เลี้ยงต่างๆ, แข่งขันกับเพื่อนและผู้เล่นคนอื่นเพื่อชิงการเป็นที่ 1, ระบบสังคมที่มีการติดต่อกับผู้คนต่าง ๆ

DPET Token คืออะไร?

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

DPET Token คือ โทเคนหลักที่จะถูกใช้เป็นค่าเงินภายในเกมใช้สำหรับการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนไอเทมต่าง ๆ รวมถึงสัตว์เลี้ยง, ใช้สำหรับการพัฒนาสัตว์เลี้ยงรวมถึงความสามารถพิเศษของสัตว์เลี้ยงของเรา

นอกจากการที่ใช้ภายในเกมแล้วตัว DPET โทเคนยังสามารถที่จะใช้การ Staking บน pool เพื่อรับผลตอบแทนเป็น ไอเทมใหม ไข่สัตว์เลี้ยง และ DPET โทเคนเพิ่มเติมได้อีกด้วย

Investor & Partner 

ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม ชวนทำความรู้จักกับ MY DEFI PET – NFT GAME จำลองการเลี้ยงสัตว์ที่มีความน่ารักอย่างเต็มเปี่ยม

Bitcoin Addict

News Update: Fed ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. ปีนี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า กรรมการส่วนใหญ่ หนุนขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า

THE OPPORTUNITY
News Update: Fed ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. ปีนี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า กรรมการส่วนใหญ่ หนุนขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า

ในการประชุมเมื่อวานนี้ (22 ส.ค.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศคงนโยบายการเงิน โดยระบุคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการใกล้ 0% เช่นเดิม แต่ระบุว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด และได้ปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจของปีนี้ลงเล็กน้อย

คณะกรรมการ Fed ระบุว่า จะเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนที่ Fed ดำเนินไว้ในช่วงวิกฤติการเงิน แต่ไม่ได้ระบุเวลาที่แน่ชัด

Fed เปิดเผยหลังการประชุมว่า หากการเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไปในวงกว้างตามที่คาดไว้ คณะกรรมการอาจเริ่มชะลอการซื้อสินทรัพย์ในเร็วๆ นี้ โดยผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะประกาศ QE Tapering ในเดือน พ.ย. และเริ่มดำเนินการในเดือน ธ.ค.

Jerome Powell ประธาน Fed แถลงหลังการประชุมว่า ตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ จนกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ควรจะเป็น โดยจะดำเนินการ Tapering อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นในเดืน พ.ย. และสิ้นสุดมาตรการช่วงกลางปีหน้า

สมาชิก Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ใกล้ 0% แต่เริ่มมีสมาชิกจำนวนมากขึ้นที่มองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกควรเกิดขึ้นในปีหน้า

Jerome Powell กล่าวว่า Fed ใกล้บรรลุเป้าหมายความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมในด้านอัตราเงินเฟ้อและการจ้างงาน โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ตลาดตอบรับผลประชุม Fed หุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวผสมผสาน

ในการประชุมครั้งนี้ Fed ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจจากการประชุมเดือน มิ.ย. อย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับลดแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจ และปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อขึ้น

คณะกรรมการ Fed ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ เหลือเพียง 5.9% จาก 7% ในขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2022 สู่ 3.8% จาก 3.3% และคาดการณ์ GDP ปี 2023 ที่ 2.5%

Fed เพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้สู่ 3.7% จาก 3% และเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2022 สู่ 2.3% จาก 2.1% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในปี 2023 อยู่ที่ 2.2%

สำหรับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่รวมหมวดอาหารและพลังงาน Fed คาดว่าจะอยู่ที่ 4.2% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 3.4% และคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงเหลือ 2.2%

ในการประชุมแจ็คสันโฮล เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา Jerome Powell กล่าวว่าได้ Fed บรรลุเป้าหมายด้านเงินเฟ้อ และจะเริ่มลดมาตรการซื้อพันธบัตรมูลค่า 120,000 ดอลลาร์ต่อเดือน

แม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน ก.ค. พุ่งสู่ 3.6% สูงสุดในรอบ 10 ปี แต่ Jerome Powell มองว่าแรงกดดันด้านราคาจะลดลงเนื่องจากปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน, การขาดแคลนสินค้า และอุปสงค์ที่สูงผิดปกติจะเริ่มกลับสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาด

ในขณะที่ตัวเลขคาดการณ์การว่างงานไม่ดีนัก โดยคาดว่าอัตราการว่างงานในสิ้นปีจะอยู่ 4.8% จาก 5.3% ในปัจจุบัน หลังตัวเลขการจ้างงานในเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 235,000 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม Jerome Powell ไม่ได้ต้องการเห็นตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง เพื่อเริ่มดำเนินนโยบายแบบเข้มงวด 

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/22/federal-reserve-holds-interest-rates-steady-says-tapering-of-bond-buying-coming-soon.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 23/09/2021 “Fed คงนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. นี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 23/09/2021

Fed คงนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พ.ย. นี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones +388.48 จุด (+1.00%) S&P500 -41.45 จุด (+0.95%) Nasdaq +150.4 จุด (+1.02%) Small Cap 2000 +33.12 จุด (+1.51%) VIX index อยู่ที่ 20.87 (-14.33%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +52.58 จุด (+1.29%) Dax เยอรมัน +158.21 จุด (+1.03%) CAC 40 ฝรั่งเศส +84.27 จุด (+1.29%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 23 ก.ย. 2564) ตลาดหุ้นญี่ปุ่นหยุดทำการ ตลาดหุ้นจีน CSI 300 และตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวบวก และ SET Index เมื่อวานนี้ปิด 1,619.59 จุด (%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 23 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,762.95 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.578 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 72.42 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 76.44 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 23 ก.ย. 2564) Bitcoin 43,652.4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,071.78 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.223379 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 376.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

Credit Suisse คาดการณ์ ดัชนี S&p500 ปี 2021 อยู่ที่ 4,600 จุด ปี 2022 อยู่ที่ 5,000 จุด และ EPS ของ S&P500 ปี 2021 อยู่ที่ $210 ปี 2022 อยู่ที่ $230 ปี 2023 อยู่ที่ $250

Fed ประกาศคงนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณ QE Tapering เริ่ม พย. ปีนี้ สิ้นสุดกลางปีหน้า โดยนโยบายการเงินปัจจุบันก็คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0% – 0.25% และ Fed ปรับคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ในปี 2021 อยู่ที่ 5.9% ปี 2022 อยู่ที่ 3.8% ปี 2023 อยู่ที่ 2.5%

Evergrande รอดตัวสัปดาห์นี้เนื่องจากเจรจาเจ้าหนี้สำเร็จในงวด 23 กย. มูลค่า 83.5 ล้านดอลลาร์ แต่สัปดาห์หน้า มีกำหนดต้องจ่ายหนี้ 47.5 ล้านดอลลาห์ และในปีนี้มีวงเงินต้องจ่ายอีก 650 ล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ อนุญาติวัคซีน ไฟเซอร์เข็มสามให้ผู้สูงอายุในประเทศ และประกาศบริจาควัคซีนให้กับประเทศที่กำลังพัฒน 500 ล้านโดสในปีหน้า

ADB หั่นเป้า GDP ไทยปีนี้จาก 3% เหลือ 0.8% GDP อินโดนีเซียปีนี้จาก 4.5% เหลือ 3.5% GDP เวียดนามปีนี้จาก 6.7% เหลือ 3.8%  เนื่องจากภาวะโควิดระบาดหนัก

ไต้หวันสมัครเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้า CPTPP ตามหลังจีนตัดหน้าเข้าร่วมไม่ถึงสัปดาห์

SCB ประกาศถอนหุ้นออกจากตลาดหุ้น ตั้งบริษัทแม่ SCBX เข้าจดทะเบียนในตลาดแทน เพื่อเข้าสู่ธุรกิจการเงินในทุกแพลตฟอร์ม และประกาศจ่ายปันผลกรณีพิเศษ 70,000 ล้านบาท SCBX แบ่งสร้างใหม่เป็น 2 ธุรกิจหลักๆ คือ Cash Cow (ธุรกิจธนาคาร ประกัน) และ New Growth (ธุรกิจ Fin Tech)

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อในรายใหม่ไทยอยู่ที่ 13,256 ราย (ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12,778 ราย จากในเรือนจำ 478 ราย) เสียชีวิตเพิ่ม 131 ราย หายป่วยกลับบ้าน 13,829 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,495,750 ราย หายป่วยสะสม 1,352,936 ราย

Breaking News: SCB เปิดตลาด +20% รับข่าวยานแม่ SCBX ขยายธุรกิจ เน้นการเติบโตใหม่ในเทคโนโลยี

THE OPPORTUNITY
Breaking News: SCB เปิดตลาด +20% รับข่าวยานแม่ SCBX ขยายธุรกิจ เน้นการเติบโตใหม่ในเทคโนโลยี

เช้านี้ (23 ก.ย.) ราคาหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดตลาดปรับตัวบวก 21.50 บาท หรือ +19.63% มาอยู่ที่ราคา 131 บาท จากราคาปิดเมื่อวานนี้ที่ 109.5 บาท โดยระหว่างการซื้อขาย ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปที่จุดสูงสุดของวันที่ราคา 137 บาท หรือ +25% จากราคาปิดเมื่อวานนี้

หลังจากเมื่อวานนี้ SCB Group ได้ประกาศจัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ “SCBX” เพื่อยกระดับธุรกิจสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาคภายในปี 2025 โดย SCB จะไม่ใช่แค่ธนาคารในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินที่มีธุรกิจธนาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ ที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี DeFi, การขยายตัวของแพลตฟอร์มระดับโลกเข้าสู่ธุรกิจทางการเงิน, พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังโควิด และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทำให้การทำธุรกิจของธนาคารในรูปแบบดั้งเดิมจะถูกลดบทบาทและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไป

ช่วงเวลา 3 ปีจากนี้ เป็นบททดสอบสำคัญของ SCB ที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างคุณค่าใหม่แก่ผู้บริโภคและผู้ถือหุ้น โดยจะเร่งขยายธุรกิจเชิงรุกสู่ธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่ตลาดต้องการ และบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลก

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

จัดกลุ่มกองทุน Emerging Market มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

เด็กการเงิน DekFinance
จัดกลุ่มกองทุน Emerging Market มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

[มารู้จัก Emerging Market, BRIC, LATAM และ Emerging Eastern Europe]

วันนี้ เด็กการเงิน ขอพาทุกคนมารู้จักกองทุนของฝั่ง Emerging Market กันบ้าง นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม BRIC, LATAM และ Emerging Eastern Europe ซึ่งถือเป็นประเทศกลุ่ม EM เหมือนกัน แต่มีความเฉพาะเจาะจงประเทศมากกว่า

ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า Emerging Market มักจะมีความผันผวนจากราคาหุ้นขึ้นลงได้มาก มีประสิทธิภาพน้อยกว่า Developed Market แต่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ และมีนักลงทุนสถาบันเข้าลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีปริมาณเงินหมุนเวียนเยอะขึ้น โดยที่สภาพคล่องยังรองรับได้ และค่าเงินเป็นที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนรองลงมาจากตลาด Developed Market ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ไต้หวัน ไทย เป็นต้น

อ้างอิงตาม MSCI Emerging Markets Index, MSCI BRIC Index, MSCI Emerging Markets Latin America Index และ MSCI Emerging Markets Eastern Europe Index ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564

  • Emerging Market ประกอบด้วยประเทศจีน 34.62% ไต้หวัน 14.55% เกาหลีใต้ 13.42% อินเดีย 10.72% บราซิล 5.27% และประเทศอื่น ๆ ที่เหลืออีก 21.41% จะเห็นว่าจีนมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 และ Sector หลัก ๆ ได้แก่ IT 21.19% Financials 18.4% และ Consumer discretionary 16.26%
  • BRIC ย่อมาจาก Brazil, Russia, India, China ประกอบด้วยจีน 63.96% อินเดีย 19.81% บราซิล 9.74% และรัสเซีย 6.5% จะเห็นว่าจีนมีสัดส่วนประมาณเกือบ 2 ใน 3 และ Sector หลัก ๆ ได้แก่ Consumer Discretionary 23.79% Financials 17.57% และ Communication Services 12.81%
  • LATAM หรือ กลุ่ม Latin America ประกอบด้วยประเทศบราซิล 65.15% เม็กซิโก 23.62% ชิลี 5.45% เปรู 2.19% โคลัมเบีย 1.85% และประเทศอื่น ๆ 1.74% ซึ่งบราซิลมีสัดส่วนประมาณเกือบ 2 ใน 3 และ Sector หลัก ๆ ได้แก่ Materials 24.91% Financials 23.07% และ Consumer staples 14.89%
  • Emerging Markets Eastern Europe ประกอบด้วยประเทศรัสเซีย 76.15% โปแลนด์ 16.28% ฮังการี 5.2% และสาธารณรัฐเช็ค 2.37% ซึ่งรัสเซียมีสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 และ Sector หลักๆ ได้แก่ Energy 37.53% Financials 26.67% และ Materials 16.43%

เราได้รู้จักกับ Emerging Market ไปพอสมควรแล้ว ไปดูกันว่ากองทุนในไทยอยู่ในกลุ่มไหนบ้างจากในรูปได้เลย

จัดกลุ่มกองทุน Emerging Market มีเยอะแค่ไหนก็ไม่งง

กลุ่ม Emerging Market แม้ว่าจะฟื้นตัวช้ากว่า Developed Market แต่สาย Contrarian สามารถใช้โอกาสนี้สะสมได้ โดยส่วน Emerging Market สามารถมีได้ 15-20% ของพอร์ต ร่วมกับกองทุนหุ้นจีน H-Share หุ้นอินเดีย หุ้นเกาหลีใต้ และอาเซียน มากน้อยขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ทั้งนี้ก็ต้องระวังในกลุ่มของ BRIC, LATAM และ Emerging Eastern Europe ที่จะมีความผันผวนมากกว่ากลุ่ม Emerging Market ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในหลายประเทศมากกว่า

Ref: MSCI Emerging Markets Index, MSCI BRIC Index, MSCI Emerging Markets Latin America Index และ MSCI Emerging Markets Eastern Europe Index

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/231053458912125 


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

ย้อนดู 5 เหตุการณ์สำคัญของภาคอสังหาจีน ก่อนเกิดปัญหาหนี้ Evergrande

BottomLiner

ย้อนดู 5 เหตุการณ์สำคัญของภาคอสังหาจีน ก่อนเกิดปัญหาหนี้ Evergrande ทั้งหมดอาจสรุปได้ว่ารัฐบาลจงใจปล่อยให้ Evergrande ล้ม !!!

อสังหาริมทรัพย์จีนขึ้นชื่อเรื่องการลงทุนเกินตัวมานาน ถ้าย้อนกลับไป หลายคนต้องเคยได้ยินเรื่อง “เมืองร้าง” เนื่องจากผู้พัฒนาไปลงทุนพยายามสร้างเมืองใหม่เกาะกระแสการเติบโตที่ร้อนแรงของ GDP ประเทศ แต่กลายเป็นว่าหาผู้ซื้อมาไม่พอจึงต้องปล่อยกลายเป็นเมืองร้างไป (โครงการใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าตึกร้าง)
ในช่วงแรกรัฐบาลจีนเห็นชอบการลงทุนสร้างเมืองใหม่ เพราะมันหมายถึง GDP ประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่พอผ่านไปก็พบความจริงว่านี่เป็นเนื้อร้ายและพยายามออกนโยบายลดความร้อนแรงของภาคอสังหา
จนกระทั่งมาเกิดปัญหาวิกฤตตลาดหุ้นจีนปี 2015-2016 ตลาดหุ้นจีนถล่มเกือบ -50% ภายในระยะเวลา 6 เดือน ทำให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งมากมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนกลับมาซื้อสินทรัพย์อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ไล่ทุบกลุ่ม short-seller และสั่งห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายหุ้นออกมา (ฝรั่งแค้นมาถึงวันนี้)
พอเป็นแบบนี้ราคาสินทรัพย์ทั้งหมดก็ฟื้น รวมถึงอสังหา (รัฐสนับสนุนให้ซื้อ แถมขัดขวางการขาย เม่าชอบ !!)
หลังจากตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจีนฟื้นกลับมาเป็นปกติ รัฐบาลรู้ตัวแล้วว่าเป้าหมายเน้น GDP โตแรงๆแบบในอดีตคงไม่รอด จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นเป้าหมายนโยบายเป็น “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ซึ่งเริ่มลดการสนับสนุนการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกิดประโยชน์ และบีบไม่ให้ธนาคารปล่อยกู้ง่ายเหมือนเดิม
พอเป็นแบบนี้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่การเงินไม่ดีก็ออกอาการแย่ จากข้อมูลพบว่าการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ปี 2018 การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่แค่ 5.8% ของการผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด
  • ปี 2019 เพิ่มเป็น 8.6%
  • ปี 2020 เพิ่มเป็น 16.5%
ครึ่งปีนี้ 2021 พุ่งไปแล้วถึง 27% และถ้าย้อนไปดู 5 เหตุการณ์สำคัญก็เหมือนรัฐบาลจีนจงใจให้เป็นเช่นนั้น

1. บีบธนาคารให้ลดการปล่อยกู้เก็งกำไร (เมษายน 2020)

รัฐบาลจีนเห็นปัญหา สั่งธนาคารลดการปล่อยกู้อสังหาเพื่อการเก็งกำไรด้วยการกำหนดเงื่อนไขว่า หากผู้ขอกู้จะขอวงเงินเพิ่มจะได้ไม่เกินที่เคยกู้ในปีที่แล้ว ห้ามเพิ่มหนี้ต่ออีกนั่นเอง

2. สร้างกฏ 3 เส้นแดงที่อสังหาจีนห้ามผ่าน (ตุลาคม 2020)

เพื่อป้องกันการกู้ยืมที่มากเกินไปสำหรับพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนได้ออกการมาตรการสำหรับระดมทุนของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องผ่านเกณฑ์ประเมิน 3 ข้อ
  • (i) เพดานหนี้ต่อทรัพย์สินไม่เกิน 70%
  • (ii) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิไม่เกิน 100%
  • (iii) อัตราส่วนเงินสด : เงินกู้ ต้องไม่เกิน 1

3. ธนาคารกลางจีนกำหนดสัดส่วนสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ให้ภาคอสังหาได้ (ธันวาคม 2020)

สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ห้ามปล่อยกู้เกิน 40% ให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์และห้ามปล่อยกู้เกิน 32.5% ให้ผู้กู้ซื้อบ้านสำหรับธนาคารขนาดกลาง สัดส่วนจะเหลือ 27.5% และ 20% ตามลำดับ

4. รองนายกรัฐมนตรีจีนประกาศ “บ้านเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ใช่ที่เก็งกำไร” (กรกฎาคม 2021)

รัฐบาลออกมาตรการลดความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์หลายทาง เช่น เพิ่มดอกเบี้ยการกู้ซื้อบ้าน, ระงับการประมูลที่ดินในเมืองใหญ่ชั่วคราว, ห้าม บริษัทบางกลุ่มหยุดการระดมทุนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และจัดการ Beike แพลตฟอร์มอสังหาเบอร์ 1 ในจีน ในข้อหาผูกขาด

5. ดันให้เรื่องการลดหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นประเด็นสำคัญลำดับต้น ๆ ที่รับจีนจับตาจนถึงปี 2023

ดูท่าทีหลายอย่างของรัฐบาลแล้ว ราวกับจงใจให้ Evergrande ล้ม ๆ ไปเพื่อรักษามะเร็งร้ายที่กัดกินสังคมจีนมานาน
BottomLiner

News Update: SCB Group จัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ SCBX ขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจการเงิน และแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ

THE OPPORTUNITY
News Update: SCB Group จัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ SCBX ขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจการเงิน และแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ

SCB Group จัดตั้งบริษัทแม่ภายใต้ชื่อ “SCBX” ยกระดับธุรกิจสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาคภายในปี 2025 โดย SCB จะไม่ใช่แค่ธนาคารในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินที่มีธุรกิจธนาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ ที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี DeFi, การขยายตัวของแพลตฟอร์มระดับโลกเข้าสู่ธุรกิจทางการเงิน, พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังโควิด และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทำให้การทำธุรกิจของธนาคารในรูปแบบดั้งเดิมจะถูกลดบทบาทและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไป

ช่วงเวลา 3 ปีจากนี้ เป็นบททดสอบสำคัญของ SCB ที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างคุณค่าใหม่แก่ผู้บริโภคและผู้ถือหุ้น โดยจะเร่งขยายธุรกิจเชิงรุกสู่ธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่ตลาดต้องการ และบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลก

โดยเริ่มจากการก่อตั้งบริษัท SCB Tech X และบริษัท Data X  ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และขยายสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ digital asset business  ในระดับโลกเพื่อเข้าสู่โลกการเงินแห่งอนาคตผ่าน SCB 10X และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

ล่าสุด ร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดตั้ง กองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านเหรียญสหรัฐ มุ่งเน้นการลงทุนใน Disruptive Technology ด้านบล็อกเชน, สินทรัพย์ดิจิทัล, FinTech และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงทั่วโลก

ที่มา: ไทยรัฐ

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

10.10 Double Happiness เลือกให้รางวัลตัวเอง ด้วยไอเท็มที่เลือกเองได้ เพียงสะสมยอดลงทุนตามเป้า ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. – 31 ก.ค. 64

FINNOMENA
BIG-BONUS promotion

สุขเต็ม 10 กับทุกเป้าหมายการลงทุน

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน 2564

FINNOMENA BIG BONUS

กองทุนรวมที่เข้าร่วมโปรโมชั่น

มากกว่า 200 กองทุน จาก 20 บลจ. ทั้งประเภท Equity, Allocation, Property&REITs, Commodities, Bond*

*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน

ตัวอย่างกองทุนที่ร่วมโปรโมชั่น

ONE-UGG-RA

เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีนวัตกรรมและการเติบโตสูง เน้นในการเฟ้นหาหุ้นจำนวน 20 ถึง 30 ตัว โดยมีแนวคิดว่า บริษัทที่เข้าลงทุน จะต้องมาเปลี่ยนและปฏิรูปอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมได้

K-CHINA-A(A)

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds – China Fund, Class JPM China I (acc) - USD​ (กองทุนหลัก) ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ตั้งถิ่นฐานหรือดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ในจีน รวมถึงหุ้นจีน A-shares ​

K-USA-A(A)

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Morgan Stanley-US Advantage Fund(กองทุน หลัก) ลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

นัดกันมาลงทุนที่ FINNOMENA

รับโบนัสของขวัญการลงทุนมาแรงในช่วงนี้

เลือกของขวัญที่คุณต้องการ ยอดลงทุนขั้นต่ำเพียง 50,000 บาท

Gift_iMac (Orange)

iMac (Orange) รุ่น 24" ความจุ 256GB

ยอดลงทุน 24,950,000 บาท

Iphone 12 (Purple) 128 GB

ยอดลงทุน 15,950,000 บาท

LG หน้ากากฟอกอากาศ PuriCare (สีขาว) + UV Case

ยอดลงทุน 4,990,000 บาท

Xiaomi Mi Smart Steam Oven Toaster 12L

ยอดลงทุน 1,095,000 บาท

Shopee Voucher

ยอดลงทุน 50,000 บาท

FoodPanda Voucher

ยอดลงทุน 50,000 บาท

LINEMAN Voucher

ยอดลงทุน 50,000 บาท

K-CASH 100 THB

ยอดลงทุน 50,000 บาท

และอื่นๆ อีกมากมาย

*ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน

ขั้นตอนในการรับสิทธิ์โปรโมชั่น

เลือกของขวัญ

เลือกของขวัญที่คุณต้องการจากรายการของขวัญ

ยืนยันของขวัญ

ยืนยันรายการเพื่อดูยอดเงินลงทุนรวมที่คุณต้องลงทุน

เริ่มต้นลงทุน

ลงทุนในกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่นตามยอดเงินลงทุนที่กำหนดเพื่อรับรางวัลที่คุณเลือก โดยนับยอดเงินลงทุนรวมทั้งหมด* ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. - 31 ก.ค. 64

รับของรางวัล

รอรับของรางวัลที่คุณเลือกจาก FINNOMENA หลังจากโปรโมชั่นจบลง

เงื่อนไขกิจกรรม

รายละเอียดและเงื่อนไขการเข้าร่วมโปรโมชั่น

  • ระยะเวลาการสะสมหน่วยลงทุนตามโปรโมชั่น เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2564 – 31 กรกฎาคม 2564
  • การรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม ผู้ลงทุนจะต้องกดปุ่ม “เลือกของรางวัล” ผ่านทางหน้าเว็ปไซต์ https://www.finnomena.com/z-admin/campaign-big-bonus/ และกดปุ่ม “ยืนยันของรางวัล” โดยสมบูรณ์จึงจะถือว่าเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ ในการเข้าร่วมโปรโมชั่น
  • ผู้รับสิทธิ์สามารถเลือกของรางวัลได้มากกว่า 1 รายการ  โดยต้องระบุจำนวนชิ้นของรางวัลนั้น ๆ ด้วย  โดยระบบจะคำนวณและสรุปยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิให้ตามรายการและจำนวนของรางวัลที่ผู้รับสิทธิ์กดเลือกไว้
  • รายการของรางวัลชนิดเดียวกัน สามารถใช้สิทธิ์เลือกได้จำนวนสูงสุด 5 ชิ้น ต่อหนึ่งสิทธิ์   ยกเว้น Gift Card หน่วยลงทุน K-CASH สามารถใช้สิทธิ์เลือกได้จำนวนสูงสุด 10 ชิ้น ต่อหนึ่งสิทธิ์
  • การได้รับของรางวัล  ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องสะสมยอดเงินลงทุนสุทธิให้ครบและตรงตามเงื่อนไข จึงจะได้รับของรางวัลตามที่เลือกไว้ได้ โดยระบบจะคำนวณเฉพาะยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิใหม่ที่มีการลงทุนถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของแคมเปญนี้เท่านั้น 
  • ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องทำรายการซื้อกองทุนผ่านแพลตฟอร์ม FINNOMENA และลูกค้าที่ลงทุนกับ FINNOMENA ผ่าน บล. โนมูระ พัฒนสิน สามารถลงทุนเพิ่มเพื่อรับสิทธิ์โปรโมชั่น ผ่านบัญชีของ บล. โนมูระ พัฒนสิน ได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่กับ บลน. ฟินโนมีนา
  • การนับยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิที่เข้าร่วมแคมเปญ
    • บริษัทจะคำนวณจำนวนยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิเฉพาะยอดซื้อและสับเปลี่ยนเข้าหน่วยลงทุนที่เป็นยอดเงินลงทุนใหม่ของกองทุนที่เข้าร่วมโปรโมชั่นเท่านั้น และผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องคงยอดเงินลงทุนไว้จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 2564  ซึ่งเป็นวันที่บริษัทจะทำการคำนวณยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิของกิจกรรมส่งเสริมการขายนี้
    • กรณีที่ลูกค้ามีการขายคืน โอนสับเปลี่ยนออก ของกองทุนรวมที่เข้าร่วมโปรโมชั่น ในช่วงระยะเวลาส่งเสริมการขาย จำนวนเงินลงทุนที่เกิดจากการทำคำสั่งดังกล่าวดังกล่าวจะถูกนำไปหักออกจากยอดซื้อและ/หรือ สับเปลี่ยนเข้าในกองทุนนั้น หากยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิของกองทุนนั้นหลังจากหักลบการขายคืน โอนสับเปลี่ยนออก มีมูลค่าน้อยกว่า 0 จะไม่ถูกนำมาคำนวณในยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย
    • ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ผู้รับสิทธิ์ซื้อกองทุน A ซึ่งเข้าร่วมโปรโมชั่น และทำการขายหรือสับเปลี่ยนกองทุน A ออกก่อนวันที่ 31 ก.ค. 64 จำนวนยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิที่นับรวมในโปรโมชั่นจะคำนวณจากยอดซื้อกองทุน A หักออกจากยอดขายหรือสับเปลี่ยนออกของกองทุน A
  • ผู้รับสิทธิ์จะต้องทำการชำระค่าซื้อกองทุนให้เรียบร้อย ภายในวันที่ 31 ก.ค. 64 กองทุนต่างประเทศก่อนเวลา 11.00 น. และกองทุนภายในประเทศก่อนเวลา 14.00 น.
  • กรณีที่ยอดเงินลงทุนของผู้รับสิทธิ์เป็นเป็นเศษสตางค์ ทาง FINNOMENA ขอสงวนสิทธิ์ในการตัดทิ้ง ตัวอย่างเช่น 999,999.99 บาท จะถือว่ามีมูลค่าเท่ากับ 999,999 บาท
  • ในกรณีที่ผู้รับสิทธิ์ลูกค้ามีบัญชีกองทุนมากกว่า 1 บัญชี และลงทุนมากกว่า 1 บัญชี บริษัทจะนำยอดเงินลงทุนของทุกบัญชีมารวมกัน โดยพิจารณาจากเลขบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลัก (ยอดรวมเงินลงทุนของทุกบัญชี)
  • การตรวจสอบและแก้ไขของรางวัล  ผู้รับสิทธิ์สามารถตรวจสอบยอดเงินลงทุนสะสมสุทธิ และรายการของรางวัลที่เลือกไว้ ได้เองทางหน้าเว็ปไซต์ และสามารถแก้ไขของรางวัลได้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 64 จนถึงวันที่ 9 ส.ค. 64 เท่านั้น
  • การมอบของรางวัลที่เป็นของกำนัล  ทางบริษัทจะส่งจัดส่งของรางวัลให้ผู้รับสิทธิ์ ตามที่อยู่ในการจัดส่ง ที่ผู้รับสิทธิ์แจ้งไว้ ณ ตอนที่กดรับโปรโมชั่น ภายในวันที่ 30 ก.ย. 64  ในกรณีที่ของรางวัลหมด และ/หรือ ยกเลิกนำเข้าและผลิตสินค้าโดยเจ้าของสินค้า ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์มอบเป็นหน่วยลงทุน K-CASH มูลค่าเท่ากับของรางวัลแทน
  • การรับของรางวัลประเภทหน่วยลงทุน K-CASH ผู้รับสิทธิ์ได้ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของการลงทุนตามข้อมูล Fund Fact Sheet ของหน่วยลงทุน K-CASH และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ finnomena.com/fund/k-cash
  • FINNOMENA จะดำเนินการจัดสรรหน่วยลงทุน K-CASH ให้ผู้รับสิทธิ์ตามโปรโมชั่น โดยจะทำการวางคำสั่งซื้อหน่วยลงทุน K-CASH ในบัญชีแผนการลงทุนล่าสุด ที่ไม่ใช่แผนการลงทุน Tax saving ของผู้รับสิทธิ์  หลังจากผู้รับสิทธิ์ดำเนินการตามเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว FINNOMENA จะทำการชำระราคาค่าซื้อให้โดยเรียงลำดับตามเวลาที่เปิดบัญชีและสร้างแผนการลงทุนใหม่สำเร็จของผู้รับสิทธิ์ โดยบริษัทกำหนดวันใดวันหนึ่งไม่เกินวันที่ 25 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้ บริษัทจะแจ้งให้ผู้รับสิทธิ์ทุกท่านทราบ
  • ของรางวัลทุกประเภทไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาของแคมเปญ ของกำนัลที่มีมูลค่าเทียบเท่า เงื่อนไข รวมทั้งข้อกำหนดอื่นของรายการส่งเสริมการขายนี้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • กรณีมีข้อขัดแย้ง และ/หรือ ข้อขัดข้อง และ/หรือ ข้อพิพาท ให้ถือคำตัดสินของ FINNOMENA ถือเป็นที่สิ้นสุด

 

ประเภทกองทุนรวมที่เข้าร่วมโปรโมชั่น *

Analysis: เมื่อ QE Tapering กำลังมา ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ในการประชุม Fed คืนนี้

THE OPPORTUNITY
Analysis: เมื่อ QE Tapering กำลังมา ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ในการประชุม Fed คืนนี้

ตลาดคาดหวังว่าการประชุม Fed คืนนี้ (22 ก.ย.) จะเป็นก้าวแรกของการทำ QE Tapering หลังจาก Fed ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเป็นเวลานาน

การประชุมของ Fed ได้เริ่มต้นขึ้นหลังความวุ่นวายในตลาดหุ้นจากความกังวลว่าวิกฤติ Evergrande อาจส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลก 

🏦  ประเด็นสำคัญคือ Dot Plot คาดการณ์อัตราดอกเบี้ย

การปรับลดวงเงินโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 120,000 ดอลลาร์ต่อเดือนคือ สิ่งที่นักลงทุนคาดหวังจาก Fed  แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าประเด็นสำคัญในการประชุม Fed ครั้งนี้คือ คาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ ที่ประกาศทุกไตรมาสในช่วงท้ายของการประชุม

Rick Rieder หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนจาก Blackrock กล่าวว่า Fed กำลังหารือเกี่ยวกับ QE Tapering แต่จะไม่ประกาศรายละเอียดใดๆ และจะเริ่มทำ QE Taper ในเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค.

Anwiti Bahuguna หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Columbia Threadneedle มองว่า QE Tapering ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ Dot Plot ที่นำเสนอว่า เจ้าหน้าที่ Fed ต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ระดับใดและเมื่อไร 

ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา Fed คาดการณ์ดัชนีเงินเฟ้อสำหรับการใช้จ่ายส่วนบุคคลอยู่ที่ 3.4% ในปี 2021 และ 2.1% ในปี 2022 โดยมีเจ้าหน้าที่ Fed 2 คน เพิ่มจุดลงในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยปี 2022 สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยกำลังใกล้เข้ามา

นี่แสดงให้เห็นว่า สมาชิก Fed บางคนมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องชั่วคราว ซึ่งขัดแย้งกับที่ Jerome Powell ประธาน Fed พยายามย้ำมาตลอดว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น

Anwiti Bahuguna กล่าวว่า หากมีเจ้าหน้าที่ Fed บางส่วนเปลี่ยนจุดยืน และต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปี 2022 และ 2023 ตลาดจะตอบรับว่า Fed จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า และอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้น

🏦  Fed ย้ำ QE Tapering ไม่ใช่สัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

Rick Rieder มองว่า Fed ต้องการให้ QE Tapering ดูผ่อนคลายขึ้น โดยเน้นย้ำว่าการสิ้นสุดโครงการซื้อพันธบัตรไม่ใช่สัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ตลาดตราสารหนี้ยังคงมุ่งเน้นไปที่การคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ

​​Mark Cabana หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจาก Bank of America คาดว่า Fed จะปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย เช่น การปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ

Mark Cabana เห็นตรงกับ Anwiti Bahuguna ว่าจุดโฟกัสที่แท้จริงคือ Dot Plot โดยคาดว่า Fed จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 แต่จะปรับขึ้น 3 ครั้ง ในปี 2024

Rick Rieder กล่าวว่า รูปแบบเศรษฐกิจและนโยบายของ Fed จะเปลี่ยนไป เพราะที่ผ่านมาผู้คนเคยชินกับการใช้นโยบายการเงินเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ปัญหาตอนนี้คือ การขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งปัญหาด้านอุปทานไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงิน

Deutsche และ Evercore ISI คาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2023 ในขณะที่ BofA Securities และ Goldman Sachs จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2023 และทั้งหมดคาดว่า Fed จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี 2022

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/21/the-fed-will-try-to-soothe-markets-wednesday-while-preparing-investors-for-end-to-bond-buying.html

https://finance.yahoo.com/news/fed-fomc-monetary-policy-preview-september-2021-084520716.html

 ——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

FINNOMENA x Franklin Templeton

แม้ว่าสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ตลอดจนรายงานการจ้างงานที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง รวมถึงปริมาณยอดค้าปลีก และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ไม่ได้โดดเด่นมากนัก เรายังเชื่อว่าสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่ในระดับแข็งแกร่ง สะท้อนจากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ให้ผลเป็นบวกทั้งหมด ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุน ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่องอย่างมีเสถียรภาพ แต่ไม่ร้อนแรงจนเกินไป

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

จากชุดเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจ ClearBridge Recession Risk แสดงให้เห็นว่าเครื่องชี้ทั้ง 12 ตัวยังคงแสดงสัญญาณดีต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2021 เป็นต้นมา จนถึงปลายเดือนสิงหาคม 2021 โดยถ้าเราวิเคราะห์รายละเอียดลงไปในแต่ละเครื่องชี้ จะเห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

1. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคยังมีอยู่ แต่ยังเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจชัดเจน แม้ว่านักวิเคราะห์หลายท่านกังวลว่าเศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัวลง จากการประกันการว่างงานที่จะหมดอายุใน 25 รัฐ และจะส่งผลกระทบต่อแรงงานประมาณ 11 ล้านคน และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด จนอาจส่งผลให้รายงานปริมาณยอดค้าปลีกล่าสุดผิดจากที่นักวิเคราะห์ประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี หากเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณยอดค้าปลีกเติบโตถึงกว่า 15.8% และเครื่องชี้วัดได้สะท้อนถึงการเติบโตดังกล่าว ซึ่งเราเห็นว่าเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างต่อเนื่อง และอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

2. ดัชนีชี้วัดบรรยากาศการจ้างงาน (Job Sentiment) อยู่ในระดับเกือบสูงที่สุดในรอบ 20 ปี แม้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะลดลง โดยเราเชื่อว่า Job Sentiment เป็นเครื่องชี้วัดที่ดีกว่า ซึ่งระดับปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงปัจจัยเชิงบวกในอนาคตข้างหน้า ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาเราพบว่า แม้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะลดลง แต่จากสถิติกลับพบว่าดัชนี S&P ณ เวลาที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงมากกว่า -15.1 จุดนั้น ดัชนี S&P จะให้ผลตอบแทนที่ดีในปีถัดไปถึง 12.9% และถ้าเราย้อนมองกลับไปในอดีตจากสถิติ ในช่วงที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง แต่ยังไม่ใช่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย (non-recession) นั้น ดัชนี S&P ณ เวลาดังกล่าวก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด และมากกว่าปีถัดไปถึง 16.5% นอกจากนั้น เรายังเห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น และใช้เวลาไม่นานก็จะกลับมาสู่ระดับปกติ

3. เครื่องชี้วัดระดับการผลิต (ISM Manufacturing) อยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยตัวเลขล่าสุดเหนือกว่าประมาณการ และเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และยิ่งไปกว่านั้น เราพบว่าราคาต้นทุนที่จ่ายให้กับชิ้นส่วน (prices paid subcomponent) ต่ำกว่าประมาณการ และชะลอตัวลง สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อลดลง และน่าจะลดลงต่อเนื่องในเดือนถัด ๆ ไปจนถึงปี 2022 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ แม้ว่าเราจะพบปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานอยู่บ้าง แต่เราเริ่มเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ตัวอย่างเช่น บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ (ผลิตชิป) ในเกาหลีใต้ส่งออกได้มากขึ้น โดยการส่งออกเติบโตถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 47% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2019

โอกาสเข้าลงทุนท่ามกลางการจ้างงานที่น่าผิดหวัง

4. การแพร่ระบาดของ COVID19 สายพันธุ์เดลต้า และการชะลอตัวของการจ้างงานอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการทำมาตรการนโยบายการเงินแบบตึงตัว (tightening monetary policy) รวมถึงการลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ลง (tapering of quantitative easing) ที่อาจจะค่อยๆ ลดในระดับที่ช้ากว่าเดิม โดยเราเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน กล่าวคือเศรษฐกิจยังเติบโตได้ และธนาคารกลางของสหรัฐฯ ยังเฝ้าระวังถึงความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการแพร่ระบาดของ COVID19 และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะทำให้วัฏจักรของตลาดกระทิงยังคงอยู่ต่อไป

ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น การเร่งการฉีดวัคซีน และการสิ้นสุดของประกันการว่างงานจะช่วยให้ตลาดแรงงานเติบโตในระยะถัดไป โดยปริมาณตำแหน่งงานเปิดใหม่ประมาณ 10 ล้านตำแหน่งนั้น ทำให้ความต้องการแรงงานสูงขึ้น ซึ่งเรามองว่าหลังจากโรงเรียนเริ่มเปิด น่าจะมีกลุ่มแรงงานที่เป็นสตรีเลี้ยงดูบุตรหลานในช่วงที่โรงเรียนปิดเข้ามาเพิ่มในอุปทานแรงงานด้วย นอกจากนั้น หากเราเจาะลงไปยังรายละเอียดจากการรายงานตำแหน่งงานเปิดใหม่ที่ผ่านมา แม้ว่าบางอุตสาหกรรมจะไม่มีการเปิดตำแหน่งงานใหม่เพิ่มเลย แต่นั่นเป็นเหตุผลเพราะว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยตรง เช่น อุตสาหกรรมสันทนาการ และโรงแรม โดยเราเชื่อว่าเมื่อ การระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าเริ่มบรรเทาลง สะท้อนจากตัวเลขที่เริ่มทรงตัว และเชื่อว่าผู้ติดเชื้อจะเข้าสู่จุดสูงสุดในไม่ช้า สถานการณ์การจ้างงานน่าจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง คล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอินเดีย และสหราชอาณาจักร

เนื้อหาต้นฉบับโดย  Jeffrey Schulze, CFA

Director, Investment Strategist

Josh Jammer, CFA

Vice President, Investment Strategy Analyst

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/investor/article?contentPath=html/ftthinks/common/clearbridge-investments/aor-update-the-more-things-change.html

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 22/09/2021 “ตลาดหุ้นจีนเปิดวันแรกหลังหยุดยาว รอรับข่าว Evergrande” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 22/09/2021

“ตลาดหุ้นจีนเปิดวันแรกหลังหยุดยาว รอรับข่าว Evergrande”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones -50.63  จุด (-0.15%) S&P 500 -3.55  จุด (-0.08%) Nasdaq +32.5  จุด (+0.22%) Small Cap 2000 +8.15  จุด (+0.37%) VIX Index อยู่ที่ 24.36 จุด -1.35  จุด (-5.25%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 +53.88  จุด (+1.33%) Dax เยอรมัน +216.47  จุด (+1.43%) CAC 40 ฝรั่งเศส +96.92  จุด (+1.5%) FTSE 100 อังกฤษ +77.07  จุด (+1.12%)

ตลาดหุ้นเอเชียล่าสุด (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2564) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปรับตัวลงเล็กน้อย CSI 300 จีน ปรับตัวลง 1.15% Hang Seng ฮ่องกง (ปิดทำการ)  SET Index ไทย เปิดล่าสุดที่ 1,617.27 จุด +2.41  จุด (+0.15 %) VN เวียดนาม ปรับตัวลงเล็กน้อย

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,779.15 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 22.808 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 74.92 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 22 ก.ย. 2564)  Bitcoin 42,083.4 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 2,863.99 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.2059 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 353.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายชั่วคราว  เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐบาล (ชัตดาวน์)  ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐพิจารณาเป็นลำดับต่อไป 

พรรคนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ชนะการเลือกตั้งแคนาดาก่อนกำหนดตามคาด แต่ไม่ได้เสียงข้างมากตามที่เขาหวังเอาไว้ โดยคาดว่าจะได้เก้าอี้ในสภาไปเพียง 158 ที่นั่งจากเป้าหมายที่ 170 ที่นั่ง

ตลาดหุ้นจีนเปิดวันแรกหลังหยุดยาว รอรับข่าว Evergrande เมื่อวานนี้  ผู้บริหารของ Evergrande กล่าวต่อพนักงานว่า “สามารถหลุดพ้นจากช่วงเวลาที่มืดมน และเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ต่อไปได้ตามที่ได้ทำสัญญาไว้กับผู้ซื้อ นักลงทุน หุ้นส่วนและสถาบันการเงินได้” ขณะที่ตลาดกังวลว่า บริษัทจะสามารถชำระคืน ดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดในปีนี้กว่า 669 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้หรือไม่ ด้านนักวิเคราะห์จากจีน เตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหุ้น ที่จะเปิดตลาดเช้านี้หลังจากหยุดยาว เเนะรอสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน

นักวิเคราะห์ตะวันตกเสียงแตก เกี่ยวกับอนาคตของ Evergrande S&P มอง ทางการจีนอาจจะปล่อยให้ Evergrande ผิดนัดชําระหนี้ โดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ ส่วน City Group มองว่า Evergrande จะไม่มีชะตากรรมเหมือนกับ Lehman Brothers เนื่องจากหนี้สินที่มี ไม่ได้มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจจีน ด้าน JP morgan เเนะ หากตลาดปรับตัวลง มองเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น

จับตาผลประชุม Fed รอสัญญาณ QE Tapering คืนนี้ รวมถึงตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสถัดไปพร้อมมุมมองของเฟดต่ออัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน จะดำเนินต่อไปในระยะยาวหรือไม่ 

Bitcoin ร่วงต่อ หลุด $40,000 หลัง ก.ล.ต.สหรัฐฯ เตรียมคุมเข้ม สืบเนื่องจาก กระแสการลงทุนใน Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมสูง แต่ยังไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น รวมถึงโอกาสที่จะเป็นแหล่งรายได้ให้กับประเทศในอนาคต จากการจัดเก็บภาษี

ประชุมสมัชชาใหญ่ UN ชูประเด็น ‘โควิด-สิ่งแวดล้อม’ โลกจับตาความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน เลขาธิการใหญ่ UN เตือนผู้นำทั่วโลกให้ “ตื่นขึ้น” เพื่อมารับรู้ปัญหา “คลื่นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด” ในประวัติศาสตร์โลก และร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้แล้วด้าน โจ ไบเดน บอกว่าอเมริกาไม่ได้กำลังแสวงหาทำสงครามเย็นรอบใหม่กับจีน พร้อมประกาศหมุนแกนจากความขัดแย้งต่างๆในยุคหลังเหเตุการณ์ 9/11 สู่บทบาทผู้นำโลกในวิกฤตการณ์ต่างๆนานา ไล่ตั้งแต่โลกร้อนไปจนถึงโควิด-19

ครม. ขยาย “เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3-ทัวร์เที่ยวไทย” ถึง 28 ก.พ. 65 โดย รัฐสนับสนุนค่าโรงแรม 40% (ไม่เกิน 3,000 บาท/ ห้อง/คืน) สนับสนุนคูปองอาหาร 600 บาทต่อคืน และสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน 40% (ไม่เกิน 2,000 บาท หรือ 3,000 บาท) ส่วนโครงการทัวร์เที่ยวไทย นั้น รัฐสมทบเงินให้ 40% ของราคาแพ็กเกจท่องเที่ยว หรือไม่เกิน 5,000 บาทต่อคน

บลจ.วรรณ ลดค่าธรรมเนียมกองทุนกลุ่ม ONE-UGG โดย ONE-UGG-RA ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับบุคคลทั่วไป ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า 1.50% (เดิม 1.605%) การจัดการ 1.177% (เดิม 1.712%) นายทะเบียน 0.2675% (เดิม 0.535%) การรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน T+4 (เดิม T+5)

สถานการณ์ “โควิด-19” ล่าสุด มีผู้ป่วยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,252 ราย แยกเป็นทั่วไป 11,224 ราย และจากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 28 ราย หายป่วยกลับบ้าน 13,695 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 141 ศพ

The Opportunity 

ABGDD : Aberdeen Standard Global Dynamic Dividend Fund

IPO 13 – 23 กันยายน 2564

ABGDD จะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก Aberdeen Standard SICAV I – Global Dynamic Dividend Fund 

กลยุทธ์โดยแบ่งเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปลงทุนระยะยาวในบริษัท เพื่อสร้างกระแสรายรับจากเงินปันผลและโอกาสในการได้รับกำไรจากมูลค่าของหุ้นที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเพิ่มกระแสรายรับจากเงินปันผลโดยรวมให้สูงขึ้น กองทุนหลักจะแบ่งเงินลงทุนในส่วนที่เหลือไปลงทุนระยะสั้น ในบริษัทที่มีหรือจะมีเหตุการณ์พิเศษต่าง ๆ เพื่อหาโอกาสในการได้รับทั้งเงินปันผลปกติและเงินปันผลที่จ่ายให้เป็นกรณีพิเศษ (one off or special dividends)

Top 5 Holdings

Apple Inc                3.00%               Information Technology

Microsoft Corp      2.30%               Information Technology

Alphabet Inc          1.90%               Communication Services

AbbVie Inc             1.50%                Healthcare

Broadcom Inc       1.50%                Information Technology

 

Country Breakdown

United States         50.10%

United Kingdom   5.70%

France                     5.30% 

Germany                4.50%

China                      4.10%

ช่วง IPO สนใจกองทุน ABGDD สามารถโทรสั่งซื้อเลยง่ายๆ ได้ โทร 02-026-5100 

News Update: หุ้นจีนร่วงน้อยกว่าคาด -1% เปิดวันแรกหลังหยุดยาว รับข่าว Evergrande หนีตายเจรจาเจ้าหนี้

THE OPPORTUNITY
News Update: หุ้นจีนร่วงน้อยกว่าคาด -1% เปิดวันแรกหลังหยุดยาว รับข่าว Evergrande หนีตายเจรจาเจ้าหนี้

ตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวลง 1% รับการซื้อขายวันแรกหลังจากหยุดไป 2 วัน ท่ามกลางวิกฤติสภาพคล่อง Evergrande

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นฮ่องกงในวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 ก.ย.) ที่ติดลบเกือบ 4% จากความกังวลเรื่อง Evergrande แต่เนื่องจากตลาดหุ้นจีนหยุดทำการใน 2 วันที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนจับตาตลาดหุ้นจีนที่เปิดทำการวันนี้ ว่าจะได้รับแรงกดดันอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เช้านี้ตลาดหุ้นจีนกลับปรับตัวลงไม่แรงเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นฮ่องกงในช่วงที่ผ่านมา โดยดัชนี Shanghai Composite ปรับตัวลง 0.62%, ดัชนี Shenzhen Component ลดลง 0.89% และ ดัชนี CSI300 ลดลง 1.31% ในขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดทำการเนื่องในวันหยุด

นักลงทุนจับตาความสามารถในการชำระดอกเบี้ยของ Evergrande ที่จะครบกำหนดในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) รวมถึงสัญญาณการแทรกแซงจากภาครัฐเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้

ประธานบริษัท Evergrande ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นในจดหมายถึงพนักงานว่า บริษัทจะสามารถหลุดพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และกลับมาเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ต่อไป

ล่าสุด Evergrande กล่าวว่า บริษัทบรรลุข้อตกลงกับผู้ถือหุ้นกู้สกุลเงินหยวน เกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ย.) ได้แล้ว โดยไม่ได้มีการระบุว่าจะจ่ายดอกเบี้ยเท่าไรและเมื่อไร สำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระมูลค่า 35.9 ล้านดอลลาร์

เอกสารระบุว่า ปัญหาการจ่ายดอกเบี้ยของหุ้นกู้ผลตอบแทน 5.8% ที่จะครบกำหนดในปี 2025 ได้รับการแก้ไขเรียบร้อย ผ่านการเจรจาต่อรองนอกสำนักหักบัญชีภายใต้หัวข้อการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้

อีกประเด็นที่นักลงทุนจับตาคือ ผลประชุม Fed เกี่ยวกับสัญญาณ QE Tapering ในคืนนี้ เพราะนี่อาจเป็นก้าวแรกของ Fed ในการลดนโยบายการเงินผ่อนคลายที่ดำเนินการมานับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด โดยประเด็นที่ตลาดสนใจคือ การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/22/asia-markets-mainland-china-evergrande-currencies-oil.html

https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-09-22/evergrande-onshore-property-unit-to-repay-interest-on-yuan-bond?sref=e4t2werz 

https://www.prachachat.net/world-news/news-766133 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Fund Update: บลจ.วรรณ ลดค่าธรรมเนียมกองทุน ONE-UGG พร้อมปรับเวลารับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน ONE-UGG, ONE-UGERMF และ ONE-DISC

THE OPPORTUNITY
Fund Update: บลจ.วรรณ ลดค่าธรรมเนียมกองทุน ONE-UGG พร้อมปรับเวลารับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน ONE-UGG, ONE-UGERMF และ ONE-DISC

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ (ONE-UGG) แจ้งเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการขายและการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า ค่าธรรมเนียมการจัดการ และนายทะเบียนหน่วยลงทุน ของกองทุน ONE-UGG มีรายละเอียดดังนี้

ONE-UGG-RA

  • การขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า เป็น 1.50% จากเดิม 1.605%
  • การจัดการ เป็น 1.177% จากเดิม 1.712%
  • นายทะเบียน เป็น 0.2675% จากเดิม 0.535%

ONE-UGG-IA

  • การขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า เป็น “ยกเว้นการเรียกเก็บ” จากเดิม 1.07%
  • การจัดการ เป็น 1.177% จากเดิม 1.712%
  • นายทะเบียน เป็น 0.2675% จากเดิม 0.535%

ONE-UGG-ASSF

  • การขายหน่วยลงทุน และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้า เป็น “ยกเว้นการเรียกเก็บ” จากเดิม “ยกเว้นการเรียกเก็บ”
  • การจัดการ เป็น 1.177% จากเดิม 1.712%
  • นายทะเบียน เป็น 0.2675% จากเดิม 0.535%

และในการนี้ ขอแจ้งเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนกองทุน ONE-UGG, ONE-UGERMF และ ONE-DISC 

จากเดิม 5 วันทำการนับแต่วันรับซื้อคืนหน่วยลงทุน เป็น 4 วันทำการนับแต่วันรับซือคืนหน่วยลงทุน
ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

*ลูกค้าที่ทำรายการวันที่ 1 ตุลาคม 2564 จะได้รับเงินในวันที่ 7 ตุลาคม 2564 พร้อมกับลูกค้าที่ทำรายการวันที่ 30 กันยายน 2564

ผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2659-8888 กด 1 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และสนับสนุนธุรกิจ)

ที่มา: https://www.one-asset.com/th/Announcement

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Analysis: Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย? บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นเงินดิจิทัล เมื่อ Bitcoin กำลังขึ้นลงเหมือนหุ้น

THE OPPORTUNITY
Analysis: Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย? บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นเงินดิจิทัล เมื่อ Bitcoin กำลังขึ้นลงเหมือนหุ้น

นักลงทุนจะหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น และนำเงินไปเก็บไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง ทองคำ หรือเงินดอลลาร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือ ราคา Bitcoin มักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) ราคา Bitcoin ร่วงลงไปกว่า 10% ท่ามกลางการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลก

วันนี้ (21 ก.ย.) ราคา Bitcoin ปรับตัวลง 6.9% อยู่ที่ประมาณ $42,500 และ Ethereum ลดลง 6.7% อยู่ที่ประมาณ $3,000 ในขณะที่หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน โดย Coinbase ลดลง 3.5%, Microstrategy ลดลง 4.22% และ Square ลดลง 2.17%

Leah Wald ซีอีโอของ Valkyrie Investments กล่าวว่า แรงเทขายหุ้นในสภาวะผันผวนถือเป็นรูปแบบปกติ นักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และรอสังเกตการณ์จนแน่ใจก่อนกลับเข้าไปถือสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง 

โดยตอนนี้บริษัทสหรัฐฯ​ เริ่มส่งสัญญาณว่ากำไรของบริษัทอาจน่าผิดหวัง ซึ่งหาก Bitcoin ต้องการมีฐานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหรือทองคำดิจิทัล นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการพิสูจน์

Jim Paulsen หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Leuthold Group กล่าวว่า แม้ Bitcoin จะมีแนวโน้มปรับตัวลงตามตลาดหุ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทิศทางการเคลื่อนที่ของ Bitcoin สัมพันธ์กับราคาหุ้น เพราะ ความสัมพันธ์ (correlation) ระหว่าง Bitcoin และ หุ้น ‘แทบจะเป็น 0’

Jim Paulsen มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนในพอร์ต และไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้น Bitcoin สามารถมีส่วนร่วมในช่วงสภาวะความเสี่ยงได้ แต่มีรูปแบบการปรับตัวลงที่แตกต่างไปจากหุ้น

ด้วยลักษณะที่คล้ายกับสกุลเงิน ทำให้ Bitcoin ถูกมองว่าเป็นที่หลบภัยเในสภาวะความเสี่ยงสูงหมือนเงินดอลลาร์ แต่ Jim Paulsen ย้ำว่า Bitcoin แตกต่างจากสกุลเงินที่ทุกคนจินตนาการถึงอย่างมาก และ Bitcoin เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนรูปแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่สกุลเงิน

Tom Lee จาก Fundstrat กล่าวว่า ตั้งแต่ยุคโควิดผู้คนให้ความสำคัญกับสภาพคล่องมากขึ้น โดยทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยต่างเต็มใจเทขายหุ้นเพื่อถือเงินสดในมือ 

Tom Lee ระบุว่า การเทขาย Bitcoin เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะ Bitcoin เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในภูมิภาคเอเชีย และไม่คิดว่าการลดลงของ Bitcoin เป็นลางร้าย แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คนให้ความสำคัญกับสภาพคล่องจริงๆ

Bitcoin ยืนเหนือระดับ $50,000 เมื่อช่วงต้นเดือน ซึ่งเป็นแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ราคา Bitcoin ในขณะนี้ อยู่ต่ำกว่าเส้นค้าเฉลี่ย 50 วัน ที่ $46,514 ซึ่งนักวิเคราะห์และนักลงทุนกำลังมองหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในระยะกลาง

Katie Stockton จาก Fairlead Strategies แนะให้นักลงทุนรอถึงสิ้นวันนี้ เพื่อตัดสินใจว่าจะลดความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของ Bitcoin หรือไม่

ขณะนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังปรับตัวลง จากความกังวลในผลกระทบวิกฤติ Evergrande ในจีน และนักลงทุนต่างจับตาว่า Fed จะส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการกระตุ้นเศรษฐกิจในวันที่ 21-22 ก.ย. นี้ หรือไม่

นอกจากนี้ การปรับตัวลงของคริปโทฯ ยังเกิดจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกฎระเบียบของ Stablecoins โดย New York Times รายงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สภากำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินของสหรัฐฯ อาจออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุม Stablecoins

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/09/20/bitcoin-drops-8percent-to-below-44000-as-risky-assets-tumble-globally-regulatory-concerns-intensify.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

สูตรเลือกหุ้นสไตล์ Peter Lynch

BottomLiner
สูตรเลือกหุ้นสไตล์ Peter Lynch
บทความนี้ BottomLiner ขอชวนทุกคนมาดูสูตรเลือกหุ้นสไตล์ “Peter Lynch” ว่าเขามีวิธีการเลือกหุ้นอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปีตลอด 13 ปี
ลงทุนในสิ่งที่คุณรู้ดีหรือเป็นลูกค้า เลือกหุ้นที่ดีในราคาที่สมเหตุผล – Peter Lynch
สูตรเลือกหุ้นสไตล์ Peter Lynch

ปรัญชาการลงทุน

เชื่อว่ารายย่อยได้เปรียบรายใหญ่และสถาบันในด้านความยืดหยุ่น ไม่มีข้อบังคับและหฎระเบียบในการเลือกหุ้น และไม่ต้องสนใจผลการดำเนินงานในระยะสั้น และเชื่อว่าเราสามารถพบหุ้นที่ดีได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่บทวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญ

แบ่งหุ้นตาม Peter Lynch

  • หุ้นโตเร็ว
  • หุ้นแข็งแรง
  • หุ้นโตช้า
  • หุ้นวัฏจักร
  • หุ้นฟื้นตัว
  • หุ้นทรัพย์สินมาก

อ่านเพิ่มเติม รู้จักหุ้น 6 ชนิดตาม Peter Lynch จะได้ซื้อไม่ผิด!

สไตล์หุ้นที่ชอบ

  • มองบริษัทก่อนอุตสาหกรรม
  • หุ้นขนาดเล็ก-กลาง เติบโตเร็ว
  • มีจุดแข็งชัดเจน คนใช้ซ้ำ
  • กำไรเพิ่มเฉลี่ย >20% ต่อปี
  • PE/Growth น้อยกว่า 1
  • ถือยาวจนกว่าพื้นฐานจะเปลี่ยน หรือเกินมูลค่า
BottomLiner