แจ้งเตือน

News Update: Cathie Wood ช้อนซื้อหุ้น Twitter ที่ราคาต่ำสุดของปีนี้ รวม 1.1 ล้านหุ้น เข้ากอง ARKK, ARKF และ ARKW

THE OPPORTUNITY
News Update: Cathie Wood ช้อนซื้อหุ้น Twitter ที่ราคาต่ำสุดของปีนี้ รวม 1.1 ล้านหุ้น เข้ากอง ARKK, ARKF และ ARKW

Cathie Wood ช้อนซื้อหุ้น Twitter เข้ากองทุน ARKK, ARKF และ ARKW หลังราคาหุ้นร่วงต่ำสุดในรอบปี รับข่าว Jack Dorsey ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ของบริษัท

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย.) Ark Invest หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Twitter ได้ช้อนซื้อหุ้น Twitter ประมาณ 1.1 ล้านหุ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 49 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการซื้อหุ้น Twitter ครั้งแรกในรอบ 1 เดือน และเป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.

ตามรายงานการซื้อขายรายวันของผู้จัดการสินทรัพย์ ARK ได้ซื้อหุ้น Twitter ตามจำนวนดังนี้
➢ กองทุน Ark Innovation ETF (ARKK): 623,221 หุ้น
➢ กองทุน Ark Fintech Innovation ETF (ARKF): 327,160 หุ้น
➢ กองทุน Ark Next Generation Internet ETF (ARKW): 161,991 หุ้น

การช้อนซื้อหุ้นของ Ark Invest เกิดขึ้น 1 วัน หลัง Jack Dorsey ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Twitter และแต่งตั้ง Parag Agrawal CTO คนปัจจุบันของ Twitter มาดำรงตำแหน่งแทน ข่าวดังกล่าวส่งผลให้เมื่อวานนี้ (30 พ.ย.) ราคาหุ้น Twitter ปรับตัวลง 4% ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว

Cathie Wood มักย้ำถึงกลยุทธ์การลงทุนของ Ark ที่ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี ทำให้บริษัทส่วนมากในพอร์ตการลงทุนมักมีความผันผวนในระยะสั้น โดยรายงานการซื้อขายรายวันของ Ark สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพอร์ตเท่านั้น แต่ไม่ได้สะท้อนการซื้อขายทั้งหมดของบริษัท เพราะไม่ได้รวมกิจกรรมเพิ่มและไถ่ถอนหน่วยลงทุน

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-12-01/cathie-wood-s-ark-loads-up-on-twitter-as-stock-hits-12-month-low?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

FINNOMENA x Franklin Templeton

ภายหลังจากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19 ในปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2021 นอกจากอัตราเงินเฟ้อที่ค่อย ๆ เร่งตัวสูงขึ้น ตามการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขยับตัวขึ้นเร็วไม่แพ้กัน คือต้นทุนการก่อสร้าง โดยในช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าท่อเหล็ก เครื่องโม่ทองแดง คานโลหะ ตลอดจนราคาวัสดุ และวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง ต่างปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กอปรกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง พัฒนา และตกแต่งอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งในบทความนี้เราจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างปรับตัวขึ้น และผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และสรุปสินทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจที่น่าจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเรามองว่าเกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน ดังนี้

  1. ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โดยในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 การปิดเมืองและการชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้การก่อสร้างต่าง ๆ หยุดชะงัก เนื่องจากมีความต้องการในตลาดน้อย เป็นผลให้บริษัทผู้รับเหมาทยอยลดจำนวนคนงาน และลดการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง อย่างไรก็ดี เมื่อการแพร่ระบาดของ COVID19 เริ่มควบคุมได้ ความต้องการสร้างอสังหาริมทรัพย์กลับคืนมา แต่การจ้างงาน การขนส่งและการผลิตวัสดุก่อสร้างไม่สามารถจัดหาได้เพียงพอกับความต้องการ (เนื่องมาจากแรงงานยังไม่ได้กลับไปทำงานทั้งหมด ส่งผลให้แรงงานขาดแคลน และวัสดุก่อสร้างต้องใช้เวลาในการผลิต) ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนค่าแรง ค่าขนส่ง และราคาวัสดุก่อสร้างจึงปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลให้ต้นทุนในการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด
  2. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกพร้อม ๆ กัน และการปรับแนวทางการใช้ชีวิตประจำวันในลักษณะการทำงานจากบ้านมากขึ้น ทำให้ความต้องการบ้านที่มีบริเวณเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการวัสดุก่อสร้างจึงเร่งตัว และสูงเกินกว่าปริมาณสต๊อกที่มีอยู่ ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น โดยปริมาณการขายบ้านในสหรัฐฯ ในปี 2020 ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 15 ปี และปริมาณการจับจ่ายใช้สอยเพื่อตกแต่งที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นกว่าปี 2019 กว่า 20%
  3. การสต๊อกวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ล่วงหน้า โดยผู้รับเหมาต่างต้องการที่จะสำรองปริมาณวัสดุก่อสร้างไว้ เพื่อเตรียมการ และจำกัดความเสี่ยงด้านราคาจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การสำรองวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกกว้านซื้อไปจากตลาด และทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น
  4. ค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ค่าแรงสหรัฐฯ ค่อย ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเร่งตัวมากขึ้นอีกในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยการขาดแคลนแรงงาน โดยเราพบว่าแม้ปัญหา COVID-19 จะเริ่มคลี่คลาย แรงงานบางส่วนก็ไม่กลับมาทำงานในลักษณะเดิมอีกต่อไป ทำให้หลายบริษัทต้องขึ้นค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก เพื่อดึงดูดแรงงานทดแทนที่หายไป

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยเราเชื่อว่าต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ดังนี้

  1. อัตราการทำกำไร (margin) ลดลง งบประมาณบานปลาย (budget overrun) และมีโอกาสส่งมอบล่าช้า เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น และไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวทั้งหมดไปยังผู้ซื้อได้ ทำให้อัตราการทำกำไรลดลง นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทำให้มีโอกาสที่จะส่งมอบงานไม่ทันตามที่กำหนด
  2. มีสต๊อกรอโครงการก่อสร้าง และพัฒนาขนาดปานกลางมากขึ้น ทั้งนี้ เราเชื่อว่าในปริมาณสต๊อกทั้งหมดน่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์สำหรับหลายครัวเรือน (multifamily) และอสังหาริมทรัพย์สำหรับอุตสาหกรรมในปริมาณไม่มากนัก
  3. มีโอกาสที่ค่าเช่า และราคาอสังหาริมทรัพย์มือสองจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการต่อเติม และตกแต่งอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้เรามองว่า นโยบายของประธานาธิบดี โจ ไบเดน น่าจะทำให้ต้นทุน และราคาวัสดุก่อสร้างทรงตัวในระดับสูงต่อไป โดยกรอบการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน (Bipartisan Infrastructure Framework) ของประธานาธิบดี ไบเดน ซึ่งกล่าวถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด การขนส่ง และการคมนาคม จะช่วยผลักดันโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ เป็นผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้าง และแรงงานน่าจะยังมีอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าปัญหาเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานต่าง ๆ และการเร่งตัวของความต้องการการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กล่าวถึงในช่วงต้นของบทความจะค่อย ๆ บรรเทาลงในอนาคต ซึ่งหากนำปัจจัยทั้งสองด้านมาวิเคราะห์พร้อมกัน เราเชื่อว่า ต้นทุนการก่อสร้างน่าจะอยู่ในระดับสูงต่อไป แต่การเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจะมีไม่มากเท่าในช่วงที่ผ่านมา และจะทำให้ราคาวัสดุก่อสร้าง และต้นทุนการก่อสร้างมีระดับราคาที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในอนาคต

สรุปสินทรัพย์หรือกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์ / เสียประโยชน์จากต้นทุนการก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น

เจาะมุมมองกลุ่มอสังหาฯ เงินเฟ้อส่งผลหรือไม่? กลุ่มไหนได้ประโยชน์

เนื้อหาต้นฉบับโดย 

Tim Wang, Ph. D.

Head of Investment Research

Clarion Partners

Julie Lumont

Sr. Research Associate

Clarion Partners

ข้อสงวนสิทธิ์

  1. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ให้บริการการให้คำแนะนำทั่วไปแก่ FINNOMENA ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน (Asset Allocations)
  2. แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (“Franklin Templeton”) ไม่รับผิดใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ เว็บไซต์ หรือเนื้อหาใด ๆ ที่ได้จัดทำหรือปรากฏในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอกนั้น อีกทั้ง Franklin Templeton ไม่ได้ให้คำรับรอง รับประกัน หรือเป็นตัวแทน ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายในเนื้อหาหรือความถูกต้องของข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ของบุคคลภายนอก และไม่รับผิดต่อสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น
  3. ในกรณีที่มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารภาษาอังกฤษกับการแปลเป็นภาษาไทย ให้ยึดถือตามเอกสารภาษาอังกฤษ

แหล่งข้อมูล

https://www.franklintempleton.com/articles/clarion-partners/surging-construction-costs-implications-for-commercial-real-estate

News Update: เรย์ ดาลิโอ เตือน “ถือเงินสดไม่ปลอดภัย” ชี้เงินเฟ้อกำลังด้อยค่าเงินสด พิมพ์เงินไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น

THE OPPORTUNITY
News Update: เรย์ ดาลิโอ เตือน “ถือเงินสดไม่ปลอดภัย” ชี้เงินเฟ้อกำลังด้อยค่าเงินสด พิมพ์เงินไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น

เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ยืนหยัดความเชื่อที่ว่าผู้คนไม่ควรถือเงินสด แม้โลกการเงินกำลังเผชิญความผันผวนจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนก็ตาม

“เงินสดไม่ใช่การลงทุนและการออมเงินที่ปลอดภัย เพราะจะถูกกัดกินโดยเงินเฟ้อ ดังนั้นการลงทุนในพอร์ตที่ปลอดภัยและสมดุลเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน” เรย์ ดาลิโอ กล่าวกับ CNBC

เรย์ ดาลิโอ เสริมว่า นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงโดยไม่กระทบต่อผลตอบแทนได้ โดยในช่วงที่เหตุการณ์ต่างๆ สามารถเปลี่ยนโลกได้ การจับจังหวะตลาดไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ต่อให้เป็นนักลงทุนที่จับจังหวะตลาดเก่งก็ตาม

ตลาดหุ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 พ.ย.) ร่วงลงอย่างหนัก หลัง WHO ประกาศให้ไวรัสกลายพันธุ์โอไมครอนที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งกว่า 900 จุด และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบปี

ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากระดับต่ำสุดในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ในเดือน มี.ค. 2020 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของ Fed และรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เรย์ ดาลิโอ มองว่า ปริมาณเงินส่วนเกินในระบบอาจก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ และการเมือง

เรย์ ดาลิโอ กล่าวว่า มาตรฐานการครองชีพของผู้คนไม่สามารถยกระดับได้ด้วยปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้คนต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้รับของในปริมาณเท่าเดิม โดยปริมาณเงินส่วนเกินในระบบจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเมื่ออัตราเงินเฟ้อเริ่มลดลงก็จะนำไปสู่ผลกระทบทางการเมือง

อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มขึ้นถึง 4.1% ทำให้ Fed ต้องต่อสู้กับระดับเงินเฟ้อที่สูงและต่อเนื่องกว่าที่คาดไว้ ด้วยการเริ่มลดวงเงินในมาตรการ QE ลง

เรย์ ดาลิโอ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะได้เห็นประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยมาแล้วหลายครั้ง เหมือนกับการดูหนังเรื่องเดิมๆ

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/11/30/ray-dalio-says-cash-is-not-a-safe-place-right-now-despite-heightened-market-volatility-.html 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2021 “ตลาดหุ้นผวา ประธาน Fed ส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวด ลด QE เร็วขึ้น มองเงินเฟ้อ ไม่ชั่วคราว” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 01/12/2021

“ตลาดหุ้นผวา ประธาน Fed ส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวด ลด QE เร็วขึ้น มองเงินเฟ้อ ไม่ชั่วคราว” 

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  34,483.72 จุด -652.22  จุด  (-1.86%) S&P 500 ปิดที่ 4,567 จุด -88.27  จุด (-1.9%) Nasdaq ปิดที่ 15,537.7 จุด -245.1  จุด (-1.55%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,198.8 จุด -43.17  จุด (-1.93%) VIX Index อยู่ที่ 27.19 จุด +4.23  จุด (+18.42%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  4,063.06 จุด -46.45  จุด  (-1.13%) Dax เยอรมัน ปิดที่  15,100.13 จุด -180.73  จุด  (-1.18%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,721.16 จุด -55.09  จุด  (-0.81%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,059.45 จุด -50.5  จุด  (-0.71%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  27,821.76 จุด -462.16 จุด  (-1.63%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,832.03 จุด -19.39 จุด  (-0.4%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  23,475.26 จุด -376.98  จุด  (-1.58%) SET Index ไทย ปิดที่  1,568.69 จุด -21  จุด  (-1.32%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,537.59 จุด -15.45  จุด  (-0.99%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 01 ธันวาคม 2564 ) ราคาทองคำ 1,777.3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 22.825 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 67 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 70.23 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 01 ธันวาคม 2564 )  Bitcoin 57,201.6 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 4,689.28 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.218317 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 627.53 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ แถลงต่อสว.สหรัฐในสภาคองเกรส พร้อมส่งสัญญาณที่จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้นจากปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจที่ร้อนเเรง อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นโดยมีความเป็นไปได้ที่จะลดวงเงิน QE เร็วขึ้น เเละมากขึ้น โดยจะพิจารณาในการประชุมเฟดในเดือนธันวาคมนี้ 

‘โอไมครอน’ ระบาดเพิ่มหลายประเทศ ผู้ผลิตเร่งพัฒนาวัคซีนรับมือ WHO เเจ้งความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อ รวมถึงความรุนเเรงของโรค ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าสามารถเเพร่ได้ดีกว่าหรือรุนเเรงกว่าสายพันธุ์เดลต้า ต้องรอผลการศึกษาภายใน สอง สัปดาห์นี้ ด้านซีอีโอโมเดอร์นายอมรับวัคซีนเดิมอาจต้านโอไมครอนได้น้อยกว่า เดลต้า

เรย์ ดาลิโอ เตือน ถือเงินสดไม่ปลอดภัย กังวลเงินเฟ้อ ในช่วงตลาดผันผวน การกระจายการลงทุน ( Asset Allocation) เป็นเรื่องที่เหมาะสมมากกว่าการถือเงินสดอย่างเดียว พร้อมทั้งบอกว่าการจับจังหวะตลาด(Market Timing) ไม่ใช่เรื่องง่าย 

Grab เตรียมจดทะเบียนซื้อ-ขาย ที่ Nasdaq ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยวิธี SPAC เริ่มเทรด 2 ธ.ค. โดย Grab  ชี้แจงว่าการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้บริษัทขาดทุนมากขึ้นใน Q3/2021 อยู่ที่ 988 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

เหรียญไทยยังร่วงต่อ มูลค่าหายเกินครึ่ง จับตา KUB ปลอกล็อกเหรียญ 2.4 ล้าน วันนี้ โดยเหรียญ KUB เเละ JFin  วานนี้ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 150 และ 140 บาท ตามลำดับ ลงจากจุดสูงสุดที่ราคา 500 เเละ 248 บาท ตามลำดับ ลดลงประมาณ 67 % เเละ 54% ตามลำดับ ด้าน JMart มีข่าวอาจจะมีความร่วมมือกับ BTS เพิ่มช่องทางในการชำระเงินโดยการใช้ JFin Coin 

The Opportunity 

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Blockchain : SCBBLOC(A)

กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) ได้แก่ กองทุน Invesco CoinShares Global Blockchain UCITS ETF โดยลงทุนในบริษัททั่วโลกที่มีส่วนร่วมหรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ Blockchain (Blockchain Ecosystem) 

จุดเด่นของ Blockchain 

-เป็นเครือข่ายการเก็บข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลเดียวกัน

-ธุรกรรมต่างๆที่บันทึกใน Blockchain ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ 

-กระจายศูนย์  ไม่ถูกควบคุมโดยคนใดคนหนึ่ง ข้อมูลจะถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะและสามารถตรวจสอบได้ 

โอกาสการลงทุน  

-IDC คาดว่าในปี 2024  จะมีการลงทุนใน Blockchain สูงถึง  19 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตกว่า 48 %ต่อปี 

-Blockchain กำลังอยู่ในช่วงเติบโต ซึ่งจะนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม 

Top 5 Holdings (as of 26/11/21)

Monex Group Inc                5.15%

Bitfarms Ltd                        4.61%

SBI Holdings Inc                4.57%

Coinbase Global Inc          4.50%

Taiwan Semiconductor Manufacturing Co Ltd   4.45%

สัมมนา รวมพล คนลงทุน 2021

“สรุปทุกกองประหยัดภาษีที่ Finnomena เลือก” 

จะหมดปีแล้วแต่ยังหากองทุนอยู่ ? ลดหย่อนภาษีกองไหนดี ? งานนี้มีทุกคำตอบการลดหย่อนภาษีให้คุณ กับงานที่สรุปรวมกองทุนประหยัดภาษี ที่คัดสรรโดย FINNOMENA เพื่อคุณ 

วันเวลา-สถานที่

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม 2564

เวลา 14:00 น. เป็นต้นไป

ณ Zoom meeting (ดูได้ในหน้านี้ ตามวันเวลาที่กำหนด)

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

เพื่อนผู้ใจดี
กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีสุดแห่งปี 2020

ข้อมูลจัดอันดับ ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2563

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 23 ธ.ค. 2563: TGHDIGI, KT-WTAI-A, K-USA-A(A), K-USA-A(D)

อัปเดตตัวเลข ณ วันที่ 24 ธ.ค. 2563: ONE-GECOM, PWIN, ONE-UGG-RA, ONE-DISC-RA, KFHTECH-A, K-CHANGE-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-USA-A กองทุนคุณภาพดี ตัวแทนการลงทุนในชาติอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-GECOM: เมื่อ E-Commerce กำลังเติบโตแบบสองหลัก

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน ONE-UGG-RA : กองทุนหุ้นเติบโตทั่วโลก คว้าโอกาสแห่งอนาคต

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน K-CHANGE-A (A) กองทุนผลตอบแทนเยี่ยมที่ให้คุณ “ช่วยโลก” ได้ เพียงแค่ลงทุน

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: TUSOIL, TOIL6, TMBOIL, KT-OIL, KF-OIL, TISCOOIL, SCBOIL, ASP-OIL, I-OIL, K-OIL

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนมีนาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: MIDSMALLMF, M-MIDSMALL, M-FOCUS, HAPPY D5, MBT-G, MFX, THMO1, M-ACTIVE, M-PROPERTY, MPDIVMF

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนเมษายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: PRINCIPAL GHEALTH-A, TGHDIGI, PRINCIPAL GCLOUD-A, UCHI, SCBUSAP, SCBUSAA, KF-GTECH, KF-US, K-USA-A(D), K-USA-A(A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A: ลงทุนครอบคลุมทุกภาคส่วนของ Health Care รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี

อ่านเพิ่มเติม เจาะลึกกองทุนเปิดใหม่ Principal Global Cloud Computing Fund (PRINCIPAL GCLOUD-A)

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน UCHI: การผนึกกำลังของเทคโนโลยีและสุขภาพในประเทศจีน

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนพฤษภาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: PRINCIPAL VNEQ-A, ASP-VIET, KT-ENERGY, B-BHARATA, TISCOINA-A, KT-CLMVT-D, KT-CLMVT-A, WE-GOLD, KF-INDIA, LHINDIAE-D

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน Principal VNEQ-A: กองทุนผลตอบแทนโดดเด่น รับโอกาสเติบโตของประเทศเวียดนาม

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนมิถุนายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: T-ES-GINNO, TNEWENGY, PRINCIPAL GCLOUD-A, KF-US, P-CGREEN, TMB-ES-GINNO, LHINNO-A, LHINNO-D, LHINNO-E, KFINNO-A

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน TMB-ES-GINNO: กองทุนแห่งนวัตกรรมสู่การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนกรกฎาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: ABGS-A, TISCOINA-A, P-CGREEN, KF-EUROPE, K-AGRI, ABAG, UOBSC, ASP-TOPBRAND, TUSEQ-UH, I-ASEAN STAR 10

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนสิงหาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: SCBBANKINGE, SCBBANKINGA, K-BANKING, SCBBANKINGG, EBANK, TISESG-D, TLEQ-THAICG, PRINCIPAL EPIF, ENY, K-ENERGY

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนกันยายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: KT-ENERGY, TMBOIL, KT-OIL, ABJO, TISCOOIL, TOIL6, ASP-OIL, UOBSGC, TUSOIL, UOBSCI-N

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนตุลาคม 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: SCBBLOC(E), SCBBLOC(A), WE-GOLD, KT-PRECIOUS, K-OIL, PRINCIPAL GCLEAN-A, SCBOIL, WE-CYBER, P-CGREEN, KF-OIL

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน SCBBLOC: กองทุน Blockchain สุดยอดนวัตกรรมพลิกโฉมโลก

10 อันดับกองทุน ผลตอบแทนดีประจำเดือนพฤศจิกายน 2021

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นแห่งปี 2020-2021

คลิกที่ชื่อกองทุนเพื่อดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม: WE-EVOSEMI, SCBSEMI(E), SCBSEMI(A), KKP SEMICON-H, KKP SEMICON-H-F, LHSEMICON-A, LHSEMICON-D, LHSEMICON-E, ASP-VIET, K-ICT, UEV, ONE-VIETNAM-RA, UVO

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน SCBSEMI, WE-EVOSEMI, และ LHSEMICON: ลงทุนในแก่นแท้ของโลกยุคใหม่

สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

สร้างแผนและเปิดบัญชีกองทุนรวมกับ FINNOMENA สะดวก รวดเร็ว เปิดออนไลน์ ไม่ต้องส่งเอกสารให้ยุ่งยาก พร้อมเลือกซื้อกองทุนกว่า 1,000 กอง จาก 22 บลจ. ครอบคลุมทุกบลจ. ในประเทศไทย สร้างแผนและเปิดบัญชี คลิก: https://finno.me/open-plan

อ่านบทความเพิ่มเติม

พาซื้อกองทุนรวมผ่าน FINNOMENA พร้อมความพิเศษต่าง ๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น


Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: ประธาน Fed ส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวด เตรียมสิ้นสุด QE เร็วขึ้น กลับลำ มองเงินเฟ้อ ‘ไม่ชั่วคราว’

THE OPPORTUNITY
News Update: ประธาน Fed ส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวด เตรียมสิ้นสุด QE เร็วขึ้น กลับลำ มองเงินเฟ้อ ‘ไม่ชั่วคราว’

เจอโรม พาวเวลล์ ประานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินเข้มงวด และยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่รุนแรง

ประธาน Fed มองว่า การปรับลดวงเงิน QE สามารถทำได้เร็วกว่าเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแผนการเดิมที่ประกาศไว้เมื่อต้นเดือน พ.ย.

Jerome Powell กล่าวว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น จึงถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่ Fed จะยุติมาตรการ QE ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยจะมีการหารือประเด็นดังกล่าวในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งหมายถึงการประชุมในเดือน ธ.ค. นี้

ตามกำหนดเดิม QE Tapering จะสิ้นสุดในเดือน มิ.ย. ของปีหน้า แต่หาก Fed เพิ่มอัตราเร่งในการลดวงเงิน ตลาดอาจได้เห็นการสิ้นสุดมาตรการ QE ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ของปีหน้า ซึ่งหมายความว่า Fed จะมีความยืดหยุ่นในการปรับอัตราดอกเบี้ยให้เร็วขึ้น

ตลาดหุ้นร่วงตอบรับความเห็นของประธาน Fed ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่าทีของ Jerome Powell ทำให้ตลาดเกิดความกังวลมากขึ้นต่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน แม้จะมีรายงานระบุว่า สายพันธุ์ใหม่ไม่ได้มีความรุนแรงเท่าสายพันธุ์ก่อนหน้า

ในการประชุมเดือน พ.ย. Fed ระบุว่าจะเริ่มลดวงเงิน QE ในปลายเดือน พ.ย. เดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ และลดวงเงินซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อจำนองค้ำประกันเดือนละ 5,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ในรายงานการประชุมที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการ Fed ระบุว่า พร้อมที่จะปรับความเร็วในการลดวงเงิน QE หากแนวโน้มเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง และพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง

Jerome Powell ยังคงเน้นย้ำว่า QE Tapering ไม่ใช่สัญญาณในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยยังไม่ได้ระบุว่าจะเพิ่มวงเงินลด QE ที่เท่าไร ด้านนักเศรษฐศาตร์ของ Citigroup คาดว่า Fed อาจลดวงเงิน QE สูงถึงเดือนละ 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2 เท่าของแผนการเดิม

นักลงทุนคาดว่าจะได้เห็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.5% ในปี 2022 ขณะที่การคาดการณ์ของคณะกรรมการ Fed เป็นไปในทิศทางที่ผ่อนคลายกว่า โดยคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้นการประชุมเดือนนี้

ก่อนหน้านี้ ประธาน Fed ยืนกรานมาตลอดว่าเงินเฟ้อเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในเดือน ต.ค. พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี

Jerome Powell กล่าวว่า คำว่า ‘ชั่วคราว’ มีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน บางคนมองว่ามันหมายถึงระยะสั้น แต่ Fed ใช้คำว่าเงินเฟ้อชั่วคราวเพื่อหมายถึงการไม่ทิ้งรอยแผลเป็นต่อเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คงถึงเวลาที่จะเลิกใช้คำดังกล่าว และพยายามอธิบายให้ชัดเจนว่า Fed ต้องการสื่อถึงอะไร

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/11/30/powell-says-fed-will-discuss-speeding-up-bond-buying-taper-at-december-meeting.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

Analysis: วิเคราะห์ ‘โอไมครอน’ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? Goldman Sachs ชี้กรณีเลวร้ายสุด GDP โลกเหลือ 2% ประเทศกำลังพัฒนากังวล ‘กระสุนหมด’ กระตุ้นไม่ไหว

THE OPPORTUNITY
Analysis: วิเคราะห์ ‘โอไมครอน’ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? Goldman Sachs ชี้กรณีเลวร้ายสุด GDP โลกเหลือ 2% ประเทศกำลังพัฒนากังวล ‘กระสุนหมด’ กระตุ้นไม่ไหว

ปัจจัยลบที่ไม่คาดคิดอย่างโควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘โอไมครอน’ อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2022 รวมถึงการกำหนดนโยบายของภาครัฐที่จำเป็นต้องต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อมากกว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

มาตรการคุมเข้มด้านการเดินทางซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับเทศกาลวันหยุดปีใหม่ อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 พ.ย.) ตลาดทั่วโลกเคลื่อนไหวในแดนลบรับข่าวโควิดสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ความคาดหวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าลดลงอย่างน้อย 0.1% ทั้งในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

📈 สถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก

ตลาดกำลังรอความชัดเจนเกี่ยวกับโอไมครอน ทั้งความทนทานต่อวัคซีนในปัจจุบัน และความเร็วในการแพร่เชื้อเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลต้า โดยสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การแพร่ระบาดครั้งใหม่อาจนำไปสู่การล็อกดาวน์ที่จะไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และไปจุดชนวนสภาวะ Stagflation หรือ การที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง

สำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุด นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า GDP ไตรมาสแรกของปีหน้าจะขยายตัวเพียง 2% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.5% และทำให้การเติบโตของ GDP ปี 2022 ลดลงเหลือ 4.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.6%

📈 โควิดจะเป็นภัยคุกคามโลกไปอีกหลายปี

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หากโควิดสายพันธุ์โอไมครอนไม่ได้มีความรุนแรงอย่างที่ทั่วโลกกังวล อย่างไรก็ตาม การอุบัติขึ้นของโอไมครอนเป็นเครื่องย้ำเตือนแก่ทั้งโลกว่า โควิดจะยังเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกไปอีกหลายปี

Alicia Herrero หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจาก Natixis SA เชื่อว่า เศรษฐกิจโลกยังไม่อยู่ในสภาวะ Stagflation อย่างไรก็ตาม หากในอีก 1 ปีข้างหน้า การเดินทางข้ามประเทศยังไม่กลับสู่สภาวะปกติ และโลกไม่สามารถก้าวผ่านปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานได้ เศรษฐกิจโลกอาจไปอยู่ในจุดนั้นจริงๆ

📈 ผู้เชี่ยวชาญชี้ผลกระทบน้อยกว่าครั้งก่อนๆ

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อมั่นว่าผลกระทบจากโอไมครอนจะไม่รุนแรงเท่าก่อนหน้านี้ ด้วยอุปทานวัคซีนจำนวนมาก และความยืดหยุ่นในการปรับตัวที่มีมากขึ้น ทำให้รัฐบาลในเกือบทุกประเทศยกเว้นจีนไม่ต้องการกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง

Rob Subbaraman หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดโลกของ Nomura กล่าวว่า ภาคธุรกิจและครัวเรือนเริ่มปรับตัวต่อมาตรการต่างๆ ได้แล้ว ทำให้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อนๆ ขณะที่จีนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการจัดการการแพร่ระบาดแบบสุดโต่งอาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจในระยะยาว

📈 ความท้าทายในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ

ความท้าทายของผู้กำหนดนโยบายในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญผลกระทบจากการแพร่ระบาดมาเป็นเวลานานคือ ทางเลือกที่จำกัด เนื่องจากได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ไปแล้วในปีที่ผ่านมา

มีเพียงธนาคารไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้วยังคงอยู่ที่ระดับใกล้ 0 นั่นหมายถึง ‘กระสุน’ หรือช่องว่างในการใช้นโยบายต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทบไม่มีแล้ว โดยเฉพาะในเวลาที่รัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้ที่สูงอยู่แล้ว

Mickey Levy หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Berenberg Capital Markets กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของโอไมครอนอาจทำให้เฟดชะลอความเร็วในการ QE Tapering ลง รวมถึงเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป โดยข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สเดิมพันว่า Fed จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกจนกว่าจะถึงเดือน ก.ค. 2022 ซึ่งช้ากว่าคาดการณ์เดิม

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-11-29/economists-wargame-how-omicron-will-impact-the-global-recovery?sref=e4t2werz  

 ——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

planet 46
รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

ใครว่าการลงทุนต้องใช้เงินเยอะเสมอไป? เพราะเงินเพียง 1,000 บาท ก็สามารถซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA หรือ FPICK ได้แล้ว! จะมีกองทุนไหนบ้างที่เราคัดมาแบบเน้น ๆ ติดตามได้ในบทความนี้

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

หุ้นเวียดนาม

PRINCIPAL VNEQ-A

นโยบายกองทุน: ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลัก ในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รวมทั้งหุ้นอื่นใดที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องและ/หรือที่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม และ/หรือหุ้นของผู้ประกอบการเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น และ/หรือกองทุนรวมอื่นที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น และ/หรือกองทุนรวม ETF หุ้นต่างประเทศที่เน้นลงทุนในหุ้นประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

รายชื่อทรัพย์สิน 5 อันดับแรกที่กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A ลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: PRINCIPAL VNEQ-A Fund Factsheet

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/PRINCIPAL%20VNEQ-A/performance

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศเวียดนาม, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.6066% / Front-end Fee – 1.50% / รวม – 2.3296%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน PRINCIPAL VNEQ-A คลิก

หุ้นไทย

TSF-A

นโยบายกองทุน: ลงทุนในหุ้นไทยพื้นฐานดีที่ผ่านการคัดสรรจากผู้จัดการกองทุน โดยใช้นโยบายการลงทุนแบบเชิงรุก เน้นเลือกลงทุนเพียง 10-15 ตัว และมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกองทุน TSF-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

หุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุน TSF-A ลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/TSF-A/portfolio

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน TSF-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/TSF-A/performance

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากความผันผวนของผลการดำเนินงาน (SD) 15-25% 

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.769459% / Front-end Fee – 1.05% / รวม – 1.9080%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน TSF-A คลิก

หุ้นเทคโนโลยี

KFGTECH-A

นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV – Global Technology Equity Fund (Class Q) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KFGTECH-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาหรือใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยเน้นบริษัทที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีทั่วโลกซึ่งรวมถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

Top 10 Holdings ของ T. Rowe Price Funds SICAV – Global Technology Equity Fund  (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: Global Technology Equity Fund Factsheet

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน KFGTECH-A (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/KFGTECH-A/performance

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Internet และ Software และประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ประมาณ 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 0.9630% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.1635%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน KFGTECH-A คลิก

หุ้น Healthcare

K-GHEALTH(UH)

นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund, Class A (USD)เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน K-GHEALTH(UH) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 7

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นบริษัทที่ประกอบธุรกิจดูแลสุขภาพทั่วโลกไม่น้อยกว่า 67% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

Top 10 Holdings ของ JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: https://am.jpmorgan.com/gb/en/asset-management/adv/products/jpm-global-healthcare-a-acc-usd-lu0432979614#/portfolio

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน K-GHEALTH(UH) (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/K-GHEALTH(UH)/performance

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Pharmaceutical, Biotechnology และ Medtech, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.2840% / Front-end Fee – 1.50% / รวม – 1.4564%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน K-GHEALTH(UH) คลิก

หุ้นทั่วโลก

K-CHANGE-A(A)

นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Positive Change Fund – Class B (GBP)​​ เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน K-CHANGE-A(A) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ต่อสังคมโดยรวม หรือสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา ความเท่าเทียมทางสังคม คุณภาพของระบบการดูแลสุขภาพ และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  โดยมีการลงทุนแบบกระจุกตัวในหุ้นของบริษัททั่วโลกประมาณ 25-50 หุ้น​

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

Top 10 Holdings ของ Baillie Gifford Positive Change Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: https://www.bailliegifford.com/en/uk/individual-investors/funds/positive-change-fund/

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน K-CHANGE-A(A) (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/K-CHANGE-A(A)/performance

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Health Care และประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน ไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.2840% / Front-end Fee – 1.50% / รวม – 1.3736%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน K-CHANGE-A(A) คลิก

ONE-UGG-RA

นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund – Class B (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ONE-UGG-RA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งในระยะยาว ในหุ้นที่พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง พิจารณาคัดเลือกหุ้นแบบรายตัวจำนวน 30 ถึง 60 หลักทรัพย์จากทีมผู้จัดการกองทุน โดยไม่เจาะจงในหมวดอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง และประเทศได้ประเทศหนึ่ง และบริษัทที่กองทุนเข้าลงทุนต้องมีมูลค่าตลาดเกินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ลงทุน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

Top 10 Holdings ของ Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: https://www.bailliegifford.com/en/ireland/professional-investor/funds/worldwide-long-term-global-growth-fund/

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน ONE-UGG-RA (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/ONE-UGG-RA/performance

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology), และประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 0.856% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.286% / รวม – 1.1556%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน ONE-UGG-RA คลิก

หมายเหตุ: ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในกองทุน KFGG-A ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากมีกองทุนหลัก (Master Fund) เดียวกันกับกองทุน ONE-UGG-RA

ซื้อกองทุน KFGG-A คลิก

หุ้นสหรัฐฯ

K-USA-A(A)

นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares​​ (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน K-USA-A(A) จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

Top 10 Holdings ของ Morgan Stanley US Advantage Fund (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: https://www.morganstanley.com/im/en-ch/intermediary-investor/funds-and-performance/morgan-stanley-investment-funds/equity/us-advantage.html

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน K-USA-A(A) (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/K-USA-A(A)/performance

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology และ Communication Services และประเทศสหรัฐอเมริกา, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน ไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.2840% / Front-end Fee – 1.50% / รวม – 1.3789%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 500 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท

ซื้อกองทุน K-USA-A(A) คลิก

หุ้นจีน

KT-ASHARES-A

นโยบายกองทุน: ลงทุนในกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares Class PT (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KT-Ashares-A จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนโดยเน้นการเติบโตของมูลค่าเงินทุนระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้น A-Shares ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่น้อยกว่า 70% ของ NAV

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

Top 10 Holdings ของ Allianz Global Investors Fund – Allianz China A-Shares (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2564)
ที่มา: https://lu.allianzgi.com/en-gb/our-funds/funds/list/allianz-china-a-shares-pt-usd

รู้หรือไม่? เงินแค่ 1,000 บาท ก็ซื้อกองทุนแนะนำจาก FINNOMENA ได้!

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน KT-Ashares-A (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/KT-Ashares-A/performance

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีน, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ประมาณ 50-100% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.0700% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.319145%

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ซื้อกองทุน KT-Ashares-A คลิก

.

ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังจาก FINNOMENA FUND สามารถกรองการจัดอันดับได้เอง พร้อมข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ FINNOMENA Fund Filter

อัปเดตตัวเลข วันที่ 29 .. 2564: KFGTECH-A, ONE-UGG-RA, K-CHANGE-A(A), K-USA-A(A), KT-Ashares-A
อัปเดตตัวเลข วันที่ 30 .. 2564: PRINCIPAL VNEQ-A, TSF-A

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในประเทศและอุตสาหกรรมที่ลงทุน  ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: KUB-JFIN-SIX ร่วงยกแผง เหรียญไทยโดนทุบหลัง All Time High ต่อเนื่อง จับตาการปลดล็อก KUB 2.4 ล้านเหรียญ พรุ่งนี้

THE OPPORTUNITY
News Update: KUB-JFIN-SIX ร่วงยกแผง เหรียญไทยโดนทุบหลัง All Time High ต่อเนื่อง จับตาการปลดล็อก KUB 2.4 ล้านเหรียญ พรุ่งนี้

หลังเดินหน้าทำ All Time High อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เหรียญคริปโทฯ สัญชาติไทยอย่าง Bitkub Coin (KUB), JFIN Coin (JFIN) และ Six Coin (SIX) ร่วงยกแผง หลังเผชิญแรงเทขายทำกำไรของเหล่านักลงทุน

โดยเริ่มมีแรงเทขายในทั้ง 3 เหรียญ ตั้งแต่ช่วงเวลา 8:45 น. เช้าวันนี้ (30 พ.ย.)

📈 เหรียญ KUB ร่วงมาอยู่จุดต่ำสุดของวันที่ราคา 150 บาท จากระดับ All Time High ที่ 500 บาท หรือประมาณ -67% โดยราคาล่าสุด ณ เวลา 12:00 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 330 บาท

📈 เหรียญ JFIN ร่วงมาอยู่จุดต่ำสุดของวันที่ราคา 88 บาท จากระดับ All Time High ที่ 248 บาท หรือประมาณ -54% โดยราคาล่าสุด ณ เวลา 12:00 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 140 บาท

📈 เหรียญ SIX ร่วงมาอยู่จุดต่ำสุดของวันที่ราคา 6.1 บาท จากระดับ All Time High ที่ 19.8 บาท หรือประมาณ -52% โดยราคาล่าสุด ณ เวลา 12:00 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 11 บาท

ล่าสุด Bitkub ประกาศความร่วมมือกับ ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป’ สร้างปรากฎการณ์แห่งเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก Globalization, Digitalization และ Tourism เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนและท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย

อีกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา คือ การปลดล็อกเหรียญ KUB จำนวน 2.4 ล้านเหรียญในวันพรุ่งนี้ (1 ธ.ค.) จากกิจกรรมล็อคเหรียญเพื่อรับผลตอบแทนเป็นเหรียญ KUSDT และ KBTC ของ Bitkub ที่คิดเป็นมูลค่าประมาณ 720 ล้านบาท ซึ่งสร้างความกังวลแก่นักลงทุนว่าราคาเหรียญอาจร่วงอย่างรุนแรงหากเหรียญที่ปลดล็อกจำนวนมากถูกเทขาย

ที่มา: TradingView และ Bitkub

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/11/2021 “ประเมินผลกระทบ ‘โอไมครอน’ ต่อโลกเศรษฐกิจ-การลงทุน 10 สถาบันการเงินแนะนำลงทุนต่อ” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY
FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/11/2021 “ประเมินผลกระทบ ‘โอไมครอน’ ต่อโลกเศรษฐกิจ-การลงทุน 10 สถาบันการเงินแนะนำลงทุนต่อ” พร้อมสรุปเนื้อหา

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 30/11/2021

“ประเมินผลกระทบ ‘โอไมครอน’ ต่อโลกเศรษฐกิจ-การลงทุน 10 สถาบันการเงินแนะนำลงทุนต่อ”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 35,135.94 +236.60 จุด (+0.68%) S&P500 ปิดที่ 4,655.27 +60.65 จุด (+0.17%) Nasdaq 15,782.83 ปิดที่ +291.18 จุด (+1.88%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,240.51 -5.43 จุด (-0.24%) VIX index อยู่ที่ 22.96 (-19.78%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,109.51 +19.93 จุด (+0.49%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 15,280.86 +23.82 จุด (+0.16%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 6,776.25 +36.52 จุด (+0.54%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,283.92 -467.70 (-1.63%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,851.42 -8.70 จุด (-0.18%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 23,852.24 -228.28 จุด (-0.95%) และ SET Index ปิดที่ 1,589.69 -20.92 จุด (-1.30%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 30 พ.ย. 2564) ราคาทองคำ 1,790.40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 23.265 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 70.63 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 73.66 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 30 พ.ย. 2564) Bitcoin 57,048.2 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 4,429.54 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.222615 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance Coin 617.70 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคาน้ำมันในเดือนพฤศจิกายนนี้ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020

WHO ออกมาเตือนว่า ไวรัสสายพันธ์ ‘โอไมครอน’ มีโอกาสสูงที่จะแพร่กระจายไปทั่วโลก เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ รีบฉีดวัคซีน และเตรียมมาตรการที่เข้มงวด ปัจจุบันพบไวรัสสายพันธุ์นี้แพร่กระจายใน 13 ประเทศ

คาดการณ์ GDP โลก (รวบรวมข้อมูลจาก Bloomberg) ปี 2021 เติบโต 5.8% และปี 2022 เติบโต 4.4%

คาดการณ์ประธาน FED จะออกมาแสดงความกังวลของไวรัสสายพันธุ์ ‘โอไมครอน’ ว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาด้านซัพพลายเชน ซึ่งที่สุดแล้วอาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าและเงินเฟ้อให้ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกมีโอกาสเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่

10 สถาบันการเงินเชื่อว่าตลาดกังวลไวรัสสายพันธุ์ ‘โอไมครอน’ มากเกินไป

UBS เชื่อว่าสถานการณ์จะเหมือนกับที่เคยผ่านมา แนะนำลงทุนในหุ้นต่อไป

Blackrock ยังชอบและแนะนำลงทุนในหุ้นต่อไป แต่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจจะก่อให้เกิดการปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP หรือยอดขายในอนาคต โดยเฉพาะภาคบริการ

Eric Sturdza แนะนำกลยุทธ์ Barbell แนะนำให้หลีกเลี่ยงกลุ่มสายการบิน และกลับมามองกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก WFH

HSBC Global Research มองว่าความผันผวนในสัปดาห์ก่อนเป็นความผันผวนระดับปกติ และสร้างโอกาสในการลงทุน หุ้น Euro Stoxx 50 – 600 มีการฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ทำให้มีโอกาสที่หุ้นสหรัฐฯ จะ outperform ได้

Kingswood Capital Management ยังชอบการลงทุนในหุ้น แต่ในจังหวะปรับฐานไม่แนะนำซื้อเพิ่ม ให้ถือลงทุนต่อ

Bantleon Bank AG ยังอยู่ในโหมด wait and see เนื่องจากพอร์ตการลงทุนถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว

eToro มองว่า risk – reward ยังประเมินได้ยาก โดยเฉพะหุ้นรายตัวว่าจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์ครั้งนี้หรือไม่ และหุ้นหลายตัวมีมูลค่าแพงกว่าก่อนที่จะมีการแพร่ระบาด แนะนำลงทุนอย่างระมัดระวัง

Carmignac มองว่าทำให้ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลงมากขึ้น และการบริโภคในสหรัฐฯ ชะลอ รวมถึงกระทบต่อการจ้างงานเล็กน้อย และจะลดสัดส่วนเฉพาะธีม reopening ในเรื่องของการท่องเที่ยวและการค้าขาย ขณะที่กลุ่มอื่นยังอยู่ในระหว่างรอดูสถานการณ์

Adams Funds มองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างน่ากังวล แต่การปรับตัวลดลงของสัปดาห์ก่อน เกิดจากการซื้อขายของ algorithm ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง แนะนำลงทุนต่อ โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มเทคโนโลยี

Nissan เปิดแผนการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์หสรัฐฯ มีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 23 รุ่น ในอีก 10 ปีข้างหน้า และวิสัยทัศน์ระยะยาวตั้งใจว่าจะมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของรถยนต์ Nissan ที่ขายทั่วโลก

Jack Dorsey ประกาศลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Twitter เพื่อใช้เวลากับ Bitcoin เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่จะขึ้นมาเป็น CEO แทน คือ Parag Agrawal ซึ่งเป็น CTO คนปัจจุบัน โดย Jack Dorsey ยังอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการบริหารจนสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในการประชุมผู้ถือหุ้นปีหน้า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำถือหุ้น Twitter ราคากลางอยู่ที่ 69.46 เหรียญดอลลาร์หสรัฐฯ

ราคา cryptocurrency ของไทยหลาย เช่น KUB, SIX และ JFIN มีการเคลื่อนไหวผันผวนมาก

งานสัมมนารวมพลคนลงทุน 2021

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป “แกะพอร์ตกองทุน สำหรับนักรบ DIY สายรักษ์โลก” รับชมผ่านเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน

แจกสไลด์ รายการ THE OPPORTUNITY – “ปรับพอร์ตกลยุทธ์การลงทุนรับมือ โอไมครอนป่วนตลาดโลก”

FINNOMENA

 

รับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ >>> https://youtu.be/1LNs3-UK_vc

กิจกรรมสุดปังส่งท้ายปลายปี ส่งต่อถึงเมลของคุณ สำหรับใครที่กำลังมองหาการลงทุนที่สามารถลดหย่อนภาษีด้วยต้องไม่พลาด แค่เป็นสมาชิกของ FINNOMENA ก็รับไปเลย E-Book กองทุน SSF-RMF คู่มือที่จะมาตอบโจทย์ในการวางแผนลดหย่อนภาษี

เพียงแค่ทำตามกติกาดังต่อไปนี้
1. กดติดตาม (Subscribe) ช่อง YouTube : FINNOMENA (
https://finno.me/subscribe)
2. แคปภาพที่กดติดตาม (Subscribe) ช่อง YouTube : FINNOMENA และกรอกอีเมลที่ใช้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ FINNOMENA ใน Link >>> https://finno.me/activity2 ให้ครบถ้วน

แจก E-Book กองทุน SSF-RMF ให้กับทุกคนที่ทำถูกกติกา
สามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 29 .. – 16 .. 2564

News Update: Jack Dorsey สละตำแหน่ง CEO ทวิตเตอร์ พร้อมทุ่มเวลาให้ Bitcoin เตรียมพัฒนาแอป Defi ให้ Square

THE OPPORTUNITY
News Update: Jack Dorsey สละตำแหน่ง CEO ทวิตเตอร์ พร้อมทุ่มเวลาให้ Bitcoin เตรียมพัฒนาแอป Defi ให้ Square

‘Jack Dorsey’ ประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Twitter ในคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) ระบุบริษัทมีความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีผู้ก่อตั้ง นั่นหมายความว่า เขาจะมีเวลามากขึ้นให้กับ Square ธุรกิจชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล ที่เขาก่อตั้งและดำรงตำแหน่งซีอีโอ

Jack Dorsey จะยังคงอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการบริหารจนถึงการประชุมผู้ถือหุ้นปีหน้า และได้เลือก Parag Agrawal CTO คนปัจจุบันของ Twitter มาดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของบริษัท โดยได้ส่งอีเมลถึงพนักงานในบริษัทว่า เขามั่นใจในอนาคตของ Twitter ภายใต้การทำงานและศักยภาพของพนักงานทุกคน

เมื่อคืนนี้ (29 พ.ย.) ราคาหุ้น Twitter ปรับตัวลง 2.74% โดยตั้งแต่ต้นปี ราคาหุ้น Twitter ปรับตัวลงมาแล้วกว่า 16.05% ขณะที่ราคาหุ้น Square ปรับเพิ่มขึ้น 0.37% โดยราคาหุ้น Square ลดลง 3.75% ตั้งแต่ต้นปี

Jack Dorsey เป็นแฟนตัวยงของ Bitcoin มาอย่างยาวนาน และมองว่า Bitcoin เป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตพื้นฐานที่ไม่ถูกควบคุม หรือได้รับอิทธิพลจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้ในงานประชุมขนาดใหญ่เมื่อเดือน มิ.ย. 2021 เขากล่าวกับฝูงชนว่า ถ้าไม่ได้ทำงานที่ Twitter หรือ Square เขาจะใช้เวลาไปกับ Bitcoin

สำหรับ Jack Dorsey การกระจายอำนาจบนโลกอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องสำคัญ เขาเป็นผู้ริเริ่มในการระดมทุนโครงการ Bluesky ของ Twitter ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ สามารถสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น โดย Parag Agrawal ซีอีโอคนใหม่ของ Twitter จะเป็นผู้สานต่อวิสัยทัศน์ดังกล่าว

Jack Dorsey ยังเป็นผู้นำแนวคิดที่ทำงานแบบกระจายศูนย์ โดย Twitter เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่อนุญาติให้พนักงานสามารถเลือกทำงานที่บ้านได้อย่างไม่มีกำหนดท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

Tom Lee หัวหน้าฝ่ายวิจัยที่ Fundstrat Global Advisors กล่าวว่า การลงจากตำแหน่งของ Jack Dorsey จะส่งผลให้ตลาดคริปโทฯ อยู่ในขาขึ้น เพราะตอนนี้นวัตกรรมคริปโทฯ ยังมีเงินทุนมาจัดสรรไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องพึ่งคนอย่าง Jack Dorsey เพื่อการโฟกัสอย่างจริงจัง

ผู้คนคาดหวังว่าจะได้เห็นโปรเจกต์เกี่ยวกับคริปโตฯ มากขึ้นใน Square โดยในปีที่แล้วบริษัทได้เปิดตัว Cryptocurrency Open Patent Alliance (COPA) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวบรวมสิทธิบัตรต่างๆ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมคริปโทฯ

เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา Square ระบุว่า กำลังทุ่มเทกับธรุกิจใหม่ในการสร้างแอปพลิเคชั่น DeFi สำหรับ Bitcoin โดย Jack Dorsey อธิบายว่าแอปดังกล่าว เป็นแพลตฟอร์มนักพัฒนาแบบเปิดที่มีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียวคือ การสร้างบริการทางการเงินที่ไม่ถูกคุมขัง ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาต และมีการกระจายอำนาจ

ล่าสุด ในเดือน ต.ค. Square กล่าวว่า บริษัทอาจเข้าสู่ธุรกิจการขุด Bitcoin โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัทได้เผยแพร่เอกสารไวท์เปเปอร์ที่ระบุแผนการเปิดตัว tbDEX ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจสำหรับการซื้อขายคริปโทฯ นอกจากนี้ Square ยังกำลังสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบ Hardware Wallet เพื่อทำให้ Bitcoin กลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2021/11/29/jack-dorseys-twitter-departure-means-more-time-for-bitcoin-passion.html 

https://www.voathai.com/a/twitter-founder-jack-dorsey-reportedly-stepping-down/6332041.html

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตลดยุโรป ลดความเสี่ยงโควิด

FINNOMENA Investment Team
ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตลดยุโรป ลดความเสี่ยงโควิด

เช้าวันที่ 26 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา มีรายงานพบเชื้อไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ Omicron (B.1.1.529) ครั้งแรกที่ประเทศแอฟริกาใต้ พร้อมด้วยผู้ติดเชื้อ 2 ราย ที่ฮ่องกงในระหว่างการกักตัวซึ่งแยกห้องกันอยู่ สอดคล้องกับรายงานข่าวที่ระบุว่า COVID-19 สายพันธุ์ดังกล่าวแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ Delta และมีโอกาสที่จะกลายพันธุ์ได้มากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้หลบภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนและการตรวจหาเชื้อไวรัสได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดแบบเข้มงวดได้อีกครั้ง ขณะที่ยอดการเข้ารักษาในโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิตนั้นยังเร็วเกินกว่าที่จะสรุปได้

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตลดยุโรป ลดความเสี่ยงโควิด

รูปที่ 1 จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจาก COVID-19 รายวันในยุโรป
Source : FINNOMENA, Bloomberg As of 25/11/2021 

ซึ่งในภูมิภาคยุโรปนั้นแพร่ระบาดเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่อย่าง เยอรมนี, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ซึ่งผ่อนคลายการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 สู่ระดับใกล้เคียงปรกติ สร้างความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เมื่อประกอบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ข้างต้น ทำให้ยุโรปเป็นภูมิภาคมีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดเหนือภูมิภาคอื่น ๆ 

เมื่อพิจารณาพอร์ตการลงทุนของ FINNOMENA อาทิ GIF, GAR, GCP และ TOP5 พบว่า พอร์ตการลงทุนดังกล่าว ได้สะท้อนมุมมองการลงทุนของ FINNOMENA ในระยะกลางที่เชื่อว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ยังมีความน่าสนใจในการลงทุนจากอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่นที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบ และการอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจที่ยังขยายตัว แม้ในอัตราที่ต่ำลง แต่ยังคงช่วยหนุนให้หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้เหนือสินทรัพย์อื่น

อย่างไรก็ตามเพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในภาพรวม FINNOMENA Investment Team แนะนำลดสัดส่วนการลงทุน K-EUSMALL ในฐานะที่มีความอ่อนไหวต่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 มากที่สุด และเข้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรอโอกาสการลงทุนต่อไปในอนาคต

FINNOMENA Recommended

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตลดยุโรป ลดความเสี่ยงโควิด

แนะนำลดสัดส่วน K-EUSMALL 20% (ทั้งหมด) เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFSMART 20%

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตลดยุโรป ลดความเสี่ยงโควิด

แนะนำลดสัดส่วน K-EUSMALL 5% (ทั้งหมด) เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFSMART 5%

ถึงเวลาปรับพอร์ต: ปรับพอร์ตลดยุโรป ลดความเสี่ยงโควิด

แนะนำลดสัดส่วน K-EUSMALL 10% (ทั้งหมด) เพิ่มสัดส่วนการลงทุน KFSMART 10%

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัว ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

News Update: อัพเดทล่าสุด ‘โอไมครอน’ ถูกตรวจพบแล้ว 13 พื้นที่ทั่วโลก

THE OPPORTUNITY
News Update: อัพเดทล่าสุด ‘โอไมครอน’ ถูกตรวจพบแล้ว 13 พื้นที่ทั่วโลก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาล และรายงานข่าวในพื้นที่ พบว่า ล่าสุด เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ‘โอไมครอน’ ถูกตรวจพบแล้ว 13 พื้นที่ทั่วโลก ดังนี้

แอฟริกาใต้: ผลการตรวจแบบ PCR เบื้องต้น พบว่าผู้ติดเชื้อโควิด 1,100 ราย ในสัปดาห์ที่ผ่ามา มีจำนวน 90% หรือประมาณ 1,000 ราย ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ‘โอไมครอน’

🇧🇼บอตสวานา: พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 19 ราย

🇬🇧สหราชอาณาจักร: พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 3 ราย มีความเชื่อมโยงจากการเดินทางจากแอฟริกาใต้

🇩🇪เยอรมนี: พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย เดินทางมาที่สนามบินมิวนิกจากแอฟริกาใต้

🇳🇱เนเธอร์แลนด์: พบผู้ติดเชื้อ 13 ราย ในกลุ่มผู้ที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้

🇩🇰 เดนมาร์ก: พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย เดินทางมาจากแอฟริกาใต้

🇧🇪เบลเยียม: พบผู้ติดเชื้อ 1 ราย

🇮🇱อิสราเอล: พบผู้ติดเชื้อ 1 ราย และอีก 1 ราย อยู่ระกหว่างการกักตัว

🇮🇹อิตาลี: พบผู้ติดเชื้อ 1 ราย เดินทางไปทั่วประเทศ ก่อนได้รับการตรวจพบเชื้อ

🇨🇿สาธารณรัฐเช็ก: พบผู้ติดเชื้อ 1 ราย

🇭🇰ฮ่องกง: พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย ในโรงแรมกักตัว

🇦🇺ออสเตรเลีย: พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย ในรัฐนิว เซาท์ เวลล์ ที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้

🇨🇦แคนาดา: พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย เดินทางมาจากไนจีเรีย

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/asia?sref=e4t2werz

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

วิกฤติตลาดหุ้นและการฟื้นตัว

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
วิกฤติตลาดหุ้นและการฟื้นตัว

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา 37.85 จุดหรือลดลง 2.3% และเป็นการปรับตัวลงแรงตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ลดลงมาในระดับเดียวกัน อย่างเช่นดัชนีดาวโจนส์ที่ลดลงมา 2.53% และดัชนีนิกเคอิก็ลดลงมา 2.53% เท่ากันพอดี  การลดลงในลักษณะคล้าย  ๆ  กับ  “แพนิก” หรือตกใจนั้น  นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่าเป็นเพราะนักลงทุนหวั่นวิตกว่าโรคโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ที่อาจจะร้ายแรงจนวัคซีนที่มีอยู่อาจจะไม่สามารถป้องกันได้ซึ่งอาจจะทำให้ต้องปิดเมืองกันทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง  บางคนก็เสริมว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของสหรัฐอาจจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด  ดังนั้นนักลงทุนจึงเทขายหุ้นกันจนกลายเป็นแพนิก  แต่สิ่งที่นักลงทุนกลัวจริง ๆ  นั้นน่าจะอยู่ที่ว่ามันจะนำไปสู่การตกลงของหุ้นจนอาจจะเป็นวิกฤติในช่วงต่อไปมากกว่า  เพราะเหตุผลที่หุ้นจะลดลงต่อเนื่องและรุนแรงในระดับที่เป็นวิกฤตินั้นมีอยู่แล้วนั่นก็คือ  หุ้นมีราคาปรับขึ้นไปสูงมากเป็น  “All Time High” อานิสงค์สำคัญก็คือ สภาพคล่องทางการเงินล้นทั่วโลก และนี่ก็ใกล้วันที่จะมีการดูดเม็ดเงินกลับซึ่งจะทำให้สภาพคล่องลดลงต่อเนื่อง  ว่าที่จริงจะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือไม่  โอกาสที่หุ้นจะตกหนักก็มีอยู่แล้ว  ลองมาดูประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวิกฤติของตลาดหุ้นกัน

ผมจะใช้ตลาดหุ้นสหรัฐย้อนหลังไปประมาณ 20 ปีและเริ่มจากวิกฤติหุ้นไฮเทคในปี 2000  ซึ่งก็ก่อให้เกิดวิกฤติไปทุกตลาดรวมถึงหุ้นในดัชนีดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นยักษ์และหุ้นในดัชนี S&P ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นหลัก ๆ ทั้งประเทศของสหรัฐ  สิ่งที่ผมพบนั้นน่าสนใจในแง่ที่ว่าวิกฤตินั้นมักจะเกิดขึ้นตอนที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงสุด  ตลาดหุ้นร้อนแรงแบบ “ลุกเป็นไฟ” ซึ่งก็เป็นภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบัน นอกจากนั้น ผมก็จะแสดงให้เห็นการฟื้นตัวหลังวิกฤติทุกครั้งที่ดัชนีตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นไปต่อเนื่องยาวนานจนถึง Peak หรือถึงจุดสุดยอดอีกครั้งก่อนที่จะเกิดวิกฤติตามมา ส่วนเรื่องสาเหตุหรือเหตุผลที่ก่อให้เกิดวิกฤตินั้น เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตอนนั้น ที่นักวิเคราะห์ก็มักจะสรุปเอาว่าเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤติหลังจากที่หุ้นถล่มลงไปแล้ว  แต่สำหรับผมเอง  ลึก ๆ  แล้ว  ผมคิดว่าบางทีสิ่งที่พูดนั้นมันคล้าย  ๆ  กับเป็น  “แพะ” ไม่ได้เป็นคนทำให้เกิดขึ้นแต่บังเอิญ “โผล่” ออกมาตอนนั้น

วิกฤติแรกก็คือวิกฤติหุ้นไฮเทคนั้นเกิดขึ้นเมื่อดัชนีแนสแด็กขึ้นถึงจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 ที่ประมาณ 7,651 จุด  หลังจากนั้นดัชนีก็ปรับตัวลงมาอย่างแรง  ใช้เวลาประมาณ 2 ปี 7 เดือนก่อนที่จะถึงจุดต่ำสุดในเดือนกันยายน 2002 ที่ดัชนี 1,791 จุด  และเป็นการปรับตัวลดลงถึง 77%  หุ้นไฮเทคที่ร้อนแรงแม้แต่หุ้นอย่างแอมะซอนก็ตกลงไปกว่า 90% เป็น “หายนะ” ก่อนที่จะกลายเป็นหุ้นยักษ์ในวันนี้

ดัชนีหุ้น S&P หรือก็คือตลาดหุ้นโดยรวมไม่ได้ตกลงตามทันทีแต่กลับขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2000 ที่ 2,430 จุดก่อนที่จะตกลงมาอย่างแรงเป็นวิกฤติตามมาจนเหลือแค่ 1,246 จุดในเดือนกันยายน 2002 หรือลดลงถึง 48% ในช่วงเวลา 2 ปี 1 เดือน  ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ในดัชนีดาวโจนส์นั้นพีกไปก่อนตั้งแต่เดือนธันวาคม 1999 ที่ 18,890 จุด และตกลงมาต่อเนื่องจนถึง “พื้น” ที่ 11,600 จุดหรือลดลง 39% ในเดือนกันยายน 2002 ใช้เวลาในการตกลงมาประมาณ 2 ปี 9 เดือน  ข้อสรุปก็คือ  ในยามวิกฤตินั้น  หุ้น “เก็งกำไรตัวเล็ก”  ซึ่งมักจะ “โตเร็ว” เวลาวิกฤติจะตกหนักที่สุด  หุ้นตัวใหญ่มั่นคงจะตกน้อยที่สุด  และการตกลงมานั้นมักจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี  โดยที่หุ้นทุกประเภทจะลงมาที่จุดต่ำสุดพร้อม ๆ  กันเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่หุ้นขึ้นถึงจุดสูงสุดก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

หลังจากหุ้นทั้งหมดตกลงไปถึงพื้นในเดือนกันยายน 2002 หุ้นทุกกลุ่มก็เริ่มฟื้นตัวพร้อม ๆ  กันและดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ  ดัชนีแนสแด็กปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 5 ปี 1 เดือนจนถึงเดือนตุลาคม 2007 ที่ 3,785 ซึ่งเป็นจุดสูงสุด  หรือเป็นการปรับขึ้นถึง 111% ให้ผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 15.9% ซึ่งถือว่าดีเยี่ยม  แต่แล้วหลังจากนั้นหุ้นก็ถล่มเพราะ “วิกฤติซับไพร์ม”  ดัชนี S&P ก็พีกในเดือนตุลาคม 2007 เช่นเดียวกันที่ 2,051 จุด ปรับเพิ่มขึ้นถึง 65% ในเวลา 5 ปี 1 เดือนหรือให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10.3% ไม่เลวเลย  ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์นั้นพีกไปก่อนเล็กน้อยในเดือนกันยายน 2007 ที่ 18,440 จุด เพิ่มขึ้น 59% ในช่วงเวลา 5 ปีหรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 9.7% ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ใช้ได้เมื่อเทียบกับการเป็นบริษัทขนาดยักษ์ที่มั่นคงมากในการลงทุนสำหรับคนทั่วไป

วิกฤติซับไพร์มของปี 2008 นั้น  ทำให้ดัชนีแนสแด็กตกลงมาอย่างแรงและต่อเนื่องจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ดัชนีลดลงเหลือเพียง 1,795 จุด คิดเป็นการตกลงมาถึง 53% ในเวลา 1 ปี 4 เดือน   ส่วนของ S&P ดัชนีก็ตกถึงพื้นพร้อมกันในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ที่ 958 จุด หรือลดลง 53% เท่ากันพอดี ในช่วงเวลา 1 ปี 4 เดือนเช่นเดียวกัน  ในด้านของดาวโจนส์เองนั้น  ดัชนีตกลงมาเหลือ 9,203 จุดหรือลดลง 50% ในช่วงเวลา 1 ปี 5 เดือน  ข้อสรุปก็คือ  หุ้นใหญ่ก็ยังตกน้อยกว่าหุ้นเล็กแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้น้อยกว่ามาก  ในขณะที่ช่วงเวลาหุ้นพีคและตกลงถึงพื้นนั้นแทบจะตรงกันหมดและลดลงเมื่อเทียบกับอดีต นี่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าวิกฤติซับไพร์มนั้นรัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลืออัดสภาพคล่องเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมหาศาลเทียบกับวิกฤติครั้งก่อน ๆ ซึ่งทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติเร็วขึ้นและทำให้ธุรกิจและหุ้นฟื้นตัวแรงและเร็วกว่าที่ควรจะเป็นมาก

ดัชนีแนสแด็กปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานหลังซับไพร์มจนถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ที่ 9,810 จุด คิดเป็นการปรับตัวขึ้นถึง 447% ในเวลา 10 ปี 11 เดือน ให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละประมาณ 16.8% และต้องเรียกว่าเป็น  “ทศวรรษทอง” ของหุ้นไฮเทคโดยเฉพาะที่เป็นดิจิทัล   ส่วนของดัชนี S&P เองก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นกันและไปพีกที่เดือนธันวาคม 2019 ที่ 3,476 จุด หรือเพิ่มขึ้น 263% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 12.6%  ในช่วงเวลา 10 ปี 10 เดือน  ในเวลาเดียวกัน  ดัชนีดาวโจนส์ก็ปรับตัวขึ้นใกล้เคียงกันคือไปถึงจุดสูงสุดที่ 30,707 จุดหรือเพิ่มขึ้น 234% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 11.8% ในช่วงเวลา 10 ปี 10 เดือน  และนี่ก็เป็นการยืนยันว่าหุ้นขนาดใหญ่มักจะโตช้ากว่าหุ้นที่เล็กกว่าและ/หรือเป็นธุรกิจสมัยใหม่กว่า  ส่วนหุ้นทั้งประเทศก็จะอยู่ระหว่างกลางทั้งการตกและการขึ้นของหุ้น

วิกฤติที่ตามมาหลังจากหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรงจนเป็นจุดสูงสุดในรอบล่าสุดนี้ก็เป็นอย่างที่รู้คือ  วิกฤติโควิด-19 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อโลกโดยเฉพาะอเมริกาตระหนักว่ามันเป็น  “Pandemic” คือโรคนั้นร้ายแรงและติดต่อและกระจายไปทั่วโลกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2520 ดัชนีแนสแด็กปรับตัวลดลงอย่างแรงในช่วงสั้น ๆ  30-40% อย่างไรก็ตามถ้ามองเป็นเดือนก็พบว่าดัชนีหุ้นตกลงมาถึงพื้นในเดือนมีนาคม 2520 เหลือ 8,255 จุด หรือลดลง 16% เช่นเดียวกัน  ดัชนี S&P ลดลงเหลือ 2,771 จุด  หรือลดลง 20% และดัชนีดาวโจนส์ลดลงเหลือ 23,495 จุดหรือลดลง 23% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน  แต่หลังจากนั้น  ด้วยมาตรการของรัฐบาลในการ “แจกเงินชดเชย” ให้กับประชาชนที่ต้องหยุดงานอยู่ที่บ้าน  ประกอบกับการพัฒนาของแพลตฟอร์มการเทรดหุ้นที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้อย่างสะดวกและแทบจะไม่เสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรมหาศาลในหุ้น ตลาดก็ฟื้น ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นอย่างแรงและเร็วมากจนไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะหุ้นดิจิทัลซึ่งไม่ถูกกระทบเลยจากการปิดเมือง แต่กลับได้ประโยชน์มหาศาลเมื่อคนหันมาใช้บริการของบริษัทดิจิทัลขนาดยักษ์ทั้งหลาย

ดัชนีหุ้นทุกตัวฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและปรับตัวขึ้นเป็นสถิติสูงสุดใหม่หลังตกลงมาถึงพื้นในเดือนมีนาคม 2020 เฉพาะอย่างยิ่งดัชนีแนสแด็กปรับขึ้นเป็น 15,845 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2021 คิดเป็นการเพิ่มถึง 92% ในเวลา 1 ปีกับ 7 เดือน  ดัชนี S&P ขึ้นไปเป็น 4,605 จุดหรือเพิ่มขึ้น 66% ในเวลา 1 ปี 7 เดือน  และดาวโจนส์ถึงจุดพีคในเดือนตุลาคม 2021 ที่ 35,820 จุดในช่วงเวลาเดียวกัน  นี่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นสั้นมากและฟื้นตัวเร็วมากที่สุดในประวัติศาสตร์จนแทบจะไม่เห็นเลยในเส้นกราฟที่ยาวนานหลายสิบปี  ประเด็นก็คือ   เป็นไปได้ไหมว่า วิกฤติจริง” อาจจะใกล้เกิดขึ้นอีกรอบหนึ่ง  และรอบนี้ก็อาจจะมีแพทเทิร์นหรือรูปแบบที่มักจะเกิดขึ้นในอดีตที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดจริงและใช้เวลาหลายปีก่อนที่จะฟื้นกลับมาใหม่และเติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี  เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์  และเมื่อเกิดขึ้น  จะเป็นอย่างเดิมไหมที่หุ้นโตเร็วแบบหุ้นดิจิทัลยุคใหม่จะตกหนักที่สุด

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/11/29/2595

News Update: โอไมครอน พบอาการ ‘เหนื่อย-ปวดหัว-เมื่อย’ แพทย์แอฟริกาใต้ชี้ อาการไม่รุนแรง WHO เตือนอย่าชะล่าใจ ต้องใช้เวลาวิจัย

THE OPPORTUNITY
News Update: โอไมครอน พบอาการ ‘เหนื่อย-ปวดหัว-เมื่อย’ แพทย์แอฟริกาใต้ชี้ อาการไม่รุนแรง WHO เตือนอย่าชะล่าใจ ต้องใช้เวลาวิจัย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกโรงเตือนอย่าชะล่าใจ ‘โอไมครอน’ แม้ผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้ระบุ อาการของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ใหม่นั้นไม่รุนแรง และสามารถรักษาตัวที่บ้านได้

WHO แถลงการณ์เมื่อวานนี้ (28 พ.ย.) ว่า รายงานการติดเชื้อครั้งแรกของแอฟริกาใต้เกิดขึ้นในหมู่นักศึกษา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ติดเชื้ออายุน้อยมักไม่ค่อยมีอาการรุนแรง โดยการศึกษาระดับความรุนแรงของโอไมครอนจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ และตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าอาการที่เกิดจากโอไมครอนนั้นแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ

ก่อนหน้านี้ แองเจลีค คูตซี ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้สังเกตเห็นผู้ป่วยโควิดจำนวนหนึ่งมีอาการแตกต่างจากสายพันธุ์เดลต้าในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาการเหล่านั้นไม่รุนแรง และสามารถรักษาตัวที่บ้านได้

โดยอาการหลักที่พบคือ ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยอย่างรุนแรงเป็นเวลา 2 วันติด ตามมาด้วยอาการปวดหัว และปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน แต่ไม่พบรายงานการสูญเสียกลิ่นหรือรสชาติ รวมถึงการลดลงของระดับออกซิเจนที่มักพบในผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า

แองเจลีค คูตซี กล่าวเสริมว่า ไอโมครอนถูกปั่นให้เป็นไวรัสที่อันตรายทั้งที่ยังไม่รู้ถึงระดับความรุนแรงที่แท้จริง ซึ่งแม้แต่ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับวัคซีนยังพบอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมั่นใจว่าตอนนี้ผู้คนจำนวนมากในยุโรปได้รับเชื้อโอไมครอนไปเรียบร้อยแล้ว

ข่าวเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ใหม่สร้างความผันผวนแก่ตลาดหุ้นทั่วโลกในวันศุกร์ผ่านมา (26 พ.ย.) ก่อนจะส่งสัญญาณที่สงบขึ้นเล็กน้อยในเช้าวันนี้ (29 พ.ย.) โดยตลาดหุ้นเอเชียยังคงปรับตัวลงเล็กน้อย ขณะที่ดัชนีฟิวเจอร์สในสหรัฐฯ​ และราคาน้ำมันทยอยฟื้นตัวดีขึ้น

แอฟริกาใต้รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดในประเทศอยู่ที่ 3,220 ราย และมีเพียงหนึ่งในสามของผู้ใหญ่ชาวแอฟริกาใต้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน โดย Barry Schoub ประธานที่ปรึกษาด้านวัคซีนของแอฟริกาใต้กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่ดี แต่นี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีอะไรแน่นอน

WHO กล่าวว่า ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ามีการรักษาตัวเพิ่มขึ้นในโรงพยาบาล ซึ่งน่าจะเกิดจากจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมเพิ่มขึ้นมากกว่าผลมาจากสายพันธุ์โอไมครอน อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวทำให้หลายประเทศทั่วโลกประกาศมาตรการเพิ่มความเข้มงวดสำหรับการเดินทางจากทวีปแอฟริกาใต้ ขณะที่ประเทศในยุโรป รวมถึงออสเตรเลียเริ่มพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนแล้ว

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-11-28/omicron-pretty-mild-so-far-south-african-health-expert-says?srnd=premium-asia&sref=e4t2werz 

https://www.reuters.com/world/africa/safrican-doctor-says-patients-with-omicron-variant-have-very-mild-symptoms-2021-11-28/ 

https://www.posttoday.com/world/669344 

——————-

👍 อย่าลืมกดไลก์ Page The Opportunity เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสด้านการลงทุน

รีวิวกองทุนกลุ่ม ASEAN และ CLMVT

เด็กการเงิน DekFinance
รีวิวกองทุนกลุ่ม ASEAN และ CLMVT

หลังจากที่ได้ให้ทุกคนได้รู้จักกับความน่าสนใจในการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน และ CLMVT ไปแล้ว

อ่านเพิ่มเติม รู้จักกลุ่มประเทศอาเซียน, CLMVT และ MSCI AC ASEAN INDEX

วันนี้ เด็กการเงิน ขอมารีวิวกองทุนในกลุ่มนี้ ได้แก่ B-ASEAN, B-ASEANRMF, I-ASEAN STAR 10, K-AEC, KT-ASEAN-A, ONE-STOXXASEAN, KT-CLMVT-A และ KT-CLMVT-D

สิ่งที่จะได้จากบทความนี้

  1. แต่ละกองทุนลงทุนในอะไรบ้าง?
  2. สัดส่วนประเทศและอุตสาหกรรมที่กองทุนลงทุน
  3. นโยบายการจ่ายปันผลและระดับความเสี่ยงของกองทุน
  4. การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน
  5. ผลตอบแทนและความเสี่ยง
  6. ค่าธรรมเนียมของกองทุน

แต่ละกองทุนลงทุนในอะไรบ้าง?

B-ASEAN และ B-ASEANRMF

ลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนใน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง และมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนจากการลงทุน โดยกองทุนมีการลงทุนอยู่ในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทยประมาณ 60% และลงทุนในกลุ่ม Financial ประมาณ 33%

KT-ASEAN-A

ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds – ASEAN Equity Fund (Master Fund) ซึ่งกองทุนหลักได้รับการจัดอันดับ 4 ดาว จาก Morningstar โดยกองทุนมีการลงทุนอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซียกว่า 70% และลงทุนในกลุ่ม Financial ประมาณ 35%

ONE-STOXXASEAN

ลงทุนในหุ้นจำนวน 30 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อิงดัชนี STOXX ASEAN SELECT DIVIDEND 30 INDEX ซึ่งเป็นดัชนีที่เฟ้นหาหุ้นอาเซียนที่จ่ายปันผลได้ดีโดยดูจากการจ่ายปันผลย้อนหลัง 12 เดือน และไม่ได้เลือกจากบริษัทที่มี Market-Cap สูง แต่เลือกบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง มีอัตราการจ่ายปันผล หรือ Dividend Payout Ratio ไม่เกิน 80% เพราะจะทำให้บริษัทมีเงินกลับไปลงทุนต่อเพื่อการเติบโต ไม่ลงทุนใน Infra & REIT รวมทั้งมี Foreign Investment Capacity เกิน 4% หรือเรียกว่ามี free-float สำหรับให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือได้ นอกจากนี้ยังมีกฏว่าห้ามลงทุนในหุ้นเกิน 7 ตัว ในแต่ละประเทศ และ 9 ตัวในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม

K-AEC

ลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน โดยกองทุนมีการลงทุนอยู่ในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทยประมาณ 60% และลงทุนในกลุ่ม Financial, Bank ทั้งสิงคโปร์ และอินโดนีเซียประมาณ 36%

I-ASEAN STAR 10

เป็นกองทุนผสม ซึ่งลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงตราสารหนี้ เงินฝากด้วย แต่จะไม่ลงทุนในหุ้นไทย

KT-CLMVT-A และ KT-CLMVT-D

ลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนามและไทย (CLMVT) รวมทั้งประเทศอื่นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้อง แล้วได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMVT โดยกองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในเวียดนาม 50%-80%

สัดส่วนประเทศและอุตสาหกรรมที่กองทุนลงทุน

ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2564 (ยกเว้น B-ASEAN และ B-ASEANRMF ที่เป็นข้อมูล ณ 31 สิงหาคม 2564)

B-ASEAN และ B-ASEANRMF

  • สิงคโปร์ 22.48%
  • อินโดนีเซีย 20.33%
  • ไทย 16.93%
  • เวียดนาม 11.08%
  • มาเลเซีย 8.11%
  • ธนาคาร 32.66%
  • ขนส่งและโลจิสติกส์ 8.23%
  • พาณิชย์ 7.77%
  • เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 7.49%
  • อาหารและเครื่องดื่ม 7.14%

KT-ASEAN-A

  • Singapore 29.8%
  • Thailand 23.9%
  • Indonesia 20.7%
  • Malaysia 12.1%
  • Philippines 9.0%
  • Vietnam 2.6%
  • Financials 35.4%
  • Communication Services 17.9%
  • Industrials 8% 
  • Real Estate 7.8% 
  • Consumer Discretionary 7.2% 

ONE-STOXXASEAN

(ไม่มีข้อมูลสัดส่วนประเทศที่ลงทุน)

  • BANKS 20.61% 
  • CAPITAL GOODS 17.25% 
  • MATERIALS 7.10% 
  • ENERGY 6.92% 
  • FOOD, BEVERAGE & TOBACCO 6.68%

K-AEC

  • Singapore 24.57% 
  • Indonesia 18.97% 
  • Thailand 16.22% 
  • Vietnam 12.34%
  • Malaysia 10.47%
  • FINANCE-SINGAPORE 17.72% 
  • BANK-INDONESIA 10.77% 
  • FINANCIALS-VIETNAM 7.50% 
  • INFORMATION TECHNOLOGY-GLOBAL 6.60% 
  • COMMERCE 5.15%

I-ASEAN STAR 10

(ไม่มีข้อมูลสัดส่วนประเทศที่ลงทุน)

  • Information Technology 40.89%
  • Financials 14.57% 
  • Industrials 12.45% 
  • Energy 8.25% 
  • Materials 6.06% 

KT-CLMVT-A และ KT-CLMVT-D

(ไม่มีข้อมูลสัดส่วนประเทศที่ลงทุน)

  • ธนาคาร 21.39%
  • อื่น ๆ 11.45%
  • พลังงานและสาธารณูปโภค 11.21%
  • อาหารและเครื่องดื่ม 10.88%
  • เงินทุนและหลักทรัพย์ 9.57%

นโยบายการจ่ายปันผลและระดับความเสี่ยงของกองทุน

  • B-ASEAN และ B-ASEANRMF ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผล และกองทุนมีความเสี่ยงที่ระดับ 6
  • KT-ASEAN-A ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผล และกองทุนมีความเสี่ยงที่ระดับ 6
  • ONE-STOXXASEAN มีนโยบายการจ่ายปันผล และกองทุนมีความเสี่ยงที่ระดับ 6
  • K-AEC ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผล และกองทุนมีความเสี่ยงที่ระดับ 6
  • I-ASEAN STAR 10 ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผล และกองทุนมีความเสี่ยงที่ระดับ 5
  • KT-CLMVT-A ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผล และ KT-CLMVT-D มีนโยบายการจ่ายปันผล และทั้งสองกองทุนมีความเสี่ยงที่ระดับ 6

การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน

ทุกกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ผลตอบแทนและความเสี่ยง

(as of 26 Oct 2021)

Return: 6 Month / 1 Year / 3 Year (Annualized)

SD: 1 Year / 3 Year (Annualized)

B-ASEAN

Return: 12.36% / 40.97% / 6.87%

SD: 14.60% / 16.65%

B-ASEANRMF

Return: 12.54% / 41.35% / 7.15%

SD: 14.42% / 16.45%

KT-ASEAN-A

Return: 7.35% / 29.47% / 6.12%

SD: 18.13% / 19.82%

ONE-STOXXASEAN

Return: 16.24% / 43.63% / 2.02%

SD: 16.56% / 19.67%

K-AEC

Return: 12.67% / 34.75% / 4.94%

SD: 10.10% / 15.98%

I-ASEAN-STAR 10

Return: 9.12% / 41.95% / 1.01%

SD: 17.05% / 18.65%

KT-CLMVT-A 

Return: 16.47% / 57.28% / 11.03%

SD: 13.09% / 20.36%

KT-CLMVT-D

Return: 16.47% / 57.27% / 11.03%

SD: 13.09% / 20.36%

ค่าธรรมเนียมของกองทุน

B-ASEAN: TER 1.8961%, Front-End 1%

B-ASEANRMF: TER 1.8835%

KT-ASEAN-A: TER 1.0965%, Front-End 1.5%

ONE-STOXXASEAN: TER 1.99%, Front-End 1.25%

K-AEC: TER 2.9359%, Front-End 1.5%

I-ASEAN-STAR 10: TER 2.96% ไม่เก็บ Front-End

KT-CLMVT-A และ KT-CLMVT-D: TER 1.99%, Front-End 1.5%

รีวิวกองทุนกลุ่ม ASEAN และ CLMVT

สรุป

กองทุนที่เด็กการเงินแนะนำคือ B-ASEAN, B-ASEANRMF โดยดูจากกองทุนมีผลตอบแทน ความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล รวมทั้งยังได้รับการจัดอันดับ Morningstar 4 ดาวอีกด้วย (B-ASEANRMF ได้ 5 ดาว) ถ้าหากชอบกองปันผลก็สามารถเลือกกองทุน ONE-STOXXASEAN ได้ โดยกองทุนได้รับการจัดอันดับ Morningstar 2 ดาว ถ้าหากใครที่ชื่นชอบประเทศกลุ่ม CLMVT ก็สามารถลงทุนในกองทุน KT-CLMVT-A หรือ KT-CLMVT-D ได้ โดยกองทุนได้รับการจัดอันดับ Morningstar 3 ดาว

อย่างไรก็ตาม ประเทศกลุ่มอาเซียนและ CLMVT ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศ Emerging Market รวมไปถึง Frontier Market อย่างเวียดนาม ดังนั้นจึงแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มนี้โดยมีร่วมกับกองทุนอื่นใน Emerging Market รวมกันไม่เกิน 20-30% หรือตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคน

เด็กการเงิน DekFinance

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/DekFinance101/posts/282284040455733


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

Mr. Serotonin
สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

หากนักลงทุนท่านใดสนใจคว้าโอกาสเติบโตในระยะยาวผ่านหุ้นขนาดกลาง-เล็กในสหรัฐฯ ที่บริหารโดยทีมงานคุณภาพคุ้นเคยอย่าง Baillie Gifford ด้วยกลยุทธ์ US Discovery ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่คุณไม่ควรพลาด

สรุปข้อมูลที่น่าสนใจของกลยุทธ์ US Discovery จาก Baillie Gifford

  • เน้นลงทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็กตามสไตล์ Baillie Gifford
  • หุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะยาวสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ถึงแม้จะมีความผันผวน
  • ลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตที่รอคอยการค้นพบ
  • ลงทุนในสหรัฐฯ ภูมิภาคที่มีหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีเทคโนโลยี ศักยภาพหรือโมเดลธุรกิจที่สามารถเข้าไป Disrupt บริษัทรูปแบบเดิม ๆ ได้ ทำให้สร้างการเติบโตได้สูง
  • มีขอบเขตการลงทุนในหุ้นที่กว้างและหลากหลายกว่าดัชนี S&P 500
  • มีขอบเขตการลงทุนในหุ้นที่กว้างและหลากหลายกว่ากว่าดัชนี S&P 500

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • หุ้นขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบ อย่างการที่มีจำนวนนักวิเคราะห์ติดตามต่อหุ้นน้อยกว่า ส่งผลให้ผู้เล่นอื่น ๆ ในตลาดส่วนใหญ่อาจยังไม่รับรู้ ดังนั้นหากใครเจอก่อนก็อาจได้รับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • บริษัทขนาดเล็กในสหรัฐฯ มักถูกตกเป็นเป้าหมายในการทำ M&A (ควบรวบหรือซื้อกิจการ) อีกทั้งสหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีขนาดการทำธุรกรรม M&A สูงที่สุดมากกว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึง 3 เท่า ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปลดล็อกมูลค่าหุ้นขนาดเล็ก

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • Baillie Gifford ไม่มีผู้ถือหุ้น (Board ต่าง ๆ ) จากภายนอก ทำให้ไม่มีแรงกดดันจากผู้ที่มีสิทธิเสียงและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง เพื่อที่จะเร่งให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

กลยุทธ์ในการลงทุนของกองทุน Baillie Gifford US Discovery

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • คัดเลือกบริษัทที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือพัฒนาเพื่อให้แข่งขันกับผู้อื่นได้
  • มีเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจที่สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาดได้
  • ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์และหาโอกาสในการสร้างการเติบโตให้กับบริษัท
  • บริษัทต้องมีความคล่องตัวและสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
  • ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Growth และกลุ่ม New Economy ที่สร้างการเติบโตได้สูง

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • เน้นลงทุนในหุ้นเติบโต ลงทุนใน 40-75 บริษัท เพื่อกระจายความเสี่ยงมากขึ้น (หากเทียบกับกองทุนของ Baillie Gifford อื่น ๆ) และลงทุนในหุ้นที่มี Market cap ต่ำกว่า 10,000 ล้านเหรียญตอนเริ่มลงทุน โดย 80% ของ NAV ทั้งหมด ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 30,000 ล้านเหรียญ ในขณะที่สัดส่วนที่เหลืออีก 20% เว้นเผื่อไว้ในกรณีที่บริษัทต่าง ๆ เกิดการเติบโตจนมูลค่าเกิน 30,000 ล้านเหรียญขึ้นไป

บริหารโดยทีมงานที่มากประสบการณ์

ทีมงานการลงทุนของกองทุน US Discovery เป็นทีมงานเดียวกับ Global Discovery ซึ่งมีการค้นพบว่าหุ้น 20 บริษัทที่ทำผลงานได้ดีที่สุดผ่านการลงทุนในกลยุทธ์ Global Discovery มากกว่า 60% มาจากสหรัฐฯ ดังนั้นการแตกแขนงออกมาเหมือนการรีดศักยภาพทีมงานให้ดียิ่งขึ้น

 

  • Baillie Gifford จะมองหาและเริ่มลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีความโดดเด่น ตัวอย่างบริษัท เช่น Tesla ซึ่งเป็นหุ้นที่สามารถผลตอบแทนให้กับ Baillie Gifford ได้กว่า 100 เท่า
  • ทีมงานการลงทุนของกองทุน US Discovery เป็นทีมงานเดียวกับ Global Discovery ซึ่งมีการค้นพบว่าหุ้น 20 บริษัทที่ทำผลงานได้ดีที่สุดผ่านการลงทุนในกลยุทธ์ Global Discovery มากกว่า 60% มาจากสหรัฐฯ ดังนั้นการแตกแขนงออกมาเหมือนการรีดศักยภาพทีมงานให้ดียิ่งขึ้น

สำรวจความน่าสนใจของหุ้นที่ Baillie Gifford US Discovery ลงทุน

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน: Novocure
    • บริษัทผู้คิดค้นนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งและเนื้องอกในสมองโดยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นรายแรก มีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างการมีสิทธิบัตร และเป็นผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรม มีแนวโน้มเติบโตได้สูงเพราะการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถใช้รักษามะเร็งในส่วนอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน: Blackline
    • บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการบัญชีเป็นรายแรก ๆ ในรูปแบบ SaaS หรือให้บริการผ่านคลาวด์ โดยไม่ต้องลงทุนด้านเซิร์ฟเวอร์ ให้บริการแบบเช่าซื้อ (Subscription) หรือแบ่งตามปริมาณการใช้งานในราคาย่อมเยาเอื้อมได้ถึง บริษัทกล้าเปลี่ยนแปลง มีโอกาสเติบโตได้สูงจากการขยายขอบเขตในอนาคตจากการนำเสนอขายในรูปแบบ ERP หรือการปรับเปลี่ยนข้อมูลในองค์กร

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน: Upwork
    • แพลตฟอร์มการหางานเชื่อมต่อผู้ประกอบการและฟรีแลนซ์ที่มีทักษะสูงซึ่งผ่านการทดสอบ สามารถรีวิวผลงานในอดีตได้ ช่วยให้ฟรีแลนซ์สร้างพอร์ต และช่วยให้นายจ้างจัดการงานยิบย่อย (Ad hoc) ได้ สร้าง value ให้ทั้งสองฝั่ง มีสตอรี่จากโควิดที่คนหันมาเป็นฟรีแลนซ์จากการตกงาน มีผู้ใช้งาน (Users) ที่มีศักยภาพในสร้างมูลค่าสูงในอนาคต

ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน Baillie Gifford US Discovery

สรุป LIVE: ค้นหาโอกาสเติบโตของหุ้น Mid-Small Cap ของสหรัฐฯ ด้วยกลยุทธ์ US Discovery I สรุป LIVE Market Talk

  • ผลการดำเนินงานในช่วง 5 ปีและ 10 ปี โดดเด่น ชี้ให้เห็นโอกาสเติบโตในระยะยาวในระดับที่ดีกว่าดัชนี

Baillie Gifford US Discovery ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวผ่านหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีโอกาสเติบโตสูงในสหรัฐฯ บริหารโดย บลจ. น้ำดีมีคุณภาพอย่าง Baillie Gifford ที่มีสไตล์การวิเคราะห์หุ้นเฉพาะตัวและทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุน Baillie Gifford US Discovery

Baillie Gifford US Discovery เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับนักลงทุนผู้มองหาโอกาสการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ขนาดกลาง-เล็กที่มีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งปัจจุบันทาง บลจ.ยูโอบี กำลังมอบหมายให้ทาง Baillie Gifford ช่วยจัดการ (กองทุนอยู่ในระหว่างการพิจาณาจัดตั้งและอาจจัดตั้งขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจมีการ IPO ในช่วงประมาณต้นเดือนหน้า) หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ บลจ.ยูโอบี โทร 02 786 2222 หรือ ติดต่อเข้ามาที่ FINNOMENA โทร 02 026 5100

​​คำเตือน

  • ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก
  • กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโดยตรงกับทาง UOB โทร 02 786 2222 กด 0 หรือ www.uob.co.th

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 29/11/2021 “โอไมครอน โควิดสายพันธ์ุใหม่ ทั่วโลกปั่นป่วน หามาตรการสกัดเข้มงวด ตลาดหุ้น-น้ำมัน ราคาร่วงหนัก” พร้อมสรุปเนื้อหา

THE OPPORTUNITY

FINNOMENA The Opportunity Morning Brief 29/11/2021

“โอไมครอน โควิดสายพันธ์ุใหม่ ทั่วโลกปั่นป่วน หามาตรการสกัดเข้มงวด ตลาดหุ้น-น้ำมัน ราคาร่วงหนัก”

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  Dow Jones ปิดที่  34,899.34 จุด -905.04  จุด  (-2.53%) S&P 500 ปิดที่ 4,594.62 จุด -106.84  จุด (-2.27%) Nasdaq ปิดที่ 15,491.7 จุด -353.6  จุด (-2.23%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,245.94 จุด -85.52  จุด (-3.67%) VIX Index อยู่ที่ 28.62 จุด +10.04  จุด (+54.04%)

ตลาดหุ้นยุโรป  Euro Stoxx 50 ปิดที่  4,089.58 จุด -203.66  จุด  (-4.74%) Dax เยอรมัน ปิดที่  15,257.04 จุด -660.94  จุด  (-4.15%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่  6,739.73 จุด -336.14  จุด  (-4.75%) FTSE 100 อังกฤษ ปิดที่  7,044.03 จุด -266.34  จุด  (-3.64%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) Nikkei 225 ญี่ปุ่น ปิดที่  28,751.62 จุด -747.66  จุด  (-2.53%) CSI 300 จีน ปิดที่  4,860.13 จุด -36.31 จุด  (-0.74%) Hang Seng ฮ่องกง ปิดที่  24,080.52 จุด -659.64  จุด  (-2.67%) SET Index ไทย ปิดที่  1,610.61 จุด -37.85  จุด  (-2.3%) VN30 เวียดนาม ปิดที่  1,566.55 จุด -5.91  จุด  (-0.38%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ) ราคาทองคำ 1,794.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาแร่เงิน 23.605 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 71.56 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ Brent 74.71 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 )  Bitcoin 5,7849.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 4,368.09 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Dogecoin 0.206941 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Binance 614.11 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ประเมิน ‘โอไมครอน’ โควิดสายพันธุ์ใหม่ กระทบโลกการลงทุน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เชื้อโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่พบทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นสายพันธุ์ที่ “น่ากังวล” และให้ชื่อว่า โอไมครอน (Omicron) มีลักษณะการกลายพันธุ์บน 32 ตำแหน่งอยู่ในสไปก์โปรตีน หรือโปรตีนหนามที่จะมาจับกับเซลล์มนุษย์ ด้าน WHO เตือนว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะทราบได้ว่าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ล่าสุดนี้สามารถติดต่อกันได้อย่างไร และวัคซีนที่มีอยู่จะให้ผลอย่างไรในการป้องกัน

ยุโรปวุ่น พบผู้ติดเชื้อ ‘โอไมครอน’ หลายประเทศ ใช้มาตรการสกัดเข้มงวด ระงับการเดินทางจาก 7 ประเทศ ได้แก่ นามิเบีย ซิมบับเว บอตสวานา เลโซโท เอสวาตินี โมซัมบิก และแอฟริกาใต้ อังกฤษ ห้ามไม่ให้ผู้ที่มาจากประเทศเสี่ยง เดินทางเข้าประเทศ ส่วนพลเมืองที่เดินทางจากประเทศข้างต้น ต้องกักตัวในสถานกักตัวของรัฐเป็นเวลา 10 วัน

AstraZeneca หวังว่าค็อกเทลแอนติบอดีต่อโควิด-19 จะรักษาประสิทธิภาพในการต่อต้านสายพันธุ์ใหม่ และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าสายพันธุ์โอไมครอนดื้อต่อวัคซีนหรือไม่ ส่วน Moderna อาจหลีกเลี่ยงวัคซีนต่างๆ ในปัจจุบัน และหากเป็นเช่นนั้น อาจมีการฉีดวัคซีนที่ปรับรูปแบบใหม่ในช่วงต้นปีใหม่ ด้าน BioNTech กำลังทดสอบเพิ่มเติม “ภายในสองสัปดาห์” เพื่อช่วยตัดสินว่าจะต้องพัฒนาวัคซีนกันอีกครั้งหรือไม่

เอเชียเตรียมรับมือ ‘โอไมครอน’ จีนหวั่นหายนะ หากเปิดประเทศเหมือนสหรัฐฯ-ยุโรป นักคณิตศาสตร์จีนเตือน จีนอาจเผชิญกับการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 630,000 เคสต่อวัน หากจีนยกเลิกนโยบายการติดเชื้อโควิด-19 เป็นศูนย์ ด้านฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เพิ่มมาตรการควบคุมจำกัดนักเดินทางจากต่างประเทศกลุ่มเสี่ยง

น้ำมัน -13% ร่วงหนักสุดในปีนี้ ราคาหลุด $70 กังวลโควิดกระทบดีมานด์โลก จากมาตรการป้องกันการเเพร่ระบาดของโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จากการปิดเมือง จับตาการประชุมของ OPEC ในวันที่ 2 ธ.ค. 2564 นี้ 

KUB to the Moon กระแสเหรียญไทย ราคาขึ้น 10 เท่า ก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม ทาง Bitkub ได้ประกาศว่าจะเผาซัปพลายของเหรียญ KUB ในระบบทิ้งไป 89% หรือก็คือ จากจำนวนทั้งหมด 1,000 ล้านเหรียญ ได้ถูกลดให้เหลือเพียง 110 ล้านเหรียญเท่านั้น  ล่าสุดยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้ราคาเหรียญ KUB พุ่งสูงขึ้น 10 เท่าหลังจาก SCB ประกาศซื้อกิจการ Bitkub 17,850 ล้านบาท โดย SCB ให้ SCBS เเละ เปิดตัวตลาดซื้อขาย NFT ที่ชื่อว่า “Bitkub NFT” 

Passive Income คืออะไร?: รวมสุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

FINNOMENA CHANNEL
Passive Income คืออะไร?: รวมสุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

“หากคุณไม่พบวิธีที่สามารถทำเงินได้ในระหว่างที่คุณหลับ คุณจะต้องทำงานไปจนกระทั่งวันที่คุณตาย” 

– วอร์เรน บัฟเฟตต์

หลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่หรือคนที่ทำงานมาสักพักแล้ว คงมีความต้องการในการมีรายรับแบบที่เรียกว่า “Passive Income” กันแน่ ๆ บทความนี้ FINNOMENA Admin จึงขอมาแชร์สุดยอดไอเดียในการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนกัน

แต่ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า “Passive Income” คืออะไร แตกต่างจาก Active Income อย่างไร?

Passive Income คืออะไร?

Passive Income คือ รายได้มาจากการที่เราลงแรงไปในตอนแรก แต่ยังคงได้รายได้นั้นกลับมาอย่างต่อเนื่องแม้งานจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม กล่าวคือ เป็นเงินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดหรือรายรับกลับมาอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

ซึ่งจะตรงข้ามกับ “Active Income” ที่เป็นรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการ ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของ ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น ทิป หรือกล่าวง่าย ๆ คือเป็นรายได้ที่มาจากการทำงาน การประกอบอาชีพนั่นเอง

เปรียบเทียบ Active Income และ Passive Income

อย่างที่บอกไปว่า “Active Income” มีความหมายตรงกันข้ามกับ “Passive Income” ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไรว่ารายได้ทั้งสองประเภทนี้นั้นต่างกันอย่างไร เราจึงขอทำตารางเปรียบเทียบยกตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นภาพกันชัดมากขึ้น

Active Income Passive Income
งานที่ปรึกษาคิดค่าบริการรายชั่วโมง สร้างคอร์สออนไลน์ให้คนซื้อได้
รับงานเขียนแบบฟรีแลนซ์ เขียนหนังสือ หรือ เขียน E-Book
รับจ้างถ่ายรูปและคิดค่าคอมมิชชั่น ขายภาพถ่ายผ่าน Getty Images
ขับรถสามล้อรับส่งผู้โดยสาร ให้เช่าพื้นที่โฆษณาหลังรถสามล้อ

สร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนอย่างไรดี?

การสร้าง Passive Income อย่างแรกต้องทำความรู้จักสินทรัพย์แต่ละประเภทก่อน เนื่องจากประเภทสินทรัพย์ที่แตกต่างกันมักมีผลตอบแทน และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ยิ่งสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ความเสี่ยงก็จะสูงตามไปด้วย ดังนั้น ควรศึกษาถึงรายละเอียดของแต่ละสินทรัพย์ให้เข้าใจ และเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายรวมถึงความเสี่ยงของตัวเอง

สูตรที่ใช้หาเงินลงทุนในการสร้าง Passive Income

Passive Income ที่ต้องการต่อปี / อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (%)

** ทั้งนี้ สูตรด้านบนเป็นสูตรการคำนวณหาเงินลงทุนแบบคร่าว ๆ เท่านั้น ซึ่งจะยังไม่รวมปัจจัยอื่น เช่น เงินเฟ้อ หรือความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์

สุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

การสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนนั่นมีมากมายหลายวิธี ในบทความนี้ FINNOMENA Admin ขอยกตัวอย่างการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนใน 6 ช่องทาง ดังนี้ครับ

Passive Income คืออะไร?: รวมสุดยอดไอเดียสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุน

1. ฝากเงินในธนาคาร

การฝากเงินในบัญชีธนาคารถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้าง Passive Income แต่อัตราผลตอบแทนก็ค่อนข้างต่ำ แม้ว่าปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากแบบดิจิทัลที่อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นิดหน่อย โดยอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.10% – 2.00% อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องสำคัญอย่างเงินเฟ้อที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ดอกเบี้ยจากการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ อาจไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้เมื่อเวลาผ่านไป

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการฝากเงินในธนาคาร

การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 0.50% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.50% ต่อปี อยากมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี 

▶︎ จำนวนเงินต้นที่ต้องมีอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ เท่ากับ 120,000,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม เมื่อวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท ควรรับมืออย่างไร? แล้วเอาเงินไปไว้ไหนดี?

2. ซื้อประกันออมทรัพย์ หรือ ประกันสะสมทรัพย์

ประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฝึกวินัยการออมระยะยาว ที่นอกจากจะได้รับผลตอบแทนจากเงินคืนแล้ว ยังได้รับการคุ้มครองชีวิตด้วย เรียกได้ว่ามาแบบแพ็คคู่ โดยส่วนของการออมทรัพย์ ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินคืนเมื่อสัญญาประกันครบกำหนด ซึ่งระยะเวลาก็จะมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ไปจนถึงระยะยาว ให้ผู้เอาประกันภัยได้เลือกซื้อตามเป้าหมายที่เหมาะสมกับตัวเอง

สำหรับผลตอบแทน IRR ของประกันสะสมทรัพย์ (บางแผน) ก็จะมากกว่าเงินฝากขึ้นมานิดหน่อย โดยผลตอบแทนที่ได้มานั้นไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะต่างกับการฝากเงินในบัญชีธนาคารที่จะต้องเสียภาษี 15% หากดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นเกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ประกันสะสมทรัพย์ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทอีกด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการซื้อประกันสะสมทรัพย์

การซื้อประกันสะสมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% – 3% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปซื้อประกันสะสมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 2% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 30,000,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม ประกันสะสมทรัพย์ ผลตอบแทนหลายร้อย % มีอยู่จริงหรือ !? I POCKET MONEY EP21

3. ลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้

ตราสารหนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งมีให้เราเลือกลงทุนทั้งพันธบัตรที่ออกโดยภาครัฐ และตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน โดยจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนจะมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงกว่า ดังนั้นควรศึกษาถึงบริษัทที่เราจะไปซื้อหุ้นกู้ก่อนเสมอว่ามีพื้นฐานบริษัทมั่นคง และมีความสามารถในการชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเราในวันครบกำหนดอายุตราสารหรือไม่

ทั้งนี้ การลงทุนในตราสารหนี้สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเงินลงทุนเริ่มต้นก็จะต่ำกว่าการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง และสภาพคล่องก็สูงกว่าด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในตราสารหนี้

การลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2% – 5% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี อยากมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี 

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 20,000,000 บาท

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับตราสารหนี้

4. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม เพื่อปล่อยเช่า ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ค่าเช่า” ที่ส่วนใหญ่จะทำสัญญาจ่ายกันเป็นรายเดือน นั่นหมายความว่า หากเราลงทุนซื้ออสังหาฯ แล้วมีคนเช่า เราก็จะได้รับกระแสเงินสดต่อเนื่องในทุก ๆ เดือน

แต่แน่นอนว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางตรงอย่างการซื้อบ้านซื้อคอนโดจะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม เราสามารถลงทุนในอสังหาฯ ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Property Fund, Real Estate Investment Trust (REITs) และ Infrastructure Fund (IFF) ที่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในอสังหาฯ

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 6% – 10% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 10,000,000 บาท

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์

5. ลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น

หากพูดถึงหุ้น แน่นอนว่าแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักสินทรัพย์นี้ เพราะหุ้นเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่อยู่คู่ตลาดทุนมาอย่างยาวนาน ซึ่งนอกจากผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่เราจะได้รับในรูปของ “ส่วนต่างราคา” (Capital Gain) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “กำไร” แล้ว เรายังสามารถคาดหวัง Passive Income จาก “เงินปันผล” (Dividend) ได้อีกด้วย ทั้งนี้ ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง และเป็นหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ย (Average Dividend Yield) ไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ ด้วย เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ

และหากใครที่ไม่ต้องการลงทุนในหุ้นรายตัว หรือยังไม่มีความชำนาญในการลงทุนหุ้นรายตัว ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่แค่หุ้นในประเทศ กองทุนรวมยังทำให้เราสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกลงทุนได้ว่าจะลงทุนในกองทุนชนิดสะสมมูลค่า (ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล) หรือกองทุนชนิดจ่ายเงินปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

สร้าง Passive income เดือนละ 50,000 บาท ด้วยการลงทุนในหุ้น

การลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 8%-12% ต่อปี

ตัวอย่าง นำเงินไปลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ต้องการมี Passive Income 50,000 บาท/เดือน หรือ 600,000 บาท/ปี

▶︎ จำนวนเงินต้นหรือเงินลงทุนที่เราต้องมี เท่ากับ 6,000,000 บาท

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนหุ้น

6. ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสินทรัพย์ที่เป็นกระแสมาแรงที่สุดในปีนี้คงจะหนีไม่พ้น “คริปโทเคอร์เรนซี” (Cryptocurrency) หรือ “สกุลเงินดิจิทัล” อย่างแน่นอน  การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีไม่เพียงแต่สามารถทำกำไรจากการซื้อขายเหรียญต่าง ๆ เท่านั้น แต่เรายังสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนในคริปโทฯ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในเหรียญที่ทำงานบน Proof-of-Stake (PoS), การให้กู้ยืมเหรียญคริปโทฯ แบบ Peer-to-Peer (P2P Lending) หรือการฝากเหรียญคริปโทฯ เพื่อรับดอกเบี้ย ฯลฯ

ทั้งนี้ การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ดังนั้น เราควรศึกษาถึงรายละเอียดของสินทรัพย์ และวิธีการลงทุนให้ดีก่อนลงทุนเสมอ รวมถึงแพลตฟอร์มที่เราจะไปใช้บริการด้วยว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ในประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว อาจมีความเสี่ยงและความผันผวนระหว่างการลงทุนได้ ดังนั้นเราควรศึกษาเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนควบคู่ไปกับการลงทุน ด้วยการกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมหุ้น หรือแม้แต่คริปโทเคอร์เรนซี โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือ “การดูแลสินทรัพย์ที่เราลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” เพื่อสร้าง Passive Income ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งนอกจากการสร้าง Passive Income ผ่านการลงทุนสินทรัพย์ทางการเงินตามที่กล่าวไปด้านบนแล้ว เรายังสามารถสร้าง Passive Income ได้ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองเช่นกัน เช่น การเขียนหนังสือหรือการเขียน E-Book การทำเพลง การถ่ายภาพ ฯลฯ ซึ่งจะได้ Passive Income ในรูปแบบของ “ค่าลิขสิทธิ์” นั่นเอง หากใครมีความเชี่ยวชาญหรือมีความสนใจในการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้าง Passive Income ที่น่าสนใจ

อ่านเพิ่มเติม เงิน 5,000 บาท ลงทุนอะไรดี?: ต่อยอดเงินลงทุนหลักพัน สู่ความมั่งคั่งหลักล้าน!

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Passive Income ได้ที่รายการนิสัยรวยตามคลิปที่แปะไว้ด้านล่างเลย

นิสัยรวย : อยากมี Passive income เดือนละ 100,000 บาท ต้องทำอย่างไร?

FINNOMENA Admin

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน